ธงชัย ชี้บทบาทกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านต่างองค์กรท้องถิ่น ห้ามเปรียบเทียบ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๘ · ๑๐ เมษายน ๒๕๖๐

ธงชัย ลืออดุลย์ ชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับความแตกต่างของบทบาทหน้าที่ระหว่างกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านกับองค์กรท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้ง โดยเน้นว่าการดูแลพื้นที่ทุรกันดารต้องอาศัยประสบการณ์และเครือข่ายเฉพาะ จึงไม่เหมาะสมที่จะนำระบบการเลือกตั้งวาระ 5 ปีมาใช้เหมือนกันทุกตำแหน่ง พร้อมตั้งคำถามถึงเหตุผลในการเปลี่ยนแปลงระบบเดิมที่อิงตามอายุราชการ และเรียกร้องให้ปรับปรุงถ้อยคำในรายงานให้ชัดเจน เป็นกลาง ไม่ก่อให้เกิดอคติ พร้อมเสนอให้แยกบทบาทระหว่างตำแหน่งบริหารกับการเมืองท้องถิ่งให้ชัดเจนเพื่อรักษาหลักการปกครองที่เหมาะสมและเป็นธรรม

นายธงชัย ลืออดุลย์

กราบเรียนท่านประธานสภา คณะกรรมาธิการ ที่เคารพครับ ผม ธงชัย ลืออดุลย์ สปท. ลำดับที่ ๖๕ ก็คิดว่าจะนำเสนอในข้อเท็จจริง บางประการนะครับ เพราะคิดว่าฟังหลายท่านมาเนื้อหาสาระก็แทบจะครอบคลุม อยู่แล้วนะครับ

ประการแรก ผมอยากจะนำเสนอใช้หัวข้อสั้น ๆ ว่าอำนาจหน้าที่ ไม่เหมือนกัน แต่เราไปกำหนดให้มีที่มาแบบเดียวกัน ก็อธิบายได้ว่าอำนาจหน้าที่ หรือทุกวันนี้ที่ไปเขียนกันว่าเป็นหน้าที่อำนาจของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผมยกเฉพาะ เรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อย การรักษาความสงบเรียบร้อยมีกฎหมายเขียนไว้ให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาในท้องที่ของตน ก็คือในหมู่บ้าน ตำบลของตน นี่ก็ต่างจากผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง ถ้าเทียบกันในพื้นที่ อบต. นี่ชัดเจนมาก ทีนี้นอกจากการสืบสวนคดีอาญา งานการข่าว งานยาเสพติด อย่างที่มีผู้อภิปราย หลายท่าน เมื่อผมรับราชการอยู่จุดหนึ่งในเขตเทศบาลนคร ไม่มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เวลาจะบำบัดผู้เสพยาเสพติดเราหาตัวคนมาบำบัดไม่ได้ เพราะไม่มีเครือข่ายโครงสร้าง ระบบราชการที่จะเข้าไปถึงขนาดนั้น ฝ่ายที่มาจากการเลือกตั้งก็กังวลว่าวาระต่อไปจะทำให้ เสียคะแนนในการเลือกตั้งซึ่งต้องมีขึ้นทุก ๔ ปี ผมยกตัวอย่างเช่น ครั้งหนึ่งผมรับราชการ ในตำแหน่งหัวหน้ากิ่งอำเภอเทพารักษ์ ซึ่งแยกเอาท้องที่ตำบล หมู่บ้านที่ทุรกันดารที่สุด