รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ครั้งที่ ๓ (สมัยสามัญทั่วไป)
วันอังคารที่ ๒๗ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖
ณ ตึกรัฐสภา
ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้มีท่านสมาชิกรัฐสภามาลงชื่อครบองค์ประชุมแล้วครับ ผมขอเปิดการประชุมนะครับ เป็นการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมนะครับ ผมขอเรียนนะครับ เมื่อครั้งที่แล้วเราจบลง ตรงที่ท่าน ส.ว. ตวง ผมจะให้ท่านสมาชิกอภิปรายโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สงวนคําแปรญัตติ และผู้สงวนความเห็นเบื้องต้น แล้วเมื่อท่านอภิปรายในมาตรา ๓ ในมาตรา ๓ จะประกอบด้วย การแก้ไข ๒ มาตรา ก็คือ มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ เพราะฉะนั้นท่านต้องอภิปรายเฉพาะ ท่านที่ท่านสงวนคําแปรญัตติหรือความเห็นหรือท่านอภิปรายประเด็นที่กรรมาธิการได้มี การแก้ไขนะครับ อย่างไรขอให้ท่านรักษากติกานะครับ ผมจะสลับนะครับ วันนี้ขอ ความร่วมมือครับพยายามให้อยู่ประเด็น ๓ วันที่ผ่านมานั้นอะไรที่มันซ้ํากันแล้วซ้ําอีกนะครับ ท่านกรุณาอย่าได้พูดนะครับ ขอท่านได้รักษากติกาของการประชุมโดยยึดหลักข้อบังคับ การประชุมเป็นที่ตั้งนะครับ ท่านบุญยอดมีอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ผม บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในวันเริ่มต้นวันนี้ผมก็เห็นด้วยกับท่านประธาน นะครับ เพื่อรักษาบรรยากาศของการประชุมในวันนี้ ท่านประธานครับ ต้องเรียนถามท่าน ในฐานะที่ท่านมีหน้าที่ในการจัดการประชุมว่าวันนี้จะประชุมกันถึงจนเวลาเท่าไรนะครับ เพราะว่ามีข่าวที่อาจจะค่อนข้างสับสนครับว่าจะมีการประชุมในวันนี้ไปจนถึงดึกดื่นข้ามคืน อย่างนี้เป็นต้นนะครับ ผมคิดว่าท่านประธานคงไม่มีแนวทางอย่างนั้น เพราะว่าเราต้องเห็นใจ หลายฝ่ายนะครับ ทั้งสมาชิก ทั้งฝ่ายเลขาธิการในการจัดการประชุม ทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่ ดูแลความสะอาด ดูแลเรื่องอาหาร ทั้งสื่อมวลชนนะครับที่ต้องติดตามทําข่าวอยู่ ทุกคนก็ อยากรู้ครับท่านประธานว่าตกลงประชุมวันนี้ไปจนถึงพรุ่งนี้ วันนี้จะเลิกกี่โมงนะครับ พรุ่งนี้ จะเริ่มต้นกี่โมง แล้วถ้าไม่จบจะเป็นอย่างไรครับ ท่านประธานครับ
ครับ ยึดหลักการเดิมนะครับ เริ่มประชุมสัปดาห์นี้ ก็คือสิบโมงเช้า แล้วก็เลิก ๔ ทุ่ม ๑๒ ชั่วโมงนะครับ เพราะเป็นระยะเวลา ที่พวกเราคิดว่ามีเวลาที่จะพักผ่อนเพียงพอจะไม่ไปดึกกว่านั้นนะครับ อย่างที่เราปฏิบัติมา นะครับ เลยขอเรียนให้ทราบนะครับ ท่านจุรินทร์ครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา กระผมขออนุญาตใช้เวลาตรงนี้สั้น ๆ ตรงนี้นะครับ กราบเรียนถามท่านประธานรัฐสภาในกรณีที่คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายหรือที่เราเรียกชื่อย่อ เป็นที่เข้าใจกันว่า คปก. โดยท่านศาสตราจารย์คณิต ณ นคร ในฐานะประธานคณะกรรมการ ปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งเป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา ๘๑ (๓) และตั้งขึ้น ตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย พุทธศักราช ๒๕๕๓ ได้ทําหนังสือเสนอ ความเห็น และข้อเสนอแนะเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่เรากําลังพิจารณาอยู่เดี๋ยวนี้ครับ มายังตัวของกระผมและรวมในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน และมาถึงท่านประธานรัฐสภาตามอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายที่ระบุไว้ ในข้อ ๕ ซึ่งบัญญัติไว้ว่าคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายมีอํานาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ ข้อ ๕ เสนอ ความเห็นและข้อสังเกตต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาเกี่ยวกับร่างกฎหมายฉบับหนึ่งฉบับใด ที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ หรือประชาชน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามเห็นสมควร ทั้งนี้ อาจจัดให้มีการรับฟังความเห็นของหน่วยงานและประชาชนที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบ การพิจารณาด้วย กล่าวโดยสรุปก็คือว่า คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายมีหน้าที่เสนอความเห็น และข้อสังเกตต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาซึ่งรวมถึงประธานรัฐสภาด้วย ที่ประธาน คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้ทําหนังสือมาถึงท่านประธานรัฐสภาและตัวกระผมในฐานะ ประธานวิป (Whip) ฝ่ายค้าน ก็ด้วยเหตุผลที่คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายมีความเห็นว่า การดําเนินการของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภา ที่เรากําลังพิจารณาอยู่เดี๋ยวนี้นั้นมีลักษณะการดําเนินการที่เป็นไปในลักษณะนอกเหนือจาก หลักการที่ได้รับไว้ คือไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักการที่รัฐสภามีมติรับไว้ ทั้งนี้เนื่องจาก ในหลักการของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ระบุไว้แต่เพียงว่าหลักการกําหนดให้สมาชิก วุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง แล้วก็วงเล็บแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑ มาตรา ๒ มาตรา ๓ มาตรา ๔ มาตรา ๕ มาตรา ๖ ก็ว่าไป แต่หลักใหญ่ก็คือกําหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง โดยระบุเหตุผลไว้ชัดเจนครับว่า โดยที่เป็นการสมควรกําหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจาก การเลือกตั้งเพื่อให้วิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภามีลักษณะเช่นเดียวกับวิธีการได้มาซึ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยการได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน อันเป็นการส่งเสริม หลักประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ จึงจําเป็นต้องตรากฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนี้ แต่ปรากฏว่าเวลากรรมาธิการ ไปดําเนินการแก้ไข ไม่ได้แก้ไขเฉพาะมาตราต่าง ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการ คือกําหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งเท่านั้น แต่ไปมีการแก้ไขเกินกว่าหลักการ ที่รับไว้ ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้ระบุตัวอย่างมา ยกตัวอย่างเช่น เดิมกฎหมาย ผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาที่กําหนดคุณสมบัติไว้ เขาห้ามบุพการี คู่สมรส และบุตรของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองในปัจจุบันลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่กรรมาธิการไปแก้ไขให้สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นวุฒิสมาชิกได้ จึงเป็นที่มาของคําว่า อาจจะก่อให้เกิดสภาผัวสภาเมียย้อนยุคกลับไปเหมือนในอดีตอีก ตัวอย่างประการที่ ๒ เช่น เดิมรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันระบุว่าการที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภานั้น ต้องออกจากการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือไม่ดํารงตําแหน่งใด ๆ ในพรรคการเมือง ไม่น้อยกว่า ๕ ปี แต่ปรากฏว่าคณะกรรมาธิการไปแก้ว่าให้ลงสมัครได้ทันที ทําให้อาจจะเกิด ความไม่เป็นกลางเพราะเพิ่งออกจากพรรควันนี้ พรุ่งนี้ไปสมัครเป็น ส.ว. แล้วความเป็นกลาง ทางการเมืองมันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร อันนี้ก็คือสิ่งที่กรรมาธิการไปแก้ ตัวอย่างอีกอันหนึ่ง เดิมระบุว่าสมาชิกวุฒิสภาจะลงสมัครรับเลือกตั้งอีกทันทีไม่ได้หลังจากพ้นจากวาระ ต้อง เว้นวรรคอย่างน้อย ๒ ปี แต่ปรากฏว่ากรรมาธิการไปแก้ว่าให้ลงสมัครรับเลือกตั้งได้เลย เลยเป็นกรณีที่มีข้อครหาว่าอาจจะเป็นเรื่องของการต่างตอบแทนแลกกับการแก้รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ เป็นต้น เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นที่มาที่คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้ทําหนังสือ มาถึงประธานรัฐสภา โดยระบุความเห็นไว้ว่าการที่คณะกรรมาธิการร่วมกันของรัฐสภา พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่กําลัง พิจารณาอยู่เดี๋ยวนี้นั้น
ท่านจุรินทร์ครับ พอดี มีคนประท้วง
จะจบ แล้วครับท่านประธาน
จะจบแล้ว เอาอย่างนี้ ให้ท่านจุรินทร์จบก่อนนะครับ โอเค เชิญครับ
การที่ คณะกรรมาธิการร่วมกันของรัฐสภาพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม ที่กําลังพิจารณาอยู่นี้นั้นได้มีการยกเลิกและแก้ไขข้อความในมาตราต่าง ๆ แล้วท่านก็ระบุมาตรามา กระผมไม่อ่านแล้วครับ ซึ่งแตกต่างไปจากร่างเดิมที่ประชุมร่วมกัน ของรัฐสภาที่ได้รับหลักการไว้ แปลว่าแตกต่างไปจากร่างที่ได้รับหลักการไว้ จึงเป็นปัญหา ข้อกฎหมายว่าจะสามารถดําเนินการได้หรือไม่ เนื่องจากเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมนอกเหนือจาก ที่ได้รับหลักการไว้ รับหลักการไว้ก็คือให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งเท่านั้นละครับ เว้นแต่จะได้มีการยกเว้นข้อบังคับการประชุมที่บัญญัติห้ามไว้เสียก่อน มิฉะนั้นแล้วอาจจะ เป็นการตรารัฐธรรมนูญที่ไม่ชอบด้วยข้อบังคับการประชุมและบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได้ สิ่งที่กระผมจะขออนุญาตกราบเรียนก็คือ ขอตั้งคําถามกับท่านประธานครับว่า ท่านประธาน ได้รับหนังสือเสนอความเห็นตามกฎหมายของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายแล้วหรือไม่ ซึ่งกระผมได้รับแล้ว และเมื่อท่านประธานได้รับแล้ว ท่านประธานได้รับฟังความเห็นขององค์กร ตามรัฐธรรมนูญองค์กรนี้ที่เสนอความเห็นมาอย่างเป็นทางการและเป็นลายลักษณ์อักษร หรือไม่ ถ้ารับฟัง ท่านจะดําเนินการอย่างไรต่อไปเพื่อไม่ให้กระบวนการพิจารณาหรือดําเนินการ แก้กฎหมายรัฐธรรมนูญครั้งนี้ของเราขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ขอบคุณครับ ท่านประธาน
ขอบคุณครับท่านจุรินทร์ พอดีผมได้รับหนังสือนะครับ ท่านสมาชิกครับ เนื่องจากว่าประธานคณะกรรมการปฏิรูป กฎหมาย อาจารย์คณิต ณ นคร ได้เสนอความเห็นและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับซึ่งกําลัง พิจารณาอยู่ขณะนี้นะครับ ผมเห็นว่าเป็นประโยชน์นะครับ ผมจะขออนุญาตที่จะให้ เจ้าหน้าที่ได้แจกให้กับท่านสมาชิกทุกท่านตอนนี้เลยครับ เชิญเจ้าหน้าที่แจกครับ แล้วก็ ประธานคณะกรรมาธิการพิจารณา ท่านสามารถนะครับท่านช่วยกรุณาชี้แจงหน่อยครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ก็ขอบคุณนะครับที่ท่านได้กรุณาหยิบยกเรื่องข้อเสนอแนะของท่านประธานคณะกรรมการ ปฏิรูปกฎหมายที่มีถึงท่านประธานรัฐสภา ซึ่งก็ได้พาดพิงมาถึงการปฏิบัติหน้าที่ของ คณะกรรมาธิการร่วมด้วยนะครับ กระผมอยากกราบเรียนครับว่าความคิดเห็นของ ท่านประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายก็เป็นความคิดเห็นทางกฎหมายของท่าน ซึ่งท่าน ก็ได้ปฏิบัติอยู่เสมอนะครับ ไม่ว่าร่างพระราชบัญญัติให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านก็มีแสดงความคิดเห็นมา ท้วงติงมา ตอนเราแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ท่านก็แสดงความคิดเห็นมานะครับ ฉบับนี้ก็เช่นกัน ผมอยากกราบเรียน นะครับว่าในหลักการที่ท่านอ่านเมื่อสักครู่ ถ้าท่านอ่านให้จบท่านก็จะเห็นนะครับ หลักการ บอกว่า แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยกําหนดให้สมาชิกวุฒิสภา มาจากการเลือกตั้ง แล้วในวงเล็บนะครับ ให้แก้มาตราต่าง ๆ ดังนี้ (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๖ วรรคสอง มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๒๐ และ มาตรา ๑๔๑ วรรคหนึ่ง และยกเลิกมาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔) คือมาตราต่าง ๆ ทั้งหลาย จะอยู่ในตัวร่างที่รัฐสภาได้รับหลักการ ที่ท่านพูดถึงมาตรา ๑๑๕ นะครับ คุณสมบัติลักษณะ ต้องห้าม ก็ปรากฏอยู่ในหลักการแล้วก็ปรากฏอยู่ในร่างที่คณะกรรมาธิการเรารับไปจาก รัฐสภาหลังจากที่รัฐสภารับหลักการแล้ว ซึ่งโดยการปฏิบัติที่เราปฏิบัติกันมานะครับ ตัวร่าง ทั้งหลายที่เข้าสู่ชั้นคณะกรรมาธิการ ทุกมาตราที่ปรากฏอยู่ในร่าง กรรมาธิการเอง ท่านสมาชิกเองก็มีสิทธิที่จะขอแปรญัตติหรือขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงจากร่างเดิมได้ เช่นเดียวกันนะครับ คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามก็อยู่ในมาตรา ๑๑๕ ก็มีการเสนอ แปรญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมมากมาย ขณะเดียวกันคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากก็ได้มี การทบทวนแก้ไขดังปรากฏในร่าง ฉะนั้นกราบเรียนว่าคณะกรรมาธิการก็ปฏิบัติทุกอย่าง เป็นไปตามกระบวนการในการพิจารณากฎหมายในชั้นรับหลักการ ส่วนท่านอาจารย์คณิต ณ นคร ในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายท่านจะมีความคิดเห็นแตกต่างในแง่ กฎหมายของท่านก็เป็นสิทธิของท่าน และขณะเดียวกันผู้จะวินิจฉัยว่ากฎหมายฉบับนี้ การแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือไม่ คงไม่ใช่ที่ประชุม รัฐสภาแห่งนี้เราก็มีองค์กร ก็คือศาลรัฐธรรมนูญคงจะต้องเป็นผู้ตรวจสอบต่อไป ถ้าหากมีคน ร้องเข้าไปครับท่านประธาน
ท่านสมาชิกครับ เดี๋ยวอย่างนี้ครับ คือผมต้องถามท่านประสงค์กับท่านประสารก่อนว่าท่านจะพูดเรื่อง ที่เกี่ยวกับคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายหรือเปล่า ถ้าท่านยังไม่พูดเรื่องนี้ผมจะขออนุญาต เพื่อให้จบเป็นเรื่อง ๆ ไป จะได้ให้ท่านสมาชิกได้อภิปรายเฉพาะเรื่องนี้ก่อนให้จบเป็นเรื่อง ๆ นะครับ เดี๋ยวครับ คือท่านประสงค์กับท่านประสารท่านจะหารือเรื่องอื่น ท่านคงไม่ได้พูดเรื่องนี้ นะครับ ถ้าไม่พูดเรื่องนี้ผมขออนุญาตข้ามไปก่อนได้ไหมครับ เดี๋ยวกลับมาที่หมอชลน่าน ก่อนครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ประเด็น ที่ท่านประธานวิป ฝ่ายค้านได้กรุณาหยิบยกประเด็นหนังสือจากประธานคณะกรรมการ ปฏิรูปกฎหมายที่ส่งถึงท่านประธานวิปฝ่ายค้าน ส่งให้ท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็ประธานวิป รัฐบาล เป็นประเด็นที่สภาแห่งนี้ควรจะให้ความสนใจ ประเด็นนี้ผมขอบคุณนะครับ ผมมีอยู่ ๒ ประเด็นครับ
ประเด็นแรก ในข้อสังเกตความเห็นของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย เกี่ยวกับการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนของที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ประเด็นที่เขียนไว้ในข้อสังเกตในหน้า ๑๖ หนังสือหน้าสุดท้ายนี้ ซึ่งท่านประธานวิป ฝ่ายค้านกรุณาได้อ่านในที่ประชุมได้รับฟัง เขียนค่อนข้างชัดนะครับว่า เว้นแต่จะได้รับ การยกเว้นข้อบังคับการประชุมที่บัญญัติห้ามไว้เสียก่อน มิฉะนั้นอาจจะเป็นการตรากฎหมาย รัฐธรรมนูญที่ไม่ชอบด้วยข้อบังคับการประชุมและบทบัญญัติของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ขออนุญาตอ่านเฉพาะประโยคนี้นะครับ ท่านประธานครับ ประเด็นนี้ท่านสามารถได้ชี้แจงไป ก็คงเป็นความเห็นของสมาชิกรัฐสภาเราที่จะเขียนและบันทึกไว้ในที่ประชุมของเราว่า ความเห็นเราเป็นอย่างไร อาจจะมีความเห็นแตกต่างกันก็เป็นความสวยงามนะครับ ประเด็นนี้ ผมเองเห็นว่าการแก้ไขของคณะกรรมาธิการไม่ได้ขัดกับหลักการ แต่เป็นการแก้ไข ที่เกี่ยวเนื่องกับหลักการ ที่ท่านใช้คําพูดบอกเกี่ยวเนื่องกับหลักการในวรรคสุดท้าย ในข้อบังคับการประชุมรัฐสภา วรรคสุดท้ายนะครับ ที่ท่านได้ยกขึ้นมาอ้างประกอบว่า มันเกี่ยวเนื่องกับหลักการ ลักษณะนี้ครับเกี่ยวเนื่องกับหลักการ ให้มาจากการเลือกตั้ง แล้ววงเล็บมีการแก้ไขมาตราที่เกี่ยวข้อง คือมาตรา ๑๑๕ ที่ว่าด้วยคุณสมบัติของผู้ที่จะมา ลงเลือกตั้งก็เกี่ยวเนื่องกับหลักการ แก้ไขได้ในความเห็นผม
ประเด็นที่ ๒ สิ่งที่เป็นความเห็นเกี่ยวกับเรื่องดุลยภาพและเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญ เรื่องความเป็นกลางทางการเมืองที่จะมาทําหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา และวุฒิสภา ท่านประธานครับ ประเด็นนี้ความเห็นของกระผมเป็นความเห็นที่ควรจะพิจารณา แต่ไม่ได้เป็นประเด็นที่จะทําให้รัฐสภาไม่สามารถพิจารณากฎหมายฉบับนี้ต่อไปไม่ได้ พิจารณาได้ครับ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากแก้ไขอย่างนั้น ถ้าสภาแห่งนี้มีความเห็นว่า ข้อทักท้วงนั้นมันไปขัดกับเจตนารมณ์และดุลยภาพโดยรวมของกฎหมายรัฐธรรมนูญนะครับ ผมใช้คําว่า โดยรวม อาจจะเป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญใช้มาเป็นประเด็นวินิจฉัยที่จะยับยั้ง กฎหมายฉบับนี้ได้ เขาสามารถพิจารณาได้ ๒ ประเด็นนะครับ ประเด็นที่ ๑ คือเรื่องที่ผม ได้นําเรียนไปเกี่ยวกับเรื่องหลักการ ถ้าเขาเห็นว่าขัดหลักการกับตามที่คณะกรรมการปฏิรูป กฎหมาย เขาอาจจะใช้เป็นประเด็นได้ ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องดุลยภาพและเจตนารมณ์ ที่ต้องการความเป็นกลางทางการเมืองมาทําหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา ประเด็นนี้สมาชิก สามารถพิจารณาต่อไปได้นะครับ ส่วนผลการพิจารณาจะออกมาอย่างไรก็ขึ้นกับมาตราที่เรา จะพิจารณา คือมาตรา ๕ (แก้ไขมาตรา ๑๑๕) ถึงตอนนั้นเสียงข้างมากในที่ประชุมแห่งนี้ อาจจะไม่เห็นชอบกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากก็เป็นได้ เป็นไปได้หมดครับ หรือจะ เห็นชอบกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากก็เป็นได้ ขึ้นกับผลสัมฤทธิ์ครั้งสุดท้ายที่เราโหวต (Vote) วาระที่สาม เป็นความชอบธรรมครับ ที่พูดคิดว่าถ้าออกไปตามคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากเป็นมติของรัฐสภา เขาก็มีสิทธิที่จะไปแปลความให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ แล้วแต่จะอาศัยอํานาจตรงไหน อย่างไรก็แล้วแต่ แต่ผมเองดูแล้วไม่ค่อยมีเห็นทางนะครับ เท่าที่ท่านใช้ก็ใช้มาตรา ๑๖๘ อย่างเดียว ที่จะพิทักษ์ปกป้องรัฐธรรมนูญ มาตราอื่นใช้ไม่ได้ อันนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง โดยสรุปนะครับท่านประธาน ผมเห็นว่าการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม เรื่องของที่มาของสมาชิกวุฒิสภาสามารถพิจารณาต่อได้ ส่วนผลการพิจารณาจะเป็นอย่างไรก็ไปดูในรายละเอียดมาตรา กราบขอบคุณท่านประธานครับ
ท่านสมาชิกครับ เดี๋ยวผมจะ อย่างนี้ครับ คือขอให้คุณหมอสุกิจ อัถโถปกรณ์ แล้วก็ท่านวิทยานะครับ ผมว่าฝ่ายละอีก ๒ คนพอแล้วกระมังครับ ผมว่าแจกไปแล้วท่านอ่าน แล้วเดี๋ยวท่านประกอบในการพิจารณา ในตอนอภิปรายแล้วกันนะครับ ผมก็ไม่อยากจะให้มันเสียเวลานะครับ ผมจะได้ไปที่ ท่าน ส.ว. บ้างนะครับ เดี๋ยวจะว่าผมอีก พอคุณหมอสุกิจ แล้วก็ท่านวิทยา แล้วผมจะไป ส.ว. แล้วนะครับ เชิญคุณหมอสุกิจครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเห็นด้วยกับการท้วงติงของประธาน คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายนะครับว่า คณะกรรมาธิการได้แปรญัตติเกินหลักการจริง ๆ ถึงวันนี้ไม่แปลกใจว่าทําไมท่านประธานคณะกรรมาธิการถึงตัดสิทธิพวกเราในวันนั้น พยายามที่จะตัดสิทธิ เพราะว่าท่านตีความกฎหมายไม่แตกจริง ๆ ครับ ท่านอ้างเมื่อสักครู่ นะครับว่า ในหลักการถ้าอ่านให้ละเอียดจะมีการวงเล็บ แล้วก็บอกด้วยว่ามีการแก้มาตรา ไหนบ้าง แล้วท่านก็ระบุว่ามีการแก้มาตรา ๑๑๕ แต่ท่านดูให้ดีสิครับว่าการแก้มาตรา ๑๑๕ ของร่างเดิมเขาแก้ตรงไหนครับ เขาไม่ได้แก้ให้ขัดหลักการเลย หลักการที่ท่านอ้างนักอ้างหนา ท่านถนอมรักษามันจนพวกผมไปแตะไม่ได้ วันนี้ท่านมาแตะเสียเอง ท่านมาขัดเสียเอง ส่วนใหญ่แล้วของเดิมเขาจะตัดเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ส.ว. สรรหาเท่านั้น เขาไม่ไปเปลี่ยน เรื่องของคุณสมบัติอื่นเลย อย่างเช่น (๖) ไม่เป็นสมาชิกหรือผู้ดํารงตําแหน่งใด ในพรรคการเมือง หรือเคยเป็นสมาชิก หรือเคยดํารงตําแหน่งและพ้นจากการเป็นสมาชิก หรือการดํารงตําแหน่งใด ๆ ในพรรคการเมืองมาแล้ว ยังไม่เกิน ๕ ปีถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง ถึงวันสมัครรับเลือกตั้งนี่บ่งบอกถึง ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง แต่พอวรรคสุดท้ายมันจะ เกี่ยวกับการที่เป็นที่มาของ ส.ว. สรรหานะครับ คือวันที่ได้รับการเสนอชื่อ เขาก็ตัดตรงนี้ออก แค่นั้นละครับ ก็เพื่อให้สอดคล้องกับการแก้ไข ที่รักษาหลักการก็คือให้ ส.ว. มาจาก การเลือกตั้งทั้งหมด อีกประเด็นหนึ่งที่คุณหมอชลน่าน ขออภัยที่เอ่ยนามที่ได้พูดถึง ก็คือ ข้อบังคับ ข้อ ๙๖ ซึ่งพวกผมพล่าม พยายามที่จะพูดกับท่านมาตลอด แล้วก็ท่านไม่ยอมรับ ถึงวรรคสุดท้ายที่เขาบอกว่ายกเว้นมาตราที่เกี่ยวข้องกับหลักการ เกี่ยวเนื่องกับหลักการ วันนี้ท่านมารับง่าย ๆ เลยนะครับ เมื่อเป็นผลประโยชน์ของท่าน ก็แล้วแต่ที่ประชุมจะว่ากัน
อีกประเด็นหนึ่งก็คือ การแก้ไขอันนี้ไม่ได้ไปแก้ไขประเด็นเรื่องของความเป็นกลาง ไม่ไปแตะเรื่องของความเป็นกลาง แล้วท่านประธานคณะกรรมาธิการท่านก็พูดนักพูดหนา ย้ํานักย้ําหนาว่าให้ดูเจตนารมณ์ด้วยของการร่าง ของการเสนอกฎหมาย ถ้าดูอย่างนี้ผมระบุ ได้ชัดเจนว่าเจตนารมณ์ของการเสนอแก้ครั้งนี้ไม่ได้มีเจตนารมณ์ที่จะลดความเป็นกลาง เพราะฉะนั้นท่านตอบผมสิครับ การที่ไปให้ผัวเมียมาสมัครได้ ให้พ่อลูกซึ่งอาจจะอยู่ใน พรรคการเมืองมาสมัครได้ มันลดความเป็นกลางลงหรือเปล่า ถ้าท่านตอบประเด็นเหล่านี้ได้ ผมก็ยอมครับ แต่ผมเชื่อว่ามันไม่จริงหรอกครับ ถ้าพูดถึงเจตนารมณ์ก็ต้องพูดให้หมดครับ ต้องพูดให้ตลอด ไม่ใช่พอเจตนารมณ์อันไหนที่ท่านได้เปรียบเข้าข้างพวกท่าน ท่านก็บอกว่า ถูก อันไหนที่มันไม่ใช่พวกท่าน ท่านบอกว่ามันไม่ใช่เจตนารมณ์ ทั้งหมดนี้ผมเชื่อว่าที่เขา ท้วงติงมาถูกต้องเลยครับ ท่านแปรญัตติเกินหลักการครับ
เอาอย่างนี้ครับ เพราะว่า เอกสารเพิ่งแจกไปนะครับ ท่านกรุณาอ่านอย่างละเอียด แล้วใช้ประกอบในการพิจารณา ในมาตรา ๕ เพราะเรายังไม่ถึงนะครับ มาตรา ๕ รออยู่ ผมให้ทางพรรคเพื่อไทย ท่านวิทยา อีก ๑ คน เดี๋ยวผมจะได้ไปทาง ส.ว. บ้าง ท่านวิทยาครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ สมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม วิทยา บุรณศิริ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมมีความคิดเห็นสั้น ๆ นะครับท่านประธาน คือผมคิดว่าความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ โดยเฉพาะของประธาน คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายที่ท่านประธานแจกให้พวกเราก็เป็นความเห็นส่วนหนึ่งที่ก็เป็น เรื่องปกติที่สามารถยื่นมาให้พวกเราได้ดูรายละเอียดได้นะครับ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานว่าคําอภิปรายใด ๆ ตลอดระยะเวลาที่ผมได้ฟังมาต่อการแก้ไข กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม ที่ท่านสมาชิก ประเด็นผมมีเพิ่มเติม นอกจากคําชี้แนะหรือคําแนะนําหรือข้อเสนอแนะของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายแล้ว ผมยังมีความคิดเห็นเพิ่ม คือตลอดระยะเวลาที่ได้ฟังการอภิปรายมาผมคิดว่าท่านประธาน ขออนุญาตครับ ท่านทําบันทึกความคิดเห็นนะครับ เพราะเนื่องจากว่าเมื่อพระราชบัญญัติ แก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ได้ผ่านครบถ้วนกระบวนการ แล้วก็ต้องมีกฎหมายลูก มีกฎหมายประกอบ ผมอยากจะให้ท่านประธานทําความเห็น ให้ครบถ้วน เสนอไปอีกชั้นหนึ่งเพื่อเป็นข้อสังเกต เพราะว่าดูเสมือนว่าสมาชิกอาจจะไม่ไว้ใจ หรืออาจจะมีอะไรต่าง ๆ ที่คิดว่ามันไม่มีกระบวนการแล้ว แต่ผมยังยืนยันว่ารัฐสภาแห่งนี้ มีความชอบที่จะดําเนินการในเรื่องของกระบวนการพิจารณาแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ฉบับนี้ที่เรากําลังพิจารณาอยู่ แต่ผมอยากจะให้ท่านประธาน เพิ่มข้อสังเกตในส่วนของท่านประธานให้รวบรวมแล้วก็นําเสนอ เพื่อหลังจากกฎหมายฉบับนี้ มีผลบังคับใช้แล้วก็จะมีคณะกรรมการยกร่างเป็นองค์ประกอบส่วนนั้น อันนี้ผมขอบันทึกไว้ ครับท่านประธาน
ส.ว. ๒ ท่าน เอาเรื่องนี้ นะครับ เรื่องคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายนะครับ ท่านอนุรักษ์เสร็จแล้วท่านอาจารย์ตวง นะครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กราบเรียนท่านประธานนะครับ ในส่วนของตัวความเห็นของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ผมคิดว่าก็เป็นข้อสังเกตที่สภาแห่งนี้จะต้องรับฟัง โดยเฉพาะประเด็นในเรื่องของตัวการแปรญัตติ นะครับ ในชั้นกรรมาธิการที่มีการเพิ่มเติมขึ้นมาโดยเฉพาะในประเด็นในเรื่องคุณสมบัติของ ตัว ส.ว. โดยเฉพาะในส่วนของการเลือกตั้งที่มีการปรับปรุงขึ้นมา โดยเฉพาะในเรื่องของตัว ในกรณีบุตรนะครับ บุพการี หรือเรียกว่าคนที่เกี่ยวข้องกันสามารถที่จะมาสมัครเป็น ส.ว. หรือในกรณีนักการเมืองเดิมมีการเว้นวรรคไว้ ๕ ปี ในกรณีลาออกวันนี้พรุ่งนี้เข้ามาได้เลย นี่เป็น ๒ ประเด็น หรือรวมกรณีที่ว่าให้มีการเว้นวรรคในเรื่องอํานาจของสมาชิกวุฒิสภา ผมคิดว่านี่เป็นประเด็น ๑ ใน ๓ ประเด็น โดยเฉพาะประเด็นหลังในเรื่องอํานาจหน้าที่ของ สมาชิกวุฒิสภาในช่วงระหว่างที่มีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งทั่วไป ผมคิดว่าตรงนี้คงมีปัญหา ในเรื่องของความชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญค่อนข้างจะมากนะครับ
อีกประเด็นหนึ่งผมตั้งเป็นข้อสังเกตนะครับ ผมอ่านเรื่องคณะกรรมการ ปฏิรูปกฎหมายแล้ว ผมคิดว่าการแก้ไขตรงนี้เป็นการแก้ไขโครงสร้างเลยนะครับขององค์กร วุฒิสภาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอํานาจนิติบัญญัติ ซึ่งปกติแล้วอํานาจนิติบัญญัติประกอบด้วย ๓ ส่วน อํานาจของศาล อํานาจของฝ่ายบริหาร แล้วก็อํานาจของนิติบัญญัติ ซึ่งนิติบัญญัติ ประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็สมาชิกวุฒิสภา ผมคิดว่าคราวนี้เป็น การเปลี่ยนแปลง ผมขอบันทึกไว้นะครับว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงองค์กรสูงสุดทางการเมือง ตามคํานิยามศัพท์ที่ทางศาลรัฐธรรมนูญเคยให้ความหมายไว้นะครับ ในกรณีนี้ผมคิดว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหลัก ๆ อยู่ประมาณ ๕ ประการด้วยกัน ตามที่ผมสรุป ตามคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
ประการที่ ๑ เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสมาชิกวุฒิสภาจากการที่ เป็นตัวแทนแต่ละจังหวัด ซึ่งเราเรียกว่าเป็นตัวแทนจังหวัดนะครับ เป็นการเปลี่ยนแปลง เป็นลักษณะแบบพอพพิวเลชั่น (Population) ตามจํานวนประชาชนนะครับ
ประการที่ ๒ ก็คือมีการยกเลิก ส.ว. สรรหา นั่นเป็นประการที่ ๒
ประการที่ ๓ ก็คืออาจจะมีการกําหนดคุณสมบัติขึ้นใหม่โดยชั้นกรรมาธิการ ว่าให้บุคคลที่มีความเกี่ยวข้อง บุพการี หรือลูก สามารถที่จะเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้
ประการที่ ๔ ก็คือให้นักการเมืองซึ่งเพิ่งลาออกสามารถเข้ามาได้นะครับ
ประการที่ ๕ ก็คือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ในช่วงของการประกาศ พระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง
อีกประการหนึ่งก็คือเรื่องการขาดดุลยภาพ ในเรื่องของเจตนารมณ์ก็คือ ต้องการให้สมาชิกวุฒิสภามีความเป็นกลาง ซึ่งถ้าเราย้อนยุคไปดูแล้ว สมัยปี ๒๕๔๐ นะครับ ให้คนที่เป็นนักการเมืองแค่ ๑ ปีสามารถสมัครเป็น ส.ว. ได้ แต่ปัจจุบันในชั้นกรรมาธิการ แก้ถอยหลังนะครับ ก็คือไม่ได้บอกว่า ๑ ปีนะครับ สามารถลาออกวันนี้ พรุ่งนี้ก็สามารถ ที่เข้ามาสมัคร ส.ว. ได้นะครับ ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าไม่ได้เป็นการพัฒนาการเมือง เป็นการถอยหลัง ในแง่ของการวิกฤติ ซึ่งเท่ากับว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ฉบับแก้ไขไม่ได้มีการแก้ไข ประเด็นดังกล่าวนะครับ กลับไปสู่ปัญหาเดิม ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายก็ได้พูดไว้นะครับ
ประการสุดท้ายในแง่ของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้มองว่าปัญหา เรื่องดุลยภาพ เรื่องความเป็นอิสระ เรื่องความถ่วงดุลต่าง ๆ เหล่านั้นผมคิดว่าเป็นปัญหา ที่จะต้องได้รับการบันทึกไว้นะครับในการแก้ไขฉบับนี้
อีกประการหนึ่งผมอยากให้ท่านเพื่อนสมาชิกกลับไปดูในเรื่องของคําวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีที่มีการวินิจฉัยประเด็นมาตรา ๒๙๑ ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ ประเด็นเรื่องของมาตรา ๒๙๑ นะครับ ในเรื่องคราวที่แล้ว ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย มาตรา ๖๘ ผมคิดว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการในฐานะผู้เข้าไปเป็นพยานให้การในชั้นนั้น ก็คงรู้ ได้อ่านคําพิพากษาเรียบร้อยแล้วนะครับ ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนะครับ ในกรณีดังกล่าวเขาใช้เกราด์ (Ground) พื้นฐานของมาตรา ๖๘ ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ใช้ มาตรา ๒๙๑ ของท่านนะครับ มาตรา ๖๘ บอกว่าองค์กรที่มีการแก้ไข โดยเฉพาะในเรื่อง ของวุฒิสภาเป็นองค์กรสูงสุดนะครับ เป็นองค์กรที่กําเนิดสถาปนาโดยประชามติ โดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้พวกเราก็มาตามกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยเป็นกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับเดียวที่มีการลงประชามติ เพราะฉะนั้นองค์กรสูงสุดทางการเมืองที่ถูก สถาปนาโดยประชาชน ถ้าจะมีการแก้ไขอํานาจองค์กรสูงสุดดังกล่าวต้องผ่านการลง ประชามตินะครับ แต่ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยบอกว่าถ้าจะมีการแก้ไขรายมาตรา จะกระทําได้ ตรงนั้นเขาเรียกว่านิติวิธีนะครับ ไม่ได้หมายความว่าการแก้ไขรายมาตรา จะกระทําได้ทุกเรื่อง เป็นการแก้ไขในเรื่องขององค์กรสูงสุดทางการเมืองนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าทําได้อย่างนี้นะครับ
ท่านอนุรักษ์ครับ ท่านอภิปรายเกิน ท่านจะเอาเฉพาะประเด็น
นิดเดียวครับ บันทึกไว้ นะครับว่าการแก้ไขรายมาตราตรงนั้น ไม่อย่างนั้นท่านก็จะแก้ฝ่ายในเรื่องของตุลาการ ให้ยึดโยงจากประชาชนนะครับ ท่านก็บอกว่าตรงนี้เป็นการแก้รายมาตราทําได้ครับ
ท่านครับ ท่านเอาเฉพาะ ที่อาจารย์คณิตเสนอมาครับ เดี๋ยวไปอภิปรายในมาตรา ๕ นะครับ
ก็บันทึกไว้นะครับ เพราะว่าผมเห็นท่านกรรมาธิการบอกว่าแก้ไขรายมาตราทําได้หมด ผมไม่เห็นด้วยนะครับ ผมคิดว่าแก้ไขรายมาตราทําได้เฉพาะในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับหลักการที่เป็นการกระทบ องค์กรสูงสุดทางการเมือง กราบขอบพระคุณครับ
อาจารย์ตวงครับ กระชับ ด้วยนะครับ ผมให้ ๒ ท่านเท่านั้นนะครับ เดี๋ยวผมจะได้ไปท่านอนุรักษ์จะหารืออะไรผม ท่านประสารจะหารืออะไรผม เอาแค่นั้น เดี๋ยวผมจะเริ่มเรื่องแล้วครับ ท่านอย่าได้ไป นอกประเด็นนะครับ เอาเฉพาะสั้น ๆ กระชับครับ อาจารย์ตวงครับ
ท่านประธานครับ ผมยังไม่ได้พูดอะไรเลยครับ ให้ผมพูดก่อน ท่านประธาน ขอความเมตตาเถอะ ผมยังไม่ได้ พูดเลย กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ความจริงประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ท่านประธานคงจําได้ว่าผมพูดไม่เกิน ๑๕ นาที เพราะ วุฒิสภาบังคับให้เราพูด ๑๐ นาที ๒๐ นาที แล้วผมพูดประเด็นนี้ ที่ผมกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการว่าท่านเขียนเกินหลักการที่ผ่านในวาระที่หนึ่ง ซึ่งมัน ตรงกับคณะกรรมการชุดนี้ ท่านบอกว่าให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง แต่พอไปแก้ไข คุณสมบัติให้ญาติพี่น้อง ญาติโกโหติกาของคนที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลงมาสมัคร สมาชิกวุฒิสภาได้เพียงชั่ววินาที ประเด็นของผมอยู่ตรงนี้ว่าเกินหลักการไม่อาจจะกระทําได้
ท่านประธานครับ ผมขอประทานอนุญาตที่จะต้องชี้แจงต่อสภาเพิ่มเติมว่า พี่น้องประชาชนทางบ้านคงจะสงสัยว่ากรรมการชุดนี้ที่เรียกว่าคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายนั้น มีอํานาจอะไร ทําไมสภาแห่งนี้จะต้องรับฟัง คณะกรรมการชุดนี้เป็นหน่วยงานตามพระราชบัญญัติ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย พุทธศักราช ๒๕๕๓ ผ่านพวกเราไปแล้ว ตามมาตรา ๓๙ (๕) บัญญัติว่าให้มีอํานาจเสนอความคิดข้อสังเกตต่อคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา ต่อการพิจารณา กฎหมาย ผมเขียนแค่นี้พอ อันอื่นไม่ต้องพูดถึง ประเด็นก็คือว่าผมพาท่านประธานย้อนไปดูว่า วิธีเราพิจารณากฎหมายนั้น ท่านประธานคงจําได้ว่า ทุกครั้งที่เราพิจารณากฎหมายนี้ เราต้อง เอาความเห็นของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายฉบับนี้ อย่างนี้มาประกอบการพิจารณา หลายครั้งเราจําเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงตามความเห็นของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย คราวนี้ท่านประธานครับ สภาก็ควรที่จะต้องรับฟังความคิดเห็นของคณะกรรมการที่เราฟังมาตลอด ทั้งในชั้นของสภาผู้แทนราษฎร ทั้งในชั้นของสมาชิกวุฒิสภาและในชั้นของคณะกรรมาธิการ ผมขออนุญาตประธานได้กล่าวสั้น ๆ อย่างนี้เพื่อจะได้บันทึกไว้ในที่ประชุมว่า กรรมการชุดนี้ เขาคิดอย่างไร
ประการที่ ๑ เขาเห็นว่าถ้าปล่อยให้แก้ไขแบบนี้ ขึ้นต้นเป็นลําไม้ไผ่เหลาลงไป เป็นบ้องกัญชาแบบนี้ มันจะนําไปสู่การเสียดุลยภาพของการตรวจสอบอํานาจสมาชิก วุฒิสภา เพราะองค์กรอิสระ กกต. ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ ล้วนมาจากสมาชิกวุฒิสภา ถ้าองค์กรเหล่านี้ได้สมาชิกวุฒิสภา ผมขอประทานอนุญาตต้องยกตัวอย่างเพื่อให้คนทางบ้าน ได้เข้าใจ สามีเป็นรัฐมนตรี ภรรยาเป็น ส.ส. ลูกชายเป็น ส.ว. ถามท่านประธานว่ามันจะ ตรวจสอบได้อย่างไร มันเสียดุลยภาพในการตรวจสอบ ประการที่ ๑
ประการที่ ๒ มันเสียดุลยภาพในการที่จะต้องไปกลั่นกรองกฎหมาย เมื่อสามีเป็นรัฐมนตรีออกกฎหมายมา แน่นอนทีเดียวคนที่จะใช้อํานาจในการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติกฎหมายที่จะต้องบอก คือสมาชิกวุฒิสภาจะทําได้อย่างไร
ประการสุดท้าย สาระสําคัญของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ก็คือว่า วันที่จะต้องมีการเลือกองค์กรอิสระเหล่านี้ เพราะองค์กรอิสระเหล่านี้เมื่อไรก็ตาม ท่านประธานที่เคารพ ถ้าองค์กรอิสระเหล่านี้อยู่ภายใต้การครอบ เพราะเราเขียนกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภานั้น มีอํานาจในการเลือก ป.ป.ช. กกต. ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลอื่น ๆ องค์กรเหล่านี้เป็นองค์กรไปตรวจสอบรัฐบาล ถ้าเมื่อไร ก็ตามถ้าคนเหล่านี้จะไปตรวจสอบรัฐบาล คนเลือกสามารถที่จะถอดถอนได้ด้วย ถ้าไม่ทํา ตามที่ตัวเองให้ความเห็นก็สามารถถอดถอนได้ ประเด็นตรงนี้ไม่เกี่ยวกับใครเลย แต่เป็น ประเด็นของหลักการที่จะต้องพูดให้ตรงกันว่าหลักการมันเป็นอย่างนี้ ผมพูดวันนี้จะไม่เห็น ย้อนไปเมื่อ ๑๐ ปีแล้วเห็น และอนาคตข้างหน้าก็จะเห็น จึงได้กราบเรียนต่อท่านประธานว่า สภาแห่งนี้ได้โปรดพิจารณาฟังความเห็นของคณะกรรมการที่เขามีอํานาจหน้าที่โดยตรง ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ผมเรียนหลายครั้งแล้วครับ ว่าทุกครั้งเราพิจารณากฎหมาย เราไปเอาความเห็นของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายนี้มา พิจารณาด้วย เพราะฉะนั้นความเห็นของท่านนะครับ เราจะเอาไปพูดในมาตรา ๕ ที่ท่านพูด ทั้งหมดนะครับ เอาละครับ เรื่องนี้เอาไว้มาตรา ๕ แล้วกัน พอดีเมื่อสักครู่ผมเอ่ยตอนแรกว่า มันมีท่านสมาชิกจะหารือผมเรื่องอื่นนะครับ ถ้าไม่มีเรื่องอื่น ท่านประสารมีเรื่องอะไรครับ
กราบเรียน ท่านประธานครับ ประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ภาควิชาชีพ ผมขอเรียน เพื่อความแน่ใจนะครับ คือเมื่อตอนเริ่มต้นท่านประธานบอกว่าเกี่ยวกับการประชุมของเรา นี่นะครับ เพราะว่าที่เป็นข่าวในวันนี้บอกว่าหลังจากการประชุม ประธานวิปได้ชี้แจงว่า การประชุมนี้ต้องเร่งรัด เวลาไม่พอแล้ว แล้วบอกว่าคืนนี้ถึงตีสามหรือสว่างเลยก็เป็นได้ เผลอ ๆ ต้องประชุมวันที่ ๓๐ อีกนะครับ อันนี้เป็นคําของประธานวิปลงในหนังสือพิมพ์ แนวหน้าวันนี้ ขอความกระจ่างครับ เราจะได้วางตัวได้ถูกต้องครับ แล้วเราจะได้รู้ด้วยว่า เราควรทําอย่างไร ขอบคุณครับ
เรียนให้ทราบอีก ครั้งหนึ่ง เมื่อสักครู่เรียนตั้งแต่ท่านบุญยอดแล้วครับว่าเราจะเริ่มประชุมสิบโมงเช้านะครับ แล้วก็ไปเลิกเอา ๔ ทุ่ม ๒ วันครับ วันนี้กับวันพรุ่งนี้นะครับ เพราะฉะนั้นยืนยันนะครับ เอาละครับ ผมขออนุญาตนะครับ เริ่มเข้าสู่ประเด็นพิจารณาต่อไปนะครับ เชิญท่านถาวร เสนเนียม ครับ ท่านถาวรเดี๋ยวสักครู่นะครับ ท่านจุรินทร์ครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ผมกราบเรียนสั้น ๆ เท่านั้นเองครับว่า ที่กระผมหยิบยก เรื่องนี้ขึ้นมากราบเรียนท่านประธาน ก็เพียงแต่ต้องการที่จะสอบถามว่าท่านประธานรัฐสภา ได้รับหนังสือจากคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายแล้วหรือไม่ ซึ่งก็ได้รับคําตอบชัดเจนว่า ประธานรัฐสภาได้รับทราบหนังสือฉบับนี้แล้ว และก็ได้รับทราบคําทักท้วงของคณะกรรมการ ปฏิรูปกฎหมายแล้ว รวมท่านรองประธานรัฐสภา คือท่านผู้ทําหน้าที่ประธานในที่ประชุม ขณะนี้ ก็ถือว่ารับทราบแล้ว เลยไปถึงท่านประธานคณะกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการ ก็ถือว่าได้รับทราบเรื่องนี้แล้ว เพียงแต่ว่าท่านประสงค์ที่จะเดินหน้าเรื่องนี้ต่อไปก็เท่านั้นครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านถาวรครับ อย่างไร พยายามเอาประเด็นที่ท่านขอแปรญัตติ แล้วก็อยู่ในเวลา แล้วก็อะไรที่ซ้ํากับคนอื่นแล้ว ท่านกรุณานะครับ ขอความกรุณาครับ ท่านถาวรเชิญครับ
ท่านประธานครับ กระผม นายถาวร เสนเนียม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ต่อข้อหารือของเพื่อนสมาชิกและการตอบข้อหารือ ของท่านประธานทั้งสองที่อยู่ข้างหน้าผมนี้ ผมขอกราบเรียนว่าขอให้พวกเราสมาชิก รัฐสภาได้โปรดใช้ความรอบคอบของการเตือน ของการชี้ข้อคิดเห็นทางกฎหมายของ ท่านดอกเตอร์คณิต ณ นคร สิ่งแรกสิ่งที่เรายืนยันกันมาโดยตลอดว่าเมื่อเสียงข้างมาก ได้ลงมติแล้ว สิ่งนั้นน่าจะถูกต้อง แต่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้นทุกประเทศ จะต้องมีการถ่วงดุล ไม่ว่าฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร หรือฝ่ายตุลาการจะต้องถ่วงดุล ซึ่งกันและกัน หลายประเทศที่ใช้ศาลรัฐธรรมนูญในการถ่วงดุลเสียงข้างมาก แม้แต่ ในประเทศอังกฤษ ซึ่งก็มีอยู่บ่อย ดังนั้นถ้าหลังจากนี้ศาลรัฐธรรมนูญจะได้ชี้ว่าการแก้ไข กฎหมายรัฐธรรมนูญคราวนี้เป็นโมฆะ ขออย่าได้คิดว่านั่นองค์กรถ่วงดุลที่เรียกว่า ศาลรัฐธรรมนูญ เข้ามาแทรกแซงการทําหน้าที่ของรัฐสภา ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ผมจึงขอกราบเรียนไว้ในเบื้องต้น
ท่านประธานครับ ในการแก้มาตรา ๑๑๑ ซึ่งแก้จาก ส.ว. ที่มีทั้งหมด ๑๕๐ คน มาเป็น ๒๐๐ คน และให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดนั้น เหตุผลที่ชี้แจงกับพวกเราและชี้แจง กับพี่น้องประชาชนว่าการเป็นระบอบประชาธิปไตยนั้นจะต้องมาจากการเลือกตั้ง โดยอ้างเอาว่ามีการโยงยึดกับพี่น้องประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอํานาจอธิปไตยที่แท้จริง หลายท่านได้กราบเรียนท่านประธานไปแล้วว่า การปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น ตัวชี้วัดไม่ใช่มีมาจากการเลือกตั้งแต่เพียงประการเดียวเท่านั้นที่จะเป็นการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย แต่ตัวชี้วัดอย่างอื่น อย่างเช่น ความมีสิทธิมนุษยชนในประเทศนี้ สิทธิธรรมชาติ หลักนิติธรรม หลักสมเหตุสมผล และรวมถึงหลักของการถ่วงดุล ที่ผมพูดถึง ๕ ประการนี้ ก็เป็นตัวชี้วัดอีกประการหนึ่งของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่สามารถโยงยึดกับผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ การขอแปรญัตติ ของผมจากการที่ร่างของคณะกรรมาธิการหรือร่างของผู้เสนอให้มาจากการเลือกตั้งทั้ง ๒๐๐ คนนั้น ผมขอกราบเรียนว่าผมขอแก้แปรญัตติเป็นการได้มาซึ่งวุฒิสมาชิกมาจาก การเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนโดยตรง ๑๐๐ คน และอีก ๑๐๐ คน ให้มาจากการเลือกตั้ง ขององค์กรวิชาชีพหรือองค์กรอื่น ๆ รายละเอียดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งออกกฎหมาย ซึ่งเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ถามว่าทําไมผมถึงแก้อย่างนี้ ท่านประธานครับ การแก้ กฎหมายรัฐธรรมนูญหรือการแก้กฎหมาย นั่นหมายถึงการแก้เครื่องมือในการบริหารประเทศ ที่เห็นว่าเครื่องมือนั้นล้าสมัย หรือเครื่องมือนั้นไม่สามารถใช้ได้อีกแล้ว หรือเครื่องมือนั้น เป็นเครื่องมือที่ไม่สามารถแก้ปัญหาของประเทศได้ คําถามของผม ฝ่ายที่ขอแก้ตอบ เพียงอย่างเดียวว่าไม่เป็นประชาธิปไตย และที่สําคัญผมติดตามการทํางานของสมาชิก วุฒิสภาตามกฎหมายรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ นี้ ยังไม่มีอะไรเป็นข้อบกพร่อง ยังไม่มีอะไรเป็น ข้อบ่งชี้ว่าเกิดปัญหา และยังไม่มีอะไรเป็นข้อบ่งชี้ว่าก่อให้เกิดความเสียหายกับพี่น้อง ประชาชนคนไทย และไม่มีข้อบ่งชี้ว่าเป็นการสร้างความแตกแยก หรือไม่มีข้อบ่งชี้ว่าสนับสนุนให้รัฐบาลทําการทุจริตหรือฝ่ายบริหารทําการทุจริต ดังนั้น ผมถือว่ายังไม่ถือว่าเป็นเหตุอันสมควร เวลาอันสมควรที่จะแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ สิ่งที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า การแก้กลับไปเหมือนรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ นั้น เราได้รับบทเรียนมาแล้ว บทเรียนในอดีต ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด นั่นคือเป็น ผู้แทนของปวงชนชาวไทยที่มาจากพื้นที่ทับซ้อนหรือพื้นที่ทางภูมิศาสตร์เช่นเดียวกับพวกเรา คือพวกผมที่มาจากการเลือกตั้งจากเขตพื้นที่ เมื่อทําหน้าที่ทับซ้อน สิ่งสําคัญที่สุดการ สะท้อนปัญหาของพี่น้องประชาชนก็สามารถสะท้อนปัญหาผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ อยู่แล้ว ทําไมจะต้องเอา ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดไปทําหน้าที่ทับซ้อนในพื้นที่ทับ ซ้อนกับพวกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นี่ผมถือว่าเหตุผลยังไม่เพียงพอที่จะย้อนกลับไปยัง ส.ว. ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แต่ที่สําคัญยิ่งกว่านั้น กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีอํานาจ แต่ไม่สามารถถ่วงดุลกับการทําหน้าที่ของรัฐบาลเนื่องจากฐานเสียงของ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งนั้นมาจากฐานเสียงทางการเมือง มาจากฐานเสียงของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากเขตเลือกตั้งเดียวกัน เมื่อมาจากฐานเสียงเดียวกัน แนวทาง ในการทํางานจึงไปทางเดียวกัน จะเห็นได้จากว่า ส.ว. ในยุคนั้นมีอํานาจในการเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง และเป็นอย่างไรครับ ผลผลิตของ ส.ว. ในยุคนั้นคัดเลือก คณะกรรมการการเลือกตั้งมาแล้วมาจัดการเลือกตั้งไม่สุจริตและไม่เที่ยงธรรม ผลปรากฏว่า ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาให้ติดคุกคนละ ๔ ปี ท่านประธานอาจจะเถียงผมว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งขณะนี้ศาลฎีกาได้พิพากษายกฟ้องไปแล้ว แต่ศาลฎีกาไม่ได้ พิพากษายกฟ้องในข้อเท็จจริงอันเป็นการกระทําของคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดนั้น เป็นการพิพากษาให้ยกฟ้องว่าผมไม่มีอํานาจฟ้อง ดังนั้นข้อเท็จจริงยังคงฟังได้เป็นที่ยุติว่า การจัดการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่เป็นผลิตของ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งนั้น ส่อทุจริต ส่อผิดกฎหมาย ก็ต้องยินดีกับท่าน กกต. ที่ยังมีชีวิตอยู่อีก ๒ คนที่หลุดพ้นจากการ จําคุก แต่ก็ขอฝากเอาไว้ว่าถ้าการแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญนี้สําเร็จ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง ๒๐๐ คน อย่าทําหน้าที่ให้เหมือน ส.ว. ปี ๒๕๔๐ ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด หรือเราจะดู บางกรณี องค์กรอิสระที่มาจากการเลือกตั้งของ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งนั้น เช่น ป.ป.ช. หรือคณะกรรมการอื่น ๆ เช่น ผู้ตรวจการแผ่นดิน เข้ามาจากผลผลิตของ ส.ว. เลือกตั้ง ปรากฏว่ามาขึ้นเงินเดือนให้กับตัวเอง ศาลพิพากษาต้องหลุดพ้นจากตําแหน่ง นี่ก็คือผลผลิต จากการทําหน้าที่ของ ส.ว. เลือกตั้งที่มีมติเห็นชอบหรือเลือกองค์กรอิสระเข้ามาทําหน้าที่ ผมจึงขอตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่าประวัติศาสตร์อาจจะซ้ํารอยอีกครั้งหนึ่ง การวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นสภาผัวสภาเมีย สภาเครือญาติ จริง ๆ แล้วการมีอิทธิพลต่อ ส.ว. และ ส.ส. อาจจะเกิด ได้ตลอด อย่างเช่นปัจจุบันนี้หลายคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าสามีภรรยาครอบครัวหนึ่ง สามีมีอิทธิพลเหนือ ส.ว. ภรรยามีอิทธิพลเหนือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพรรคการเมือง พรรคหนึ่ง ดังนั้นข้อพึงสังวร ข้อสังเกตของผมก็ขอให้คอยติดตามว่าถ้ากฎหมายรัฐธรรมนูญนี้ แก้ได้ก็อาจจะเป็นปัญหาในวันข้างหน้า ท่านประธานครับ แล้วการทําหน้าที่ของ ส.ว. นั้น มีอํานาจเด็ดขาดมาก อํานาจเด็ดขาดและอํานาจที่น่าสะพรึงกลัวเป็นอํานาจที่รัฐธรรมนูญ ทุกฉบับให้อํานาจเอาไว้ โดยเฉพาะกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ถ้ากฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ให้อํานาจเอาไว้ ส.ว. เหล่านั้นมาจากพรรคการเมือง มาจากสมาชิกที่เกี่ยวพันกับ พรรคการเมือง หรือถึงขนาดว่าอาจจะมีการตั้งพรรคขึ้นมาสนับสนุนผู้ลงสมัคร ส.ว. ในทางลับ เป็นข้อที่เราจะต้องคอยติดตาม แต่ ส.ว. ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เมื่อเลือกตั้งเข้ามาแล้ว อํานาจมีอะไรบ้างท่านประธานครับที่เราจะต้องตั้งข้อสังเกตเอาไว้ ให้ความเห็นชอบผู้ที่จะเข้าทําหน้าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ถ้า ส.ว. ไม่เห็นชอบ ส.ว. มีสิทธิ ที่จะตีกลับให้ผู้ทําหน้าที่สรรหา สรรหาเข้ามาใหม่ เห็นไหมครับ มีอํานาจต่อการกําหนด ตัวบุคคลให้มาทําหน้าที่คณะกรรมการองค์กรอิสระ อย่างเช่น ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้งก็เหมือนกัน ส.ว. มีอํานาจให้ความเห็นชอบ
ขออภัยครับ ขอคั่นเวลา นิดหนึ่ง ท่านขจิตรมีอะไรประท้วงครับ
ท่านประธานครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ซึ่งท่านประธานได้อธิบายแล้ว ว่าจะดําเนินการตามข้อบังคับโดยเคร่งครัด แล้วขอประท้วงผู้ที่กําลังอภิปรายว่า ท่านกระทําผิดวิธีการอภิปรายในวาระที่สองตามที่กําหนดไว้ในข้อบังคับ ข้อ ๙๙ และข้อบังคับนี้ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภานี้ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๗ ท่านประธานครับ ท่านผู้อภิปรายอยู่นี้สงวนคําแปรญัตติไว้ในหน้า ๔๔ ของเอกสาร ในมาตรา ๑๑๒ ท่านแก้ไขในคําบรรยายของท่านหน้า ๔๔ แล้วก็บอกไว้ชัดเจนว่า ท่านแปรญัตติเรื่องจังหวัดหนึ่งให้มี ส.ว. กี่ท่าน วิธีนับ จํานวนที่นับเป็นอย่างไร ถ้าเหลือเศษเป็นอย่างไรมีรายละเอียดในหน้า ๔๔ สิ่งที่ท่านอภิปรายไม่ได้ตรงตามที่เสนอ คําแปรญัตติเอาไว้ ท่านประธานไม่ได้ควบคุมให้เป็นตามข้อบังคับ ผมจึงประท้วง ท่านประธานและประท้วงผู้อภิปรายตามข้อบังคับและรายละเอียดที่แจ้งแล้ว ขอโปรดท่านประธานได้วินิจฉัยคําประท้วงของผมครับ
ผมขอวินิจฉัยนะครับ ท่านถาวร เสนเนียม ได้ขอแปรญัตติในมาตรา ๑๑๒ ถ้าท่านดูในหน้า ๒๑ และหน้า ๔๔ ท่านบอก ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง ๑๐๐ คน แล้วก็มาจากวิชาชีพต่าง ๆ อีกนะครับ ท่านอธิบายให้ฟังหน่อยคนจะได้ไม่ประท้วงนะครับ ท่านถาวรครับ
ขอบคุณท่านครับ ท่านขจิตรครับ กรุณาดูหน้า ๒๑ หน้า ๒๒ ถ้าไม่มีแว่นตาเอาแว่นตาที่ผมครับท่านประธาน องค์กรอิสระที่ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งที่จะให้ความเห็นชอบนับตั้งแต่ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการสิทธิ มนุษยชนแห่งชาติ องค์กรอิสระทั้งหลายทั้งปวงที่ผมอ่านให้ท่านประธานด้วยความเคารพ ครับว่าถ้า ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง มาจากฐานของพรรคการเมืองมาจากฐานเดียวกับ ส.ส. ดุลยพินิจในการมีมติให้ความเห็นชอบนั้น ไม่แตกต่างจาก ส.ส. ในเขตพื้นที่อันเป็นพื้นที่ ภูมิศาสตร์เดียวกัน ดังนั้นผมกลัวว่าปัญหาจะเกิดไปยัง ส.ว. ที่เคยปฏิบัติหน้าที่ในปีก่อนหน้า นี้ ท่านประธานครับ ผมกังวลด้วยเหตุอะไร ก็ผมกราบเรียนแล้วว่าถ้าไม่เห็นชอบก็ส่งตีกลับ ไม่ว่าจะทั้งหมดหรือบางคน ทีนี้เรามาดูว่าสิ่งที่ผมกังวลนั้นเป็นปัญหาอะไร แล้วผมแปรญัตติ อย่างไร สิ่งที่ผมแปรญัตติ นั่นคือผมบอกว่า องค์กรที่ ขอโทษนะครับ สมาชิกวุฒิสภาที่ผม ขอแปรญัตติให้มาจาก ๑๐ องค์กรวิชาชีพนั้น องค์กรวิชาชีพแรก นั่นคือสภาทนายความ สภาทนายความทําหน้าที่อะไรครับ ดูแลความยุติธรรมให้กับพี่น้องประชาชน หรือตรวจสอบ การทํางานของศาล หรือของอัยการ หรือให้ความเป็นธรรมกับพี่น้องประชาชน ถ้าสมาชิก จากสภาทนายความเลือกกันเองจาก ๖๐,๐๐๐ กว่าคนให้เหลือตามจํานวนที่คณะกรรมการ การเลือกตั้งได้ร่างกฎหมาย ผ่านกฎหมายจากพวกเราไป ผมคิดว่าจะทําหน้าที่ได้อย่างดี ในฐานะเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนในกลุ่มที่ต้องการ ขอความช่วยเหลือเรื่องความเป็นธรรม หรือตรวจสอบการทํางานของพวกเรา อย่างเช่นกรณี ที่สภาของเราเคยแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ อย่างน้อยที่สุดทนายความที่ชื่อ นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ทนายความที่ชื่อนายวรินทร์ เทียมจรัส หรือทนายความที่ชื่อนายวันธงชัย ชํานาญกิจ ได้ทําหน้าที่ตรวจสอบเสนอเรื่องให้กับศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเอาไว้ นั่นคือ ผลงาน องค์กรต่อไปครับท่านประธานครับ องค์กรวิชาชีพด้านสาธารณสุข แพทยสภา สภาการพยาบาล ทันตแพทยสภา สภากายภาพบําบัด สภาเทคนิคการแพทย์ สภาเภสัชกรรม เป็นต้น เราต้องยอมรับความจริงว่าขณะนี้สมาชิกรัฐสภาของเรา เราต้องการผู้ที่มีความ ชํานาญเฉพาะทาง โดยเฉพาะในเรื่องสุขภาพอนามัย ลําพังแต่พวกเราที่มาจากหลากหลาย หลายกลุ่มอันเป็นตัวแทนในเชิงพื้นที่นั้น ผมคิดว่าความรู้ที่เป็นพิเศษในเชิงลึกนั้น เราอาจจะ เรียกได้ว่ารู้น้อยหรือประสบการณ์น้อยกว่ากลุ่มวิชาชีพเหล่านี้ ผมจึงจําเป็นที่จะต้องขอแก้ ตามที่ผมได้ขอแปรญัตติแตกต่างจากร่างของเจ้าของเสียงข้างมากนะครับ หรือคุรุสภา สภาวิชาชีพทางด้านบัญชี ที่สําคัญสภาวิชาชีพทางด้านบัญชีนั้น ขณะนี้นักบัญชี ผู้ตรวจสอบบัญชี จากต่างประเทศเข้ามาทํามาหากินถ้าเรามีสมาชิกวุฒิสภาคอยทําหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ของ นักวิชาชีพด้านบัญชีให้กับพี่น้องประชาชน ให้กับประเทศของเรา พวกเรา คนของเราก็จะ ไม่ถูกแย่งอาชีพในส่วนทางด้านบัญชีไป ถ้าเรามี ส.ว. จากกลุ่มวิชาชีพนี้ก็จะเกิดประโยชน์ จะให้คําปรึกษาต่อรัฐบาล จะให้คําแนะนําต่อคนที่จะยกร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบัญชี ท่านประธานครับสภาวิศวกร สภาสถาปนิก การทุจริตคอร์รัปชั่น (Corruption) ถ้ามีฝ่าย ตรวจสอบที่มาจากสถาปนิก มาจากวิศวกร อย่างน้อยที่สุดดีไซน์ แอนด์ บิลด์ (Design and Build) ซึ่งมีการทุจริตอํานาจในการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ ผมคิดว่าสภาวิชาชีพนี้ จะเป็นที่ปรึกษาคอยตรวจสอบให้กับการทํางานของสภาเราได้ ยิ่งกว่านั้นครับ สภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า จะเห็นได้ว่าการส่งออกในยุคปัจจุบันนี้ลดน้อยถอยลงมาก ค่าครองชีพของเรา ก็เป็นปัญหา เพราะเหตุว่าค่าครองชีพสูง ของแพง ถ้ามีตัวแทนจากสภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า ก็จะทําหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ สมาคมนักข่าวผมก็เห็นว่ามีความสําคัญ แม้แต่ คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านการบริหารและการพัฒนาของศูนย์อํานวยการบริหารจังหวัด ชายแดนภาคใต้ เรายังเปิดโอกาสให้ตัวแทนของสื่อเข้ามาทําหน้าที่ให้คําปรึกษากับรัฐบาล ให้คําปรึกษากับผู้บริหาร ซึ่งถือว่าเป็นกระจกที่มีความสําคัญต่อการสะท้อนปัญหาและรักษา ผลประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชน สมาคมข้าราชการพลเรือนครับ มีความสําคัญทางด้าน ประสบการณ์ การมีเฉพาะคณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรม ไม่เพียงพอ ถ้ามีตัวแทนจาก สมาคมข้าราชการพลเรือน สมาคมทหารตํารวจแห่งประเทศไทย เขาก็จะทําหน้าที่ในการ ปกป้องผลประโยชน์ เสนอแนะรัฐบาลได้ แต่ที่สําคัญที่สุดที่ผมอยากจะกราบเรียนรัฐบาล นั่นคือตัวแทนจากสภาเกษตรกรแห่งชาติ ท่านประธานครับ ราคาพืชผลเกษตรตกต่ํา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ทําหน้าที่ได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่เพียงพอ จะเห็นได้ว่า ในขณะที่ราคาข้าวตกต่ํา เสียงสะท้อนจากสมาชิกของเราเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหา ก็แก้ไขปัญหาไปได้ในระดับหนึ่ง อาจจะมีการส่อทุจริตบ้าง หรือไม่ตรงเป้าบ้าง หรือรั่วไหล บ้าง แต่เกษตรกรได้มีโอกาสรับฟัง รับทราบว่า ส.ส. ของเราได้ให้ความช่วยเหลือ แม้รัฐบาล จะเดินหลงทางก็ตาม แต่ที่เป็นปัญหาอยู่สี่แยกควนหนองหงษ์ครับ ท่านประธานครับ มีการชุมนุมเรียกร้องให้ฝ่ายรัฐบาลได้แก้ไขปัญหา วันนี้ถ้ามีสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ ทําหน้าที่ ส.ว. ผมมั่นใจว่าอย่างน้อยที่สุดได้กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีที่ท่านบอกว่า ประเทศไทยของเราผลิตยางพาราได้น้อย ส.ว. ที่จะมาจากสภาการเกษตรกรแห่งชาติจะได้ กราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีในห้องประชุมแห่งนี้ว่า เราส่งออกอันดับ ๑ ๑๐ ปีติดต่อกัน ตั้งแต่ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ตัน หรือ ๓,๐๐๐,๐๐๐ กว่าตัน ท่านประธานครับ ส.ว. ที่จะมาจาก การสรรหาหรือเลือกกันเองจากสภาเกษตรกรแห่งชาติ จะได้กราบเรียน ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ท่านพูดว่ารัฐบาล ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพารามาอย่างต่อเนื่องนั้นท่านพูดไม่หมด ถ้าจะได้พูดว่าเงินที่ใช้ในการดูแลพี่น้องประชาชนชาวสวนยางพารานั้นเป็นเงินที่เก็บจากภาษี ที่เรียกว่าเงินเซสส์ (CESS) ขณะนี้มีอยู่ ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท รัฐบาลหรือใครก็แล้วแต่ จะไปอ้างเอาคุณงามความดีจากเกษตรกรชาวสวนยางพาราไม่ได้ เพราะเป็นเงินของเขา วันนี้ พี่น้องเกษตรกรออกมาเคลื่อนไหว ณ ที่สี่แยกควนหนองหงษ์และไปยึดสถานีรถไฟบ้านตูล อําเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ท่านประธานครับ ผมไม่ได้ฟังเพลง ๆ หนึ่ง ซึ่งดังในอดีต บ้านผมเขาเรียกว่า ไม่รบนายไม่หายจน เสียงเพลงนั้นหมดไปแล้ว ๓๐ ปี วันนี้ดังกระหึ่มขึ้นมาอีก ท่านประธานครับ เมื่อมวลชนลุกขึ้นมาต่อสู้ คนที่เป็นตัวแทน อย่างพวกเรา ถ้ามี ส.ว. ที่มาจากสภาเกษตรกรแห่งชาติ ผมมั่นใจว่าคนคนนั้นจะไม่ยืน กอดอกวิพากษ์วิจารณ์ หาความสุขอยู่ในห้องแอร์ (Air) เพียงอย่างเดียว จะต้องเดินลงไปดู เดินลงไปแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรชาวสวนยางพาราที่ได้รับความเดือดร้อน ท่านประธานครับ นี่คืออีกเหตุผลหนึ่งที่ผมจําเป็นที่จะต้องเสนอต่อท่านประธานว่า การแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ผมจึงมีความคิดเห็นว่าสภาเกษตรกรแห่งชาติควรจะได้รับการเลือกกันเองให้มาทํา หน้าที่ในการเป็น ส.ว. ให้กับรัฐสภาแห่งนี้ และมั่นใจว่าคนเหล่านี้จะทําหน้าที่แทนกลุ่มอาชีพ ที่พวกเราอยากจะดูแล อยากจะช่วยเหลือ อยากจะออกกฎหมายให้กับเขาได้ แล้วที่สําคัญ ที่สุดการถ่วงดุลครับท่านประธาน การถ่วงดุล ถ้าหากว่า ส.ว. มาจากการเลือกตั้งจากกลุ่ม เดียวกัน การถ่วงดุลจะไม่เกิด เมื่อไม่เกิดการถ่วงดุล ไม่มีการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ อะไรจะ ตามมา เผด็จการทหารจะเข้ามาอีกครั้งหนึ่ง เผด็จการทหารจะเข้ามาก็ต่อเมื่อมีเผด็จการทาง รัฐสภาเกิดแล้วก็จะอ้างว่ามีการทุจริตคอร์รัปชั่นท่านประธานคงจะไม่สามารถนั่งฟังทนจาก คําวิพากษ์วิจารณ์ที่เขาอ้างมา ยึดอํานาจจากพวกเรา จากพี่น้องประชาชนได้ จึงขอฝากไปยัง คณะกรรมาธิการวิสามัญที่ท่านพยายามจะบอกว่าความเป็นประชาธิปไตยนั้นต้องมาจากการ เลือกตั้งเท่านั้น แต่ผมขอกราบเรียนว่าความเป็นประชาธิปไตยอย่างน้อยที่สุดมีตัวชี้วัดอีก หลายตัวที่สําคัญที่สุดคือในเรื่องของการทุจริตต้องไม่เกิด สิทธิมนุษยชนจะต้องให้เกิด และการปิดปากในสภา การปิดหูปิดตาในสภาที่เสียงข้างมากปิดเสียงข้างน้อยนั้น จะไม่เกิด ผมจึงขอกราบเรียนไปยังท่านประธานว่าได้เตือนสติคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ ถ้าอะไร ที่สามารถปรองดองกันได้ คิดร่วมกันได้ก็ขอให้กลับมาสู่การพิจารณาตามที่ผมแปรญัตติด้วย กราบขอบคุณครับ
ต่อไปท่านธานี อ่อนละเอียด แล้ววกกลับมาที่ท่านสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล แล้วก็กลับมาที่ท่านนฤมลนะครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดระยอง ในฐานะของคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยนะครับ เมื่อสักครู่มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้พูด ถึงกรณีที่คณะ คปก. ได้มีหนังสือถึงท่านประธานรัฐสภา
ท่านสาธิตครับ ผมได้วินิจฉัย ไปแล้วว่าเดี๋ยวถึงมาตรา ๕ เราว่าเรื่องนี้กัน
นิดเดียวครับ ผมจะนําเสนอไปยัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ คือผมยังไม่ได้เห็นท่านประธานได้แสดงความคิดเห็น เรื่องนี้อย่างไรนะครับ ผมมีข้อเสนออย่างนี้ได้ไหมครับ
ผมขออนุญาตนะครับ เดี๋ยวถึงมาตรา ๕ แล้วเราก็จะมาพูดเรื่องนี้กันนะครับ
ประเด็นนิดเดียวท่านประธาน ผมในฐานะคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยนี้อยากให้ท่านประธานกรรมาธิการได้พักประชุม แล้วก็ประชุมคณะกรรมาธิการเพื่อพิจารณาเรื่องนี้นะครับ แล้วก็นําเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ว่า ทางคณะกรรมาธิการคิดอย่างไรกับความเห็นของคณะ คปก. ฉบับนี้ครับ
ขอบคุณครับ ท่านสาธิตครับ ผมได้วินิจฉัยไปแล้ว เราจะไปพูดกันในมาตรา ๕ เพราะจะเกี่ยวข้องกับที่ท่านอาจารย์คณิต ได้เสนอมาเลยครับ เชิญท่านธานีครับ พอท่านธานีเสร็จ ก็ท่านสัมพันธ์และไปท่านนฤมล แล้วกลับมาที่ท่านบุญยอดนะครับ เดี๋ยวถึงคิวท่านบุญยอด
ขออนุญาตท่านประธานนะครับ
เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ข้อหารือ ของคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยท่านสาธิต ปิตุเตชะ นี้ผมคิดว่าท่านต้องทบทวนนะครับ เพราะเมื่อสักครู่ท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาแสดงความคิดเห็นส่วนตัว ของท่าน ความคิดเห็นนั้นไม่ได้เป็นความคิดเห็นของคณะกรรมาธิการครับ เพราะท่านไม่ได้ เรียกประชุมมาก่อน ทีนี้จะเป็นการรองรับได้อย่างไรครับท่านประธานว่าความคิดเห็นของ ท่านจะถือว่าเป็นความคิดเห็นของคณะกรรมาธิการละครับ ฉะนั้นท่านสาธิตก็เลยเสนอว่า กรรมาธิการวิสามัญต้องกลับไปประชุมกันก่อนครับ แล้วมีความเห็นออกมาก่อน แล้วมา เสนอต่อที่ประชุมนี้ครับ จึงจะเดินหน้าต่อไปครับ ท่านประธานครับ
คืออย่างนี้ท่านบุญยอดครับ พอดีเอกสารเพิ่งจะแจกเมื่อสักครู่นี้เองครับ เดี๋ยวเชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการ ได้ชี้แจงอีกทีหนึ่งครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ต่อข้อสังเกตของท่านสาธิต ปิตุเตชะ ขออนุญาตเอ่ยนาม นะครับ ว่าคณะกรรมาธิการเราคิดอย่างไรต่อข้อสังเกตของท่านประธานคณะกรรมการ ปฏิรูปกฎหมาย ท่านคณิต ณ นคร นะครับ ก็กราบเรียนท่านประธานครับ คณะกรรมาธิการ ร่วมกันของรัฐสภานี่นะครับ เราได้ประชุมครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม และได้ทํา รายงานกราบเรียนเสนอท่านประธานเรียบร้อยแล้วนะครับ หนังสือท่านอาจารย์คณิต ลงวันที่ ๒๒ สิงหาคมนี้นะครับ เพราะฉะนั้นประธานคณะกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการ เราคงไม่สามารถที่จะไปเรียกประชุมเพื่อปรึกษาหารือเรื่องนี้ได้อีกแล้ว เพราะทุกอย่างจบ และได้ทํารายงานกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาไปแล้ว และเมื่อสักครู่ผมก็ได้กราบเรียน ชี้แจงต่อท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกครับว่า ท่านอาจารย์คณิตท่านก็ตั้งข้อสังเกต ในฐานะเป็นประธานและเป็นคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งท่านก็มีสิทธิที่จะตั้งข้อสังเกต ตามอํานาจหน้าที่ของท่านนะครับ ขณะเดียวกันเราในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติเราก็ดําเนิน กระบวนการพิจารณากฎหมายต่าง ๆ ตามอํานาจหน้าที่ตามที่กฎหมายรัฐธรรมนูญได้ให้ อํานาจเราไว้ ส่วนข้อสังเกตของท่านอาจารย์คณิตนะครับ ซึ่งเป็นความเห็นทางกฎหมาย จะถูกต้อง จะชอบหรือไม่ ผมกราบเรียนย้ํานะครับว่ารัฐสภาแห่งนี้ไม่ได้มีอํานาจที่จะเป็น ผู้หาข้อยุติ ก็เป็นเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญที่จะต้องดําเนินการพิจารณาวินิจฉัยหากมี คนร้องขอไปนะครับ เพราะฉะนั้นข้อสังเกตของท่านสาธิตจะให้คณะกรรมาธิการ พักการประชุมไปประชุม มันเป็นไปไม่ได้ มันเลยมาแล้วครับ กราบเรียนท่านประธานครับ
ท่านบุญยอดพอนะครับ ผมก็อธิบายหลายครั้งแล้วนะครับ เวลาพิจารณากฎหมายนี่นะครับ ความคิดเห็นของ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายของอาจารย์คณิต เราเอามาประกอบในการพิจารณาทุกครั้ง นะครับ เช่นเดียวกันครับ เราก็จะเอามาประกอบในการพิจารณาในมาตรา ๕ นะครับ ท่านครับ ผมอยากให้ท่านบุญยอดจบก่อน เอาให้จบนะครับ เชิญครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานกรรมาธิการ วิสามัญยอมรับนะครับว่า นี่เป็นสิ่งที่เสนอใหม่ยังไม่ได้พิจารณา เพราะเสนอเข้ามา ๒๒ สิงหาคม นี่คือข้อเท็จจริงใหม่ครับ ท่านประธานครับ และท่านยังไม่ได้เรียกประชุม ถูกไหมครับ ท่านก็ยอมรับต่อกลางสภานี้แล้ว เพราะฉะนั้นลําดับของการทํางาน ผมคิดว่าท่านต้องกลับไปประชุมคณะกรรมาธิการก่อน เพราะสิ่งที่ท่านมาพูดเมื่อสักครู่ เป็นความเห็นส่วนตัวของท่านทั้งสิ้นครับ ผมจะรับฟังได้อย่างไรครับว่าคณะกรรมาธิการ วิสามัญชุดนี้จะมีความเห็นอย่างไรครับ ท่านประธานครับ
ครับ ผมวินิจฉัย อย่างดีกว่าครับ ท่านประธานครับ เพราะว่าความจริงแล้วคณะกรรมาธิการได้พิจารณาเสร็จ เรียบร้อย ได้ทํารายงาน บันทึกรายงานต่อท่านประธานรัฐสภา แล้วบรรจุเข้าสู่วาระ การประชุมนี่นะครับถือว่าเรียบร้อยแล้วครับ เมื่อมีประเด็นอะไรเกิดขึ้นใหม่ ที่ประชุมใหญ่แห่งนี้ก็มาพิจารณากันนะครับ ตรงนี้ผมว่าถูกต้องแล้วนะครับ
(นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ท่านสาธิตพาดพิงเรื่องอะไร ครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดระยอง ในฐานะของ สมาชิกรัฐสภา ก็ด้วยความเคารพท่านประธานสามารถนะครับ ก็เป็นความเห็นของท่าน แต่ผมเรียนอย่างนี้ครับว่าถึงแม้กระบวนการท่านพิจารณาจบในชั้นคณะกรรมาธิการ แล้วก็ยื่นมาสู่ท่านประธานรัฐสภา ความจริงก็เป็นความเห็นของมวลสมาชิกเสียงส่วนใหญ่ นี่ละครับว่าเราจะมีความเห็นในข้อสังเกตนี้อย่างไรนะครับ ผมยังจําได้ว่าเราเคยพิจารณา กฎหมายฉบับหนึ่ง ในขณะที่เรากําลังพิจารณาในสภาใหญ่แห่งนี้นะครับ มีข้อเรียกร้องในฝั่งเพื่อนสมาชิก คณะกรรมาธิการยังปรึกษากัน แล้วก็เปลี่ยนความเห็น ก็เป็นไปได้นะครับ ก็เป็นอยู่ในอํานาจ ของคณะกรรมาธิการ แต่กระบวนการที่ท่านเรียนก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ผ่านกระบวนการมาแล้ว แต่ก็เป็นอํานาจอันชอบธรรมของคณะกรรมาธิการจะปรึกษาหารือพูดคุย บางกรณีมี การเปลี่ยนแปลงตามความเห็นเสียงของเพื่อนสมาชิกก็เคยทํามาแล้ว ท่านประธานสามารถ ก็เคยปฏิบัติอยู่ในสภาแห่งนี้เหมือนกันนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าขึ้นอยู่กับท่านประธาน คณะกรรมาธิการกับกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่จะเห็นให้ความสําคัญของข้อเสนอ ของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายอย่างไร แต่ผมเรียนท่านประธานรัฐสภาที่ทําหน้าที่อยู่ว่า ผมเข้าใจดีครับ ไม่มีทางหรอกครับ ที่เพื่อนสมาชิกฝั่งพรรคเพื่อไทยจะมาเห็นความสําคัญ ของเสียงข้างน้อย ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นอย่างไรล่ะครับ ตอนนี้กําลังตํารวจกําลังจะ สลายมวลชนที่กําลังประสบความเดือดร้อน
ท่านสาธิต ท่านเอาเฉพาะ ที่ท่านครับ ไม่อย่างนั้นจะมีคนประท้วงท่านอีกนะครับ มีคนลุกประท้วง
ผมหารือด้วยความเคารพจริง ๆ นะครับ
คืออย่างนี้ผมวินิจฉัยไป เรียบร้อยแล้วนะครับ ท่านไม่ต้องแล้วครับท่านนั่งเถอะครับ
ผมอีกนิดเดียวครับไม่เป็นไรครับ ท่านกรรมาธิการก็ต้องรับผิดชอบครับ สิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคตว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับกฎหมาย ฉบับนี้ถ้ายังดันทุรังกันแบบนี้ยังบริหารประเทศกันแบบนี้ ก็เรียนท่านประธานไว้ครับ
พอแล้วครับ ไม่ต้องประท้วง แล้วครับ ขอให้ท่านถาวรว่าต่อไปไม่ต้องนะครับ เชิญครับ
(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ท่านพิเชษฐ์นั่งลงครับ ท่านจะประท้วงอะไรครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นาย พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ ผมประท้วง ท่านประธานตามข้อบังคับรัฐสภา ข้อ ๕ พระราชบัญญัติฉบับนี้เข้าสู่วาระที่สอง คปก. เสนอ เรื่องเข้ามาวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๖ เพิ่งนึกขึ้นได้หรือครับหรือส่งขึ้นมามีเจตนาอะไร หรือว่าเพื่อชอบธรรมที่จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมรับฟังครับท่านประธาน ผมรับฟัง และพิจารณา แล้วก็อ่านอยู่แต่มันเป็นเอกสิทธิ์ของผมว่าผมจะเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากหรือไม่ มันอยู่ที่ดุลยพินิจของผม ผมรับฟังครับฉะนั้นขอให้ท่านประธาน ช่วยกระชับ ถ้ากําหนดเวลาได้ก็กําหนดเวลานะครับ ไม่ใช่พูด ๒-๓ ชั่วโมง ไม่มีขีดจํากัดไม่ได้ ครับท่านประธาน เป็นไปได้สัก ๑๕ นาที ๒๐ นาทีนะครับ ดังนั้นข้อ ๕ ท่านต้องใช้ อย่างเคร่งครัดครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ผมก็วินิจฉัย ยังยืนยันว่าทําหน้าที่อย่างถูกต้องและเที่ยงธรรมนะครับ ผมบอกแล้วว่าความคิดเห็น ของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายนั้นมาใช้ประกอบในการพิจารณาของที่ประชุมแห่งนี้ ท่านจะปฏิบัติตามหรือไม่ปฏิบัติตามนั้นอีกเรื่องหนึ่งครับ เราจะพูดในมาตรา ๕ เพราะฉะนั้น ผมจะอนุญาตให้อภิปรายไปก่อนนะครับ แต่ว่าขอให้อยู่ในประเด็นอยู่ในข้อบังคับ เอาสาระ ที่ท่านขอสงวนคําแปรญัตติไว้หรือสงวนความเห็น ถ้านอกประเด็นผมจะเตือนท่านนะครับ แต่ถ้าที่ประชุมจะใช้เวลามากอย่างนั้น ผมอาจจะต้องเสนออย่างที่ท่านพิเชษฐ์เสนอก็ได้ ก็คือขอกําหนดเวลานะครับ แต่ตอนนี้ผมอยากให้บรรยากาศดี ๆ บรรยากาศยังเดินหน้า ไปได้ ผมขอเถอะครับ ส.ว. เขารอเป็นแถวเลยนะครับ เชิญท่านธานีครับ ท่านธานีเสร็จมาที่ ท่านสัมพันธ์ ท่านสัมพันธ์เสร็จมาท่านนฤมล กลับมาท่านบุญยอดนะครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธานี อ่อนละเอียด สมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหาภาคอื่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมจะขอชี้แจงความจําเป็นและเหตุผลในการยื่นขอเสนอญัตติ แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กําลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้ โดยกระผมขอยื่นญัตติแก้ไข ในมาตรา ๓ มาตรา ๕ และมาตรา ๗ กระผมจะขออนุญาตท่านประธานกล่าวโยง บางประการ และพอถึงมาตรา ๕ มาตรา ๗ ผมก็จะไม่กล่าวอะไรซ้ําขึ้นมาอีก ก็ขออนุญาต ท่านประธานในเบื้องต้นครับ
ผมอนุญาตครับ แล้วพอถึง มาตรา ๕ มาตรา ๗ ท่านก็เชิญครับ
จะไม่อภิปรายซ้ําหรือว่า ถ้ามาตรานี้ไม่ผ่านการพิจารณาตามญัตติที่กระผมเสนอ ผมก็จะไม่อภิปรายครับท่านประธาน ผมจะไม่ใช้เวลารัฐสภานี้มากครับ ภาพสะท้อนการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่กําลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้แก้ไขในองค์ประกอบของจํานวนองค์ประกอบ ส.ว. จาก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งมีจํานวนสมาชิกวุฒิสภา ๑๕๐ คน มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน รวม ๗๗ แล้วมาจากการสรรหาจาก ๕ กลุ่มวิชาชีพรวมอีก ๗๓ คน มาจาก การเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน จํานวน ๒๐๐ คน จํานวน ๒๐๐ คน ก็เท่ากับจํานวนของ รัฐธรรมนูญในปี ๒๕๔๐ ลักษณะก็คล้ายคลึงกัน ทีนี้ผมอยากจะขออนุญาตท่านประธาน ในการที่จะสะท้อนมุมมองของคนที่ใกล้ชิดการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาที่สุด เขาติดตาม เขาตรวจสอบ เขารายงานการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา ก็คือผู้สื่อข่าว ประจํารัฐสภา ฉายาต่าง ๆ ในการที่ปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาหลังรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ โดยมีการเลือกตั้งครั้งแรกในปี ๒๕๔๒ จนกระทั่งถึงปี ๒๕๔๘ และมีการเลือกตั้ง ครั้งที่ ๒ ก็คือวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๙ หลังจากมีการเลือกตั้งครั้งแรก ผมจะขออนุญาต ท่านประธานผ่านฉายาของ ส.ว. หลังจากใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นะครับ เลือกตั้ง ปี ๒๕๔๖ ได้ฉายาตรายางเอื้ออาทร เพราะถูกแทรกแซงจากฝ่ายรัฐบาล เลือกตั้งในปี ๒๕๔๗ ฉายาสภาโจ๊ก สภาโจ๊กนี่ไม่ใช่สภาโจ๊กตลกเหมือนตามทีวีนะครับ ก็คือเละเหมือนโจ๊ก ในปี ๒๕๔๘ ได้ฉายาว่าสภาทาสเพราะตอบสนองต่อรัฐบาล พอในปี ๒๕๔๙ ซึ่งเป็น การเลือกตั้งครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๙ ยังไม่ทันได้ปฏิบัติหน้าที่ก็ได้รับฉายาว่า สภาผัวสภาเมีย หรือสภาวงศาคณาญาติก็เพราะว่าวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งนั้นมีความ สนิทสนมใกล้ชิดกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในลักษณะเครือญาติกัน ทีนี้ในกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ คณะกรรมาธิการที่ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญในปี ๒๕๕๐ ก็ออกแบบว่า ในเมื่อที่มาของสมาชิกวุฒิสภาตามบทบาทอํานาจหน้าที่ต้องมีความเป็นอิสระ ความเป็นกลาง และต้องการความหลากหลายความชํานาญเฉพาะจากหลาย ๆ ส่วนของวิชาชีพมิอาจได้รับ การเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรงได้ ก็เลยดําเนินการให้มีการเลือกตั้งทางอ้อมโดยเขา เรียกว่าเป็นการเลือกตั้งโดยวิธีการสรรหา สรรหาก็คือมาจากองค์กรวิชาชีพต่าง ๆ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ไม่แสวงหากําไร แล้วก็ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองเป็นองค์ประกอบที่สําคัญ ในเมื่อองค์กรต่าง ๆ เสนอชื่อเข้ามาใน ๕ กลุ่ม ก็คือวิชาชีพ วิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา ให้คณะกรรมการ เลือกหรือคัดสรรประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้มีต้นทุนทางสังคมสูง เป็นเสาหลักของบ้าน ของเมือง ยกตัวอย่างเช่น คัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกามา๑ ท่าน คัดเลือกจาก ที่ประชุมใหญ่ของศาลปกครองสูงสุด ๑ คน ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธาน กกต. ประธาน ป.ป.ช. ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ทั้งหมดทั้งหลายทั้งปวง ๗ คน รวมทั้ง สตง. ด้วย ท่านมีวุฒิภาวะสูง มีต้นทุนทางสังคมสูง ทําการคัดสรรบรรดารายชื่อที่เสนอเข้ามาให้ได้รับ เลือก ๗๓ คน อันนี้ต้องให้ความเป็นธรรมแก่คณะกรรมการสรรหาด้วย ถ้าถามว่า คณะกรรมการสรรหาอยากจะมาเป็นกรรมการไหม ผมว่าทุก ๆ ท่านก็ไม่อยากเป็น หรอกครับ ชาวบ้านเรียกว่ามีแต่เจ๊ากับเจ๊ง ไม่มีหรอกครับได้ มีแต่เจ๊ากับเสีย ก็ต้องให้ ความเป็นธรรมกับท่าน ในเมื่อปี ๒๕๔๙ ปี ๒๕๕๐ เกิดวิกฤติศรัทธา จะอาศัยจากใครที่จะมา เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองก็ต้องอาศัย ๗ คนนั้น ก็ปรากฏว่าเมื่อร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาด้วยองค์ประกอบของสมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน ๗๗ คน แล้วก็ สรรหามาใน ๕ กลุ่มวิชาชีพอีก ๗๓ คน ก็รวมเป็น ๑๕๐ ซึ่งปัจจุบันก็ขาดไป ๑ จังหวัด เพราะว่าเพิ่งแต่งตั้งเป็นจังหวัดใหม่ ทีนี้พอเรามาดูว่าหลังจากมีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ในปี ๒๕๕๐ แล้วเป็นอย่างไร ภาพสะท้อน กระจกเงาที่สะท้อนการทําหน้าที่ของวุฒิสภา เป็นอย่างไร ผมจะขออนุญาตนําเอานักหนังสือพิมพ์ ผู้สื่อข่าว ประจํารัฐสภา ซึ่งตั้งฉายาทุกปี ปีหนึ่งเขาก็จะตั้งทีหนึ่งว่าฉายาของวุฒิสภา ฉายาของสภาผู้แทนราษฎร ฉายาของ ครม. เป็นอย่างไร เป็นภาพเงาสะท้อนในปี ๒๕๕๐
ท่านธานีครับ ท่านกรุณา เข้าประเด็นนะครับ ประเด็นของท่านก็คือที่ท่านขอแปรญัตตินะครับ
เท้าความนิดเดียวครับท่าน เพราะว่าจะสืบเนื่องไปถึงว่าสาเหตุที่จะเสนอโมเดล (Model) ในการที่มาในลักษณะต้องห้าม ของสมาชิกวุฒิสภาครับท่าน คือใน ปี ๒๕๕๒ ก็ได้ฉายา ตะแกรงก้นรั่ว ปี ๒๕๕๓ อัมพฤกษ์รับจ๊อบ (Jop) ปี ๒๕๕๔ สังคโลก ก็ดีเป็นลายครามครับ แต่อาจใช้ประโยชน์ไม่ได้ เต็มไปด้วยผู้มีอาวุโสมากประสบการณ์ก็ได้รับฉายาสังคโลก และในปีที่แล้ว ตะแกรงเลือกร่อน อันนี้คือฉายาที่ทางผู้สื่อข่าวประจํารัฐสภาเขาให้มา ทีนี้ผมขอสรุปคือผมอภิปรายในวาระ ที่หนึ่ง แล้วก็นั่งฟังการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภา ๓ วัน ๓ คืนแล้ว ผมจะขออนุญาตสรุป นะครับว่ามีอยู่ ๒ ฝ่าย คือฝ่ายสนับสนุนของ ส.ว. สรรหานี่นะครับ ก็มีอยู่ ๔ ประการ ๑. ได้ ส.ว. มาจากหลากหลายอาชีพ ๒. เป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ๓. ไม่ต้อง เกรงใจหัวคะแนน ไม่ต้องเสียเวลาปฏิบัติภารกิจลงพื้นที่หาเสียง ๔. ไม่ต้องติดค้างบุญคุณ ทางการเมืองจึงมีความเป็นอิสระ ทีนี้ฝ่ายคัดค้านก็อ้างว่าสมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหา ๑. การสรรหาไม่เป็นประชาธิปไตย ๒. ประชาชนไม่ได้เลือกตั้งโดยตรง ๓. ขาดความเชื่อมโยง กับประชาชน ๔. ไม่ทราบและเข้าใจปัญหาประชาชนในพื้นที่ ๕. เลือกโดยกรรมการ ๗ คน เท่ากับ ๗ คน เลือก ส.ว. ได้ ๗๓ คน ต่างกับประชาชนเลือกได้ ๑ คน นี่คือฝ่ายที่คัดค้าน ด้วยที่มาที่ไป แล้วก็ข้อดีข้อเสียของการออกแบบสมาชิกวุฒิสภาของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผมจะไม่อธิบายในรายละเอียดว่าผลดีผลเสีย ผลเสียที่สมาชิกรัฐสภาก็ได้อภิปราย ไปมากมายแล้ว ทีนี้ผมก็เลยเสนอโมเดล เสนอรูปแบบ ของที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งกระผมเอง ก็ได้อภิปรายในวาระที่หนึ่ง ท่านประธานคงจําได้ ผมเสนอว่าที่มาของ ส.ว. ก็คือจํานวน ๒๐๐ คนเหมือนเดิมตามร่างที่เสนอเข้ามานี้ แต่มาจากการเลือกตั้งระดับจังหวัดรวมทั้งหมด ๑๒๕ คน แล้วมาจากปาร์ตี้ลิสต์ (Party List) ๕ กลุ่มวิชาชีพ เหมือนเดิมเลย ๕ กลุ่มวิชาชีพ เสนอเข้ามาเป็น ส.ว. ปาร์ตี้ลิสต์ เอาเขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง แล้วบัญชีหนึ่งอย่างน้อย ให้มี ๓๐ คน กลุ่มละ ๑๕ คน รวม ๗๕ คน ก็รวมทั้งหมด ๒๐๐ คน เราก็จะได้ ความหลากหลายของวิชาชีพ เราก็จะได้คนที่มีประสบการณ์ เราก็จะได้มีความรู้ ความชํานาญเฉพาะด้าน มาช่วยเหลือในการกลั่นกรอง มาช่วยเหลือในการที่จะพิจารณา แต่งตั้ง ถอดถอนคณะรัฐมนตรีก็ดี ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองก็ดี รวมทั้ง ส.ส. ส.ว. ด้วย ก็จะเป็นการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ก็โดยบูรณาการเอามาทั้งข้อดีข้อเสีย ประชาชน ได้เลือกโดยตรงแล้วก็ได้กลุ่มวิชาชีพที่มีความชํานิชํานาญโดยเฉพาะ ก็จะมีความหลากหลาย แก้ข้อบกพร่องต่าง ๆ ที่กล่าวอ้างมาจากฝ่ายที่คัดค้าน ผมก็เลยเสนอร่างญัตติขอแก้ไข เพิ่มเติมตามที่ได้กราบเรียนต่อท่านประธาน ทีนี้เราลองมาดูเปอร์เซ็นต์ถ้าหากว่าตามรูปแบบที่กระผมเสนอไป ก็จะมี ส.ว. จากปาร์ตี้ลิสต์ จํานวน ๓๗.๕ เปอร์เซ็นต์ ก็เหลืออีก ๖๒.๕ เปอร์เซ็นต์ ก็อาจจะมีจากการเลือกตั้งมานี้นะครับ โดยไม่อิงการเมืองเลยได้มาอีกสัก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ ๖๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ แล้วบางส่วน ก็ต้องไปอิงการเมืองบ้างเราก็ไม่ว่า ก็หลากหลายไปแต่ละพรรคแต่ละพื้นที่ไปก็อีก ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์ ที่นี้จะเกิดอะไรล่ะครับท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานครับ จะ เกิดการดุลยภาพแห่งอํานาจ คะคานกันนะครับ แล้วก็มีความหลากหลายของวิชาชีพ มันก็จะ เกิดเป็นการพัฒนาการเมือง เป็นการสร้างนวัตกรรมใหม่ของกฎหมายให้มันพัฒนาขึ้นไป ไม่ใช่พัฒนาแล้วถอยหลังเข้าคลอง มาแก้จํานวนการเลือกตั้ง ส.ส. ในอดีตปี ๒๕๔๐ ซึ่งมี ข้อบกพร่องอยู่ แล้วแถมไปแก้คุณสมบัติของการได้มา ลักษณะต้องห้ามและการได้มาของ สมาชิกวุฒิสภาอีก ผมก็คงไม่กล่าวในรายละเอียดนะครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพว่า ในวาระที่หนึ่งผมก็อภิปรายเสนอรูปแบบอย่างนี้ แล้วผมก็เดินออกไปสะพานลอยที่จะข้ามไป อาคาร ๒ พบท่านประธานที่ตรงสะพาน ถ้าท่านประธานยังจําได้ ท่านประธานบอก ธานีความคิดดีนะครับ ผมก็เลยฝากท่านประธานที่เคารพของผมไปบอกที่ประชุมวิป ๓ ฝ่าย ด้วยนะครับ เสนอความคิดของผมไป เผื่อเป็นทางออกของประเทศ เดินหน้ากันไปสักที แล้วก็แก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ท่านประธานก็ยิ้ม ๆ ผมว่าท่านประธานคงลืมแล้วกระมังครับ ตอนนี้ก็ยังไม่สายครับท่านประธาน ข้อบังคับเขาบอกว่าให้สมาชิกรัฐสภาพูดได้เฉพาะท่าน ประธาน ผมก็ขอกราบเรียนท่านประธานว่า ท่านประธานช่วยพูดกับกรรมาธิการข้าง ๆ นั่น เลยครับ ช่วยกล่อมให้ผมทีเถอะ เห็นด้วยกับผม แล้วมันก็จะแก้ปัญหาข้อบกพร่องได้ทุก อย่างเลย กรรมาธิการที่อยู่ข้าง ๆ มีเวลาตอนไหนค่อยไปเกลี่ยกล่อมให้ผมทีครับท่าน จะแก้ปัญหาและจะสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ประชาชนเองจะได้ชื่นชมการปฏิบัติหน้าที่ของ สมาชิกรัฐสภาว่าออกแบบกฎหมายที่มีนวัตกรรมก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อย ๆ นะครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพ ผมจะขอกราบเรียนว่า ท่านประธานไปกระซิบบอกท่านกรรมาธิการ ข้าง ๆ ผม ธานี อ่อนละเอียด นะครับ ผมไม่ใช่ ธานี เทือกสุบรรณ ไม่ต้องระแวงผมหรอกครับ ผม ธานี อ่อนละเอียด คนนครปฐมครับท่าน แก้ไขคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ส.ว. แต่ไม่แก้บทบาทอํานาจหน้าที่ ผมก็ขอร้องท่านประธานให้ช่วยไปพูดกับทางกรรมาธิการ ให้ช่วยพิจารณาทบทวนในเรื่องของรูปแบบที่ผมเสนอ พร้อมกับแก้ไขคุณสมบัติและการได้มา ซึ่ง ส.ว. แต่ถ้าสมมุติว่าจะเอาคุณสมบัติอย่างเดิมก็ต้องไปแก้บทบาทอํานาจหน้าที่ของ ส.ว หรือไม่ต้องมีสมาชิกวุฒิสภาเลยก็ได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะขอกราบเรียนว่า ถ้าท่านประธานที่เคารพไปช่วยบอกกรรมาธิการลงมติใหม่ แก้ไขตามรูปแบบของผม แล้วก็แก้ไขคุณสมบัติ ผมจะกราบเรียนท่านประธานเลยครับ ประกาศใช้วันไหน ผมลาออกวันนั้นเลยครับ ถ้าแก้ไขตามผมแล้วก็แก้ไขคุณสมบัติและการได้มาของ ส.ว. ผมจะลาออกในวันนั้นเลย ผมจะไปกินเงินเดือนอดีตสมาชิกรัฐสภาเดือนละ ๑๕,๐๐๐ บาท ปลูกผักปลูกหญ้าเลี้ยงปลากิน แล้วไปกวาดลานองค์พระปฐมเจดีย์ต้อนรับสมาชิกรัฐสภา ที่จะไปเที่ยว ยินดีต้อนรับที่จังหวัดนครปฐมครับ เงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาท ผมคิดว่า ผมพอแล้วครับ มาแค่นี้ผมก็ไกลเกินกว่าที่ผมฝันแล้วครับ ท่านประธานที่เคารพ ผมจะขอ กราบเรียนต่อท่านประธานว่าผมอธิบายชี้แจงความคิดเห็นไม่มีอคติ ไม่มีวาระซ่อนเร้น แล้วก็ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนใด ๆ เลย ผมแสดงเจตนาตรงไปตรงมา ยื่นญัตติ แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับนี้มา ทั้งนี้นะครับ ก็เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่ประเทศชาติและประชาชนตลอดกาลนานเทอญ สาธุ ท่านประธาน
สาธุครับ ท่านธานีครับ จําได้ครับ ที่ประชุมท่านฟังวิธีคิดของท่านแล้วนะครับ ไม่ต้องห่วงครับ เดี๋ยวที่ประชุม ก็จะใช้ดุลยพินิจนะครับ ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้คณะกํานัน ผู้ใหญ่บ้านจากอําเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี นําโดยท่าน ส.ส. ปัญญา จินตะเวช ได้มาเยี่ยมชมการประชุมของ รัฐสภาครับ ต่อไปท่านสัมพันธ์นะครับ เสร็จแล้วท่านนฤมลเตรียมตัวนะครับ เชิญท่านสัมพันธ์ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม สัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเป็นผู้หนึ่งครับท่านประธาน ที่ไม่รับหลักการในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ทั้ง ๓ ฉบับ กระผมก็เป็นผู้ที่ไป แปรญัตติในเกือบทุกมาตรา ในการที่รัฐสภาแห่งนี้เสนอการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ซึ่งผมเองก็ต้องเรียนต่อท่านประธานนะครับว่าผมอภิปรายในครั้งนี้ บางทีต้องขออนุญาต นะครับว่าโยงไปมาตราอื่นบ้างเล็กน้อย แต่ผมจะไม่ได้เข้าในเนื้อหาที่เสียเวลานะครับ เพราะว่ามีความจําเป็นที่จะต้องชี้ให้เห็น จากเหตุผลที่ผมไม่รับหลักการในการแก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ผมมีความเห็นว่าความจริงการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญยังไม่สมควรที่จะ เสนอในเวลานี้ด้วยซ้ําครับท่านประธาน เพราะว่าปัจจุบันนี้ภาวะเศรษฐกิจปากท้องของพี่น้อง ประชาชน ของแพง ปัญหาพืชไร่ก็ราคาตกต่ํา วุ่นวายไปทั้งประเทศ แต่กลับไม่ได้การแก้ไข รัฐสภาแห่งนี้จะต้องมาใช้เวลามาเบียดบังเวลาของสภาผู้แทนราษฎรในการที่มาแก้กฎหมาย รัฐธรรมนูญ ก็ทําให้ ส.ส. ไม่สามารถที่จะหารือ ที่จะยื่นกระทู้ถามหรือยื่นญัตติในการแก้ไข ของพี่น้องประชาชนได้ จะต้องมามัวแต่แก้ในเรื่องของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งกฎหมาย รัฐธรรมนูญในการแก้ครั้งนี้มันไม่ได้แก้เพื่อพี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชนไม่ได้รับ ประโยชน์แม้แต่นิดเดียวเลย กลับไปแก้ในเรื่องของที่มาของ ส.ว. เพื่อประโยชน์ของ นักการเมืองที่เตรียมจะมีการเลือกตั้งในต้นปีหน้า ฉะนั้นในสิ่งเหล่านี้ผมเองจึงไม่รับหลักการ ในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ถึงแม้ว่าในวาระที่หนึ่งผมได้ขออภิปราย ในวาระที่หนึ่งไว้ โอกาสที่จะอภิปรายก็ยังไม่มีนะครับ ก็ถูกตัดตอน ถูกเสนอให้ปิดการประชุม ปิดการอภิปรายก่อนด้วยซ้ํา ใช้ระบบเสียงข้างมากในรัฐสภาแห่งนี้กระทําการอย่างนี้มา ตลอด ฉะนั้นผมจึงไม่รับหลักการในครั้งนี้ครับท่านประธาน ผมขอเรียนกับท่านประธาน นะครับ
ขออนุญาตนิดเดียวนะครับ เพราะตอนนี้เรารับมาแล้วนะครับ ท่านจะเห็นในวาระที่หนึ่งผ่านไปเรียบร้อย เราพูดถึง วาระที่สองนะครับ ความจริงแล้วผมได้ชดเชยเวลาให้ท่านเยอะมากนะครับ เดิมท่านบอกได้ ๑๕ ชั่วโมง แล้วอภิปรายได้แค่ ๑๐ ชั่วโมงครึ่ง ผมก็ปล่อยให้ท่านอภิปรายเป็นเวลา มันเลยมากแล้ว ท่านกรุณาเข้าประเด็นด้วยนะครับ เข้าประเด็นเลยครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม สัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมมีความจําเป็นที่ผมจะต้อง เท้าความในเรื่องนี้ครับ เพราะผมไม่รับนะครับ ผมไม่รับหลักการผมจึงชี้เหตุผลที่ผมไม่รับ ให้ฟังก่อนนะครับ แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการพิจารณาในมาตรา ๓ ซึ่งเป็นการแก้ไข ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ นั่นเอง ซึ่งในฉบับนี้ใน ๒ มาตรานี้ผมเองนั้นมีความเห็นที่ต่างกับในเสียงข้างมากที่ได้ลงมติไปในวาระแรกที่บอกว่า ให้สมาชิกวุฒิสภานั้นมาจากการเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชน จํานวน ๒๐๐ คน ผมเองก็ได้ ไปขอแก้ไขในการแปรญัตติในเรื่องนี้ ให้วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิก จํานวน ๑๕๐ คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งในเขตแต่ละจังหวัด จังหวัดละ ๑ คน และมาจากการสรรหาเท่ากับ จํานวนข้างต้น หักด้วยจํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ท่านประธานครับ เท่ากับว่าผมนั้นไปขอแก้ไขที่ให้เป็น ๑๕๐ คน ก็เท่ากับว่าเข้าไปสู่ กระบวนการของกฎหมายรัฐธรรมนูญเดิมนั่นเอง ที่มี ๑๕๐ คน แล้วมา ๒ ทาง คือมาจาก การเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชนทุกจังหวัด ปัจจุบันมี ๗๗ จังหวัด ๆ ละ ๑ คน ส่วนที่เหลือ อีกคือ ๗๓ คนนั้นให้มาจากการสรรหา เหตุผลที่ผมต้องให้มีมาจากการสรรหาด้วยก็เพราะว่า ต้องการที่จะให้สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหานั้นได้มีหลากหลายในเรื่องต่าง ๆ ในหลาย ๆ ด้านด้วยกันนะครับ เพราะว่าในกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับเก่า ในกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่ปัจจุบันเราใช้อยู่นะครับมันมีความจําเป็นในการที่จะต้องมีสมาชิก วุฒิสภานั้นที่มาจากการสรรหาเพื่อที่จะได้มีองค์กรต่าง ๆ ที่มีผู้เชี่ยวชาญ มีผู้ที่มีความรู้ ความสามารถที่เข้ามาอยู่ในฐานะที่เป็นตัวแทนของประชาชนในภาพรวม ถึงแม้ว่าจะเป็นการ สรรหา ท่านประธานครับ ต้องเข้าใจว่าการสรรหาของวุฒิสมาชิกไม่ใช่มาสรรหาเพียงแต่ว่า องค์กรหรือว่าหน่วยอรหันต์ ๗ คนอย่างที่ว่านะครับ ในการสรรหาที่ผ่านมาเขาก็ต้องมีการ เลือกมาจากในองค์กรต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในการเลือกของภาควิชาชีพต่าง ๆ ภาคเอกชน หรือภาคอื่น ๆ แม้กระทั่งเรื่องของภาคทนายความ ภาคแพทย์ บรรดาครูบาอาจารย์ หรือสาย อื่น ๆ นั้นเขาก็มีการเลือกของเขามาในการที่คัดเลือกผู้เชี่ยวชาญที่ดีที่สุดของเขามา แล้วมาให้ คณะกรรมการสรรหาซึ่งแต่งตั้งจากหน่วยงานทั้ง ๗ หน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือมาเป็นผู้ สรรหาอีกทีหนึ่ง
ท่านประธานครับ สิ่งที่น่าเป็นห่วงในเรื่องของการที่จะให้มีวุฒิสมาชิกมาจาก การเลือกตั้งทั้งหมด จะทําให้ขาดในองค์กรที่มีความรู้ มีผู้เชี่ยวชาญ หรือว่ามีผู้ที่มี ความสามารถอีกหลายด้านนั้นเข้ามาเป็นผู้ที่กลั่นกรอง มาเป็นผู้ที่ดูแลในสิ่งต่าง ๆ ต้องเข้าใจครับว่า สมาชิกวุฒิสภานั้นทําหน้าที่แตกต่างกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อย่างสิ้นเชิง สมาชิกวุฒิสภาก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นหน่วยงานที่จะต้องมาแต่งตั้ง ถอดถอน ในองค์กรอิสระ แม้กระทั่งคณะรัฐมนตรี วุฒิสภานั้นก็ยังมีสิทธิที่จะได้ไปถอดถอนได้ ฉะนั้น ความเชี่ยวชาญด้านความรู้ ความสามารถตรงนี้ ผมมองว่ามีความจําเป็นอย่างยิ่ง แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านประธานครับ ถ้าหากว่าการเลือกตั้งจากประชาชนมาทั้งหมด ในองค์กรที่เขาจะคัดของเขามาเองในบางส่วนในเรื่องของการสรรหานั้น อย่างเช่น ของสายคนพิการ ผมถามครับว่า เขามีสิทธิที่จะมาง่าย ๆ อย่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หรือไม่ ถ้าหากว่าหันกลับไปใช้ในเรื่องของการเลือกตั้งของประชาชนทั้งหมด ส.ว. สายคนพิการ ผมยกตัวอย่าง อย่างเช่น ส.ว. ปัจจุบัน ท่านมณเฑียร บุญตัน ที่เป็น ส.ว. สายคนพิการมาทุกวันนี้ผมต้องยกย่องครับท่านประธานครับ ว่าเป็นสมาชิกวุฒิสภา ที่มีคุณภาพมาก ถึงแม้ว่าในสายตาของท่านจะมองไม่เห็น ต้องขอประทานโทษนะครับที่ ได้เอ่ยนามท่าน ในสิ่งเหล่านี้ก็มีความจําเป็น และไม่เพียงพอครับในสายคนพิการที่มา คนเดียว ผมอยากจะให้มามากกว่านั้นด้วยซ้ํา อย่างเช่น ผู้สื่อข่าวจากช่อง ๓ คุณกฤษณะ ละไล ซึ่งท่านเปลี่ยนนามสกุลใหม่ คนนี้ก็สําคัญในการที่จะมาเป็นตัวแทนของพี่น้องในสาย คนพิการเหมือนกัน แต่ถ้าหากว่าไม่มีการมาจากการสรรหาแล้วถามว่าสมาชิกวุฒิสภาเหล่านี้ จะมาอย่างไร เขามีสิทธิหรือว่าเขามีโอกาสที่จะไปหาเสียงกับพี่น้องประชาชนได้เหมือน คนปกติหรือไม่
ท่านสัมพันธ์ครับ ท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ ประท้วงด้วยข้อบังคับอะไร เรื่องอะไรครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๘ คลองสามวา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ขอประท้วงท่านผู้อภิปรายครับ จริง ๆ ท่านประธานนี้อะลุ่มอล่วยมากแล้วนะครับ ท่านแปรญัตติขัดหลักการไปเกือบ หลายมาตรามาก แล้วท่านที่พูดนี้ท่านก็ไปมาตรารายละเอียดเยอะแยะ ท่านประธาน ช่วยควบคุมด้วยครับ ผมก็ไม่อยากให้มาตําหนิว่าใช้เวลาสภานานแค่กฎหมายไม่กี่มาตรา จะได้ไปแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ขอให้ท่านประธานควบคุมตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ด้วย นะครับ ขอบพระคุณครับ
ผมวินิจฉัยนะครับ ท่านสัมพันธ์ครับ ขอความร่วมมือนะครับ ไม่อย่างนั้นก็จะมีผู้ประท้วงอีก ท่านเข้าประเด็น ของท่านนะครับ แล้วก็อะไรที่ซ้ําแล้วที่เขาพูดไว้แล้วไม่ต้องพูดอีกแล้วครับ เพราะเราก็ฟัง จนเวลานี้ผมก็จนจําได้หมดแล้วนะครับ เชิญท่านอยู่ในประเด็นนะครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมว่าผมเข้าประเด็นที่สุดแล้วครับ ผมพูดในเนื้อหา ทั้งหมด ผมไม่ได้เอานอกประเด็นเลยนะครับ แล้วผมก็ใกล้จะจบด้วยครับ ผมบอกแล้วว่า ผมขอจะขอพูดในเนื้อหา ในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ เหตุผลที่ผมต้องไปแปรญัตติในการที่ ไม่รับหลักการด้วยในครั้งนี้มานะครับ หรือแม้กระทั่งว่าสมาชิกวุฒิสภา ที่เสนอเข้ามาด้วยกัน ในการพิจารณาและรับหลักการไปนั้น จะทําแต่ในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับตัวเองทั้งนั้นนะครับ แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งไปแก้ในมาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ มาตรา ๑๑๕ นะครับ อย่างเช่น ในมาตรา ๑๑๕ นี้ ไปแก้ในเรื่องของคุณสมบัติที่เกี่ยวกับที่บอกว่าสภาผัวสภาเมีย สภาลูก สภาต่าง ๆ เหล่านี้ที่มีสิทธิกลับเข้ามา แต่ในกฎหมายรัฐธรรมนูญเดิมนั้น เขาไม่ให้ผู้มีบุพการี คู่สมรส หรือบุตรผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองนั้น เข้ามาดํารงตําแหน่งในการที่จะมา มีผลประโยชน์ทับซ้อนในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ครับ ท่านประธาน อย่างนี้นะครับ ก็ไปยกเลิก ออกเสีย แต่ในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง เช่น
ท่านสัมพันธ์ ขอประทานโทษ ผมขอทําความตกลงกับท่านนิดหนึ่ง คือท่านพูดไปถึงมาตรา ๕ นะครับ พอถึงเวลานั้นท่านก็ ไม่ต้อง ผมจะไม่อนุญาตให้ท่านพูดอีก เอาอย่างนั้นนะครับ เพื่อให้มันเป็นหลักการไปเลยนะครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมพยายามโยง
เชิญพูดต่อครับ เชิญครับ ท่านบุญยอดมีอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ผมหารือท่าน ๒ ประเด็นนะครับ
ประเด็นแรกนะครับ ๕๗ คน ที่แปรญัตติสรุปคือต้องได้อภิปรายในส่วนที่เรา ได้ตกลงกันแล้วนะครับว่า สิ่งที่ท่านอ้างว่าขัดหลักการนั้น สรุปคือพวกผมจะต้องได้อภิปราย นี่เป็นข้อตกลงที่ชัดเจนไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ ๒ ถูกไหมครับ เพราะฉะนั้นกรุณาเถอะครับว่า เมื่อท่านสัมพันธ์ท่านเป็นคนหนึ่งที่แปรญัตตินะครับ ท่านก็ต้องพูดทุกประเด็นที่ท่านได้ สงวนความเห็นไว้นะครับ อันนี้เป็นข้อตกลงร่วมกัน กรุณาอย่ายกว่าเป็นวาระที่สอง เฉพาะส่วนที่แปรญัตติ ส่วนที่แก้ไขเท่านั้น มันไม่ใช่แค่นั้น เพราะเป็นข้อตกลงกันเรียบร้อย แล้วนะครับ ถ้าหากว่าท่านไม่ขัดนะครับ ไม่มีคนลุกขึ้นประท้วงบ่อย ๆ ผมคิดว่าการประชุมนี้ มันจะเดินไปได้
ประเด็นที่ ๒ ส่วนตัวผมเอง เพราะเมื่อสักครู่ท่านอ่านชื่อผมไปแล้วนี้นะครับ ผมขอสงวนการแสดงความเห็นของผมในการแปรญัตติไว้ว่าถ้าหากว่าท่านประธานเป็น ท่านประธานนิคม ผมขออนุญาตที่จะไม่อภิปรายจนกว่าท่านประธานสมศักดิ์จะขึ้นมานั่ง ผมเตรียมข้อมูลทุกอย่างเรียบร้อยแล้วครับ และผมคิดว่าถ้าผมอภิปรายนี้นะครับ คณะกรรมาธิการต้องไปประชุมใหม่แน่นอนนะครับ ผมจะชี้ประเด็นอย่างชัดเจน แล้วผม ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่เท้าความเรื่องอื่น ผมจะเข้าประเด็น ๑๐-๑๒ นาที เท่านั้น แล้วจะจบเลย แต่ผมขอเอาคําอภิปรายของผมนี้ไปอยู่ในช่วงของประธานสมศักดิ์ครับ ขอบพระคุณครับ
โอเคนะครับ ผมวินิจฉัยนะครับ ความจริง ๕๗ คน ผมอะลุ่มอล่วย ความจริงที่ประชุมได้วินิจฉัยไปแล้ว นะครับว่าผิดหลักการนะครับ แต่ว่าเพื่อให้สภาแห่งนี้มันเดินไปได้ ก็พยายาม ให้ท่านอยู่ในประเด็นนะครับ แล้วคําขอของท่านนะครับ เห็นชอบนะครับ ท่านไปอภิปราย ตอนบ่ายโมงกว่านั่นนะครับ เชิญท่านสัมพันธ์ต่อครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ผมอภิปรายในมาตรา ๓ ในการแก้ไขมาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ แต่ได้ไปยกเลิกมาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ มาตรา ๑๑๕ ผมจึงชี้ให้เห็นว่ามันขัดกันอย่างไรนะครับท่านประธาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแก้ในครั้งนี้ แก้เพื่อประโยชน์ตัวเองอย่างไรนะครับ แต่สิ่งสําคัญในสิ่งที่ตัวเอง จะเสียประโยชน์กลับไม่แก้ อย่างเช่นในมาตรา ๑๑๗ นะครับท่านประธาน ในมาตรา ๑๑๗ สมาชิกสภาพของสมาชิกวุฒิสภามีกําหนดคราวละ ๖ ปี นับตั้งแต่วันเลือกตั้งท่านประธานครับ ตัวนี้ในเมื่อถ้าเอามาจากการเลือกตั้งทั้งหมด
ท่านประเสริฐประท้วง หรือเปล่า เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ประเสริฐ จันทรรวงทอง ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ผมขอประท้วงผู้ที่กําลังอภิปรายในข้อบังคับ ข้อ ๔๕ อภิปรายไม่อยู่ในประเด็น ผู้อภิปรายนั้นได้แปรญัตติในเรื่องของจํานวนวุฒิสมาชิกที่มีเพียงประเด็นเดียว แต่ขณะนี้ได้ อภิปรายเลยเถิดไปถึงมาตราอื่นซึ่งไม่เกี่ยวข้อง ผมขอความกรุณาท่านประธานได้ควบคุม การประชุมแล้วก็กําหนดให้ผู้อภิปรายได้อยู่ในประเด็นที่กําลังอภิปรายด้วยครับ ขอบคุณครับ
ผมวินิจฉัยนะครับ ท่านสัมพันธ์ท่านกรุณาอยู่ในประเด็นของท่าน อะไรที่ท่านไม่ได้ขอแปรญัตติไว้ท่านไม่ต้องไป พูดถึงนะครับ เอาเฉพาะที่ท่านได้ขอแปรญัตติขอให้เป็นไปตามข้อบังคับ ก็คือข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ถ้าท่านจะกรุณาช่วยรักษาข้อบังคับด้วยครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ผมพยายามเข้าประเด็นที่สุด ความจริงแล้วถ้าท่านไม่มีประท้วงผมก็จบไปแล้วครับ เพราะผมเหลือนิดเดียวที่จะจบแล้ว ในการที่ชี้ให้เห็น ผมบอกแล้วว่าผมเอาอยู่ในประเด็นตลอด เพราะว่าผมอภิปรายทุกครั้ง ผมไม่เหมือนคนอื่นที่เอานอกประเด็นมาอภิปราย เพราะว่าในมาตรา ๓ มันไปโยง มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ แล้วไปยกเลิกมาตราอื่นอีก ผมถึงบอกว่าทําไมถึงต้องไปยกเลิก อย่างนั้น แต่ในมาตรา ๑๑๗ ทําไมไม่ยกเลิกด้วย การที่ ส.ว. ให้อยู่ ๖ ปี ผมบอกกับ ท่านประธานว่าที่มาจากการเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชนทั้งหมด ท่านประธานลองไปดูสิว่า มีหน่วยงานไหนบ้างที่เลือกมาแล้วอยู่ ๖ ปี อบต. เขายังอยู่ ๔ ปี ส.จ. ก็อยู่ ๔ ปี เทศบาล ก็อยู่ ๔ ปี ส.ส. เราก็อยู่ ๔ ปี แต่ ส.ว. บอกว่ามาจากการเลือกตั้งแล้วแต่ไม่แก้มาตรา ๑๑๗ บอกขออยู่ ๖ ปี อย่างนี้ถือว่าทําเพื่อประโยชน์กับตัวเองหรือเปล่าครับท่านประธาน ฉะนั้น ผมอยากให้ท่านประธานฝากไปถึงคณะกรรมาธิการได้พิจารณาในเรื่องนี้ด้วยว่าถ้าหากที่มาจาก การเลือกตั้งแล้ว จากพี่น้องประชาชนโดยตรงอย่างนี้แก้ว่า ส.ว. มี ๒๐๐ คนมาจาก ประชาชนทั้งหมด ทําไมไม่แก้ให้เหลือ ๔ ปีเหมือนกัน ทําไมจะต้องมาเอาประโยชน์จากตรงนี้ ฉะนั้นก็ต้องฝากต่อท่านประธาน ผมเองนั้นจากเหตุผลในสั้น ๆ อย่างนี้ครับท่านประธาน ที่ผมไม่รับในหลักการนี้มา แล้วผมได้ขอแปรญัตติมา แล้วผมก็แปรญัตติในทุกมาตรามา ก็ต้องฝากต่อท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
ท่านนฤมลแล้วต่อด้วย ท่านกํานันโสภณ เพราะว่าท่านบุญยอดขอเป็นช่วงบ่ายโมงนะครับ เชิญท่านนฤมลต่อด้วย ท่านกํานันโสภณ เชิญครับ
ท่านประธานคะ ท่านโสภณรู้สึกว่าให้ความเห็นชอบไปแล้ว ไม่ได้ติดใจนะคะ
อย่างนั้นท่านโสภณ ก็เป็นท่านกฤช
ขอบพระคุณค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉัน นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดอุตรดิตถ์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาค่ะ ต้องเรียนว่าด้วยความมั่นใจและด้วยความสุจริตของดิฉันได้ทําให้ มีการลุกขึ้นอภิปรายในวันนี้ในกรณีที่เกี่ยวกับมาตรา ๓ ที่ขอแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๑๑ ประเด็นของดิฉันก็คือว่าดิฉันอยากเห็น ส.ว. หรือสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง แต่เป็น การเลือกตั้ง ๒ แบบ แบบที่ ๑ ก็คือแบบที่มาโดยพื้นที่จังหวัด ซึ่งถ้าเปรียบเทียบก็คือ ถ้าเป็นหมอก็คือเป็นหมอทั่วไปรักษาได้ทุกโรคนะคะ และอีกแบบหนึ่งก็คือแบบซึ่งกําหนดมา โดยสาขาอาชีพ ท่านประธานที่เคารพคะ ตลอดเวลา ๓ วันที่ได้นั่งฟังอยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ ดิฉันรู้สึกเหมือนกับว่ามีการอภิปราย คนที่แก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งจะแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของตัวเองทั้งหมด ดิฉันเรียน ท่านเลยค่ะว่าการที่มีเพื่อนสมาชิกไม่ว่าจะมาจากการสรรหาหรือมาจากการเลือกตั้งอภิปราย เช่นนี้ก็ไม่เป็นธรรมต่อ ส.ว. ซึ่งมีความคิดเห็นที่แตกต่าง โดยเฉพาะ ส.ว. ที่มาจาก การเลือกตั้งก็อาจจะทําให้มิตรขาดหายไปบ้างในการที่จะทํางานกัน ก็ขอเรียนค่ะว่าในมาตรา ๓ ที่ว่านี้ดิฉันเห็นว่าจํานวนของ ส.ว. ๑๕๐ คนนั้นเพียงพอแล้วค่ะ เพียงพอที่จะปฏิบัติหน้าที่ ในการที่จะทําหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย ทําหน้าที่ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน ทําหน้าที่แต่งตั้ง ถอดถอน และหน้าที่อื่น ๆ เท่าที่อยู่ในสภามา ๕ ปีเศษ ดิฉันเห็นแล้วค่ะว่า ถ้าตั้งใจทํางานกันจริง ๆ นั้นเพียงพอ แต่เรื่องปัญหาจํานวนจึงไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการ
ในส่วนของที่มาอีกที่มาหนึ่ง ดิฉันเรียนเลยค่ะว่าเหมือนกับคณะกรรมาธิการ คือต้องมาจากการเลือกตั้ง และต้องมาจากการเลือกตั้งโดยที่ให้มีความหลากหลาย ให้มีความเท่าเทียม ให้มีความชัดเจนในหลักการ ในกระบวนการเลือกตั้ง อันนี้ดิฉัน ก็คงจะต้องอภิปรายเลยเถิดไปถึงเรื่องของที่มาในมาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ ด้วยนะคะ ท่านประธาน และเมื่อถึงในส่วนนั้นดิฉันก็คงจะไม่พูดถึงซ้ําค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ ที่มาที่ว่าโดยมีบุคคลซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่น่าเชื่อถือได้ในสังคม ๗ คน เซย์ (Say) เสียว่า ๗ คนนะคะ ที่เราพูดกันในมาตรา ๑๑๓ นี้ ดิฉันคิดว่าเป็นปัญหาค่ะ ในเบื้องแรกก่อนจะเข้ามาเป็นสมาชิก วุฒิสภา ดิฉันได้ศึกษากฎหมายรัฐธรรมนูญแล้วดิฉันคิดว่าดูแล้วยังน่าจะเป็นปัญหา แต่ตอนนั้น ก็ไม่ได้เชื่อ และมั่นใจอย่างเต็มหัวใจว่าจะเป็นปัญหา คิดว่าถ้ากระบวนการสรรหาเป็นไปตาม มาตรา ๑๑๔ วรรคสอง อย่างเคร่งครัดก็คงจะไปกันได้ ดิฉันพูดเสมอค่ะ ในทุกที่ว่ามาจากที่ไหน โดยวิธีไหนไม่สําคัญ สําคัญที่ว่าเราจะไปด้วยกันเพื่อทํางานให้กับบ้านเมืองของเราในสภาแห่ง นี้ แต่การณ์มันไม่เป็นอย่างนั้นค่ะท่านประธาน เท่าที่ดิฉันสังเกตในช่วงที่ผ่านมานั้นมันมีความ แตกต่างมาก มันมีความคิดที่เป็นอคติฝังอยู่ในกลุ่มคนบางกลุ่มว่า ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งนั้น มันแย่ มันไม่ได้เรื่อง มันถูกครอบงํา ไม่มีคุณภาพ ไม่มีความเป็นตัวเอง ไม่มีความเป็นอิสระ ต่าง ๆ นานาที่มันเลวร้ายทั้งหลายทั้งปวงที่จะลงมาสู่ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง ดิฉันเรียนท่านว่า มันไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอกค่ะ ถ้าแย่ขนาดนั้นประชาชนก็คงจะแย่เหมือนกันละค่ะที่เลือก ส.ว. แบบนั้นมา วันนี้ดิฉันอยากจะบอกท่านว่าเข้ามาทํางานด้วยกันแล้ว มันชัดเจนยิ่งขึ้นค่ะ เมื่อความชัดเจนนั้นปรากฏ ดิฉันก็คิดว่าก็ไม่เป็นไร ก็มาโดยกฎหมายรัฐธรรมนูญก็ไม่ว่ากัน แต่วันนี้เรามีสิทธิ สิทธิที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ อย่างชัดเจนว่าเราสามารถที่จะ แก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมได้ แล้วก็แก้กันมาอย่างนี้ค่ะ ในปี ๒๕๔๙ แก้กันยกร่าง ทั้งหมด ทั้งฉบับด้วยซ้ําไปเพื่อจะเป็นแนวทางในการปกครองประเทศ แล้ววันนี้แม้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะมีการวินิจฉัยไว้ในระดับหนึ่งว่าถ้ารัฐสภาจะใช้อํานาจตามบทบัญญัติ มาตรา ๒๙๑ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ทําได้ ก็จะต้องว่ากันเป็นเรื่องเป็นราว เป็นรายมาตราไป ดิฉันก็ยังถือว่าตรงนี้เป็นอํานาจและเป็นสิทธิโดยชอบของสมาชิกที่จะเสนอ ให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมนะคะ ว่าการกลับเข้ามาสมัยที่ ๒ ท่านประธานคะ ที่เราจบ ๓ ปีไปแล้วเรามีการคัดเลือก ส.ว. สรรหาเข้ามาใหม่ ตรงนี้ค่ะที่ทําให้ดิฉันเกิดความมั่นใจ เกินร้อยเลยค่ะว่าจําเป็นจะต้องมีการแก้ไขในมาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ คือบุคคล ซึ่งจะตั้งเป็นกรรมการขึ้นมาสรรหานี้ ใช้ ๗ คนไม่ได้ ท่านต้องให้คนมากคนค่ะ ให้คนเยอะ คนเข้ามาเลือกคนที่จะเป็นตัวแทน ถามว่าแล้วจะเลือกอย่างไรคนเยอะคน ไม่ได้ เพราะไม่มี ที่ไหนจะไปทําการเลือกตั้งอย่างนั้นได้ จึงต้องกําหนดเป็นกลุ่มประเภท อาชีพ ถามว่า กลุ่มประเภทอาชีพต่าง ๆ นั้นท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ชี้แจงต่อที่ประชุมแห่งนี้ว่ามันยาก มันลําบากมากเลยที่จะทําการกําหนดกลุ่มประเภท ดิฉันขออนุญาตเรียนค่ะว่ามันไม่ยาก จนเกินไปหรอกค่ะ มันสามารถทําได้ถ้าเราตั้งใจที่จะทําให้มันเกิดขึ้นมา แล้วถ้าเราทํา อย่างนั้นได้นะคะ กลุ่มคนหลาย ๆ กลุ่มก็จะถูกคัดเลือกโดยตัวประชาชนเองนั่นละเข้ามา ในสภาของเรา เขาจะเลือกตัวแทนของเขาซึ่งมันจะสะท้อนให้เห็น ท่านประธานคะ ครั้งที่ ๒ ที่มีการคัดเลือกเข้ามา ๓๔ ท่านที่มาจากการสรรหาเป็นจํานวนที่ซ้ําจาก ๗๓ คน ที่มีโอกาส จะเข้ามาได้ในระบบสรรหา ดิฉันไม่ได้ตําหนิเพื่อนสมาชิก ดิฉันยกย่องเชิดชูบางคนถือว่าเป็นคนที่มีความรู้มีความสามารถมาก และเป็นมิตรที่ดีมากสําหรับการทํางานในสภานี้ แต่ก็ยังอีกละค่ะ ก็มีอีกจํานวนหนึ่ง ซึ่งดิฉัน คิดว่าไม่เหมาะสมที่เข้ามาทําหน้าที่ตรงนี้ ในส่วนของการเลือกตั้งครั้งที่ ๒ คําถามจึงมีคําถาม อยู่ว่า ประเทศไทยไม่มีคนดีกว่า ๓๔ ท่านที่ได้เข้ามาเป็นรอบที่สองแล้วหรือ ดิฉันไปที่ไหนก็ แล้วแต่มีคนถามว่า ส.ว. บ้านท่านมาอย่างไร เราบอกเลือกตั้งส่วนหนึ่งแต่ตั้งส่วนหนึ่ง คําถาม ที่ว่าแต่งตั้งมานั้นแตกต่างจากเลือกตั้งอย่างไร ดิฉันตอบเต็มปากเลยค่ะว่า ประสบการณ์และ ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางนั้นจะเป็นสิ่งที่จะเติมเต็มในส่วนของ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง แต่มันก็ไม่ได้อย่างนั้นเสียทั้งหมดนะคะ ดิฉันคิดว่าความผิดพลาดในการสรรหาในคราวที่ผ่านนั้น เยอะเกินไปค่ะ ๓๔ คนที่ซ้ํานั้น ปิดโอกาสเพื่อน ๆ ของดิฉันที่ยังอยู่นอกสภา เรียนท่านค่ะยังมีคนอีก เยอะคนเลยที่มีความสามารถที่หลากหลาย ยกตัวอย่างปราชญ์ชาวบ้านทั้งหลายที่เราบอกว่า เป็นผู้ที่มีความรู้มีความสามารถสมควรยกย่องนะคะ ดิฉันได้คุยกับเพื่อนสมาชิกที่มาจาก ภาคใต้ ยกตัวอย่าง ปราชญ์ชาวบ้านแห่งเทือกเขาบูโด ท่านวาลาดิแมร์ วาลาดิแมร์ นี้นะคะ ถามว่าท่านไม่เคยมีโอกาสได้มาตรงนี้ เพราะอะไรคะ เพราะกรรมการสรรหา ๗ ท่านจะเลือก ไปถึงไหม คนที่ดีแล้วไม่ดัง ไม่มีโอกาสหรอกค่ะในการที่จะมีโอกาสได้เข้ามา แต่ส่วนมากที่ ได้มานั้น เพราะมีสตางค์ มีสี มียศ มีตําแหน่ง มีเครือข่าย มีเน็ตเวิร์ค (Network) ต่าง ๆ และนั่นละค่ะคือความไม่เป็นธรรม และเมื่อความไม่เป็นธรรมมันอยู่ในระบบของเรา มันจึงเป็นระบบที่ต้องควรมีการแก้ไขปรับปรุง ดิฉันเห็นว่าความเท่าเทียมตรงนี้เป็นเรื่อง สําคัญ กระบวนการความโปร่งใสในการคัดเลือกเข้ามา พวกเราไม่มีข้อมูลว่าทําไมบุคคล เหล่านี้ถึงได้เข้ามาเหนือกว่าบุคคลเหล่านั้น ดิฉันเข้าใจว่ามีผู้คนสมัครมากมายหลายพันคน แต่ทําไมถึงได้มีการเลือกที่ซ้ํา ๆ อยู่อย่างนั้น ต้องเรียนอีกครั้งนะคะ ไม่ได้รังเกียจเพื่อน สมาชิกที่ทําหน้าที่ด้วยความสุจริต ด้วยความเชี่ยวชาญ ด้วยประสบการณ์อย่างแท้จริง แต่ก็ มีสมาชิกอีกหลายคนที่มาจากการสรรหา ไม่เคยแม้กระทั่งอภิปรายในสภานะคะ ไม่ได้ทํา หน้าที่จะเป็นตัวแทนเป็นปากเสียงของประชาชน จะดีจะชั่วท่านประธานที่เคารพคะ เพื่อนสมาชิกคะ พวกเราก็พยายามที่จะเป็นปากเป็นเสียงในยามที่เกิดปัญหาบ้านเมือง ในยามที่ประชาชนเดือดร้อน ยกตัวอย่างค่ะ ปีที่แล้วที่ผ่านมาท่านประธาน เวลาที่เกิดความขัดแย้ง ทางการเมืองกัน ดิฉันก็เห็น ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งจํานวนมากที่ยอมเสี่ยงความตาย เข้าไปสู่พื้นที่ที่มีความขัดแย้งนะคะ อันนี้คือสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่าเราอยู่กับประชาชน แม้ว่า จะอยู่ในความขัดแย้งและมีอันตรายอาจถึงตายได้ ซึ่งก็เรียนท่านว่าดิฉันเห็นจริง ๆ ค่ะ ด้วยความสุจริตว่าต้องแก้ไขตรงนี้ ให้ประชาชนได้เลือกเอาเองเถอะคะ ให้ประชาชน ได้ตัดสิน กระบวนการในเรื่องของความโปร่งใส เรื่องความเหมาะสมที่สําคัญและไม่สามารถ ทําให้หน้าที่ของวุฒิสมาชิกทําได้อย่างเต็มที่ที่สําคัญอีกเรื่องหนึ่ง ก็คือเรื่องที่เกี่ยวกับ อํานาจหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญนะคะ การพิจารณากลั่นกรองกฎหมาย ที่ผ่านมาเห็นชัด ๆ ค่ะ มีกฎหมายหลายฉบับที่เสนอโดยองค์กรหรือหน่วยงานที่เป็น องค์กรของทั้ง ๗ สถาบันที่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ป.ป.ช. ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ สตง. ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขององค์กรอัยการต่าง ๆ นานา มากมาย มันอีหลักอีเหลื่อ มันทําแล้ว รู้สึกว่ามันอะไรบางอย่าง ซึ่งไม่ใช่เป็นเพียงแค่เจตนาอย่างเดียวของการร่างกฎหมาย กลั่นกรองกฎหมายที่ดี ท่านสมาชิกทุกท่านที่อยู่ในที่นี้คงเข้าใจและยังจําได้อยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พ.ร.บ. ที่เกี่ยวกับคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินนะคะ ดิฉันคิดว่านั่นคือ ประจักษ์พยานที่ให้เห็นแล้วว่าคนที่ให้กําเนิดท่านเข้ามา อย่างไรก็ยังมีความรู้สึก ที่เป็นบุญคุณติดพันติดหนี้ ท่านบอกไม่ต้องติดหนี้หัวคะแนน แต่ดิฉันคิดว่าติดหนี้ ผู้ที่จะให้โอกาสท่านเข้ามานั่นแหละค่ะ มันล้างไม่ออกเลยนะคะ เพราะฉะนั้นไม่ควร ที่จะให้คนเหล่านี้เป็นผู้ที่จะกําหนดและเปิดประตูให้ท่านเข้ามาสู่การทํางานของวุฒิสภา มันจึงเป็นเรื่องที่จะต้องแก้ไขกัน
ในส่วนที่เกี่ยวกับการถอดถอน ท่านประธานคะ ถอดถอนได้ไหมคะ ท่านเป็นคนให้กําเนิดมา ท่านพาเข้ามาสู่สภาแห่งนี้จะถอดถอนนี้มาตรา ๒๗๔ ต้องใช้ เท่าไรคะ ๓ ใน ๕ มันไม่มีวันที่จะฟังก์ชั่น (Function) ได้เลย โดยหน้าที่ที่บัญญัติไว้ ในกฎหมายรัฐธรรมนูญของเราให้ ส.ว. ทําหน้าที่ดังกล่าว ที่ผ่านมาจึงไม่ปรากฏว่าอํานาจนี้ สามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฉะนั้นจึงเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกที่เคารพว่า เลือกตั้งจะเป็นเลือกโดยตรงจากพื้นที่จังหวัดคงไว้ และเพิ่มให้ประชาชนคืนอํานาจ คืนสิทธิ ให้ประชาชนในการที่จะให้เลือกตามแบบอาชีพที่มีความชํานาญเข้ามา เราจะเติมเต็มกันได้ นะคะ ก็คงโดยประมาณเพียงเท่านี้ค่ะท่านประธาน ดิฉันเรียนแล้วว่าพวกเราส่วนใหญ่แล้ว อภิปรายตรงไปตรงมาค่ะ ไม่มีการที่จะไปคอยกระแนะกระแหนเพื่อนสมาชิก หรือสร้าง ภาพลักษณ์ต่าง ๆ ที่ไม่ดีต่อสภาของเรานะคะ แล้วเรียนท่านค่ะ จะครอบงํา ส.ว. ที่มาจาก การเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นเลือกตั้งจากจังหวัดหรือเลือกตั้งโดยแบบอาชีพ ท่านครอบงําไม่ง่าย ดิฉันเรียนท่านเลยค่ะ ประสบการณ์ที่ผ่านมาท่านจะเห็นเลยว่า ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง มีความคิดที่หลากหลาย มีความเป็นตัวเองสูง แม้จะมีบางส่วนบ้างที่เกี่ยวพันกับทางการเมือง ดิฉันยอมรับ แต่ความเป็นตัวเอง ความหลากหลายตรงนั้น นั่นละค่ะคือจุดแข็งที่มาจาก การเลือกตั้ง ดิฉันอยากให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้กรุณาพิจารณาเถอะค่ะว่า ถ้าให้มีการเลือกตั้งแบบที่มุ่งเน้นลงไปที่กลุ่มสาขาอาชีพท่านยังแก้ไขได้ และท่านจะสร้าง ความสมบูรณ์ เติมความหลากหลายและลดการผูกขาดอํานาจที่มาจากการสรรหาแบบสรรหา เท่าที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันนี้ได้ เพื่อนสมาชิกของดิฉันก็กรุณาให้การวิเคราะห์ ให้การพินิจ อย่างลึกซึ้งด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ท่านกฤช อาทิตย์แก้ว แล้วต่อด้วยท่านอรรถพรครับ ท่านอยู่หรือเปล่าไม่ทราบ ท่านเตรียมตัวนะครับ แล้วกลับมาที่ ท่านสุพจน์ เลียดประถม อีกทีนะครับ เชิญท่านกฤช อาทิตย์แก้ว ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกําแพงเพชร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณท่านประธาน ทั้งท่านประธานรัฐสภาและท่านประธานวุฒิสภา ที่ได้กรุณาทําหน้าที่ประธานด้วยความอดทน อดกลั้น และทําให้การประชุมของรัฐสภา ดําเนินการไปได้ และเชื่อว่าเราจะเดินไปสู่ความสําเร็จในการประชุมครั้งนี้ ผมกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพ ผมเป็นสมาชิกวุฒิสภา ๒ รอบ รอบแรกผมขออนุญาต ขี่ม้าเลียบค่ายนิดหนึ่งก่อน เพราะว่าเวลาจะเข้าตีนี้ อินเดียนแดงมันต้องขี่ม้าเลียบค่าย พักหนึ่งนะครับ เพราะว่าท่านประธานได้กรุณาหลายท่านอภิปรายวกวน ผมก็ขออนุญาต ขอความเป็นธรรม อาจจะวนขี่ม้าเลียบค่ายสัก ๒ รอบก่อน ท่านประธานครับ ผมเป็นสมาชิก วุฒิสภา ๒ รอบ รอบแรกผมเข้ามาปี ๒๕๔๙ ผมเข้ามาด้วยความภาคภูมิใจและหวังว่าจะได้ ทําหน้าที่อย่างสุดความสามารถตามที่ได้สัญญาไว้กับพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดกําแพงเพชร ผมเข้ามาได้ไม่กี่เดือนเราถูกยึดอํานาจ คมช. ได้ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญขึ้นมาฉบับหนึ่ง ซึ่งใจของผมตั้งแต่อ่านกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนั้น ผมอ่านทุกมาตรานะครับ แล้วผม ตั้งฉายาโดยตัวของผมเอง และผมอภิปรายหลายครั้งว่าเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ คมช. ฉบับอัปยศ ผมกราบเรียนว่าในการแก้ไขครั้งแรกที่พรรคประชาธิปัตย์ได้นําเสนอขอแก้ไข ผมดีใจเป็นอย่างยิ่ง แล้วผมก็ให้ความร่วมมือเต็มที่ แล้วเราก็สามารถแก้ไขไปได้ ๒ มาตรา สําเร็จลุล่วงสมปรารถนาของผม ครั้งที่ ๒ ก็มีการแก้ไขอีกครั้งหนึ่งนะครับ โดยเฉพาะ มาตรา ๒๙๑ ซึ่งผมกําลังรอวาระที่สามอยู่ ก็ยังไม่ผ่าน ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๓ ที่เรากําลังจะมีการ จะแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ก่อนที่ผมจะพูดถึงมาตราที่ผมขอแก้ไข ผมขออนุญาตอ่าน เอกสารฉบับนี้ที่ผมได้มาจากการประชุมรัฐสภา ซึ่งผู้หลักผู้ใหญ่ที่เป็นนักการเมืองอาวุโสท่านได้พูดไว้ ซึ่งผมชอบใจมาก แล้วผมขออนุญาต โค้ด (Code) คําพูดของท่าน ขออนุญาตไม่เอ่ยนาม ท่านบอกว่าการกําหนดที่มาของ ส.ว. ให้มาจากการแต่งตั้งจากบุคคลที่ได้รับการสรรหา ในบทบัญญัติในมาตรานี้ กล่าวว่าได้มี การล้าหลังมากกว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญเดิม คือฉบับปี ๒๕๔๐ ซึ่งกําหนดให้ ส.ว. มาจาก การเลือกตั้ง และถือว่าเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทยในขณะที่ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยังถือว่าเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทยเหมือนเดิม แต่มาจากการแต่งตั้งโดยการสรรหา ซึ่งไม่ มีการยึดโยงกับประชาชนหรือปวงชนที่พอจะถือว่าเป็นผู้แทนปวงชนได้เลย แต่อะไรไม่สําคัญ เท่ากับว่ายังคงมีอํานาจให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งและเพิกถอนผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กร อิสระ รวมทั้งมีอํานาจเพิกถอนผู้ดํารงตําแหน่งสําคัญ ๆ ซึ่งรวมทั้งนายกรัฐมนตรี และ ส.ส. ซึ่งมาจากการเลือกตั้งได้ด้วย ยิ่งก่อให้เกิดความสับสนกันไปใหญ่ว่าระหว่างแต่งตั้งกับเลือกตั้ง บุคคลประเภทใดควรมีอํานาจมากกว่ากัน นี่ก็เป็นคําอภิปรายของท่านผู้นั้น ซึ่งผมขออนุญาต ยกมาเพื่อเป็นเรื่องที่ผมจะได้นําเสนอต่อไป
ท่านประธานครับ ผมแปรญัตติไว้ ๒ มาตรา มาตราที่ขอแก้ไขนะครับ ในมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ ในมาตรา ๑๑๑ ผมขอแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมไว้อย่างนี้ มาตรา ๑๑๑ ผมแก้ไขตัดออกแล้วก็เพิ่มเติมดังนี้ วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกซึ่งราษฎร เลือกจังหวัดละ ๒ คน แล้วผมขออนุญาตผ่านมาในมาตรา มันต่อเนื่องกันท่านประธานครับ ที่ขอแก้ไขในมาตรา ๑๑๒ ผมขอตัดวรรคสองออกทั้งหมด โดยให้เหลือไว้เพียงวรรคหนึ่ง และที่เหลือมาตรา ๑๑๒ การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาให้ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ผมขออนุญาตเรียนประกอบว่าการที่จะขออนุญาตอภิปรายพร้อมกันใน ๒ มาตรานี้ ต้องขออนุญาตท่านประธานว่าจะกรุณาให้ผมได้พูดพร้อมกันเลยหรือไม่
เป็นหลักการเลยนะครับ เวลาท่านพูดมาตรา ๓ ก็คืออภิปรายได้ คือมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ เป็นหลักการเลย นะครับ
ขอบคุณท่านครับ เพื่อความมั่นใจ เดี๋ยวจะกลายเป็นวกวนอีก ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ผมนี่เชื่อในการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แล้วการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในความเชื่อของผมนี้ ผมเชื่อตามที่ผมเชื่อ ผมเป็น นักรัฐศาสตร์ ผมเชื่อว่า อํานาจ มันแปลว่า อํานาจกับประชาชน แปลว่าอํานาจอยู่ที่ประชาชน ถ้าตราบใดที่เราบอกว่าเราจะปกครองในระบอบประชาธิปไตย ก็แปลว่าอํานาจนั้น จะต้องเป็นอํานาจของประชาชน ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ ต้องขอกราบเรียนด้วย ความเคารพนะครับ ผมกับ ส.ว. สรรหาทั้งหลาย ทุกท่านเป็นพี่เป็นน้องเป็นเพื่อนกัน หลังจากที่ได้ร่วมทํางานกันมา ตัวผมถึงวันนี้ ๕ ปีเศษ ส.ว. สรรหาหลายท่านก็ ๕ ปีเศษ บางท่านเพิ่งเข้ามา ๒ ปีเศษ ก็กราบเรียนว่าเราสามารถทํางานด้วยกันได้ดี ในเรื่องของ ความเป็นส่วนตัวไม่มีข้อขัดแย้ง แต่ ณ วันนี้เราจะต้องพูดในเรื่องนโยบาย พูดถึงอุดมการณ์ อุดมการณ์ใครอุดมการณ์มัน ก็ต้องขออภัยบรรดา ส.ว. สรรหา พี่น้องผมด้วย ส.ว. สรรหา ท่านมาจากผู้มีความรู้ความสามารถ ๗ คนเป็นคนเลือก ๗ คนจากคนเป็นพัน ผมเข้าใจว่า คนสมัครเป็นพันคน อาจจะมากกว่านั้นเพราะผมไม่เห็นตัวเลข แต่ผมไม่ได้สมัครด้วย แปลว่า อะไรครับ ท่านประธานครับ แปลว่าคนน้อย คนน้อยคน คน ๗ คน เลือกคนเป็นพันคน ท่านมีความสามารถขนาดนั้นนะครับ สามารถจะคัดเลือกคนเป็นพันคนให้ลงมาเหลือ ณ วันนี้ได้ ๗๐ คนเศษ นอกจากนั้นผู้มีความรู้ความสามารถ ๗ คนนี้นะครับ ในรอบสองนี้ หลังจากที่มีการหมดวาระไป ๓ ปีแรก ตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญก็สามารถที่จะ กลับเข้ามาได้อีกครับ ผิดกับ ส.ว. เลือกตั้งนะครับ กลับไม่ได้นะครับ ตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับที่อัปยศนี่นะครับ ท่านประธานครับ ก็แปลว่าท่านสามารถเป็นได้ ๙ ปี ณ วันนี้เมื่อสักครู่ท่านนฤมลได้กรุณาอภิปรายไปแล้วว่าท่านสามารถเลือกมาได้อีกครั้งหนึ่ง ๓๔ คน ผมไม่ได้นับตัวเลข ผมเอาตัวเลขของท่านนฤมล ใน ๓๔ คนนี้มีความรู้ความสามารถ ทั้งสิ้น ผมไม่ได้ไปตําหนิท่านผู้ใด แต่ว่าผมตําหนิคนเลือกครับ คนเลือกที่มี ๗ คน จากคนเป็น พันนี่ ท่านอุตส่าห์เลือกคนเก่ามาอีกตั้ง ๓๐ กว่าคนครับ แล้ววันนี้เราก็นั่งอยู่ด้วยกันเป็น เพื่อนกันอยู่อย่างนี้ ทํางานอยู่ด้วยกันได้นะครับ ผมไม่ได้ตําหนิผู้ที่สมัครเข้ามาเพราะเป็นสิทธิ แต่ผมตําหนิผู้ที่เลือกเข้ามา และถามว่าผู้ที่เลือกเข้ามานี้ใครเลือกบุคคล ๗ คนนั้นเข้ามา ความเป็นมามันชัดเจนครับ คมช. เลือกมานะครับ เพราะฉะนั้นมันขึ้นต้นมันก็ไม่เป็น ประชาธิปไตยแล้ว ขึ้นต้นตัวกฎหมายรัฐธรรมนูญเองมันก็ไม่เป็นประชาธิปไตยแล้ว มันก็ ไม่ใช่อํานาจของประชาชนแล้ว ท่านประธานครับ ท่านดูเถอะครับ ประเทศไทยเรานี้ ปกครองในระบอบประชาธิปไตย ลงไปที่หมู่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านผมนี่ยังเลือกกันเลย ผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมการหมู่บ้านเลือกครับ ส.อบต. เลือกครับ นายก อบต. เลือกครับ ส.อบต. ส.อบจ. เลือกครับ เลือกตั้งจากประชาชน ส.ว. เลือกตั้งจากประชาชนส่วนหนึ่ง ส.ส. ทั้งหมดนี่ครับ ไม่ได้เลือกพิเศษเหมือนกับ ส.ว. สรรหานะครับ แล้วทําไมไม่สรรหา ส.ส. บ้างล่ะ ท่านทําไมไม่ สรรหา ส.ส. ส.ส. บางคนเป็นจนหง่อมแล้วนะครับ แล้วพวกผมผิดอะไรนะครับ ที่เลือกจาก ประชาชนแล้วจะต้องหยุดพักไปห้วงระยะเวลา ๖ ปี ก็อยากจะให้บันทึกไว้ในนี้นะครับว่า ประชาธิปไตยนี่มันต้องแปลว่าอํานาจอยู่ที่ประชาชนนะครับ ท่านประธานครับ ส.ว. มาจาก เลือกตั้ง หลายคนบอกไปยึดโยงอยู่กับประชาชน ยึดโยงอยู่กับพรรคการเมือง ยึดโยงอยู่กับสิ่งต่าง ๆ ที่มองแล้วมันจะก่อให้เกิดปัญหาความเสียหายให้กับราษฎร จินตนาการครับ ถามว่าพวกผม ๗๐ กว่าคนที่เข้ามานี่มีคนไหนบ้างถึงวันนี้ ๕ ปีเศษนี้ มีคน ใดบ้าง ผู้ใดบ้างที่มันสร้างความเสียหายให้กับประชาชนในพื้นที่ ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพครับ บรรดา ส.ส. สรรหาด้วยความเคารพว่ามี ส.ว. สรรหา บางคนถูกออกไปแล้ว ถูกออกจากอะไรครับ จากการสรรหาจากคน ๗ คน ที่ไม่เข้าใจอย่างไรครับ ไม่เข้าใจไม่มีเวลาตรวจสอบ คัดคนที่ไม่ถูกต้องขั้นตอนผิดเงื่อนไข กกต. ผิดอะไรต่ออะไร ออกไปหลายคนครับ ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้มันพิสูจน์ได้พี่น้องประชาชนเลือกมา ๗๐ คน ไม่มีปัญหาครับ ที่ออกไปนั้นเพราะตาย ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ ผมจะไม่ใช้เวลานานนะครับ เพียงแต่ว่าอยากจะชี้ให้เห็นว่า ส.ว. ที่มาจากเลือกตั้งนี่นะครับ ไม่ได้มีความเสียหายเลย การยึดโยงกับพี่น้องประชาชนนั้นเป็นหลักของประชาธิปไตยครับ พื้นที่อาจจะซ้ําซ้อนกันกับ ส.ส. แล้วผมถามว่ากํานัน ผู้ใหญ่บ้านพื้นที่ซ้ํากับ ส.อบต. ไหม ซ้ํากับ ส.อบจ. ไหม ประเทศไทยมันมีพื้นที่แค่นี้ มันก็ต้องซ้ํากันอยู่อย่างนี้ แต่ว่าอํานาจหน้าที่ มันต่างกัน เราให้เขาทํางานต่างกันเรามีคนในบ้าน ๕ คน ท่านจะให้ถูบ้านหมดทุกคนหรือ มันไม่ได้ถูบ้านหมดทุกคนหรอกครับ มันต้องซักผ้า ต้องรีดผ้า มันต้องตัดหญ้า เพราะฉะนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ มันต่างคนต่างทําตามหน้าที่ ส.ว. นี่เราเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ แล้วว่าจะทําโน่นทํานี่ได้ ปัญหา ณ วันนี้ก็คือว่า ถ้าหากว่าท่านยังยืนยันว่าจะต้องมี ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง ก็แปลว่าท่านยังไม่ยึดถือในความเป็นประชาธิปไตยที่เป็นอํานาจของ พี่น้องประชาชน ถามพี่น้องประชาชนที่ไหน ๆ ถามได้ทั่วประเทศไทยเลยครับว่า ท่านยินดีที่จะเลือกตั้ง หรือให้คน ๗ คนสรรหา คน ๗ คน ผมไม่แน่ใจว่าทําผิดรัฐธรรมนูญหรือเปล่า ท่านประธานครับ เลือกตั้ง ส.ว. ได้ ๒ รอบนะครับ รอบแรกเลือกตั้งมา ๗๐ กว่าคน รอบที่ ๒ ถ้าอยู่ใน กทม. เลือกได้อีกหลายคนนะครับ ถ้าบังเอิญถิ่นที่อยู่เขาอยู่ใน กทม. พวกนี้เลือกอีกนะครับ ถ้าไม่เลือกผิดกฎหมายต้องไปเลือก ๒ รอบ เพราะฉะนั้นเลือก ๒ รอบ พวกผมเลือกได้รอบเดียวครับ ผมว่าประหลาด ๆ เขียน กฎหมายรัฐธรรมนูญกันแบบนี้ ท่านประธานครับมีผู้กล่าวหาว่าบรรดา ส.ว. เลือกตั้งเป็นทาส ส.ว. เลือกตั้งรับเงินเดือน ผมฟังตลอดเวลาผมฟังทุกครั้งมันช้ําชอกใจครับ ส.ว. เลือกตั้งรับ เงินเดือนไอ้พวกขี้ข้า ไอ้พวกข้าทาส ผม ๒ ครั้งครับ เข้ามาเป็น ส.ว. ผมสู้กับพรรคการเมือง ที่คนของพรรคการเมืองส่งมาจริงแพ้ผมหมดคนไม่โง่หรอกครับทุกวันนี้ ท่านประธานครับ เงินเดือนจากกฎหมายบําเหน็จบํานาญของ ส.ส. ถามว่าคนที่กําลังก่นด่าว่าซ้ําซ้อน ผลประโยชน์ ทับซ้อน ถามว่าเงินบํานาญที่ท่านเขียนกฎหมายกันไปผ่านจาก ส.ส. มาก่อนนะครับ ๑๕,๐๐๐ บาทที่ท่านธานีอยากได้ผมไม่อยากได้ แต่ว่ากฎหมายมันผ่านไปแล้วท่านประธานครับ ตรงนั้นทับซ้อนไหม มันทับซ้อนยิ่งกว่ากฎหมายที่จะให้ ส.ว. มีสิทธิลงไปเลือกตั้งใหม่อีกด้วย ซ้ําไป ทําไมท่านผ่านกฎหมายฉบับนั้นกันมา ผ่านแล้วมีความสุขมากไหม ได้คนละ ๑๕,๐๐๐ บาท ขายขี้หน้าครับ ท่านประธานที่เคารพครับ อีกนิดเดียวครับ กราบเรียนท่านประธานว่า ทั้ง ๒ มาตราที่ผมขอแปรญัตติ ผมแปรญัตติด้วยความบริสุทธิ์ใจ ผมแปรญัตติด้วยความ เชื่อมั่นในประชาธิปไตยนะครับ ผมไม่เคยคิดรับเงินเดือนใคร ตอนผมเกษียณอายุราชการมีคน บอกว่าไปลงสมัคร ส.ส. เสียงคุณดีคุณได้เป็นแน่ ผมบอกเขาอย่างไรท่านประธาน ขอพูดอีกที ผมพูดบ่อยครับ ผมบอกว่า ๓๐ กว่าปีชีวิตที่เป็นข้าราชการท่านประธาน ผมเบื่ออย่างมากที่มีนาย ผมมีนายมา ๓๐ กว่าปี ท่านประธานก็เหมือนผมมีนายมา ๓๐ กว่าปีจึงมาเป็น ส.ว. เพราะเป็น ส.ว. แล้วมันไม่มีนายใครสั่งไม่ได้ คิดอย่างไรทําอย่างนั้น เพราะฉะนั้น ส.ว. เลือกตั้งมันไม่มีนาย ผมไม่แน่ใจว่า ส.ว. สรรหาเพื่อนผมมีนายหรือเปล่า ขอบคุณครับ ท่านประธาน
ท่านอรรถพร พลบุตร ครับ ท่านอยู่ไหมครับ เสร็จแล้วก็ไปท่านสุพจน์ เลียดประถม แล้วกลับมาที่คุณหมอเธียรชัย นะครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา กระผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอบคุณที่ท่านประธานได้ให้โอกาสอภิปราย ประกอบการแปรญัตติร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ ผมขอ อนุญาตท่านประธานที่จะใช้ช่วงเวลาจากนี้ไปซึ่งคงไม่มากนัก ที่จะใช้สิทธิของความเป็น เสียงข้างน้อยที่ได้อภิปรายประกอบเหตุผลการแปรญัตติผ่านท่านประธานรัฐสภาไปสู่พี่น้อง ประชาชน ซึ่งผมเชื่อว่าได้มีการติดตามรับฟังการถ่ายทอดสดอยู่ในขณะนี้ตามสมควรเพื่อพี่ น้องจะได้เกิดความเข้าใจว่าทําไมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้ง สมาชิกวุฒิสภาหลายส่วนจึงต้องชี้แจงแสดงเหตุผลอภิปรายคัดค้านการแก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เรามีเจตจํานงอย่างไร เรามีความรักบ้านรักเมืองอย่างไร เรามีความรัก ประชาธิปไตยอย่างไร แล้วเราตีความประชาธิปไตยอย่างไร ผมขอใช้เวลาช่วงนี้และเป็นสิทธิ ของผม ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้แปรญัตติในมาตรา ๓ โดยมีเนื้อความดังต่อไปนี้ ขอให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทยและให้ใช้ความต่อไปนี้แทน มาตรา ๑๑๑ วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิก จํานวน ๒๐๐ คน ดังต่อไปนี้ (๑) สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน ๑๐๐ คน และ (๒) สมาชิกซึ่งมาจาก การเลือกตั้งโดยสมาชิกองค์กรวิชาชีพ องค์กรวิชาชีพที่ได้รับการจดทะเบียน จํานวน ๑๐๐ คน โดยแบ่งออกเป็น ๑๐ ประเภทดังนี้ (ก) สภาทนายความ (ข) องค์กรวิชาชีพด้านสาธารณสุข (ค) คุรุสภา (ง) สภาวิชาชีพบัญชีและสมาคมธนาคารไทย (จ) สภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี (ฉ) สภาวิศวกรและสภาสถาปนิก (ช) สภาการเกษตรแห่งชาติ (ซ) สภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้าในฐานะตัวแทนของภาคเศรษฐกิจเอกชน (ฌ) สมาคม นักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และ (ญ) สมาคมข้าราชการพลเรือนแห่งประเทศไทย สมาคมทหารตํารวจนอกราชการแห่งประเทศไทย ผมขอใช้เวลาจากนี้ไปอภิปรายประกอบ เหตุผลในการแปรญัตติครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ตลอดเวลาที่เราได้รับฟังการอภิปราย การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้มา ๒-๓ วัน เราจะได้ยินการอ้างหลักการซึ่งก็เป็นหลักการที่ผม ก็ท่องหลักการนี้มาตลอดทั้งชีวิตนะครับ และว่าไปแล้วหลักการนี้ก็มีอายุยาวนานมากกว่า ๒,๐๐๐ ปี ตั้งแต่สมัยโสกราตีส (Socrates) นั่นก็คือหลักการของการรับฟังและการให้อํานาจ ต่อพี่น้องประชาชนในทางตรง เพราะประชาธิปไตยโดยความหมายก็คืออํานาจอธิปไตย หรืออํานาจสูงสุดมาจากปวงชน หลักการนี้ไม่มีใครปฏิเสธได้ ยิ่งพูดมันก็ยิ่งไพเราะครับ ยิ่งพูดมันก็ยิ่งให้ความรู้สึกดื่มด่ําลึกซึ้งในความรักประชาธิปไตย ความรักบ้านรักเมือง หลักการนี้ได้ปรากฏอยู่ในสมรภูมิการต่อสู้ของประชาชนทุกครั้งวันที่ ๑๔ ตุลาคม ที่ตายไป ไม่น้อย เกิดการเปลี่ยนแปลงปฏิวัติรัฐประหารและถูกต่อสู้โค่นล้มโดยประชาชน ผมเชื่อว่า ผู้ที่เสียชีวิตหลายต่อหลายคน ณ ที่นั้น ในลมหายใจสุดท้ายของชีวิตเขาก็ท่องหลักการนี้ ประชาธิปไตยมาจากประชาชน พฤษภาวิปโยค ปี ๒๕๓๕ พวกเราหลายคนอยู่ในเหตุการณ์ ตรงนั้น ผมเชื่อว่าคนที่ฝ่าด่านเข้าไปต่อสู้ ฝ่าดงกระสุน เขาก็ท่องประโยคนี้อยู่ในหัวใจ อยู่ตลอดเวลาว่า ประชาธิปไตยคืออํานาจสูงสุดของประชาชน ปี ๒๕๕๓ ครับ ตายไปไม่น้อย ที่แยกราชประสงค์ เกิดเปลวไฟทั่วไปในบ้านเมืองและในหลายจังหวัด ผมยังเชื่อว่าคนที่เขา จุดไฟตรงศาลากลาง หรือที่แยกราชประสงค์ หรือที่ช่อง ๓ หรืออีกหลายที่ รวมทั้งคนที่ยิง เอ็ม ๗๙ (M79) เข้าหามวลชนอีกฝ่ายหนึ่ง ผมเชื่อว่าเขาก็ท่องหลักการนี้ครับ ประชาธิปไตย เป็นอํานาจของประชาชน หลักการนี้ไม่มีใครปฏิเสธได้ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ โลกที่มัน เป็นจริงมันสอดคล้องกับหลักการเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน ผมจะพาท่านประธานไปสู่โลก ที่เป็นจริง และผมเชื่อว่าท่านประธานมีความรู้สึกลึกซึ้งกับโลกที่เป็นจริงมากกว่าผม ทั้งทางตรงและทางอ้อม โลกที่เป็นจริงครับมันคือที่มาที่พวกเราต้องต่อสู้คัดค้านการแก้ไข รัฐธรรมนูญ โลกที่เป็นจริงมันเกิดมานานแล้วครับ แต่ผมไม่ย้อนไปไกลหรอกครับ เพื่อประหยัดเวลาของสภาแห่งนี้ ผมย้อนไปแค่ปี ๒๕๔๐ นะครับ วันนั้นหลักการของปี ๒๕๔๐ กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนั้นก็หลักการนี้ครับ ประชาธิปไตยมาจากประชาชนทางตรง ไม่มาได้อย่างไรล่ะครับ เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นผลผลิตจากความเจ็บปวด คับแค้น จากความรู้รสชาติของความเลวร้ายของระบบเผด็จการ ก็ต้องสร้างรัฐธรรมนูญที่มัน มีเนื้อหาความเป็นประชาธิปไตยสูงสุดเท่าที่เรามีปริญญาความสามารถที่จะร่างและกําหนด บทตอนออกมาได้ แล้วโลกที่เป็นจริงมันเป็นอย่างไรล่ะครับ หลักการของกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่ให้อํานาจฝ่ายตรวจสอบสร้างอํานาจที่ ๔ ขึ้นมาด้วยซ้ําไป นอกจาก เรื่องของนิติบัญญัติ นอกจากเรื่องของบริหาร นอกจากเรื่องของตุลาการ ยังมีอํานาจที่ ๔ แอบเข้ามาด้วยซ้ําไปคือองค์กรอิสระ เพราะความไม่ไว้วางใจว่าอํานาจก่อนหน้านั้นคืออํานาจ ของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งแน่นอนครับ มันมีเรื่องของเสียงข้างมาก เรื่องของพรรคการเมือง รัฐบาล อํานาจบริหารก็มาจากสภาตรงนั้นละครับ ก็เป็นคนกลุ่มเดียวกัน ถ้าเผื่อเหลือ เผื่อขาดก็สร้างองค์กรอิสระเข้ามาเพื่อเป็นการถ่วงดุลอํานาจ เพื่อให้อํานาจประชาธิปไตย มันเดินไปอย่างสมดุลและอย่างเป็นกลางโดยแท้จริง แล้วอะไรมันเกิดขึ้นครับ โลกที่เป็นจริง ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ จนกระทั่งถึงการปฏิวัติรัฐประหารที่เกิดขึ้นในอีก ๘-๙ ปีต่อมา โลกที่เป็นจริงมันคืออะไรครับ โลกที่เป็นจริงมันก็คือการควบรวมอํานาจ เรื่องที่เป็นจริงมันก็ปรากฏอยู่ในคําพิพากษาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่พิพากษา ยุบพรรคการเมืองบางพรรค ที่บอกว่าวุฒิสภาในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ สมัยนั้นมีลักษณะ เป็นสภาทาส เสียดายครับ สมัยก่อนมันไม่มีใครมาจากคําว่า สภาขี้ข้าครับ โลกที่เป็นจริง มันเป็นอย่างนั้นครับ และตรงนั้นใช่หรือไม่ที่มันได้เปิดช่องทางให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน ทั้งธุรกิจระดับเล็ก ระดับย่อย ระดับกลาง จนธุรกิจนโยบายและเป็นที่มาของการยึดทรัพย์ ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท นั่นใช่โลกที่เป็นจริงหรือไม่ และหลักการที่ประชาธิปไตยต้องมาจาก อํานาจสูงสุดจากประชาชน ยึดประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง ประชาธิปไตยคือเพื่อประชาชน โดยประชาชนและของประชาชน มันอยู่ตรงไหนในโลกที่เป็นจริงตรงนั้น ในที่สุดเกิด การปฏิวัติเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ปี ๒๕๔๙ มันก็คือเรื่องราวของโลกที่เป็นจริงทั้งนั้นละครับ มันเป็นการปฏิวัติครั้งแรกที่มีหลายคนเอาดอกไม้ไปเสียบที่ปลายรถถังนะครับ โลกที่เป็นจริงครับ ในที่สุดเกิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ขึ้นมา ท่านประธานครับ ถ้าเราเดินท่องโลกที่เป็น จริงเราก็ต้องยอมรับว่าบริบทของสังคมการเมืองในสมัยที่ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ บริบทมันก็ต้องกําเนิดอย่างนี้ครับ เขาได้เห็นถึงอํานาจของทุนสามานย์ หรือจะเรียกว่าทุน โสมมก็เรียกไป เขาได้เห็นความไร้จริยธรรมของนักการเมืองที่มีอํานาจ ที่ใช้ประชาธิปไตย เป็นเครื่องมือทํามาหากินและบางอย่างมันเข้าข่ายขายชาติ เขาก็จึงร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่เกิดการถ่วงดุลว่าติดเบรก (Brake) เสียหน่อย อย่าให้มันทางโล่งนักติดเบรกสักนิด ก็เกิด ส.ว. สรรหาขึ้นมา ส.ว. สรรหาต้องยอมรับในบทบาทครับ หลายคนต้องชื่นชมครับ หลายคน ก็ต้องตําหนิ แต่ก็ต้องยอมรับในบทบาทว่า ส.ว. สรรหาในช่วงเวลาที่ผ่านมา เขาก็มีจุดยืน ของเขา แน่นอน ส.ว. สรรหาจํานวนมากคัดค้านรัฐบาลหลายเรื่องครับ ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล หลายเรื่อง ซึ่งไม่ได้แตกต่างกับการที่เขาไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เช่นเดียวกัน มันเป็นไปไม่ได้ครับ และโลกนี้มันจะไม่เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้น ถ้า ส.ว. ทุกคนเห็น เหมือนกันหมด และเป็นกลไกหนุนรัฐบาลทั้งหมด เป็นไปไม่ได้ครับ มันคือความอิสระ มันคือ ความสมดุลแห่งอํานาจ และต้องยอมรับว่าบทบาทเหล่านั้นก็มีส่วนคัดท้ายบ้านเมืองให้เดิน มาได้จนถึงวันนี้ นั่นคือคุณูปการ นั่นคือบริบทที่ทําให้เกิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เกิดขึ้นมา และเราก็เดินหน้ามาจนถึงทุกวันนี้ บ้านเมืองไม่บอบช้ําจนเกินไป ผมจึงกราบเรียน กับท่านประธานว่าเราจะเลือกยืนตรงไหนครับ เราจะเลือกยืนด้วยหลักการและมอง นี่คือสังคมศรีอารยะนักการเมืองทุกคนอุทิศตนเพื่อปวงชนชาวไทย ๒๔ ชั่วโมง นายกรัฐมนตรีทุกคนมีสมองที่เชี่ยวชาญไม่ได้สมองกลวง และทําทุกอย่างเพื่อประโยชน์ ของประชาชน พี่น้องชุมนุมปิดถนนอยู่ภาคใต้ก็รีบเดินทางลงไป บอกว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร โลกที่เป็นจริงสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นหรือไม่ครับ ผมจึงกราบเรียนกับท่านประธานว่าเราจะให้ ประเทศไทยมันเดินไปทางไหนหรือครับ เราจะให้ประเทศไทยมันอยู่บนโลกแห่งความจริง ซึ่งเราต้องยอมรับว่าจาก ปี ๒๕๔๐ จนถึงวันนี้ ปี ๒๕๕๖ ๑๖ ปีมาแล้ว ท่านประธานเห็น ด้วยกับผมไหมครับว่าทุนสามานย์มันไม่ได้หายไปไหน ผู้ร้ายตัวเดิม โจทก์คนเก่า ยังอยู่ครับ มันจะอยู่ในรูปแบบใด อยู่ใกล้อยู่ไกลตรงไหนมันยังอยู่ การทุจริตคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นอยู่ใน ขณะนี้มันน้อยกว่าปี ๒๕๔๐ หรือไม่
ท่านอรรถพรครับ ท่านเข้าบทได้แล้วครับ เข้าเรื่องได้แล้วครับ ที่ท่านบอกว่ามี ส.ว. จากการเลือกตั้งนี้ครับ เชิญครับ
เรื่องที่ผมพูด มาคือเรื่องทั้งหมดเลยครับ ผมเชิญท่านประธานไปท่องเที่ยวโลกที่เป็นจริงครับ การทุจริตเชิง นโยบายวันนี้มันน้อยกว่าปี ๒๕๔๐ หรือไม่ หรือมันหนักกว่าหลายเท่า การทุจริตเชิงนโยบาย ซึ่งเคยเป็นวงเงิน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้มันกลายเป็น ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาทจากโครงการรับจํานําข้าว มันมีอยู่จริงหรือไม่ นี่โลกที่เป็นจริงครับท่านประธาน แล้วท่านประธานอยากให้ประเทศไทยเดินหน้าไปทางไหน ละครับ เดินหน้าไปโดยหลักการซึ่งมันไม่อยู่ในโลกที่เป็นจริง มันใช้ได้ในยุคเพลโต (Plato) โสกราตีส แล้วเป็นหลักการที่ใช้เป็นเครื่องมือทํามาหากิน หรือเราอยากจะอยู่ บนโลกที่เป็นจริงและทําให้การเมืองมันเกิดความสมดุลต่อเนื่องต่อไป ด้วยเหตุนี้ครับ
(นายรังสรรค์ มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลําพูน ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ท่านครับมีคน ประท้วงครับ
เชิญครับ เชิญประท้วง ได้ครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายรังสรรค์ มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลําพูน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงผู้ที่อภิปรายเนื่องจากอภิปรายผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ เสียดสี ใส่ร้าย วนเวียน ซ้ําซาก นอกประเด็นไม่อยู่ตามที่แปรญัตติไว้ ขอให้ท่าประธาน วินิจฉัยด้วยครับ
ผมขอวินิจฉัยอย่างนี้นะครับ ท่านอรรถพรกําลังเล่าประวัติศาสตร์ประชาธิปไตย ใกล้จบแล้วครับ อย่างไรขอให้ท่านเข้าสู่ ประเด็นที่ท่านขอแปรญัตติว่า ส.ว. มาจากเลือกตั้ง แล้วอีก ๒ ส่วนของท่านที่ท่านขอ แปรญัตติไว้นะครับ เชิญครับ
ขอบคุณ ท่านประธานครับ ก็ไม่เป็นไรครับ ประท้วงก็มีประโยชน์ด้วยกัน ผมก็ได้พักจิบน้ํา ท่านก็ได้ ออกทีวีนะครับ ผมอภิปรายต่อเลยนะครับ ท่านประธานครับ ด้วยเหตุนี้เมื่อผู้ร้ายคนเก่าก็ยังอยู่ ระบบการเมืองที่เกิดขึ้นจากนี้ไปก็ต้องมีการถ่วงดุล มีการตรวจสอบและเพิ่มอํานาจ ของเสียงข้างน้อยให้สามารถประคับประคองให้รัฐบาลนี้ หรือการบริหารประเทศตามวิถีทาง ประชาธิปไตยเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนมากยิ่งขึ้น วุฒิสภามีความสําคัญอย่างยิ่ง ครับท่านประธาน ท่านประธานเป็นประธานวุฒิสภาท่านเข้าใจเจตนารมณ์ตรงนี้เป็นอย่างดี วุฒิสภาวันนี้ทําหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมายในการตรวจสอบรัฐบาลในระดับหนึ่ง แต่อํานาจที่ยิ่งใหญ่อีกอํานาจหนึ่งคือการให้กําเนิดองค์กรอิสระ ซึ่งเป็นอํานาจถ่วงดุลอีก อํานาจหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยตามกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้ องค์กรอิสระซึ่งมี ความสําคัญอย่างยิ่งซึ่งเกิดจากกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และเกิดจากวุฒิสภาเยอะมาก ครับ ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็น ผู้ตรวจการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เหล่านี้คือองค์กรอิสระซึ่งจะสร้างความ ยุติ ความบริสุทธิ์ความชอบธรรม ความโปร่งใส และธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นบนระบอบ ประชาธิปไตยทั้งสิ้นทั้งหมดมาจากวุฒิสภา ท่านประธานนึกภาพนะครับ ถ้าแก้กฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้วุฒิสภามาจากการเลือกตั้งทั้งหมด เราปฏิเสธโลกที่เป็นจริงไม่ได้ครับ ว่าในที่สุดจะมีสมาชิกวุฒิสภาจํานวนหนึ่งที่มาจากการเลือกตั้งมีความจําเป็นต้องยึดโยงกับ นักการเมืองหรือพรรคการเมือง เพื่อผลการเลือกตั้ง ยิ่งมีการแก้ไขบางมาตราให้ดํารงตําแหน่ง ต่อเนื่องได้มากกว่า ๑ สมัย ก็แปรเปลี่ยนให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งควรจะมีหลักการอันสําคัญ อย่างยิ่ง คือ ความเป็นอิสระและความไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ก็ต้องกลายเป็นนักการเมือง เหมือนพวกผม ต้องมีความจําเป็นที่ต้องหาคะแนนเสียง ต้องสร้างเครือข่ายอิทธิพล ต้องมี ความจําเป็นในการจัดตั้งฐานเสียงต่าง ๆ และอย่างเลวร้ายที่สุดซึ่งมันอาจจะเกิดขึ้นใน อนาคตอาจจะมีการซื้อเสียงเรามองในแง่ร้ายเอาไว้ก่อน ท่านประธานอยากเห็นไหมครับ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับ จังหวัดเพชรบุรีบ้านผม มี ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์อยู่ ๔ คนด้วยกันครับ เป็น ส.ส. เขตอยู่ ๓ คน เป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ ๑ คน รวมเสียงทั้งจังหวัด ๑๐,๐๐๐ คะแนน มากกว่าผลการเลือกตั้ง ส.ว. เกือบ ๓ เท่าครับ แต่พวกเราไม่เคยเข้าไปยุ่งเข้าไปเกี่ยว ให้โอกาสประชาชนเขาเลือก ส.ว. โดยอิสระ แล้วเราก็ได้ ส.ว. คุณภาพที่มีความเป็นอิสระ เราก็มีความพึงพอใจ ให้ ส.ว. เขาทําหน้าที่เขาไปเป็นการถ่วงดุลตรวจสอบด้วยความกล้า หาญอย่างน่าชื่นชม แต่ถ้าวันหนึ่งท่านประธานครับ ในโลกที่มันเป็นจริง พวกเรา ๓-๔ คนมานั่ง คิดกันไม่ได้แล้ว ทางภาคเหนือ ทางภาคอีสาน เขาเริ่มมี ส.ว. ที่แอบอิงกับพรรคการเมือง ที่ภาคโน้นจังหวัดนี้เริ่มมี ส.ว. ที่ใช้ฐานเสียงของพรรคการเมือง จังหวัดเพชรบุรีไม่ได้แล้ว เราต้องสร้าง ส.ว. ที่สังกัดพรรคประชาธิปัตย์บ้างในทางอ้อม ท่านประธานอยากเห็น ส.ว. อย่างนั้นหรือครับ ท่านประธานไม่อยากเห็น ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง ที่เขาบริสุทธิ์ยุติธรรม และทําหน้าที่อยู่ในสภา ท่านก็เห็น ท่านไม่อยากได้แบบนั้นหรือครับ ท่านอยากได้ ส.ว. ที่ใส่เสื้อพรรคการเมืองแต่ใส่ไว้ข้างในหรือครับ และในที่สุดสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นเรื่องของ เสียงข้างมากอยู่แล้ว วุฒิสภาก็จะเป็นเรื่องของเสียงข้างมากและการยึดโยงกับพรรคการเมือง ที่เป็นรัฐบาล ในที่สุดก็จะเกิดสองสภาที่มาจากที่กําเนิดเดียวกัน อู่เดียวกัน แหล่งเดียวกัน พรรคเดียวกัน และในที่สุดก็จะสร้างองค์กรอิสระซึ่งเป็นอํานาจตรวจสอบอํานาจที่ ๔ ซึ่งมาจากแหล่งเดียวกัน พรรคเดียวกัน อู่เดียวกัน ถิ่นกําเนิดเดียวกัน ๓ อํานาจ ไปทิศทางเดียวกัน มีทิศทาง มีเจ้าของเป็นทิศเดียวครับ หรืออํานาจเดียวครับ อํานาจตุลาการ ศาลสถิตยุติธรรม ตัดสินคดีโดยอิสระ แต่ศาลสถิตยุติธรรมก็ต้องตัดสินคดีจากกฎหมายซึ่งมาจาก ๒-๓ สภานี้ครับ ไปนอกกว่านั้นไม่ได้ แล้วประเทศจะเหลืออะไรครับ ผมถามท่านประธาน และผมขออนุญาตตั้งคําถามนี้ไปถึงพี่น้องประชาชนที่รับฟังการถ่ายทอดสดอยู่ ณ ขณะนี้ ผมจึงกราบเรียนกับท่านประธานครับ ในประเด็นตรงนี้และในรายละเอียดส่วนอื่น ก็จะอภิปรายในมาตราอื่น ๆ ที่ผมแปรญัตติไว้อีกหลายมาตรา ขอให้เข้าใจการต่อสู้ของพวกเรา เราต้องการประชาธิปไตยที่มันอยู่บนโลกแห่งความเป็นจริง ประชาธิปไตยซึ่งมันเกิดจาก ความเจ็บปวด ความล่มสลายจากการทุจริตคอร์รัปชันและการไร้จริยธรรมของนักการเมือง หลายกลุ่ม หลายพวก ผมเชื่อครับ ท่านประธานเห็นโลกเป็นจริงที่ปรากฏตรงหน้า ท่านเห็น มากกว่าผมด้วยครับ ผมเชื่อว่าท่านสมาชิกวุฒิสภาหลาย ๆ ท่านหรือเกือบทั้งหมดก็ปฏิเสธ โลกที่เป็นจริงที่ผมอธิบายมาทั้งหมดนี้ไม่ได้ครับ แต่น่าเสียดายโลกที่เป็นจริงตรงนี้ไม่ได้ ถูกหยิบยกมาพูดในสภาแห่งนี้เท่าที่ควร ผมไม่ทราบว่าอะไรบังตา พรางตา ปิดกั้นสายตา ปิดกั้น การแสดงความคิดเห็นในประเด็นเหล่านี้ของพวกท่าน ผมไม่มีความสามารถเพียงพอ จะล่วงรู้ถึงจิตใจของท่านครับ แต่ผมก็ต้องทําหน้าที่อย่างสุดกําลังความสามารถ ด้วยเหตุนี้ครับ ผมจึงขอแปรญัตติในมาตรา ๓ เพื่อให้เกิดระบบสมาชิกวุฒิสภา ๒ ระบบเพื่อการถ่วงดุล ตรวจสอบ และทําให้ประเทศไทยพ้นจากทุนสามานย์ ทุนโสมม ผู้ร้ายตัวเดิมซึ่งวันนี้มันยังมี ชีวิตและมันแข็งแรงขึ้นทุกทีครับ กราบขอบพระคุณครับ
ท่านสุพจน์ เลียดประถม ต่อด้วยคุณหมอเธียรชัย แล้วก็ท่านจิรายุนะครับ เชิญท่านสุพจน์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสุพจน์ เลียดประถม สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดตราด ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ประเด็นที่ผมได้ขอยื่นแปรญัตติไว้เป็นประเด็นที่เห็นว่าจํานวนสมาชิกวุฒิสภาควรจะมีจํานวน ๑๕๐ คน และมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ซึ่งผมเห็นว่าการเลือกตั้งเป็นสิทธิเสรีภาพของ พี่น้องประชาชน ฉะนั้นอํานาจตรงนี้ควรจะมอบให้กับประชาชน ท่านประธานครับ ถ้าเราไปดูกฎหมายรัฐธรรมนูญของไทยในอดีต ก็จะเห็นว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของไทยเอง ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๔๗๕ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีอยู่ ๒ ประเภท ประเภทแรกคือมาจากการเลือกตั้ง ประเภทที่ ๒ ก็คือมาจากการแต่งตั้งครับท่านประธาน แล้วมีจํานวนเท่ากันด้วย แล้วก็ยังมีกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขบทเฉพาะกาล ปี ๒๔๘๓ ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากแต่งตั้ง เดิมปีพุทธศักราช ๒๔๗๕ เราบอกว่า ให้มี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากการแต่งตั้งในระยะเวลา ๑๐ ปีแรกของการบังคับใช้ รัฐธรรมนูญเมื่อปี ๒๔๘๓ เราขยายระยะเวลาเป็น ๒๐ ปี สิ่งที่ผมจะชี้ให้เห็นว่าพัฒนาการ กฎหมายมีครับท่านประธาน ถ้าเรามาดูวุฒิสภา ปี ๒๔๘๙ เรามีพฤฒสภา คือสมาชิกวุฒิสภา เป็นครั้งแรก ครั้งแรกในกระบวนการเลือกตั้ง วุฒิสภาครั้งแรกเป็นการเลือกตั้งโดยทางอ้อม ผู้ที่เลือกก็คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่อย่างไรก็ตามอีกหลายยุคหลายสมัยต่อมา วุฒิสภา ก็มาจากการแต่งตั้ง จนกระทั่งมีการเลือกตั้งในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ สมาชิกวุฒิสภามาจาก การเลือกตั้งทั้งหมด มายุคปัจจุบันปี ๒๕๕๐ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ ให้มีการ เลือกตั้งและการสรรหาในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน คือ ๗๓ ต่อ ๗๗ ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นก็จะเห็นว่าพัฒนาการทางกฎหมายรัฐธรรมนูญของไทยมีแนวโน้ม จะมอบ อํานาจให้กับพี่น้องประชาชนมากยิ่งขึ้น หลายคนบอกว่าตัวเองเป็นนักประชาธิปไตย อยากจะมอบสิทธิเสรีภาพให้กับพี่น้อง ประชาชน วันนี้เรากําลังทําหน้าที่ตรงนั้นครับท่านประธาน เรากําลังจะทําหน้าที่ว่า การเลือกตั้งเป็นสิทธิที่แท้จริงของพี่น้องประชาชน ผมไม่ถกเถียงท่านประธาน การเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตย คําตอบคือไม่ใช่การเลือกตั้งอย่างเดียวท่านประธาน การมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขียนไว้เยอะมากครับ ท่านประธาน ไม่ว่าจะเป็นการถอดถอน การเข้าชื่อเสนอกฎหมายต่าง ๆ ตอนนี้รัฐสภาแห่งนี้ กําลังจะเอาอํานาจในการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา ๗๓ คนไปมอบให้กับพี่น้องประชาชน ผมไม่เห็นมีเหตุผลอะไรท่านประธาน ที่เราจะไปยับยั้งอํานาจของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นหลายท่านได้อภิปรายไปในทํานองว่า ถ้ามีการเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชนโดยตรง พรรคใหญ่จะเข้ามาควบคุมการเลือกตั้ง มีอิทธิพลต่อพี่น้องประชาชน ท่านประธานก็คงเห็น ท่านประธานก็เป็นนักเลือกตั้ง หลายจังหวัดนะครับ พรรคใหญ่ส่ง หรือพรรครองลงมา ส่งสมาชิกลงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในตําแหน่งต่าง ๆ ก็ไม่ได้ชนะเสมอไปครับ ท่านประธาน หลายพรรคก็ส่งสมาชิกของตนซึ่งไม่ได้มีรายชื่ออยู่ในทะเบียนของ พรรคการเมือง ส่งลง ส.ว. ก็สู้กับสมาชิกวุฒิสภาที่มานั่งอยู่กับผม ที่มาจากการเลือกตั้ง ด้วยกันก็ไม่ได้ชนะเลือกตั้งเสมอไปท่านประธาน เพราะฉะนั้นอย่ากังวลตรงนี้ ผมเรียนว่า อํานาจนี้เป็นอํานาจของพี่น้องประชาชน
ประการต่อมา หลายท่านบอกว่าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ท้ายที่สุดจะมามีอํานาจเหนือการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ผมเรียน ต่อท่านประธานว่า อํานาจของสมาชิกวุฒิสภามีจํากัดครับท่านประธาน ประการแรก สมาชิก วุฒิสภาไม่ได้เลือกนายกรัฐมนตรีนะท่านประธาน ไม่ได้เลือกนายกรัฐมนตรี อํานาจ ของสมาชิกวุฒิสภาผมเองเข้าใจเป็นอย่างดีท่านประธาน พร้อมเพื่อนสมาชิก ได้ปฏิบัติงานกันมาในสภาแห่งนี้จะครบ ๖ ปี จะครบวาระอยู่แล้วครับท่านประธาน อํานาจแรกคือกลั่นกรองกฎหมาย อํานาจนี้ท่านประธานก็ทราบ ถ้าสภาผู้แทนราษฎร เขาไม่เห็นด้วยกับสมาชิกวุฒิสภา เขายืนยันตามร่างที่เขาเสนอ อย่างไรก็ต้องเป็นไปตาม สภาผู้แทนราษฎร
ประการต่อมา ท่านประธาน ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ถามควบคุม อย่างไรครับ ผมเป็นสมาชิกที่ตั้งกระทู้ถามบ่อย หารือบ่อยครับ รัฐมนตรีมาตอบ ตอบเสร็จ ก็ไม่ได้กระทําตามที่ตอบในสภาก็เยอะแยะครับท่านประธาน และจะทําอย่างไรต่อครับ มีหนังสือหรือทวงถาม ท่านก็ตอบมาตามขั้นตอน แล้วทําอย่างไรต่อครับท่านประธาน ก็ทําได้แค่นั้น นี่คือควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน มีมาตรา ๑๖๑ เขียนไว้ท่านประธาน อภิปรายได้ แต่ห้ามลงมติ นี่ครับควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินที่เป็นอํานาจของวุฒิสภา นะครับ
ประการต่อมาครับท่านประธาน เรื่องแต่งตั้ง ที่ท่านอภิปรายกันเยอะว่า แต่งตั้งนี่ ท้ายที่สุดจะแต่งตั้งคนของพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง ผมเลยเรียน ต่อท่านประธานว่า การแต่งตั้งบุคคลเข้าไปดํารงตําแหน่งต่าง ๆ ต้องผ่านวุฒิสภานี่ ตําแหน่ง ที่สําคัญ ๆ ท่านประธานครับ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง เขาเลือก ไว้ให้เสร็จแล้วท่านประธาน วุฒิสภาแค่เห็นชอบ และถ้าไม่เห็นชอบ เขายืนยันมาด้วยเสียง เอกฉันท์ หรือเสียง ๓ ใน ๔ ก็ต้องเป็นไปตามนั้น เรามีอํานาจแค่ท้วงติงเท่านั้นเอง ท่านประธาน อํานาจสุดท้ายท่านบอกว่าเป็นอํานาจที่ยิ่งใหญ่ของวุฒิสภา เรื่องการถอดถอน ครับท่านประธาน ตลอดระยะเวลา ๖ ปีที่ผมพร้อมเพื่อนสมาชิกทําหน้าที่สมาชิกวุฒิสภา ถอดถอนหลายครั้งท่านประธาน ยังไม่เคยถอดถอนสําเร็จเลย เพราะต้องใช้เสียงถึง ๓ ใน ๕ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นประเด็นเหล่านี้ผมจึงเรียนท่านประธานว่าต้องใช้เสียง เป็นจํานวนมาก ท่านไม่ต้องกังวลหรอกครับว่าสมาชิกวุฒิสภาที่อยู่ในสภาจะไปมีอิทธิพล หรือไปชักจูง หรือถูกครอบงําโดยใครคนใดคนหนึ่งได้ กฎหมายรัฐธรรมนูญเขาออกแบบไว้ มีอํานาจที่พอเหมาะพอควร สภาที่มีอํานาจอย่างแท้จริงคือสมาชิกของสภาผู้แทนราษฎร ทําหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน เรามีหน้าที่เพียงตรวจสอบควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามที่ผมได้นําเรียนมา เพราะฉะนั้นก็ต้องเรียนต่อท่านประธานว่าประเด็นเหล่านี้ เป็นประเด็นที่สําคัญ
ประการต่อมา เรื่องการถอดถอนท่านประธาน ผมเห็นว่าการถอดถอนเป็น อํานาจของมหาชนก็ต้องยอมรับว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ สมาชิกวุฒิสภา ๗๓ คน ไม่ได้มาจากพี่น้องปวงชนชาวไทย แต่ตลอดระยะเวลา ๕ ปีกว่าที่ผ่านมานี้ สมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการสรรหานี้ ก็ใช้อํานาจนี้ท่านประธาน ในการลงมติจะถอดถอนหรือไม่ถอดถอน หลายคนที่มาจากการเลือกตั้ง อันนี้ท่านประธานครับ จะใช้ทฤษฎีใดมาอธิบายคงเป็นไปได้ยาก เมื่อสมาชิกที่มาจากการสรรหากับสมาชิกจากการเลือกตั้งมีอํานาจเท่าเทียมกันแต่มีการ ยึดโยงจากพี่น้องประชาชนที่ไม่เท่ากัน อันนี้เป็นประเด็นที่ผมเห็นว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ ปัจจุบันนี้ไม่สอดคล้องกับหลักของอํานาจท่านประธาน
ประการต่อมา เกี่ยวกับเรื่องจํานวนท่านประธาน จํานวนของสมาชิกวุฒิสภา ที่เหมาะสม ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้อภิปรายในที่ประชุมแห่งนี้ ได้ตอบคําถามต่อ เพื่อนสมาชิกว่า สมาชิกวุฒิสภานี้จากเดิม ๑๕๐ คน ควรจะมี ๒๐๐ คน ท่านประธาน ผมเห็นประเด็นนี้เป็นประเด็นที่น่าสนใจ ผมเองไม่เห็นพ้องด้วยกับทางคณะกรรมาธิการ ในประเด็นในนี้ แล้วผมก็ขอแปรญัตติไว้ ท่านประธานคณะกรรมาธิการไม่ได้มีงานวิจัย งานศึกษา หรือค้นคว้าใด ๆ เลยท่านประธาน ท่านใช้คําพูดว่า ผมยังจําท่านได้ ตัวเลข ๒๐๐ คนนี้ ก็เคยเป็นตัวเลขที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีความพอเหมาะพอควร ท่านใช้คําพูดนี้ครับ ท่านประธาน ผมเองได้ปฏิบัติหน้าที่มาพร้อมเพื่อนสมาชิก ๕ ปีกว่า ท่านประธาน การทํางานไม่เคยมีปัญหาเรื่องจํานวนตัวเลขเลยท่านประธาน จํานวนตัวเลข ๑๕๐ คน หรือ ๒๐๐ คน ไม่ได้เป็นประเด็นปัญหาเลยนะครับ ตรงกันข้ามท่านประธานครับ ผมจะ กราบเรียนท่านประธานให้เห็นข้อเท็จจริงประการหนึ่งนะครับ ที่สําคัญก็คืองบประมาณ จํานวน ๑๕๐ คนนี้ สามารถทํางานได้อย่างดีมาก ๆ ท่านประธาน อย่างมีเหตุมีผลไม่ได้มี ปัญหาเลยว่างานใดงานหนึ่งไม่ได้มีสมาชิกวุฒิสภามา ๑๕๐ คน สามารถทํางานได้ อันนี้เป็น ประการที่ ๑ เพราะว่าสมาชิกรัฐสภาแต่ละท่าน ในแต่ละปี ใช้งบประมาณต่อบุคคล เป็นจํานวนหลายล้านบาท ถ้าเพิ่มอีกจํานวน ๕๐ คน เป็น ๒๐๐ คน ต้องใช้งบประมาณ นับเป็นพันพันล้านบาทอันนี้เป็นเหตุผลสําคัญว่าผมเห็นว่าไม่ควรจะสิ้นเปลืองงบประมาณ แผ่นดิน เมื่อจํานวน ๑๕๐ คน สามารถปฏิบัติงานได้ดี ถ้าเราไปดูประเทศอื่นเทียบเคียง ท่านประธาน อย่างประเทศสหรัฐอเมริกา ขนาดประเทศจํานวนประชากรเขาก็ใหญ่กว่าเรา เขาก็มีจํานวนสมาชิกวุฒิสภาแต่ประมาณสัก ๑๐๐ คนเท่านั้นเอง เราจะเพิ่มจาก ๑๕๐ คน เป็น ๒๐๐ คนนี้ไม่มีเหตุผลเลยท่านประธาน
ประการที่ ๒ อาคารสถานที่ ต้องขออภัยท่านประธานนะครับ ข้อเท็จจริง ก็คือท่านประธานที่จอดรถ ผมขับรถเองท่านประธาน ตอนเช้าต้องรีบมาให้เช้ามาก ๆ ท่านประธาน ไม่อย่างนั้นที่จอดไม่ได้นะครับ โดยเฉพาะวันที่ประชุมร่วม ผมนี่เวียนเลยครับ ท่านประธาน เวียนหลายรอบในที่รัฐสภาแห่งนี้ เวียนไปเวียนมาเวียนไปถึงเขาดิน ท่านประธาน ขึ้นไปถึงชั้นดาดฟ้าก็ยังไม่มี ก็เวียนลงมาอีกท่านประธาน ผมใช้เวลาประมาณ สักครึ่งชั่วโมง หรือ ๔๐ นาที เวียนหาที่จอด นี่เรามีเท่านี้นะครับ ท่านประธานยังหาที่จอด ยากขนาดนี้ ถ้าเรามีมากขึ้น ท่านประธานจะทําอย่างไรครับ ห้องประชุมท่านประธาน ห้องประชุมของคณะกรรมาธิการทุกวันนี้หาห้องประชุมไม่ได้เลยครับ อาคารวุฒิสภานี้นึกว่า เล่นเก้าอี้ดนตรีครับท่านประธาน หาห้องประชุมยากมาก ถ้าเรามีการตั้งอนุกรรมาธิการขึ้นมาเพิ่ม ก็ยิ่งยากเข้าไปอีก เพราะฉะนั้นตรงห้องประชุมก็เป็นปัญหาอย่างมากว่าเราเพิ่มจํานวน สมาชิกกันมานี้ก็มีคณะต่าง ๆ เพิ่มขึ้น จํานวนอนุกรรมาธิการเพิ่มขึ้น แล้วท่านจะประชุม อย่างไร เพราะฉะนั้นเรื่องที่จอดรถ เรื่องสถานที่ประชุมเป็นปัญหาอย่างมาก ผมเลยเรียนต่อ ท่านประธานว่า การที่มีจํานวน ๑๕๐ คน น่าจะมีความเหมาะสม ท่านทางกรรมาธิการไม่ได้ มีเหตุผลใด ๆ สนับสนุนเลยว่าจะต้องเพิ่มจาก ๑๕๐ คนเป็น ๒๐๐ คนนะครับ ซึ่งท่าน เพียงแต่อภิปรายว่าพอเหมาะพอควร ซึ่งจํานวน ๒๐๐ คนน่าจะมีความเหมาะสม ผมเลยขอ อนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานว่า ผมขอแก้ไขในจํานวนของสมาชิกวุฒิสภาจาก ๒๐๐ คนเป็น ๑๕๐ คนครับ ขอบคุณครับ
