คำนูณ ชี้การเลือกตั้งไม่ใช่ทั้งหมดของประชาธิปไตย ย้ำค้านแต่ไม่ใช่โดยหลักการ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๘ · ๑๐ เมษายน ๒๕๖๐

คำนูณ สิทธิสมาน ย้ำจุดยืนทางการเมืองที่ไม่ยอมให้การเลือกตั้งเป็นเพียงเครื่องมือผูกขาดอำนาจ เสนอให้ทบทวนบทบาทของกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านในระบบราชการและเรียกร้องการปฏิรูปโครงสร้างการปกครองอย่างเป็นระบบเพื่อความยั่งยืนของประชาธิปไตย

นายคำนูณ สิทธิสมาน กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คงไม่ใช่การอภิปราย ครั้งสุดท้ายของผมเพราะจะอยู่กับท่านไปจนวันสุดท้าย และขอยืนยันว่าตั้งแต่ก่อนมาทำงาน การเมืองตั้งแต่สมัยยังเขียนหนังสืออยู่โดยเฉพาะช่วงปี ๒๕๓๔-๒๕๓๕ และตลอดมา จนถึงการทำงานการเมืองตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเป็น ส.ว. ปี ๒๕๕๑ และปี ๒๕๕๔ นั้นกระผมมีจุดยืนที่ชัดเจนครับ สมัยกระผมเขียนหนังสืออยู่เป็นคนเขียนหนังสือ ที่เรียกนักการเมืองที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ร่วมกับผมในที่นี้ว่านักเลือกตั้ง และใช้ศัพท์คำว่า ลัทธิเลือกตั้งธิปไตย ไม่ได้หมายความว่าเป็นระบอบประชาธิปไตยเสมอไป กระผมก็มี จุดยืนชัดเจนตลอดเวลาว่าระบอบประชาธิปไตยนั้นจำเป็นจะต้องมีการเลือกตั้ง จะขาดเสียมิได้ แต่การเลือกตั้งไม่ใช่ทั้งหมดของระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกตั้ง ที่มีปัญหาในด้านต่าง ๆ ของประเทศไทยเท่าที่เป็นมาโดยตลอด แต่บทบาทส่วนตัวของกระผม ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘-๒๕๔๙ นอกสภา ข้างถนน จนถึงอยู่ในสภา ผมคิดว่าผมเป็นคนหนึ่ง ที่ยืนหยัดในความคิดนี้แล้วก็ต่อสู้กับลัทธิเลือกตั้งธิปไตย หรือแนวความคิดที่ถือว่า อะไรก็ตามแต่ที่มาจากการเลือกตั้งนั้นถูกต้องทั้งหมดเสมอมา ด้วยความเคารพครับ ผมไม่เคยอภิปรายยาว ๆ ประเภท ๑ ชั่วโมงติดต่อกัน ๒ ครั้ง ๒ สัปดาห์ติดกันแล้วก็ต่อสู้ ด้วยความจำเป็นกับท่านประธานรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ผมนี้นะครับ ผมก็ยื้อจนสามารถอภิปรายได้ ด้วยความเคารพที่ท่านก็กรุณาให้อภัยผม ผมเห็นต่างจาก เพื่อนกรรมาธิการของผมหลายคนในหลายเรื่อง และเรื่องนี้อย่างที่ท่านวิทยากรุณาพาดพิงผม ตอนแรกคำนูณก็ค้าน จริงครับ ไม่ใช่ค้านโดยหลักการครับ แต่ค้านเพราะเห็นว่ากรรมาธิการ พวกเราจะทำเรื่องนี้ไปทำไม พอจะรู้ผลอยู่ แต่ว่าจากการเข้าร่วมประชุมทุกครั้งผมเห็นความตั้งใจจริงของท่านวิทยา แก้วภราดัย ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ที่ท่านชี้ให้เห็นว่าจะขจัดการเลือกตั้งที่ทุจริตได้ เป็นไปไม่ได้เลยครับ ถ้าไม่แตะที่มาของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แล้วท่านก็ชี้ให้เห็นว่าข้อเสียหายนับตั้งแต่มีการแก้ไข