เวลาเลือกตั้งต้องเอาเครื่องบินปีกหมุนไปรับหีบบัตรเลือกตั้งกลับมานับคะแนนกัน แยกออกไป บนอำเภอมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอยู่ ๓-๔ คนแค่นั้นเอง ผมเป็นหัวหน้ากิ่งอำเภอ สถานีตำรวจมีตำรวจทั้งหมด ๑๖ นาย ก็ต้องอยู่เวรวิทยุ อยู่เวรธุรการอะไร เหลือที่จะปฏิบัติ หน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยไม่ถึง ๑๐ นาย คนร้ายมันก็รู้ว่าแยกออกมาแล้วเป็นอย่างไร ปรากฏว่าทุกแรม ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ คนร้ายจะเข้าปล้นโค กระบือต้อนขึ้นรถสิบล้อวิ่งไปเลยทั้งคัน รวมทั้งลักทรัพย์พวกพริกตากใส่กระสอบไว้แล้วก็ไปไว้ในยุ้งฉางก็จะถูกตัดยุ้งฉางขนเอาไปเลย ทำอยู่อย่างนี้ครับ เรามีเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่แค่ไม่ถึง ๑๐ นายที่จะออกไปปฏิบัติหน้าที่ ไม่สามารถที่จะเอาตัวคนร้ายมาได้ ในที่สุดผมต้องคุยกับหัวหน้าสถานีตำรวจ ก็เอากำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านมาฝึกการใช้อาวุธ เพราะเป็นหมู่บ้าน อพป. อยู่ประมาณ ๓๘ หมู่บ้าน ใช้ปืนลูกซอง ๕ นัด ฝึกแล้วให้ความรู้ด้านกฎหมายว่ามีอำนาจแค่ไหน เพียงไร วิธีการที่จะเข้าจับกุม จัดตั้งจุดตรวจ จุดสกัด สุดท้ายเราได้ตัวคนร้ายที่ต้องตามกันไป เกือบถึงอำเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค์ นี่ก็คือการแก้ปัญหาในท้องถิ่นทุรกันดาร เรายังต้องใช้ลักษณะนี้ เพราะฉะนั้นผมจะยกแค่การสืบสวนหมายความว่าอะไร ถ้าท่านกลับไปอ่านตำรากันก็จะบอกเลยว่าแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพื่ออะไร รักษาความสงบเรียบร้อย ท่านไม่สามารถทำได้วันสองวันแล้วก็ไปรักษาความสงบเรียบร้อย ได้นะครับ เพื่อเอาตัวผู้กระทำความผิดมารับการลงโทษ ท่านทำได้ไหมครับ ถ้าท่านเลือก ทุก ๕ ปี มันต้องฝึกฝน ต้องเรียนรู้ วิธีการสืบสวนทำอย่างไร วิธีการที่จะไปเอาคนร้าย มารับการลงโทษ วิธีที่จะรักษาความสงบเป็นอย่างไร ในที่นี้มีผู้อภิปรายไปหลายตัวอย่างแล้ว ไม่เว้นแม้แต่การเกณฑ์ทหารในยุคสมัย ถ้าท่านไปดูนะครับ เวลาเยาวชนมาคัดทหาร จะตีกันทุกครั้ง ใครล่ะครับที่จะเป็นคนไปกำกับเยาวชน ก็กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นี่ละครับ ผมถึงบอกว่าภาระหน้าที่ต่างกันแต่จะให้มีที่มาเหมือนกัน ดังนั้นผมไม่เห็นด้วยในการเลือก ทุก ๕ ปี เพราะเราต้องฝึกฝนต่อไป แล้วก็อยากจะชี้ให้ท่านเห็นว่าปี ๒๕๓๕ หลัง พ.ร.