คุณหมอเธียรชัยครับ แล้วต่อด้วยท่านจิรายุ และท่านประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ นะครับ ไม่ใช่คุณบุญยอดครับ ท่านคุณหมอเธียรชัย แล้วต่อด้วยท่านจิรายุ ขออภัยครับ แล้วก็ท่านประเสริฐนะครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต่อเรื่องของการอภิปรายในครั้งนี้ ผมคือผู้หนึ่งครับ ที่เดิมจะถูกห้ามไม่ให้มีสิทธิอภิปรายได้ก็คือ ๑ ใน ๕๗ คน เนื่องจากผมได้ แปรญัตติที่ไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับแก้ไข ฉบับที่กําลังพิจารณาอยู่นี้ โดยผมเห็นว่าในมาตรา ๓ นี้ผมให้ยกเลิกในมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน มาตรา ๑๑๑ วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจํานวนรวมหนึ่งร้อยห้าสิบคนซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ในแต่ละจังหวัด จังหวัดละหนึ่งคน และมาจากการสรรหาเท่ากับจํานวนรวมข้างต้นหักด้วย จํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง สรุปก็คือว่าผมให้มีจํานวน ๑๕๐ คน และให้มี สมาชิกทั้ง ๒ ประเภทครับ คือมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากพี่น้องประชาชนทั้ง ๗๗ จังหวัด และส่วนหนึ่งที่เหลือให้มาจากการสรรหา ให้มาจากการเลือกตั้งโดยการสรรหา แต่เนื่องจากว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่เราใช้อยู่ปัจจุบันนี้คณะกรรมการสรรหามีจํากัดครับ ในส่วนของการแก้ไขนี้ ถ้าเราจะแก้ไขของการสรรหาของวุฒิสมาชิกด้วยการสรรหาจาก กลุ่มวิชาชีพหรือกลุ่มอาชีพอื่น ๆ ที่หลากหลาย ผมเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ให้กับการทํา หน้าที่ของวุฒิสภา ซึ่งประกอบด้วยวุฒิสมาชิก เหตุที่ผมมีความเชื่ออย่างนั้นเพราะผมก็เชื่อ เหมือนกับที่หลายท่านได้อภิปรายมาแล้ว ก็คือว่าอํานาจสูงสุดในระบอบประชาธิปไตย คือสภาผู้แทนราษฎรครับ สภาผู้แทนราษฎร คือสภาที่มีบทบาทเป็นตัวชี้หลักว่ามีความเป็น ประชาธิปไตยมาก น้อยเพียงใด ถ้าเราดูในประวัติศาสตร์ตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลง การปกครอง ปี ๒๔๗๕ เป็นต้นมา เราจะเห็นว่าก็มีการตั้งสภาผู้แทนเรียกว่าสภาเดี่ยว ในสภาเดี่ยวนั้นมี ๒ สมาชิกครับ ประเภทที่ ๑ และประเภทที่ ๒ อยู่ในนั้น ในส่วนของ ประเภทที่ ๒ ที่เราเรียกคําว่า พฤฒสภา เราคัดเลือกคนที่มีความรู้มีความเชี่ยวชาญ ผู้ที่มี บทบาทในการให้ความเห็นว่าจําเป็นที่จะต้องมีสมาชิกประเภทที่ ๒ คือ พฤฒสภา ก็คือ ท่านปรีดี พนมยงค์ ท่านได้อธิบายว่าจําเป็นต้องมี ๒ สภา ด้วยเหตุที่ว่าองค์ความรู้ของ ประชาชนในขณะนั้นก็คือผู้ที่จบการศึกษาจากชั้นประถมปีที่ ๔ มีจํากัดครับ เพราะฉะนั้น การที่เราจะให้มีสภาเดี่ยวเป็นผู้แทนล้วน ๆ โดยไม่มีสภาพี่เลี้ยงมากํากับควบคุม ก็จะเห็นว่า จะเกิดความเสียหายกับการบริหารบ้านเมืองได้ อันนี้คือเรื่องของที่มา และต่อมาก็ได้มีการ พัฒนาของวุฒิสภา ในเมื่อเราเลือกตั้งเป็นสภาคู่ตั้งแต่ปี ๒๔๘๙ เป็นต้นมา ก็มีการ วิวัฒนาการว่าที่มาของสมาชิกจะมาอย่างไร แล้วก็มีการถกเถียงกันมาตลอดขึ้นอยู่กับว่า อํานาจรัฐบาลในขณะนั้นที่เป็นผู้แต่งตั้งวุฒิสภาหรือแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาคือใคร ขึ้นอยู่ แต่ละยุคแต่ละสมัย ผมเรียนให้ท่านประธานสภาทราบ กล่าวโดยย่อก็คือว่าบทบาทที่สําคัญ ก็คือว่าในช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง อํานาจส่วนใหญ่จะอยู่ที่ฝ่ายทหาร และทุกครั้งที่มีการทําปฏิวัติรัฐประหารก็ดี จะมีการจัดตั้ง เมื่อมีการร่างรัฐธรรมนูญ ขึ้นใหม่ แล้วมีการจัดตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้มีการเลือกตั้งนะครับ วุฒิสภาก็จะมาจาก ข้าราชการประจํา โดยเฉพาะข้าราชการทหาร ตํารวจ และพลเรือนในระดับสูงเป็นส่วนใหญ่ นี่คือวิวัฒนาการอย่างโดยย่อ และเมื่อสําคัญที่สุดก็คือ เมื่อปี ๒๕๑๗ ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง หลังจากเกิดเหตุวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ก็ได้มีกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งที่เราเรียกว่า เป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๑๗ กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ เดิมที่มานี้ครับ วุฒิสภาจะมาจากใครรู้ไหมครับ ก่อนหน้าที่จะมาเป็นร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญของปี ๒๕๑๗ นี้นะครับ เดิมเขาจะให้วุฒิสภามาจากการแต่งตั้ง โดยใครครับ โดยองคมนตรี ในเหตุการณ์ อย่างนี้ได้มีบันทึกพระราชกระแสเรื่องร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๑๗ คําปรารภมีว่า ข้อ ๑ ข้อ ๒ ผมจะไม่ได้อ่านนะครับ คําปรารภในข้อ ๒ ที่มี ความสําคัญก็คือว่า ตามมาตรา ๑๐๘ วรรคสอง แห่งร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้ หมายถึงร่าง กฎหมายรัฐธรรมนูญของปี ๒๕๑๗ นี้นะครับ บัญญัติให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนอง พระบรมราชโองการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภานั้นไม่ทรงเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะประธาน องคมนตรีเป็นผู้ที่พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและแต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัยตามความใน มาตรา ๑๖ เป็นการขัดกับหลักการที่ว่า พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตย ทั้งจะทําให้ประธานองคมนตรีอยู่ในสภาพเหมือนเป็นองค์กรทางการเมือง ซึ่งขัดกับมาตรา ๗๗ ด้วย นี่ครับคือข้อความที่ปรากฏในการเลือกตั้งวุฒิสภาที่จะเกิดขึ้น ในปี ๒๕๑๗ เพราะฉะนั้นวุฒิสภาจึงมีที่มาว่า บางครั้งในอดีตตั้งแต่สมัยโบราณ บางส่วน มาจากสถาบันพระมหากษัตริย์ ในต่างประเทศก็เป็นเช่นเดียวกันและมาปลายสุดขั้วที่สุด ก็คือเลือกตั้งหมด อย่างที่เรากําลังจะพิจารณาในวันนี้นะครับ เพราะฉะนั้นอีกส่วนหนึ่งที่ยังมี การเลือกตั้งวุฒิสภาก็คือว่าตั้งวุฒิสภาเป็นรูปแบบผสมครับ เพราะฉะนั้นที่ผ่านมา ในประวัติศาสตร์ไทยก็คือว่า ๑. แต่งตั้งทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ๒. เลือกตั้งทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ผ่านมาแล้ว และระบบที่เรากําลังใช้อยู่ระบบขณะนี้ก็คือกลุ่มผสมครับ ก็คือเลือกตั้งมาส่วนหนึ่ง แล้วก็แต่งตั้งมาส่วนหนึ่ง หรือเรียกว่าสรรหานะครับ เหตุที่ผมสนับสนุนให้มีการสรรหา ก็เนื่องจากเหตุผลอย่างนี้ครับว่า เราต้องถามตัวเราเองก่อนว่าวุฒิสภามีไว้เพื่อทําอะไรครับ หน้าที่หลัก ๆ ของวุฒิสภาก็มีหน้าที่ดังที่หลายท่านพูดไปแล้วนะครับ
บทบาทประการที่ ๑ ก็คือมีหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมาย การกลั่นกรอง กฎหมายต้องอาศัยอะไรครับถึงจะกลั่นกรองกฎหมายได้อย่างดี มีผลดีต่อกฎหมายของชาติ นั่นก็คือผู้ที่จะพิจารณากฎหมายที่เรียกว่ากลั่นกรองจะต้องดูไม่ใช่เพียงแค่ถ้อยคําอย่างเดียว จะต้องดูทั้งความหมาย ทั้งกว้าง ลึก ต้องดูถึงเรื่องเหตุผล หลักการต่าง ๆ มากมาย ซึ่งหลายเรื่องที่ มานะครับไม่สามารถที่จะให้ไปสุ่มเสี่ยงกับเป็นการได้ที่มาจากผู้แทนราษฎร ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จําเป็นอย่างยิ่งครับ ในต่างประเทศมีหลายประเทศครับ จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีมาจากการ สรรหาด้วยกลุ่มอาชีพ กลุ่มวิชาชีพที่สําคัญที่จําเป็นอย่างยิ่งที่ควรจะต้องมีในวุฒิสภาก็คือ กลุ่มวิชาชีพด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านกฎหมาย ทางด้านนิติศาสตร์ ทางด้านวิศวกรรม สถาปัตยกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ หรือแม้แต่แพทย์ เหตุผลเพราะอะไรครับ เพราะพวกวิชาชีพนี้ อย่างน้อยมีคุณธรรม มีสภาวิชาชีพเป็นตัวกํากับครับ และได้มีการปฏิญาณตนต่อวิชาชีพ ของตนว่าจะทําการให้ความคิดเห็นก็ดี หรือการประกอบวิชาชีพต่าง ๆ ก็ดีโดยสุจริต เพราะฉะนั้นเราเชื่อว่าถ้าเราเลือกจากกลุ่มวิชาชีพหรือกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ก็ดี ที่เขาเลือก ตัวแทนของเขาขึ้นมาเอง เราเชื่อว่ากลุ่มบุคคลเหล่านี้น่าจะดํารงตนไว้ได้ด้วยความเป็นธรรมมากกว่าการแต่งตั้ง โดยที่ไม่มีหลักการอะไรนะครับ แต่ที่ผ่านมาเราต้องยอมรับว่าเราอยู่ในระยะความผันผวน ทางการเมืองเนื่องจากมีการรัฐประหารเมื่อปี ๒๕๔๙ เพราะฉะนั้นกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จึงเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญที่กระทําในเวลารวดเร็วครับ คือโดยประมาณ ๑ ปีนะครับ หลังจากที่ได้มีการรัฐประหาร เพราะฉะนั้นการสรรหาที่ดําเนินการโดยคณะบุคคล ๗ ท่าน ดังกล่าวนั้น จึงอาจจะถูกต่อว่าได้ว่าไม่มีความเป็นประชาธิปไตยมากเพียงพอ แต่ผมขอยืนยัน ว่าประชาธิปไตยที่แท้จริงอยู่ที่สภาล่างหรือสภาผู้แทนราษฎรนะครับ วุฒิสภาเป็นสภา ที่มีบทบาททางด้านการกลั่นกรองกฎหมาย นั่นคือประการที่ ๑
บทบาทประการที่ ๒ ของวุฒิสภาที่จําเป็นต้องมาจากการแต่งตั้งส่วนหนึ่ง ก็คือวุฒิสภาจะมีอํานาจในการตรวจสอบการทํางานของรัฐบาลได้ ตรวจสอบอย่างไรครับ เพราะว่าวุฒิสภามีคณะกรรมาธิการครับ ชุดนี้มีคณะกรรมาธิการอยู่ทั้งสิ้น ๒๒ คณะกรรมาธิการ ก็จะตรวจสอบการทํางานของรัฐบาลโดยละเอียด และมีสิทธิอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ได้ในวุฒิสภา เพียงแต่ว่าไม่มีการลงมติ อันนี้ก็คือความสวยสดงดงามของระบอบ ประชาธิปไตยที่สภาสูงคือวุฒิสภาหลังจากที่สภาล่างได้อภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว ได้แสดง เหตุผลต่าง ๆ นานาแล้ว รัฐบาลก็ไม่ยอมรับในเหตุผลนั้น ก็ยังทําหน้าที่ของตัวเองต่อไป ก็จะมีวุฒิสภาอีกอันหนึ่งที่เข้ามาตรวจสอบ อันนี้ก็คือสิ่งที่ทําให้ระบบ ถ้าเราพูดถึงระบบ ทําให้ระบบเกิดความเข้มแข็งขึ้นครับ และการอภิปรายถ้าไม่มีการเกรงใจอภิปรายได้ด้วย ความอิสระ ด้วยทางวิชาการ ผมเชื่อว่าเป็นประโยชน์ครับ แม้ว่ารัฐบาลจะไม่ยอมรับฟังเสียง ของวุฒิสภาก็ตาม แต่อย่างน้อยพี่น้องประชาชนที่ได้ติดตามก็จะได้ทราบถึงวุฒิ ทางด้านปัญญาของสภานั้นว่าได้ตรวจสอบรัฐบาลอย่างไร
บทบาทประการที่ ๓ วุฒิสภาก็จะมีบทบาทในเรื่องของการแต่งตั้ง ถอดถอน และตรวจสอบอํานาจของรัฐ ดังที่พวกเราทราบดีแล้ว ไม่ว่าจะเป็น กกต. ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนนะครับ เหล่านี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นบทบาทเหล่านี้เป็นบทบาทที่จําเป็นจะต้องได้คนที่มีเจตนารมณ์ตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญกําหนดก็คือว่า ให้มีความเป็นกลางมากที่สุดนะครับ มีความเป็นอิสระมากที่สุด แม้ว่าโดยธรรมชาติแล้วอาจจะหายาก แต่อย่างน้อยก็ใกล้เคียงมากที่สุดนะครับ ท่านประธาน คงจะจําได้ว่าในระบบศาลก็เช่นเดียวกัน สิ่งที่เราต้องการมากที่สุด ก็คือความเที่ยงธรรมครับ แต่ถามว่าความเที่ยงธรรมมีไหมครับ มันมีได้แค่ยุติธรรมเท่านั้น เพราะระบบศาลก็คือ ระบบที่เอาคู่ต่อสู้มาดูเอกสาร ดูหลักฐาน ดูพยานหลักฐาน อันไหนมีข้อเท็จจริงมากกว่ากัน นะครับ ก็ให้น้ําหนักไปอันนั้น เพราะศาลสถิตยุติธรรมในระบบศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกาไม่ได้ไปค้นหาความเป็นจริงครับ ต่างกับศาลรัฐธรรมนูญที่คณะตุลาการ ได้ลงไปสืบค้นหาความเป็นจริงด้วย ไม่ได้ดูเพียงแค่ หลักฐาน เอกสาร หรือการต่อสู้ ทางพยานวัตถุอย่างเดียว อันนี้คือความแตกต่างกัน และมีความสวยสดงดงามในเรื่องของ ระบอบประชาธิปไตย
คุณหมอครับ ขออภัยนะ ครับ คุณหมออภิปรายได้ดีครับ แต่ทีนี้ขอความกรุณานิดหนึ่งครับ เพราะประเด็นมันมีอยู่นิด เดียว มันก็เลยซ้ํากันไปซ้ํากันมา เพราะฉะนั้นถ้ากระชับได้จะดีเยี่ยมเลยครับ ขอความกรุณา ครับ ท่านกระชับสักนิดนะครับ
ท่านประธานครับ ผมให้ความร่วมมือเต็มที่นะครับ เนื่องจากว่าผมเป็นคนอภิปรายคนหลัง ๆ แล้วครับ จัดอยู่กลาง ๆ ไม่ใช่หลัง ๆ นะครับ ตอนกลาง ๆ ก็พยายามไม่ซ้ําประเด็น เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมจะมาพูดต่อไปก็คือเป็นเรื่องใหม่ ก็คือว่าต้องถามคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าท่านได้เคยศึกษาบทวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าหรือเปล่า ในการที่เขาได้ทําวิจัยนะครับ ได้ทําวิจัยของวุฒิสภาชุดที่แล้ว ก็คือชุดที่ ๙ ที่มาจาก การเลือกตั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้กําลังพิจารณาเสนอสภาแห่งนี้อยู่ และเขาก็คิดว่าเป็นสิ่งที่ ประเสริฐที่สุดที่จะต้องเอามาจากการเลือกตั้ง ในบทการประเมินผลการวิจัยชื่อว่า การประเมินผลงานของวุฒิสภา ชุดที่ ๙ เริ่มตั้งแต่วันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๕๔ จนถึงปัจจุบัน ปัจจุบันของเขาสมัยนั้นโดยประมาณก็คือประมาณเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๔๘ ซึ่งก็ถือว่า ใกล้หมดอายุของวุฒิสภาแห่งนั้นทั้ง ๒๐๐ ท่าน มีเรื่องราวน่าสนใจมากครับ ผมต้องขอ อนุญาตเอ่ยนามของผู้ที่ทําการอภิปรายนะครับ ท่านคือศาสตราจารย์ ดอกเตอร์สุรพงษ์ โสธนเสถียร และคณะ ครับ ท่านได้รับทุนอุดหนุนจากคณะกรรมการวิจัยและพัฒนา ของวุฒิสภา สํานักงานเลขาธิการวุฒิสภาทําในเรื่องของการวิจัยเรื่องเหล่านี้ พูดถึงบทบาท หน้าที่ของวุฒิสภาเขาก็ได้พูดถึงเรื่องอํานาจดังที่ผมได้พูดไปแล้ว แล้วก็ให้ความเห็นว่าวุฒิสภา มิใช่แหล่งอํานาจสูงสุด เพราะวุฒิสภาไม่ว่าจะในอดีตมาหลากหลายอย่างที่หลายท่าน ได้พูดแล้ว แต่งตั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ก็มี แต่งตั้งบางส่วนก็มี เพราะฉะนั้นตัวชี้วัดที่จะบอกว่า ความเป็นประชาธิปไตย ต้องย้ํานะครับว่าวันนี้เรามาเถียงกันเรื่องเป็นประเด็นว่าเอามาจาก การเลือกตั้งโดยประชาชน เพราะนี่คือ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หลายประเทศไม่ได้เป็นอย่างนั้นครับ ก็มีเพื่อนสมาชิกได้พูดไปมากแล้ว ผมจะขออนุญาตพูดถึงประเทศที่อาจจะยังไม่มีใครพูดถึง มากเท่าไรนัก นั่นก็คือประเทศเยอรมัน ทําไมประเทศเยอรมันเขาถึงต้องมีวิธีคิดที่แปลกกว่า ประเทศอื่น ๆ เพราะว่าเขาเป็นประเทศที่ครั้งหนึ่งผู้นําประเทศของเขามีส่วนสําคัญ ทําให้เกิดสงครามโลก ครั้งที่ ๒ ผมกราบเรียนท่านประธานว่า คําว่า สงครามโลก นี่มันเป็น สงครามที่ไม่จํากัดขอบเขตทั่วทั้งโลกนะครับ ต่างกับสงครามระบบภูมิภาคหรือสงครามท้องถิ่น เพราะฉะนั้นประเทศเยอรมันเข้มมากครับในเรื่องนี้ วุฒิสภาในประเทศเยอรมันมาจาก จํานวนของผู้แทนที่ไม่เท่ากันของแคว้นต่าง ๆ ผู้แทนดังกล่าวจะเป็นได้นั้นเขาเรียกว่าต้อง เป็นมนตรี มินิสเตอร์ (Minister) ของแคว้น บทบาทหน้าที่ของวุฒิสภาในประเทศเยอรมัน กลับกันกับประเทศอื่น ๆ เนื่องจากวุฒิสภาเป็นสภาเริ่มต้นมากกว่าเป็นเพียงสภากลั่นกรอง ประเทศ เยอรมันเป็นสภาเริ่มต้นนะครับ ไม่ใช่กลั่นกรอง เอกสารฉบับนี้ชี้ไว้ว่าอย่างนั้น วุฒิสภาประเทศเยอรมัน จึงมีบทบาทหน้าที่กว้างขวางกว่าวุฒิสภาในประเทศไทย เช่น รัฐบาลจะนําเสนอกฎหมายผ่าน วุฒิสภาก่อน เว้นแต่เห็นว่าจะมีความขัดแย้งทางความคิด ก็อาจเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร ก่อนได้ อย่างนี้เป็นต้น เรามาดูในประเทศฝรั่งเศสซึ่งมีความเป็นประชาธิปไตยสูง แต่เป็น ระบบประธานาธิบดี ซึ่งต่างจากเราเป็นระบบรัฐสภา
ท่านคุณหมอครับ ขอกระชับสักนิดเถอะครับ เพราะยังมีอีกหลายท่านที่ประสงค์จะอภิปรายครับ มาตรานี้เราก็ ใช้เวลากันมาพอสมควรแล้วครับ ๒ วัน ๓ วันแล้วครับ ถ้ากรุณาจะขอบพระคุณมากครับ ช่วยกระชับสักนิดเถอะครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผมเข้าใจครับ เนื่องจากพวกเราเป็นผู้เชี่ยวชาญ แต่เนื่องจากวันนี้มี การถ่ายทอดสด ทางบ้านหลายคนยังไม่ค่อยรู้เรื่องระบบการปกครอง ชาวบ้านได้มาสอบถาม ผมมากมาย ผมก็ต้องอธิบายซ้ําแล้วซ้ําอีก ผมจึงขอใช้โอกาสนี้ครับ จะพยายามกระชับให้ มากที่สุดนะครับ ท่านประธานครับ วุฒิสภาในประเทศฝรั่งเศสมาจากการเลือกตั้งทางอ้อม นะครับ ไม่ใช่แบบที่เรากําลังจะเสนอให้เลือกตั้งทางตรง มุ่งหมายเป็นอย่างไรครับ จุดมุ่งหมายให้เป็นผู้รู้รอบ รู้จักทั่วประเทศ เพื่อกลั่นกรองการใช้ ใช้อะไรครับ ใช้อารมณ์ทาง การเมือง บทวิจัยฉบับนี้บอกเลยว่าการเมืองของเรามีการใช้ ๒ หลัก หลักอารมณ์และหลัก เหตุผล เพราะฉะนั้นของประเทศฝรั่งเศสเขาบอกว่าไม่ได้ จะให้เป็นจากประชาชนเลือก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ไม่ได้ เพราะมาจากกลั่นกรองการใช้อารมณ์ทางการเมือง อันนี้คือประเด็น สําคัญมาก บทบาทหน้าที่ของวุฒิสภาประเทศฝรั่งเศสจึงดูเสมือนเป็นนักอนุรักษ์นิยม เช่นให้การรับรองแก่ประธานาธิบดีในการยุบสภาผู้แทนราษฎร เป็นศาลเพื่อพิจารณาโทษ ของประธานาธิบดี ทําหน้าที่ทางด้านนิติบัญญัติและควบคุมฝ่ายบริหาร อันนี้ก็คือวุฒิสภา ของประเทศฝรั่งเศสนะครับ ซึ่งมีบทบาทอย่างมากในเรื่องของการควบคุมการทํางานของ รัฐบาล ท่านประธานรัฐสภาครับ ในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรที่ผมเรียนให้ทราบนะครับว่า ของเรานี้เมื่อสมัยสุดท้ายสุดก่อนที่จะเป็นมาจากการเลือกตั้ง ๒๐๐ คน ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้ผู้ที่เสนอวุฒิสภาก็คือนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น คือท่านบรรหาร ศิลปะอาชา ท่านเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งวุฒิสภา นี่ก็เรียกว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ของการแต่งตั้งนะครับ แล้วก็มีถึงปี ๒๕๔๐ มาจากการเลือกตั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ผลจากการเลือกตั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ โดยสรุปในรายงานวิจัยนี้ก็จะสรุปให้ เห็นว่า ในการควบคุมขอบเขตของอํานาจของฝ่ายบริหารนั้น เขาบอกว่าวุฒิสภาชุดที่มาจาก การเลือกตั้ง ๒๐๐ ท่านนี่นะครับ ค่อนข้างจะทํางานไม่ได้ดีตามความคาดหวัง ความคาดหวัง ในลักษณะที่เป็นกลางและเป็นอิสระ เพราะอะไรครับ เพราะมีการแทรกแซงฝ่ายบริหาร รายงานวิจัยฉบับนี้เขียนชัดเลยบอกว่ามีการแทรกแซงจริง แล้วก็ยกตัวอย่างมากมายถึง การแทรกแซงนะครับ นี่ละครับ คือเรื่องราวที่พวกเราคิดว่าการเป็นวุฒิสมาชิกมาจาก การเลือกตั้งมันเป็นประชาธิปไตย แต่ความจริงไม่ใช่ มันเกิดจากฝ่ายบริหารไปก้าวก่าย ไปเหมือนกับมีบทบาทชี้นํา ท่านประธานรัฐสภาคงจะจําได้ว่าวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ๒๐๐ ท่านนี่นะครับ ได้มีตัวประธานรัฐสภาก็เปลี่ยนประมาณ ๓ ท่าน มีรองประธาน ก็เปลี่ยน ในช่วงอายุขณะนั้น หนังสือพิมพ์หลายฉบับ ผมไม่อยากอ่านนะครับ บอกเลยว่า ฝ่ายบริหารเข้าก้าวก่ายก็ตรงกับเนื้อหาที่ฝ่ายวิจัยได้ทําการวิจัยไว้ พูดถึงบทบาทวุฒิสภา ที่เกี่ยวกับการดําเนินการด้านกลั่นกรองกฎหมายนั้น พบว่าในเรื่องของขอบเขตอํานาจ ในการกลั่นกรองของร่างกฎหมายทําให้วุฒิสภาสามารถขอแก้ไขเพิ่มเติมตามที่เห็นว่า เหมาะสมทั้งในด้านเอื้อต่อนโยบายของรัฐ การปรับปรุงหลักการของกฎหมาย ภาษา ความสอดคล้องกับกฎหมายอื่น การเอื้อประโยชน์ต่อประชาชน และการบังคับใช้ทางปฏิบัติ แต่ยังมีปัญหาในด้านความแตกต่างในเรื่องของความเข้าใจ การตีความ มุมมอง ช่องว่าง
คุณหมอครับ มีผู้ประท้วง เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายรังสรรค์ มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลําพูน พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงผู้อภิปรายกระทําผิด ข้อบังคับ ข้อ ๔๓ อภิปรายฟุ่มเฟือย วนเวียน ซ้ําซาก นอกประเด็น ไม่ตรงกับที่ได้ขอ แปรญัตติไว้ ซึ่งประเด็นทุก ๆ อย่างได้พูดกันมาหลายคนแล้วนะครับ ขอท่านประธาน พิจารณาด้วยว่าถ้าจะกําหนดเวลาให้อภิปรายก็ดี เพราะว่าเป็นประเด็นซ้ํา ๆ กัน อีกอย่างหนึ่งเนื่องจากผู้อภิปรายนําเอกสารมาอ่านโดยไม่จําเป็น ขอท่านประธานได้โปรด วินิจฉัยด้วยครับ
ผมได้ขอความร่วมมือ จากคุณหมอนะครับ ที่จริงประเด็นมันมีอยู่นิดเดียว แล้วคุณหมอก็สงวนไว้ในส่วนของจํานวน ส.ว. แล้วก็ที่มาของ ส.ว. ทีนี้ก็อยากให้คุณหมอเข้าประเด็นแล้วให้กระชับ เพราะผมก็ได้ ขอความร่วมมือหลายครั้งแล้วนะครับ ไม่อยากให้มันฟุ่มเฟือย วนเวียน คุณหมออภิปรายได้ดี เพียงแต่มันฟุ่มเฟือยไปหน่อย ถ้ากระชับได้ก็จะดีครับ ขอความร่วมมือนะครับ เชิญครับ
ขอบคุณครับ เนื่องจากผมเห็นว่าเป็นบทความทางวิชาการที่เราน่าจะได้มีการรู้ แล้วก็เรื่องนี้นะครับ เรื่องที่มาเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ เรียกว่ามาตราอื่น ๆ ถ้าไม่จําเป็นจริง ๆ ผมจะไม่พยายาม อภิปราย ถ้าไม่จําเป็นจริง ๆ นอกจากมีความจําเป็น
คุณหมอครับ วิทยาการที่ว่า มีประโยชน์นะครับ เพียงแต่ตอนนี้เราอยู่ในวาระที่สองนะครับ ข้อบังคับมันมีให้พูดเฉพาะ ในส่วนที่เรามีการสงวนความเห็นกันไว้นะครับ เพราะฉะนั้นเราจะไปเปิดประเด็นกว้าง เหมือนวาระที่หนึ่ง มันก็จะมีคนประท้วงอย่างนี้ครับ เพราะฉะนั้นขอความร่วมมือนะครับ คุณหมอครับ
ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ผมได้พูดถึงกรอบอํานาจของวุฒิสภานะครับ ที่มาจากการแต่งตั้งจากรายงาน การวิจัยนะครับว่าถูกรัฐบาลในสมัยนั้นแทรกแซงนะครับ นี่คือการควบคุมฝ่ายบริหาร และอํานาจทางด้านนิติบัญญัติก็จะมีข้อจํากัดนะครับ ในส่วนของอํานาจบริหารนะครับ ก็ได้พูดไปแล้ว นิติบัญญัติก็ได้พูดไปแล้ว คราวนี้มาพูดถึงการถอดถอนแต่งตั้ง ปรากฏผลว่า ในวุฒิสภาชุดนั้นนะครับ ไม่ได้มีการพิจารณาในการถอดถอนของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองเกิดขึ้นเลยนะครับจากรายงานนี้ และเมื่อเทียบกับวุฒิสภาที่มาจาก การแต่งตั้งส่วนหนึ่งหรือสรรหาส่วนหนึ่งนี่นะครับ กับการเลือกตั้งส่วนหนึ่งขณะที่เราใช้อยู่ นี่นะครับ เราพบว่ามีการพิจารณาการถอดถอนในวุฒิสภาครับ เพียงแต่หลักฐานเหตุผล ในการถอดถอนไม่สมบูรณ์พอหรืออย่างไรก็ตาม ทําให้มติของวุฒิสภาเห็นชอบที่ว่า จะไม่ถอดถอนก็คือไม่มีการถอดถอนเกิดขึ้น มีการพิจารณาครับ เพราะฉะนั้นถ้าเปรียบเทียบ ในลักษณะการตรวจสอบองค์อํานาจต่าง ๆ องค์กรอิสระต่าง ๆ ก็จะเห็นว่าวุฒิสภาที่มาจาก การแต่งตั้งสรรหาส่วนหนึ่งนี่นะครับ บวกกับเลือกตั้งที่เป็นอยู่ปัจจุบันนี้น่าเชื่อได้ว่าดีกว่า วุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง คําว่า ดีกว่า ของผมหมายความว่าประสิทธิภาพ ในการทํางานดีกว่า
คุณหมอมีผู้ประท้วงครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทย สมุทรปราการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอ ประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๙๖ ครับ ท่านอภิปรายขัดหลักการครับ แล้วก็ท่านประธานได้ อนุโลมมาตั้งนานแล้ว หลักการก็คือว่าให้มีสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งจํานวน ๒๐๐ คน เรื่องนี้เราได้อภิปรายตอนวันที่วาระที่หนึ่ง เข้าสภาครับ ทําไมจึงต้องมี ทําไมจึงไม่ให้มี เรามีการอภิปรายมาตั้งแต่วาระที่หนึ่งครับ แล้ววาระที่สองท่านอาจจะพูดในรายละเอียดย่อยว่า หลักการเป็นอย่างนี้ ท่านจะแก้อย่างไรบ้างครับ ไม่ใช่ว่าแก้หลักการทั้งหมด มันผิดข้อบังคับ ข้อ ๙๖ แล้วก็ข้อ ๔๓ ครับ วนเวียน ซ้ําซาก แล้วก็มีผู้ประท้วงหลายรอบแล้วครับท่านประธาน ท่านประธานใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๔ ครับ ท่านสามารถใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๔ ได้ครับว่า ถ้าเห็นสมควรท่านก็ต้องบอกให้หยุดครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
ครับ คุณหมอก็พยายาม ที่จะเข้าสู่ประเด็นละครับ เมื่อสักครู่ผมฟังคุณหมออภิปรายก็กําลังเข้าสู่ประเด็นอยู่ เพราะฉะนั้นก็คงจะใช้เวลาอีกไม่มากไหมครับ เชิญคุณหมอต่อเลยครับ
ขอบคุณครับ ผมยังเชื่อมั่นว่าผมอยู่ในประเด็นครับ แล้วผมขออธิบายเพื่อนสมาชิกทราบว่าในวาระที่หนึ่ง ผมคือคนหนึ่งครับที่ลงชื่อขออภิปรายในหลักการในวาระที่หนึ่ง แต่ผมไม่สามารถ ที่จะใช้สิทธินี้ได้เนื่องจากมีการปิดอภิปรายก่อนครับ โดยการเสนอของท่านวุฒิสมาชิก เพราะฉะนั้นต้องขอความเห็นใจจากท่านประธานว่าผมอาจจะไปบ้างนะครับ
คุณหมอเข้าประเด็น เลยดีกว่าครับ เข้าประเด็นของคุณหมอด้วยนะครับ ขอกระชับด้วยนะครับ
ท่านครับ ในบทวิจัยนี้ยังพูดถึงความสัมพันธ์ของวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งกับประชาชน ชี้ให้เห็นว่า ประชาชนก็ไม่ค่อยได้รับทราบบทบาทของวุฒิสมาชิกที่มีจากการเลือกตั้งมากเท่าที่ควร หรือตามที่เจตจํานงของรัฐธรรมนูญฉบับนั้นเขียนความคาดหวังไว้ เริ่มต้นตั้งแต่เมื่อมี การเลือกตั้ง กกต. ได้จัดเวทีปราศรัยนะครับ รายงานบอกว่า คนไปฟังปราศรัยการหาเสียงของวุฒิสภาก็มีจํานวนเล็กน้อยไม่มากนะครับ แถมตัววุฒิสภาที่ เป็นผู้อาสาสมัครรับเลือกตั้งก็มีหลายท่านไม่ได้ไปปรากฏตัวบนเวที รวมทั้งข้อจํากัดในเรื่อง ของการอภิปรายหรือการหาเสียง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จึงเป็นข้อจํากัดของวุฒิสภา ที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ถ้าเรามีวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งดังที่ผมได้กราบเรียนไปแล้วว่า กลุ่มอาชีพต่าง ๆ โดยเฉพาะกลุ่มวิชาชีพที่ผมมีความเชื่อมั่นดังที่เรียนให้ท่านประธาน ทราบแล้วว่าเขามีการปฏิญาณตนต่อวิชาชีพของเขา มีสภาวิชาชีพของเขาดูแลเป็นพิเศษ และกลั่นกรองมาแล้วชั้นหนึ่งแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นโดยความเห็นส่วนตัวของผม ก็ยังยืนหยัดว่าน่าจะเป็นเพียงแค่ ๑๕๐ คน และน่าจะมาจากทั้ง ๒ ส่วน คือมาจากการสรรหา ที่ผมเห็นว่ามีความสําคัญไม่น้อยไปกว่าเลือกตั้งและประกอบกับเมื่อพิจารณาดูในอดีต ที่ผ่านมาเราได้ผ่านการแต่งตั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์มาแล้ว เลือกตั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์มาแล้ว เพราะฉะนั้นในหลักการต่าง ๆ มีความคิดเห็นที่ไม่ไปซ้ายจัด ไม่ไปขวาจัด ผมคิดว่า หลักมัชฌิมาปฏิปทาก็น่าจะเป็นหลักการที่จะให้ความมั่นใจกับระบบรัฐสภาของไทยที่มี วุฒิสภามาจากการแต่งตั้งด้วย ผมจึงไม่เห็นด้วยกับทางคณะกรรมาธิการวิสามัญ ที่รับหลักการวาระที่หนึ่งของเราไปแล้ว แล้วก็ไปแก้ไขอะไรต่าง ๆ มากมายดังที่ ท่านอาจารย์คณิต ณ นคร ได้เขียนหนังสือลงมาถึงพวกเราแล้วนะครับ เพราะฉะนั้น ผมยืนหยัดอีกครั้งหนึ่งครับว่า ผมไม่เห็นด้วย และจะไม่รับหลักการของร่างกฎหมาย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้แน่นอนครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ผมสลับมาที่ ท่านจิรายุนะครับ แล้วก็จะไปที่ท่าน ส.ว. ประเสริฐ แล้วค่อยมาที่ท่านบุญยอดนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๘ คลองสามวา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้แปรญัตติไว้ใน สาระสําคัญเรื่องของจํานวนสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นสมาชิกผู้ทรงเกียรติ แล้วก็คุ้นเคยกับ คําว่า ส.ว. มาตั้งแต่มีชีวิตอยู่ในประเทศนี้ เกิดความเลื่อมใสมานาน ท่านประธานครับ แต่เมื่อย้อนกลับไปดูในประวัติศาสตร์นี่นะครับ เหตุผลที่ผมต้องเพิ่มเป็น ๒๒๐ ท่าน เนื่องจากประชากรประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น นับวันนี้น่าจะประมาณสัก ๖๖ ล้านคน และแน่นอนครับ ถ้าหารจาก ๒๒๐ คน ก็ ๑ : ๓๐๐,๐๐๐๐ ถือว่าไม่มาก ผมจําได้ ท่านประธานครับ การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเมื่อหลายปีก่อนในกรุงเทพมหานคร ตอนนั้น ผมยังไม่ได้เป็น ส.ส. ก็ไปเป็นพิธีกรสัมภาษณ์ผู้สมัคร แล้วก็ได้ท่านผู้สมัคร ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ก็คือคุณรสนา โตสิตระกูล ซึ่งท่านเป็น ส.ว. จากการเลือกตั้งของกรุงเทพมหานคร ตอนนั้น ท่านประธานครับ ผมสงสัยแล้วก็ถามอยู่เสมอว่ากรุงเทพมหานครมีผู้แทนราษฎร ๓๐ กว่าท่าน แต่สมาชิกวุฒิสภาทําไมมีท่านเดียว แล้วท่านเดียวนี่ท่านไปรับฟังปัญหา ฝั่งธนบุรีบ้างไหม ไปแถวฝั่งเหนือบ้างไหม ฝั่งใต้บ้างไหม หรือท่านอยู่แต่เฉพาะ กรุงเทพมหานครชั้นใน สาระสําคัญต่อไปท่านประธานครับ ผมยังเห็นด้วยกับการเลือกตั้ง ไม่ว่าพรรคบางพรรคจะไปบอกว่านี่เป็นการเลือกตั้งทางอ้อมหรือแท้แต่ท่านไปใช้คําใด ก็แล้วแต่นะครับ มันก็ต้องเรียกว่า ส.ว. สรรหากฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ซึ่งหลายคน ก็เรียกว่าฉบับเผด็จการบ้างละ ฉบับมหาโหดบ้างละ ฉบับ คมช. บ้างละ แต่ที่แน่ ๆ ครับ ไม่ได้มาจากประชาชน ไม่ได้มาจากประชาธิปไตย ใครก็แล้วแต่ที่มานั่งทํางานในที่นี้ที่ เราเรียกกันว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ไม่ได้มาแบบพวกผมครับ ผมกว่าจะมาเป็นผู้แทนได้ ท่านประธานครับ ก็ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน ท่านจะไปรังเกียจ ส.ว. มาจาก การเลือกตั้งด้วยเหตุผลกลใดครับ ผมอ่านรายงานจากท่านคณิต ณ นคร ที่ส่งมาให้ที่ ท่านประธานวิปฝ่ายค้าน ขออภัยที่เอ่ยนามท่านนะครับ เมื่อเช้าท่านบอกว่าให้แจกกับ สมาชิก เห็นด้วยบางข้อครับ แต่กว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ไม่เห็นด้วยเลย ท่านไม่เคยบอก ในนี้เลยนะครับว่ามันจะมีรายละเอียดดีหรือไม่ อย่างไร ถ้าเลือกตั้ง แต่ว่ามันก็ไปลง รายละเอียดเยอะแยะก็สุดแท้แต่ท่าน เป็นดุลยพินิจของท่าน ไม่อาจก้าวล่วงครับ แต่สาระสําคัญในรายงานฉบับนี้ที่น่าสนใจและเกี่ยวข้องกับจํานวนที่ผมแปรญัตติไว้นี้ ท่านประธานครับ ก็คือว่าเขาเขียนถึงวิธีการได้มาของสมาชิกวุฒิสภาของประเทศไทย ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ หลายท่านจําได้นะครับ ปี ๒๕๓๔ เกิดการยึดอํานาจ ไฮแจ็ก (Hijack) เครื่องบินของอดีตนายกรัฐมนตรี มีการประท้วง ผมอยู่ที่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ วิ่งหนีลูกกระสุนปืนมาแล้ว ก็จําความได้ครับมีการบอกว่ารัฐธรรมนูญในสมัยตั้งแต่ ปี ๒๕๓๐ ขึ้นมาไม่เป็นประชาธิปไตย ให้อํานาจประชาชนไปยกร่างหรือตั้งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ สุดท้ายฉบับปี ๒๕๔๐ ยกนิ้วโป้งกันทั้งหมดครับ บอกว่าสุดยอด เป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน หลายคนผู้มีอํานาจบอกว่าไม่ได้ ปล่อยประชาชน คิดมากไม่ได้เพราะประชาชนยังโง่อยู่ มันเป็นความเจ็บปวดของประชาชน ท่านประธานครับ แต่ที่แน่ ๆ ก็คือในรายงานฉบับนี้เขาเขียนอย่างนี้ครับว่า เมื่อวิเคราะห์ด้านประวัติ ความเป็นมาของวุฒิสภาประเทศไทยแล้วจะเห็นได้ว่านับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองมานี้ ผู้ปกครองตั้งใจจะจัดการปกครองในรูปแบบสภาเดียว แต่ติดขัดในเรื่องความรู้ ความเชี่ยวชาญ ในรายละเอียดว่าอย่างนี้เลยครับ สุดท้ายก็คือระบุว่า แม้เจตจํานง ของการตั้งสมาชิกวุฒิสภาจะต้องแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ แต่ในทางปฏิบัติครับ จะตั้งเพื่อเป็นการให้รางวัลแก่บุคคล วุฒิสภาจึงเสื่อมถอยเรื่อย ๆ ในขณะที่ความเป็น ประชาธิปไตยของประเทศสยามหรือประเทศไทยในปัจจุบันนี้ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นครับ นี่กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ นะครับ ในขณะที่บ้านเมืองกําลังล้มลุกคลุกคลานกันอยู่นี่ นะครับ ประชาชนยังเขียนเช่นนี้และยังรู้สึกเช่นนั้น ผมจึงถามท่านครับว่าเมื่อเวลาผ่านไป ๑๐ ปี เข้าปี ๒๕๕๐ ทําไมล่ะครับ เราจึงต้องกลับไปใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับ คมช. ในปี ๒๕๕๐ ที่เป็นการแต่งตั้งและเลือกตั้งทั้ง ๒ อย่าง นี่เป็นสิ่งที่ไม่น่าเกิดขึ้นในระบอบ ประชาธิปไตยที่ท่านอ้างสารพัดจะอ้างว่า เดี๋ยวคนนั้นกินรวบบ้าง เดี๋ยวสภาผัว สภาเมีย ถ้าเมียผมมีความรู้จบปริญญาเอกแล้วมันเป็นอะไรหรือครับ หรือถ้าลูกผมเรียนเก่งกว่าผม แล้วมีปัญญา ผมอายุ ๗๐ ลูกอายุ ๖๐ กว่า เป็นสมาชิกวุฒิสภาได้ ตื่นเต้นตรงไหนครับ มันไม่ได้ เกี่ยวหรอกครับกับการเป็นสภาผัวสภาเมีย แต่นั่นคนละมาตราผมยังไม่ก้าวล่วงเข้าไปครับ แต่ที่น่าสนใจไปกว่านั้นท่านประธานที่เคารพครับ กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ เขียนอย่างไรก็แล้วแต่ อย่างไรผมก็เชื่อว่าไม่เป็นประชาธิปไตยครับ ด้วยเหตุผลสําคัญอย่างแรก คือการเลือกตั้ง ๗๖ จังหวัด วันนี้ ๗๗ จังหวัด มี ส.ว. จาก ๗๗ จังหวัด แล้วท่านสรรหา หลายท่านก็พูดไปแล้วครับบอกว่ามาจาก ๗ คน แต่สาระสําคัญที่น่าสนใจก็คือ ๗ คน เป็นใครละครับ ท่านใช้วุฒิภาวะ ท่านใช้อะไรในเครื่องตัดสินแทนพี่น้องประชาชน ๖๖ ล้านคน และท่านบอกว่าคนนี้ควรเป็น คนนี้ไม่ควรเป็น หลายท่านก็เห็นใช่ไหมครับ มีการไปร้อง หลายครั้งจนกระทั่ง ส.ว. บางท่านนั่งในสภาสูงแห่งนี้หมดสภาพความเป็น ส.ว. บางท่าน เป็นนักกฎหมายที่น่าเลื่อมใสของประเทศนี้เสียด้วยซ้ําครับ รู้ว่าตัวเองคุณสมบัติไม่ครบก็ยัง ดันทุรังเข้ามา เพราะเขาแต่งตั้งมาให้ ถ้าเป็นผมครับ ถ้าผมเป็นกะเทยแปลงร่างมานะครับ ท่านประธาน ผมขาดคุณสมบัติผมไม่กล้าเข้ามาหรอกครับ ผมก็บอกอย่ามาตั้งผม เดี๋ยวเข้า มาแล้วมีใครไปตรวจสอบเดี๋ยวจะรู้ว่าผมไม่ได้เป็นผู้ชาย เพราะฉะนั้นนี่คือสาระสําคัญครับว่า ถ้าเกิดท่านไว้ใจ ๗ คนได้ ท่านก็ไม่ต้องไว้ใจคน ๖๖ ล้านคนในประเทศนี้ หลายคนบอกว่า ประชาชนจะเลือก เดี๋ยวจะได้พรรคเพื่อไทย เดี๋ยวจะได้โน่นได้นี่ ท่านคิดแทนประชาชน เขาตลอดเวลา ท่านคิดแบบมหาอํามาตย์ แล้วท่านคิดแบบชนชั้นปกครองที่ไม่เคยถาม ประชาชนเลยว่าเขาคิดอะไร เวลาเลือกตั้งแต่ละครั้งท่านก็บอกว่านี่ซื้อเสียง ประชาชนโง่ ประชาชนยังต้องใช้วิธีการแบบนี้อยู่ แต่สุดท้ายปลายทางแล้วเราเคารพระบอบประชาธิปไตย ด้วยรูปแบบอะไรครับ เหตุผลที่ผมบอกว่าต้อง ๒๒๐ คนนี่ ท่านประธานครับ แล้วที่ผ่านมา การเลือกตั้งขออภัยครับ การสรรหาจาก ๗ อรหันต์ หรือว่า ๗ ผู้มีเกียรตินี่นะครับ หลายท่าน วิเคราะห์จากอะไรละครับผมอยากจะรู้เนื้อหา แล้วทําไมละครับประเทศนี้มีคนเก่งอยู่แค่ กรุงเทพมหานครหรือครับ คนสุราษฎร์ธานีไม่มีเก่งหรือครับ คนสงขลาไม่มีเลยหรืออย่างไรครับ หรือมีแค่ ส.ว. เลือกตั้งคนเดียว ส.ว. สรรหาไม่มีคนเก่งเลยจึงต้องให้ ๗ คน มาเลือกเฉพาะ คนในกรุงเทพมหานคร แล้วคนที่เรารู้จักอยู่ในวงการทั้งนั้น ท่านประธานครับ ผมถามว่า ถ้าเกิดมีการเลือกตั้งทั้งหมด ๒๒๐ คน ทั่วประเทศไทย ท่านประธานครับ คนจังหวัด ขอนแก่นของท่านประธานมีความรู้มากมายครับ แล้วที่น่าสนใจก็คือถ้าเข้ามาสมัครสัก ๑๐-๒๐ คน เราดูได้ไหมครับว่าคนนี้เก่งด้านไหน เก่งด้านข้าว เก่งด้านปราชญ์ความรู้ต่าง ๆ แล้วประชาชนตัดสินเองได้ไหมละครับ หรือท่านชอบทําในลักษณะแบบมีเมนู คือเลือก มีแค่นี้ ไม่เคยถามประชาชนอยากกินอะไร อยากกินข้าวหรืออยากกินแฮมเบอร์เกอร์ (Hamburger) ตัวเองกินแฮมเบอร์เกอร์จบเมืองนอกก็เลยเอาแฮมเบอร์เกอร์ให้เขากิน แล้วก็บอกว่านี่มัน ต้องเป็นแบบนี้ เดี๋ยวจะไม่ได้ผู้ทรงคุณวุฒิ นี่คือเหตุผลที่ผมต้องแปรญัตติเพิ่มเป็น ๒๒๐ คน ท่านประธานครับ
ประการต่อมาที่ผมแปรญัตติเช่นนี้ เนื่องด้วย ๑ คนหัวหาย ๒ คนเพื่อนตาย แต่ ๒๒๐ คน พัฒนาประเทศได้แน่นอน เหตุผลเพราะอะไรท่านประธานครับ ผมติดตาม การทํางานของสมาชิกวุฒิสภามานี้ ถามจริงเถอะท่านถอดถอนใครได้บ้าง กฎหมายเขียนไว้ ๓ ใน ๕ ท่านประธานดูนะครับ ผมขออนุญาตเอ่ยนามท่านครับ ไม่ได้มีเจตนาอะไรครับ แต่ว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในรัฐสภาโดยเฉพาะวุฒิสภาครับ มีก่อนหน้านั้นครับ วันที่ ๑๘ กันยายน ท่านจําได้ไหมครับ สมาชิกวุฒิสภา ท่านประธานนิคมนั่งประชุมลงมติถอดถอนหรือไม่ถอดถอน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ออกจากตําแหน่งกรณีที่ไปแทรกแซง การทํางาน ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด ส่งเรื่องต่อให้วุฒิสภา สุดท้าย ๑๕๐ คนท่านประธานครับ ลงมติเท่าไรครับ ๔๐ บอกว่าผิดตาม ป.ป.ช. ๙๕ บอกไม่ผิด สุดท้ายก็ไม่มีการถอดถอน ก็ยกคดีไป นี่เป็นเพียงแค่ ๑ ตัวอย่างเท่านั้นท่านประธานครับ ยังมีอีกด้วยครับ ก่อนหน้านั้นอีก ครับท่านประธาน รัฐสภาโดยการประชุมของวุฒิสภาลงมติในคําร้องของ นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ สมัยท่านเป็นฝ่ายค้านเป็น ส.ส. กทม. พรรคเพื่อไทยครับ เข้าชื่อกันทั้งหมด ๑๒๙ คน ให้วุฒิสภาถอดถอน นายภักดี โพธิศิริ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ให้พ้นจากตําแหน่งตามมาตรา ๒๔๘ ถอนได้ไหมครับท่านประธาน ท่านประธานวุฒิสภาเพิ่งลงไปเมื่อสักครู่ถ้าท่านนั่งอยู่ผมจะถามท่านครับว่า ท่านถอนได้ไหม สุดท้ายท่านก็ลงมติเช่นเดียวกัน น้อยกว่า ๓ ใน ๔ ไม่สามารถที่จะให้หลุดออกจากตําแหน่ง ได้แม้ว่าประเทศนี้เห็นกันโต้ง ๆ เลย ผมถามหน่อยครับ วุฒิสภาท่านมีแค่ ๑๕๐ คน ครึ่งหนึ่ง มาจากเลือกตั้ง ครึ่งหนึ่งมาจากสรรหา ทําอะไรได้บ้างครับ นี่คือสาระสําคัญที่เกิดขึ้น ท่านประธานครับ
มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ท่านต้องควบคุม ผู้อภิปรายนะครับ เพราะว่าอภิปรายถึงเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับคนนอกนะครับ เขาไม่มีสิทธิ ที่จะได้มาอธิบายอะไรในนี้ และมติของวุฒิสภานั้นก็ต้องถือว่าสิ้นสุดนะครับ ถ้าท่านจะพูด ให้ชัดพูดไปเลยครับว่าไม่เคารพมติวุฒิสภาซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านจิรายุครับ อย่าเอ่ยชื่อ คนภายนอกโดยไม่จําเป็นนะครับ
ท่านประธานพูดดังนิดครับ ไม่ได้ยินครับ
กรุณาอย่าเอ่ยชื่อคนนอก โดยไม่จําเป็นนะครับ เชิญต่อเลยครับ
ท่านประธานครับ ผมไม่ติดใจอะไรพี่บุญยอดของผมนะครับ เพราะว่าที่ผมพูดมันก็ไม่ได้นอกเรื่อง ไม่ได้พูดเรื่อง ส.ก. ส.ข. ท่านประธานครับพูดเรื่อง ส.ว. และผมให้เหตุผลว่าทําไมจึงต้อง ๒๒๐ เพราะที่ผ่านมามัน ๑๕๐ มันครึ่งต่อครึ่งมันมีปัญหา ไม่ได้นอกเรื่องเลยนะครับ ท่านประธานครับ
ไม่ได้นอกเรื่องครับ เพียงแต่อย่าไปเอ่ยชื่อคนนอกโดยไม่จําเป็น เชิญต่อเลยครับ
ท่านประธานครับ นี่คือสาระสําคัญว่าเหตุใดสมาชิกวุฒิสภาจึงจําเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง ทั้งหมด ๒๒๐ ท่านตามที่ผมแปรญัตติไว้ ก็เพราะว่าผมติดตามการทํางานของสมาชิกวุฒิสภาตลอด อํานาจท่านล้นฟ้าครับ ท่านบอกว่าถ้าเกิดการเลือกตั้ง ๒๒๐ คนแล้วนี่ ท่านบอกว่า ไม่ไว้ใจว่าเดี๋ยวจะมีพรรคการเมืองโน่นนี่นั่นเข้ามาเกี่ยวข้อง แล้วถ้าพรรคการเมืองอื่น ในพื้นที่อื่นละครับ มันเกี่ยวกันไหมละครับ เราต้องไว้ใจประชาชนครับ ไม่ใช่อะไรก็คิดว่า ประชาชนโง่ ประชาชนโง่ โง่ ๆ นี่คือการคิดแบบอํามาตย์ ท่านประธานครับ แล้วก็คิดแบบ ชนชั้นปกครองครับ เพราะฉะนั้นผมบอกท่านประธานอย่างนี้ครับว่า การทํางานของ คณะกรรมาธิการต่าง ๆ ผมบอกได้เลยครับว่าสมบูรณ์แล้ว ด้วยเหตุผลที่ว่าประเทศมันเป็น ประชาธิปไตยไปไหนต่อไหนกันแล้ว ท่านยังมายืนยันกันอยู่ว่าเลือกตั้งต้องครึ่งหนึ่ง สรรหา ต้องครึ่งหนึ่ง แล้วคนทั้งประเทศนี่มันมีคนฉลาดอยู่ กทม. อย่างเดียวเลยหรืออย่างไร ท่านประธานครับ จบดอกเตอร์เป็นศาสตราจารย์อยู่จังหวัดเชียงใหม่ อยู่จังหวัดขอนแก่น อยู่จังหวัดสุราษฎร์ธานี อําเภอสุไหงปาดี เยอะแยะท่านประธานครับ สาระต่อมาครับก็คือว่า เหตุผลที่ผมเห็นด้วยว่ามีการเลือกตั้งทั้งหมด ๒๒๐ คน จากที่ผมอธิบายท่านประธานไปแล้ว ครับว่าประชากร ๖๖ หารด้วย ๓๐๐,๐๐๐ ก็ ๑ : ๓๐๐,๐๐๐ แต่สิ่งที่อยากจะเกิดขึ้นต่อไป ก็คือว่าการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทําไมมันยืดยาวเหลือเกินละครับ สมัยก่อนก็มี การแก้ไขอะไรไม่ดีท่านบอกรับไปก่อน พอแก้ไขท่านบอกว่ามีปัญหา ท่านบอกว่า ส.ว. มาจาก การเลือกตั้งจะต้องอิงแอบพรรคการเมือง อ้าวแล้วท่านอิงแอบ ๗ คน ถ้าถามผมนะครับ ถ้ามีโอกาสลง ส.ว. ผมบอกผมเป็นขี้ข้าประชาชน ๓๐๐,๐๐๐ คน ดีกว่าเป็นขี้ข้า ๗ คน นี่คือสาระสําคัญมันเกิดขึ้นจริง ๆ ท่านประธานครับ ท่านอย่าตะแบงเลยครับ อะไรที่ท่าน ไม่สมประโยชน์ท่านโวยวาย อะไรที่ท่านสมประโยชน์ท่านนิ่งเฉยหรืออย่างไรละครับ ผมนึกว่า ท่านประธานจะประท้วงผม
เชิญท่านสาธิต
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดระยอง ขออนุญาตประท้วง เพื่อนสมาชิกที่กําลังอภิปรายในข้อบังคับของการอภิปรายที่นอกประเด็นแล้วก็ไม่ปฏิบัติตาม ข้อบังคับ คือผมเห็นท่านประธานได้วินิจฉัยไปแล้วนะครับว่าการอภิปรายในวาระที่สองก็ต้อง นําเสนอในเรื่องที่เป็นเหตุผลสนับสนุนการแปรญัตติของตัวเอง ส่วนหนึ่งของเพื่อนสมาชิก ในการอภิปรายนั้นก็อภิปรายสนับสนุน แต่อีกส่วนหนึ่งก็ไปพูดถึงเพื่อนสมาชิกอื่นที่มี การอภิปรายให้เหตุผลไว้ ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าถูกต้อง การที่เพื่อนสมาชิกจะอภิปรายว่า ไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการและมีความเห็นอย่างไร นั่นเป็นสิทธิ เราก็เคารพ แต่ไม่จําเป็น ต้องไปบอกว่าเพื่อนสมาชิกท่านอื่นพูดอย่างนั้นพูดอย่างนี้มาหักล้าง การอภิปรายที่ดีควร นําเสนอกับท่านประธานในความเห็นที่ไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการถึงจะเป็นการอภิปราย อย่างถูกต้องนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าท่านประธานได้กรุณาวินิจฉัยจะเป็นบรรทัดฐานสําหรับ การทําหน้าที่ของเพื่อนสมาชิกในอันดับต่อ ๆ ไปด้วยนะครับ เพราะถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว ถ้าท่านประธานอนุญาตให้อภิปรายแบบนี้ เพื่อนสมาชิกฝั่งนี้ก็อภิปรายแบบนี้ได้เหมือนกัน ให้ท่านประธานได้วินิจฉัยด้วยครับ
ต้องขอบคุณท่านสาธิตนะ ครับ คําประท้วงท่านมีเหตุผลครับ แล้วผมก็เห็นด้วยถ้าทุกฝ่ายได้ยึดถือแนวปฏิบัติอย่างที่ ท่านสาธิตได้พูด การประชุมจะมีความเรียบร้อยยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นขอความร่วมมือนะครับ พูดแสดงความเห็นในความเห็นของตัวเอง ไม่ต้องไปพาดพิงความเห็นของคนอื่น เอาประเด็น ของตัวเองเท่านั้นนะครับ แล้วก็ให้กระชับอยู่ในประเด็นที่ได้สงวนเอาไว้ หรือมีการแก้ไข มันก็จะทําให้เราใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะฉะนั้นท่านจิรายุครับ ขอให้ กระชับและอยู่ในประเด็น ท่านอยู่ในประเด็นอยู่แล้วครับ เพียงแต่อย่าไปพาดพิงคนที่เขาได้ แสดงความเห็นไม่ตรงกับเรานะครับ เอาแสดงความเห็นเฉพาะส่วนของเราเท่านั้นก็พอ เชิญครับ
ท่านประธาน ไม่ต้องห่วงครับ พวกผมเคารพข้อบังคับอย่างยิ่งยวดครับ แล้วก็เป็นคนมีวินัย ต้องอยู่ใน สังคมประเทศนี้ได้ ถ้าอีกหน่อยประเทศเด็กวัยรุ่นไปเข้าแถวซื้อของแล้วผมไปแซง ไม่ได้ ท่านประธานครับ พอไม่ได้เอะอะโวยวายร้องกระจองอแงโหยหวนอย่างนี้ก็ไม่ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นท่านประธานผมว่าท่านประธานก็ใจเย็น ๆ หน่อยแล้วกันนะครับ ดูเหมือนกับว่า ฝ่ายค้านพอทักอะไรท่านประธานก็เสียสมาธิ ขออภัย ถอนครับ ท่านประธานอย่าไปกังวลมาก
ท่านต่อเถอะครับ ผมมี หน้าที่คุมกฎกติกาข้อบังครับ เขาประท้วงมีเหตุผล ผมก็ต้องวินิจฉัยตามนั้น ท่านต่อของ ท่านดีกว่า แล้วถ้าทุกฝ่ายยึดถือปฏิบัติอย่างที่พูดเมื่อสักครู่นะครับ ก็จะทําให้การประชุม มีความเรียบร้อยมากยิ่งขึ้น เชิญต่อครับ
ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ผมเคารพตามข้อบังคับครับ ท่านประธานครับจํานวน ๒๒๐ คน ด้วยเหตุผลที่ผมบอกว่า ๑ คนต่อ ๓๐๐,๐๐๐ คน ตามระบอบประชาธิปไตย ยังถือว่ามาก คือคนจํานวนประชากรมากเกินไปท่านประธานครับ หลายท่านอ้างฝรั่งมังค่า ผมไม่รู้หรอกครับ ไม่ได้เรียนจบเมืองนอกเมืองนา เรียนจบประเทศไทย แต่รู้ว่าประชาชน เขาต้องการสมาชิกวุฒิสภาที่ไปพบปะประชาชนบ้าง ท่านไม่จําเป็นต้องมาจากพรรค การเมืองครับ เพราะอะไรรู้ไหมครับ บางทีเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ อยู่ในพื้นที่ตัวเองมาแทบตายไม่เคยทําอะไรเลย สมาชิกวุฒิสภาเวลาไปลงหาเสียงหรือไป พบปะพี่น้องประชาชนจะได้ดูบ้างว่า ส.ส. บางคนมันไม่เคยทําอะไรเลย เอากระแสอย่างเดียว นี่คือสาระสําคัญ ท่านประธานครับ ไม่ใช่นั่งอยู่บนภูแล้วก็ดูว่านั่นอ้ายจุก อ้ายแกะ อ้ายเปีย อ้ายโก๊ะมันทําอะไรไม่รู้ ฉันนี่เก่งอยู่คนเดียว เพราะฉะนั้นสาระสําคัญเหตุผลที่มันต้อง มีการเลือกตั้งมันไม่ได้ถอยหลังเข้าคลองเลยท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เขียนชัดเจนครับ บอกว่าประชาชนเสื่อมศรัทธาจากสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากแต่งตั้ง เพราะมองไม่เห็นหัวประชาชน จะแต่งตั้งจากใครก็แล้วแต่นะครับ แต่ว่าถ้าถามประชาชนบ้างอย่างไรมันก็ดีกว่า ท่านประธานครับ ผมถามว่าสมาชิกวุฒิสภา แบบแต่งตั้งนี่ ท่านไปพบปะประชาชนแบบพวกผมไหมละครับ บางเรื่องมันไม่ได้ หมายความว่าทํางานเหมือนสภาผู้แทนราษฎรแบบ ส.ส. นะครับ แต่บางเรื่องก็ต้องรู้มากกว่า ส.ส. ด้วยการลงไปสัมผัสพื้นที่แบบ ส.ส. เช่นเดียวกันครับ ไม่ใช่ว่าเป็น ส.ว. กลั่นกรอง กฎหมายแต่ไม่เคยรู้อะไรเลย เรียนแต่ตํารา วันดีคืนดีก็ไปอ้างกฎหมายแล้วก็ส่งจดหมายมา เพราะอ้างจากตํารา ไม่เคยสัมผัสของจริง ใช้แต่สแทนด์อิน (Stand in) ตลอด เพราะฉะนั้น การเลือกตั้ง ส.ว. นี่อย่างไรก็แล้วแต่ผมก็ต้องบอกว่าต้องเป็นการเลือกตั้ง สุดท้ายปลายทาง ผมจะบอกท่านประธานอย่างนี้ครับว่าประเทศนี้มันบอบช้ํากันมานานแล้ว ก็เพราะว่า เราเห็นต่างกัน แต่เมื่อเห็นต่างกันทีไรเราหาทางออกได้ไหม ด้วยการพูดคุยในสภาได้ไหม เราไม่ต้องมีตัวช่วยได้ไหม เราใช้วิธีการที่จะอธิบายด้วยเหตุผลได้ไหม ฟังสมาชิกวุฒิสภา แบบเลือกตั้ง หลายท่านก็เห็นด้วย แม้ท่านบอกว่าจะเหนื่อยลําเค็ญแทบตายก็ตาม แต่สมาชิกสรรหาก็อ้างสารพัดครับ เทวดาฟ้าดินว่ากันไป เรื่องของฉันนี่เก่งอย่างนั้น คนนั้นเขาแต่งตั้งมาอย่างนี้ ฉันมีหน้าที่กลั่นกรองมาอย่างนั้นอย่างนี้ ผมถึงถามท่านประธาน อย่างไรครับ ประชุมรัฐสภาของสมาชิกวุฒิสภาท่านถอดถอนใครได้บ้าง ก็ผมถึงถามอยู่ เสมอ ๆ ว่าแล้วมีไว้ทําไม ถ้ามีแล้วยังครึ่ง ๆ กลาง ๆ ประเทศมันก็ไม่สุดซอยมันไปไม่ได้ มันเหมือนเวลาเรากินข้าวกันในกลุ่มหนึ่ง ท่านประธานครับ เพื่อนบอกจะไปกินเอ็มเค (MK) อีกคนบอกอยากจะกินส้มตํา อีกคนบอกอยากจะกินแบกะดิน มติที่ประชุมไม่ลงกันมาก็ไม่จบ ฉันจะไปคนละทาง ก็ไปกันคนละทาง ผมถึงบอกท่านประธานครับว่า การแปรญัตติ ที่เพิ่มจํานวนขึ้นเป็น ๒๒๐ คนนี้นะครับ ก็เพราะว่าพวกเราต่อต้านระบอบเผด็จการ ที่ไม่ได้มาจากประชาชน โปรดฟังอีกครั้งหนึ่งครับ พรรคเพื่อไทยต่อต้านระบอบเผด็จการ ที่มิได้มาจากประชาชนโดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะสภาสูง สภากลาง หรือสภาล่าง ท่านประธานครับ เพราะมันเจ็บปวด ใครลองไปด่า ส.ว. สรรหาสิครับ ไม่กล้าหรอก ขาใหญ่เขาตั้งกันมา ๗ คน แต่ ส.ว. เลือกตั้งนี่นะครับ ต้องไปพบปะพี่น้องประชาชน ไปรับฟังปัญหาอะไรไม่ดีบอก ส.ส. ในพื้นที่ เฮ้ย จิรายุพื้นที่คุณเป็นอย่างนี้ ๆ แก้ไขหน่อยสิ พูดจากันได้ครับ แต่ ส.ว. สรรหา ก็ไม่ได้ลงพื้นที่ อยู่ดี ๆ ก็ส้มหล่น ถามผมว่าผมอยากเป็นไหม ผมอยากเป็นแต่ผมไม่เท่า ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาผมประกาศให้พี่น้องประชาชนเลยครับ จะใช้คําสภาผัวสภาเมียอะไร อย่าไปรังเกียจกันครับ สภาทาส เผด็จการเสียงข้างมากก็เพิ่ง ได้ยินในยุคนี้รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ก็เป็นเสียงข้างมาก ทําไมมีใครด่าแกมั่งนี่ แต่พอรัฐบาลใช้เสียงข้างมากที่ประชุมมีความเห็นอย่างนี้ พวกนี้เสียงข้างมากลากไป อ้าว แล้วจะไปมีสภาทําไมครับ เลิกไหมครับท่านประธาน ไม่ต้องมีอะไรก็เอาแบบปฏิวัติ รัฐประหารครับ มาคนเดียวเลย สั่งซ้ายไปซ้าย ขวาไปขวา ยึดบ้านใครยึดเลย อยากจะจับกุม จับ อยากจะจับกุมใครจับ อยากจะตั้งใครตั้ง มันไม่ได้ท่านประธานครับ จะเอาแบบประเทศ อียิปต์หรือท่านประธาน ไม่มีบ้านจะอยู่กันนะครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นวันนี้พี่น้อง ประชาชนที่เคารพครับ สภาผัวสภาเมียมันน่ากลัวอะไรกันนักกันหนาก็คนเหมือนกัน เมียอาจจะมีความรู้กว่าผัวด้วยซ้ํา ผัวอาจจะโง่กว่าเมียด้วยซ้ํา แล้วเป็นอย่างไรครับ ฝ่ายค้าน นามสกุลเดียวชื่อเดียวกันไม่มีใครว่าเลย สภาผัวสภาเมีย ก็ไม่เห็นแปลกก็มีความรู้ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ก็มีญาตินามสกุลเดียวกันอยู่ ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ก็มีความรู้ทั้งคู่ ไม่เห็นจะตื่นเต้นเลยท่านประธานครับ ไปตื่นเต้นกันจัง ออกไปด่ากันข้างนอกสภาผัวสภาเมีย สุดท้ายแล้วต้องเลือกตั้งอย่างเดียว ท่านประธานครับ สมัยเด็ก ๆ นะครับท่านประธาน อาจารย์ ผมให้เลือกหัวหน้าห้อง ห้องหนึ่งมี ๕๐ คน ๒๖ คนเลือกเพื่อนผม ๒๔ คนเลือกผม ผมยัง ยกมือจับมือกับมันเลยท่านประธานครับ แต่ประเทศไทยไม่ได้นะครับ นี่เสียงข้างมาก อย่างโน้นอย่างนี้ มันไม่จบ ถึงบอกว่าประเทศ ๗ ปีก็วนอยู่ในอ่างกันอยู่อย่างนี้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ หารันเวย์ (Runway) ลงแล้วครับ ผมกําลังจะบอกท่านประธานว่าการเลือกตั้ง ทุกระดับชั้นตั้งแต่อนุบาลยันสมาชิกวุฒิสภามันเป็นปัจจัยสําคัญของประเทศประชาธิปไตย แต่ถ้าเรายังใช้ระบบการแต่งตั้งเข้ามาในทุกสารบบของประเทศนี้ ผมว่าบ้านเมืองเดินหน้าไม่ได้ครับ ถ้าวันดีคืนดีท่านกังวลใจบอกว่าเดี๋ยวกระบวนการ การเลือกตั้ง เดี๋ยวจะต้องไปอยู่พรรคการเมืองโน้น พรรคการเมืองนี้ ท่านยังไม่ทันนอนเลย ท่านฝันร้ายเสียแล้ว อาจจะฝันดีก็ได้นะท่านประธาน อาจจะออก ๕๕ หวยออกก็ได้ แต่ท่านกลัวแล้ว กลัวอะไรกับประชาชนนักหนา พรรคเพื่อไทยอนาคต ท่านประธานครับ อีก ๑๐ ปี ๒๐ ปี แพ้การเลือกตั้ง พรรคอื่นขึ้นมาเป็นรัฐบาล ผมเอาบ้างไหมแปรญัตติ มาตรา ๕๗ แบบขัดหลักการ แล้วท่านประธานให้พูดด้วยนะ จะเอาแบบ ๗ วัน ๗ คืน มันก็ไม่จบ กติกาไม่มี เอาละ แต่ผมไม่พูดถึงท่านประธานครับ แค่เตือนให้ท่านประธานได้รู้ว่าบางที อย่าไปอะลุ้มอล่วยมาก ฝ่ายค้านบางทีเขาก็ตามสไตล์ (Style) เขา ท่านประธานครับ
สมควรแล้วกระมังครับ อย่าไปพาดพิงเขาเลยนะครับ เดี๋ยวก็มีประท้วง
ผมอภิปรายเพื่อแสดงความเห็นใจท่านประธานด้วยนะครับ สุดท้ายปลายทางท่านประธานครับ ขอประกาศให้กับประเทศนี้ พี่น้องประชาชนทุกท่านนะครับ ท่านอยากจะเป็นประเทศ แบบเผด็จการใช่ไหม เอาเสียงข้างน้อยมาชนะทุกเรื่องในประเทศนี้ใช่ไหม ต่อไปนี้ท่านเรียน ในห้องเรียน เพื่อนชวนไปกินสุกี้ คนกลุ่มใหญ่มันชวนไปกินสุกี้ยากี้ คนกลุ่มน้อยอยากกิน ส้มตํา แล้วบอกว่าเผด็จการเสียงข้างมากไปกินสุกี้ยากี้ ท่านไปกินส้มตําเลยครับ หรือถ้า ประเทศนี้ยังยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย เสียงข้างมากคือมติของมหาชน ท่านต้องเคารพ เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งคือสิ่งสําคัญครับ ไม่ให้พรรคการเมืองใดก็แล้วแต่ที่ต่อต้านระบอบ ประชาธิปไตยขอให้มันบรรลัยวายวอด ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านนิพิฏฐ์มีอะไรครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตใช้สิทธิประท้วงท่านที่อภิปรายจบไปเมื่อสักครู่ครับ ท่านผู้ที่อภิปราย จบไปเมื่อสักครู่ท่านบอกว่า ท่านขอประกาศกับประชาชนว่าต่อไปนี้จะเอาลักษณะเผด็จการ โดยเอาเสียงข้างน้อยชนะทุกเรื่องใช่หรือไม่ ผมคิดว่าการพูดอย่างนี้เป็นการพูดที่เสียดสี แล้วก็ทําให้เสียงข้างน้อยอย่างพวกกระผมนี้คือเสียงข้างน้อยได้รับความเสียหาย ท่านไปสรุป อย่างนั้นไม่ได้ครับ ผมนั่งฟังอยู่หลายประโยค หลายประเด็น ท่านอภิปรายพาดพิงไปถึง ท่านวุฒิสมาชิกที่มาจากการสรรหา ผมไม่ใช้สิทธิตรงนั้นหรอกครับ เป็นเรื่องที่วุฒิสมาชิกที่มา จากการสรรหาท่านต้องป้องกันตัวของท่านเอง และผมคิดว่าท่านก็ได้ทําประโยชน์ให้กับ ประเทศนี้ได้มาก และต้องยอมรับว่าวุฒิสมาชิกที่มาจากการสรรหาบางท่านได้ทําประโยชน์ ให้กับประเทศนี้มากกว่าสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งก็มีอยู่ ผมจะไม่พูดประเด็นนั้น แต่ว่า ต้องใช้สิทธิตรงนี้ประท้วงท่านประธานครับ เพราะว่าที่ท่านพูดนั้นผิดไปจากความเป็นจริง เสียงข้างน้อยของเราวันนี้เราไม่ได้ต้องการว่า เหมือนที่ท่านพูดว่าเราเป็นเผด็จการ เสียงข้างน้อยที่เราต้องเอาชนะทุกสิ่ง ไม่ใช่ครับ แต่ผมเรียนว่าเรายืนยันว่าเสียงข้างน้อย เรากําลังที่จะบอกกับเสียงข้างมาก ผมยืนยันว่าเสียงข้างมากนี้เป็นเผด็จการ ไม่มีครั้งไหน หรอกครับที่เสียงข้างมากจะปิดหูปิดตาประชาชนและบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างนี้ เรากําลัง บอกเสียงข้างมากว่าเสียงข้างมากไม่ได้ทําได้ทุกเรื่อง ไม่ใช่ท่านบอกว่าท่านมาจาก เสียงข้างมากและท่านทําได้ทุกเรื่อง ไม่ใช่ ผมเรียนท่านประธานฝากไปถึงผู้ที่นั่งลงเมื่อสักครู่ว่า ฮิตเลอร์ ก็มาจากเสียงข้างมาก ฮิตเลอร์ก็มาจากการเลือกตั้งและฮิตเลอร์นั่นละครับ เป็นผู้นําโลกนี้เข้าสู่สงคราม เหมือนกับพวกท่านที่อยู่ในสภาแห่งนี้ซึ่งกําลังเป็นเผด็จการ รัฐสภา ผมยืนยันและผมกล่าวหาครับ ท่านประธานครับ เราไม่ได้ต้องการชนะทุกเรื่อง แต่ เราต้องบอกว่าเสียงข้างมากต้องมีเหตุผล เมื่อไรก็ตามที่เสียงข้างมากเป็นเผด็จการ เมื่อไรก็ตามที่เสียงข้างมากไม่มีเหตุผล เราจะต่อสู้กับเสียงข้างมาก ทําไมเราถึงถ่วงกฎหมาย ที่ท่านกล่าวหาว่าเราถ่วงกฎหมาย เพราะเราต้องการให้สังคมรู้ว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นในรัฐสภา ถ้ากฎหมายจบภายในครึ่งวัน ประชาชนไม่รู้ว่าหายนะกําลังจะเกิดขึ้น เราเตือนประชาชนว่า ในขณะนี้ท่านกําลังใช้เผด็จการของรัฐสภาและปิดปากเสียงข้างน้อย เราไม่ได้สู้ท่านทุกเรื่อง เราสู้ท่านในสิ่งที่ท่านไม่มีเหตุผลและกําลังจะนําประเทศนี้ไปสู่หายนะเท่านั้นครับ และเราจะ สู้ต่อครับท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ
พอแล้วกระมังครับ อย่าประท้วงเลยครับ ประชาชนเขาฟังมาอยู่ตลอด ไม่มีอะไรหรอกครับ เดี๋ยวก็โต้ไปโต้มา ก็ไม่จบ ผมว่าพอแล้วนะครับท่านจิรายุ คนฟังเขาเข้าใจครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกรัฐสภา มิได้ขอประท้วงท่านประธานแต่อย่างใด แต่ขอชี้แจงสั้น ๆ นิดเดียวครับ ที่ท่านอ้างมานี้มันก็เป็นหลักการของประวัติศาสตร์โลก ก็ถูกของท่านครับ ที่ท่านอาจารย์นิพิฏฐ์ท่านว่า แต่วันนี้ผมยืนยันว่าระบอบประชาธิปไตย เราอย่าเรียกคําว่าเสียงข้างมาก คือเกินครึ่งหนึ่งมันเป็นมติของมหาชน เท่านั้นเองครับ ถ้าเรายึดหลักการนี้ แล้วถ้าเกิดอีกหน่อยเลือกหมู่บ้าน กองทุนหมู่บ้าน เลือกกรรมการ หมู่บ้าน ถ้าเสียงข้างมากชี้หน้ากันอย่างนี้ ประเทศมันไปไม่ได้จริง ๆ ท่านประธานครับ ผมขอ ชี้แจงไว้เท่านี้ให้บันทึกครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านครับ พูดในหลักการ เหตุผลของเรา
ไม่เป็นไรครับ คุยกันให้จบสิ้นกระแสความเรื่องนี้ครับ เมื่อท่านกล่าวว่าเสียงข้างมากของท่านเป็นมติของ มหาชน ท่านทําได้ ท่านเข้าใจผิดครับ ผมไม่อยากจะลุกขึ้นโต้แย้งท่านแล้ว เสียงข้างมาก มันละเมิดกฎหมายไม่ได้ครับ เสียงข้างมากมันสะท้อนความต้องการได้ แต่เสียงข้างมาก ตัดสินผิด ตัดสินถูกไม่ได้ครับ อันนี้คือหลักทั่วไปครับ นี่คือหลักของมหาตมา คานธี นี่หลักของทั่วโลกครับ ปราชญ์ทั่วโลกเขายอมรับอย่างนั้นครับ เสียงข้างมากสะท้อนความ ต้องการได้ แต่เสียงข้างมากตัดสินผิด ตัดสินถูกไม่ได้ สภาแห่งนี้ตัดสินผิดถูกไม่ได้ แต่สภาแห่งนี้สะท้อนความต้องการได้ ถ้าความต้องการนั้นผิดกฎหมาย สภาแห่งนี้ไปทําสิ่ง เหล่านั้นไม่ได้ครับ ท่านประธานครับ ทําไมเราไม่ยกมือกันล่ะครับว่า คนไหนผิด คนไหนถูก ทําไมต้องไปขึ้นศาลละครับ เพราะเขาให้ศาลตัดสินผิดถูก
พอแล้วกระมังครับ
ผมเรียนท่าน นะครับ ไปเรียนเสียใหม่นะครับ เสียงข้างมากมันสะท้อนความต้องการ แต่ตัดสินความชั่ว ความดี ความเลว ผิดถูกไม่ได้ครับ ท่านประธานครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ไม่พอหรือครับ ผมว่าประชาชนเขามีดุลยพินิจ เขารู้ สมควรแล้วนะครับ พอเถอะครับ ท่านนิดเดียว ทางนี้ ก็นิดอีกมันก็ไม่จบ ท่านจิรายุครับ ผมว่าพอสมควรแล้ว ไม่เสียหายหรอกครับ ผมก็ฟังอยู่ มันเป็นความเห็น ทีนี้ประชาชนมีดุลยพินิจอยู่ อย่างนั้นไม่เป็นไร เชิญครับ
ท่านประธานด้วยความเคารพครับ ผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกรัฐสภา ขออภัยท่านอาจารย์ นิพิฏฐ์นะครับ ผมอาจจะไม่ได้เรียนจบกฎหมาย แต่กลับไปเรียนไม่ได้จริง ๆ จบทางด้าน วารสารสื่อสารมวลชนมา แต่ผมยึดหลักประชาธิปไตย ถ้าท่านบอกว่าใครทําผิดกฎหมาย มันมีกระบวนการศาล ท่านประธานก็ไปว่ากัน แต่ไม่ใช่หมายความว่าสิ่งที่ท่านพูดก็ถูกหมด ทุกอย่างก็ไม่ใช่เช่นเดียวกัน และสิ่งที่พูดกันในสภานี้ก็ไม่ได้ถูกหมดทุกอย่างเช่นเดียวกัน ผมแค่ยึดหลักการของประเทศ ส่วนใครจะอภิปรายผิดหรือกฎหมายฉบับไหน มันละเมิดต่อ กฎกระบวนการของประเทศนี้ก็ไปว่ากันตามกระบวนการยุติธรรม แต่ท่านไม่มีสิทธิไปชี้หน้า ด่าใครเขาว่ากฎหมายฉบับนี้ละเมิด กฎหมายฉบับนี้ผิด ผมแค่บอกท่านว่ายึดหลัก ประชาธิปไตยเสียงข้างมากของพี่น้องประชาชนย่อมตัดสินแม้บางเรื่องมันอาจจะไม่ทุกอย่าง แต่มันก็มีกระบวนการถ่วงดุลการตรวจสอบเท่านั้นละครับ ท่านประธานครับ
ขอครั้งสุดท้ายนะครับ
ท่านประธานครับ ผมขอบคุณท่านจิรายุนะครับ ที่ได้กรุณากล่าวไปสักครู่ว่า ท่านยังไม่ตัดสินว่าใครผิด ใครถูก แต่ท่านอยากให้การตัดสินผิดถูกนั้นเข้าสู่กระบวนการของศาล อันนี้ผมขอบคุณ ท่านเลยครับ ผมเห็นด้วยกับท่านครับว่า การตัดสินผิดถูกนั้นต้องใช้กระบวนการของศาล แต่ว่าท่านกําลังฆ่าตัดตอนกระบวนการยุติธรรมอยู่ครับ กฎหมายนิรโทษกรรมนี้ ท่านกล่าวหารัฐบาลชุดที่แล้ว ท่านต้องฟังผมให้จบนะครับ นี่ละครับ พอจี้ใจดําท่านก็ฟัง ไม่ได้ครับ ท่านบอกว่า นี่ผมจดอยู่นะครับท่านประธาน ท่านบอกว่าผิดถูกให้เป็นกระบวนการ ของศาล ท่านกล่าวหารัฐบาลชุดที่แล้วสั่งฆ่าประชาชน แต่ผมบอก
ท่านครับ มันเป็นเรื่องของ มันจะเข้าข่ายของการใส่ร้ายนะครับ ผมว่าพอกันดีกว่ากระมังครับ ผมพยายามอะลุ่มอล่วย ให้ได้พูดนะครับ ที่จริงก็มารอบ ๓ รอบ ๔ แล้ว ก็ ๑ นาทีแล้วจะโต้กันไปโต้กันมาอย่างนี้ กลายเป็นโต้วาที ผมต้องขอความร่วมมือครับ เขาไม่ได้พูดพาดพิงให้เสียหายครับ ผมจะ อนุญาตถ้าท่านจะไม่พาดพิงให้เสียหาย ท่านสัญญาสุภาพบุรุษนะครับ ท่านไม่พาดพิงฝั่งโน้น ให้เสียหายนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ กระผมเห็นด้วยว่าการตัดสินผิดหรือถูกนั้นต้องใช้กระบวนการของศาลยุติธรรม กระผม เห็นด้วยครับ และกระผมบอกท่านประธานต่อไปว่า เมื่อมีการกล่าวหาว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง กระทําผิดกฎหมาย กระผมสนับสนุนให้นําข้อพิพาทนั้นไปสู่ศาลยุติธรรม ถ้าศาลยุติธรรม ตัดสินแล้วทุกอย่างก็ยุติและเดินไปได้ ผมเรียกร้องครับว่าถ้าข้อเท็จจริงตรงไหน ข้อพิพาท ข้อขัดแย้งตรงไหนที่ขัดแย้งกันอยู่อย่าเถียงกันเลยครับ นําไปสู่ศาลแล้วอย่าฆ่าตัดตอน กระบวนการยุติธรรมด้วยการออกกฎหมายนิรโทษกรรมครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ผู้ช่วยศาสตราจารย์จารุพรรณ กุลดิลก ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอให้ท่านประธาน ช่วยเคร่งครัดต่อข้อบังคับด้วยค่ะ ดิฉันขอใช้ข้อบังคับ ข้อ ๕ ให้ประธานนั้นควบคุมข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ข้อ ๔๕ อย่างเคร่งครัดในการระงับไม่ให้มีการพาดพิงใส่ร้ายเสียดสี ดิฉันนั่งฟัง แล้วก็ในฐานะเป็นสมาชิกรัฐสภามา ๒ ปีแล้วนะคะ ประเด็นที่ใส่ร้ายรัฐสภาให้เกี่ยวข้องกับ ฮิตเลอร์ (Hitler) นี่หลายครั้งมากท่านประธาน ซึ่งเป็นประเด็นทางประวัติศาสตร์ซึ่งไม่เป็น ความจริง ดังนั้นขอให้ท่านประธานควบคุมแล้วก็เคร่งครัดต่อข้อบังคับด้วย ไม่อย่างนั้นทําให้ ประเทศชาติเสียหายว่าคนไทยนี้ไม่มีความรู้ประวัติศาสตร์ ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ผมพยายาม ดําเนินการอยู่แล้วนะครับ แต่สมาชิกก็ต้องให้ความร่วมมือด้วยนะครับ พอแล้วกระมังครับ เอาละครับ ท่านวรชัยพอเถอะครับ เดินหน้าต่อดีกว่า เอาละครับ จบแล้วครับ เชิญท่าน ส.ว. ประเสริฐครับ เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดขอนแก่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่าน ส.ส. เมื่อสักครู่ที่กล่าวออกไป ผมก็ขออนุญาต คุณจิรายุ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ผมอยากให้คุณแต่งเนื้อแต่งตัวให้ดีนะครับ อีกไม่นาน ประชาชน กทม. คงจะเสนอชื่อท่านเป็นรัฐมนตรีนะครับ ต้องกราบเรียนท่านประธาน นะครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการ กระผมเห็นด้วยในบางประการแล้วก็ไม่เห็นด้วย ในบางประการ สิ่งที่กระผมอยากจะเสนอก็คือว่า ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง ผมเห็นด้วย ๒๐๐ คน แต่กระผมอยาก ใน ๒๐๐ คนนั้นที่ผมแปรญัตติก็คือ ๑๖๐ คนมาจาก การเลือกตั้ง ๔๐ คนมาจากการสรรหา ใน ๔๐ คนที่มาจากการสรรหา เหตุใดที่กระผมต้อง ใช้เหตุผลเช่นนี้ เพราะการถอดถอนแต่ละครั้งไม่เคยสําเร็จเลยครับ ดังนั้น ๓ ใน ๕ ของ ๒๐๐ คน ก็คือมาจากเลือกตั้ง ๑๖๐ คน มาจากสรรหา ๔๐ คน ดังนั้นถ้าสรรหาหรือ เลือกตั้งรวมกันแล้วคือ ๒๐๐ คน ๓ ใน ๕ ก็คือ ๑๒๐ คน ๑๒๐ คน กับ ๒๐๐ คน ผมเชื่อว่า เรามีส่วนที่จะได้ทั้งคนที่มีศักยภาพที่เข้ามานะครับ แต่อย่างไรก็ตามการสรรหาที่ได้มา โดย ๗ อรหันต์ หรือ ๗ ผู้ยิ่งใหญ่ กระผมมองว่าไม่ถูกต้อง อันนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่เราน่าจะต้อง มีวิธีการคัดเลือกแบบใหม่ มีวิธีการสรรหาแบบใหม่ ไม่ใช่อํานาจของ ๗ ท่านจะมาสูงกว่า อํานาจของประชาชน ดังนั้นจุดนี้กระผมขอกราบเรียนว่าที่มาของ ส.ว. เลือกตั้งใน ๑๕๐ คน ที่มีอยู่ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กระผมเห็นด้วยที่จะแก้เป็น ๒๐๐ คน โดย ๑๖๐ คน จากการเลือกตั้งตามเขตจังหวัดนะครับ ดังนั้นคุณสมบัติของการเลือกตั้งต่าง ๆ ก็คงจะเป็นข้อต่อไปนะครับ แต่เมื่อสักครู่นี้มี ส.ส. ที่ท่านพูดถึงสภาทาสต่าง ๆ กระผมจะขอสรุปก่อนเป็นข้อ ๆ เป็นประเด็นเพื่อให้เห็นว่า ในประเด็นที่จะกล่าวถึงนี้มีอะไรบ้าง แล้วผมจะขยายความผิดครั้งหนึ่งนะครับ สักครู่ มีการพูดถึงเรื่องประชาธิปไตย กระผมขอเรียนและกราบเรียนพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ นะครับ การใช้สิทธิตามระบอบประชาธิปไตยต้องกระทําด้วยความบริสุทธิ์ใจ มุ่งหวังผลส่วนรวม ไม่ใช่ส่วนตัว หรือมีความอิจฉาริษยาเป็นพื้นฐานเนื่องเพราะความเห็นแก่ตัว ท่าน ส.ส. ที่ไม่เห็นด้วยว่าประชาธิปไตยนี้ต้องยอมรับในกติกา ต้องยอมรับในกติกานะครับ เชื่อมั่น การเลือกตั้ง เชื่อมั่นเสียงส่วนใหญ่ ยอมรับและเคารพในกติกานั้น เมื่อเรารู้ว่ากติกาเป็น อย่างไร การเลือกตั้งมีแพ้ มีชนะ กติกาเขียนไว้ว่า ๔ ปีครั้งหนึ่ง ๔ ปีครั้งหนึ่งนะครับ ก็ต้องมี การหมดวาระของ ส.ส. ก็ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ท่านต้องใช้สิทธิในช่วงที่ท่านจะเป็นฝ่ายค้าน ก็ดี ท่านต้องหาจุดผิดพลาดที่ไม่ซื่อสัตย์ของฝ่ายที่เป็นรัฐบาลในการหาเสียงของท่าน ไม่ควรจะต้องใช้การโจมตีหรือการตีรวนต่าง ๆ จุดนี้กระผมมองว่าทําให้ประชาชนเบื่อหน่าย ทําให้เสียการเป็นสภาอันทรงเกียรติ เพราะฉะนั้นกระผมขอกราบเรียนว่าเราควรจะใช้รัฐสภา จุดนี้เป็นข้อยุติ ปัญหาต่าง ๆ ควรจะหารือแล้วจบกันในรัฐสภา ไม่ควรจะมีการไปรวมตัว หรือก่อม็อบในท้องถิ่นอื่น นั่นคืออนาธิปไตย เราเป็นประชาธิปไตยต้องอยู่ในรัฐสภา กระผมขออนุญาตตรงนี้นะครับ ดังนั้นการที่เราไม่ยอมรับกติกาตามระบอบประชาธิปไตย จะนําประเทศชาติไปสู่มุมอับแล้วก็แก้ไม่ได้ ดังนั้นจุดพวกนี้กระผมขอวิงวอนนะครับ พวกเราในฐานะผู้แทนด้วยกัน กระผมเองจากการเลือกตั้ง คะแนนเสียงเป็นที่ ๓ ของประเทศ รองจาก กทม. โคราช แล้วก็จังหวัดขอนแก่นนะครับ ฉะนั้นกระผมต้องขอเรียนนิดหนึ่งว่า กระผมก็คงจะสะท้อนให้เห็นถึงพี่น้องชาวจังหวัดขอนแก่นที่เลือกกระผมเข้ามา เพราะฉะนั้น จุดหนึ่งถ้าประชาธิปไตยให้ความสําคัญกับความเห็นต่าง ท่านจะมีเสียงข้างน้อยเราเคารพ แต่เสียงข้างมากท่านต้องยอมรับ อีก ๔ ปีเรายอมทน ประเทศชาติก็จะได้สงบ ทําไมล่ะครับ สิ่งเหล่านี้เราทนกันไม่ได้ ในหลวงท่านก็ทรงตรัสไว้ อดทน อดออม อดกลั้น ทําไมครับ ๓ ประโยคนี้สะกดยากนักหนาหรือครับ ถ้าเรารู้ เราอดทน ๔ ปีเราต้องหาจุดผิดพลาดของ รัฐบาลแล้วมาแก้ แล้วเราใช้จังหวะนั้นเอาชนะ ต้องอดทนครับ แล้วอดกลั้นด้วยครับ ไม่ใช่ทนไม่ได้ แล้วจะต้องออกมาทําให้ประชาชนเบื่อหน่าย นี่คือสภาอันทรงเกียรติหรือครับ ดังนั้นวิธีการที่จะยุติปัญหานะครับ ผมกราบเรียนว่าความชอบธรรมตามกติกาที่มี ที่เขียนไว้จึงเป็นทางออกที่คนส่วนใหญ่จะต้องใช้นะครับ กฎเกณฑ์กติกาของสภาหรือรัฐบาล ก็คือขณะนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ก็คือการชิงไหวชิงพริบของ ๒ พรรคการเมืองต่อสู้เพื่อเอาชนะ ซึ่งกันและกันโดยมองสิ่งที่ใกล้ตัว คือผลประโยชน์ของส่วนตัวและพวกพ้องโดยไม่คิดถึง สิ่งที่ไกลตัว นั่นคือผลประโยชน์ของประเทศชาติและผลประโยชน์ทางสาธารณะของประชาชน การที่ไม่เคารพ หรือยึดถือกฎกติกาตามระบอบประชาธิปไตยที่สากลยอมรับจะกลายเป็น อนาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นอนาธิปไตยของเสียงข้างมากหรืออนาธิปไตยของเสียงข้างน้อย พูดไปพูดมาก็ถกเถียงกันอยู่นะครับ ที่มาของ ส.ว. ต่าง ๆ จะทําอย่างไร เมื่อสักครู่มีการพูด ถึงสภาทาส กระผมขออนุญาตพูดถึงนะครับ ดูถูกประชาชนเกินไป ความคิดเห็นของเขามี เราให้เขาเลือก ถ้าเราบอกว่าประชาชนได้จากการซื้อเสียง กระผมต้องเรียนนิดหนึ่งนะครับ ทุกคนมีสติปัญญา ทุกคนมีความสามารถนะครับ ต้องเรียนนิดหนึ่งครับ นายกรัฐมนตรี ไม่จําเป็นต้องเก่งนะครับ ส.ว. ก็ไม่จําเป็นต้องเก่ง ใครเถียงครับ ผมอยากถามก่อน นายกรัฐมนตรีมีความสามารถพอแล้ว สามารถอะไรครับ สามารถใช้คน สามารถใช้คนพอแล้วครับ ท่านสามารถใช้คนเก่งมาทํางานให้ท่าน ไม่จําเป็นว่าตัวนายกรัฐมนตรีต้องเก่ง ถ้านายกรัฐมนตรีมีความสามารถใช้คนเก่งบริหารประเทศรอด มีใครเถียงไหมครับ กระผมขอเรียนตรงนี้นะครับ ถ้าเรารู้จักใช้คนเก่ง ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง คนไหนก็ได้ครับ เลือกตั้งไม่จําเป็นว่าคุณต้องเรียนจบปริญญาเอก จบอะไรจากเมืองนอก ใช้คนเก่ง รู้จักคัดเลือกคน นั่นคือความสามารถ แล้วเอาความสามารถนั้น ของเขามารวบรวม ยกตัวอย่างนะครับ เห็นไหมครับ ผมขออนุญาตเอ่ยนามบริษัทครีมเครื่องสําอางกวนอิม อย่างนี้ ดอกเตอร์เต็มบริษัทเลยครับ เก่งไหมครับ ขออนุญาตเอ่ยนามอีกท่านหนึ่ง เบียร์ช้างอย่างนี้ เก่งไหมครับ ไม่เก่งครับ แต่สามารถใช้คนเป็น สมองวางแผนเก่งนะครับ นายกรัฐมนตรีมองอะไรครับ นายกรัฐมนตรีไม่จําเป็นต้องเก่งเสมอ สามารถอย่างเดียว พอแล้ว ขอบพระคุณครับ ท่านนายกรัฐมนตรีที่ให้เกียรติมานั่งข้างหน้าผมนะครับ ขอบคุณ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ กระผมเพิ่งเห็นเดี๋ยวนี้ ต้องกราบเรียนนิดหนึ่งครับ ผมยังเรียนว่า นายกรัฐมนตรีไม่จําเป็นต้องเก่ง ผมใช้คําว่า ไม่จําเป็น นะครับ ขอให้มีความสามารถใช้คนให้เป็น ถ้านายกรัฐมนตรีใช้คนให้เป็น นั่นคือประเทศชาติรุ่งเรือง เพราะคนเราไม่ได้เก่งไปทุกด้าน นะครับ ดังนั้นขออนุญาตนิดหนึ่ง การที่บอกว่า ส.ว. ลากตั้ง ส.ว. เลือกตั้ง ผมเคารพ ผมถึงใช้ว่า ๑๖๐ : ๔๐ เพราะผมไม่ได้ดูถูก ส.ว. เพื่อนข้าง ๆ ผม ท่าน พลตํารวจเอก จงรัก เก่ง มากในความรู้สึกผม ยังคิดว่างวดหน้าท่านจะเป็นประธานคณะกรรมาธิการการตํารวจ ผมไม่ได้แต่งตั้งนะครับ ขออนุญาตพูดจากความรู้สึกจริงนะครับ ท่านคือ ส.ว. แต่งตั้ง ที่เก่งมากคนหนึ่งในสภานะครับ การที่ ส.ว. ๔๐ คน ที่ผมเลือกผมถึงกราบเรียนว่าคนเก่งมี ขอให้นายกรัฐมนตรีใช้คนให้เป็น นายกรัฐมนตรีมีความสามารถเพียงพอแล้วครับ ดังนั้นผมถึงกราบเรียนนิดหนึ่งว่าเราไม่ควรโจมตีกัน เปิดโอกาสให้ประชาชนเลือก เขามีความสามารถ เขาใช้คนเป็นเองนะครับ อย่างที่ผมเรียนนะครับ คนรวยในปัจจุบัน ในประเทศชาติเรานี้ อาจจะจบ ป. ๔ จบ ป. ๗ ท่านธนินทร์ก็เช่นกัน ท่านเจริญก็เช่นกัน ขออนุญาตที่เอ่ยนามนะครับ นั่นคือความสามารถของคน รู้จักคิด รู้จักมองอนาคต วิสัยทัศน์ คืออะไร ไม่ใช่มองแต่อย่างเดียวว่าต้องเก่ง กระผมขออนุญาตตรงนี้นะครับ นั่นคือขอ แก้ปัญหานะครับ อย่าดูถูกผู้แทนของปวงชนชาวไทยที่เขาเลือกตั้งมานะครับ แล้วเมื่อสักครู่ ที่บอกว่า ส.ว. ภาคอีสาน ผมฟังแล้วรู้สึกเลือดขึ้นทันทีเลยครับ ต้องเรียนนิดหนึ่ง ส.ว. ภาคอีสาน ผมว่าฉลาดครับ ดูจากจังหวัดขอนแก่นก็พอแล้วครับ ผมไม่ได้ปิดบังครับ จริงไหม
มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดระยอง ผมประท้วง ท่านประธานนะครับ คงไม่เสียเวลาไปประท้วงเพื่อนสมาชิกที่อภิปรายอยู่ เพราะว่า ท่านอภิปราย ผมไม่เข้าใจว่าประเด็นมันเกี่ยวข้องกับการแปรญัตติในวาระที่สอง ในกฎหมายฉบับนี้อย่างไร แต่ผมประท้วงท่านประธานว่า ท่านประธานปล่อยให้เพื่อน สมาชิกพูดนอกประเด็น แล้วก็เป็นการชะเลียรัฐบาล ไม่ทราบว่าวัตถุประสงค์เพื่อจะไปลง ส.ส. ในนามพรรคเพื่อไทยหรือไม่ อย่างไร แต่ว่าผมคิดว่าท่านประธานต้องควบคุมนะครับ เพราะว่าถ้าอภิปรายแบบนี้ได้ เดี๋ยวพรรคผมก็อภิปรายแบบนี้ได้เหมือนกัน ให้ประธาน วินิจฉัยด้วยครับ
เชิญท่านพิเชษฐ์ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านผู้อภิปราย ประท้วง ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ เสียดสี ใส่ร้าย ท่านประธานครับ ต้องให้โอกาสท่าน ส.ว. ท่านไม่มี พวกครับ ท่านมาคนเดียวครับ ขอร้องเถอะครับ เขาอยู่ในประเด็น ที่ท่านพูด ๒-๓ ชั่วโมง พูดได้ ให้โอกาส ส.ว. เขาพูดหน่อยครับท่านประธาน ช่วยวินิจฉัยด้วยครับ
ขอบคุณครับ ท่านประเสริฐ ก็ใช้เวลาพอสมควรครับ ถ้ากระชับได้ก็จะดีนะครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ให้ได้ย่อ ๆ นะครับ แต่ว่าอยู่ในประเด็นนะครับ ส.ว. เลือกตั้งชุดปัจจุบัน จะหมดวาระในวันที่ ๒ มีนาคม ผมต้องกราบเรียนนิดหนึ่งว่าไม่เป็นไร กฎหมายรัฐธรรมนูญ แก้ได้ แก้ไม่ได้ ทุกท่านต้องเคารพ เสียงของประชาชนในขณะนี้อยู่ในสภา ๖๕๐ คน มีการ กล่าวบอกว่าอย่างนี้นะครับ มีการกล่าวบอกว่า ส.ว. เลือกตั้งจะไม่เป็นกลางทางการเมือง แล้วผมถามต่อครับ ท่านจะรู้ได้อย่างไรว่า ส.ว. ลากตั้งหรือสรรหา ขออภัยพี่จงรักนะครับ ผมหมายถึงบางส่วนที่ได้จากการเลือกแบบสรรหามานะครับ ขโมยอํานาจของประชาชนไปนี่ จะมีความเป็นกลาง ต่อนะครับ การยกเลิก ส.ว. สรรหา คือการปกป้องสถาบันวุฒิสภา ไม่ให้ เปรอะเปื้อนการเมือง สิ่งที่ ส.ว. ลงมตินะครับ อันนี้ทางฝ่ายไม่เห็นด้วยบอกว่า สิ่งที่ ส.ว. ร่วมลงมติเห็นชอบแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่มาของ ส.ว. จะเป็นประโยชน์ต่อตัวเอง เข้าข่ายผิด รัฐธรรมนูญ กระผมขอถามต่อ ถามกลับนะครับ แล้วตอนที่ท่านแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญจาก ๑๐๐ คน เป็น ๑๒๕ คน ของที่มาจากบัญชีรายชื่อ มองด้วยครับ นั่นเอาเปรียบผู้แข่งขัน ผิดรัฐธรรมนูญหรือเปล่า ขออนุญาตนะครับ ประชาชนไม่มีโอกาสเลยนะครับ จุดนี้พูดแล้ว น้ําตาจะไหลแทนประชาชนนะครับ อันนี้ขออนุญาตกราบเรียนนิดหนึ่งครับ ต่อครับต่อ พูดไปพูดมาผมเห็นด้วยนะครับ กลับไปที่จะเป็น ๒๐๐ คน หมดเลย ไม่ต้อง ๑๖๐ : ๑๔๐ อันนี้อาจจะนั่นนะครับ ดังนั้นกระผมถามต่อนะครับ ประชาชนเลือก ส.ว. มา เลือก ส.ส. มา แล้วคนที่ถอดถอนนายกรัฐมนตรี ถอดถอนรัฐมนตรี ผมว่าไม่ได้ดูถูกเกินไปหรือครับ ดังนั้นทําไมคนที่ถอดถอนไม่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด จะได้รู้ว่าการเลือกตั้งนี้หนักหนา เจ็บปวดแค่ไหน ดังนั้นการที่ ส.ว. จากการสรรหามาถอดถอน จะเป็นนายกรัฐมนตรีก็ดี จะเป็นรัฐมนตรีก็ดี หรือจะเป็นองค์กรอิสระก็ดี ผมว่าได้จากการเลือกตั้ง อย่างนั้นแฟร์ (Fair) ที่สุดนะครับ อันนี้ผมไม่ได้เชียร์นะครับ ไม่ชะเลียนะครับ เราตกภาษาไทยนะครับ ต้องใช้ คําว่าเชียร์ เราไม่ได้เชียร์เราเชียร์ในสิ่งที่ถูกต้อง ผมสนับสนุนในสิ่งที่ถูกต้อง ผมไม่มี พรรคการเมือง จังหวัดขอนแก่นใครจะใช้ผมไม่ได้ครับ บอกตรง ๆ นะครับ น้องชายจะบังคับ ผมผมก็ไม่มีทาง ผมเป็นอิสระของผม ดังนั้นขอเรียนนิดหนึ่งเอกภาพความเป็น ส.ว. อีสาน ทุกคนที่อยู่ข้างหลังผมทุกท่านนะครับ เรียนนิดหนึ่งเลยครับ เราคุยกันตลอดเวลาต้องเป็น ตัวของตัวเอง อันนี้ขออนุญาตกราบเรียนนะครับ ดังนั้น ส.ว. สรรหาที่ดีหลายส่วนเยอะมาก เหมือนกัน เพื่อน ๆ ผมนี้ ผมเชียร์ท่านจงรักมาก งวดหน้าประธานคณะกรรมาธิการ การยุติธรรมและประธานคณะกรรมาธิการการตํารวจ ต้อง ส.ว. สรรหาบางส่วนเป็น กลุ่มการเมือง บางส่วนเป็นกลุ่มการเมืองที่มีการแฝงมาในรูปของการสรรหา อันนี้ต้องเรียน นิดหนึ่งนะครับพี่ เราอยู่ในสภาด้วยกันอันไหนที่เข้าใจกันได้ ท่านอาจจะเห็นผมพูดน้อย แต่วันนี้ ขอระบายในใจออกมาเถอะครับ อีกตอนหนึ่งครับ ยังมีอีกเยอะครับ ถ้าท่านนายกรัฐมนตรี นั่งอยู่ที่นี่ ขออนุญาตท่านนายกรัฐมนตรีเถอะครับ ขออนุญาตกราบเรียนด้วยความรู้สึกในใจ นะครับท่าน ขออนุญาตท่านประธานครับ เมื่อวานท่านนายกรัฐมนตรีอยู่ในห้องทําเนียบรัฐบาล ตึกสันติไมตรี กระผมได้รับเกียรติด้วยที่เข้าไปอยู่ทําเนียบรัฐบาลนะครับ
ท่าน ส.ว. ประเสริฐ ไม่อยากขัดคอจริง ๆ ครับ เอาอยู่ในประเด็นของเราดีกว่าครับ เดี๋ยวก็มีคนประท้วงครับ เอาเข้าประเด็นดีกว่ากระมังครับ
ประเด็นครับ เพราะว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการที่มาของ ส.ว. เลือกตั้ง ที่ไม่ให้เขาดูถูกว่าเราใช้เงิน ใช้ทอง กระผมได้กราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีเมื่อตอนที่อยู่ในตึกสันติไมตรี กระผม กราบเรียนว่าท่านนายกรัฐมนตรีครับ ขณะนี้ผู้นําประเทศอื่น เช่น จีนเดินทางไปไหนเขาใช้รถ ในประเทศเขา เขารับประทานข้าวก็รับประทานพอจะมี เราเดินทางไปจะมอบของสําคัญให้ เขาก็ไม่รับ กระผมเองได้กราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ นี่คือจุดเริ่มต้นที่นายกรัฐมนตรีจะเป็นนายกรัฐมนตรีอีกกี่สมัยก็ได้ถ้าท่านมุ่งประเด็นนี้ได้ ฉะนั้นคนข้างเคียงของท่าน กระผมเสนอในที่ส่วนรวมนะครับ ประเทศสิงคโปร์เองประชาชน จะไปเมืองนอก เอกชนะจะไปลงทุนทําไมเขาไปแล้วเขาส่งเสริมให้ตั้งสํานักงานใหญ่ที่นั่น เขาเข้มงวดเรื่องคอร์รัปชั่น แต่นอกประเทศเวลาจะมาลงทุนต่างประเทศเขาต้องพกเงิน ส่วนหนึ่งเป็นค่าอะไรครับ คอมมิชชั่น (Commission) ดังนั้นจุดนี้ผมต้องกราบเรียน ท่านนายกรัฐมนตรีที่นั่งอยู่ ต้องขอบพระคุณ เรียนท่านวันนี้ท่านได้ยินโดยตรงนะครับ ประเทศชาติจะรุ่งเรืองได้ ขออนุญาตนิดหนึ่ง เมื่อวานมีนักข่าวถามผมคนหนึ่ง ถามข้าง ๆ ด้วย วันนี้แปลภาษาอังกฤษลงไปในนั้น ผมไม่ต้องบอกฉบับไหน
ท่านประเสริฐครับ มีผู้ประท้วงแล้วครับ ผมว่าอย่างนี้ท่านครับ เอาเข้าประเด็นดีกว่าครับ มันไม่เกี่ยวกับ ๑๖๐ : ๔๐ ของท่านตรงไหนครับ เอาเข้าประเด็นเถอะครับ ไม่อย่างนั้นก็มีผู้ประท้วงอย่างนี้ เชิญครับ ไม่เป็นไรครับ ได้เตือนแล้วครับ ประเด็นเดียวกันนั่นละครับ
ท่านขออนุญาตครับ จะจบแล้วนะครับ ที่ผมต้องกล่าวอย่างนี้เป็นเพราะว่าการที่รัฐบาล เมื่อวานขออนุญาต สั้นนิดหนึ่ง ประโยคที่นักข่าวถามผม ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ท่านเก่ง ท่านสวย
ท่านครับ เอาเข้าประเด็น ของท่านดีกว่าครับ ไม่อย่างนั้นก็มีผู้ประท้วงมันไม่จบครับ เข้าประเด็น ๑๖๐ : ๔๐ ของท่านดีกว่านะครับ
(นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมใคร่ขอประท้วงท่านประธาน ข้อ ๕ ครับ ให้ควบคุมการประชุม แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งคือขอประท้วงผู้ที่กําลังอภิปรายอยู่ ประการหนึ่งคือต้องอภิปรายกับท่านประธาน ไม่ใช่อภิปรายกับท่านนายกรัฐมนตรี ขอบคุณมากครับ
ก็ได้ขอความร่วมมือแล้ว นะครับ ท่านประเสริฐเชิญครับ
ขอบคุณ ท่านประธานครับ ต้องขอโทษด้วยครับ บังเอิญผมแพ้ความสวยครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ขออนุญาตนะครับ โอเคครับ ไม่เกิน ๕ นาทีครับ ก็ขออนุญาตนิดหนึ่งครับ เมื่อวานมีท่านหนึ่ง ผมพูดสั้น ๆ ท่านประธานครับ มันเกี่ยวข้องกับ ๑๖๐ : ๔๐ นักข่าวคนหนึ่ง ถามผมว่าท่านนายกรัฐมนตรีก็ดีทุกอย่าง ฉบับภาษาอังกฤษ ผมไม่ต้องบอกอันไหนนะครับ ท่านถามผมก็เลย ท่านถามบอกว่าท่านติดอย่างเดียวคือชินวัตร กระผมต้องกราบเรียน ท่านนิดหนึ่ง ท่านต้องใช้จังหวะอย่างนี้พิชิต เราจะชินวัตรอย่างไรก็ตามถ้าท่านทําดีผมเชื่อว่า ทั้งหมดท่านจะกู้ตระกูลท่านกลับมาได้ กระผมขอใช้อย่างนี้นะครับ นี่คือไม่ใช่ผมพูดนะครับ นักข่าวถามผม
ท่านครับ เอาเข้าประเด็น ดีกว่าครับ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านรู้ว่าท่านควรต้องทําอย่างไรอยู่แล้ว อย่าไปห่วงเลยครับ เอาประเด็นของท่านดีกว่าครับ
ขอบคุณครับ ๔ นาทีครับ อันนี้กระผมก็เลยขอเรียนว่า ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งนะครับ มีจุดมุ่งหมายที่จะทํางานเพื่อประเทศชาติ มีความตั้งใจอันแน่วแน่ เราไม่มีอํานาจอื่นใดนะครับ แต่สิ่งไหนที่เราทําถูกต้องจะเป็นหูเป็นตานะครับ เพราะฉะนั้นขอให้เห็นว่าเลือกตั้ง และสรรหาหรือเลือกตั้งและผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจาก ๗ ท่านนี้นะครับ อยากจะมีที่มาที่ไปของ ผมไม่ทราบพูดถูกพูดผิดนะครับ ท่านอยู่ที่สูงแล้วนะครับ นิติบัญญัติกับบริหารจะมีเรื่อง ถกเถียงกันเป็นเรื่องธรรมดา แต่อย่าเอาข้างบนลงมาเปลืองตัวเลยครับ แล้วทําให้ไม่มีที่ที่จะ พึ่งพิง จุดนี้ผมอยากจะขอนิดหนึ่งครับว่าถ้าทําได้นะครับ ไม่อยากให้ศาลลงมาเปลืองตัวจริง ๆ แล้วก็ทําให้เกิดความไม่เข้าใจนะครับ เราช่วยกันนะครับ ขอสั้น ๆ อีก ๒ นาทีครับ
มีผู้ประท้วงครับ ท่านสาธิต ผมว่าจะจบอยู่แล้ว
ผมจะชี้ให้ท่านประธานเห็นว่าสภาแห่ง นี้เป็นสภาแห่งความศักดิ์สิทธิ์นะครับ แล้วก็เป็นการทําหน้าที่อันทรงเกียรติของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็สมาชิกวุฒิสภา ผมจะชี้ให้ท่านผู้อภิปรายเห็นว่ามาตรานี้เป็น การแก้ไขมาตรา ๑๑๒ นะครับ มาตรา ๓ แก้ไข มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๑ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๑๑๒ นั้นกรรมาธิการแก้ว่า โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภามีสิทธิเลือก มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นได้หนึ่งคน และให้ใช้ วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ นี่คือประเด็นที่กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ได้เติมเข้าไป ครับ ไม่มีประเด็นว่านายกรัฐมนตรีสวย ดี เก่ง บริหารประเทศดีต้องทําอย่างนั้น ไม่มีการดึง ศาลมาเกี่ยวข้องนะครับ ประธานต้องควบคุม ท่านเป็นวุฒิสมาชิกมีวุฒิภาวะแค่นี้หรือครับ
อย่าไปแขวะกันเลยครับ อย่าไปแขวะเลยครับ
คืออย่างนี้ครับบังเอิญแฟนผมก็สวย
ท่านประเสริฐครับ เราจังหวัดขอนแก่นด้วยกันครับ รักชอบกัน เอาเข้าประเด็นเถอะครับ ท่านประท้วงมีเหตุผล นะครับ แล้วผมก็ได้เตือนท่านหลายรอบแล้วครับ ขอความร่วมมือด้วยนะครับ เชิญต่อเลยครับ
ขอบคุณครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ ประเด็นอีกข้อหนึ่งนะครับ ส.ว. จากการเลือกตั้งนี่นะครับทําหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายก็ดี ส.ว. สรรหากลั่นกรองกฎหมายก็ดี กฎหมายจะดีก็ต้องได้รับฟังความเห็นประชาชนนะครับ ออกสัมผัสประชาชนเขาต้องการ อะไร สิ่งไหนที่เขาเดือดร้อนเขาขายไม่ได้ เขามีปัญหาเรื่องอะไรครับ เราต้องฟังเขานะครับ เพราะฉะนั้นการที่เราได้จากการเลือกตั้งอย่างน้อยก็ต้องลงพื้นที่มีที่มาที่ไป อันนี้คือ ผมสนับสนุนที่ต้องทําไมต้อง ๑๖๐ คน ทําไมต้องมากกว่าสรรหา ๔๐ คนนะครับ กฎหมาย ต้องพึ่งพิงประชาชน ต้องเข้าไปสัมผัสใกล้ชิดกับประชาชน ไม่ใช่นั่งเทียนดูจากแฟ้มข้อมูล อย่างเดียวนะครับ จุดที่เราใช้คําเปรียบเทียบ ประทานโทษนะครับ อาจจะยังไม่ถึง แต่ผม เรียนนิดหนึ่งว่าที่พูดกันอยู่ว่าสภาพี่น้อง สภาบุตรธิดา สภาผัวเมียต่าง ๆ ต้องเรียนนิดหนึ่ง อันนั้นเป็นจุดปลายเหตุ เราแก้ได้นะครับ เรามาช่วยกันคิดว่าจะแก้ไขอย่างไร แต่อย่าเอาเหตุนี้มายึดสิทธิของประชาชนนะครับ กระผมขอเรียนท่านประธานนะครับว่า เคารพในเสียงข้างน้อยนะครับ ผมต้องการให้ ส.ว. สรรหาบางส่วน ทุกหน่วย จะภาคอื่น ๆ ภาควิชาชีพภาคอื่นนั้นเข้ามาร่วมกันแห่งละ ๘ คน ๘ คูณ ๕ เท่ากับ ๔๐ คน ใน ๒๐๐ คน ผมไม่ได้ตัดสิทธิทั้งหมดนะครับ ตามที่ท่านประธานกรรมาธิการเห็นด้วยนะครับว่าต้อง ๒๐๐ คน เลือกตั้งหมดนะครับ ดังนั้นขอให้เข้าใจถ้าผมตัดหมด ท่านจะบอกว่าอยู่พรรครัฐบาล จริง ๆ ผมมาจากการเลือกตั้งในฐานะ ส.ว. นะครับ ผมเองมองว่าอะไรดี เพื่อนผมอยู่ในนี้ หลายคนดีมากเลยครับ ดังนั้นจุดนี้ขอให้มองแล้วเข้าใจ เราจําเป็นต้องมีผูกโยงไปตามสากลโลกนะครับ โลกเราบอกแล้ว เห็นไหมครับ เมื่อวานถ้าจําไม่ผิดว่านิวยอร์ก ไทม์ (New York time) มาถาม แล้วก็ให้ คอมเมนท์ (Comment) ทางประเทศอียิปต์ว่าทําไมถึงไม่ลองมาใช้ประชาธิปไตยหรือวิธีการ แก้ปัญหาแบบไทยเราบ้าง ผมว่าอันนี้คือปัญหานะครับ ที่เขามองเห็นประเทศไทยเรากําลังเดิน ถูกทางแล้ว เขามองเห็นว่าเรากําลังทําในสิ่งที่ที่ถูกต้องแล้ว ดังนั้นเราต้องแก้นะครับ การ ปฏิรูปการเมืองก็เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งเช่นกัน ดังนั้นการปฏิรูปการเมืองสิ่งที่เราต้องเข้า มาเคลียร์ (Clear) เรามาคุยกันมาทําความเข้าใจกัน อันไหนที่ไม่เข้าใจมาคุยกัน ไม่มีอะไรที่ คุยกันไม่ได้ในที่ประชุม ไม่มีอะไรที่ถกเถียงกันไม่ได้ที่ประชุมมานั่งคุยกันครับ ไม่ใช่ฝ่ายหนึ่ง เชิญ แล้วอีกฝ่ายหนึ่งไม่มา มันทะเลาะกันไม่จบนะครับ มาแล้วถึงเราไม่ชอบก็อีกเรื่องหนึ่ง นั่นคือประชาธิปไตย นั่นคือการเลือกตั้ง ทุกท่านต้องมาจากการเลือกตั้ง ๕๐๐ คน ๓๗๕ คน กับ ๑๒๕ คน เราต้องเข้าใจครับ ประชาชนให้เรามาแล้วแพ้ชนะ ๔ ปีเลือกตั้งใหม่ ๖ ปี เลือกตั้งใหม่ ดังนั้นเราเคารพในสิทธิของประชาชนอดทนอดกลั้นเถอะครับ พระราชปณิธาน ของพระองค์ท่าน ท่านนั่งดูทีวีเห็นพวกเราทะเลาะกันท่านร้องไห้ไหม ท่านพูดไม่ออกนะครับ กระผมต้องขอกราบเรียนนิดหนึ่ง เราต้องอดทน
ท่านครับ ผมว่าพอสมควร กระมังครับ วกเวียนแล้วครับ เอาเถอะครับ พอเถอะครับ สมควรแล้วครับ
สรุปนะครับ คงไม่มีใครเห็นต่างจากผมนะครับ กระผมขออนุญาตสรุปว่าขอให้อํานาจประชาชน เป็นการเลือกโดยประชาชน แล้วก็เพื่อประชาชนนะครับ ถ้าเราไม่ดีเรามีการคอร์รัปชันนะครับ ขอให้เอาหลักฐาน ไม่ต้องบอกมีใบเสร็จนะครับ ประชาชนขณะนี้ไม่โง่นะครับ เขาสามารถ ที่จะบอกได้ว่าความถูกต้องคืออะไร คุณให้เงินเขา เขาก็ไม่เลือกคุณหรอกครับ ถ้าคุณไม่มี ความดีเพียงพอ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ เชิญท่านบุญยอดครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาและพี่น้องประชาชนที่เคารพ กระผม นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ผมต้องเรียนกับท่านประธานก่อนครับว่า ผมขอขอบคุณท่านยิ่งลักษณ์ที่ท่าน กรุณามาเข้าร่วมประชุมและท่านก็นั่งในที่ที่ถูกแล้วครับ คือท่านมาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านไม่ได้มาในฐานะนายกรัฐมนตรีครับ เพราะถ้าท่านมาในฐานะนายกรัฐมนตรี ท่านต้อง ขึ้นไปนั่งข้างบนนะครับ แต่วันนี้ไม่ใช่ว่ารัฐบาลเสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้นะครับ รัฐมนตรีไม่ได้เสนอ เสนอโดยสมาชิกสภานะครับที่เป็นผู้เสนอ เพราะฉะนั้นท่านก็นั่งถูกแล้ว สมาชิกก็ควรจะรู้ว่าท่านมาในฐานะอะไร แล้วก็ไม่จําเป็นต้อง พูดกับท่านในฐานะนายกรัฐมนตรีในวันนี้ ผมคงจะตื่นเต้นนะครับ ถ้าหากว่าท่านจะมา ในวาระต่อไป ๆ ที่ท่านมาในฐานะนายกรัฐมนตรีครับ ผมขอเริ่มต้นที่จะได้พูดคุยกับประธาน และท่านประธานคณะกรรมาธิการว่าวันนี้ผมอยากให้ท่านประธานกรรมาธิการได้เปิดใจ ให้กว้างครับ ผมกําลังจะชี้ประเด็นที่สําคัญที่ผมเห็นว่าท่านประธานและกรรมาธิการนั้น ได้เขียนกฎหมายขณะนี้ผิดพลาดไปครับ ท่านประธานคงจําได้ว่าท่านประธานสามารถนั้น ด้วยความเคารพนะครับ ท่านเป็นประธานในร่างแก้ไขเมื่อฉบับที่แล้ว คือมาตรา ๒๙๑ ท่านตั้ง สสร. ขึ้นมา ๑ คณะ เราคุยกัน ๑๕ วัน ๑๕ คืน สุดท้ายก็ต้องส่งเรื่องขึ้น ศาลรัฐธรรมนูญ แล้วมันก็สะดุดหยุดลง เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเราจะคุยกันในวันนี้ วันนี้เป็น วันที่ ๔ แล้วครับ เราต้องคุยกันอย่างมีคุณภาพ อย่างมีวุฒิภาวะนะครับ ท่านประธานครับ ผมแปรญัตติไว้อย่างนี้ครับว่าผมอยากจะให้ ส.ว. มาจากจังหวัดละ ๑ คน บวกกับ ส.ว. สรรหาอีก ๒๒ คนครับ ผมไม่ตัดสิทธิของ ส.ว. สรรหาครับ แล้วผมคิดว่า ส.ว. เลือกตั้งก็เป็น เรื่องที่จําเป็น ผมมี ๙๙ คน เพราะอะไรครับ ผมทําเหมือนกับที่ท่านทํา สสร. ครับ สสร. มาแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ยกร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ท่านยังมี ๙๙ คนเลยครับ ท่านมาจาก ๒ ข้างครับ ส.ว. สมาชิกวุฒิสภาควรมาจาก ๒ ข้างหรือไม่
ท่านบุญยอดนิดเดียว เพื่อความเข้าใจกันนะครับ ท่านแปรญัตติไว้สงวนไว้นี่ มีให้ที่มาของ ส.ว. จากการเลือกตั้ง จังหวัดละ ๑ คน แต่สรรหา ๒๒ คน ในเอกสารผมไม่มี
คือเรามี ข้อตกลงกันไปแล้วเมื่อสัปดาห์ที่แล้วท่านประธาน ผมยืนยันว่าเราตกลงกันแล้วว่า ๕๗ คน จะได้อภิปรายในส่วนที่ถูกตัดไป ท่านได้ทําข้อตกลงแล้วนะครับแปลว่า ๕๗ คนจะได้ อภิปรายในส่วนที่ถูกตัดไป ท่านได้ทําข้อตกลงกับพวกเราแล้วนะครับ
มีส่วนนั้นด้วยใช่ไหมครับ
ใช่ครับ
เชิญครับ
ผมก็ยืนยันนะครับ ผมคิดว่าการออกแบบที่น่าจะดีขึ้นจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งมีจังหวัด ละ ๑ คน ประมาณ ๗๗ คน หรือ ๗๖ คน ที่เคยผ่านมา บวกกับ ๗๔ คน จากสรรหา ผมขอเปลี่ยนไปเป็น ๗๗ คน โดยประมาณบวกกับ ๒๒ คน เหมือนกับที่ท่านเคยทําไว้ใน สสร. ทําไมท่านไม่เห็นด้วยละครับ แล้วทําไมท่านไปเห็นด้วยในหลักการ หลังจากที่เราพูดกัน ๑๕ วัน ๑๕ คืน ทําไมท่านชอบ สสร. แบบนั้นครับ เหมือนกันเลยครับ เพราะฉะนั้น ท่านกรุณาตอบผมนะครับว่า ๗๗ คน บวก ๒๒ คน มันไม่ดีตรงไหน ถ้ามันไม่ดี สสร. ก็ต้อง ไม่ดีสิครับ ถูกไหมครับ เอาละครับผมผ่านประเด็นนี้เลยครับ ผมว่าประเด็นที่สําคัญที่ผม อยากจะชี้ให้ท่านได้ทราบก็คือสิ่งที่ท่านเขียนมาเพิ่มในมาตรา ๑๑๒ นะครับ ท่านเขียนอย่างนี้ครับ ต้องขออนุญาตอ่านต่อเนื่องนะครับทั้งที่ท่านเพิ่มเติมขึ้นมาและที่มีอยู่เพราะมันเกี่ยวเนื่องกัน มาตรา ๑๑๒ สมาชิกวุฒิสภาให้ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ท่านเติมว่าโดยผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภามีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นได้ ๑ คน และให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ การคํานวณเกณฑ์จํานวนสมาชิก วุฒิสภาที่แต่ละจังหวัดจะพึงให้คํานวณตามวิธีที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๙๔ โดยอนุโลม ต่อไป เป็นท่อนที่ท่านเพิ่มขึ้นครับ ในกรณีที่จังหวัดใดมีสมาชิกวุฒิสภาได้มากกว่า ๑ คน ให้ผู้สมัคร รับเลือกตั้งที่ได้คะแนนสูงสุดเรียงตามลําดับจนครบจํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่จะพึงมีได้ ในจังหวัดนั้นเป็นผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา ผมอ่านประเด็นที่ต่อเนื่องกันเท่านี้ เพราะผมกําลังชี้ให้ท่านฟังว่า เมื่อท่านเขียนว่าให้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง และท่านเขียนต่อ ว่าให้ใช้มาตรา ๙๔ โดยอนุโลม มาตรา ๙๔ ก็ต้องอ่านทั้งมาตราครับ แต่ผมจะชี้เฉพาะวรรค ที่จําเป็นนะครับ แต่ผมคิดว่าถ้าโดยอนุโลมท่านต้องอ่านมาตรา ๙๔ ทั้งมาตรา มาตรา ๙๔ ในกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งท่านไม่ได้แก้ไขบอกว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมาจากเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง ผู้สมัครรับเลือกตั้งได้เขตละ ๑ คน การคํานวณเกณฑ์จํานวนราษฎรต่อสมาชิก ๑ คน ให้คํานวณจาก จํานวนราษฎรทั้งประเทศตามหลักฐานตามทะเบียนราษฎร์ที่ประกาศในปีสุดท้ายก่อนที่มี การเลือกตั้งเฉลี่ย ด้วยจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๓๗๕ คน ถ้าทําแบบท่าน ท่านก็จะ เปลี่ยนตรงนี้เป็น ๒๐๐ คน ถูกไหมครับโดยประมาณ ถ้าทําแบบท่านนะครับ ทีนี้มันก็มีการ นับจํานวนว่าจํานวนจะมาจากอะไรบ้าง มาที่วรรคห้าครับ วรรคนี้สําคัญมากครับ วรรคห้า ของมาตรา ๙๔ ที่ท่านบอกว่าท่านจะทําโดยอนุโลม จังหวัดใดที่มีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ไม่เกิน ๑ คน ให้ถือว่าเขตจังหวัดนั้นเป็นเขตเลือกตั้งและจังหวัด ใดมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งท่านก็ต้องเปลี่ยนเป็น ส.ว. ถูกไหมครับ ได้เกิน ๑ คน ให้แบ่งเขตจังหวัดออกเป็นเขตเลือกตั้ง มีจํานวนเท่าจํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่พึงมี โดย จัดให้แต่ละเขตเลือกตั้งมีจํานวนสมาชิกวุฒิสภา ๑ คน แล้วในกรณีที่จังหวัดใดมีการแบ่งเขต เลือกตั้งมากกว่า ๑ เขต ต้องแบ่งพื้นที่เขตเลือกตั้งแต่ละเขตให้ติดต่อกันแล้วต้องให้มีจํานวน ราษฎรในแต่ละเขตใกล้เคียงกันครับนี่อย่างไรครับที่ท่านคิดไม่ครบครับ สมมุติจังหวัด กรุงเทพมหานครมี ส.ส. ๓๓ เขต ถ้าเป็น ส.ว. ๒๐๐ คน จะมีประมาณ ๑๘ คน เหมือนกับ ในปี ๒๕๔๙ จังหวัดพิษณุโลกมี ส.ส. ๕ คนครับ แต่ถ้าเป็น ส.ว. จะมี ๓ คน ผมสมมุติให้ท่าน ฟังอย่างนี้ครับ ถ้าต่อเนื่องกันนะครับ จังหวัดพิษณุโลกมี ๓ เขต ใช้มาตรา ๙๘ โดยอนุโลม แบ่งเป็น ๓ เขตครับ แต่ละเขตในการเลือกตั้ง ส.ว. ดันมีคนไปลงเลือกตั้งเขตละ ๓ คน เขตที่ ๑ มี ๓ คน เขตที่ ๒ มี ๓ คน เขตที่ ๓ มี ๓ คน ครับ แต่ท่านบอกว่าให้นับคะแนน ในจังหวัด นะครับ ให้นับคะแนนสูงสุดเรียงตามลําดับจนกระทั่งครบจํานวนสมาชิก ผมสมมุติว่าเขตที่ ๑ เกิดมีคะแนนดีมากมีคนออกมาเลือกตั้งมาก ๑ ๒ ๓ ได้ที่เขตนี้ครับ เรียงตามลําดับหมดแล้วครับ เขตที่ ๒ และเขตที่ ๓ ไม่มีครับ อย่างนี้จะมีปัญหาไหมครับ ท่านคงอธิบายว่า
คุณหมอครับ ท่านบุญยอด ขอเวลาอีกนิดเดียวจะจบแล้ว เดี๋ยวผมให้สิทธิคุณหมอ เดี๋ยวจะจบแล้วครับ ให้เกียรติ ท่านบุญยอดเอาให้จบ
ขอบพระคุณท่านครับ ผมบอกท่านแล้วว่าผมจะใช้เวลาไม่นานแล้วผมชี้ประเด็นนี้แล้ว ท่านต้องอธิบายนะครับ มาตรา ๑๑๒ ที่ท่านแก้ท่านอาจจะบอกว่า ก็เขียนแล้วอย่างไรว่า ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ขออภัยครับ การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาให้ใช้เขตจังหวัด เป็นเขตเลือกตั้ง ท่านแก้ ท่านอาจจะบอกว่าก็เขียนแล้วอย่างไรว่า การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาให้ใช้เขตจังหวัด เป็นเขตเลือกตั้ง โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภามีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง ผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นได้ ๑ คน ท่านจะแปลความว่าเขตเลือกตั้งนั้นคือจังหวัด แต่ผมแปลความตามมาตรา ๘๔ ครับ นอกจากเขตจังหวัดแล้ว มันจะถูกแบ่งเขตออกไป ตามจํานวนที่มากกว่า ๑ คนอีกด้วย ตรงนี้ข้อโต้แย้งต้องมีแน่นอนครับ ผมในฐานะประชาชน ในจังหวัด สมมุติว่าจังหวัดพิษณุโลกผมก็บอกว่าผมอยู่เขตที่ ๒ ทําไมไม่แบ่งเขตให้ผม ผมเป็นคนที่สนใจจะสมัครในจังหวัดพิษณุโลก ผมบอกผมจะสมัครเขต ๓ ทําไมไม่แบ่งเขต ให้ผม เพราะผมไม่อยากไปสมัครเขต ๑ เพราะมันไม่ใช่บ้านผม สมาชิกวุฒิสภามีได้ ๓ คน ถ้านับสูงสุดก็คนที่ ๑ ก็มาจากเขตที่ ๑ คนที่ ๑ ของเขตที่ ๒ ก็ได้ใช่ไหมครับ คนที่ ๑ ของ เขตที่ ๓ ก็จะได้ ตรงนี้ครับท่านเขียนไม่ครบ ถ้าจะเขียนให้ครบผมแนะนําท่านเลยครับ ท่านต้องบอกว่ายกเว้น มาตรา ๙๔ วรรคห้า ไม่ใช้บังคับ คือไม่ต้องมาแบ่งเขตกันอีกต่อไป โดยใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเดียว จะไม่ต้องตีความ ผมได้ทักท้วงท่านแล้วนะครับ ผมได้อธิบาย ท่านอย่างชัดเจนแล้วว่าการตีความจะเกิดขึ้น เพราะท่านเขียนไว้ไม่ชัดเจน การใช้เขตจังหวัด เป็นส่วนหนึ่งใช่ แต่มาตรา ๙๔ โดยอนุโลมนั้น เขตจังหวัดที่มีมากกว่าหนึ่งต้องแบ่งเขตย่อย ลงไปตามจํานวนประชากรให้เท่าเทียมกัน พื้นที่ติดกัน พวกเราทุกคนผ่านการเลือกตั้งมา ครับท่านประธาน พวกเราทุกคนเข้าใจในกติกานี้ ถ้าท่านไม่เขียนเป็นเรื่องของท่านนะครับ และอย่าโทษคนที่เอาเรื่องนี้ขึ้นไปตีความในศาลรัฐธรรมนูญต่อไป เพราะท่านก็เคยมี ประสบการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้มาแล้ว เราเตือนท่านแล้ว คปก. เตือนท่านแล้ว สังคมนี้ได้เตือน ท่านแล้ว อยู่ที่ท่านฟังหรือไม่ฟัง เสียงข้างมากบอกว่าจะไปกินสุกี้ยากี้ เสียงข้างน้อยบอกไปกิน ส้มตํา ผมเป็นเสียงข้างน้อยครับที่จะบอกท่านว่านั่นไม่ใช่สุกี้ยากี้ครับ นั่นมันขี้ครับ พวกผม ไม่กินครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญคุณหมอครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ต้องขอ อนุญาตที่จะประท้วงท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ได้อภิปรายจบไปนะครับ ในข้อ ๙๙ จริงอยู่ครับ ท่านใช้สิทธิในการอภิปรายในประเด็นที่คณะกรรมาธิการได้มีการแก้ไขใน มาตรา ๓ แก้ไข มาตรา ๑๑๒ ที่ท่านอ้างถึงเรื่องของการใช้ มาตรา ๙๔ โดยอนุโลม ซึ่งจริง ๆ ประเด็น มาตรา ๙๔ โดยอนุโลมไม่ได้มีการแก้ไข เป็นที่เขียนไว้ในร่างที่รัฐสภารับไป ประเด็นที่ ท่านเป็นห่วงก็คือใช้มาตรา ๙๔ โดยอนุโลม แล้วไปพูดถึงจํานวนของเขตเลือกตั้ง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเข้าใจว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการคงจะชี้แจงประเด็นนี้ ผมประท้วงท่านเพราะว่าประเด็นที่ท่านใช้ในมาตรา ๙๔ เขียนไว้ชัดเจนนะครับ เฉพาะการคํานวณเกณฑ์ตามจํานวนสมาชิกวุฒิสภาแต่ละจังหวัดจะพึงมี ให้คํานวณตามวิธี ที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๙๔ เอาเกณฑ์การคํานวณเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับเรื่องอื่นนะครับ ประเด็นนี้ ก็ชัดเจนอยู่แล้ว เฉพาะเกณฑ์การคํานวณนะครับเอามาใช้
ท่านจุฤทธิ์อย่างนี้ครับ เมื่อสักครู่ผมอนุญาตให้ท่านบุญยอดได้พูด ซึ่งท่านบอกใช้เวลาไม่มากครับ แล้วคุณหมอ ก็ประท้วง ถ้าจะประท้วงก็ประท้วงได้ว่าไม่ได้อยู่ในประเด็นที่แปรญัตติ แต่เราอะลุ่มอล่วยกัน เล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วก็จบแล้วครับ เชิญท่านประธานกรรมาธิการจะชี้แจงไหม
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการครับ ก่อนอื่นก็ขอ ทําความเข้าใจที่ท่านผู้อภิปรายเมื่อสักครู่ท่านได้อภิปรายเป็นห่วงการใช้มาตรา ๙๔ โดยอนุโลม จริง ๆ แล้วนี่ก็มันชัดเจนอยู่แล้วในการเขียนกฎหมาย ท่านก็คงเห็นว่า ในมาตรา ๑๑๒ ที่เราบัญญัติไว้ เราพูดถึงการมีสมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้ง ๒๐๐ คน ให้ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งนะครับ ทีนี้แต่ละจังหวัดจะมีจํานวนวุฒิสมาชิกกี่ท่าน มันก็ต้องคํานวณเกณฑ์ราษฎร ก็เอาจํานวนราษฎรทั้งหมดทั้งประเทศตั้ง หารด้วย ๒๐๐ คน แล้วก็เฉลี่ยไปตามจํานวนประชากรในแต่ละจังหวัด ทีนี้การคํานวณเกณฑ์ประชากร เราก็ขอ นําเอามาตรา ๙๔ มาใช้โดยอนุโลม ก็แปลว่าตรงไหนที่จําเป็นจะเอามาใช้ก็หยิบมาใช้ไม่ได้เอามาทั้งมาตรานะครับ ที่เราจะเอามา ใช้ก็คือวรรคสอง ของมาตรา ๙๔ ที่พูดถึงการคํานวณเกณฑ์ จํานวนราษฎรต่อสมาชิกที่พึ่งจะ มีก็เท่านั้นเองไม่ได้ไปมีอะไรขัดแย้งกับรัฐธรรม มาตรา ๙๔ แต่ประการใด คําว่า อนุโลม ท่านก็คงเข้าใจนะครับ นักกฎหมายทั่วไปเขาเข้าใจครับ ก็กราบเรียนชี้แจง อันนี้ผมถือโอกาส กราบเรียนชี้แจงเพื่อนสมาชิกท่านประธานครับ เพราะว่าเราอภิปรายกับมาตั้งแต่ ๑๐ โมง เช้า จนถึงขณะนี้ก็หลายชั่วโมง ผมกราบเรียนว่ากรรมาธิการนี่เรารับหลักการจากรัฐสภาไป ดําเนินการดูในรายละเอียด หลักการสําคัญก็คือให้วุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้ง อันนี้หลัก สําคัญเลย ทีนี้ท่านเป็นห่วง หลายท่านพูดว่าถ้าวุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดแล้ว ก็เกรงงาสปัญหา ๑. จะถูกครอบงําโดยพรรคการเมืองก็ดี โดยใครก็ตาม ก็อยากจะกราบ เรียนท่านสมาชิกว่าวันนี้ถ้าท่านเป็นห่วงวุฒิจากการเลือกตั้งของราษฎรจะถูกครอบงํา วุฒิ ที่มาจากการสรรหาวันนี้ท่านลองดูสิว่ามาอย่างไร ทําความเข้าใจหน่อยนะครับ เพราะว่าพี่ น้องประชาชนที่เขาฟังอยู่บางทีเขาก็ไม่ทราบว่าปัจจุบันนี้วุฒิมาอย่างไร ก็อยากกราบเรียนว่า วุฒิปัจจุบันมาจากการสรรหา โดยตัวแทนของ ๗ องค์กร ก็มีประธานศาลรัฐธรรมนูญ มีประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน มีประธานผู้ตรวจเงิน แผ่นดิน มีประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แล้วก็ผู้พิพากษาศาล ฎีกา เขาก็เลือกกันมาอีก ๑ คน ตุลาการในศาลปกครองก็เลือกมาอีก ๑ คน เป็น ๗ คน ๗ คนนี้เป็นคนเลือก ส.ว. สรรหาจากรายชื่อที่ กกต. เขาเสนอให้ ผมถามหน่อยนะครับ ท่านบอกว่าถ้า ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง ส.ว. มีอํานาจถอดถอน แล้วจะมาถอดถอนบรรดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้อย่างไร ถ้าตกอยู่ภายใต้การครอบงําของสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรหรือพรรคการเมือง ผมก็ถามย้อนกลับว่า ส.ว. ก็มีหน้าที่ถอดถอนองค์กรทั้งหลาย ๗ องค์กรที่ผมเล่ามานี้แล้วถามว่าจะต่างกันถ้าสมมุติท่านจินตนาการเป็นห่วงแบบนั้น แต่ถ้า ประชาชนเขาเลือกของเขามา ประชาชนเขาจะต้องมองเขาจะดูว่า ส.ว. แต่ละคนของเขามี พฤติกรรมอย่างไร ถึงวาระที่จะเลือกใหม่ประชาชนจะเป็นคนตัดสิน วันนี้มันกลายเป็นว่าเรา ให้ตัวแทนองค์กรกลุ่มน้อยเป็นคนสรรหา แล้ว ส.ว. เองก็เป็นผู้มีอํานาจที่จะต้องไปแต่งตั้งไป ถอดถอนตัวแทนองค์กรเหล่านั้นด้วย ก็ชัดเจน ถ้าท่านจะหวาดระแวงนะครับ ผมก็มีสิทธิที่ จะหวาดระแวงเหมือนกันว่า ส.ว. สรรหาจะกล้าถอดถอนคนที่สรรหาท่านเข้ามาไหม แต่ถ้าเลือกมาจากประชาชนนะครับ ท่านไม่ต้องห่วง ส.ว. เขาจะมีความภาคภูมิใจว่าเขาเป็น ตัวแทนของปวงชนชาวไทย เขาจะทํางานด้วยความคํานึงถึงเกียรติและศักดิ์ศรี แล้วเขารู้ มีประชาชนอยู่ข้างหลังคอยเป็นกําลังใจเป็นคนที่สนับสนุนเขาอยู่ ฉะนั้นอะไรมันจะดีกว่ากัน ก็ฝากท่านทั้งหลายก็ลองพิจารณาดูนะครับ คือคณะกรรมาธิการเราพยายามทําทุกอย่าง โดยยึดโยงกับระบอบประชาธิปไตย ผมย้ําแล้วย้ําอีกนะครับว่าในรัฐธรรมนูญฉบับนี้และทุก ฉบับที่ผ่านมา เราบัญญัติว่า อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย รัฐสภาประกอบด้วย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ฉะนั้นทําอย่างไรที่เราจะยึดโยงทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภากับประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอํานาจอธิปไตย ท่านทั้งหลายก็คงผ่าน ประสบการณ์การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจากกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาแล้วนะครับ อยู่กันมา ๙ ปี จนกระทั่งกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ถูกการปฏิวัติรัฐประหารล้มเลิก ไปแล้วมาเขียนกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ ส.ว. มาจาก ๒ ทาง วันนี้เรากําลังจะคืนอํานาจ ที่ประชาชนเขาเคยมีให้เขาได้ใช้อํานาจของเขาเลือกสมาชิกวุฒิสภาโดยตรง เราไม่ได้ไปเขียน อะไรใหม่ และท่านก็ไม่จําเป็นจะต้องไประแวงอะไร แล้วผมย้ําอีกอย่างหนึ่งนะครับ
อีกประเด็นหนึ่งที่ท่านห่วงว่า ถ้า ส.ว. ต้องเป็นผู้ให้ความเห็นชอบใน การแต่งตั้งผู้ดํารงตําแหน่งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระทั้งหลาย ผมก็เคยเรียนชี้แจง แล้วว่า ส.ส. เป็นเพียงผู้เห็นชอบตามที่มีการสรรหา เอาใส่ถาดมาให้ ส.ว. คุณก็ต้องเลือกตาม นี้นะครับ ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. หรือแม้กระทั่ง กกต. ผมยกตัวอย่างให้ชัดเลยนะครับ กกต. ๕ คน ไม่ใช่อยู่ดี ๆ ส.ว. ไปเที่ยวหยิบใครก็ได้นะครับ กกต. ๕ คน ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๑ เขาก็บอกว่าให้มีคณะกรรมการสรรหา มีอยู่ ๒ ส่วนนะครับ ส่วนแรก ๗ คน มาจากประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และบุคคลที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเลือกมา ๑ คน บุคคลที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาล ปกครองสูงสุดเลือกมา ๑ คน ๗ คนนี้ก็ไปสรรหาคนมา ๓ คน กกต. มี ๕ คนนะครับ ๗ คนนี้ สรรหามา๓ คน แล้วที่เหลืออีก ๒ คนก็ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาสรรหามาอีก ๒ คน ได้มา ๕ คนก็เอามาให้วุฒิสภา วุฒิสภาก็ต้องเอาจาก ๕ คนลงคะแนนผ่าน ไม่ผ่าน ไม่ใช่วุฒิสภาจะ ไปตั้งเองได้นะครับ เช่นเดียวกันกับผู้มาดํารงตําแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและ ป.ป.ช. ก็ต้องผ่านกระบวนการที่ผ่านคณะกรรมการสรรหาจากองค์กรต่าง ๆ อย่างเช่น ศาลรัฐธรรมนูญ มี ๙ คน ป.ป.ช. มี ๙ คน ก็มาจากไหนครับ มาจากผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดํารงตําแหน่ง ไม่ต่ํากว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาซึ่งเลือกกันเอง ก็เสนอมา ๓ คน มาจากตุลาการศาลปกครองสูงสุด ซึ่งก็เลือกกันมา ๒ คน มาจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขานิติศาสตร์ ๒ คน ผู้ทรงคุณวุฒิสาขา รัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ และสาขาสังคมศาสตร์อีก ๒ คน ซึ่งที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิ สาขานิติศาสตร์ สาขารัฐศาสตร์อะไรเหล่านี้ก็สรรหามาโดยประธานศาลฎีกา ประธาน ศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็ ประธานองค์กรอิสระที่เขาเลือกกันเองมาอีก ๑ คน ทั้งหลายทั้งปวงมันผ่านกระบวนการสรรหา แล้วนะครับ แล้วถึงเอามาให้วุฒิสภาเลือก ไม่ได้เลือกหรอกครับเห็นชอบ ถ้าวุฒิสภา ไม่เห็นชอบวุฒิสภาตีกลับไป ถ้าคณะกรรมการสรรหาเขาไปประชุมกันและมีมติยืนยันด้วย เสียงเป็นเอกฉันท์เขาสามารถที่จะนํากราบบังคมทูลได้เลยไม่จําเป็นต้องมาถามวุฒิสภาอีก ยกเว้นถ้าไปประชุมรอบสอง เสียงไม่เอกฉันท์ก็ต้องเริ่มกระบวนการสรรหาใหม่ ฉะนั้นท่าน ไม่ต้องห่วงนะครับว่าวุฒิสมาชิกจะไปมีบทบาทอํานาจถึงขนาดไปครอบงําองค์กรอิสระต่าง ๆ เพราะวุฒิเพียงแต่ให้ความเห็นชอบตามรายชื่อที่คณะกรรมาธิการสรรหาซึ่งผมได้กราบเรียน เขาเสนอมา อันนี้ก็เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้สบายใจ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ทราบความจริง ว่าที่มาที่ไปขององค์กรตามรัฐธรรมนูญก็ดี องค์กรอิสระก็ดี ผ่านกระบวนการกลั่นกรอง มาอย่างดี วุฒิเพียงแต่เป็นผู้ให้ความเห็นชอบเท่านั้นครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
ผมไปที่วุฒิสมาชิก เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา
ประเด็นที่ ๑ ท่านบอกว่ามาตรา ๙๔ โดยอนุโลม ท่านประธานกรรมาธิการ บอกว่าดูเฉพาะวรรคสองเท่านั้นในการคํานวณจํานวนของสมาชิกวุฒิสภา ผมเรียนครับว่า ทั้งหมดของมาตรา ๙๔ มันพันกันหมดนะครับ ผมยังเชื่อว่าท่านต้องดูตั้งแต่วรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ วรรคห้า วรรคหกเป็นเรื่องการนับคะแนน ท่านก็ยังคงต้องใช้ การนับคะแนนเช่นเดียวกับมาตรานี้เช่นเดียวกันครับ ผมเชื่ออย่างนั้นครับ