กฎหมายล่าสุดปี ๒๕๕๑ ๙ ปีนั้นก่อให้เกิดผลอะไรขึ้นบ้าง แล้วก็ได้ความรู้จากท่านกำนัน ชัย ชิดชอบ ผมเองผมก็สงวนความเห็นในที่ประชุมกรรมาธิการเรื่อยมา ไม่ใช่เพื่อสงวนตัว เพื่อรักษาตัวหรอกครับ แต่เพื่อหลักคิดที่ท่านประธานอลงกรณ์ถามมา ๓ ข้อ ไม่ต้องจด ก็จำแม่นครับ ๑. เราคิดเห็นว่ากำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นเรื่องของการเมืองท้องถิ่น หรือเป็นเรื่อง ของราชการ หรือที่ท่านสมาชิกหลายท่านอภิปรายว่า กำนัน ผู้ใหญ่บ้านนั้นอยู่ในบริบท หรือจิตวิญญาณของความเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ใช่นักการเมืองท้องถิ่น เข้าใจครับ เข้าใจดียิ่ง ๒. เป็นราชการส่วนไหน ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค หรือส่วนท้องถิ่น ถ้าเราเคย เรียนหนังสือมาใครก็ตอบได้ครับ ราชการส่วนภูมิภาคข้อโซ่สุดท้าย และราชการส่วนภูมิภาคนั้น ก็เป็นแขนขาของราชการส่วนกลาง ก็ท่องกันมาอย่างนี้ครับ และ ๓. ๑๒๐ กว่าปีที่ผ่านมานั้น การทำหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านยืนอยู่บนศรัทธาหรือคะแนนเสียง แน่นอนครับ ศรัทธา แต่ถามว่าศรัทธาที่จะเห็นความชัดเจน ทำไมล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ เมื่อปี ๒๔๓๕ ท่านเลือก วิธีการทดสอบศรัทธาด้วยการจัดให้มีการเลือกกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไม่ได้ชี้ให้ข้าหลวงส่วนกลางไปสืบเสาะแล้วก็ดูว่าใครได้รับศรัทธา สูงสุดแล้วก็แต่งตั้งคนนั้นเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พระองค์ท่านก็มีเหตุผลของท่านครับ แต่คำถาม ๓ ข้อมันอยู่ในใจผมมาโดยตลอดตั้งแต่ครั้งเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่า ประเทศไทยเราถ้าจะปฏิรูปใหญ่เราต้องตอบคำถามและจัดความสัมพันธ์ระหว่างการปกครอง ซึ่งอันที่จริงก็ไม่ควรเรียกการปกครองส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นให้ได้ แต่จนถึง ทุกวันนี้เราก็ยังไม่มีคำตอบ เป็นหน้าที่ของกรรมาธิการชุดไหนหรือควรจะเป็นหน้าที่ของ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในระยะเวลาการที่เหลืออยู่ ผมเคยเดินสายไปทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการไปชี้แจงเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับที่ตกไป หรือว่าการไปร่วมขบวนการ สนช. พบประชาชน ไม่ใช่ว่าท่านผู้ว่าราชการจังหวัดท่านจะไม่มีปัญหานะครับ ท่านก็มีปัญหาครับ หลายท่านก็บอกว่าท่านคุมเกษตรจังหวัดไม่ได้ ท่านคุมพาณิชย์จังหวัดไม่ได้ อำนาจหน้าที่ของท่าน ก็มีแค่คุมหัวหน้าส่วนที่อยู่ใกล้ติดตัวท่าน มันก็มีความเหลื่อมกันอยู่เหมือนกันครับว่า ราชการส่วนภูมิภาคควรจะปรับแค่ไหน อย่างไร