เพิ่มพงษ์ เสนอเร่งปฏิรูปการศึกษาผ่านมติ ครม. ไม่ต้องรอออกกฎหมาย

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๘ · ๑๐ เมษายน ๒๕๖๐

เพิ่มพงษ์ เชาวลิต หารือความคืบหน้าการปฏิรูปการศึกษา โดยเฉพาะกฎหมายสำคัญสองฉบับที่ยังดำเนินการล่าช้า แม้ผ่านสปท.มานานกว่าปี จึงเสนอให้กรรมาธิการทบทวนอุปสรรคและเร่งผลักดัน พร้อมเจรจากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดกรอบเวลาดำเนินการอย่างชัดเจน รวมถึงเสนอให้ใช้มติ ครม. หรือคำสั่งนายกรัฐมนตรีเร่งปฏิรูปด้านต่าง ๆ โดยไม่ต้องรอการออกกฎหมาย เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมทันที โดยเน้นการเปลี่ยนแปลงในระดับครู นักเรียน หลักสูตร และการศึกษาทุกระดับ

นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต

กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพนะครับ กระผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. หมายเลข ๑๑๐ จริง ๆ เรื่องการศึกษาเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ทุกท่านก็ทราบกันดีอยู่ ท่านอาจารย์วิวัฒน์ได้มีการพูดถึงข้อมูลแล้วก็จุดที่จำเป็นจะต้องมี การเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนแล้วตั้งแต่เมื่อเช้า กรรมาธิการก็ได้พูดถึงความจำเป็นต่าง ๆ ในเรื่อง ของการปฏิรูป ในเรื่องเยาวชนเองจริง ๆ เราในฐานะที่เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่แล้วมองกลับไปที่ เยาวชนหรือว่าเด็กนักเรียนต่าง ๆ ผมคิดว่าหลายท่านคงมีความเป็นห่วงอยู่หลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมาตรฐานการศึกษาก็ดี เรื่องของเด็กก็ดี เรื่องของความรู้สึกต่อส่วนรวมก็ดี รวมทั้งในเรื่องของการประพฤติบางอย่างที่ไม่เหมาะสมต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของ การปฏิรูปการศึกษาทั้งสิ้น อันนี้เป็นเรื่องที่เราทราบกันอยู่ ทีนี้ในการมอง ๒๗ วาระปฏิรูป สิ่งที่ผมจะใช้มองส่วนใหญ่จะไม่ได้ดูในเรื่องเนื้อหาสาระมากนัก เพราะคิดว่าเรื่องเนื้อหาสาระ เราได้มีการอภิปรายพูดคุยกันไปแล้วตั้งแต่วาระแรก ๆ แล้วบางส่วนสมาชิกอาจจะมีข้อสังเกตไว้ บ้าง แต่สิ่งที่สำคัญและให้ความสำคัญมากก็คือหลังจากที่เราเสนอไปเรียบร้อยมีอะไรเกิดขึ้น บ้างที่มีผลต่อการปฏิรูป เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก และในทุกเรื่องที่มีการบรรจุวาระ ๒๗ วาระปฏิรูปขึ้นมาผมมักจะมองในเรื่องของสิ่งเหล่านี้ เป็นส่วนใหญ่นะครับ กรรมาธิการด้านการศึกษาท่านได้มีการศึกษาหลายเรื่อง มีการนำเสนอ ไปที่รัฐบาลหลายเรื่องทั้ง ๑๑ เรื่องก็ดี มีการศึกษาตรงไปที่กระทรวงศึกษาธิการเองทั้ง ๑๔ เรื่องก็ดี อันนี้ท่านมีผลงานในการนำเสนอไปแล้ว แต่สิ่งที่ผมอยากจะคิดนิดหนึ่งว่าผลจากการที่ มีการเสนอไปแล้วอะไรบ้างที่สำเร็จ อะไรบ้างที่ยังไม่ได้เป็นผลเท่าที่ควร คิดว่าในรายงานต่าง ๆ ท่านก็มีอยู่ แต่ผมอยากให้วิเคราะห์ว่าในทั้ง ๑๑ เรื่องก็ดี หรือ ๑๔ เรื่องที่เราเสนอไปก็ดี อะไรที่เป็นหัวข้อสำคัญหรือเป็นจุดที่ไคลแมกซ์ (Climax) มากที่สุดที่จำเป็นจะต้องปฏิรูป การศึกษารอบนี้จะต้องผ่านไปให้ได้ สิ่งเหล่านี้ถ้าเราคิดว่าตรงไหนเป็นเรื่องสำคัญ เราก็จะเอาตรงนั้นเป็นจุดขับเคลื่อนแล้วก็เดินให้บรรลุผลสำเร็จให้ชัดเจนนะครับ ผมอ่านดูเอกสารทั้งหมดที่ท่านดูก็คิดว่าจะมีกฎหมายอยู่ ๒ ฉบับที่ผมคิดว่าน่าจะเป็น เรื่องสำคัญและอาจจะเป็นแม่บทที่ท่านพูดจริง คือในเรื่องของ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติก็ดี เรื่องของ พ.ร.บ. การศึกษาตลอดชีวิตก็ดี คิดว่าเท่าที่ดูเนื้อหาสาระแล้วก็ที่ท่านเสนอ ตรงนี้น่าจะเป็นจุดสำคัญที่สุดของการก่อให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาให้ได้อย่างเป็นมรรคเป็นผล จริง ๆ แล้วก็ถูกบรรจุไว้เรียบร้อยแล้วในเรื่องของการขับเคลื่อนต่อไป แต่เท่าที่ดูเส้นทางที่ ผ่านมาผมมองว่าความคืบหน้าในเรื่องของการปฏิรูปตรงนี้ยังไม่ได้เร็วถ้าเทียบกับสภาพ ความจำเป็นที่ต้องการปฏิรูประบบการศึกษา ผมคิดว่าตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะว่า ทั้ง ๒ กฎหมายผ่านสภาปฏิรูปไปตั้ง ๑๑ เดือน หรือ ๑๓ เดือนคือปีกว่าแล้ว แต่ ณ วันนี้ ยังไม่ได้เข้าสภาเลย ยังวนเวียนอยู่ในกระทรวงก็ดี อยู่ในตรงนี้เอง เพียงแต่บรรจุว่าจะเข้า ในปี ๒๕๖๐ เพราะฉะนั้นถ้า ๒ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญจริง ๆ ต่อการปฏิรูปผมคิดว่า ตรงนี้เป็นจุดที่เราจะต้องมาพิจารณาว่าอะไรที่ทำให้การขับเคลื่อนตรงนี้มันช้า เช่นกระทรวง อาจจะมีบางจุดที่ยังไม่เห็นด้วยหรือตรงไหนก็ดี เพราะผมคิดว่าถ้าเราคุมสภาพว่าจุดนี้ เป็นจุดใหญ่มันต้องผลักดันให้ได้เพราะมีผลอย่างยิ่งต่อการปฏิรูป ผมฝากกรรมาธิการ ได้ดูตรงนี้เป็นหลักว่าเหตุที่ความไม่รวดเร็วของกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับมาจากเหตุผลอะไร เราจะสามารถดำเนินการแก้ไขได้หรือไม่ อันนี้ผมก็เสนอนิดหนึ่ง ผมมีข้อเสนออยู่ ๒ ประเด็นสั้น ๆ ที่อยากจะฝากให้ทางกรรมาธิการได้ไปพิจารณา