ประเด็นที่ ๒ ท่านบอกว่าพวกเรามากังวลเรื่องนั้นเรื่องนี้ ท่านก็ต้องตอบ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายครับ เขาเขียน ๒ บรรทัดครึ่งนะครับ ผมอ่านครับ การแก้ไข รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นการแก้ไขที่มา คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของสมาชิกวุฒิสภาในครั้งนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อดุลยภาพของระบบรัฐสภาที่มีศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง และองค์กร อิสระตามรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรในการถ่วงดุลยภาพอย่างมีนัยสําคัญยิ่งครับ ท่านตอบสังคม ตอบคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายด้วยนะครับว่าท่านมีเหตุผลอะไรที่จะไปเอาชนะ การวิเคราะห์กฎหมายของทางคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายซึ่งเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกันครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่าน ส.ว. ยุทธนา ยุพฤทธิ์ครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม นายยุทธนา ยุพฤทธิ์ สมาชิกวุฒิสภา จากจังหวัดยโสธร กระผมเห็นด้วยนะครับ และเป็นผู้แปรญัตติในการที่จะเพิ่มจํานวนของ สมาชิกวุฒิสภาจาก ๑๕๐ คน เป็นจํานวน ๒๐๐ คน ทั้งนี้เพื่อความเป็นธรรม เพื่อให้เกิด ความเป็นธรรมและความเหมาะสมตามสัดส่วนของประชากรของแต่ละจังหวัดน้อยใหญ่ โดยสัดส่วนของประชากร ๓๐๐,๐๐๐ คนต่อสมาชิกวุฒิสภา ๑ คน รวมทั้งมีความเห็น สอดคล้องกันกับทางคําชี้แจงของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ท่านประธานที่เคารพครับ บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในประเด็นที่มาและจํานวนสมาชิกวุฒิสภาตาม บทบัญญัติมาตรา ๑๑๑ ที่ประกาศใช้ ปัจจุบันนี้เป็นประเด็นสําคัญที่ผมและเพื่อนสมาชิก วุฒิสภาได้ยื่นญัตติขอเสนอให้มีการแต่งตั้งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาและแก้ไข บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่ไม่เป็นธรรมและขัดต่อหลักประชาธิปไตย ในทันทีที่ รับตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภาเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๕๑ ทั้งนี้บทบัญญัติดังกล่าวในเมื่อปี ๒๕๕๑ เพิ่งประกาศใช้มาได้ไม่ถึง ๑ ปี แต่ปัจจุบันนี้เราได้ใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งเป็นฉบับ ที่ ๑๘ มาเป็นระยะเวลานานพอสมควร ๖ ปีเต็มนะครับ ตลอดระยะเวลาการใช้บทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นก็ได้เกิดปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ มากมาย ผมไม่ปฏิเสธที่จุดเด่น หรือข้อดีของกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว ไม่ว่าในการที่จะเพิ่มอํานาจให้ประชาชน ในการที่จะให้เพิ่มความโปร่งใสให้ทางการเมือง เพิ่มอํานาจให้องค์กรอิสระ ลดการผูกขาด อํานาจรัฐ แต่อย่างไรก็ตามบทบัญญัติหลายบทบัญญัติด้วยกันที่ขัดต่อหลักนิติธรรม และหลักนิติรัฐ แล้วก็เป็นประเด็นสําคัญที่กระผมเองซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่มีส่วนร่วมในการ ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เนื่องจากขณะนั้นผมก็เป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ รับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนประจําจังหวัดยโสธร จังหวัดยโสธร ไม่เห็นด้วยนะครับ ผลของการรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ไม่เห็นด้วย เห็นด้วยที่จะให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง แล้วก็สอดคล้องกับสิ่งสําคัญ ที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน ซึ่งเป็นหัวใจสําคัญสําหรับการแก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญในเรื่องที่มาของสมาชิกวุฒิสภาในวันนี้ ทั้งนี้ผลจากการรับฟังความคิดเห็นของ พี่น้องประชาชนทั้ง ๗๖ จังหวัดทั่วประเทศ ส่งผลโดยคณะกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน ประจําจังหวัดต่าง ๆ ทั้ง ๗๖ จังหวัด ได้ส่งผลมายังสภา สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญและ กรรมาธิการยกร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญในขณะนั้น ๓ ครั้งทั่วประเทศ ครั้งที่ ๑ เห็นด้วยให้มี สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ๖๙.๒๘ เปอร์เซ็นต์ ครั้งที่ ๒ เห็นด้วยให้มีสมาชิก วุฒิสภาจากการเลือกตั้ง ๖๗.๗๕ เปอร์เซ็นต์ ครั้งที่ ๓ ครับท่านประธาน ให้มีสมาชิกวุฒิสภา มาจากการเลือกตั้ง ๖๘.๕ เปอร์เซ็นต์ครับ เฉลี่ยผลจากการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ทั่วประเทศครับท่านประธาน โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ครับ ๖๘.๕ เปอร์เซ็นต์ ครับท่านประธาน ที่ให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง ซึ่งสอดคล้องกับผลสํารวจของ กรุงเทพโพลล์ (Poll) เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ๕๙.๒ เปอร์เซ็นต์ครับ ผลการสํารวจของประชาชน ในประเทศ ปัจจุบันนี้นะครับ ๕๙.๒ เปอร์เซ็นต์ ของกรุงเทพโพลล์ครับ ในเรื่องที่มาของ สมาชิกวุฒิสภานะครับ ประเด็นสําคัญคือการรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน ซึ่งผลของการสํารวจของหน่วยงาน ของกรรมาธิการ ของสภาร่างรัฐธรรมนูญนี้เองนะครับ ซึ่งท่านประธานสามารถตรวจสอบได้นะครับ ผมเองเป็นผู้หนึ่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการ วิสามัญในคณะนั้นนะครับ ซึ่งส่วนตัวนั้นไม่เห็นด้วยในบทบัญญัติหลายมาตรานะครับ แต่ด้วยบทบาทภารกิจหน้าที่ที่สวมหัวโขน สวมบทเป็นประธานกรรมาธิการวิสามัญในจังหวัด ก็จะต้องรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องประชาชนรับร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ด้วยเม็ดเงิน งบประมาณจํานวนหลายพันล้านบาทที่ลงไปในขณะนั้น ประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านบาท แต่ที่ผ่านมาก็ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงว่าปัญหาและอุปสรรคของการใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นะครับ อย่างไรก็ตามนะครับ ผมก็คงจะไม่พูดมากไปกว่านี้แล้ว เพราะว่าก็เป็นที่ทราบดี นะครับว่าเราได้มีการแก้ไข แม้แต่ในขณะที่ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้เป็น นายกรัฐมนตรีในปี ๒๕๕๓-๒๕๕๔ นั้นนะครับ ก็ได้มีการแก้ไขมาแล้วครั้งหนึ่ง แล้วก็รวมทั้ง ในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ที่เราจะมีการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น ขณะนี้ก็ค้างในการลงมติในวาระที่สาม ก็คงจะขออภิปรายสนับสนุนนะครับ ผมคิดว่าถึงเวลา แล้วก็สมควรเป็นอย่างยิ่งนะครับ ที่เราควรจะมีที่มาของสมาชิกวุฒิสภาที่เหมาะสม เพื่อที่จะ ตอบปัญหาของพี่น้องประชาชน รวมทั้งผลตอบสนองต่อความต้องการของการสํารวจ ความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนจากทั่วประเทศนะครับ สุดท้ายนะครับ ในประเด็นนี้ แม้ผมเองจะเห็นด้วยที่จะมีสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งนะครับ
อีกประเด็นหนึ่งนะครับ ที่ผมได้แปรญัตติในส่วนนี้นั้น ก็เพื่อให้สอดคล้องกับ ความเห็นของคณะกรรมการสมานฉันท์ที่รัฐภาได้แต่งตั้งขึ้น โดยมีท่าน ส.ว.ดิเรก ถึงฝั่ง เป็นประธานนะครับ ก็ได้มีความเห็นสอดคล้องกันในส่วนของประเด็นนี้ ก็คงจะฝากผลแสดง ความคิดเห็นอีกเสียงหนึ่งในฐานะสมาชิกรัฐสภาที่จะสะท้อนของที่มาของ ส.ว. นะครับ
อีกประเด็นหนึ่งนะครับท่านประธาน เพิ่งนึกขึ้นได้ เรื่องที่ผมยังตอบคําถาม ของพี่น้องประชาชนไม่ได้นะครับว่า ที่มาของสมาชิกวุฒิสภาที่เราจะต้องมีหน้าที่หนึ่ง ใน ๔ บทบาทหลักนี้ จะต้องไปถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ก็มีชาวบ้านถามขึ้นมา ว่าท่านเป็นสมาชิกที่มาจากการสรรหาทําไมมีสิทธิที่จะไปถอดถอนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่มาจากการเลือกตั้ง อันนี้ก็เป็นอีกโจทย์หนึ่งที่ผมก็ตั้งคําถามไว้ในใจ ขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ
เชิญท่านเอกนัฏ พร้อมพันธุ์
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ขณะนี้เรากําลังพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่สอง มาตรา ๓ ซึ่งเป็นหัวใจสําคัญ ในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งมีการแก้ไขทั้งหมด ๑๐ มาตรา เป็นการแก้ไขที่มา ของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเป็นองค์กรหลัก ๑ องค์กรในองค์กรของระบบรัฐสภาของเรา ผมต้อง ขอกราบเรียนกับท่านประธาน กับคณะกรรมาธิการอย่างตรงไปตรงมาครับว่าตัวผมเองไม่ เห็นด้วยกับการแก้ไขของท่านกรรมาธิการ และผมก็ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ครับ ต้องบอกกับท่านตรง ๆ ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับบ้านเมืองของเราในวันนี้ไม่ได้ เกิดขึ้นจากร่างรัฐธรรมนูญครับ แต่ผมเกรงว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้มาตรานี้จะทําให้ เกิดปัญหาขึ้นในอนาคต เพราะการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญครั้งนี้ มาตรา ๓ เป็น ๑ ในมาตราสําคัญ เป็น ๑ ใน ๓ หัวใจสําคัญของการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับที่จะ เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองเข้ามาแทรกแซงการทํางานขององค์กรอิสระ เข้ามาแทรกแซง การทํางานของศาลรัฐธรรมนูญ และเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองเข้ามาครอบงําระบบ การเมือง ต้องกราบเรียนกับท่านประธานว่าตามรัฐธรรมนูญของเรา กฎหมายรัฐธรรมนูญได้ กําหนดอํานาจหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาไว้แตกต่างกันครับ ทั้งคู่ถือว่าเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย ทั้งคู่ถือเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนเข้ามา ปฏิบัติหน้าที่เช่นเดียวกัน แต่ภาระหน้าที่ต่างกันครับ พี่น้องประชาชนเลือกสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรเข้ามา เลือก ส.ส. เข้ามา อย่างแรกคือมาเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน ในการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นประมุขฝ่ายบริหารทําหน้าที่บริหารบ้านเมือง ส.ส. มีหน้าที่ ในฝ่ายนิติบัญญัติก็คือการออกกฎหมาย มีหน้าที่การตรวจสอบรัฐบาล การทํางานของรัฐบาล คล้าย ๆ กันครับ สมาชิกวุฒิสภาก็มีหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย มีหน้าที่ตรวจสอบการทํางาน ของรัฐบาลเช่นเดียวกัน แต่มากไปกว่านั้นครับ กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ได้ให้ อํานาจกับสมาชิกวุฒิสภามากกว่านั้นครับ ที่มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้กล่าวไปครับ ๑. คือการมีส่วนร่วมในขบวนการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในการสรรหาผู้ดํารง ตําแหน่งในองค์กรอิสระ และ ๒. มีอํานาจในการถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง เพราะฉะนั้นถ้าท่านได้ศึกษาดูกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ท่านจะเห็นว่า ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้เมื่อได้กําหนดภาระหน้าที่ของ ส.ส. ส.ว. ที่ต่างกันแล้วก็ได้กําหนดที่มาของ ส.ส. และ ส.ว. ที่ต่างกัน ส.ส. นั้นต้องทําหน้าที่เป็นตัวแทน ของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นมาจากการเลือกตั้งโดยตรงครับ ส่วน ส.ว. ในกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้กําหนดไว้ใน มาตรา ๓ เดิม ใน มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ ในกฎหมายรัฐธรรมนูญได้กําหนดไว้ว่าส่วนหนึ่งให้มาจากการสรรหา และส่วนหนึ่งให้มาจาก การเลือกตั้ง ก็เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญครับ ว่าส่วนหนึ่งให้มาจาการสรรหา และส่วนหนึ่งให้มาจากการเลือกตั้ง ก็เป็นไปตามเจตนารมณ์ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญครับ เพราะนอกจาก ส.ว. ต้องเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยในการปฏิบัติ หน้าที่ในการตรวจสอบรัฐบาลแล้ว ในการกลั่นกรองกฎหมายแล้ว คุณสมบัติสําคัญที่ ส.ว. ต้องมีมากไปกว่านั้นก็คือ ๑. ต้องมีความหลากหลาย มีความเชี่ยวชาญในเรื่องอื่น ๆ ต้องมี ความเชี่ยวชาญในเรื่องเฉพาะด้านครับ จะได้มาช่วยกลั่นกรองกฎหมายในระบบรัฐสภา ของเรา ๒. เนื่องจากรัฐธรรมนูญได้ระบุให้อํานาจ ส.ว. ได้มีส่วนร่วมในกระบวนการแต่งตั้ง ผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระในศาลรัฐธรรมนูญแล้ว และมีอํานาจในการถอดถอน ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง มีความจําเป็นครับที่สมาชิกวุฒิสภาต้องทําหน้าที่อย่างเป็น อิสระจากพรรคการเมือง จากผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง จากนักการเมือง จาก ส.ส. อื่น ๆ ผมต้องเรียนกับท่านประธานครับ จริง ๆ มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านรวมไปถึงท่านกรรมาธิการ ได้พยายามอธิบายว่าการเลือกตั้งนั้นดีอย่างไร เป็นประชาธิปไตยอย่างไรตามที่ได้ระบุไว้ ในเหตุผลของการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ผมต้องขอย้ํากับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน กับท่านประธาน กับท่านกรรมาธิการครับว่า พวกเราทุกคนที่นั่งอยู่ในที่นี้ไม่มีใครมีปัญหากับ การเลือกตั้ง ผมเอง รวมถึงสมาชิกพรรคของผม และเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาหลายท่านในทีนี้ เห็นด้วยกับการเลือกตั้งครับ แต่ต้องขอกราบเรียนกับท่านว่าการเลือกตั้งนั้นอาจจะไม่ได้ตอบ โจทย์ของประชาธิปไตยทั้งหมด กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน จริง ๆ แล้วมี ๓ มาตราสําคัญซึ่งมีผลต่อที่มาของสมาชิกวุฒิสภาที่เกี่ยวข้องที่เราไปแก้นี้นะครับ อันที่ ๑ ก็คือวิธีการที่ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา จะเป็นเรื่องของการเลือกตั้งหรือสรรหาก็ตาม ในส่วนที่ ๒ ส่วนที่ ๓ ซึ่งผมจะไม่ขอพูดในรายละเอียดเพราะไม่เกี่ยวกับมาตรานี้ก็คือการกําหนด คุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภาและการกําหนดวาระครับ ซึ่ง ๓ เรื่องนี้เป็นหัวใจสําคัญครับ ในส่วนของที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งนอกจากจะเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยแล้ว ใน การปฏิบัติหน้าที่ต้องมีความเป็นอิสระ ต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และต้องมีความ หลากหลายในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งผมเองถ้าท่านได้ศึกษาการแปรญัตติมาตรา ๓ ของตัว กระผมแล้วนะครับ ท่านก็ไปดูได้ครับว่าผมก็ไม่ได้มีปัญหากับการเลือกตั้ง ในส่วนของ ๒๐๐ คน ที่ท่านได้กําหนดมาผมก็ให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด เพียงแต่ครึ่งหนึ่งก็คือเป็นจํานวน ๑๐๐ คนให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งก็คืออีก ๑๐๐ คนให้มาจาก การเลือกตั้งโดยสมาชิกองค์กรวิชาชีพต่าง ๆ ทั้งหมด ๑๐ องค์กร องค์กรละ ๑๐ คน รวม แล้วเป็น ๒๐๐ คน ไม่ได้มีปัญหากับการเลือกตั้งครับ แต่ปัญหาจริง ๆ อย่างที่ผมบอกว่า การเลือกตั้งไม่ได้แปลว่าเป็นประชาธิปไตยทั้งหมด ผมจะไม่พูดถึงว่าการเลือกตั้งนั้นหมายถึง ว่าการเลือกตั้งอาจจะไม่บริสุทธิ์หรือมีการซื้อเสียงอะไร ผมไม่พูดไปถึงตรงนั้นครับ เพราะท่านอาจจะกล่าวหาว่าเป็นเรื่องจินตนาการ แต่ผมบอกให้ท่านฟังว่าการเลือกตั้งไม่ได้ แปลว่าเป็นประชาธิปไตย โดยเฉพาะในการแก้ไขร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญครั้งนี้ การเลือกตั้ง ในลักษณะที่คล้ายการเลือกตั้งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยไม่มีการกําหนดคุณสมบัติ และไม่มีการกําหนดวาระ ผมมีความเป็นห่วงครับ ผมกลัวครับ เพราะตามเจตนารมณ์ของ กฎหมายรัฐธรรมนูญ อํานาจหน้าที่ของทั้ง ส.ส. และ ส.ว. มีความแตกต่างกัน ส.ว. นอกจาก จะทําหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายแล้วนะครับ มีส่วนร่วมในกระบวนการแต่งตั้งองค์กรอิสระ และมีอํานาจในการถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองและผมก็ได้พูดไปแล้วว่าต้องมี ความเป็นอิสระ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นถ้าเกิดท่านใช้ระบบนี้ครับ มาจากการเลือกตั้งเหมือนกับ ส.ส. ๒๐๐ คน ท่านปฏิเสธไม่ได้ครับ ว่าในที่สุด ส.ว. ที่ได้รับเลือกตั้งมา ผมเชื่อว่าอาจจะไม่ใช่ทุกคนครับ แต่ส่วนใหญ่ก็ต้องพึ่งฐานเสียงทางการเมือง และท่านก็จะปฏิเสธไม่ได้ครับ ว่า ส.ว. จะมี ความเป็นอิสระ จะทําหน้าที่โดยไม่ถูกกดดัน ไม่ถูกครอบงําโดยพรรคการเมือง เพราะการ เขียน การแก้กฎหมายที่ผ่านท่านกรรมาธิการมาเรียบร้อยแล้วนี่ครับ ถ้าเกิดจะใช้ศัพท์ ชาวบ้านมันก็จะเปิดโอกาสให้ ส.ส. และ ส.ว. ฮั้วกันครับ เพราะต่อไปนี้ถ้า ส.ว. มาจากการ เลือกตั้ง ส.ว. ก็ต้องอาศัยใช้ฐานเสียงของ ส.ส. และอาจจะใช้ฐานเสียงนักการเมืองท้องถิ่น ซึ่งทุกวันนี้ก็มีมาจากสังกัดก็สังกัดพรรคการเมือง เพราะฉะนั้นเมื่อท่านแก้กฎหมายออกมา เป็นแบบนี้ ในที่สุดก็หนีไม่พ้นครับ ส.ส. ส.ว. องค์กรสําคัญ ๒ องค์กรในระบบรัฐสภาก็จะฮั้ว กัน ภายใต้เจ้าภาพ ก็คือพรรคการเมือง เพราะฉะนั้นผมกลัวครับ ว่าถ้าเกิดการฮั้วกันแล้ว โดย ส.ส. และ ส.ว. โดยมีพรรคการเมืองเป็นเจ้าภาพก็จะเกิดอันตรายขึ้นกับระบบการ ปกครองของประเทศเราครับ ที่ผมพูดไม่ได้จินตนาการนะครับ จริง ๆ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ จนถึง ปี ๒๕๕๐ ท่านทราบดีครับ ว่าประเทศไทยของเราได้ประสบกับปัญหาวิกฤติทางการเมือง มากน้อยเพียงใด สรรพนามที่มีการได้ตั้งฉายาไว้กับสมาชิกสภาวุฒิสภา ไม่ว่าจะเป็นสภาทาส หรือสภาผัวเมียครับ ท่านลองไปศึกษาดูครับ ผมจะไม่พูดถึงรายละเอียด หรือการเข้าไป แทรกแซงขององค์กรอิสระจะเป็นกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งเราก็เห็นแล้วนะครับว่าในอดีต นั้นเกิดขึ้น ผมกลัวว่าประวิติศาสตร์มันจะซ้ํารอยครับ ถ้าเราแก้แบบนี้ ท่านมีหลักประกัน อะไรครับ ที่จะให้กับพี่น้องประชาชนว่าจะไม่เกิดการฮั้วกันทางการเมือง ว่า ส.ว. จะทํา หน้าที่อย่างเป็นอิสระ จะแต่งตั้งผู้ดํารงตําแหน่งหน้าที่ในองค์กรอิสระที่จะเข้ามาทําหน้าที่ ตรวจสอบรัฐบาลอย่างอิสระ ท่านมีหลักประกันอะไรให้เขาครับ เพราะฉะนั้นครับผมก็ได้ เสนอแปรญัตติในมาตรา ๓ ไว้ว่า จริง ๆ ก็คือให้มาจากการเลือกตั้งเหมือนกับท่านนั่นละครับ แต่เลือกตั้งมี ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งคือเลือกตั้งโดยตรงมี ๑๐๐ คน อีกส่วนหนึ่งมาจากสภาวิชาชีพ ซึ่งการทําแบบนี้
๑. ท่านก็จะตอบปัญหาว่า ท่านก็จะสามารถมีสมาชิกวุฒิสภาที่มี ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านครับ เช่น ที่ผมได้ไปกําหนดเอาไว้นะครับ สภาทนายความ ด้านสาธารณสุข ด้านการแพทย์ ด้านครู ด้านธนาคาร ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีอีกหลายด้านครับ แล้วก็จะได้เข้ามาช่วยกลั่นกรองการทํางานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในการออกกฎหมายครับ จะไม่ทําหน้าที่ซ้ําซ้อนกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครับ
๒. ผมได้กําหนดไว้ว่าส่วนที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชน จาก ๒๐๐ คน ตัดให้เหลือ ๑๐๐ คนนี้ เพื่อจะให้มีพื้นที่ความรับผิดชอบมันกว้างขึ้น พูดง่าย ๆ เขตเลือกตั้งให้มันใหญ่ขึ้นครับ ในลักษณะทํานองนั้น เมื่อมันใหญ่ขึ้น ก็จะมีความเป็นอิสระไม่ผูกยึดกับฐานเสียง ฐานการเมืองของพรรคการเมือง หรือกับ นักการเมืองในท้องที่ เพราะฉะนั้นในร่างของตัวกระผมก็มีความเป็นประชาธิปไตยอย่างที่ ท่านบอก ก็คือ ส.ว. ทุกท่านมาจากการเลือกตั้ง แล้วผมเองเหมือนท่านครับ ผมก็เชื่อว่า พี่น้องประชาชนทุกวันนี้ไม่ได้โง่หรอกครับ พี่น้องประชาชนทุกวันนี้ตัดสินใจได้ครับ ในการเลือกตั้งแต่ละระดับเขาตัดสินใจได้ว่าจะเลือกใครเข้ามาทําหน้าที่แทนเขา ถ้าเป็น ส.ว. เขาเลือกแบบหนึ่ง ส.ส. แบบหนึ่ง นักการเมืองท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น เขาก็เลือก คนละแบบครับ ผมเชื่อเหมือนกับที่ท่านเชื่อนี่ละครับ แล้วในร่างของผมก็เขียนมา ในลักษณะนั้น แต่ท่านต้องกําหนดกรอบกติกาให้ชัดเจนครับ และท่านต้องไม่เปิดโอกาส ท่านต้องทําอย่างรัดกุม เพราะในอดีตนั้น เคยเกิดปัญหาขึ้นกับบ้านเมืองนี้ แล้วได้สร้างวิกฤติความแตกแยกอย่างหนักหนาสาหัสครับ แล้วผมไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก เพราะฉะนั้นต้องกราบเรียนกับท่านว่าในมาตรานี้ ผมได้เสนอการแก้ไขไปแล้ว แต่ยังมีอีก ๒ มาตรา ซึ่งเป็นหัวใจสําคัญ แต่ผมจะไม่ขอพูดถึง เพราะจะนอกเรื่องจาก มาตรา ๓ ก็คือ ๑. การกําหนดคุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภา และ ๒. วาระ ซึ่งทั้ง ๓ องค์ประกอบนั้น เป็นหัวใจสําคัญของการแก้ไขที่มาของสมาชิกวุฒิสภาในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญครั้งนี้ เพราะฉะนั้นก็ขอสรุปให้ท่านประธาน ให้ท่านกรรมาธิการครับว่า ผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญครั้งนี้ กับการแก้ไขกับร่างของท่านกรรมาธิการ มาตรา ๓ ฉบับนี้ เพราะ ๑. ปัญหาที่เกิดขึ้นกับบ้านเมืองของเราวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับกฎหมายรัฐธรรมนูญครับ การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญก็จะไม่แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ มิหนําซ้ําอย่างที่ผมได้บอก กับท่านประธานกับท่านกรรมาธิการไปแล้ว ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ โดยเฉพาะ ในมาตรานี้และอีก ๒ มาตราสําคัญจะสร้างปัญหาเพิ่มเติมให้กับประเทศของเราครับ จะเปิดโอกาสให้องค์กรในระบบรัฐสภาทั้ง ๒ องค์กร ก็คือ ส.ส. และ ส.ว. เข้ามาฮั้วกัน โดยมีพรรคการเมืองเป็นเจ้าภาพ ผมไม่ได้ว่าพรรคใครนะครับแต่พรรคใครที่เป็นใหญ่ และลุแก่อํานาจก็จะมีโอกาสในการเข้าไปแทรกแซงครอบงําการทําหน้าที่ นอกจาก ส.ส. ที่มีอยู่แล้ว กับสมาชิกวุฒิสภาเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นผมเป็นห่วงครับ ผมเป็นห่วงว่าจะ เกิดปัญหาขึ้นในอนาคต เมื่อเราเปิดโอกาสให้การทํางานของสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีอํานาจหน้าที่ ในการแต่งตั้งองค์กรอิสระในการถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองถูกแทรกแซงแล้ว การตรวจสอบรัฐบาลก็จะไม่เข้มแข็ง ปัญหาที่จะเกิดขึ้น สิ่งที่เราต่อต้านกันมาตลอด นักการเมืองที่โกงกินประเทศชาติบ้านเมือง การแหกกฎกติกามันจะเกิดขึ้นครับ ทั้งหมดนี้ จะซ้ําเติมกับปัญหาวิกฤติการเมืองของประเทศไทยที่เรามีอยู่แล้ว และจะสร้างความแตกแยก ให้กับประเทศไทยกับพี่น้องชาวไทยของเรามากขึ้น ตอนนี้ยังมีเวลาครับ ผมขอให้ ท่านกรรมาธิการทุกท่านได้ช่วยพิจารณาร่างแก้ไขของพวกตัวกระผมครับ ใช้วิจารณญาณ ของท่าน และยึดถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติบ้านเมืองของเรา ในมาตรานี้ผมขอสงวน คําแปรญัตติไว้เพียงเท่านี้ครับ ขอแก้เท่านี้ครับ แล้วในมาตราอื่นผมก็จะพูดต่อไปครับ กราบขอบพระคุณครับ
เชิญท่านสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมนั้นได้สงวนคําแปรญัตติไว้ในมาตรา ๓ นี้ครับ ถึงแม้นว่าอาจจะกลายเป็นเสียงข้างน้อยและอาจจะไม่สามารถชนะเสียงของกรรมาธิการได้ นั่นเป็นเรื่องรอง แต่ว่าผมก็ต้องยอมรับนะครับ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าผมนั่งฟัง การอภิปรายมาโดยต่อเนื่อง ยังไม่เคยได้อภิปรายในการแปรญัตติยกเว้นการลุกขึ้นขอหารือ กับท่านประธานในคราวที่อยากจะให้ฝ่ายที่ขัดแย้งกันอยู่นั้นรอมชอม และผมได้ถือโอกาสนั้น ได้บอกว่าผมเองนั้นถึงแม้นว่าจะมีการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ ส.ว. มาจากการ เลือกตั้งได้อีกสมัยหนึ่ง แต่ตัวผมเองนั้นประกาศแจ่มชัดว่าไม่ขอลงเลือกตั้ง ส.ว. จากผลพวง ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าท่านอื่นที่จะลงนั้นท่านจะมีผลประโยชน์ทับ ซ้อน หามิได้นะครับ เพราะว่าในคราวที่แล้วก็มีการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญเช่นกัน และว่า ด้วยเรื่องของเขต ว่าด้วยเรื่องของ ส.ส. มีการให้ทําปาร์ตี้ลิสต์ หรือบัญชีรายชื่อมากขึ้น และทําให้เขตจาก ๒ คน ๓ คน เหลือเขตละ ๑ คน ส.ส. ก็ลงเลือกตั้งได้ ผมก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องของความทับซ้อน และผมเองก็ได้ยกมือเห็นด้วยไปในคราวนั้น เพราะเห็นว่าใกล้เคียงกับกฎหมายรัฐธรรมนูญในปี ๒๕๔๐ ซึ่งผมคิดว่าถึงแม้จะมีจุดอ่อน แต่โดยรวม ๆ บนความเชื่อของผมนั้นเห็นว่าทั้งที่มาและเนื้อหานั้นมีความเป็นประชาธิปไตย กว่า แล้วก็ในความเป็นประชาธิปไตยนี้ผมก็เชื่อต่อครับท่านประธานว่าจะเป็นระบบเดียว ถึงแม้ว่าอาจจะมีข้อบกพร่อง แต่เป็นระบบเดียวที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของมนุษย์ได้ ดีกว่าระบบอื่น ท่านประธานครับ ผมอยากกราบเรียนว่าการแก้ไขครั้งนี้แก้ไขในเรื่องของ ที่มาและคุณสมบัติ ส.ว. ผู้ที่เสนอแก้ไขนั้นร่างเข้ามา ๑๓ มาตรา ผมไม่ได้ร่วมลงชื่อด้วย แต่ ว่าผมอยากเรียนว่าโดยหลักการนั้น ผมเห็นด้วยในเรื่องของที่มา แต่คุณสมบัติที่ท่านไปแปร ญัตติกันในชั้นกรรมาธิการนั้น ผมไม่เห็นด้วยครับ คือผมจําแนกกันเป็นเรื่อง ๆ ว่ากันตาม เนื้อผ้า ท่านประธานที่เคารพ ผมอยากกราบเรียนท่านประธาน ท่านประธานลองตามผมมาดู นะครับ ผมจะไม่อภิปรายที่ซ้ําหรือซ้อนกับสมาชิกรัฐสภาท่านอื่น ผมมีมุมมองของผมเอง ไม่ได้สังกัดใคร ถึงแม้มีที่มาจาก ส.ว เลือกตั้งในภาคใต้ก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องอยู่ภายใต้อาณัติ ของใคร และผมแน่ใจว่า ส.ว. ภาคอื่น ท่านไปดูครับ ถ้าจําแนกแยกแยะไม่เหมารวม เหมาเข่ง ส.ว. ภาคอื่นที่มาจากการเลือกตั้งก็ไม่ได้อยู่อาณัติของพรรคการเมืองใดด้วยซ้ําไป ท่านประธานครับ การแก้ที่มาและคุณสมบัติ ผมขีดเส้นใต้นะครับ แปลว่าอะไร แปลว่าครั้งนี้ ไม่ได้แก้อํานาจหน้าที่ ที่จริงเวลาพูดถึงเรื่องของ ส.ว. ก็ควรจะพูดไปพร้อม ๆ กันครับ ในเรื่องของที่มาคุณสมบัติและอํานาจหน้าที่ เพราะมีความเกี่ยวพันกันครับ ท่านประธาน อยู่ในสภานี้มานานกว่าผม ท่านประธานมีความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์แน่นอน ท่านก็จะ เห็นว่านับจาก พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันนั้น วุฒิสภาหรือในอดีตเขาเรียกว่า พฤฒสภา ก็มีที่มาและอํานาจหน้าที่ที่แตกต่างกันไป โดยส่วนใหญ่นั้นเขาเป็นสภาพี่เลี้ยง หรือเป็นสภากลั่นกรอง แต่ไม่ได้เป็นสภาตรวจสอบด้วยเหมือนในปัจจุบันนะครับ ดังนั้นที่มา ในอดีตเขาจึงแต่งตั้งกันเป็นส่วนใหญ่ ทีนี้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ผม เรียนว่าถึงแม้ว่าผมอาจจะเห็นว่ามีข้อบกพร่องทั้งที่มาและในทางเนื้อหาเยอะมาก แต่ผม ก็ยอมรับครับ ได้ยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ยอมรับอย่างมีเงื่อนไขครับท่านประธาน แต่ในเมื่อถึงวันเวลาที่จะต้องแก้ก็มาแก้เรื่องที่มาและคุณสมบัติของ ส.ว. ย้ําอีกทีว่าไม่ได้แก้ อํานาจหน้าที่แต่มันเกี่ยวพันกัน ท่านประธานที่เคารพ ถามว่าอํานาจหน้าที่ของ ส.ว. ชุดนี้ ที่รัฐธรรมนูญได้ออกแบบและได้ทําขึ้น ให้มีสมาชิกจาก ๒ ที่มา ก็คือสมาชิกสรรหา และสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง ผมต้องขออนุญาตบอกท่านประธานเสียก่อนนะครับ เวลาพูดถึงสมาชิกวุฒิสภาสรรหานั้น ผมจะไม่แตะตัวบุคคล เพราะผมทํางานกับพี่ ๆ ส.ว. สรรหามา ๓ ปีบ้าง ๕ ปีกว่าบ้าง จํานวนมากครับท่านประธาน ผมเรียนยืนยันนะครับว่า ท่านน่ารัก และเป็นบุคคลที่ผมเคารพแล้วก็ไหว้ได้ นี่ ส.ว. สรรหาครับ ซึ่งก็เหมือนกับ ส.ว. เลือกตั้งครับ ผมเชื่อว่าในความเป็นคน ในความเป็นมนุษย์ท่านคล้ายกัน ผมเห็นด้านดี และผมเห็นด้านมืดบางส่วนซึ่งผมไม่พยายามที่จะค้นหาด้านมืดมาก อยากค้นหาด้านสว่าง ของท่านมาชื่นชมกันมากกว่า แต่มนุษย์เป็นเช่นนี้ท่านประธานก็คงทราบว่ามีโลภะ โทสะ โมหะ คล้าย ๆ กัน คนที่หลุดพ้นจากสภาพเหล่านี้มักจะไม่เข้ามาทําการเมือง ดังนั้นผมจึง ไม่ยกใครให้เป็นเทวดาในทางการเมือง และไม่ยกใครหรือไม่ถีบถ่มใครให้เป็นสัตว์นรก นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมเชื่อหรือสิ่งที่ผมพูด ท่านประธานครับ อํานาจหน้าที่ของ ส.ว. ที่มีที่มา ๒ ทางนี้มี ๓ ประการครับ ประการที่ ๑. ก็คือกลั่นกรองกฎหมาย อํานาจหน้าที่นี้คล้ายกับที่เคยกําหนดไว้ใน ส.ว. หลายชุด ที่ผ่านมาแต่อีกอํานาจหน้าที่หนึ่งครับท่านประธาน ก็คือควบคุมและบริหารราชการแผ่นดิน นั่นหน้าที่ประการที่ ๒ ครับ และหน้าที่ประการที่ ๓ ก็คืออํานาจหน้าที่ในการแต่งตั้ง ถอดถอนคนในองค์กรตามรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ท่านประธานที่เคารพ ท่านประธาน ฟังดี ๆ ครับว่าสิ่งที่สมาชิกรัฐสภาอภิปรายไปแล้ว ซึ่งผมเรียนยืนยันว่าส่วนใหญ่แตกต่าง กับกระผม ก็คือว่าการที่ไปวางน้ําหนักว่าสมาชิกวุฒิสภาจะต้องทําหน้าที่ในการตรวจสอบ หรือควบคุมการบริหารราชการของฝ่ายรัฐบาลไม่ถูกต้องครับ บอกว่าจะต้องเอา ส.ว. มาถ่วงดุลรัฐบาล ไม่ถูกต้องครับ คือถ้าถูกต้องก็เพียงส่วนน้อยนิด ถามว่าทําไมสิริวัฒน์ จึงคิดว่ามันไม่ถูกต้องหรือถูกต้องเพียงน้อยนิด ท่านประธานที่เคารพ ประการที่ ๑ นั้น ผมไม่เถียงไปแล้วนะครับ กลั่นกรองกฎหมายยังทําหน้าที่นี้อยู่ได้ ไม่มีปัญหาครับ ถ้ากลั่นกรองกฎหมายอย่างเดียว ผมคิดว่าผมเห็นด้วยกับการที่ ส.ว. อาจจะไม่มาจาก การเลือกตั้งโดยตรงทั้งหมด อาจจะมาจากการเลือกตั้งโดยอ้อม แต่แน่นอนที่สุด ขาดการยึดโยงกับประชาชนไม่ได้ เป็นผู้แทนของรัฐ มาเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นอํานาจ ๑ ใน ๓ ฝ่ายไม่ยึดโยงกับประชาชน ต่อให้ท่านเลิศฟ้ามาดินจากไหนก็ไม่ได้ ไม่ได้รังเกียจตัวบุคคลครับ แต่ในทางหลักการมันรับกันไม่ได้และมันจบกันไม่ได้ ท่านประธานครับ แต่ว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังมีอํานาจหน้าที่อีก ๒ ข้อครับ ดังนั้น ส.ว. ที่มาจากการสรรหาหรือมาจากการแต่งตั้ง ยิ่งมันไปกันไม่ได้ใหญ่ครับท่านประธาน อํานาจหน้าที่ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ เขาใช้คําว่า ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน หน้าที่อันนี้ที่ผมบอกว่า ส.ว. ทําได้มากน้อยแค่ไหนครับ ก็ไปเปรียบเทียบกับ ส.ส. สิครับ ส.ส. เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ก็ทําหน้าที่ในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน คําถามผมก็คือว่าสองสภาอันนี้สภาใดที่ทําหน้าที่ได้ ก็กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ใช่หรือ ครับที่บอกว่าการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของ ส.ว. ทําได้อะไรครับ ๓ รูปแบบ สําคัญท่านประธานตามผมมานะครับ ท่านจะจําแนกเป็น ๒.๑ ๒.๒ ๒.๓ ก็ได้ในอํานาจ หน้าที่นี้ของ ส.ว. ๒.๑ ก็คืออะไรครับ ตั้งกระทู้ ท่านประธานครับ กระทู้ของ ส.ว. ผมตั้งบ่อยเหมือนกันเหมือนกับที่เพื่อนผมหลายคนก็ได้ตั้งบ่อย ตั้งมาหมดแล้วครับ เยาวชน การศึกษา ปัญหายางพาราที่กําลังเดือดร้อนกันอยู่ ณ ขณะนี้ อันนี้ก็ถือโอกาส เรียกร้องให้รัฐบาลต้องเหลียวแลนะครับ ท่านประธานครับ เราก็ตั้งกันมาแล้วปัญหา เรื่องสารพัดสารเพ แต่ท่านประธานทราบไหมครับว่า ส.ส. เขาตั้งกระทู้ถามสดได้ แล้วทีวี มักจะถ่ายทอดสด ส.ว. ตั้งกระทู้ถามสดได้ไหมครับ ไม่ได้ และทีวีก็ไม่ถ่ายทอดสด แล้วถามว่า น้ําหนักมันจะเกิดขึ้นได้หรือครับ ไม่มีกระแสสังคมมาคอยกดดันรัฐบาลด้วย บางครั้ง รัฐบาลก็ไม่ได้มานั่งฟังอภิปรายด้วยซ้ําไปครับ เวลาเราถามกระทู้ มานั่งอยู่ท่านเดียว แล้วนายกรัฐมนตรีท่านก็ไม่ได้มานั่งโดยส่วนใหญ่นะครับ ถึงแม้ผมจะเห็นใจท่านว่า ภารกิจท่านอาจจะมาก แต่ต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่าท่านมาฟังกระทู้ถามสดน้อยครับ ท่านประธานที่เคารพ ในขณะที่ ส.ส. นั้นตั้งกระทู้ถามสด บรรยากาศความสนใจของสังคม คนสนใจ ดังนั้นการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินโดยกระทู้ถามสด ส.ส. จึงทําหน้าที่นี้ ได้ดีกว่าในเชิงของระบบครับท่านประธาน ส.ว. ทําหน้าที่ได้น้อยกว่าในเชิงของระบบ ไม่ใช่ เรื่องของตัวบุคคล ไม่ใช่แปลว่า ส.ว. สรรหา ส.ว. เลือกตั้งมีความที่ใช้ไม่ได้ คุณภาพต่ํา ไม่ใช่ ครับ นี่ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินโดยการตั้งกระทู้ถามสด ท่านประธานครับ ยังไม่ นับว่าเวลาเราตั้งกระทู้ถามสดด่วนกลายเป็นกระทู้ถามแห้งเยอะแยะ อันนี้อาจจะเหมือนกับ ทาง ส.ส. หรือไม่ ๒.๒ ท่านประธาน การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหารนี่ ทําได้อะไรอีกครับ เปิดอภิปราย เขาเรียกว่าเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ เขาลงมติไม่ไว้วางใจได้ครับ แล้วแน่นอนที่สุดถ่ายทอดสด และสังคมติดตาม แต่ ส.ว. ละครับ ส.ว. นั้นเปิดได้แค่อภิปรายทั่วไป มีน้ําหนักไหมครับ น้ําหนักน้อยมาก มีคณะรัฐมนตรีมาฟังกันน้อยหรือมาก เมื่อเปรียบเทียบกับ ส.ส. ที่เขา เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ น้อยกว่าเยอะครับ ท่านจะเห็นได้ว่าการทําหน้าที่หรือการใช้อํานาจ ของ ส.ว. ในข้อนี้ก็ทําได้น้อยกว่า ส.ส. มาคาดหวัง ส.ว. ไม่ได้เลยครับ จะบอกว่าให้ ส.ว. สรรหาเถอะ จะได้อยู่ฝั่งตรงข้ามกับรัฐบาล ผมคิดว่าเป็นการตัดตีนให้เข้ากับเกือก เป็นการเอาผลจากการเลือกตั้งที่เห็นว่ามีบางพรรคอาจจะชนะแล้วก็มาคิดว่าจะต้องเอา ส.ว. มาคาน ผมคิดว่าดูเหมือนว่าจะถูก แต่ในวันข้างหน้ามันไปไม่ได้เพราะประเทศนี้ผมไม่เชื่อ หรอกครับว่าใครจะผูกขาดได้ยาวนาน ผมไม่เชื่อว่าถ้าปล่อยให้มีการเลือกตั้งต่อไป ใครจะผูกขาดได้ยาวนานแม้แต่พื้นที่แคบ ๆ อย่าง อบต. หรือ อบจ. หรือเทศบาล ท่านไปดู เถอะครับ ประชาชนไม่ได้ถูกจูงจมูก บางคนคิดว่าถ้าเกิดนายกเทศมนตรีในพื้นที่แคบ ๆ ครองอํานาจมานาน ๆ รากงอก แล้วประชาชนจะไม่เปลี่ยน ก็ลองไปถามหลายท่านดูสิครับ ว่าคนของท่านเองก็ชนะการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีที่เขาอยู่นาน ๆ นั้นใช่หรือเปล่า คนของ ท่านก็ชนะนายก อบต. หรือนายก อบต. ในบางพื้นที่ ถ้าภาษาใต้เรียกว่าน่าจะป้องวิกได้ พื้นที่แคบ ๆ อุปถัมภ์กันได้ แต่ประชาชนไม่ใช่คนที่จะถูกสนตะพายได้ ถ้าเราเชื่อมั่นเหมือนที่ พระพุทธเจ้าเชื่อว่ามนุษย์นั้นเป็นสัตว์ประเสริฐที่ล้วนแล้วแต่ฝึกหัดพัฒนาได้ เป็นบัว ๓ เหล่า ไม่ใช่บัว ๔ เหล่านะครับ ๔ เหล่ามาในชั้นหลัง ไม่มีเหล่าที่ใต้โคลนตมที่ควรจะเป็นอาหารของ เต่า ปลา เช่น ทัศนะของพุทธะ ถ้าเราเชื่อว่ามนุษย์เสมอกัน มีความต้องการเหมือนกัน ต้องการความรักจากพ่อแม่ จากคนรัก ต้องการที่จะอยู่รอดปลอดภัย รักตัวกลัวตาย มีโลภะ โทสะ โมหะเหมือนกัน เราจะไม่ดูถูกประชาชน ว่าถ้าใช้การเลือกตั้งนั้นจะมีใครซื้อประชาชน หรือผูกขาดไปได้ ท่านประธานที่เคารพ ดังนั้นเป็นตัวอย่างที่ผมยกให้ท่านฟังในข้อ ๒.๒ ว่า จะมาคาดหวังว่าจะให้มี ส.ว. สรรหาหรือแต่งตั้งที่มันอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับทางรัฐบาลนั้น ในทาง หลักการและระบบเป็นการคิดที่ไม่ชอบครับ อารยะประเทศหรือประเทศที่เขาพัฒนาแล้ว เขาไม่ทํากันครับ เสียดายว่าประเทศไทยเป็นประเทศกําลังพัฒนามานานเกินไป ทั้งในระบบ เศรษฐกิจ ระบบสังคม ระบบการเมือง น่าเสียดายด้วยเหตุอะไร ผมไม่มีเวลาที่จะออกไปพูด ให้มันอ้อมมากเกินไป ท่านประธานครับ ข้อ ๒.๓ อีกอํานาจหน้าที่หนึ่งตรงนี้ท่านประธาน ถ้าท่านจะกรุณา ท่านลองฟังดู คืออํานาจหน้าที่ในการแต่งตั้งแล้วก็ถอดถอนบุคคล ตามองค์กรในรัฐธรรมนูญเขียน ซึ่งมันมีองค์กรอิสระอยู่ด้วย คือใครครับ คือศาลรัฐธรรมนูญ คือ ป.ป.ช. คือ กกต. คือองค์กรสิทธิมนุษยชน คือผู้ตรวจการแผ่นดิน คืออีกหลายอัน ตรงนี้ครับ ท่านประธาน โดยเฉพาะองค์กรอิสระ ท่านประธานครับ ทําไมกฎหมายรัฐธรรมนูญจึงวาง น้ําหนักให้ ส.ว. ต้องทําหน้าที่ตรงนี้ครับ ก็เพราะว่าไม่มีองค์กรอื่นใดเลยที่จะเข้ามาตรวจสอบ องค์กรเหล่านี้ แต่องค์กรเหล่านี้นั้นมีการให้คุณให้โทษ องค์กรเหล่านี้ใช้อํานาจรัฐครับท่าน ประธาน ให้คุณให้โทษในทางการเมือง กกต. นี่ให้ใบเหลือง ใบแดง ใบขาว ป.ป.ช. นี่จะแต่งตั้ง ถอดถอน ต้องผ่าน ป.ป.ช. ก่อน จะชี้ใครว่ามีมูลไม่มีมูล ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ ขนาดว่าไม่ตีความขยายอํานาจตัวเองจนเกินหลักการหรือเกินกฎหมายรัฐธรรมนูญ อํานาจก็มาก คือแค่มาแซงค์ชั่น (Sanction) หรือพิจารณาว่าร่างพระราชบัญญัติใดขัดหรือแย้งกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ก็อํานาจเยอะแล้วครับ ที่จริงอํานาจก็คือตรงนั้นละครับ ไม่มีอํานาจก้าวก่าย รัฐสภา ซึ่งอยู่ในฐานะที่เป็นองค์กรสูงสุดมากกว่าองค์กร ๓ ฝ่าย และไม่มีอํานาจในการที่จะ ไปก้าวก่ายหลักการแบ่งแยกอํานาจ ตรงนี้เป็น ๒ ข้อนะครับ ไม่ใช่ข้อเดียว ไม่ใช่แค่ว่า ฝ่ายศาลไม่มีอํานาจเข้ามาก้าวก่ายฝ่ายนิติบัญญัติ อันนั้นถูกต้องครับ เป็นหลักการที่ทั่วโลก เขาทํากัน ไม่ก้าวก่ายกัน แต่มีอีกหลักหนึ่งก็คือรัฐสภานั้นมีฐานะที่เป็นผู้ประกาศสงคราม รัฐสภานั้นเป็นผู้ที่มีอํานาจในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ รัฐสภาคล้าย ๆ กับองค์รัฏฐาธิปัตย์ ครับ ดังนั้นจึงมีฐานะที่สูงกว่าสภาผู้แทนราษฎร แน่นอนที่สุดต้องสูงกว่านายกรัฐมนตรี สูงกว่าคณะรัฐมนตรีที่เป็นฝ่ายบริหารครับและสูงกว่าฝ่ายศาลครับ อันนี้เป็นหลักการ ที่ผมอยากจะเรียนย้ํา
ท่านสิริวัฒน์ครับ ถ้ากระชับ ได้ก็จะดีนะครับ
ผมพยายามจะ กระชับครับ แต่ว่าผมอภิปรายรอบเดียวท่านประธาน แล้วที่ผ่านมาผมแน่ใจว่าไม่มีใครหยิบ ยกหลักการอันนี้ขึ้นมาพูด ท่านประธานที่เคารพ ผมจะพยายามกระชับให้มากที่สุด ผมจึง อยากเรียนท่านประธานว่าอํานาจหน้าที่ของ ส.ว. จึงมีอํานาจที่ถูกคาดหวังได้จากเรื่องของ การต้องไปแต่งตั้งหรือถอดถอนคนในองค์กรอิสระครับ สภาผู้แทนราษฎรทําไม่ได้ องค์กรไหนก็ทําไม่ได้ครับ เขาคาดหวังที่ ส.ว. นี่ครับ แต่ท่านประธานครับ ท่านไปไล่ดูอํานาจ หน้าที่ซึ่งเราไม่ได้เสนอแก้กันนะครับ เพราะถ้าเสนอแก้กันผมคิดว่ายิ่งไปกันใหญ่ คําว่า ยิ่งไปกันใหญ่ก็คือแก้ยากมากขึ้น มาตรามันไปพัลวันพัลเกเชื่อมโยงร้อยรัดกันไปหมด ท่านประธานที่เคารพ เมื่ออํานาจหน้าที่เป็นเช่นนั้นแล้วไม่ถูกแก้ ส.ว. ที่ควรจะตรวจสอบ หรือถ่วงดุลก็ควรจะถ่วงดุลใครครับ ก็คือถ่วงดุลองค์กรอิสระนั่นเอง เพราะไม่มีใครถ่วงดุลได้ ไม่มีใครตรวจสอบได้ เสียดายที่คนในสังคมไทยพยายามที่จะบอกว่าถ้าคนดีนั้นจะไม่ทําชั่ว คนชั่วจะไม่ทําดี วาทกรรมนี้ไม่ตรงกับหลักพุทธะ หลักพุทธะต้องใช้คําว่า ดีชั่วอยู่ที่ตัวทํา สูงต่ําอยู่ที่ทําตัว นั่นคือหลักกรรมนั่นเอง แต่คนดีจะไม่ทําชั่ว คนชั่วจะไม่ทําดี เป็นวาทกรรม ที่ยกฝ่ายเราหรือฝ่ายตัวเองขึ้นมาบอกว่าเป็นคนดี แล้วใครเป็นคนชั่วครับ ฝ่ายตรงกันข้าม ผมคิดว่าทุกขั้วทางการเมืองคิดอย่างนี้ตรงกัน แล้วไม่ยุติครับ ถ้าบอกว่าฉันเป็นคนดี มึง ขอโทษนะครับ หรือฝ่ายตรงข้ามเป็นคนชั่วไม่มีทางยุติได้เพราะว่าไม่มีเครื่องชี้วัด ไม่มี เครื่องชั่งใด ๆ ได้ ดังนั้นท่านประธานครับ จะบอกว่าให้ ส.ว. สรรหาซึ่งถูกแต่งตั้งมาจากคนดี ก็คือใครครับ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นผู้พิพากษาครับ ก็คิดว่าน่าจะได้คนดีมาตรวจสอบนักการเมือง ซึ่งเป็นคนชั่ว ผมคิดว่าหลักคิดเช่นนี้ประเทศไปไม่ได้ครับ ขัดแย้งกันมโหฬารมาก แล้วกําลัง มันพอฟัดพอเหวี่ยงกัน หรือแนวโน้มจะเป็นเช่นไร ผมไม่วิเคราะห์ครับ แต่ผมเสียดายนะครับ ถ้าเกิดว่าใครใช้แนวนอกระบอบประชาธิปไตยเท่ากับช่วยฝ่ายตรงกันข้ามในทัศนะผม ผมอาจจะผิดก็ได้ครับท่านประธาน ดังนั้นผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่า ในเมื่อไม่แก้อํานาจหน้าที่ ส.ว. ที่จะต้องเข้ามาตรวจสอบ ถ่วงดุลองค์กรที่เป็นองค์กรอิสระ หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญก็จะต้องเป็น ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งจากประชาชนครับ ไม่ใช่ให้องค์กรอิสระเหล่านั้นแต่งตั้งคนมาแล้วให้ไปตรวจสอบตัวเอง ผมถามท่านประธานว่า บนหลักการที่มันยังอ่อนด้อยในสังคมนี้ในเชิงวัฒนธรรมนะครับ ผมคิดว่าสังคมไทย ใช้ความสัมพันธ์ ทุกฝ่ายมีความสัมพันธ์กันหมดครับ ผมจะไม่หยิบยกข้อเท็จจริงเลยว่า ส.ว. สรรหานั้นท่านมีความสัมพันธ์กับใคร พรรคการเมืองใด หรือขั้วการเมืองใด เพราะ มันจะเป็นการขยายความแตกแยกมากเกินเหตุ ผมจะพยายามพูดหลักการซึ่งอาจจะเข้าใจ ยากหน่อย แต่ว่าหลีกเลี่ยงความขัดแย้งครับ ที่จริงผมก็มีข้อมูลครับ แต่ผมจะไม่พูด ท่านประธานที่เคารพ ผมอยากกราบเรียนว่าเมื่อวางอํานาจหน้าที่อย่างนี้จะต้องให้ ส.ว. ที่มาจาก ส.ว. สรรหาไปตรวจสอบ ป.ป.ช. หรือ ก็ประธาน ป.ป.ช. เลือกท่านมา ไปตรวจสอบได้หรือ ถอดถอนได้หรือ แล้วโดยเฉพาะ ป.ป.ช. ท่านประธานทราบไหมครับ ผมแน่ใจว่าคนในสภาแห่งนี้ไม่ได้โง่ แต่ว่าอาจจะลืมอ่านกฎหมายรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑ ป.ป.ช. เป็นองค์กรเดียวที่กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่เขียนให้ถูกถอดถอนได้เลย ไม่มีสิทธิ ถอดถอน ป.ป.ช. แม้แต่คนเดียว ทําได้แค่ให้พ้นจากตําแหน่ง ในขณะที่ คตง. คณะกรรมการ ตรวจเงินแผ่นดิน ศาลรัฐธรรมนูญ หรือ กกต. ถูกถอดถอนได้ แค่ประเด็นนี้ท่านประธาน ผมถามใครต่อใครว่าทําไม ไม่มีใครตอบได้ครับ ทําไมถอดถอน ป.ป.ช. ไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ ป.ป.ช. นั้นอยู่บนอํานาจสูงสุดในห่วงโซ่ทางอํานาจหรือห่วงโซ่ ทางรัฐศาสตร์ ทําไม นี่ก็เป็นประเด็นที่เราไม่ได้แก้ไข มีสิทธิมากกว่าศาลรัฐธรรมนูญอีกครับ คือมีสิทธิที่จะไม่ถูกถอดถอน ศาลรัฐธรรมนูญมีสิทธิที่จะถูกถอดถอน นี่ครับ เราจะให้ ประธาน กกต. ถูกถอดถอนจาก ส.ว. สรรหาหรือครับ ก็ท่านสรรหา ส.ว. มาเองนี่ครับ ถูกถอดถอนได้ไหมครับ มันเป็นไปไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ท่านประธานครับ ไม่ได้แปลว่า ส.ว. สรรหา ท่านจะชั่วช้า ไม่ใช่ครับ ผมย้ําแล้วว่าผมนี่กราบท่านได้ เคารพท่านได้ ไหว้ท่านได้ และทําจริง และจากข้างใน ไม่ได้แสดง แต่มันคนละเรื่องกับระบบหรือหลักการ ดังนั้นท่านประธาน จะเห็นได้ว่านี่คือเหตุผลที่ผมเห็นว่าในเมื่อถ้าจะแก้ในส่วนของที่มาหรือคุณสมบัตินั้น จะต้อง แก้ให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดเท่านั้น ไม่ได้รังเกียจบุคคล ท่านประธานที่เคารพ แต่ผมเรียนนะครับ ในเรื่องคุณสมบัติที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก เพราะชนะสิ่งที่ผม เสนอให้เขาแก้ เขาไม่เห็นด้วยกับการแก้ ผมก็เป็นเสียงข้างน้อย ผมบอกว่าคุณสมบัติ ท่านอยากจะให้ ส.ส. หรือนักการเมืองอื่น ที่ลาออกวันนี้ พรุ่งนี้สมัคร ส.ว. ได้ ผมไม่เห็นด้วย ผมไม่เห็นด้วยครับ ผมไม่มีส่วนได้เสียแล้วเพราะประกาศว่าไม่ลงเลือกตั้ง ส.ว. ในสมัยถัดไปแล้ว แต่ว่าถ้าแก้คุณสมบัติให้มีที่มาจากพรรคการเมืองด้วย ผมไม่เห็นด้วยครับ ข้อนี้ที่จริงผมเรียนว่า มันอาจจะดูเหมือนว่าจะขัดกับหลักการ เสรีภาพ หรือสิทธิหรือเปล่า มันไม่หนักหน่วงครับ ไม่เหมือนกับที่มาที่บอกว่าจะต้องสรรหา ไม่มาจากประชาชนนั้นขัดหลักการแน่นอน เพราะประชาธิปไตยมันแปลว่า ประชา บวก อธิปไตย คือประชาชนบวกความเป็นใหญ่ หรือประชาชนบวกอํานาจสูงสุด แต่ในข้อที่ว่าคุณสมบัติ ผมคิดว่าในเมื่อเราวางน้ําหนักไว้ว่า ให้ ส.ว. นั้นทําหน้าที่ ๓ ประการ
ท่านสิริวัฒน์ครับ อย่าไปถึง คุณสมบัติเลยครับ เอาอยู่ในที่ท่านสงวนไว้นี้นะครับ จํานวน ส.ว. ๒๕๐ คน ให้กระชับ สักนิดครับ ดูจะออกไปไกลมาก ขอความร่วมมือด้วยนะครับ เชิญครับ
ครับ ผมขออนุญาตท่านประธานว่า ผมจะกระชับตามที่ท่านประธานบอกครับ แต่ว่าที่มา และจํานวนเกี่ยวพันกับอํานาจหน้าที่ และในมาตรา ๕ ผมไม่สงวนคําแปรญัตติ คือแปลว่า ผมไม่มีสิทธิอภิปรายอีกต่อไปแล้วในมาตราอื่น ๆ ครับ มีมาตราเดียวครับท่านประธาน ดังนั้นผมจึงอยากกราบเรียนท่านประธานว่า
ท่านครับ ไม่ได้หมายความ ว่าไม่ได้สงวนมาตราอื่นก็จะไปพูดมาตราอื่นไม่ใช่นะครับ ขอให้ท่านกระชับเถอะครับ
ครับ ผมจะพยายามกระชับครับ แต่ว่ามันเกี่ยวพันกันจริง ๆ ครับท่านประธาน กระชับที่สุด ท่านประธานที่เคารพ ผมจึงอยากกราบเรียนท่านประธานว่าการที่ไปแก้คุณสมบัติ ไม่เห็นด้วย ผมมีอีกข้อหนึ่งอยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่ามีการพาดพิง แต่ผมจะ ไม่ใช้สิทธิเพิ่มเติมในคราวอื่น ผมขออนุญาตได้เข้ามาใช้ในคราวนี้ด้วยกัน เพราะมันก็ เกี่ยวพันกัน มีการหยิบยกว่า ส.ว. ปี ๒๕๔๓ ถึงปี ๒๕๔๙ เป็นสภาทาส ส.ว. ปี ๒๕๔๙ บวก ๕ เดือน เป็นสภาผัวสภาเมีย และ ส.ว. เลือกตั้ง ปี ๒๕๕๑ เป็นสภาที่อาจจะใกล้ชิด พรรคการเมืองแล้วแต่ว่าใครจะอยู่ภาคไหน ผมเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ท่านประธานโปรดพิจารณาข้อเท็จจริงจากผมแล้ว อย่าเพิ่งเชื่อ ทําใจให้ว่าง ๆ เป็นกลาง กําจัดขยะหรืออคติออกไปลองดู ส.ว. ปี ๒๕๔๓ ถึงปี ๒๕๔๙ ซึ่งเป็น ส.ว. ชุดแรกของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ผมมีโอกาสได้ศึกษา ผมได้เชิญ ส.ว. ชุดนั้นครับ ขออภัยที่เอ่ยนามนะครับ ครูหยุยครับ อันนี้ไม่ได้พาดพิงท่าน ในทางที่ร้าย ผมชื่นชมท่านครับ เราเชิญท่านมาให้คําปรึกษาหรือว่าให้คําแนะนําเราว่า ประสบการณ์ของท่านที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ทําไม ส.ว. ปี ๒๕๔๓ จึงได้ชื่อว่าสภาทาส มันเกิดอะไรขึ้น ท่านประธานครับ อีกหลายคนแต่ว่าเพื่อประหยัดเวลา ผมอยากกราบเรียน ท่านประธานครับ เอารวม ๆ ก่อนนะครับ ในช่วงท้ายผมเชื่อว่ามีการแทรกแซงจากทาง ฝ่ายรัฐบาลจริง ผมอาจจะผิดก็ได้ครับ ณ ขณะนั้นรัฐบาลพรรคไหนขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อ เพราะผมหลีกเลี่ยงการเอ่ยชื่อพรรคการเมือง มีการแทรกแซงจริงครับ แต่ในระยะต้น ท่านประธานไม่ได้มีการแทรกแซง ที่มาจากการเลือกตั้งนั้น ท่านประธานครับ
ท่านครับ อย่าไปกล่าว อย่างนั้น เดี๋ยวจะกลายเป็นใส่ร้าย ผมว่าท่านสมควรแล้วกระมังครับ ก็อย่าไปไกลมากนักเลย เอาที่อยู่ในประเด็น ก็ใช้เวลาพอสมควรแล้วครับ ผมว่าน่าจะสรุปได้แล้วครับ
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตอีกสักเล็กน้อยครับ ที่จริงเรื่องนี้บังเอิญว่าจะเกี่ยวพันกับผมในฐานะที่เป็น ส.ว. ปี ๒๕๔๙ ด้วย ดังนั้นปี ๒๕๔๓ ผมเรียนท่านประธานว่ามันเชื่อมโยงนิดหน่อย ดังนั้นผมจะ ไปให้เร็วที่สุด ท่านประธานที่เคารพ ส.ว. ปี ๒๕๔๓ ปี ๒๕๔๙ ระยะแรก ๆ ท่านประธานก็ไป ดูได้ว่า ผมเชื่อว่าเขาก็อยู่กันตามปกติ แต่ว่าโดยธรรมชาติของนักการเมือง ส.ว. เองเมื่อมี บางกลุ่มตั้งกลุ่มขึ้นมามันจะเกิดฝ่ายตรงกันข้ามขึ้นมาทันที ส.ว. ในปัจจุบันก็เช่นเดียวกันครับ เราเองที่มาจากการเลือกตั้ง ผมอยากกราบเรียนท่านประธานนะครับ เรานี้คือคุยกันไว้ตั้งแต่ ต้นว่าเราอยากจะร่วมมือกับพี่ ๆ ที่มาจากการสรรหา ถึงแม้เราไม่เห็นด้วยแต่เพื่อให้เดินไปได้ แต่ว่าเมื่อมีการตั้งกลุ่มโดยธรรมชาตินี้มันจะมีกลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่ม นี่ครับจึงเป็นที่มาของความ ขัดแย้งหรือไม่ใน ส.ว. ปี ๒๕๔๓ ถึงปี ๒๕๔๙ และเมื่อมีความขัดแย้งอํานาจบริหารเข้าไป แทรกหรือไม่ ผมจบเพียงเท่านั้นในส่วนของ ส.ว. ปี ๒๕๔๓ ถึงปี ๒๕๔๙ ที่เขาเรียกว่า สภาทาส เพราะดูเหมือนท่านประธานจะซีเรียส (Serious) กับเวลาของผมค่อนข้างมาก ท่านประธานที่เคารพในส่วน ส.ว. ปี ๒๕๔๙ ตรงนี้ขอพูด ผมถามท่านที่พูดเรื่องสภาผัวสภาเมีย ด้วยความเคารพมีกี่คนครับ มีกี่คู่ครับ เอาข้อเท็จจริงก่อน อย่าเพิ่งไปพิพากษาหรือตัดสินคุณค่า ผมเป็นแกนนําของ ส.ว. ปี ๒๕๔๙ ครับ ผมได้ทําหนังสือเชิญ ส.ว. ปี ๒๕๔๙ เองครับมา ประชุมนอกสภา ท่านประธานทราบไหมครับกี่ครั้ง ไม่เคยได้ใช้งบของวุฒิสภานะครับ เราเข้าสภาไม่ได้ เพราะเรามี ๑๘๐ คน จาก ๒๐๐ คน ตอนนั้นกฎหมายรัฐธรรมนูญบอกว่า ถ้าเข้าสภาได้ต้องครบ ๒๐๐ คน กกต. ก็รับรอง ๑๘๐ คน ผมเลยต้องเชิญประชุมนอกสภา อายุน้อยที่สุดครับ ตอนนั้นอายุ ๔๐ พี่ ๆ เขาให้เกียรติครับว่าสิริวัฒน์ทํางาน ผมเชิญมาก็มา ประชุมกันเยอะแยะ ผมไม่เอ่ยชื่อบุคคลนะครับที่จริง ณ วันนี้ไปอยู่ฝั่งโน้นบ้างฝั่งนี้บ้าง ในทางการเมือง ไม่เป็นไรครับ ก็ยังดีกันอยู่ ท่านประธานที่เคารพ ผมอยากเรียนว่า ข้อเท็จจริงเรื่องสภาผัวเมียเป็นวาทกรรมจริง แต่ผมไม่เชื่อว่ามันจะมากพอในการที่จะส่งผล ต่อการทําหน้าที่ และที่สําคัญท่านประธาน ยังไม่ได้ทําหน้าที่ด้วยซ้ําไป ความสัมพันธ์ใน ระหว่างคน ท่านประธานครับ ท่านไปดูทุกอาชีพท่านคิดว่าในส่วนของศาล ของทหาร ของข้าราชการ ของหน่วยงานอื่น ของธุรกิจมีไหมครับ ปัจจุบันธุรกิจก็จะให้มีธรรมาภิบาล มีไหมครับ ในตลาดหลักทรัพย์กรรมการอิสระที่ไม่มีความสัมพันธ์กัน มีไหมครับ คนใน สังคมไทยนี้ที่ไม่มีความสัมพันธ์กัน ผมยังคิดว่าเรื่องนี้ถึงแม้ว่าผมไม่ได้เห็นด้วยกับการที่จะต้อง มีคุณสมบัติว่าจะต้องผัวอยู่สภาหนึ่งได้ เมียอยู่สภาหนึ่งได้ ผมก็ไม่ค่อยเห็นด้วยนะครับ แต่ผมคิดว่าขยายความเกินไป เกินเลยถึงขนาดว่าทําลายหลักการประชาธิปไตย เกินถึงขนาดว่า ไม่ยอมรับ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง ผมไม่เห็นด้วยครับ นั่น ส.ว. ปี ๒๕๔๙ ซึ่งไม่เคย ได้ทําหน้าที่แล้วถ้าได้ทําหน้าที่ผมอยากเรียนว่า เรามีความมั่นใจว่าจะทําหน้าที่ได้ดี ท่านประธานที่เคารพ ผมจึงอยากกราบเรียนท่านประธานอีกสักเล็กน้อยว่าสังคมไทยจะต้อง ตั้งสติดูทั้ง ๒ ส่วน ก็คือดูข้อเท็จจริง ดูข้อมูลรอบด้านและต้องดูหลักการหรือระบบ อาจจะยากหน่อยครับ หลักการหรือระบบเหมือนกับที่เราสอนธรรมะ ธรรมาธิษฐานอาจจะ ยากกว่าบุคคลาธิษฐาน แต่ว่าจําเป็นครับ ไม่อย่างนั้นคนก็ไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร ท่านพุทธทาสสอนเรื่องอิทัปปัจจตยามานานมาก แต่ถ้าเกิดว่าไม่มีใครสอน ก็จะบอกว่า เอาละ ถ้าอย่างนั้นก็สอนแต่พระสูตร ยกแต่บุคคล เรื่องราวหรือเหตุการณ์ เมื่อยกแต่บุคคล เรื่องราว เหตุการณ์ และตีค่าลงไปด้วย ก็คือฝ่ายข้าถูก ฝ่ายเอ็งไม่ถูก ผมคิดว่าสังคมไทย จะไปไม่รอด