บ. ปี ๒๔๕๗ ใช้มา ๗๘ ปีนะครับ ไม่ใช่วันสองวัน ปี ๒๕๓๕ เรามาแก้ให้มีการเลือกตั้งเป็นวาระ คราวละ ๕ ปี แล้วก็ใช้มาจนถึงปี ๒๕๕๑ เป็นเวลา ๑๖ ปี แล้วทำไมถึงเปลี่ยนละครับ ท่านก็ไม่พูดเหตุผลว่าที่เขาเปลี่ยนปี ๒๕๕๑ เพราะอะไร ท่านพูดแต่เฉพาะปี ๒๕๓๕ ปี ๒๕๕๑ เป็นเพราะอะไร ผมจะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานและประธาน กรรมาธิการ คณะกรรมาธิการด้วยความเคารพนะครับ ผมเคยรับราชการอยู่ ๓ จังหวัด ภาคใต้ในช่วงเริ่มตั้งแต่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๔ ระเบิดสถานีรถไฟหาดใหญ่เวลาบ่ายโมง จนถึงวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๔ ยิงป้อมตำรวจ ๖ แห่งพร้อมกันที่มะนังดาลำ ที่บานา ปัตตานีนี่นะครับ ผมอยู่ในพื้นที่ทั้ง ๓ จังหวัด จนมาพ้นหน้าที่ปี ๒๕๔๘ จะเห็นกลไกเหล่านี้ว่าเราใช้ประโยชน์ต่างกันกับผู้ที่มาจาก การเลือกตั้งเป็นวาระ ก็อยากจะขอนำเสนอข้อเท็จจริงให้ท่านได้นำไปทบทวนด้วยนะครับ

อีกประการหนึ่งที่มีความแตกต่างอย่างชัดเจนคือระบบการปกครอง บังคับบัญชา กำนัน ผู้ใหญ่บ้านแต่ไหนแต่ไรมาประชาชนเลือก ผู้ว่าราชการจังหวัดตั้ง ก็มีผู้อภิปรายไปบางท่านว่าเลือกแล้วก็ไม่น่าจะต้องมีผู้ว่าราชการจังหวัดตั้ง แต่ว่าเป็น กุศโลบายในยุคสมัยนั้นที่ให้ถ่วงดุลระหว่างภาคราชการกับประชาชนที่เลือกของเขามา ว่าใช่ไหม เมื่อจะพ้นจากตำแหน่งเขาก็เขียนไว้อีกในกฎหมาย ก็คือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ใช้ระเบียบของข้าราชการพลเรือนเรื่องวินัย มีโทษให้ออก ปลดออก ไล่ออก ลดขั้นเงินเดือน ตัดเงินเดือน เหมือนกับข้าราชการพลเรือนเลยในกรณีที่กระทำความผิดวินัยที่เขียนไว้ ใช้วินัยของข้าราชการพลเรือนทุกข้อทุกบรรทัด ซึ่งต่างกันมากนะครับ นี่ก็คือการออก โดยการบังคับบัญชา แล้วก็การออกโดยประชาชนที่ประชาชนเลือกมาก็สามารถทำได้ ในยุคที่เขียนอยู่ ก็คือผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกินกว่ากึ่งหนึ่งของหมู่บ้านนั้นไปโหวตกันให้ออก ให้พ้นหน้าที่ก็เป็นได้นะครับ ปรากฏในรายงานที่ผมอ่าน ท่านบอกว่าประชาชนอาจจะเกรงใจ แล้วไม่ไปโหวต มันไม่น่าจะเป็นอย่างนั้นนะครับ ถ้าอย่างนั้นก็ยังไม่พัฒนาประชาธิปไตย มันต้องไม่เกรงใจสิครับ ต้องไปโหวตให้ออก นี่เขาก็ถ่วงดุลกันไว้พอดี ๆ เป็นกุศโลบายอยู่แล้ว เหมือนกับไปหาเจ้าหน้าที่ของรัฐให้เต็มทุกหมู่บ้าน ตำบล โดยใช้ค่าใช้จ่ายน้อย ค่าจ้างน้อย น้อยกว่าเงินเดือนของข้าราชการเยอะ นี่ก็คือความต่าง ผมยกตัวอย่างข้อเท็จจริงว่าเรา กำลังจะทำให้เกิดความสับสนวุ่นวาย