ราชการส่วนกลาง ความสัมพันธ์กับ ผู้ว่าราชการจังหวัดควรจะแค่ไหน อย่างไร วันนี้ผมได้ยินวาทกรรมที่เป็นบุญกับกระผมอย่างยิ่ง และกระผมคิดว่าเป็นการฟังอภิปรายที่ได้สารัตถะสำคัญที่สุด ท่านประธานเสรี สุวรรณภานนท์ ไม่ใช่ผมสอพลอท่านนะครับ ไม่มีความจำเป็น ท่านอภิปรายได้ดีครับในตอนท้าย ท่านวิทยา แก้วภราดัย ในการอภิปรายครั้งสุดท้ายของท่านก็สุดยอดครับ แต่ผมอยากจะบอกว่าในขณะนี้ ที่เรายังไม่สามารถจะตอบคำถามว่าประเทศนี้จะเดินหน้าจัดสรรความสัมพันธ์ระหว่าง ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค กับส่วนท้องถิ่นอย่างไร ยังไม่มีคำตอบในเรื่องราชการส่วนท้องถิ่น ที่ถูกฟรีซ (Freeze) ไว้ว่าจะเดินหน้าไปอย่างไร แล้วเรายังคงกำหนดให้มีการเลือกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผมไม่ติดใจเลยนะครับถ้าเผื่อว่าจะมีใคร ในประเทศนี้กล้าหาญที่จะปฏิรูปใหญ่บอกว่าก็ในเมื่อกำนัน ผู้ใหญ่บ้านนั้นเป็นจิตวิญญาณ ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ถ้าจะไม่ต้องเลือกกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเลย ให้มีการสรรหาเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ชื่อว่ากำนันกับผู้ใหญ่บ้านจะโดยวิธีการใดก็ตามแต่ ผมเอาด้วยนะครับ และผมเชื่อว่า กรรมาธิการหลายท่านก็เอาด้วยครับ แต่ถ้าเผื่อตราบใดที่ยังมีการเลือกกำนัน ผู้ใหญ่บ้านอยู่ ท่านสมาชิก ท่านประธาน ช่วยเมตตาตอบคำถามให้ผมหน่อยเถอะครับว่า เราจะปล่อยให้มี การเลือกตั้ง จะเรียกว่าเลือกเฉย ๆ อย่างไรก็ได้นะครับ มีการเลือกที่ถ้าเต็มแมกซ์ (Max) แล้วอยู่ในตำแหน่งไป ๓๕ ปี ผมไม่เชื่อว่าตอบคำถามได้ครับ และการตอบคำถามไม่ได้นี้ ในการแก้ไขกฎหมายปี ๒๕๕๑ ก็ต้องออกแบบระบบประเมินเอาไว้ว่าต้องประเมิน อย่างน้อย ๔ ปีครั้ง ให้ใครประเมินล่ะครับ กระผมจะไม่ขอใช้คำว่า กระทรวงมหาดไทย นะครับ ก็อาจจะให้นายอำเภอ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดประเมิน ผมถามเถอะครับว่ากำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่ได้รับเลือกและอยู่ในช่วง ๓๕ ปีนั้นรู้พื้นที่ รู้งานอย่างที่ท่านสมาชิกหลายท่านอภิปรายมา ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ กับนายอำเภอที่อยู่ในตำแหน่งนายอำเภอนั้นมากสุดกี่ปีครับ ผู้ว่าราชการจังหวัดอยู่ในตำแหน่งมากสุดกี่ปีครับ ๔ ปีมีไหมครับ ไม่ถึงครับ ๒ ปี บางคน ๑ ปี ก็ย้ายแล้ว การประเมินแบบนี้มันยากที่จะได้ผลการประเมินที่เป็นธรรมที่สุด กรรมาธิการ ในฐานะผู้มีปัญญาน้อยและไม่มีอำนาจหน้าที่ ไม่มีพลังแรงกล้าที่จะเสนอให้ปฏิรูปใหญ่ ในลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค กับส่วนท้องถิ่นได้ เมื่อเล็งเห็นว่า ในเมื่อกำนัน ผู้ใหญ่บ้านยังต้องเลือก ระบบประเมินแบบเก่า