สุดท้ายท่านประธานครับ ผมอยากจะให้เหตุผลท่านประธานว่าเหตุที่ผมเอง ขอแปรญัตติที่ดูเหมือนว่าจะแตกต่างจากคนอื่นเลย แล้วผมคิดว่าได้เสียงข้างมากยากมาก ผมอยากเห็น ส.ว. นั้นมาจากการเลือกตั้ง ๒๕๐ คน แน่นอนคนในสังคมไทยซึ่งจะมี ความไม่ชอบนักการเมืองเป็นพื้นฐาน และจะคิดเรื่องของเงินซึ่งไม่ผิดครับ บอกว่า นักการเมืองใช้เงินเยอะ ไม่ผิดครับ ผมเป็นคนหนึ่งท่านประธาน เขาขึ้นเงินเดือนผมไม่เอา นะครับ ผมอยากเรียนท่านประธานซึ่งไม่อยากจะพูดเยอะ ผมจึงไม่อยากให้นักการเมืองได้ เงินเยอะหรอกครับ แต่ท่านลองชั่งน้ําหนักครับ ส.ว. ที่ถูกแทรกแซงได้ยากและสอดคล้องกับ ประชาธิปไตยที่เราบอกว่าอํานาจอยู่ที่ประชาชน จํานวนผมคิดว่ามีความหมายครับ เรายอม จ่ายเงินเพิ่มไปคนละ ๔,๐๐,๐๐๐ บาทต่อคน จาก ๒๐๐ คน เป็น ๒๕๐ คน ๕๐ คนที่เพิ่มขึ้น ไปคูณ ๔ ครับ ปีละ ๒๐๐ ล้านบาท แต่ถ้าท่านบอกว่าวางน้ําหนักไว้ที่ ส.ว. นี่ละที่จะต้อง ตรวจสอบ ควบคุมอะไรก็แล้วแต่ คุ้มไหมครับ กับถ้าหากว่าสามารถตรวจสอบได้ ผมเชื่อว่ามันเป็น เงินที่ไม่เยอะนะครับ งบประมาณแผ่นดินนี้ ๒.๕ ล้านล้านบาทครับท่านประธาน กับ ๒๐๐ ล้านบาท ไม่ถึง ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ เหตุที่ผมอยากให้ปริมาณมากที่จริงถ้าพูดให้เว่อไปหน่อย ท่านประธานครับ ผมอยากได้ ส.ว. เท่าไรครับ พูดให้เว่อร์นะครับ แล้วเป็นจริงไม่ได้ แต่ว่า โดยหลักการมันใช่ ก็คือว่าอยากได้ ส.ว. ๖๕ ล้านคน ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ ไม่มีที่ประชุม เพียงพอ ไม่มีเงินเพียงพอ แต่หลักการมันอยู่ตรงนั้นครับ ว่าถ้าเราเชื่อว่าอํานาจเป็นของ ประชาชนก็ควรจะให้ประชาชนนั้นได้มีอํานาจ แต่ในเมื่อมันเป็นไปไม่ได้ มีพัฒนาการจาก กรีก โรมัน ยุโรป สหรัฐอเมริกา และหลายประเทศที่เขาเจริญรุ่งเรือง ใช้ระบอบ ประชาธิปไตยทั้งหมด เราก็ต้องมีตัวแทนครับ แน่นอนการเลือกตั้งหรือตัวแทนไม่ใช่ ประชาธิปไตยทั้งหมด แต่ผมถามท่านประธานว่ามีประเทศอารยะที่ไหนบ้างที่เขามีระบอบ ประชาธิปไตยแล้วเขาไม่มีการเลือกตั้ง สักประเทศสิครับท่านประธาน ไม่มีเลยครับ มีแต่พยายามที่จะให้เป็นของไทย ๆ ซึ่งผมคิดว่ามันไม่ชอบครับ กติกาหรือระบบ หรือหลักการจะต้องมาก่อน ไม่ใช่เอาผลลัพธ์หรือเอาผลประโยชน์ทางการเมืองมาก่อน ดังนั้นผมจึงอยากกราบเรียนท่านประธานว่าผมจึงเห็นว่าถ้าเรายอมให้ ส.ว. มีจํานวนมากขึ้น หน่อยท่านครับ ถ้าเชื่อว่ามีการล็อบบี้ (Lobby) จริง ระหว่างคนหนึ่งคน หรือคน ๗ คน นะครับ จํานวนน้อย ๆ หลักหน่วยแบบนี้ครับท่านประธาน กับคนหลักหลายร้อย หรือคน หลักมาก ๆ อันไหนจะล็อบบี้ยากครับ คนที่ทําหน้าที่ล็อบบี้ทราบดีครับ ยิ่งมากเท่าไรยิ่งยาก กว่าจะโทรศัพท์ กว่าจะนัดหมายกินข้าว นัดห้องอาหารจีน หรืออะไรก็แล้วแต่ ยากครับ แต่ถ้าน้อยเท่าไรง่ายครับ ยิ่งคนเดียวยิ่งง่าย ระบอบเผด็จการ ทุนนิยมหลายประเทศก็โต ในระบอบเผด็จการเพราะล็อบบี้กับผู้มีอํานาจเพียงคนเดียว ทุนก็โตครับ หลายคนบอกว่าทุน จะต้องโตไปกับประชาธิปไตย ไม่ใช่ครับ ดังนั้นผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่าด้วยเหตุนี้ ผมจึงเห็นว่าผมขอแปรญัตติให้จํานวน ส.ว. นั้นมาจากการเลือกตั้งจากประชาชนทั้งหมด แล้วก็มีจํานวน ๒๕๐ คน เพื่อป้องกันการล็อบบี้ การแทรกแซงจากฝ่ายไหนก็แล้วแต่ และให้ เขาได้ทําหน้าที่อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้นภายใต้เงื่อนไขของกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันซึ่งน่า เสียดายว่าไม่ได้แก้ไขโดยประชาชนทั้งระบบ นี่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นผมจึง กราบเรียนท่านประธานวุฒิสภาไว้เพียงเท่านี้ ขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาส ขอบพระคุณครับ
เชิญท่าน ส.ว. สุธรรม พันธุศักดิ์
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุธรรม พันธุศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมใคร่ขอใช้โอกาสนี้แปรญัตติ ซึ่งขอใช้สิทธิอภิปรายในฐานะที่มาตรา ๓ ที่แก้ไข มาตรา ๑๑๒ ได้แก้ไขโดยคณะกรรมาธิการครับ โดยที่คณะกรรมาธิการได้มีการแก้ไขการ เลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาให้ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งและมีผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นได้ ๑ คน และใช้วิธี ออกเสียงลงคะแนนได้โดยตรงและลับ กระผมขอกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่าในการอภิปราย ของผมนั้นผมจะขอใช้เวลาสั้นที่สุด แต่อย่างไรก็ตามมันก็ต้องมีเหตุผลที่เกี่ยวเนื่องที่จะต้อง อธิบายให้ท่านประธานและท่านสมาชิกได้รับทราบว่าเหตุผลของผมมีประการใดบ้างนะครับ
กระผมคิดว่าการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของ ส.ว. เป็นการ แก้ไขที่ได้ตั้งธงไว้ล่วงหน้า แล้วก็เรากําลังจะใช้ประชาธิปไตยในรูปแบบใช้โมเดลขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งกระผมขอกราบเรียนอย่างนี้นะครับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใน ขณะนี้ก็มีสภาเดียว แต่ว่าไม่ได้มีฝ่ายค้านในสภาเลยนะครับ อยากจะกราบเรียนว่าเป็นฝ่าย เดียวกันทั้งหมด แล้วก็ยกเว้นการดํารงตําแหน่งของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ยกเว้น การดํารงตําแหน่งของนายกองค์การบริหารส่วนตําบล ยกเว้นการดํารงตําแหน่งของ นายกเทศมนตรีนคร เทศมนตรีเมือง และเทศมนตรีตําบล จะกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่า พูดง่าย ๆ เป็นได้จนตาย กระผมกราบเรียนอย่างนี้ เรื่องอย่างนี้ในขณะนี้มีปัญหามาก การที่จะปล่อยให้โมเดลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นไปอย่างนี้ก็เท่ากับว่าเรากําลัง จะเข้าไปสู่การทําลายระบอบประชาธิปไตยเสียด้วยซ้ําไป นอกจากนั้นแล้วองค์การบริหาร ส่วนท้องถิ่นในขณะนี้ซึ่งผมอยากจะกราบเรียนว่ามันก็มีข่าวคราวในเรื่องของ การคอร์รัปชันมากขึ้นนะครับ จนอาจจะกล่าวว่าทุกคนคิดว่าเงิน ๑๐๐ บาทในขณะนี้ที่ใช้ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วก็รวมทั้งเทศบาลทั่วประเทศ ๑๐๐ บาท ก็ใช้ได้เพียง ๖๐ บาท อีก ๔๐ บาทจะไปไหนผมคิดว่าทุกท่านคงจะทราบ ผมคิดว่าอย่างนี้มันขัดกับ หลักการและการที่จะใช้เงินของประเทศชาติอย่างนี้นะครับ ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย อย่างยิ่งนะครับ กระผมอยากจะกราบเรียนว่าอย่างนี้นะครับที่ผมยกโมเดลของ อปท. ขึ้นมา เป็นการเปรียบเทียบ ขณะนี้เรากําลังจะแก้ไขไปสู่จุดนั้น เราจะเอาสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีอยู่ ๒ ประเภท ก็คือเลือกตั้งกับสรรหา จะให้มีการเลือกตั้งอย่างเดียว ถ้ามีการเลือกตั้งอย่างเดียว ผมก็ไม่อยากจะพูดซ้ําประเด็นที่ท่านสมาชิกรัฐสภาหลายท่านที่ได้เอ่ยไปแล้วนะครับว่า มันก็จะทําให้สมาชิกวุฒิสภาต้องไปสังกัดพรรคการเมืองโดยพฤตินัย ผมไม่ได้หมายความว่า โดยนิตินัย เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งแต่ละครั้งจะต้องอาศัยเสียงจากพรรคการเมืองที่สังกัด อยู่นะครับ ผมจะยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่าหลายจังหวัดจะเลือกตั้งก็ต้องดูว่าฐานเสียงมาจากไหน ไม่มีสมาชิกวุฒิสภาที่จะเลือกตั้งโดยไม่มีฐานเสียงของ ส.ส. มันเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมกล้าพูดได้ว่าอันนี้จะเป็นการขัดหลักการนะครับ เพราะว่าทุกอย่าง ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้นะครับ ในอาทิตย์ที่ผ่านมาจะมีการตั้งสมาชิก สภาปฏิรูปการเมือง ซึ่งรัฐบาลเป็นผู้เสนอท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดเสริมในเรื่องของ สมาชิกสภาปฏิรูปการเมืองว่าต้องการที่จะแยกดุลอํานาจ ทั้งอํานาจนิติบัญญัติ อํานาจบริหาร และอํานาจตุลาการนี้ให้มีความมั่นคง มีเสาหลักมีดุลอํานาจคานซึ่งกันและกัน แต่ว่าในขณะนี้เรากําลังที่จะทําในสิ่งที่ตรงกันข้ามนะครับ ผมอยากจะกราบเรียนท่าน อย่างนี้นะครับว่า ทุกอย่างมันมีทั้งโปร (Pro) และคอน (Con) นะครับ แล้วก็สมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการสรรหาและมาจากการเลือกตั้ง ต่างมีเหตุผลว่าการที่จะเลือกตั้งทั้งหมดนั้น ดี แล้วพวกสรรหาทั้งหมดก็อยากจะว่าสรรหาทั้งหมดนี้มันจะปราศจากการผูกมัดจากอํานาจ และผลประโยชน์ของอื่น ๆ นะครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่าอย่างนี้ว่า ในทุกอย่างก็ตาม เรากําลังทํานี่ ซึ่งคิดว่ามันไม่น่าจะให้ทางสภานี้มาพิจารณาในเรื่องอย่างนี้นะครับ เพราะว่า ถ้าพูดกันไปนี้อย่างไรก็ตามนะครับ ฝ่ายที่มีเสียงข้างมากก็จะยกมือ ก็จะเป็นฝ่ายผู้ชนะ แล้วก็ ฝ่ายที่มีเสียงข้างน้อยก็จะเป็นแพ้ไปในที่สุดนะครับ อยากจะกราบเรียนอย่างนี้นะครับ ในเรื่องการยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่าในเรื่องของการกีฬา ไม่ใช่นักกีฬานี้จะต้องมาแต่งตั้ง กติกาเองนะครับ ก็ต้องให้กรรมการเขามาตั้งกฎ กติกา มารยาท ก็เรื่องนี้นะครับ ผมคิดว่า ส่วนทั้งสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วก็มาจากการสรรหา ต่างคน ต่างมีผลประโยชน์ ถ้าให้ดี ผมก็คิดว่าให้ประชาชนนี้ทําประชาพิจารณ์สิครับ ประชามติว่า ฝ่ายไหนจะดีกว่า จะมีการผสมหรือจะมีการเลือกตั้งอย่างเดียวหรือจะมีการสรรหาอย่างเดียว ผมกราบเรียนอย่างนี้เพื่อจะให้สั้นเข้านะครับ อยากจะกราบเรียนว่าผมเห็นด้วยว่าสมาชิก วุฒิสภา ถ้าจะมาจากการเลือกตั้งนะครับ ผมอยากจะแปรญัตติให้แทนที่มาตรา ๑๑๒ การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาให้ใช้เขตจังหวัด ผมอยากให้ใช้เขตประเทศไปเลยนะครับ ถ้าเขต ประเทศเป็นเขตเลือกตั้งนะครับ แล้วก็สมาชิกวุฒสภานี้ลดจากจํานวน ๒๐๐ คน ที่ท่านตั้งขึ้นนี้นะครับ ให้เหลือ ๕๐ คน เพราะอะไร เพราะว่า ๕๐ คนนี้ ท่านจะใช้พรรค การเมืองต่าง ๆ มันคงจะลําบาก ในเรื่องของการใช้เสียงวุฒิสภานี้ไปเสริมในเรื่องของรัฐบาล หรือฝ่ายค้านก็ตามนะครับ เพราะว่ามันจะมาจากหลากหลาย ก็เหมือนกับสมาชิกวุฒิสภา ของประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งมีเพียง ๒๕ คน ใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง เขตประเทศเป็น เขตเลือกตั้ง สมาชิกประเทศฟิลิปปินส์ วุฒิสภาประเทศฟิลิปปินส์มีอํานาจมากนะครับ ถอดถอน ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ถอดถอนประธานศาลฎีกา ถอดถอนได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องผ่าน องค์กรใด ๆ ทั้งสิ้นนะครับ ก็อยากจะกราบเรียนว่า ถ้าท่านจะต้องการให้สมาชิกวุฒิสภานี้มา จากการเลือกตั้งอย่างเดียวผมจะขอแปรญัตติมาตรา ๑๑๒ อย่างนี้นะครับ การเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภาให้ใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภามีสิทธิ ออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตประเทศและให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้ คะแนนรับเลือกตั้งลําดับที่ ๑ ถึงลําดับที่ ๕๐ เป็นผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งนะครับ อันนี้ก็จะเป็น ประโยชน์นะครับ ผมไม่ได้รังเกียจนะครับว่า ในเรื่องระบอบประชาธิปไตยนี้จะต้องมี การยึดโยงจากประชาชน แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าสมมุติว่าเราได้สมาชิกวุฒิสภาที่มาจาก การเลือกตั้งจํานวน ๕๐ คน มาจากเขตประเทศนะครับ คิดว่าการใช้เงินซื้อเสียงซื้ออะไร คงจะลําบาก แล้วก็ ๕๐ คนจะเข้ามาเป็นผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนแล้วก็ยึดโยงจาก ประชาชนโดยตรงก็จะเป็นประชาธิปไตยที่ท่านต้องการ ผมก็มีเรื่องที่ต้องขอใช้เวลาเพียงสั้น ๆ ของรัฐสภาเพียงแค่นี้ครับ ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ
เมื่อสักครู่ท่านประธานก็ให้ ส.ว. พูดไป ๒ คน บัดนี้ผมก็จะให้ท่าน ส.ส. พูด ๒ คน แต่ต่อไปฝ่ายละคนนะครับ เพราะฉะนั้นต่อไปก็ท่านณัฏฐ์ บรรทัดฐาน แล้วต่อด้วยท่านฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร แล้วต่อไป ส.ว. คนเดียวก็คือท่านเจริญนะครับ เชิญครับท่านณัฏฐ์
ขอบคุณครับท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิกครับ โดยหลักการของกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มาตรา ๑ มาตรา ๒ ผ่านไปแล้วเรื่องของชื่อ แล้วก็ระยะเวลาที่จะเป็น กรอบกําหนดในการใช้กฎหมาย
ขอโทษครับ ท่านณัฏฐ์ครับ มาตรา ๓ นี่ผมพูดเสมอเลยว่าเวลาท่านพูด ถ้าท่านจะพูดมาตราแก้ไขมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ ด้วยไปทีเดียว ผมจะไม่ยอมให้พูดซ้ําอีกนะครับ
จะเรียนปรึกษาท่านประธานอยู่ เพราะว่าของผมนี่มันเกี่ยวเนื่องกัน เพราะฉะนั้น คงจะอภิปรายมาตรา ๓ มาตรา ๔ ในคราวเดียวกันไปเลย ท่านประธานอนุญาตนะครับ โดยหลักการของการเมืองหรือของการเลือกตั้งบ้านเรา มันปฏิเสธไม่ได้ครับท่านประธาน ว่ามันยึดโยงอยู่กับเรื่องของระบบอุปถัมภ์ เรื่องของกลุ่มพรรคพวก พวกพ้อง เรื่องของ การใช้ทุน เพราะฉะนั้นกระบวนการในการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นเราปฏิเสธไม่ได้ว่าท้ายที่สุด ถ้ามันยังยึดโยงอยู่กับ ๓ เรื่องนี้ ที่มาของ ส.ว. หรือแม้แต่ ส.ส. เองก็เป็นเรื่องสําคัญ ที่ต้องพิจารณา ทีนี้ในส่วนรายละเอียดที่ผมได้เรียนไว้เมื่อสักครู่ว่ากระบวนการการเมืองไทย หรือกระบวนการของการเลือกตั้งมันยึดโยงอยู่กับเรื่องของพวกพ้อง เรื่องของระบบอุปถัมภ์ เรื่องของอํานาจทุน หลายคนกังวลกันค่อนข้างมากครับท่านประธาน ว่าสภานี้จะเป็นสภา เครือญาติ สภาผัวเมียหรืออะไรก็ตามแต่ แต่แท้ที่จริงแล้วถ้ารากฐานของการเมืองไทย ของการเลือกตั้งไทยมันยึดโยงอยู่กับ ๓ สิ่งที่ผมได้เรียนท่านประธานเมื่อสักครู่แล้ว ผมคิดว่า ส่วนตัวผมเองผมไม่กังวลเรื่องของสภาผัวเมีย สภาเครือญาติสักเท่าไร เพราะว่าถ้าเรามอง ความเป็นจริงก็จะเห็นได้ชัดเจนว่าแม้ว่าจะไม่ใช่เครือญาติกัน แม้ว่าจะไม่ใช่สามีภรรยากัน แต่ว่าหลายคนก็ด้วยความที่การเมืองไทย การเลือกตั้งไทย ถูกยึดโยงอยู่กับเรื่องของทุน มันทําให้เกิดการรับจ้างเลือกตั้ง มีกลุ่มตัวแทนเราก็เห็นละครับ ทั้งคนรถ คนรับใช้ คนใกล้ชิด ที่เข้ามา เพราะฉะนั้นจะว่าไปแล้วถ้าฐานของการเลือกตั้งยังเป็นฐานเดิม เป็นฐานเดียวกัน ท้ายที่สุดเมื่อระบบการเมืองไทยยังไม่พ้น ๓ ปัญหาหลักตรงนั้น กระบวนการในการเลือกตั้ง ก็จะมีปัญหาในระยะยาวในท้ายที่สุดอยู่ดี สมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปอาจจะมีข้อกังวล ในเรื่องของที่มาว่าสมาชิกวุฒิสภาจะมาจากการเลือกตั้งหรือแต่งตั้ง แต่ว่าผมคิดว่าหลักใหญ่ ใจความเนื้อหาสาระของมันคงไม่ได้อยู่ที่เรื่องของเลือกตั้งหรือแต่งตั้ง แต่น่าจะอยู่ที่เรื่องของ ที่มาของการเลือกตั้งมากกว่า ทีนี้ต้องเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่าแม้จะมีสมาชิกบางส่วน บางท่านได้อภิปรายไว้ว่าเชื่อว่ากระบวนการในการเลือกตั้งหรือแม้แต่กระบวนการในการ ปฏิบัติงาน ซึ่งแม้ว่าสมาชิกวุฒิสภาเองมีหน้าที่สําคัญ ๒-๓ หน้าที่หลัก ๆ จะสามารถแยกแยะ เรื่องส่วนตัว แล้วก็เรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ได้ทําให้ความกังวลในเรื่องของสภาเครือญาติ สภาผัวเมียนั้นไม่อยู่ในความกังวลหรือข้อกังวลที่ควรจะต้องนํามานึกถึง แต่ในความเป็นจริง แล้วต้องยอมรับนะครับว่าแม้เพื่อนสมาชิกบางท่านจะได้อภิปรายไปแล้วว่าทุกวันนี้สมาชิก วุฒิสภาเอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเองบางส่วน ในอดีตเคยรู้จักกันมาก่อน เป็นเพื่อนร่วม ชั้นเรียนกันมาก่อน เป็นพี่น้องกัน เป็นเครือญาติกันก็ตาม ก็ยังสามารถแยกแยะหน้าที่ ได้ก็จริง แต่โดยหลักของการเขียนกฎหมาย โดยหลักของการเขียนกฎหมาย รัฐธรรมนูญซึ่งเป็น กฎหมายสูงสุดนั้นผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกทุกท่านเองก็คงทราบดีครับว่าหลักของการเขียน กฎหมายนั้นเขาเขียนขึ้นมาเพื่อเป็นกรอบไม่ให้ทําในสิ่งที่ไม่ควรกระทํา เช่น วันนี้ถ้าเราบอก ว่าสมาชิกวุฒิสภาหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านทราบหน้าที่และสามารถแบ่งแยก เรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานออกจากกันได้ ดังนั้นจึงไม่จําเป็นต้องไปแยกแยะที่มาของ ส.ว. และ ส.ส. ให้แตกต่างกัน อย่างนั้นผมก็สามารถอนุมานได้ครับว่า โดยหลักของความเป็นจริงแล้ว คนโดยทั่วไปก็รู้ว่าการฆ่าคนตายนั้นเป็นเรื่องที่ผิด ถ้าอย่างนั้นเราก็ไม่ต้องไประบุไว้ใน กฎหมายว่าการฆ่าคนตายเป็นเรื่องที่ผิด ไม่ใช่ครับ เพราะว่าข้อเท็จจริงแล้วคนที่ทําตาม กฎหมายนั้นได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายอยู่แล้ว เพียงแต่ว่ากฎหมายต้องเขียนเอาไว้ กฎหมายรัฐธรรมนูญต้องเขียนเอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้คนที่ตั้งใจที่จะหลีกเลี่ยงหรือทําในสิ่งที่ กฎหมายไม่ได้เขียนบังคับไว้ นั่นจึงเป็นที่มาที่ทําไมผมถึงต้องเรียนกับท่านประธานและเพื่อน สมาชิกว่าแท้ที่จริงแล้วที่มาของสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรควรจะมีความ แตกต่างกันเพื่อป้องกันความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว และความซ้ําซ้อนกันของการ ทํางานในฐานะตัวแทนของพี่น้องประชาชน โดยหลักการครับ ท่านประธานที่เคารพ วันนี้เรา ปฏิเสธไม่ได้ว่าในพื้นที่ของประเทศไทยทั่วทั้งประเทศนั้นมีฐานของกลุ่มการเมืองอยู่ ไม่ใช่ เฉพาะ ๒ พรรคใหญ่ครับ จริง ๆ มีหลายพรรคการเมืองด้วยซ้ําไป แต่วันนี้ถ้าเราปล่อยหรือ เปิดโอกาสให้ที่มาของสมาชิกวุฒิสภานั้นเป็นฐานการเมืองในลักษณะการเลือกตั้งแบบ เดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เราก็จะได้สมาชิกวุฒิสภาที่เข้ามาทําหน้าที่ในลักษณะ เดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยหลักการของวุฒิสภานั้นเป็นสภาที่กลั่นกรองกฎหมาย ผมไม่นับเรื่องของการแต่งตั้งหรือถอดถอนองค์กรอิสระ แต่เอาเฉพาะเรื่องของการกลั่นกรอง กฎหมายนี้ครับ วันนี้ถ้าเราบอกว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีหน้าที่ในการกลั่นกรอง กฎหมาย แล้วเราก็เลือกสมาชิกในลักษณะเดียวกัน เพียงแต่ต่างชื่อกันมาทําการกลั่นกรอง อีกชั้นหนึ่ง นั่นก็เท่ากับว่าเราจะได้คนที่กลั่นกรองกฎหมายในเชิงปริมาณมากกว่าเชิงคุณภาพ เพราะที่มาเป็นที่มาเดียวกัน ผมจึงต้องเรียนท่านประธานครับว่า วันนี้ที่มาของสมาชิก วุฒิสภาสมควรจะมาจากการเลือกตั้ง แต่ว่าต้องมีฐานที่มาในการเลือกตั้งที่แตกต่างจาก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างชัดเจน และในส่วนของจํานวนนั้นเป็นที่ทราบกันดีครับว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือแม้แต่สมาชิกวุฒิสภานั้นเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน แต่เราใช้สัดส่วนของจํานวนประชากรต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภานั้น ในลักษณะเดิมมานานพอสมควร จริง ๆ แม้แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเองผมยังมีความคิดเลยว่า ถ้ามีการแก้ไขให้มีจํานวนลดน้อยลงน่าจะเป็นข้อดีเสียด้วยซ้ําไป เพราะวันนี้การปกครอง ในระดับท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นในกรุงเทพมหานคร ที่เป็น ส.ก. ส.ข. ในต่างจังหวัดเป็น อบจ. เป็น ส.ท. หรืออะไรก็ตามแต่ เรามีหน่วยงาน เรามีองค์กรที่เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนในท้องถิ่นอยู่มากพอสมควร เดิมกําหนดจํานวนประชากร ไว้ในระดับหนึ่งสําหรับการเลือกตั้ง ส.ส. หรือ ส.ว. เพราะไม่มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เหล่านี้ ไม่มีสมาชิกในระดับท้องถิ่นเหล่านี้มาคอยเป็นปากเป็นเสียง มาคอยช่วยร้องเรียน หรือแก้ไขปัญหาในระดับท้องถิ่น แต่วันนี้เมื่อมีตัวแทนในระดับท้องถิ่นขึ้นมาแล้ว จํานวน ประชากรต่อสัดส่วนของ ส.ส. ควรจะมากขึ้นด้วยซ้ําไป เพราะฉะนั้นในทางปฏิบัติถ้าเป็นอย่าง ที่ผมว่า นั่นก็เท่ากับว่าจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือจํานวน ส.ว. สมควรจะลดลงด้วย ซ้ําไป เพราะฉะนั้นวันนี้ผมไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับจํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่จะกําหนดให้มีการ เลือกตั้งจํานวน ๒๐๐ คน ผมถึงคิดว่าถ้าสัดส่วนที่เหมาะสมนี่เราน่าจะกําหนดไว้ที่สัก ๑๐๐ คน ส่วนที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ต้องเรียนท่านประธาน ท่านกรรมาธิการ และเพื่อน สมาชิกอย่างนี้ครับ ว่าโดยหลักการในการเลือกตั้ง อย่างที่ผมเรียนเมื่อสักครู่นี้ว่าไม่เห็นด้วยที่ จะให้ฐานการเลือกตั้งนั้นเป็นฐานเดียวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะเท่ากับว่าเราจะได้ ๒ สภามาทําหน้าที่เดียวกัน ผมจึงคิดว่ากฎหมายที่ออกมาจาก สภาผู้แทนราษฎรนั้น แท้ที่จริงแล้วเมื่อถูกยกขึ้นไปกลั่นกรองในระดับในวุฒิสภาแล้ว คนที่เขามีผลบังคับใช้โดยตรงก็คือ พี่น้องประชาชน ทีนี้ถ้าจะกําหนดกลุ่มฐานของ การเลือกตั้งให้แตกต่างออกไปให้ชัดเจนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมาจากฐานของ ประชากรทั้งหมด ผมคิดว่าการยึดหลักกลุ่มอาชีพ ก็น่าจะเป็นหลักที่เหมาะสมด้วยเหตุผล ประการทั้งปวง เนื่องมาจากว่ากฎหมายที่ออกไปในลักษณะต่าง ๆ นี้นะครับ เราก็จะเห็นว่า ข้อกฎหมายเหล่านั้นถูกนําไปใช้ในกลุ่มคนที่มีอาชีพแตกต่างกันออกไป เพราะฉะนั้น กระบวนการในมาตรา ๔ ที่กระผมได้แปรญัตติเอาไว้ด้วย และขอท่านประธานอภิปรายเสีย ในคราวเดียวกันนี้ หลักการก็คือว่า เราให้รัฐสภาเป็นผู้กําหนด หรือท่านประธานจะ มอบหมายรองประธานท่านใดท่านหนึ่งไปกําหนดกรรมการในการคัดเลือกกลุ่มอาชีพ ท่านประธานคณะกรรมาธิการบอกไว้แล้วครับว่า ไม่รู้จะเอากลุ่มอาชีพไหน อย่างไร เพราะว่ามันมากมายเหลือเกิน จริง ๆ กําหนดสัก ๑๐๐ กลุ่มก็ได้ครับ แล้วใน ๑๐๐ กลุ่มนั้น ถ้ามันมีกลุ่มที่ใกล้เคียงกันก็เอามารวบรวมไว้เป็นกลุ่มเดียวกัน แล้วให้จาก ๑๐๐ กลุ่มอาชีพ เหล่านั้น เขาคัดเลือกตัวแทนขึ้นมาสัก ๓ คน แล้วเอา ๓ คนที่ได้ตรงนั้นมาเข้าสู่กระบวนการ ในการเลือกตั้งทั้งประเทศส่ง กกต. เลือกตั้งตามกระบวนการในกฎหมายเลือกตั้งปกติ ถ้ามี สมาชิกท่านใดกังวลว่ากระบวนการแบบนี้เป็นการเลือกตั้งผ่านตัวแทนลักษณะอาจจะไป คล้ายคลึงกับที่เคยมี ๗ คนสรรหามา ผมเรียนเลยว่าไม่ใช่ เพราะกระบวนการในการเลือก กลุ่มอาชีพมาสัก ๑๐๐ กลุ่มแบบนี้ แล้วได้ตัวแทนมาสัก ๓ คน ก็ไม่ต่างกันกับการที่เรามี พรรคการเมือง แล้วพรรคการเมืองไปเลือกสมาชิกเพื่อมาลงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรลักษณะเดียวกันครับ เดิมพรรคการเมืองเลือกตั้งเราก็ไม่ได้เลือกตั้งจากใครลงมา สมัครทั้งหมด แล้วเลือกได้ทั้งหมด แต่พรรคการเมืองเป็นคนคัดเลือกคนมา แล้วให้พี่น้อง ประชาชนเป็นคนเลือกตัวแทนที่พรรคการเมืองเขาเลือกมา ลักษณะการเลือกตั้งแบบนี้ก็เช่นเดียวกัน ครับ ในสมาชิกวุฒิสภา ถ้าเราให้กําหนดกลุ่มอาชีพสัก ๑๐๐ กลุ่ม เลือกสมาชิกมา ๓ คน แล้วให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศตัดสินจากกลุ่มอาชีพ ๓ คน เหลือ ๑ คน เป็นสมาชิก ๑๐๐ คน กระบวนการในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาก็จะเป็นไปในลักษณะแบบเดียวกัน กับที่เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผลที่ผมได้เรียนท่านประธาน ไว้ข้างต้นว่ากระบวนการในการดําเนินการทางการเมือง กระบวนการในการเลือกตั้ง ที่ผ่านมาทั้งหมด เรายังยึดโยงอยู่กับเรื่องของพวกพ้อง ระบบอุปถัมภ์ เรื่องของกลุ่มทุน เพราะฉะนั้นมันปฏิเสธไม่ได้ว่าถ้าเราปล่อยให้กระบวนการในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา มีฐานในการเลือกตั้งเดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เราจะได้สภาแบบเดียวกัน เข้ามาทํางาน ซึ่งไม่มีประโยชน์ และผมเสนอทางเลือกกับท่านประธานด้วยเหตุผล ๒ ข้อ ในมาตรา ๓ และมาตรา ๔ อย่างชัดเจนว่า กระบวนการในการบริหารท้องถิ่นนั้น เรามีตัวแทนอย่างชัดเจนอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นจํานวนของสมาชิกวุฒิสภาสมควรจะลดลง หรือแม้แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเองก็ตามแต่ สมควรจะลดลง แล้วให้กระบวนการ ในการเลือกตั้งนั้นผ่านกระบวนการที่ท่านประธานมอบหมายรองประธานไปสรรหากรรมการ คัดเลือก ๑๐๐ กลุ่ม แล้วส่งกระบวนการเหล่านี้เข้าสู่การเลือกตั้งปกติ น่าจะเป็นทางเลือก ที่เหมาะสมสําหรับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาตามการแก้ไขกฎหมายที่กําลังจะเกิดขึ้นครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านฉัตรพันธ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมต้องขอกราบขอบพระคุณ ท่านนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เมื่อสักครู่ผมได้เห็นท่านเข้ามาร่วม ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาแห่งนี้ แล้วก็อยากจะฝากเรียนกับท่านนายกรัฐมนตรีว่า เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรค ร่วมฝ่ายค้าน พร้อมด้วย ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์อีก ๗๓ คน ได้ยื่นญัตติขอให้สภาพิจารณา ปัญหาพืชผลเกษตรตกต่ํา ไม่ว่าจะเป็นยางพารา ปาล์มน้ํามัน รวมถึงค่าครองชีพต่อ นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง เพื่อขอให้บรรจุเป็นญัตติ เร่งด่วน ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าในวันพฤหัสบดีนี้ท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะให้ ความสําคัญ ให้ความกรุณาได้เสียสละเวลาเข้ามาร่วมรับฟังเพื่อฟังปัญหา และชี้แจง แนวทางแก้ไขปัญหาในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ด้วย ก็จะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ
ท่านประธานครับ ผมเข้าประเด็นนะครับ ผมได้ใช้สิทธิในการอภิปราย การแก้ไขร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ เพื่อจะบอกกล่าวต่อประธานและที่ประชุม ตลอดจนพี่น้องประชาชนที่เคารพรักทั้งหลายที่กําลังชมการถ่ายทอดสดอยู่ในขณะนี้ เราได้ ถกเถียง ได้ชี้แจง ได้เสนอแนะ ประเด็นวิธีการซึ่งได้มาสมาชิกวุฒิสภากันหลายมุม หลายด้าน แต่ประเด็นหลักซึ่งผมจะต้องเรียนต่อท่านประธานรัฐสภาว่า หัวใจที่สําคัญที่เราจะต้อง ประเด็นว่าเราจะมีวิธีการได้มาอย่างไรนั้น เราคงต้องมาดูบทบาทและหน้าที่เป็นเรื่องหลัก ก่อนครับ ผมเห็นหลายท่านได้อภิปรายบอกว่าหัวใจที่สําคัญที่สุดเราต้องให้สมาชิกวุฒิสภา นั้นมาจากการเลือกตั้ง ผมก็เห็นด้วยครับว่า คนที่ทําหน้าที่ในรัฐสภาต้องมีความยึดโยงกับ ประชาชน ไม่ขัดข้องครับ แต่ประเด็นหลักในเมื่อเรากําหนดอํานาจหน้าที่ให้สมาชิกวุฒิสภา นั้นมีหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมาย ควบคุมบริหารราชการแผ่นดิน มีอํานาจในการเลือก แต่งตั้ง ให้คําแนะนําหรือให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าดํารงตําแหน่ง และที่สําคัญคือมีอํานาจ ในการถอดถอนบุคคลออกจากตําแหน่ง นี่ละครับหน้าที่ที่ผมต้องอ้างอิงหน้าที่ให้ พี่น้องประชาชนทางบ้านได้รับฟัง เพราะจะชี้แจงให้เห็นว่าหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นมีความแตกต่างกัน ผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ผมก็ทําหน้าที่ในการออกกฎหมาย เพื่อประโยชน์ของประเทศ และที่สําคัญผมก็เป็นผู้เลือก ส.ส. ที่จะดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรี และมีหน้าที่ในการอนุมัติงบประมาณแผ่นดิน ควบคุมบริหารงานของรัฐ รวมทั้งนําปัญหา ความเดือดร้อนของประชาชนมาเสนอต่อรัฐสภาแห่งนี้ นี่ละครับคือความแตกต่างระหว่าง ความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ผมขอเรียนกับพ่อแม่พี่น้องประชาชนว่า แม้ว่าผมจะไม่เห็นด้วยในเวลาขณะนี้ที่เราจะมีการเร่งรัดรีบแก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญ แต่ด้วยความเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย โดยที่ผมไม่ได้อยู่ในอาณัติใด ๆ หรือมอบหมายมี ความครอบงําจากหน่วยงานใด แต่ผมก็จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ ส่วนร่วมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ผมจึงได้ขอแปรญัตติ แก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๑๑๑ เป็นดังนี้ มาตรา ๑๑๑ วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิก จํานวนสองร้อยคน ดังต่อไปนี้ ๑. สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน จํานวน หนึ่งร้อยคน และ ๒. สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยสมาชิกองค์กรวิชาชีพ องค์กร อาชีพที่ได้รับการจดทะเบียนจํานวนหนึ่งร้อยคน โดยแบ่งเป็นประเภทละสิบคน ดังนี้ ผมจะยกเพียงตัวอย่างเพื่อให้พี่น้องประชาชนที่ได้รับฟัง ไม่มีโอกาสมาถือเอกสารจะได้รู้ว่า องค์กรวิชาชีพรัฐนั้นองค์กรใดบ้าง เช่น สภาทนายความ องค์กรวิชาชีพด้านสาธารณสุข เช่น แพทยสภา สภาการพยาบาล ทันตแพทยสภา สภากายบําบัด สภาเทคนิคการแพทย์ สภาเภสัชกรรม เป็นต้น นอกจากนี้ก็ยังมีองค์กรคุรุสภา สภาวิชาชีพบัญชี และสมาคม ธนาคารไทย สภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และที่สําคัญก็มีสภาเกษตรกรแห่งชาติ เป็นต้น ท่านประธานครับ ท่านเห็นหรือไม่ครับว่าที่ผมต้องเสนอให้ที่มาของวุฒิสภามาจาก องค์กรวิชาชีพโดยการเลือกตั้งทางอ้อมนั้น เพราะผมเห็นว่าเราต้องคํานึงถึงอํานาจหน้าที่ของ วุฒิสภาก่อนดังที่ผมได้กราบเรียนถึงบทบาทหน้าที่ในเบื้องต้น อํานาจหน้าที่วุฒิสภาที่ผม ได้กล่าวว่าหน้าที่ที่สําคัญทําไมท่านถึงจะรีบรัดเร่งรีบแก้ไขกฎหมาย ผมมองประเด็น ตรงหน้าที่ในการถอดถอนบุคคลออกจากตําแหน่ง และหน้าที่ในการพิจารณาให้บุคคล ดํารงตําแหน่ง โดยเฉพาะการถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองหรือข้าราชการระดับสูงออกจาก ตําแหน่ง อันได้แก่ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นต้น ซึ่งปรากฏว่าหากผู้นั้นมีพฤติการณ์ร่ํารวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่า กระทําผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่ากระทําผิดต่อหน้าที่ในการยุติธรรม หรือส่อว่า จงใจใช้อํานาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย พี่น้อง ประชาชนเห็นหรือยังครับว่าทําไมรัฐสภาเราถึงเร่งรีบ ทําไมรัฐบาล ทําไมคณะกรรมาธิการถึง มีความกระตือรือร้น มีความกระเหี้ยนกระหือที่จะรีบแก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญวิธีการได้มา ซึ่งวุฒิสภายิ่งนัก เมื่อวันก่อนพี่น้องประชาชนคงเห็นภาพบรรยากาศที่ประธานรัฐสภาเร่งรีบ รวบรัด อาศัยตํารวจมาล้อมหน้าล้อมหลัง ใช้เสียงข้างมากหักดิบ เพื่อใช้กลไกการบริหารใน สภาแห่งนี้มากดดันการทําหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาฝ่ายค้าน พยายามผลักดันการปรับ เปลี่ยน รื้อ สร้างกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพราะวุฒิสภาเป็นสภาที่ทําหน้าที่ในการกลั่นกรอง ถอดถอน ตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐโดยอิสระ ผมจึงไม่เห็นด้วยครับที่จะให้ได้มาซึ่งสมาชิก วุฒิสภาจํานวน ๒๐๐ คน โดยมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนทั้งหมด ไม่ใช่ว่าผมไม่เห็น ความสําคัญของประชาชนนะครับ ผมเคารพในสิทธิ เคารพในการตัดสินใจของพี่น้อง ประชาชน แต่ท่านประธานครับ เพราะว่าสมาชิกวุฒิสภานั้นมีตําแหน่งหน้าที่ในการ กลั่นกรอง ดังนั้นเมื่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ อย่างไรครับ เพราะมีหน้าที่พิจารณาใน การกลั่นกรอง ตรวจสอบ เขาถึงต้องกําหนดคุณลักษณะบางอย่างไม่ให้ผู้ที่จะมาเป็นสมาชิก วุฒิสภาต้องไม่เป็นบุพการี ต้องไม่เป็นคู่สมรส หรือไม่สามารถดํารงตําแหน่งทางการเมือง เหมือนที่ท่านคณะกรรมาธิการจะแก้ในมาตรา ๑๑๕ เขาต้องทําอย่างนี้เพื่ออะไรครับ เพราะ เขาต้องการให้วุฒิสภาเป็นองค์กรที่ตรวจสอบ ต้องมีความเป็นกลางอย่างสูงยิ่ง และต้อง ปลอดจากการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง นี่อย่างไรครับที่ผมจะอธิบาย ผมจึงไม่เห็นด้วย อย่างยิ่งที่กรรมาธิการเปิดช่องให้เสียงข้างมากจากการเลือกตั้งมาเป็นจักรกลหมุนเคลื่อนสิ่ง เหล่านี้จนเกินความพอดี จึงเป็นก้าวย่างที่สุ่มเสี่ยงต่อความโอนเอนไหลเลื่อนของบรรทัดฐาน ของความถูกต้องและเป็นธรรม ต่อไปครับ ความดีงามในสังคม เพราะถ้าเราใช้หลักการ เลือกตั้งและหลักเสียงข้างมากเพียงอย่างเดียว เพื่อใช้เสียงข้างมากมาบั่นทอนทําลาย หลักนิติรัฐ ประเทศเราอยู่ไม่ได้หรอกครับ ที่ผมต้องเรียนอย่างนี้ที่ติอย่างนี้ผมติเพื่อก่อครับ ผมจึงได้เสนอให้มีวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งทางอ้อมอีก ๑๐๐ คน คือ ให้เป็นตัวแทนของคนทุกกลุ่มทุกสาขาอาชีพ ซึ่งจะมีความหลากหลายและสะท้อน องค์ประกอบของสังคมได้เป็นอย่างดี ที่สําคัญเราต้องคนที่มีความสามารถมีความเชี่ยวชาญ เฉพาะด้าน ให้สายวิชาชีพต่าง ๆ เหล่านี้เขาเลือกกันเอง เพื่อจะได้เข้ามาทําหน้าที่ในการ กลั่นกรองกฎหมายให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น และให้มีหลักประกันว่าจะได้มีสมาชิกวุฒิสภาส่วนหนึ่งที่ ปลอดจากการถูกแทรกแซงจากฝ่ายต่าง ๆ เพื่อให้มีความเป็นอิสระที่จะสามารถทําหน้าที่ สภาตรวจสอบได้อย่างเต็มภาคภูมิและได้อย่างแท้จริง ท่านประธานและพี่น้องประชาชนที่รัก ทุกท่านครับ การพยายามแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ วิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาให้มาจาก การเลือกตั้งทั้งหมด ๒๐๐ คนนั้น ผมฟันธงครับ แท้ที่จริงแล้วนี่คือระบอบเผด็จการที่อ้างความ เป็นระบอบประชาธิปไตยของประชาชน ระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนซึ่งใช้หลักเสียง ข้างมากมาใช้มีผลทําให้เกิดการรวมศูนย์อํานาจ ต่อไปรัฐบาลจะมีอํานาจเหลือล้นโดยเฉพาะ เมื่อรัฐบาลมีมิจฉาทิฐิ หลงอํานาจและเห็นแก่ผลประโยชน์ จะมีผลทําให้สังคมถูกปกครอง โดยเผด็จการ แต่เป็นในคราบของประชาธิปไตยครับ
ท่านครับ เดี๋ยวมีผู้ประท้วง ท่านครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายคุณากร ปรีชาชนะชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา อยากจะประท้วงผู้ที่กําลังอภิปราย อยู่ครับ ทําผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ เสียดสี ใส่ร้ายรัฐบาลอภิปรายวกวน ซ้ําซาก นอกประเด็น นะครับ ท่านประธานโปรดวินิจฉัยด้วยครับ
ผมวินิจฉัยนะครับ ถ้ามันจะออกนอกหน่อยก็ไม่เป็นไรนะครับ แต่ว่าขอให้เข้าสู่ประเด็นท่านครับ เชิญครับ
ผมก็พยายามจะชี้ให้เห็นว่าทําไมถึงต้องมี ส.ว. มีจากการเลือกตั้งทางอ้อมรวมกับ ส.ว. เลือกตั้งโดยประชาชนชี้ให้เห็นข้อดีข้อเสียและยกตัวอย่างให้เห็นครับ
เอาอย่างนี้เรื่องบริหาร ท่านอย่าไปเกี่ยวข้องนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมได้เรียนต่อท่านประธานรัฐสภาต่อพี่น้องประชาชนเมื่อสักครู่นี้ ผมไม่ได้จินตนาการครับ หรือไม่ได้ระแวงจนเกินเหตุครับ ประวัติศาสตร์ได้เคยสอนเรา มาแล้ว ทําไมเราไม่เอาประวัติศาสตร์มาเป็นบทเรียน ทําไมเราไม่เอาสิ่งบกพร่องมาแก้ไข ทําไมเราไม่เอาสิ่งที่เราเกิดความขัดแย้งมาแก้ไขเพื่อลดความขัดแย้ง ประวัติศาสตร์ ซึ่งเห็นได้จากสภาวะทางการเมืองก่อนวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เพราะการผูกขาดอํานาจ ไม่ใช่หรือครับ ขาดการถ่วงดุลใช่ไหมครับ ผลประโยชน์ทับซ้อน ผู้นําขาดจริยธรรม ที่สําคัญ คือไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงทางการเมือง ตอนนั้นกลุ่มบุคคลที่มีเงินฉกฉวยประโยชน์ ใช้เล่ห์เพทุบายเรื่องนโยบายให้ประชาชนหลงเชื่อ เพื่อให้ได้อํานาจรัฐและใช้กลไกของรัฐ ยึดอํานาจทางการเมืองอย่างถูกต้องตามกฎหมายและสอดคล้องกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ กระผมจึงได้แปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๑๑๑ ขอเสนอแปรญัตติให้วิธีการได้มา ซึ่งสมาชิกวุฒิสภามีที่มาทั้ง ๒ แบบ คือแบบเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนจํานวน ๑๐๐ คน และจากเลือกตั้งทางอ้อมจากสายวิชาชีพจากตัวแทนกลุ่มต่าง ๆ ของสังคมอีก ๑๐๐ คน แน่นอนครับท่านประธาน สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งไม่ได้เป็นเครื่อง การันตี (Guarantee) ว่าใครจะดีกว่าใคร เพราะสมาชิกวุฒิสภาสรรหาปัจจุบันหลายท่าน ผมได้ติดตามการทํางานของท่าน หลายท่านทํางานดีกว่าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ในขณะเดียวกันสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งบางส่วนท่านก็ทํางานได้ อย่างมีคุณภาพ ทําให้เห็นว่าทั้ง ๒ แบบนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย การแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติม ของกระผมที่ผมได้อธิบายความไป กระผมก็คาดหวังว่าจะได้นําเอาข้อดีของแต่ละรูปแบบ มารวมกัน แล้วแต่ละแบบก็จะได้ช่วยกันอุดช่องว่าง อุดจุดอ่อนซึ่งกันและกัน และที่สําคัญ ด้วยเหตุผลที่กระผมได้ชี้แจงในที่ประชุมและต่อพี่น้องประชาชนได้รับทราบนั้น กระผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีสมาชิกรัฐสภาที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้จะได้เห็นแก่ประเทศชาติ บ้านเมือง เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม เห็นแก่ความถูกต้อง ท่านจะได้รับฟังสนใจคําทักท้วง เสียงเรียกร้องของฝ่ายผม เปิดใจรับฟังข้อมูลข้อเสนอแนะของเสียงข้างน้อย ไม่ยอมให้ เผด็จการรัฐสภาออกกฎกติกากลายเป็นเผด็จการประชาธิปไตยในอนาคต ผมจึงขอเรียกร้อง ให้ทุกท่านเห็นด้วยกับการแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมของกระผมครับ ขอบพระคุณครับ
ครับ เดี๋ยวอาจารย์เจริญ แล้วต่อด้วยท่านเทพไทนะครับ ท่านสมาชิกครับ ในมาตรา ๓ นั้นมีการแก้ไขมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ นะครับ ถ้าท่านใดที่ขอแปรญัตติแก้มาตรา ๑๑๑ ท่านก็พูด มาตรา ๑๑๒ ด้วย เพราะว่าเนื่องคณะกรรมาธิการมีการแก้ไข ถ้าท่านใดที่ไม่ได้แปรญัตติไว้ แต่ว่าไปพูดในสิ่งที่คณะกรรมาธิการแก้ไขเท่านั้นละครับ ขอความร่วมมือครับ จะได้ไปด้วย ความรวดเร็วนะครับ เชิญท่านอาจารย์เจริญ ภักดีวานิช ครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม เจริญ ภักดีวานิช สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดพัทลุง ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ ก่อนอื่นกระผมกราบเรียนท่านประธานเนื่องคณะจากกรรมาธิการ มีแก้ไขในมาตรา ๑๑๒ ซึ่งมีหลักง่าย ๆ ก็คือต้องการให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา เนื่องจาก ๒-๓ วันที่ผ่านมา ท่านประธานจะสังเกตเห็นว่าพวกผมที่มาจากการเลือกตั้ง ถูกกล่าวหามากมาย ซึ่งกระผมพยายามกราบเรียนข้อมูลท่านประธานนะครับ หลายคน จะพูดถึงเรื่องอดีต แล้วก็จินตนาการไปสู่ข้างหน้าว่าถ้ามีการเลือก ส.ว. ทั้งหมดจะเกิดอะไรขึ้น แต่กับข้อมูลที่กระผมกราบเรียนท่านประธาน คือข้อมูลปัจจุบันในรอบ ๕ ปีเพื่อเป็นข้อมูล ให้เพื่อนสมาชิกรัฐสภาและพี่น้องประชาชนได้รับทราบ ท่านประธานครับ กระผมกราบเรียนว่า วันนี้จะเป็นประวัติศาสตร์ของรัฐสภาไทยนะครับ เพราะอํานาจของประชาชนที่เคยมี เรากล้าหาญที่จะหยิบยื่นกลับไปให้จริงหรือเปล่า ผมกราบเรียนท่านประธานว่าเมื่อวันที่ ๓ เมษายน ถ้าเราไม่วางใจ เราไม่เชื่อมั่นประชาชน ประชาธิปไตยของประเทศนี้ก็เดินไปได้ยาก ทุกคนพูดในสภานี้ตั้งแต่ก่อนผมมาเป็นสมาชิกวุฒิสภาว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไม่เป็นประชาธิปไตย ทีนี้เรียนท่านประธานว่าถ้าไม่เป็นประชาธิปไตย เรื่องที่หนักที่สุดก็คือ การที่ไม่มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาโดยมีการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา อันนี้ก็เป็นข้อที่หนักที่สุด ครับท่านประธาน มีหลายคนที่เคยอภิปรายขอให้คืนอํานาจให้กับประชาชน ท่านประธานครับ อํานาจอธิปไตยของประชาชนนั้นก็คือผ่านการเลือกตั้งเท่านั้น การใช้วิจารณญาณแทน ประชาชนโดยคน ๗ คน ท่านประธานลองคิดดูวิจารณญาณของคน ๗ คนนี้ครับจะดีกว่า มากกว่าคน ๔๐ ล้านคนครับ เอาตัวเลขง่าย ๆ นี้กระผมคิดว่าเป็นไปไม่ได้
ประการที่ ๒ ครับ พอเราจะโอนอํานาจให้ประชาชนที่เขาถูกยึดมาหลายปี เรากลับลังเล เรากลับโจมตีว่าถ้าเลือกตั้งแล้วจะเกิดปัญหา ซึ่งกระผมจะมีข้อมูลกราบเรียน ท่านประธาน ท่านประธานครับ กระผมขออ้างเอากฎหมายรัฐธรรมนูญ ๒-๓ มาตราเพื่อ ประกอบในการอภิปราย มาตรา ๓ อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย มาตรา ๓๐ บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มาตรา ๑๒๒ ส.ส. ส.ว. ย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ท่านประธานครับ กระผมกราบเรียนว่าการที่เราคืนอํานาจจากคน ๗ คนไปสู่ประชาชน ไม่เสมอภาคตามกฎหมาย ตามมาตรา ๓๐ อย่างไร ระหว่างสรรหากับเลือกตั้ง กระผม กราบเรียนครับ กระผมมาอยู่นี่ ๕ ปีนะครับ ท่านประธานจะเห็นว่าผมได้รับการเคารพนับถือ จากทั้งเลือกตั้งและสรรหาอย่างดียิ่ง ตัวเลขที่ผมกราบเรียนท่านประธาน เป็นตัวเลขที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งสมาชิกสรรหาหลายคนได้ช่วยกันปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ซึ่งจะมีข้อมูลกราบเรียนท่านประธาน ท่านประธานครับ ความไม่เสมอภาคเกิดขึ้นอะไรครับ ระหว่าง ๗๓ คน กับ ๗๖ คน ๒-๓ เรื่องหลายคนพูดในสภาแห่งนี้ว่าคน ๗ คน เลือกคนได้ ๗๓ คน และใช้สิทธิอีก ๑ คน เป็น ๗๔ คน นะครับ คน ๔๐ ล้านคนนี่เลือกได้แค่ ๗๖ คน อันนี้ผมไม่อภิปราย แต่สิ่งที่ เหนือกว่านั้นก็คืออะไรครับ ท่านประธานก็เป็นอะไรครับ เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง ประธาน ต้องพิมพ์บัตร ต้องเดินหาเสียง อย่างผม ผมวันละ ๔๐ กิโลเมตรท่านประธานครับ ต้องพิมพ์ บัตร เวลาพูดก็ต้องระวังครับ ต้องระวังพูดผิดเดี๋ยวก็ใบแดงอีกนะครับ ติดป้ายประกาศผิด ก็ใบแดงอีกนะครับ ประธานต้องมีสมุดบัญชีนะครับ ถ่ายรูปแล้วไม่แจ้งงานก็ไม่ได้อีก นี่คือ ความไม่เสมอภาคระหว่าง ๗๓ คน กับ ๗๖ คน ท่านประธานครับ ขนาดที่เราไว้วางใจให้ กรรมการสรรหา ๗ คนนั้น เราไม่รู้เลย ประชาชนไม่รู้ว่าดุลยพินิจที่ใช้คืออะไร เพราะไม่มี การตรวจสอบ ผมกราบเรียนท่านประธานนะครับ ออกไป ๗๔ คน เข้ามา ๗๓ คน ผมและหลายคนเขาเอะใจ คนที่ไม่ได้บางคนนะครับ ผมขออนุญาตเอ่ยนะครับ ท่านเลิศรัตน์ ท่านจํานงค์ อาจารย์ธนู สุกัญญา เราก็ตกใจว่าทําไม ผมเลยตั้งข้อสังเกตว่ากระบวนการ สรรหานั้นไม่บริสุทธิ์และไม่ยุติธรรม ไม่ยุติธรรมอะไรท่านประธาน พี่น้องมุสลิม ๒๒ คน ท่านประธานครับ เป็นดอกเตอร์ ๘ คน ท่านอาจารย์วรวิทย์ให้ข้อมูล อย่างไรครับ ไม่ได้แม้แต่คนเดียว ถามสิว่า ๗๓ คน ชาวนาได้มานั่งในนี้หรือเปล่า ไม่มีนะครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นเราจะปล่อยให้ ๗ คน มีอํานาจเหนือคน ๔๐ ล้านคนต่อไป โดยไม่มีการแก้ไขกระผมคิดว่าสภาแห่งนี้ต้องใช้ดุลยพินิจในการตัดสินใจ ท่านประธานครับ กระผมเกรงใจในเรื่องความบริสุทธิ์ยุติธรรมอย่างไรครับ ท่านประธานครับ อีกเรื่องหนึ่งก็คือ มีสรรหาอยู่รายหนึ่งครับ ผมขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อ เคยเป็นกรรมการสรรหาเมื่อปี ๒๕๕๑ เวลาสรรหา ปี ๒๕๕๑ นั้น กรรมการ ๔ คน อยู่ด้วยกัน ฉะนั้นพอสมัคร ๔ คนได้อยู่แล้ว แล้ว คนที่ ๕ ก็เคยเป็นลูกน้องเก่า กระผมกราบเรียนสั้น ๆ เพื่อไม่เอ่ยตัวบุคคล เวลาพวกผม เวลาท่านประธานลงเลือกตั้ง กรรมการเลือกตั้งก็ประกาศ ขอให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์และ ยุติธรรมครับ มีคนบางคนที่ไม่ได้ ๗๓ คน เข้ามา ๓๔ คนนี้ พวกเราก็ถามว่าทําไมที่ไม่ได้ ท่านประธานครับ บางคนบอกว่าที่ไม่ได้นี่ความสูงไม่ถึง เราก็เอะใจนะครับ สูงไม่ถึง ก็สูงตั้ง ๑๘๐ นี่ ท่านประธานหมายความว่าอย่างไร เขาบอกเขากองไม่ถึง อันนี้แต่ผม ไม่เชื่อหรอก เหตุที่ไม่เชื่อเพราะว่าเป็นการกล่าวหาที่เราไม่รู้เห็น อันที่ ๒ ที่ลําบากมาก พวกผมเวลาลงเลือกตั้งจะมีการคัดค้าน ส.ว. สรรหามีการคัดค้านกันนะครับ ใน ๓๐ วัน เอกสารสมัครไม่เคยไปสัมภาษณ์ ไม่เคยดูคน เพราะฉะนั้นไปขอเอกสารบอกทําไมคนนี้ได้ เพราะไม่มีหลักเกณฑ์นี่ครับ กระผมในเวลาสั้น ๆ กราบเรียนท่านประธานครับ นี่คือ ความไม่เสมอภาคในการใช้กฎหมาย ท่านประธานมีใบแดง มีใบเหลือง ใบเขียว แต่สรรหา เขาไม่มีนะครับ กระผมเรียกร้องเพื่อต้องการที่จะให้ประเทศนี้มีความเป็นธรรม และเสมอภาค ทุกคนมีสิทธิเท่ากัน เพราะเกิดมาเป็นคนไทย วันที่เกิด เราภาคภูมิใจว่า เราจะได้มีสิทธิเท่าคนอื่น แต่ขณะนี้เราไม่มีสิทธิเท่าคนอื่น
ประการที่ ๓ ที่กระผมกราบเรียนก็คือว่า ท่านประธานครับ นอกจาก ความไม่เสมอภาคทางกฎหมาย ผมกราบเรียนว่ามีอีกเรื่องหนึ่งที่ระหว่างสรรหา กับการเลือกตั้ง ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบการสรรหาได้เลยในประเทศนี้ ในประเทศนี้ นะครับท่านประธาน กระผมกราบเรียนครับ เพื่อนสมาชิกสรรหาหลายคนที่เข้ามา ถึงแม้ จะมา ๓๔ คน ได้สร้างบุญคุณให้กับประเทศนี้ หลายคนมีความตั้งใจ ช่วยพยายามแปรญัตติ พยายามสู้ขึ้นมา ซึ่งกระผมจะให้ข้อมูล กราบเรียนท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นสิทธิของ ประชาชนไม่เท่ากัน ความเสมอภาคไม่เท่ากัน ประเด็นที่ ๒ ที่กระผมกราบเรียนท่านประธาน ว่ามีข้อกล่าวหาว่าระหว่างสรรหานี่ ผมจะแก้ กราบเรียนท่านประธาน ๓ เรื่องว่าถ้ามี การเลือกตั้งแล้วสิ่งที่จะเกิดขึ้น ๓ เรื่อง ๑. คือการกลั่นกรองกฎหมาย จําเป็นต้องสรรหา วิชาชีพต่าง ๆ มากลั่นกรองเพื่อให้กฎหมายมีประสิทธิภาพ ท่านประธานครับ ความเป็นจริง ๕ ปีนี้ไม่เป็นจริงนะครับ ผมกราบเรียนเป็นข้อมูลท่านประธานอย่างนี้ เหตุผลที่กระผมกราบ เรียนอย่างนี้ในการกลั่นกรองกฎหมายนะครับท่านประธาน สาขาอาชีพ หรือผู้ทรงคุณวุฒิ บางคนบอกว่าถ้าสรรหาแล้วจะมีผู้ทรงคุณวุฒิมา มีนักกฎหมายมา ๑๑ คนเท่านั้นละ มีคณบดี คนสอนกฎหมายหลายคนสมัคร ไม่ได้นะครับท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นมา ๗๓ คน มีนักกฎหมายจริง ๆ ๑๑ คนเท่านั้น ทีนี้ท่านประธานครับ ในการกลั่นกรองกฎหมาย ความที่เราเป็นตัวแทนประชาชน ๑ มาตรา กระทบคนเยอะนะ หลายคนอภิปรายว่าไม่ จําเป็นต้องมี ส.ว. หรอก ถ้ามีการเลือกทั้งหมด กฎหมายที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎร ผมจะยก ให้ท่านฟังสัก ๓ พ.ร.บ. นะครับ พ.ร.บ. บัตรประชาชน ผ่านสภาผู้แทนราษฎรมา ๗ ปี ๑ ปี ให้ทําบัตรนะครับ สมาชิกวุฒิสภาแก้เป็น ๗ ปีนะครับ เราเถียงกัน อันนี้ทั้งสรรหาและ เลือกตั้งช่วยกัน แล้วเมื่อเราลงมติว่าต้อง ๗ ปี กลับไปสภาผู้แทนก็ปรับมติ กฎหมายที่ ๒ ที่เรากลั่นกรองได้อย่างมากนะครับ ช่วงนั้นมีเฉพาะเลือกตั้ง คือ พ.ร.บ. ที่สงวนของรัฐ ท่านประธานครับทุกพรรคก็ส่งมานะครับ ความจําเป็นที่จะต้องมีสมาชิกวุฒิสภาเพื่อ กลั่นกรองครับ ใครครอบครอบ ๑๐ ปี ได้เอกสารสิทธิ สมาชิกวุฒิสภาแปรญัตติ ๑๕ คน ซึ่งช่วงนั้นมีเฉพาะเลือกตั้ง กลับไปสภาผู้แทนราษฎร สภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นด้วย อยากให้ได้ ๑๐ ปี ส่วนใหญ่จะแปรญัตติเป็น ๑๐ ปี หรือ ๒๐ ปี ท่านประธานครับ สุดท้าย ตั้งคณะกรรมาธิการร่วม ท่านประธานกรรมาธิการร่วมตอบต่อสภาต่อหน้าท่านประธานว่า ขอแก้ตามที่พวกเลือกตั้งคือพวกผมนี่เป็น ๒๐ ปี แต่กฎหมายนี้ตกไปเสียแล้ว เพราะการยุบสภา ท่านประธานครับ อีกกฎหมายหนึ่ง พ.ร.บ. ตรวจเงินแผ่นดิน ถ้าไม่มีสมาชิกวุฒิสภา กลั่นกรองอะไรเกิดขึ้น
ประการแรก ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนครับ พ.ร.บ. ตรวจเงินแผ่นดิน เราสู้กันในสภาตั้งหลายวัน มีคนแปรญัตติมากที่สุดตั้งแต่ผมเป็น ส.ว. ๕ ปีนี้ ๓๙ คนครับ ท่านประธาน ๓๙ คนนั้น ๓๐ กว่าคนเป็นเลือกตั้งนะครับท่านประธาน ผ่านสภาผู้แทนราษฎร เห็นชอบ ๒๔๘ เสียง ไม่เห็นชอบ ๑๑๐ เสียง เคยผ่าน สนช. ๖๔ แต่พอเราสู้กัน ท่านประธานจําได้นะครับ พอโหวตทําท่าจะแพ้มีคนเสนอให้เลื่อน แล้วก็โหวตไม่ให้ประชุมต่อ พอจะลงมตินับองค์ประชุมครบ นับอีกทีหนึ่งขาดไปเสียงเดียวครับ วันนั้นไม่ลงมติครับ เพราะอะไรครับ เพราะมีการล็อบบี้ ในกฎหมายมีมาตราหนึ่งให้ผู้ที่ไม่เคยเป็น รัฐธรรมนูญ บอกเป็นต่อไม่ได้ เป็นการยกเว้นให้คน ๆ หนึ่ง แต่เนื่องจากท่านมีบุญคุณกับสรรหา แล้วติดอยู่ใกล้ในการสรรหา เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานว่าสรุปท่านประธานครับ เมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๓๐ กว่าคนแปรญัตติ กลับไปสภาผู้แทนราษฎร กลับมติจาก ๒๔๘ เสียง เหลือ ๑๐ เสียงครับท่านประธาน สรุปถ้าไม่มีสมาชิกวุฒิสภา กระผมกราบเรียนว่า กฎหมายที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรนี้ไม่ได้มีการกลั่นกรอง สมาชิกวุฒิสภาสรรหาหลาย พ.ร.บ. นะครับ พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ร.บ. หลายฉบับ ที่สรรหาช่วยแปรญัตติ พ.ร.บ. เงินกู้ สรรหา ทําได้ดีมาก แปรญัตติได้มากกว่าและต่อสู้จนทําให้กฎหมายนี้ตกไป ผมสรุปหลายคนบอกว่า ถ้าจะมีเลือกตั้งทั้งหมดไม่จําเป็นต้องมี ส.ว. เลือกตั้ง เพราะ ส.ส. ทําอย่างนี้ สรุปว่าถ้าไม่มี ส.ว. ไม่มีคนกลั่นกรอง ท่านประธานครับ จะบอกว่าอาชีพที่ผมกราบเรียนท่านประธาน ถ้ามีสาขาอาชีพเยอะ ๆ มีวิศวกรมีอะไรก็แล้วแต่จะช่วยกลั่นกรอง ท่านประธาน ดูคณะรัฐศาสตร์ที่เขาสํารวจการลงมติ ๑๘๖ ครั้ง นะครับ ท่านประธานครับ คนที่นั่งอยู่ใน ห้องประชุม ๘๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปนี้เป็นเลือกตั้งเสีย ๑๕ คน เป็นสรรหา ๗ คน ทีนี้ ถ้าท่านประธานไล่ต่อไปเวลานั่งประชุมเวลาพิจารณาบางมาตรา ๗๗ เสียงนี้ ผมอยากให้ ตรวจสอบทั้ง ๗๗ เสียง เป็นเลือกตั้งสรรหาเท่าไร อันนี้กราบเรียนท่านประธานครับ พ.ร.บ. ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนสิงหาคม ๕ ฉบับ ท่านประธานครับ ผ่าน ๕ ฉบับ เลือกตั้งลงมติ มากกว่าสรรหา ๔ ต่อ ๑ นะครับ กระผมขอกราบเรียนสรุปนะครับ ผมเรียนท่านประธานว่า สรรหาได้แก้กฎหมายหลายฉบับ เราแปรญัตติด้วยกัน แต่อย่างไรก็ตามสรรหาที่เป็นวิชาชีพ จะมาใช้กลั่นกรองมันกลั่นกรองไม่ได้จริง ๆ ผมไม่โทษคนที่มา ผมโทษคนที่เลือก คราวก่อน ท่านเลือกแล้วก็แปรญัตติตั้งเยอะแยะ พูดในสภาเยอะแยะ ไม่ได้ ท่านจํานงแปรญัตติ เยอะแยะ ชายแดนภาคใต้ท่านสู้ก็ไม่ได้ อันนี้กราบเรียนท่านประธานนะครับ ท่านประธาน ที่เคารพ กระผมขอข้ามไปนะครับ หากเลือกตั้งแล้วองค์กรอิสระแล้วก็การแต่งตั้ง จะถูกแทรกแซง ท่านประธานคณะกรรมาธิการก็ได้ตอบต่อสภาแห่งนี้ไปแล้ว แต่ผม ขยายความนิดหนึ่ง แทรกแซงไม่ได้เลยนะครับ เพราะเราไม่แก้ มาตรา ๒๐๔ เราไม่แก้ มาตรา ๒๒๙ เราไม่แก้ มาตรา ๒๔๖ ทําไมถึงไม่แก้ เพราะเราไม่แก้ เรามาแก้เฉพาะเปลี่ยน จากสรรหามาเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ศาลรัฐธรรมนูญ ๕ คน เราไม่ได้แตะเราไม่ตั้ง นะครับ ๕ คนจากผู้พิพากษาศาลฎีกา จากตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ๓ คนจากศาลฎีกา ๒ คนจากตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ๕ ใน ๙ นะครับ ในศาลรัฐธรรมนูญนี้ ส.ว. เอง สามารถเลือกได้แค่ ๔ คน ก็คือผู้คุณวุฒิทางนิติศาสตร์ ผู้ทรงคุณวุฒิทางรัฐศาสตร์ก็เข้ามา ๔ คนนี่ครับ เมื่อครู่ท่านประธานคณะกรรมาธิการก็บอกสภาแล้ว วุฒิสภาก็จะลงมติเห็นชอบ ถ้าเสียงไม่ถึงครึ่งนะครับท่านประธานตรงนี้จําเป็นมากนะครับ เพราะเราไม่แก้ถึงแม้จะมีเลือกตั้งมาหมดหรือสรรหาทั้งหมด กลับไปถ้าไม่เห็นชอบใคร คนใดคนหนึ่งต้องชี้แจงด้วยนะครับว่าไม่เห็นชอบเพราะอะไร แล้วสุดท้ายคืออะไรครับ สุดท้ายถ้าเขายืนยันเมื่อสักครู่ท่านประธานกรรมาธิการก็ตอบแล้ว ถ้าเขายืนยันก็สามารถ ประกาศได้ เพราะฉะนั้นสมาชิกรัฐสภาไม่สามารถแทรกแซงแต่งตั้งได้เลยสําหรับเรื่องการ ถอดถอน เมื่อสักครู่สมาชิกรัฐสภาหลายคนก็อภิปราย แต่ผมเสริมนิดหนึ่งครับ สมาชิกเวลา เขาจะร้องถอดถอนนี่ครับ ส่งท่านประธาน ๑ ใน ๔ ของ ส.ว. ประการที่ ๒ ส่งไหนครับ ถ้ามาตรา ๒๔๘ ส.ส. ๑ ใน ๔ ร้องต่อสมาชิกรัฐสภา กว่าจะส่งท่านประธาน แล้วท่านประธาน ก็ส่งให้ ป.ป.ช. ถ้า ป.ป.ช. ชี้ว่าไม่มีมูลเรื่องจบนะครับ แล้ว ป.ป.ช. ๙ คน ถ้าคนบริสุทธิ์ ยุติธรรมจริง ๆ เขาก็ไม่ส่งเรื่องให้ทางวุฒิสภา ผมขอสรุป หลายคนพูดเรื่องนี้ไปแล้ว สมาชิก รัฐสภาถึงแม้จะมาจากเลือกตั้งทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่สามารถแทรกแซงและไม่สามารถ ถอดถอนได้ เพราะไม่แก้กฎหมายรัฐธรรมนูญมาตราอื่น ๆ ตามที่ท่านประธาน คณะกรรมาธิการได้ตอบต่อสภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ สําหรับเรื่องการถอดถอน และการแต่งตั้งผมขอข้ามไปครับ มีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธาน ท่านประธานครับ การถอดถอน ขอขยายนิดหนึ่งการใช้เสียง ๙๐ เสียงครับ ถ้าเรายังอยู่รูปเดิม มีสรรหา ยากมากที่จะได้ ๙๐ เสียง และยิ่งถอดถอน ป.ป.ช. ต้องใช้ ๔ ใน ๕ ๑๑๒ เสียง ยากแสน เข็ญ มีกรณีตัวอย่าง ท่านประธานตั้งแต่เป็นประธาน มีการร้อง ป.ป.ช. ท่านหนึ่ง ท่านเห็น ไหมครับ เราเห็นชัดว่าระหว่างพิจารณานั้น ถ่ายให้ประชาชนฟังใครผิดใครถูก กระผมไม่ เจาะตัวบุคคล แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเราเห็นชัดมีการขอร้องกัน แต่การตัดสินใจผมไม่แน่ใจว่าถึง ข้อร้องผมเชื่อว่าคงขอร้องไม่ได้ แต่เห็นชัดว่ากระบวนการถอดถอนนอกจากมีข้อมูลแล้ว ท่านประธานกรุณาถ่ายทีวีคนตรวจสอบทั้งประเทศ ถ้าสมาชิกรัฐสภาถูกแทรกแซงหรือไป ถอนคนที่เขาไม่ผิด ประชาชน หนังสือพิมพ์ สื่อมวลชนก็จะว่าได้ทันที สรุปผมขอสนับสนุน ท่านประธานคณะกรรมาธิการที่ท่านได้ตอบเรื่องการแต่งตั้ง ถอดถอน
