คำนูณ สิทธิสมาน ชี้แจงถึงวิวัฒนาการการได้มาซึ่งกำนันและผู้ใหญ่บ้านตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงปัจจุบัน และเน้นย้ำความสำคัญของบทบาททั้งในฐานะผู้นำชุมชนและตัวแทนรัฐ โดยเสนอให้พิจารณาการปรับปรุงระบบให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม คำนูญ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในฐานะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ท่านประธานครับ ประเด็น เรื่องกำนัน ผู้ใหญ่บ้านนี้นะครับ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นส่วนหนึ่งของการปกครองส่วนภูมิภาค กำนัน ผู้ใหญ่บ้านจะมี ๒ ลักษณะอยู่ในบุคคลคนเดียวกัน หรือในตำแหน่ง ตำแหน่งเดียวกัน ภาคหนึ่งก็คือมีลักษณะเป็นของผู้นำชุมชนในพื้นที่ ส่วนอีกภาคหนึ่งก็มีลักษณะเป็นผู้แทนของ รัฐส่วนกลางที่จะนำความเห็นและนโยบายของรัฐส่วนกลางไปเป็นแขนเป็นขาไปปฏิบัติ ในพื้นที่ เราสามารถย้อนไปตั้งแต่เมื่อมากกว่า ๑๐๐ ปีก่อนได้ที่เป็นกระแสพระราชดำริของ ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ ที่มีการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๓๔ ๑ ในการปฏิรูป ประเทศครั้งสำคัญในครั้งนั้นก็คือการรวมศูนย์อำนาจการปกครองประเทศเข้าสู่ส่วนกลาง แต่การรวมศูนย์อำนาจในการปกครองประเทศเข้าสู่ส่วนกลางนั้นก็เป็นการปฏิรูปใหญ่ มีการก่อตั้งกระทรวง ทบวง กรม แล้วก็มีระบบ ระเบียบต่าง ๆ มากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่ทรงมี กระแสพระราชดำริก็คือว่า ในส่วนของหน่วยการปกครองที่เล็กที่สุดก็คือหมู่บ้านและตำบล นั้นพระองค์ทรงเล็งเห็นว่าก็จำเป็นที่จะต้องมีการปฏิรูปใหญ่ นอกเหนือจากจะให้หัวหน้า หน่วยการปกครองระดับเล็กที่สุดนั้นเป็นผู้แทนของรัฐส่วนกลางแล้ว สิ่งหนึ่งที่มิอาจจะปฏิเสธได้เลย ก็คือจะต้องให้ผู้แทนของรัฐที่เสมือนเป็นแขน เป็นขาของรัฐส่วนกลางนั้นจะต้องได้ลักษณะ ของผู้นำชุมชนเข้ามาด้วย เพราะฉะนั้นคนที่จะเป็นผู้ใหญ่บ้าน เป็นกำนันนั้นจึงกล่าวได้ว่า มีภารกิจที่สำคัญ ๒ อย่างซึ่งไม่สามารถจะแยกจากกันได้ คือ ๑. ความเป็นผู้นำชุมชน ๒. ความเป็นตัวแทนของรัฐ ในพุทธศักราช ๒๔๓๔ นั้น จึงทรงมีพระบรมราชโองการให้มี การทดลองเลือกกำนัน ผู้ใหญ่บ้านขึ้นในพื้นที่อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีรับสั่งให้หลวงเทศาจิตวิจารณ์ หรือเส็ง วิริยศิริ เป็นผู้ไปดำเนินการ เมื่อปี ๒๔๓๕ หรือ ร.ศ. ๑๑๑ แล้วจากนั้นในรัชสมัยของพระองค์เมื่อถึง ร.ศ. ๑๑๖ หรือ พ.ศ. ๒๔๔๐ ก็ได้มี พระราชบัญญัติปกครองท้องที่ฉบับแรกเกิดขึ้นมา ก็ให้มีการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน แล้วให้ผู้ใหญ่บ้านไปเลือกกำนัน อันนี้เป็นพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ในการปฏิรูปประเทศครั้งแรก จวบจนกระทั่งเป็นกฎหมายสมัยใหม่ซึ่งเรา ยังคงใช้หรือเรียกชื่อ พ.