ถามว่าประชาชนชอบไหมเลือกตั้งทุก ๕ ปีนี่ ชอบครับ ตอนนี้เขาก็รออยู่ เลือกตั้งทั่วประเทศมันหมดวาระเยอะนะครับ เขาชอบเพราะอะไร ท่านก็ทราบ มันรอกระตุ้นเศรษฐกิจกันอยู่ ทีนี้ผมจะบอกท่านว่ากำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ถ้าเล่นการพนันแล้วถูกจับได้ ศาลพิพากษาลงโทษปรับ ๑,๐๐๐ บาท มาตรฐาน การลงโทษทางวินัยของ ก.พ. ก็คือออกจากราชการอย่างเดียว มีหนังสือเวียนของ ก.พ. ชัดเจนนะครับ ฝ่ายปกครอง ตำรวจ แล้วก็กระทรวงศึกษาธิการ ถ้าเล่นการพนัน โทษทางวินัยต่ำสุดก็คือออกสถานเดียวนะครับ แต่ถ้าเป็นสมาชิกท้องถิ่นเป็นอย่างไร มันสับสนนะครับ สมาชิกท้องถิ่นไปรับสารภาพที่ศาล ศาลพิพากษาจำคุก ๑ เดือน รอลงอาญา ปรับ ๑,๐๐๐ บาท พอกลับไปที่ อบต. กลับไปที่สภาทำอย่างไรครับ ไปดูกฎหมายของท้องถิ่นบอกว่าให้สมาชิกสภาโหวตกัน ก็เขียนเหมือนสภาผู้แทนราษฎร ให้ไปโหวตกันว่าการประพฤติเช่นนั้นเป็นการประพฤติเสื่อมเสียต่อตำแหน่งหน้าที่หรือไม่ ผมเห็นโหวตทีไรก็ไม่เสื่อมเสียเพราะคนท้องถิ่นเขาชอบเล่นการพนันอยู่แล้ว ก็รอดทุกทีครับ แล้วทำให้ประชาชนสับสนอลหม่านว่านี่เลือกตั้งมาเหมือนกันทำไมอ้ายนี่ออก อ้ายนี่ไม่ออก เพราะฉะนั้นผมคิดว่ามันถึงเวลาที่เราจะแยกให้ชัดเจนว่ากำนัน ผู้ใหญ่บ้านไม่ใช่การเมือง การเมืองคุณจะใช้วิธีโหวตกันก็ว่าไป เหมือนที่เพิ่งโหวตไปใหม่ ๆ ของ สนช. ก็เหมือนกัน ก็ใช้วิธีโหวต แต่กำนัน ผู้ใหญ่บ้านไม่ใช่นะครับ ใช้วินัยข้าราชการพลเรือนทุกบรรทัด นี่ก็คือความต่างอีกประการหนึ่งที่ผมอยากให้ท่านได้กลับไปทบทวนด้วย ถ้าท่านจะให้มี เลือกตั้งเหมือนกับการเมืองทั้งหมด ซึ่งเดี๋ยวนี้การเมืองเขาก็โยงกันลงไปหมดอยู่แล้ว ระดับชาติก็ไปคุม อบจ. ก็รู้กันอยู่ อบจ. ไปถึงเทศบาล เทศบาลไปถึง อบต. ของใครเป็นของ พรรคไหน ผมเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดผมก็เห็น แล้วก็มีผู้อภิปรายบอกว่าไปประกบนายอำเภอ นี่ไม่ใช่นะครับ ผมตั้งกรรมการสอบสวนเพื่อจะปลดกำนัน เขาไปประกบรัฐมนตรีนะครับ ไม่ได้ประกบนายอำเภอ ประกบผู้ว่าราชการจังหวัด อันนี้มันกำลังจะไปหมด ผมฝากท่าน ไว้ตรงนี้นิดหนึ่ง ไม่ได้ไปคิดเป็นอย่างอื่นถือว่าเป็นเพื่อนร่วมงานในสภาแห่งนี้ ก็อยากจะให้ ข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการพิจารณาด้วย แล้วในชั้นกรรมาธิการผมได้รับมอบหมาย จากกรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดินไปชี้แจงแสดงความคิดเห็นกับกรรมาธิการ ด้านการเมืองผมก็เสนออย่างนี้นะครับ