เรื่องแรก ก็คือการผลักดันจุดที่มีความสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาให้เป็น รูปธรรม ถ้าอาจจะมีกฎหมาย ๒ ฉบับนี้ หรืออาจจะมีมากกว่านี้ท่านคงจะทราบอยู่แล้ว ในทั้ง ๑๑ เรื่องก็ดี หรือ ๑๔ เรื่องก็ดีที่ท่านเสนอไปอะไรที่เป็นเรื่องที่สำคัญจริง ๆ เรื่องสำคัญ ตรงนี้เราจะใช้ศักยภาพของทาง สปท. ก็ดี หรือระดับ ป.ย.ป. ก็ดี ไปผลักดันให้เกิดระยะเวลา ที่ชัดเจนได้หรือไม่ เพราะข้อเสนอของกรรมาธิการใช้คำว่า เห็นควรเร่งรัดให้คนนั้นคนนี้ไปทำ แสดงว่าระยะเวลายังไม่ได้ชัดเจน ทั้ง ๆ ที่เราบอกว่าการปฏิรูปการศึกษาเป็นเรื่องที่สำคัญมาก และเป็นอนาคตของประเทศด้วย เพื่อน ๆ สมาชิกทั้งหลายได้พูดตรงนี้อย่างชัดเจนอยู่แล้ว แม้แต่เราปฏิรูปทุกวันนี้อาจจะช้าไปด้วยซ้ำ ก็มีการพูดกันอยู่ ที่ผ่านมาก็มีอยู่มีคำสั่ง คสช. มีอะไรต่าง ๆ อยู่แล้วถึงเรื่องของการปรับโครงสร้างอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ก็มีอยู่แล้ว แต่ถ้าคิดว่า กฎหมาย ๒ ฉบับนี้เป็นเรื่องสำคัญและเป็นจุดชี้ขาดจริง ๆ ของการปฏิรูปการศึกษานี้ ความจำเป็นที่จะต้องผลักดันอย่างเร่งด่วนจำเป็นนะครับ และผมอยากเสนอว่ากรรมาธิการ อาจจะไปพูดคุยหรือหารือทั้งกระทรวง หรือทั้ง ป.ย.ป. ก็ดี หรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องก็ดี ให้เห็นชัดเจนว่าเราจะขับเคลื่อนไปในช่วงไหน จะเข้าสภาในช่วงไหน เพราะว่าสภาในวาระนี้ อาจจะมีกฎหมายหลายเรื่องที่จะต้องประกอบของรัฐธรรมนูญขึ้นมาก็มีเรื่องที่จะต้องเข้ามาอีก เพราะฉะนั้นรอฉบับนี้ขึ้นมาถ้าเราไม่เห็นความสำคัญหรือไม่ผลักดันอย่างเต็มที่อาจจะเป็น ระดับหลัง ๆ ไป ซึ่งทำให้ผลทางปฏิบัติจริง ๆ อาจจะช้าลง อันนี้เรื่องแรกที่ผมอยากจะเสนอ

เรื่องที่ ๒ เท่าที่ดูแล้วการปฏิรูปการศึกษาหลายเรื่องอาจจะไม่จำเป็นต้องรอ กฎหมาย ผมอยากให้ทางกรรมาธิการชุดนี้เสนอแผนการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา อย่างเป็นรูปธรรม เป็นแผนปฏิบัติในปี ๒๕๖๐ ปี ๒๕๖๑ นะครับ เพราะเท่าที่ผมฟังกรรมาธิการ ทุกท่านที่เสนอมาหลายเรื่องอาจจะไม่ต้องรอกฎหมาย เราสามารถปฏิรูปหรือก่อให้เกิด การเปลี่ยนแปลงได้เลย โดยใช้มติของ ครม. ก็ดี ใช้การสั่งการของท่านนายกรัฐมนตรีก็ดี ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปโรงเรียน ปฏิรูปหลักสูตร ปฏิรูปครู ปฏิรูปนักเรียน ปฏิรูปให้เด็ก เป็นนักเรียนที่ดี หรือการศึกษานอกระบบต่าง ๆ เหล่านี้ หรือการศึกษาปฐมวัยก็ดี ผมคิดว่า ถ้าเราทำแผนนี้อย่างเป็นรูปธรรมและเสนอเป็นมติ ครม. ออกมา แล้วสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในปี ๒๕๖๐ ปี ๒๕๖๑ ซึ่งรัฐบาลยังมีเวลาในการบริหารประเทศอยู่ ผมคิดว่าจะเห็นถึง ความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนของการปฏิรูปการศึกษา โดยมุ่งไปที่ครูหรือนักเรียน รวมทั้ง หลักสูตรต่าง ๆ โดยไม่จำเป็นต้องรอ พ.ร.บ. ทั้ง ๒ ฉบับนี้ ผมคิดว่าการปฏิรูปการศึกษา ที่เป็นรูปธรรมจะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วมากขึ้นนะครับ ก็ขออนุญาตฝากเป็นข้อสังเกต ทั้ง ๒ ข้อ ขอบคุณครับ