ศ. มาจนทุกวันนี้ก็คือพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ตราขึ้นในสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ นั้นก็ยังคงลักษณะเดิม ก็คือว่าให้ราษฎรในพื้นที่นั้นเลือกผู้ใหญ่บ้าน แล้วก็ให้ผู้ใหญ่บ้านมาประชุมกันเองเพื่อเลือกกำนัน ส่วนวาระการดำรงตำแหน่งนั้นไม่มี ในภาษาทางวิชาการก็คือว่าให้ดำรงตำแหน่งจนหมดอายุ ในภาษาชาวบ้านก็คือให้ดำรงตำแหน่ง จนกว่าจะถึงแก่กรรม อันนี้ก็เป็นขั้นตอนแรกของพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ ซึ่งมีที่มาตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พุทธศักราช ๒๔๓๕ จนกระทั่งมาเป็น พ.ร.บ. ปกครองท้องที่ พุทธศักราช ๒๔๕๗ จำง่าย ๆ ว่าให้ผู้ใหญ่บ้านมาจากการเลือกของ ราษฎรในหมู่บ้าน ให้ดำรงตำแหน่งจนสิ้นอายุ กำนันให้เลือกโดยผู้ใหญ่บ้านในตำบล วาระดำรงตำแหน่งจนหมดอายุเช่นกัน อันนี้ก็เป็นช่วงแรก ช่วงที่ ๒ ที่อยากจะ กราบเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกก็คือ ได้มีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในปี ๒๕๑๕ วันที่ ๑๓ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๑๕ โดยประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๖๔ ยังคงให้ ผู้ใหญ่บ้านมาจากการเลือกโดยราษฎรในหมู่บ้าน และมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในการเลือก กำนัน ก็คือให้กำนันมาจากการเลือกโดยราษฎรในตำบล และวาระการดำรงตำแหน่ง ทั้งของกำนันและผู้ใหญ่บ้านนั้นให้ดำรงตำแหน่งแทนที่จะเป็นหมดอายุ ก็คือจนอายุ ๖๐ ปี นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่ครั้งที่ ๒ โดยประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๖๔ คงไม่จำเป็นต้อง อ่านรายละเอียดนะครับ การเปลี่ยนแปลงใหญ่ครั้งที่ ๓ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญที่ท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกน่าจะได้จดจำเอาไว้ก็คือการเปลี่ยนแปลงในพุทธศักราช ๒๕๓๕ โดยพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ ๙) พุทธศักราช ๒๕๓๕ มีการแก้ไข ให้ทั้งการได้มาซึ่งผู้ใหญ่บ้านและกำนันนั้นยังคงมาจากการเลือกของราษฎรในหมู่บ้าน และราษฎรในตำบล แต่แทนที่จะให้ดำรงตำแหน่งจนอายุ ๖๐ ปี ตามที่มีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ ในปี ๒๕๑๕ นั้น ได้เป็นการกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งครั้งแรกขึ้นให้มีวาระ ๕ ปี ทั้งผู้ใหญ่บ้านและกำนัน ถ้าเราไปดูพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ ๙) พุทธศักราช ๒๕๓๕ เขามีหมายเหตุไว้ที่เราควรจะต้องศึกษาถึงความจำเป็นการปรับให้เข้ากับ ยุคสมัยในขณะนั้นก็คือ หมายเหตุ เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้คือ เนื่องจากพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ที่ใช้บังคับในปัจจุบัน