ผมเหลืออีกประเด็นเดียวครับ คืออีกอันหนึ่งถ้อยคำ ผมว่าน่าจะเขียน ให้ดีกว่านี้ เช่น มีคำว่า อาจ หาก เยอะมาก ทำให้คนอ่านคิดว่าเราเขียนรายงานฉบับนี้ด้วยรัก โลภ โกรธ หลง มีอคติหรือไม่นะครับ ท่านไปดูดี ๆ นะครับ อาจ หาก มันไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น ถ้าจะปฏิรูปก็ต้องชัดเจนไปเลยว่า มันเป็นอย่างไร อันที่ ๒ ที่ผมเห็นเขียนว่า อีกทั้งการเข้าสู่ตำแหน่งดังกล่าวไม่เป็นไปตามหลัก ประชาธิปไตย จึงส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในการรับใช้ราษฎรและการปฏิบัติงาน เพื่อประโยชน์ของราษฎรอย่างแท้จริง อันนี้ใช่ความจริงเสมอไปหรือไม่ ผมอยากจะให้ท่าน ไปทบทวนดูนะครับ ที่เข้าสู่ตำแหน่งโดยการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยมันได้เป็น อย่างนี้ไหมครับ มีประสิทธิภาพได้อย่างนั้นจริงไหม ไปเขียนเปิดช่องไว้ให้เขาคิดโต้แย้ง กับเราได้ว่ามันไม่ใช่ การเข้าสู่ตำแหน่งโดยการเลือกตั้งมันมีเผาศาลากลางนะครับ แต่ผมโดยการแต่งตั้งผมต้องเฝ้าศาลากลางไม่ให้เผา ต้องไประดมพี่น้องประชาชน มาเป็นหมื่นมาใส่ไว้ก่อนเลย เพราะฉะนั้นผมว่าอันนี้น่าจะแก้ถ้อยคำนะครับ หรือว่าหน้า ๔ บรรทัดสุดท้ายที่เขียนว่า ซึ่งเป็นการทำลายรากฐานของระบบการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย มันจะขนาดนั้นเลยหรือครับ ถ้าอย่างนั้นตั้งแต่ปี ๒๔๕๗ มาถึงปี ๒๕๓๕ เราทำลายรากฐาน การปกครองในระบอบประชาธิปไตยมาโดยตลอดอย่างนั้นหรือครับ หรือว่าตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ มาถึงปี ๒๕๖๐ เรากำลังทำลายรากฐานระบบการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยมาโดยตลอด ทำไมปล่อยมานานขนาดนั้นครับ แล้วก็ปี ๒๕๓๕ ถึงปี ๒๕๕๑ เราส่งเสริมรากฐานการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยมาโดยตลอดใช่ไหมอีก ๑๖ ปีนั้น อย่างนี้มันทำให้เกิดความคิด ที่เกิดความโต้แย้งในใจ ผมก็อยากให้ท่านไปปรับปรุงถ้อยคำเหล่านี้ให้ดูเหมือนมีเหตุมีผล มากกว่านี้ ถ้าเราไปสรุปอย่างนี้มันเหมือนกับเราคิดคนเดียว เราไม่ได้ฟังคนอื่น เพราะฉะนั้น ข้อเสนอของผมก็คือขอให้ท่านช่วยปรับปรุงถ้อยคำบางถ้อยคำที่อยู่ในรายงานฉบับนี้ ซึ่งอ่านแล้วอาจจะทำให้เกิดความคิดเป็นอื่นไปได้ เราไม่อยากให้สภาเราต้องอยู่ในสภาวะเช่นนั้น อันที่ ๒ ในวาระ ๕ ปี ผมยังไม่เห็นด้วยนะครับ เพราะถ้าท่านไม่สามารถบอกว่าภารกิจต่างกัน และที่มาต้องเหมือนกัน ตอบคำถามนี้ไม่ได้ ผมก็ไม่เห็นด้วยครับ ขอบพระคุณครับ