กำหนดคุณสมบัติเกี่ยวกับอายุของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านไว้ว่าต้องมีอายุตั้งแต่ ๒๕ ปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกิน ๖๐ ปีบริบูรณ์ ซึ่งมีระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งนานที่สุดถึง ๓๕ ปี ประกอบกับการกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามยังไม่เหมาะสมและสอดคล้องกับ สภาพการณ์ปัจจุบัน สมควรกำหนดระยะเวลาการอยู่ในตำแหน่งของผู้ใหญ่บ้านเป็นวาระ คราวละ ๕ ปี และกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามเพิ่มขึ้นอีก จึงจำเป็นต้องตรา พระราชบัญญัตินี้ ที่เขาบอกว่าสมควรกำหนดระยะเวลาการอยู่ในตำแหน่งของผู้ใหญ่บ้าน เป็นวาระคราวละ ๕ ปีนั้น ก็หมายถึงว่าเป็นวาระการดำรงตำแหน่งของกำนันด้วย เพราะผู้ที่ จะมาเป็นกำนันตั้งแต่ต้นจนจบนั้นจำเป็นจะต้องเป็นผู้ใหญ่บ้านเสียก่อน เมื่อท่านหมดวาระ จากการเป็นผู้ใหญ่บ้านแล้วจึงไม่มีวาระที่จะเป็นกำนันอยู่ต่อไป เพราะฉะนั้น การเปลี่ยนแปลงในปี ๒๕๓๕ จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอย่างยิ่ง เป็นการเปลี่ยนแปลง ครั้งที่ ๓ ในประวัติศาสตร์กำนัน ผู้ใหญ่บ้านของประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงครั้งที่ ๔ เกิดขึ้นในพุทธศักราช ๒๕๕๑ โดยพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ ๑๑) พุทธศักราช ๒๕๕๑ เป็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่อีกเช่นกันครับ ก็คือว่ายังคงให้ผู้ใหญ่บ้าน มาจากการเลือกของราษฎรในหมู่บ้าน แต่เปลี่ยนแล้ว ไม่ให้มีวาระ ๕ ปี แต่ให้อยู่ในตำแหน่ง ถึงอายุ ๖๐ ปี ซึ่งก็คือหมายถึงว่าถ้าครบอายุสมัครเป็นผู้ใหญ่บ้านได้เมื่ออายุ ๒๕ ปี ก็อยู่ เป็นเวลา ๓๕ ปีเต็มจึงจะพ้นจากตำแหน่งถ้าไม่ตายเสียก่อน หรือถ้าไม่ลาออกเสียก่อน ในขณะเดียวกันก็มีการเปลี่ยนแปลงหลักการใหญ่ในการดำรงตำแหน่งของกำนัน คือแทนที่ จะให้เป็นการเลือกโดยราษฎรในตำบลที่มีการเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๕ ย้อนยุคกลับไป ก่อนปี ๒๕๑๕ ก็คือให้เลือกโดยผู้ใหญ่บ้านเลือกกันเอง ไม่ให้ราษฎรในตำบลเลือกเสียแล้ว แล้วก็ให้ดำรงตำแหน่งอยู่จนอายุ ๖๐ ปี เพียงแต่ว่าทั้งกำนันและผู้ใหญ่บ้านนั้นจะต้องรับ การประเมินผลอย่างน้อยทุก ๕ ปี นี่คือการเปลี่ยนแปลงใหญ่เป็นครั้งที่ ๔ ของประวัติ ความเป็นมาของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพราะฉะนั้นสิ่งที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการเมืองเสนอในวันนี้ไม่ใช่เป็นการเสนอกฎเกณฑ์ใหม่ครับ แต่เป็นการเสนอ กลับไปสู่หลักการเดิมที่ให้มีการเลือกผู้ใหญ่บ้านโดยราษฎรในหมู่บ้าน มีการเลือกกำนัน โดยราษฎรในตำบลตั้งแต่ครั้งการเปลี่ยนแปลงเมื่อปี ๒๕๑๕ โดยประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๖๔ และเป็นการเกาะเกี่ยวกับหลักการในปี ๒๕๓๕ ที่กำหนดวาระของกำนัน และผู้ใหญ่บ้านไว้วาระละ ๕ ปี เพราะฉะนั้นสิ่งที่พวกเราเสนอในวันนี้ไม่ใช่ของใหม่ครับ แต่เป็นสิ่งที่ปฏิบัติมาแล้ว ได้ผลมาแล้ว ซึ่งก็มีทั้งผลดี มีทั้งผลเสีย สุดแท้แต่มุมมอง แต่ว่า หลักการทั้งหมดนี้ถูกเปลี่ยนแปลงไปในปี ๒๕๕๑ ในยุครัฐบาล คมช. ซึ่งเราก็ต้องดูว่า ตลอดอายุของการเปลี่ยนแปลงใหญ่ครั้งที่ ๔ ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๕๑ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันนั้นมีผลดีอย่างไร แน่นอนต้องมีผลดี และมีผลเสียอย่างไร แน่นอน ต้องมีผลเสีย ซึ่งกระผมในฐานะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ผมไม่ได้มีความเห็นมากนักในชั้นกรรมาธิการ แต่ได้สดับตรับฟังท่านผู้ที่อยู่ในพื้นที่ ท่านสะท้อนให้เห็น และกรรมาธิการก็ค่อนข้างจะเห็นพ้องต้องกันเป็นส่วนใหญ่ว่า วัตถุประสงค์ของการปฏิรูปประเทศอย่างหนึ่งก็คือการปฏิรูปการเมือง และการปฏิรูป การเมืองที่สำคัญพูดเมื่อไรก็ถูกเมื่อนั้นก็คือต้องขจัดการซื้อสิทธิขายเสียงในการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในชั้นกรรมาธิการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองมองว่าการปฏิรูป กฎหมายพรรคการเมืองก็ดี การปฏิรูปกฎหมายเลือกตั้งก็ดี ก็เป็นสิ่งที่ต้องทำและเป็นสิ่งที่ จำเป็น แต่มิอาจจะละเว้นสมุฏฐานของโรคที่จำเป็นจะต้องให้ความสำคัญและเยียวยารักษาได้ ก็คือที่มาของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กรรมาธิการของเราหลายท่าน แน่นอนครับ ไม่ปฏิเสธ มีที่มาจากภาคการเมือง ก็มีข้อเสียและมีข้อดี ข้อดีก็คือเขาได้อยู่ใกล้ชิดประชาชน ได้สัมผัส สภาพปัญหาที่แท้จริงของประชาชน ท่านเหล่านั้นสะท้อนปัญหาอย่างหนักแน่นมาสู่ คณะกรรมาธิการว่าการเปิดโอกาสให้คนดำรงตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พูดถึงเต็มแมกซ์ (Max) ตั้งแต่ ๒๕ ปีจนถึง ๖๐ ปี จะทำให้อยู่ในตำแหน่งยาวนานถึง ๓๕ ปี สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ การแข่งขันเข้าสู่ตำแหน่งกำนันและผู้ใหญ่บ้านเป็นไปอย่างสูง สูงไม่แพ้การเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะได้แล้วอยู่ยาว ๒. ก็คือเกิดการบิดเบือนการใช้อำนาจรัฐ ในลักษณะต่าง ๆ กระผมไม่ใช่ผู้รู้จริงจะไม่ขอพูดในเรื่องนี้ แต่เดี๋ยวกรรมาธิการอีกท่านหนึ่ง ท่านจะมาสะท้อนปัญหาที่เป็นจริงว่าเกิดอะไรขึ้นในระยะเวลา ๙ ปีของการเปลี่ยนแปลงใหญ่ ครั้งที่ ๔ ทั้งหมดนี้ท่านมองเห็นว่าถ้าเราจะแก้ปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียงในการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มิอาจละเว้นที่จะต้องแตะลงไปยังปัญหาของการได้มา ซึ่งตำแหน่งกำนันและผู้ใหญ่บ้านด้วยหรือไม่ เพราะฉะนั้นจึงได้เสนอขอแก้ไขโดยกลับไปสู่ หลักการสำคัญในปี ๒๕๑๕ และปี ๒๕๓๕ ดังที่ผมได้กราบเรียนให้ท่านประธานและท่าน สมาชิกทราบ ถามว่าสิ่งที่เกิดขึ้นหากข้อเสนอนี้เป็นจริงขึ้นมา ซึ่งก็กราบเรียนท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกว่าเราเป็นเพียงผู้เสนอ ผู้ตัดสินยังมีอีกหลายองค์กร แต่สมมุติว่ามีการตัดสิน ผ่านตลอดแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นสำหรับผู้ที่ดำรงตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในขณะนี้คืออะไร กระผมจะไม่ใช้เวลาท่านประธานและเพื่อนสมาชิกมากเกินเหตุไป แต่พูดง่าย ๆ ก็คือ ๑. ผู้ใหญ่บ้านที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบันนี้ไม่กระทบกระเทือนเลยครับ ยังคงอยู่ ในตำแหน่งต่อไปจนถึงอายุครบ ๖๐ ปี ๒. กำนันที่อยู่ในตำแหน่งในปัจจุบันนี้ กระทบกระเทือนทั้งในด้านลบและด้านบวก ในด้านลบก็คือถ้ากฎหมายนี้มีผลใช้บังคับ ท่านจะอยู่ในตำแหน่งเมื่อครบ ๕ ปีนับตั้งแต่ท่านได้ตำแหน่งมา แต่เมื่อครบ ๕ ปีท่านพ้นจาก ตำแหน่งแล้ว ท่านก็ยังได้สิทธิที่จะสมัครเป็นกำนันต่อไปหากว่าวาระการเป็นผู้ใหญ่บ้าน ของท่านยังคงอยู่ พูดง่าย ๆ คืออายุยังไม่ถึง ๖๐ ปี เพราะฉะนั้นกระผมจึงกล่าวได้ว่ากำนัน ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบันนี้ แน่นอนครับ มีผลกระทบในเชิงลบ คือแทนที่จะอยู่ถึง ๖๐ ปี เมื่อครบ ๕ ปีแล้วต้องออก แต่ผลกระทบในเชิงบวกก็คือเมื่อครบ ๕ ปีต้องออกแล้วท่านได้สิทธิ ที่จะสมัครเป็นกำนันต่อไป แล้วถ้าครบกำหนดวาระ ๕ ปีแล้วท่านก็ได้สิทธิไปด้วยครับ ไม่ถูกจำกัดโดยอายุ ๖๐ ปี นี่คือสิ่งที่กำนันจะได้ ขณะเดียวกันผู้ใหญ่บ้านที่กระผมบอกว่า ไม่กระทบก็คืออยู่ในตำแหน่งจนถึงอายุ ๖๐ ปีนั้นกลับจะกระทบในเชิงบวกด้วยซ้ำไป คือว่าเมื่อท่านอยู่ในตำแหน่งจนถึงอายุ ๖๐ ปีแล้ว จากนั้นไปเมื่อมีการเลือกผู้ใหญ่บ้าน ขึ้นใหม่ก็ให้กลับมาใช้วาระ ๕ ปี ซึ่งก็แปลว่าไม่ตัดสิทธิของท่านที่แม้ท่านจะอายุครบ ๖๐ ปี แล้วจะสมัครเป็นผู้ใหญ่บ้านต่อไป เพราะฉะนั้นอาจจะกล่าวได้ว่าผู้ใหญ่บ้านที่อยู่ในปัจจุบันนี้ ไม่มีอะไรเสียหายครับ มีแต่ได้ทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติเพิ่มขึ้น กำนันที่อยู่ในตำแหน่ง ปัจจุบันนี้อาจจะเสียหายนิดหน่อย แต่ก็มีโอกาสได้ทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติเพิ่มมากขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ท่านจะต้องดำเนินการเพื่อที่จะทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติมากขึ้น ก็คือว่าท่านต้องกลับไปหาประชาชน กลับไปให้ประชาชนประเมิน ผ่านการเลือกของราษฎร ในตำบล เพราะฉะนั้นเพื่ออะไรครับ เพื่อให้คงลักษณะของ ๒ ลักษณะไว้อยู่ในตัวบุคคล คนเดียวกันทั้งกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ก็คือ ๑. เป็นตัวแทนของรัฐ เป็นข้อโซ่สุดท้ายของ ราชการส่วนภูมิภาคที่จะนำความจากราชการส่วนกลางนั้นไปขับเคลื่อนเฉพาะบางด้านในพื้นที่ หมู่บ้าน ตำบล ๒. ท่านต้องยังคงสภาพความเป็นผู้นำชุมชนอยู่ตลอดไปครับ มาตรวัดอะไร ที่จะมาตัดสินความเป็นผู้นำชุมชนได้ดีไปกว่าท่านกลับไปหาประชาชนทุก ๕ ปีล่ะครับ มาตรการประเมินตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทยอย่างน้อยทุก ๕ ปีนั้นก็มีผลดี ก็เป็นนวัตกรรมที่สุดยอดครับ แต่ก็มีข้อที่เป็นข้ออ่อนอยู่มากมายหลายประการด้วยกัน เดี๋ยวกรรมาธิการท่านอื่น ๆ ก็จะมาชี้ให้ท่านทั้งหลายทราบ พวกเราก็พร้อมที่จะตอบคำถาม ในทุกประการ เหล่านี้ก็คือทั้งหมดที่กระผมอยากจะเรียนให้ท่านประธานแล้วก็เพื่อนสมาชิก ได้เห็นภาพรวมว่าสิ่งที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองเสนอมานี้ ไม่ใช่อยู่ว่าง ๆ เราก็เสนออะไรขึ้นมาที่ทำให้ตกเป็นข่าวครึกโครม แต่เป็นเรื่องที่เรามุ่งหวัง จะแก้ปัญหาการทุจริตการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นขั้นสำคัญของตำแหน่ง ทางการเมืองระดับชาตินั้นได้แก้ที่สมุฏฐานอย่างแท้จริง ในขณะเดียวกันก็ยังคงให้ตำแหน่งกำนัน และผู้ใหญ่บ้านนั้น ผู้ที่ดำรงตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ได้คงมีสภาพความเป็นทั้ง ๒ อย่างอยู่ใน ตัวบุคคลคนเดียวกัน ก็คือความเป็นตัวแทนของรัฐ เป็นข้อโซ่สุดท้ายก่อนถึงประชาชน และความเป็นผู้นำชุมชน ผ่านการประเมินโดยตรงของพี่น้องประชาชน กระผมก็ได้ ชี้ให้เห็นว่าจากบทบัญญัติที่เราเสนอขอแก้ไขมานี้ ผู้ใหญ่บ้านที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบัน กำนันที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบันนั้นแทบไม่มีอะไรที่จะสูญเสียเลย ตรงกันข้าม กลับมี โอกาสสูงอย่างยิ่งที่จะได้เพิ่มภาระในการรับใช้พี่น้องประชาชนเพิ่มขึ้น เพียงแต่ว่า ท่านจะต้องกลับไปหาประชาชนเมื่อท่านพ้นจากตำแหน่งและเมื่อท่านครบวาระทั้ง ๕ ปีนี้แล้ว เมื่อได้ทราบความเป็นมาเป็นไปทั้งหมดนี้แล้ว กระผมเชื่อว่าผู้ที่เกี่ยวข้องแล้วก็เพื่อนสมาชิก น่าจะพร้อมที่จะสนับสนุนรายงานของคณะกรรมาธิการชุดนี้ ต้องขอกราบเรียน ณ ที่นี้ไว้ด้วยว่า เบื้องต้นทีเดียวนั้นคณะกรรมาธิการมิได้ทำรายงานที่ออกมาเป็นเหมือนฉบับสุดท้ายนี้ เราแตะต้องแต่เพียงประเด็นกำนัน ด้วยไม่ต้องการที่จะให้เกิดผลกระทบในวงกว้างจนเกินไปนัก แต่เมื่อนำเข้าเสนอในที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศแล้ว ความคิดเห็นข้อเสนอแนะจากกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ส่วนใหญ่ซึ่งล้วนแต่เป็นประธานกรรมาธิการ ๑๒ คณะนั้น ออกมาในเชิงกึ่งสนับสนุนแล้วก็ กึ่งเสนอแนะเพิ่มเติมว่าวาระ ๕ ปีนี้ควรจะต้องนำมาใช้กับกรณีของผู้ใหญ่บ้านด้วย ก็เป็นผล ทำให้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองนั้นต้องนำรายงานกลับมา แก้ไขดังที่ปรากฏเป็นรายงานฉบับสุดท้ายนี้ ก็ขออนุญาตเรียนในรอบแรกแต่เพียงเท่านี้ กราบขอบพระคุณครับ