ประการที่ ๔ ที่ผมกราบเรียน ท่านประธานครับ มีคนพูดในสภาแห่งนี้ บอกถ้ายกมือ จะถูกฟ้อง ท่านประธานกรรมาธิการบอกว่าอํานาจ มาตรา ๒๙๐ ท่านประธานครับ มีคนบอกว่าจะฟ้อง บอกท่านอาจารย์อย่ายกมือนะจะถูกฟ้อง ท่านประธานครับ กราบเรียนว่านอกจาก มาตรา ๒๙๑ ที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการตอบ ก็เป็นอํานาจของพวกเรา มาตรา ๑๓๐ ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่ประชุมวุฒิสภา หรือที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา สมาชิกผู้ใดจะกล่าวถ้อยคําในทางแถลงข้อเท็จจริง แสดงข้อคิดเห็นหรือออกเสียงลงคะแนน ย่อมเป็นเอกสิทธิ์โดยอิสระ ผู้ใดจะนําไปเป็นเหตุ ฟ้องร้องว่ากล่าวสมาชิกผู้นั้นในทางมิได้ ท่านประธานครับ มีเพื่อนสมาชิกหลายคน ท่านกฤช อาทิตย์แก้ว ดอกเตอร์วรวิทย์ท่านบอกท่านกล้าหาญพอที่จะยกมือ เรายกมือเพื่อคืนสิทธิ ให้ประชาชน ผมนี่จะอับอายท่านประธาน เพียงแต่คนบอกว่าจะไปฟ้องแล้วติดคุก ผมไม่สามารถกลับไปพบลูกหลานผมได้เลย เพราะว่ามีพ่อขี้ขลาด ผมไม่สามารถพบ ประชาชนที่เลือกผมมาได้เลย ขณะที่ผมมีเอกสิทธิ์แล้วผมไม่กล้าหาญที่จะหยิบยื่นอํานาจใน การใช้สิทธิกลับให้ไปสู่ประชาชน
ประการสุดท้าย ที่กราบเรียนท่านประธาน วันที่คนไทยทั้งประเทศภาคภูมิใจ คนจนมีเสียงมีสิทธิเท่ากับคนรวย คนจน ๑ คน คนขอทาน คนพิการ มีสิทธิ มีความรู้สึกว่า ตัวเองมีคุณค่าเท่ากับพลเอกหรือข้าราชการระดับสูงก็คือวันที่เขากาคะแนน วันที่เขา ลงคะแนน เพราะฉะนั้นกราบเรียนท่านประธานว่าเป็นความยิ่งใหญ่ทางการเมืองนะครับ ที่สมาชิกรัฐสภากล้าแล้วก็สามารถคืนอํานาจจากคน ๗ คนให้กับคน ๔๐ ล้านคน ท่านประธานครับ ที่ประเทศตุรกีเมื่อปีกลายนี้ครับหลังจากที่เขาล้มระบบเผด็จการ เขาให้ ประชาชนลงเลือกตั้ง สําหรับเลือกผู้ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ มีคนตื่นตั้งแต่ก่อน ๖ โมงเช้า นะครับ เวลาทุ่มหนึ่งแล้ว หมดเวลา ขยายเวลา มีคนจน ๆ คนหนึ่ง เขาพูดอย่างนี้ครับ ท่านประธาน วันนี้ประเทศตูนีเซียจะมอบช่อดอกไม้แห่งเสรีภาพและเกียรติยศแก่โลก วันนี้สําหรับประเทศไทยพวกเราทั้งหมดที่นั่งอยู่ในนี้เรากล้าหาญที่จะมอบอํานาจในการ ตัดสินใจเลือก ส.ว. ให้กับพี่น้องประชาชน ๔๐ ล้านคนหรือไม่ ขอบคุณมากท่านประธานครับ
ต่อไปท่านเทพไท เดี๋ยวผม จัดคิวนะครับ ท่านเทพไทเสร็จ ท่านชาดา แล้วก็อาจารย์สุมล ท่านเทพไทขอแปรญัตติ ในมาตรา ๑๑๑ วรรคสาม ท่านจะพูดไปมาตรา ๑๑๒ ด้วยก็ได้ ทีเดียวเลยนะครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นจะขออนุญาตท่านประธานใช้เวลา ๑ นาที เพื่อที่จะรายงาน สถานการณ์การชุมนุมของพี่น้องชาวสวนยางพาราให้ท่านประธานได้ทราบครับ ขณะนี้ต้อง เรียนกับท่านประธานว่าสถานการณ์การชุมนุมของพี่น้องชาวสวนยางที่สี่แยกควนหนองหงษ์ อยู่ในสถานการณ์ตึงเครียดครับ เพราะว่าได้มีเจ้าหน้าที่ตํารวจเข้าไปปิดล้อมเพื่อที่จะรอ จังหวะที่จะสลายการชุมนุม ผมเกรงว่าถ้าหากมีการสลายการชุมนุมในทันทีแล้วก็ในคืนนี้ผม เกรงว่าจะเกิดการสูญเสียทั้ง ๒ ฝ่าย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อก่อนวันแรกต้อง เรียนกับท่านประธานว่าเจ้าหน้าที่ตํารวจที่มารักษาความสงบหรือมาสลายการชุมนุมส่วน ใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งก็เป็นที่รู้จักกัน เป็นที่คุ้นเคยกันกับผู้ชุมนุม ก็อาจจะไม่มีปัญหา แต่ว่าในขณะนี้ ในวันนี้ทราบข่าวมาว่ามีการระดมตํารวจปราบจลาจลมา จากหลายจังหวัดซึ่งเป็นคนต่างพื้นที่ ผมเกรงว่าอาจจะเกิดการปะทะกันหรืออาจจะเกิดความ รุนแรงเกิดขึ้น ผมอยากจะเรียกร้องไปยังรัฐบาลนะครับ อยากจะให้ใช้วิธีการพูดคุย เจรจาให้ มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ อันดับแรกก็คือว่าเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัดควรที่จะเข้าไปเจรจากับพี่ น้องประชาชนที่ชุมนุม ๒. รัฐบาลควรจะส่งผู้มีอํานาจเต็มเข้าไปเจรจา เข้าไปพูดคุยครับ ไม่ใช่ส่งเฉพาะคนที่ไม่รับผิดชอบ หรือไม่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ผมเป็นห่วงครับ ท่านประธาน ถ้าหากว่าการชุมนุมมีเหตุความรุนแรง การสูญเสียเกิดขึ้น ซึ่งรัฐบาล ก็จะต้องรับผิดชอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผมเห็นใจพี่น้องประชาชนชาวสวนยางพารานะครับ ม็อบ (Mob) นี้เป็นม็อบปากท้องของพี่น้องประชาชน ความเดือดร้อนของประชาชน ไม่ใช่ ม็อบการเมือง พวกผมต้องเรียนปฏิเสธต่อท่านประธานว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แล้วก็ไม่ได้อยู่ เบื้องหลัง เป็นความเดือดร้อนของประชาชนจริง ๆ ครับท่านประธาน
สําหรับในมาตรา ๓ ที่ผมจะขอท่านประธานเพื่อที่จะอภิปรายคําแปรญัตติ ของผม ผมต้องเรียนกับท่านประธานครับว่า ในมาตรานี้ความตั้งใจเดิมของผม ผมต้องการ ที่จะแปรญัตติในประเด็นของจํานวนวุฒิสมาชิกและที่มาของวุฒิสมาชิก แต่ว่าเมื่อหลักการ ได้ระบุว่าวุฒิสมาชิกต้องมาจากการเลือกตั้ง ก็เป็นข้อจํากัดของผมครับ ที่ไม่สามารถ ที่จะแปรญัตติเป็นอย่างอื่นได้ ถ้าผมจะฝืนแปรญัตติเป็นอย่างอื่นโดยตัดออกทั้งหมด หรือมาจากการสรรหา หรือมาจากการเลือกตั้งทางอ้อม ก็ต้องเรียนกับท่านประธานว่า อาจจะขัดต่อหลักการ
เดี๋ยวท่านเทพไทครับ
ประท้วงอีกแล้วหรือครับ
สั้น ๆ ท่านณัฐวุฒิครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาต ไม่ได้ใช้สิทธิประท้วงท่านผู้อภิปราย นะครับ ด้วยความเคารพในการทําหน้าที่ของท่าน เป็นแต่เพียงว่าเพื่อไม่ให้พี่น้องประชาชน ที่ติดตามการถ่ายทอดสดอยู่เกิดความวิตกกังวลต่อประเด็นที่ท่านสมาชิกได้ยกขึ้นมาหารือ ก่อนจะเข้าเนื้อหานะครับ ผมเรียนยืนยันว่าแนวทางของรัฐบาลต่อการจัดการสถานการณ์ ที่พี่น้องประชาชนมีการชุมนุมกันอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชขณะนี้นั้น นายกรัฐมนตรี กําชับให้มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน จะไม่มีการใช้กําลังเข้าสลายการชุมนุมหรือใช้ความรุนแรง กับประชาชนที่มีการปิดถนน หรือปิดรางรถไฟอยู่ ทุกอย่างจะดําเนินการตามกระบวนการ ของกฎหมาย ขณะนี้เจ้าหน้าที่ก็เห็นใจประชาชนทั้ง ๒ ฝ่าย คือฝ่ายที่บอกว่าเดือดร้อนจาก สถานการณ์ราคายางพารา ก็เข้าใจครับ ฝ่ายที่บอกว่าได้รับผลกระทบจากการถูกปิดถนน ปิดทางรถไฟ อันนี้ก็ต้องแก้ปัญหา ก็ได้มีการยื่นเรื่องต่อศาลที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อขอคุ้มครองฉุกเฉินกรณีรางรถไฟ ซึ่งขณะนี้ก็กําลังอยู่ระหว่างดําเนินการ ไม่มีการใช้กําลัง ไม่มีการไปผลักดันหรือเกิดความรุนแรงจากฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐอย่างแน่นอน
ประการต่อมานะครับ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์เชิญแกนนําของพี่น้องชาวสวนยางพาราทั้ง ๔ ภาคมาพบเพื่อหารือ หาทางออกร่วมกันในวันพรุ่งนี้แล้วครับ ก็กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ
เป็นรายงานสถานการณ์ ล่าสุดทั้ง ๒ ฝ่ายนะครับ ขอบคุณครับ ท่านเทพไทว่าต่อเลยครับ
ก็ดีครับ ผมไม่อยากจะให้สถานการณ์ เหมือนกับวันที่ ๒๗ ที่ผ่านมานะครับ รัฐบาลได้ใช้วิธีการก็อย่างที่เห็นอยู่ในวันที่ ๒๗ ครับ อันนี้เข้าใจครับ พอดีจําเลยยางพารากิโลกรัมละ ๑๒๐ บาทขึ้นมาชี้แจงเองก็ไม่ว่ากันครับ แต่ว่าเพียงแต่ยืนยันว่าขอให้รักษาคําพูดแค่นั้นเองนะครับ
ท่านว่าต่อดีกว่านะครับ ท่านทิ้งท้ายอย่างนี้ก็ต้อง
มันเสียหายตรงไหน เขาเป็นจําเลยยางพารากิโลกรัมละ ๑๒๐ บาทจริงนี่ครับท่านประธาน
ประท้วงอะไรเชิญครับ เชิญท่านณัฐวุฒิครับ
คือท่านต้องลงไปสิ ถ้าหากว่าท่านเป็น รัฐมนตรีท่านต้องลงไปในพื้นที่สิ ท่านมาโวยวายในสภาทําไมครับท่านประธาน
เดี๋ยวครับฟังก่อน ฟังก่อนครับ ฟังเขา
ท่านประธานที่เคารพ รัฐบาลมีความจริงใจในการจัดการสถานการณ์ปัญหานี้ และสิ่งที่ผมมา ก็คือมาทําหน้าที่ให้ความชัดเจนและให้เกิดความสบายใจต่อพี่น้องประชาชน ผมไม่ได้คิดจะ มาหาเศษหาเลย หรือว่าไปตอดนิดตอดหน่อยให้มันเกิดเป็นประเด็นทําลายบรรยากาศของ การอภิปรายเรื่องแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ มันไม่มีใครเป็นโจทก์ ไม่มีใครเป็นจําเลยเรื่องนี้ ครับ มันมีปัญหาของประชาชน แล้วก็เป็นหน้าที่ที่รัฐบาล หรือแม้กระทั่งฝ่ายค้านต้องร่วมกัน แก้ปัญหา ผมว่าแบบนี้ถึงจะเป็นการเมืองที่สร้างสรรค์ แล้วก็ประชาชนจะได้ประโยชน์ครับ
เอาละครับ เชิญต่อเลยครับ ไม่ต้องแล้วครับ เชิญต่อนะครับ พอแล้วครับ
ก็ด้วยความยินดีครับท่านประธาน ผมอยากจะให้รัฐบาลส่งรัฐมนตรีไป คือไม่ใช่ว่ามาพูดแต่ในสภาครับท่านประธาน รัฐมนตรีต้องไป ไม่ใช่เชิญแกนนํามาที่ทําเนียบรัฐบาล ไปในพื้นที่เลย เขารออยู่ คนเป็นหมื่น เขารออยู่
เดี๋ยวครับ ท่านเทพไทครับ นี่ผมอุตส่าห์ใจดีนะครับที่ให้ทั้ง ๒ ฝ่ายได้รายงานสถานการณ์ความเป็นจริงเป็นอย่างไร เพื่อพี่น้องชาวสวนยางพาราจะได้รับทราบนะครับ เชิญท่านว่าต่อเลยครับ
เข้าใจครับท่านประธาน ท่านประธาน ใจดี ไม่ใจดีท่านจะให้จําเลยขึ้นมาแถลงการณ์ได้อย่างไรครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน ผมต้องเรียนกับท่านประธานนะครับว่าในมาตรา ๓ ผมตั้งใจที่จะตัดทั้งหมด ด้วยซ้ําไปครับ แต่ว่าด้วยข้อจํากัดในเรื่องข้อบังคับของการประชุมรัฐสภาผมก็จําเป็นที่ จะต้องไปแปรญัตติในส่วนอื่นซึ่งไม่ให้ขัดกับหลักการของกฎหมาย ใจจริงผมอยากจะเรียน ครับท่านประธาน ถ้าหากว่ารายละเอียดที่มาและจํานวนวุฒิสมาชิกเหมือนกับในมาตรา ๓ โดยมาจากการเลือกตั้งทางตรง ที่มาเดียวกับ ส.ส. ผมเรียนกับท่านประธานอย่าง ตรงไปตรงมาเลย ผมเองผมว่าไม่ควรจะมีวุฒิสมาชิกด้วยซ้ําไป ควรไปเพิ่ม ส.ส. ให้มากขึ้น หรือไม่ก็ถ้าจะเป็นวุฒิสมาชิกก็เป็นวุฒิสมาชิกสังกัดพรรคการเมืองกันไปเลย มันจะได้จบ มันจะได้ชัดเจนครับ ไม่ต้องมาเป็นอีแอบอยู่อย่างนี้ แต่ว่าเสียดายครับ มันติดกับข้อบังคับผม ไม่สามารถที่จะแปรญัตติส่วนนี้ได้ แต่เพียงแต่อยากจะเรียนกับท่านประธานว่าความตั้งใจ ของผมนี่ผมไม่เห็นด้วยกับวุฒิสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งและมาจากฐานเดียวกับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มันรังแต่ที่จะเสียเวลา เสียเงิน เสียงบประมาณของราชการทั้งสิ้นครับ แต่ว่าในส่วนที่ผมแก้ไขนะครับ ท่านประธานครับ ในวรรคสาม ในกรณีที่มีเหตุการณ์ใด ๆ ทําให้วุฒิสมาชิกไม่ครบจํานวนตามวรรคหนึ่ง แต่มีจํานวนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๙๕ ของสมาชิก วุฒิสภาทั้งหมด ให้ถือวุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกดังกล่าว แต่ต้องมีการเลือกตั้งให้ได้ สมาชิกวุฒิสภาครบจํานวนตามวรรคหนึ่ง ซึ่งร่างเดิมบอกว่าภายใน ๑๘๐ วัน นับตั้งแต่วันที่ มีเหตุการณ์ดังกล่าว และให้สมาชิกวุฒิสภาเข้ามานั้นอยู่ในตําแหน่งเท่าที่ เท่าวาระของ วุฒิสภาที่เหลืออยู่ ผมขอตัด คําว่า ภายใน ๑๘๐ วัน นับตั้งแต่วันที่มีเหตุการณ์นั้น ความหมายว่าอย่างไรครับ ท่านประธานครับ ความหมายก็คือว่ามีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาให้ได้ร้อยละ ๙๕ ถ้าหากว่า ใน ๑๐๐ ที่เหลืออีก ๕ เปอร์เซ็นต์มีข้อร้องเรียนหรือมีเหตุผลใดก็ตามที่ไม่สามารถเลือกตั้ง ให้ได้ ประกาศได้ คณะกรรมการการเลือกตั้งจะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งให้ครบภายใน ๑๘๐ วัน ที่ผมตัดมาตรานี้ออกไปเพราะผมเกรงว่ามันจะกลายเป็นเงื่อนไขที่บีบบังคับให้ กกต. ลุกลี้ลุกลนหรือรวบรัดเร่งรัดที่จะให้มีการเลือกตั้งให้ครบตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่บังคับไว้ ผมเลยตัดวรรคนี้ออกไป ข้อความนี้ออกไปก็เพราะว่าเป็นการเปิดกว้างให้ คณะกรรมการการเลือกตั้งสามารถเลือกสมาชิกวุฒิสภาได้ต่อไปเรื่อย ๆ เพราะผมเชื่อว่า กฎหมายบังคับว่า ถ้าวุฒิสภามีจํานวนร้อยละ ๙๕ ก็สามารถที่จะเปิดประชุมหรือดําเนินการ ได้แล้ว เหลืออีก ๕ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ท่านประธานครับ ผมเกรงว่าถ้าหากว่ากฎหมาย รัฐธรรมนูญเขียนบังคับเช่นนี้ และในส่วน ๕ เปอร์เซ็นต์ มีการทุจริตการเลือกตั้งหรือกระทํา ผิดกฎหมายเลือกตั้ง กกต. ก็จะอธิบายหรือให้เหตุผลว่ามันเป็นข้อบังคับของกฎหมาย รัฐธรรมนูญ จําเป็นจะต้องปล่อยผีเข้าสภา เข้าวุฒิสภาไป ท่านประธานก็จะเห็นนะครับ ที่ผ่านมานี้มีการทุจริตกันมาก แล้วนักเลือกตั้งทั้งหลายนี้พูดกันเป็นเสียงเดียวเลย มีทัศนคติ เหมือนกันเลยว่าอย่างไรก็ตามขอให้ชนะเลือกตั้งไว้ก่อน เพราะชนะเลือกตั้งแล้ว มีสิทธิสู้คดี มีสิทธิวิ่งเต้น มีสิทธิทําให้พ้นจากข้อกล่าวหาได้ แต่ถ้าแพ้การเลือกตั้ง หมดสิทธิที่จะอุทธรณ์ หมดสิทธิที่จะวิ่งคดี หมดสิทธิที่จะทําทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะฉะนั้นจะมีนักเลือกตั้งจํานวนหนึ่ง ทําทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะโดยไม่ได้คํานึงถึงว่าชัยชนะนั้นมาด้วยที่ถูกต้อง หรือชอบธรรมตามกฎหมายหรือไม่ ถ้าบทบัญญัติกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๑ นี้ เขียนในลักษณะเช่นนี้ครับ ท่านประธานครับ ก็จะมีนักเลือกตั้งบางคน บางส่วน บางกลุ่ม ก็จะทําทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองเข้ามาเป็นวุฒิสมาชิก และเมื่อเลือกกันไปอีกก็มีการกระทําผิด กฎหมายอีก แล้วในที่สุดบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่บอกว่าต้องจัดเลือกตั้งให้ครบภายใน ๑๘๐ วัน ก็จะมีการรับรองล่วงหน้า รับรองไปก่อน แล้วก็มาสอยทีหลังครับ ซึ่งในระยะหลัง ๆ นี้ ท่านประธานครับ จะเห็นได้บ่อยครับว่ามีการกระทําผิดกฎหมายมากขึ้น แล้วก็ กกต. ก็ไม่สามารถที่จะให้ใบเหลือง ใบแดงได้ครับ ไม่ว่าการเลือกตั้ง ส.ส. หรือ ส.ว. ก็ตาม ท่านประธานก็เห็นอยู่ครับ ซึ่งผิดกับการเลือกตั้งในสมาชิกวุฒิสภาปี ๒๕๔๓ ที่มีคณะกรรมการการเลือกตั้งในชุดนั้นภายใต้การนําของคุณสวัสดิ์ โชติพานิช ขอประทานโทษ ที่เอ่ยนาม ชุดนั้นท่านประธานจะเห็นนะครับ ถ้าหากว่ามีการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกทําผิด กฎหมายนี้ก็จะให้ทั้งใบเหลือง ใบแดงนี้ตลอดเวลา โดยไม่กําหนดด้วยว่าให้กี่ครั้ง ถ้าท่านประธานจําได้จะเห็นว่าจังหวัดอุบลราชธานี ผมจําไม่ผิดนะครับ มีการเลือกตั้ง วุฒิสมาชิกถึง ๖ ครั้งครับ คือถ้าหากว่ากระทําผิดกฎหมายก็ไม่ละเลยที่จะให้ใบเหลือง ใบแดง ลงโทษทันที จัดการทันที ชักใบเหลือง ชักใบแดงทันทีครับ แต่หลังสุดท่านประธาน เห็นไหมครับ การเลือกตั้งล่าสุดที่ผ่านมาไม่ว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถึงเทียบเคียงกันได้ครับ มีการกระทําผิดกฎหมายอย่างชัด กกต. ไม่กล้าที่จะให้ใบเหลือง ใบแดง ไม่กล้าที่จะวินิจฉัยก่อนการเลือกตั้งหรือหลังการเลือกตั้งภายใน ๓๐ วัน ปล่อยให้ เรื่องนี้ยาวละเลยมาจนถึงภายใน ๓๐ วัน แล้วก็รับรองสมาชิกภาพ แล้วก็ไปสอยภายหลัง ๑ ปี ความเสียหายเกิดขึ้นไหมครับท่านประธาน เกิดขึ้นครับ เกิดขึ้นเพราะอะไร เพราะเรา ปล่อยให้คนชั่วเข้ามาอยู่ในสภา แล้วในที่สุดคนชั่วเหล่านั้นก็เข้ามาเยอะ ๆ มันก็มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอํานาจทางการเมือง ก็เข้ามาแล้วก็ยกมือสนับสนุนให้ฝ่ายของตัวเองเป็นฝ่ายบริหารเป็นรัฐบาลไป สมมุตินะครับท่านประธาน ถ้าหากว่าการเลือกตั้งทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ที่ผมจะเทียบเคียงมันมี คะแนนของพรรคการเมืองที่แข่งขันกันโดยคะแนนสัดส่วนที่ห่างกันสูสีกัน และเรามีกฎหมาย แบบนี้ครับท่านประธาน ปล่อยผีเข้าสภาโดยไปสอยภายใน ๑ ปีหลังจากเลือกตั้งไปแล้ว มันมีผลครับ พรรคการเมืองบางพรรคที่มีทุนหนา มีเจ้าของพรรคมีเงินเยอะก็จะใช้ลงทุน แบบนี้ครับ ให้ ส.ส. ให้สมาชิกของตัวเองซื้อเสียง แล้วก็เข้ามา แล้วก็เข้ามานั่งในสภาแล้วก็ ยกมือให้แกนนําพรรคตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นรัฐบาล กกต. จะไปสอยภายใน ๑ ปี ก็สอยไป ไม่มีประโยชน์เพราะได้อํานาจรัฐไปแล้ว แล้วเวลาไปเลือกตั้งซ่อมก็ได้เปรียบ เพราะตัวเองคุมอํานาจรัฐครับ เช่นเดียวกันครับท่านประธานครับ ส.ว. ในบทนี้ ผมเชื่อว่า ถ้าเขียนกฎหมายกว้างแบบนี้ แน่นอนครับ นักเลือกตั้งที่จะเป็น ส.ว. จะฉวยโอกาสทันที เลยครับ ผมเลยเขียนให้มันเปิดกว้างขนาดนี้เพราะว่าอะไร เพราะไม่มีข้อจํากัดให้มันเลือก ไปเลยครับท่านประธาน เลือกทุจริต โกง ซื้อ ให้ใบเหลืองไป เลือกใหม่ให้มันซื้อ ให้ใบเหลืองไป เลือกสัก ๑๐๐ ครั้ง และพิสูจน์ให้มันดูสิครับว่ามันมีเงินจะซื้อถึง ๑๐๐ ครั้ง หรือเปล่า ให้มันเจ๊งไปสักข้างหนึ่งครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นเราอย่าไปสนับสนุนหรือจะ ไปช่วยเหลือคนที่ทุจริตการเลือกตั้งซื้อเสียงครับท่านประธานครับ ใครซื้อได้ซื้อเอาก็ซื้อไป กกต. ให้ใบเหลือง ใบแดงได้ก็ให้ไปครับ แล้วแข่งกันระหว่างคนให้ใบแดงกับคนที่ซื้อเสียง อันไหนมันจะแพ้ อันไหนมันจะตายก่อนกันครับ กกต. มันไม่ได้ลงทุนอะไรหรอกครับ ให้แต่ ใบเหลือง ใบแดง ให้แต่อํานาจ แต่คนไปสมัครรับเลือกตั้งที่ทุจริตการเลือกตั้ง พวกนี้ละครับ ต้องลงทุนครับ ก็ต้องเอาให้เข็ดครับ ผมจึงจําเป็นต้องตัดวรรคนี้ออกไปในมาตรา ๑๑๑ ครับ
ส่วนมาตรา ๑๑๒ ที่ท่านประธานบอกว่า ผมสามารถที่จะอภิปรายไป ในคราวเดียวกันได้ มาตรา ๑๒ เรื่องการเลือกตั้งวุฒิสมาชิก ซึ่งร่างเดิมให้ใช้จังหวัดเป็นเขต เลือกตั้งครับ นั่นก็หมายความว่าแต่ละจังหวัดก็สามารถที่จะเลือกตั้งวุฒิสมาชิกได้ตามที่ กฎหมายกําหนด ผมเองต้องเรียนกับท่านประธานว่า ผมได้พิจารณาแล้วว่าเมื่อใช้ เขตเลือกตั้งเป็นเขตจังหวัด มันก็ยุติธรรมดีสําหรับในจังหวัดต่าง ๆ แต่ว่าสิ่งที่ผมแปรญัตติ ก็คือว่าผมมีความเห็นว่า ในจังหวัดที่เป็นระดับจังหวัดเล็กตามภูมิภาคต่าง ๆ อาจจะไม่มี ผลกระทบต่อผลการเลือกตั้ง ต่อที่มาของวุฒิสมาชิกครับ ผมเลยแปรญัตติเพียงจังหวัดเดียว นั่นก็คือว่าการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาให้ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ยกเว้นกรุงเทพมหานคร ให้มี ๓ เขต โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาลงคะแนนเลือกตั้งได้ ๑ คน วรรคนี้ที่ผม เพิ่มเติมไปก็คือว่า ผมเห็นว่ากรุงเทพมหานครเป็นการปกครองรูปแบบพิเศษที่มีพื้นที่ ใหญ่ครับ มีประชากรจํานวนมาก มีผู้ที่สามารถเป็นวุฒิสมาชิกได้ถึง ๑๘ คน ถ้าหากว่าเราจะ ให้กรุงเทพมหานครเป็นเขตเลือกตั้งเดียวแล้วก็มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาได้ ๑๘ คน ผมเกรงว่าคุณภาพของวุฒิสภาคนที่ได้คนที่ ๑๗ คนที่ ๑๘ ท่านประธานครับ มันจะมาจาก ฐานประชาชนที่ยอมรับในวุฒิสมาชิกบุคคลนั้น ๆ ต่ําครับ ท่านประธานก็เห็นในอดีตที่ผ่านมา ที่เราใช้กรุงเทพมหานครเป็นเขตเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเขตเดียว คนที่ได้ลําดับที่ ๑๘ ลําดับที่ ๑๙ ได้รับคะแนนเสียงแค่ ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ คะแนน ซึ่งน้อยนิดมากครับ ท่านประธานครับ ซึ่งผมเห็นว่าถ้าเป็นแบบนี้เราก็ควรที่จะแก้ไขให้มันสอดคล้องและใกล้เคียง กับจังหวัดในภูมิภาคที่มันมีสมาชิกวุฒิสภาที่ใหญ่ใกล้เคียงกัน ก็น่าจะแบ่งกรุงเทพมหานครออกเป็น ๓ เขตเลือกตั้ง นั่นก็คือว่าเราจะได้เขตเลือกตั้งละ ๖ คน ได้สมาชิกวุฒิสภา ๖ คน ซึ่งมันอยู่ในลักษณะที่พอเหมาะพอควร เหมาะสม เมื่อเทียบเคียงกับจํานวนสมาชิกวุฒิสภาในจังหวัดต่าง ๆ ในภูมิภาคตั้งแต่ ๑ คน ถึง ๖-๗ คน ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นในข้อนี้ผมเห็นว่าเพื่อประสิทธิภาพ เพื่อเป็นที่ยอมรับของ สมาชิกวุฒิสภาของผู้สมัครในกรุงเทพมหานคร ผมจําเป็นที่จะต้องแก้ให้มันเหลือ ๓ เขต ถ้าหากว่าปล่อยเป็น ๑ เขตแบบเดิม ท่านประธานครับ คนที่มีจัดตั้ง มีมวลชน มีสมาชิก ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ คน แล้วก็สามารถบล็อก (Block) โหวตได้นี่มีสิทธิที่จะเป็นสมาชิกวุฒิสภา ค่อนข้างจะชัดเจนครับ ที่ผ่านมาท่านประธานก็เห็นครับ บุคคลบางคนได้รับการสนับสนุน จากลัทธิบางลัทธิที่มีกลุ่มคนจํานวน ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ คน เขาก็สามารถที่จะเข้ามานั่ง ในวุฒิสภาได้ บางคนที่เป็นนักกิจกรรมในรูปแบบต่าง ๆ กลุ่มเล็ก ๆ ก็สามารถที่จะเข้ามาเป็น วุฒิสมาชิกในสัดส่วนในเขตกรุงเทพมหานครได้ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่า เพื่อประสิทธิภาพของ ส.ว. กรุงเทพมหานคร ผมเลยแก้เป็น ๓ เขตในกรุงเทพมหานคร ส่วนวรรคสามที่เดิมบอกว่า เพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ให้ผู้สมัครรับ เลือกตั้งสามารถหาเสียงเลือกตั้งได้ก็แต่เฉพาะเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของวุฒิสภา ผมก็แก้ครับ ท่านประธาน ผมก็ตัดคําว่า หาเสียงเลือกตั้ง ให้กลับเป็น แนะนําตัว แล้วก็เพิ่มเติมไปว่า เกี่ยวกับประวัติส่วนตัวและการปฏิบัติหน้าที่ในวุฒิสภาครับ ถามว่าทําไมผมต้องตัดคําว่า หาเสียงเลือกตั้งออกไป ผมไม่อยากจะให้วุฒิสมาชิกเป็นเหมือนกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่มีการหาเสียง มีรถแห่ มีการปราศรัย ทําทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้วุฒิสมาชิกก็จะหนี ไม่พ้นการสนับสนุนของกลุ่มทุน ของพรรคการเมือง ของกลุ่มการเมืองครับ เพราะการเปิดกว้าง ให้ผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาหาเสียงได้มันเป็นการเปิดประตูให้กลุ่มทุนเข้ามาสนับสนุนให้มี การใช้เงิน ให้มีการกระทําผิดกฎหมายมากยิ่งขึ้น เมื่อเราต้องการเจตนารมณ์ให้สมาชิกวุฒิสภา มาจากบุคคลที่มีชื่อเสียง เป็นกลาง เป็นที่ยอมรับของพี่น้องประชาชนให้มันสมกับฐานะของ สมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นสภาสูง ผมคิดว่าคนที่จะมาสมัครสมาชิกวุฒิสภาไม่จําเป็นต้องหาเสียง อะไรมากหรอกครับ แค่แนะนําตัว แนวความคิดของตัวเองต่อพี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชน ก็สามารถที่จะพิจารณาได้ว่าคนเหล่านั้นสามารถที่จะมาทําหน้าที่ในสมาชิกวุฒิสภาได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่าในข้อนี้ผมไม่ได้ปิดกั้นการที่จะไปขอคะแนน หาคะแนน หาความนิยมจากพี่น้องประชาชนนะครับ เพียงแต่ว่ารูปแบบผมอยากจะให้ มันเป็นการแนะนําตัวกับพี่น้องประชาชนมากกว่าการใช้รูปแบบการหาเสียงแบบนักการเมือง ทั่วไปมากกว่าครับ แล้วก็เพิ่มในส่วนที่เกี่ยวกับประวัติส่วนตัวและการปฏิบัติหน้าที่ ของวุฒิสภา เพราะผมเกรงว่าถ้าหากว่ามีการแนะนําตัวแล้วเราไม่เพิ่มในส่วนของประวัติ ส่วนตัว หรือหน้าที่การงาน หรือเกียรติประวัติที่ผ่านมาว่าคนเหล่านี้เคยผ่านงานอะไรมาบ้าง มีเกียรติประวัติพอที่จะเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้หรือไม่ ผมก็เกรงว่าเดี๋ยวจะทําให้พี่น้อง ประชาชนไม่รู้จักกับผู้สมัครนั้น ๆ เมื่อเราปิดกั้นการหาเสียงแบบนักการเมือง แบบสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรได้แล้ว เพราะฉะนั้นผมต้องเรียนกับท่านประธานว่าในมาตรานี้ผมก็ตัดคําว่า หาเสียงเลือกตั้ง เป็นแนะนําตัวเกี่ยวกับประวัติส่วนตัวครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้ เป็นเหตุผลที่ผมคิดว่า ผมต้องการที่จะเห็นสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้ที่มาจาก การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ มาจากศรัทธาของพี่น้องประชาชนจริง ๆ และเชื่อว่าเมื่อเราได้ ผู้บริสุทธิ์ เราได้คนดีเข้าสภาแล้วคนดีก็จะทําหน้าที่พิทักษ์ผลประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชน โดยสุจริตได้ครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ
ท่านเทพไทครับ ขออนุญาต ชมเชยได้ไหมครับ ท่านอภิปรายตรงตามข้อบังคับการประชุมเลยครับ ขอบคุณมากครับ เป็นตัวอย่างที่ดีนะครับ เชิญท่านชาดาครับ
เรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของชาวจังหวัดอุทัยธานี พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะของสมาชิกรัฐสภา เรียนท่านประธานว่า ผมได้ขอแปรญัตติในมาตรานี้ ก็จะขอท่านประธานพูดทั้งมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ ควบกันไป กราบเรียนว่าวันนี้ผมเองเห็นด้วยกับสมาชิกวุฒิสภาที่จะมาจากการเลือกตั้ง เพราะว่าผมเชื่อว่าหลายท่านก็เห็นด้วย เพราะว่าอะไรครับ วันนี้เราคงเบื่อคนที่มาจาก ส่วนกลางแล้วมาคิดแทน อะไรที่ส่งมาจากส่วนกลางไปคิดแทนชาวบ้านหมด มันทําให้ปัญหา ประเทศไทยไม่ค่อยจบ แล้วที่สําคัญเขาบอกว่าระหว่างหลักของประชาธิปไตยกับเผด็จการ มันดีอย่างไร มันดีกว่ากันอย่างไร ประชาธิปไตยเขาบอกว่าเลวน้อยกว่า เผด็จการเลวมากกว่า แต่ผมว่ามันดีกว่ากันตรงที่ว่าในระบบของการปกครองระบอบประชาธิปไตยมีการเลือกตั้ง เมื่อใดที่มีการเลือกตั้ง นักการเมืองหรือผู้ที่จะต้องเลือกตั้งจะต้องลงไปพบพี่น้องประชาชน ในเขตพื้นที่ไม่ว่าจะการหาเสียงในรูปแบบใด หาเสียงได้หรือไม่ได้ จะไปแนะนําตัว อะไรก็ตาม นั่นคือสิ่งที่เขาจะต้องไปเห็นปัญหา ไปเห็นสภาพต่าง ๆ ของพี่น้องประชาชน เขาจึงจะสามารถรู้สภาพ รู้ปัญหา แล้วก็แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ตรงประเด็น แล้วก็ตรงกับ ความเป็นจริงมากที่สุด แต่วันนี้เราหลายท่านมองอยู่เรื่องที่ว่า มาจากการเลือกตั้งหรือไม่มา หรือมาจากการสรรหา ผมว่าประเด็นนี้ละครับที่จะทําให้ปัญหามันเกิดขึ้น เพราะเรา ลืมมองไปว่าเรื่องของจํานวนลืมมองในข้อด้อยของความต้องการของหลายคนว่า ข้อด้อย อะไรเป็นอะไร ข้อด้อยของการเลือก ให้ประชาชนเลือกกับข้อด้อยของการสรรหามีอะไรบ้าง ทําให้เรามองข้ามประเด็นนั้น แล้วแม้แต่จํานวนผมเองได้ขอแปรญัตติไว้ว่าให้สมาชิกวุฒิสภา มาจากการเลือกตั้ง จํานวน ๑๕๔ ท่าน คือใช้จังหวัดละ ๒ คนเป็นตัวตั้ง เหตุผลก็คือว่า การที่ใช้ในระบบประชาชนเป็นฐาน ๓๐๐,๐๐๐ เสียงต่อสมาชิกวุฒิสภา๑ ท่าน ผมว่า วันข้างหน้า ผมอยากจะพูดตรงนี้และจําไว้ได้เลยครับ แล้วบันทึกไว้ได้เลยว่า วันข้างหน้า จะเกิดปัญหากับประเทศนี้บ้านเมืองนี้ และหลาย ๆ จังหวัด ก็คืออํานาจมันจะเป็น ๒ ชั้น สมาชิกวุฒิสภา ๓๐๐,๐๐๐ คน กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๑๕๐,๐๐๐ คน ถามว่ามาจาก ระบบการเลือกตั้งเหมือนกัน ถ้ายิ่งไปอยู่คนละพรรคหรือคนละพวก กลไกของวุฒิสมาชิก ก็มีคณะกรรมาธิการต่าง ๆ อย่าบอกว่าท่านไปเป็นสภาพี่เลี้ยง ท่านไม่ลงมายุ่งข้างล่าง แต่ในหลักความเป็นจริงมันไม่ใช่ การที่จะเป็นสภาพี่เลี้ยงหรือสภาระดับสูง ต้องมาจาก ตัวแทนจังหวัด จังหวัดละ ๒ คน ไม่มีจังหวัดใหญ่ไม่มีจังหวัดเล็ก แต่ใช้จังหวัดเป็น เขตเลือกตั้ง หรือถ้าท่านจะเอา ๒๐๐ คน ก็ให้หารเป็นจังหวัด เพราะว่านี่คือตัวแทน ผมบอกว่า อย่าไปชี้นําประชาชน อย่าไปบอกว่าประชาชนเลือกไม่เป็น เดี๋ยวอย่างโน้นนะ ต้องมีการสรรหา ให้ตรงกับสายอาชีพ อย่าดูถูกประชาชน ประชาชนเลือกเป็นครับ แต่เราต้องวางระบบ การเลือกให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อให้ท่านเลือกถูกและรู้วิธีการเลือก การใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งนั้นจะมีผลต่อการเลือกตัวแทนของกลุ่มชนได้ชัดเจนมากที่สุด อันนี้เป็นเรื่องที่ผมอยากจะฝากไว้ แล้ววันข้างหน้าจะเกิดปัญหาอีกหลายประการกับ บ้านเมืองนี้ ผมอยากให้คณะกรรมาธิการได้มองประเด็นนี้ให้มาก ๆ เรามัวแต่พูดกันว่าเลือก หรือว่าแต่งตั้ง ระบบการแต่งตั้งควรจะหมดไปจากประเทศนี้ได้แล้ว เพราะคนที่ได้รับ การแต่งตั้งไม่รู้หรอกครับ วันนี้บ้านเมืองนี้ยุ่งเพราะนักวิชาการครับ ยุ่งเพราะนักวิชาการครับ ไม่ได้ยุ่งเพราะใคร ยุ่งเพราะพวกที่ไปเรียนต่างประเทศ มีความรู้สูงส่งแต่ไม่เอาความ เดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ไม่เอาปัญหาความเป็นไทย ๆ ของไทยมาแก้ เราพยายามที่จะ มีกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับอเมริโกย สหรัฐอเมริกาและยุโรปสแกนดิเนเวียผสมกันไปทั่วหมด แต่เราลืมความเป็นไทย เราลืมพฤติกรรมของคนไทย เราลืมนิสัยคนไทย และเราลืมความ เป็นอยู่อย่างไทย ๆ เดี๋ยวนี้ท่านสังเกตได้ครับ ชนชั้นสูงจะพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง อังกฤษคํา ไทยคํา เดี๋ยวนี้ไปไหนยังดีนะครับ มีแอพพลิเคชั่น (Application) ที่แปลภาษาได้ ไม่อย่างนั้นปวดหัว ผมเรียนด้วยความเคารพว่า แต่ปัญหาบ้านนี้เมืองนี้จะไม่ได้รับการแก้ไข แต่เชื่อว่าในอนาคต ฐานจากประชาชน ๓๐๐,๐๐๐ คน จัด ๑๕๐,๐๐๐ คน จะมีปัญหาไขว่กัน แล้วถ้าใช้ระบบ จังหวัดจะไม่มีอํานาจแทรกซ้อนมาจากพรรคการเมือง จะไม่มีอํานาจแทรกซ้อนจาก ส.ส. ที่จะไปสนับสนุน ส.ว. ได้ เพราะว่าการเลือกทั้งจังหวัด ถ้าวันนี้ ส.ว. ยังมีจํานวนฐาน ประชาชนน้อยกว่านายก อบจ. มันก็ยิ่งน่าเศร้า วันนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจาก ๑๕๐,๐๐๐ คน ก็ถือว่าบางที่น้อยกว่านายกเทศมนตรีก็ว่าได้ หรือว่าน้อยกว่านายกองค์การ บริหารส่วนจังหวัดแน่นอน เรียนด้วยความเคารพ แต่ ส.ว. นั้นต้องดูในภาพรวมทั้งจังหวัด และเป็นตัวแทนของจังหวัดนั้น ๆ เพื่อจังหวัดอุทัยธานีก็จะเลือกตัวแทนในฐานะที่จะมา อยู่ในสภาสูงอีกแบบหนึ่ง จังหวัดเชียงใหม่ก็จะเลือกอีกแบบหนึ่ง แต่ถ้าแยกเป็นพื้นที่เขต ๓๐๐,๐๐๐ คน ไม่ใช่การบ่งชี้ เป็นตัวแทนของกลุ่มชนนั้นโดยตรง หรือว่าจังหวัดนั้นโดยตรง แต่ถ้าใช้พื้นที่เขตจังหวัดไปเลือกตั้ง จะจํานวนเท่าไรผมไม่เกี่ยง ผมบอกได้เลย และปัญหา อํานาจทับซ้อนการทํางาน คิดหรือครับว่าประชาชนจะไม่ไปร้องเรียนสมาชิกวุฒิสภา ในเรื่องของความเดือดร้อน เพราะประชาชนถือว่าผู้ที่เขาเลือกตั้งคือผู้ที่เขาต้องได้รับ การแก้ปัญหาให้เขา มันจะเกิดการไขว่ วันนี้อํานาจของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้หนีห่างไปจากหน้าที่ของนายก องค์การบริหารส่วนจังหวัดเลย วันนี้ถนนไปไม่ได้ ถนนไม่ดีก็ร้องผู้แทนราษฎร ถ้าพูดกันจริง ๆ หน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นในเรื่องของการออกกฎหมาย ปัญหาคือมันก็ไม่ไป ทับซ้อนกันอยู่ทุกวันนี้ ทําให้พี่น้องประชาชนไม่เข้าใจการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรได้อย่างชัดเจน ตรงนี้ผมอยากจะให้มอง วันนี้มันทับซ้อนกันอยู่แล้ว แต่วันข้างหน้ามันจะเป็นการทับซ้อนอีกฝ่ายหนึ่ง อํานาจจะเป็น ๒ ชั้น การทํางานจะเป็น การทับซ้อนที่ไม่รู้ว่าหน้าที่ใครเป็นหน้าที่ใคร ไม่ใช่ประชาชนผิดครับ พวกเรานี่แหละผิด เพราะเราวางกลไกไว้ไม่ได้ พี่น้องประชาชนนั้นอย่าไปดูถูกว่าพี่น้องประชาชนจะเลือกคน ไม่เป็น ท่านเลือกเป็นครับ มันอยู่ที่พวกเราวางกลไกในการเลือกตั้ง วางกลไกในการบริหาร บ้านเมืองอย่างไร ภายใต้การตัดสินใจของพี่น้องประชาชน ก็กราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพ นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าวันข้างหน้าจะมีปัญหาแน่นอนกับประเทศของเรา เพราะว่าเรามองข้ามประเด็นที่สําคัญไปครับ นี่คือความเห็นที่ผมคิดว่าอยากจะให้ฟังไว้ ถ้าวันหนึ่งเกิดปัญหาขึ้นมาก็จะกลายเป็นว่าขอให้รับผิดชอบกันไว้ด้วยว่าเป็นความคิดจาก พวกเรานะครับ แล้วผมเชื่อว่าปัญหาทับซ้อนแน่นอน กราบเรียนด้วยความเคารพครับ
อาจารย์สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ อาจารย์ต้องใช้สิทธิอภิปรายที่คณะกรรมาธิการขอแก้ไขก็คือ มาตรา ๑๑๒ นะครับ แล้วก็ ต่อด้วยอาจารย์บุญเลิศ แล้วกลับมาที่ท่านคํานูญ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุมล สุตะวิริยะวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ ดิฉันไม่ได้แปรญัตติร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในฉบับนี้แม้แต่มาตราเดียว ด้วยเหตุที่ดิฉันไม่ได้แปรญัตติ ก็เพราะไม่ต้องการให้มีการแก้ไขที่เป็นผลประโยชน์ทับซ้อน จึงไม่ได้แตะต้องกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่เมื่อคณะกรรมาธิการได้มีการแก้ไขในมาตรา ๑๑๒ ดิฉันจึงขอแสดง ความคิดเห็นร่วมด้วยว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันหรือฉบับ พ.ศ. ๒๕๕๐ นั้น ในมิติ ของวุฒิสภาดิฉันถือว่าเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด เพราะเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับ แรกที่ได้กําหนดให้สมาชิกวุฒิสภามี ๒ แบบ หรือ ๒ ประเภท นั่นก็คือมีสมาชิกวุฒิสภาแบบ เลือกตั้ง แล้วก็แบบสรรหา แต่สมาชิกรัฐสภาแห่งรัฐสภาแห่งนี้ตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ที่ดิฉันได้เข้า มาเป็นสมาชิกวุฒิสภานั้น ไม่ว่ารัฐบาลใด ๆ เพียรที่จะแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยคิดว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นเป็นฉบับที่เป็นยาแรงต้องแก้ไข ได้มาโดยมิถูกต้องอะไร ก็แล้วแต่ ที่จะพึงกล่าวหาถึงว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญได้มาโดยมิชอบ ไม่ใช่มาจากประชาชน ผิดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ทํานองอย่างนั้น ดิฉันมาจากการเลือกตั้ง ในครั้งแรกพูด ตรง ๆ แบบคนเมืองเพชรว่าไม่ชอบให้มี ส.ว. สรรหาเลย เพราะเห็นว่า ส.ว. สรรหานั้นไม่ได้ เหนื่อยยากเลย ไม่ต้องลงทุนในการหาเสียง ไม่เหมือน ส.ว. เลือกตั้งต้องเดินทั้งจังหวัด ดิฉัน ตั้งใจเลยว่าเข้ามาในสภาจะมาแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่ให้มี ส.ว. สรรหา นี่คือความจริง จากใจของดิฉันเมื่อปี ๒๕๕๑ แต่ท่านประธานที่เคารพ ท่านเชื่อหรือไม่ว่าวันแรกที่ดิฉัน เข้ามาในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ที่ใคร ๆ ก็อยากเข้ามา ดิฉันได้พบ ส.ว. สรรหาหลายท่าน ในปี ๒๕๕๑ บอกได้เลยดิฉันประทับใจ แล้วก็คิดทันทีอยากกลับไปบ้านไปออก วิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดเพชรบุรี ว่าคําพูดที่ดิฉันได้พูดไปเมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ที่เลือกตั้งได้นั้นต้องเปลี่ยนแล้ว เพราะดิฉันมาพบ ส.ว. สรรหาที่ล้วนแต่ ทรงคุณวุฒิมีความรู้หลายด้าน สิ่งสําคัญที่ดิฉันหมายมาดในการมาเป็นสมาชิกวุฒิสภา นั่นก็คือมีความเป็นกลาง หลายคนอาจจะบอกว่าความเป็นกลางนั้นมันวัดไม่ได้ มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ แต่ดิฉันว่าทําได้ถ้าเราเป็นสมาชิกวุฒิสภาอย่างเนื้อแท้มีจุดยืนเป็นของตนเอง ผิดเป็นผิด ถูกเป็นถูก ย่อมทําได้ ดิฉันจึงเห็นว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ นี้ ควรมี สมาชิก ๒ แบบ หรือ ๒ ประเภท ดั่งที่กฎหมายรัฐธรรมนูญได้กําหนดไว้มันจึงจะเป็นสภาที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง ตลอดเกือบ ๖ ปี บัดนี้ ๕ ปีครึ่ง ดิฉันทํางานในวุฒิสภาร่วมกับสมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหา ดิฉันได้เห็น ความเอาใจใส่ ความขยันขันแข็ง ภูมิรู้อีกมากมายในการที่ท่านแปรญัตติ ในการที่ ท่านอภิปราย เยอะมากประทับใจ แต่วันนี้คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้แก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดไม่ว่าจะ ๑๕๐ คน หรือ ๒๐๐ คน สําหรับ ดิฉันไม่มีความหมายเหมือนที่เพื่อนสมาชิกรัฐสภาหลายท่านบอกว่า ถ้าอย่างนั้นก็ควรมี สภาเดียว ถ้าไม่มี ส.ว. สรรหา สิ้นเปลืองงบประมาณเปล่า ๆ ถ้าเราจะมาเลือก ส.ว. เลือกตั้ง ทั้งหมด ท่านประธานที่เคารพ ดิฉันจึงอยากเสนอแนวทางการได้มาของสมาชิกวุฒิสภาว่า ต้องมี ๒ ประเภทนั้นเป็นอย่างไร ดิฉันเข้าใจว่าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา ที่มาจาก ท่านประมุขขององค์กรอิสระทั้ง ๗ คนนั้นไม่เพียงพอ ได้รับการติฉินนั้น เพราะฉะนั้น เรามาหาทางออก ดิฉันจึงเสนอว่าสมาชิกวุฒิสภามี ๒ ประเภท ประเภทหนึ่งมาจาก การเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คนอย่างที่เป็นอยู่ ๗๗ จังหวัด ก็ ๗๗ คน เหมือนเช่นทุกวันนี้ ๒. สมาชิกวุฒิสภามาจากการสรรหาจากทุกอาชีพในจังหวัดนั้น ๆ โดยให้ทุกอาชีพนั้น เลือกตัวแทนของตนมา ๑ คน เมื่อเราเห็นว่าการเลือกตั้งยึดโยงกับประชาชน ก็ให้ตัวแทน เหล่านั้นเป็นผู้สมัคร แล้วก็ให้ประชาชนไปใช้สิทธิในการเลือกตั้งในจังหวัดนั้น ๆ เลือกมาได้ อีก ๑ คน เป็นจังหวัดละ ๒ คน เพราะฉะนั้นก็จะมี ส.ว. หรือสมาชิกวุฒิสภา ๒ ประเภท ที่มาจากการเลือกตั้งโดยภาพกว้างทั่วไป กับสมาชิกวุฒิสภาที่จํากัดวงให้แคบลง โดยให้ผู้ที่มีคุณวุฒิมีอาชีพมีอะไรก็แล้วแต่ที่เขาเลือกกันมาเองในอาชีพของเขานั้น อีก ๑ ท่าน ได้เข้ามาสู่สภาแห่งนี้เป็นตัวแทนของจังหวัดนั้น ๆ ซึ่งจะเป็นกี่คนไม่ต้องคํานึงถึง ก็ ๗๗ จังหวัด จังหวัดละ ๒ คน ก็ร้อยกว่าคน ไม่มาก ถ้าทําประโยชน์ได้มากมาย ไม่จําเป็นต้องคนมากมาย ไม่จําเป็นต้องมีตัวแทนมากมาย เพราะฉะนั้นสมาชิกวุฒิสภา ทั้ง ๒ ประเภท ซึ่งดิฉันเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกที่ขอเอ่ยนาม คือท่านเทพไทนั้นว่า ไม่ควรหาเสียง สมาชิกวุฒิสภาไม่ควรหาเสียง เพราะไม่อย่างนั้นไปเหมือนสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร ดิฉันตอนที่เลือกตั้งคิดเหมือนกันว่าต้องแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะตอนกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ สมาชิกวุฒิสภามีการเลือกตั้งปี ๒๕๔๓ เป็นครั้งแรก ดิฉันเป็นประธานตรวจสอบการเลือกตั้ง ดิฉันเห็นด้วยที่สมัยกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ สมาชิกวุฒิสภาหาเสียงไม่ได้ ใช้การแนะนําตัวพูดให้ประชาชนรู้ว่าเป็นใคร ต้องการทําอะไร เพราะตอนนั้นใหม่เอี่ยมในปี ๒๕๔๓ นั้น ใหม่เลยที่สมาชิกวุฒิสภาใช้เลือกตั้ง พอมาถึงกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ท่านได้แก้ให้สมาชิกวุฒิสภามีการหาเสียงได้ ดิฉันเห็นว่าไม่ดีเลย เพราะเนื่องจากว่าสมาชิกวุฒิสภาไม่ใช่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การหาเสียงเป็นการใช้เงิน ที่ดิฉันว่ามันมากมายเสียดายเงินจนบอกไม่ถูก ฟุ่มเฟือย แล้วเป็นเรื่องของการก่อให้เกิด การทุจริต มีการซื้อสิทธิขายเสียง ถ้าสมาชิกวุฒิสภาไปแนะนําตัว เดินไปบอกชาวบ้านว่า เป็นใครมาจากไหน คนจังหวัดนั้น ๆ รู้จักอยู่แล้ว เมื่อไม่รู้จักก็แนะนําตัวให้รู้จักว่าเป็นใคร ต้องการอะไร ดิฉันว่าพอแล้วแค่นี้ ไม่ต้องมาขึ้นป้าย ทุกย่างก้าวล้วนแต่ใช้เงินทั้งสิ้นทั้งปวง เสียดายกับเงินทองที่สูญเสียไปในเรื่องอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเห็นด้วยว่าควรที่จะให้เพียงแค่ แนะนําตัวก็พอแล้ว เพราะเราทําหน้าที่อาจจะคนละแบบกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นดิฉันขอสรุปว่าวุฒิสภาควรมีสมาชิก ๒ ประเภท โดยใช้วิธีการเลือกตั้ง เช่นเดียวกับที่ผ่านมา กับใช้วิธีเลือกตั้งแบบใหม่ที่ผ่านการสรรหาจากองค์กรของตัวเอง ทุกเหล่าอาชีพ แล้วก็มาให้ทําการเลือกตั้ง เพราะต้องการยึดโยงกับประชาชน ถ้าทําอย่างนั้นได้ ถ้าคณะกรรมาธิการแก้ไขเป็นอย่างนั้นได้ ดิฉันว่าจะเป็นพระคุณต่อประเทศชาติอย่างมาก แล้วจะทําให้วุฒิสภามีศักดิ์ศรีสมกับคําว่า สภาสูง ขอบพระคุณค่ะ
ท่านสมาชิกครับ ด้วยความเคารพ อย่างยิ่งนะครับ ผมไม่ท้วงเลย เพราะว่าความจริงแล้วอาจารย์ต้องอภิปรายเฉพาะประเด็นที่ กรรมาธิการได้มีการแก้ไข คือวรรคหนึ่ง เขตเลือกตั้ง และวรรคสาม ก็คือวิธีการนับจํานวน ของ ส.ว. เพราะนี่คือข้อบังคับการประชุม ข้อ ๙๙ อาจารย์ครับ ผมอยากจะเห็นอย่างหลายท่าน ๒-๓ ท่านที่เมื่อสักครู่อภิปรายได้ดีมากครับ อาจารย์บุญเลิศครับ ผมขอทําความเข้าใจ อาจารย์บุญเลิศนิดหนึ่งนะครับ เดี๋ยวอาจารย์อภิปรายเพราะเนื่องจากว่าอาจารย์อภิปราย ตัดมาตรา ๓ ออก เวลานี้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือวาระที่หนึ่งรับมาแล้ว มาจาก เลือกตั้ง มาตรา ๑ มาตรา ๒ ก็รับมาแล้ว เพราะฉะนั้นผมก็อยากให้อาจารย์อภิปรายเฉพาะ ประเด็นมาตรา ๓ ที่แก้ไขมาตรา ๑๑๒ ก็คือเขตเลือกตั้งครับอาจารย์ ขอความกรุณา ท่านอาจารย์ ท่านจุฤทธิ์มีอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมมีเรื่องใคร่หารือนิดเดียวครับ เนื่องจากเมื่อสักครู่นี้ผมได้รับโทรศัพท์จากพี่น้องชาวจังหวัดพังงาที่ไปร่วมชุมนุมเรื่องปัญหา ราคาพืชผลการเกษตรตกต่ํา คือราคายางพาราตกต่ํานะครับ
เรื่องที่ ๑ คือชาวบ้านเป็นห่วงว่าจะมีการสลายการชุมนุมหรือเปล่าคืนนี้ ซึ่งมีสมาชิกได้พูดไปแล้วเมื่อสักครู่นี้นะครับ
เรื่องที่ ๒ เรื่องการประกันราคายางพารา ว่าจะขอราคา ๑๐๐ บาทได้หรือไม่ พอดีตอนนี้ผมหันไปเจอท่านนายกรัฐมนตรีครับ อยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีรับปากกับสภา ตอนนี้ครับ ถ้าท่านรับปากก็จะช่วยคลี่คลายปัญหาตรงนี้ไปได้ครับ อยากให้ท่านนายกรัฐมนตรี ขึ้นชี้แจงกับสภานิดหนึ่งครับ ขอบคุณครับ
ท่านจุฤทธิ์ครับ เมื่อสักครู่ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ท่านณัฐวุฒิก็ได้ชี้แจงไปแล้วว่าจะไม่มีการใช้กําลัง ใช้เจรจานะครับ แล้วสําหรับการกําหนดราคาก็ได้มีการประชุมร่วมกัน คือผมไม่อยากให้ใช้ เวทีอันนี้ซึ่งเป็นการแก้รัฐธรรมนูญมาเรื่องของการซักถามหรือว่าตรวจสอบการทํางานของ รัฐบาล เดี๋ยวมันจะไม่จบ ขอความกรุณาเถอะครับ ให้ท่านนายกรัฐมนตรีชี้แจงก็ได้นะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีมาแล้ว เชิญครับ เพื่อความสบายใจของท่านจะได้เข้าใจพร้อมกันนะครับ เชิญครับ
เรียนท่านประธานวุฒิสภาค่ะ ดิฉัน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยค่ะ ก็ขออนุญาตท่านสมาชิก เล็กน้อยนะคะ เพราะว่าทางท่านผู้อภิปรายได้เอ่ยถึงนะคะ ดิฉันเองก็ไม่อยากจะใช้เวลาของ สภาเนื่องจากกําลังพิจารณาในเรื่องของพระราชบัญญัติกันอยู่นะคะ อย่างไรก็ตามก็คงจะขอ อนุญาตให้รับเรื่อง เพราะว่าจริง ๆ แล้วคณะกรรมการก็จะมีคณะกรรมการในการที่จะ พิจารณาอยู่แล้ว ก็เรียนว่าปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนอย่างไรก็ต้องช่วยกัน ดูแลอย่างเต็มที่ อย่างไรจะรับเรื่องนี้ประสานกับทางคณะกรรมการต่อไป ขอบคุณค่ะ
ท่านจุฤทธิ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ผมเรียนว่าจะเป็นประโยชน์กับสภาอย่างไร ท่านประธานครับ
เดี๋ยวท่านจุฤทธิ์ครับ ยังไม่ต้องประท้วงครับ คุณจุฤทธิ์ขอบคุณ ต้องขอบคุณนายกรัฐมนตรีครับ ขอบคุณ นายกรัฐมนตรีไปเลย เพราะท่านรับเรื่องไว้แล้ว เดี๋ยวท่านไม่ต้องห่วงนะครับ
ผมกําลังจะบอกว่าเป็นประโยชน์กับสภาอย่างไรครับ การที่ท่านนายกรัฐมนตรีมาตอบอย่างนี้ แต่ขอคํายืนยันที่ผมถามไปแค่ ๒ คําถามสั้น ๆ นะครับ ๑. มีการสลายการชุมนุมหรือเปล่า คืนนี้ หรือวันต่อไป ๒. ราคาที่ชาวบ้านเรียกร้องครับ ผมไม่พูดถึงท่านณัฐวุฒินะครับ เพราะขอ ๑๒๐ บาท มันไม่ได้ ตอนนี้ขอนายกรัฐมนตรีร้อยเดียวครับ ขอบคุณมากครับ ช่วยตอบหน่อยครับ
ดังนั้นจึงมีคนประท้วงนะครับ เชิญผู้ประท้วงครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงท่านผู้อภิปรายท่านจุฤทธิ์ ขออภัยที่เอ่ยนาม ว่ากระทําผิดตามข้อบังคับข้อ ๔๓ เป็นการอภิปรายที่ไม่อยู่ในประเด็น เราอยู่ในญัตติเรื่อง ของการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ จริง ๆ ตอนนี้ท่านนายกรัฐมนตรีอยู่ในบริเวณรัฐสภาท่าน ก็ได้ให้คําตอบในเบื้องต้นไปแล้ว ถ้าท่านมีข้อสงสัยผมว่าท่านเดิมมาถามดีกว่าครับ ผมว่า จะง่ายกว่านะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ใช้สิทธิในการตอบไปแล้ว ตอนนี้ขอให้ท่าน ประธานได้ดําเนินการพิจารณาต่อครับ
ผมขอวินิจฉัยก่อนครับ อย่าเพิ่งประท้วงครับ ขอวินิจฉัยก่อนครับ ผมบอกตั้งแต่ต้นแล้วว่าวันนี้เราประชุมการแก้ไข กฎหมายรัฐธรรมนูญในวาระที่สอง ผมไม่อยากจะอนุญาตให้นําเรื่องอื่น เรื่องการบริหาร เรื่องปัญหาบ้านเมืองมาพูดในทีนี้นะครับ ก็อุตส่าห์ให้ท่านเทพไทกับท่านณัฐวุฒิได้อธิบาย ให้ประชาชนฟัง ไม่ต้องประท้วงแล้วครับ ท่านจุฤทธิ์มีอะไรท่านถามท่านนายกรัฐมนตรี โดยตรงดีไหมครับ ผมจะได้ให้ท่านอาจารย์บุญเลิศ ไม่อย่างนั้นท่านประท้วงอีก ท่านพิเชษฐ์ ยังยืนอยู่เลยครับ ประท้วงผมเรื่องอะไรครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ผมประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านประธาน ไม่น่าจะเปิดโอกาสตรงนี้เลย เพราะวันพฤหัสบดีก็จะมีการหารือกันอยู่แล้ว จะมีการเสนอ ญัตติอยู่แล้ว เปิดโอกาสให้สร้างสถานการณ์อย่างนี้ออกทีวีได้อย่างไรครับท่านประธาน ไม่ได้นะครับ มันคนละเรื่องกัน ท่านนายกรัฐมนตรีให้เกียรติเข้ามานั่งในสภา ถือโอกาส เขาไม่มาก็เรียกร้องให้มา พอมาแล้วถือโอกาส ถือโอกาสครับท่านประธาน แล้วนายกรัฐมนตรี จะตอบได้อย่างไร มีคณะกรรมการอยู่แล้ว ผมประท้วงท่านประธานนะครับ
ท่านพิเชษฐ์พอได้แล้วครับ ผมก็ยอมรับการประท้วงครับ เชิญนั่งครับ
ท่านอย่า เปิดโอกาสแบบนี้นะครับ ไม่ได้นะครับ
ท่านพิเชษฐ์นั่งเลยนะครับ เพราะฉะนั้นท่านจุฤทธิ์ไม่ต้องแล้วครับ เพราะว่าเวลานี้คําตอบชัดเจน เดิมผมแจ้งว่า วันพฤหัสบดีจะงดประชุมสภาผู้แทนราษฎร แต่วันนี้เปลี่ยนใหม่แล้วครับ ท่านไปตั้ง กระทู้ถามสดถามวันนั้นนะครับ อย่างนี้ไม่ได้ครับ เชิญอาจารย์บุญเลิศครับ เชิญครับ ผมไม่อนุญาตอีกนะครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายบุญเลิศ ไพรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมอยากจะกราบเรียนว่า ก่อนจะลง ในเนื้อหาผมอยากจะกราบเรียนว่านักการเมืองจะต้องเข้าใจเสมอว่าเรามีอํานาจไว้เพื่อ ยังประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติและประชาชน มิได้มีไว้เพื่อทําลายชาติและประชาชน แต่อย่างใด นี่คือปณิธานของผม ณ ที่นี้ กระผมอยากจะกราบเรียนด้วยความรัก ด้วยความ ห่วงใยชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง ไม่ได้เน้นผลประโยชน์ของตนเองเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นสิ่งที่ กระผมจะกราบเรียนต่อไปนี้จะเป็นความคิดเห็นที่บริสุทธิ์ และอยากเห็นความเจริญ ความมั่งคั่ง ความมั่นคงและความผาสุกของประชาชนเป็นสําคัญ ซึ่งกระผมจะได้กราบเรียน ดังต่อไปนี้ กระผมได้แปรญัตติไว้โดยการตัดทุกมาตรานะครับ เพราะว่าไม่เห็นด้วยว่า การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญแม้แต่ฉบับเดียว ไม่ว่าร่าง ๑ ร่าง ๒ ร่าง ๓ ตอนนี้จะ ให้ผมหยุดก่อนหรือเปล่าครับ
ขออภัยจริง ๆ ครับอาจารย์ มาจากจังหวัดเดียวกันด้วยยิ่งต้องขออภัยครับอาจารย์ อยากให้อาจารย์พูดแต่ว่าตรงนั้น มันผ่านมาแล้วนะครับ ผมก็อยากเดินหน้าต่อนะครับ เชิญท่านอภิปรายครับ ข้างหลัง เขาจะคุยกันเราอย่าไปมองครับ มองที่ผมครับ เชิญครับ
พอดีตาหลัง มองเห็นครับ
ชาวระยองจะประท้วงอะไร ชาวแปดริ้วครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สาธิต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดระยองนะครับ ผมประท้วงท่านประธานนี่ละครับ คือเมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิกเห็นท่านนายกรัฐมนตรีมาสภา เขาก็ต้องการถามความเห็นของท่านนายกรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชน ท่านประธานก็วินิจฉัยว่าการดําเนินการเป็นการดําเนินการนอกประเด็น แต่ผมเรียนท่านประธานว่าสภาแห่งนี้มีไว้สําหรับแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจังหวัดนครศรีธรรมราชขณะนี้เป็นเหตุการณ์เร่งด่วน และเหตุการณ์ปัญหาราคายางพาราตกต่ํา เป็นปัญหาที่คนเดือดร้อนทั้งประเทศนะครับ
ถ้าอย่างนี้ก็จะมีคนประท้วง ท่านสาธิตครับจะมีคนประท้วง
ผมยังไม่จบครับ ผมเข้าใจครับ
เพราะสภานี้เป็นสภา ที่ออกกฎหมาย ตรวจสอบรัฐบาล มันเป็นคนละเวทีครับ เวทีวันนี้คือเวทีสําหรับการแก้ไข กฎหมายรัฐธรรมนูญ ท่านนายกรัฐมนตรี ผมบอกแล้วบอกว่าท่านมาคุยกันได้ ท่านนั่ง ไม่อย่างนั้นจะมีคนประท้วงท่าน ท่านสาธิตนั่งเถอะครับ ท่านจุลพันธ์จะได้ไม่ต้องประท้วง นะครับ ผมอยากจะฟังอาจารย์บุญเลิศพูดครับ คนแปดริ้วฟังอยู่นะครับ คนไทยทั่วประเทศ อยากฟังอยู่ครับ เชิญนั่งเถอะครับ ผมไม่อนุญาตครับ เชิญอาจารย์บุญเลิศได้
ผมกําลังจะจบ ตรงนี้ครับท่านประธาน เมื่อท่านอนุญาตเสร็จปั๊บเหตุการณ์ก็เกิดขึ้น
ไม่ครับ ผมขออนุญาต ไม่ให้ท่านพูดนะครับ เพราะว่าอาจารย์บุญเลิศกําลังจะอภิปรายเรื่องของกฎหมาย รัฐธรรมนูญอยู่ ท่านไม่ต้องประท้วงแล้วครับ เชิญอาจารย์บุญเลิศครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ คือผมปฏิเสธการแก้ไข มาตรา ๓ ทั้งมาตรา คือว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข ในเรื่องของการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ด้วยเหตุผลว่าระบอบ ประชาธิปไตยของประเทศไทยคือระบอบรัฐสภาที่ลอกเลียนมาจากอังกฤษซึ่งเป็นแม่แบบ เขามี ๒ สภา คือสภาล่างกับสภาสูง สภาล่างคือ เฮ้าส์ ออฟ คอมมอน (House of Common) เลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง แต่ เฮ้าส์ ออฟ ลอร์ด (House of Lord) เขาแต่งตั้งมาจากสาขาอาชีพ วิชาชีพต่าง ๆ เพื่อให้มาเป็นพี่เลี้ยงในการตรวจสอบถ่วงดุล ความคิดเห็นต่าง ๆ ของสภาล่าง เราจะเห็นว่าประเทศอังกฤษนั้นเป็นประชาธิปไตย ที่สมบูรณ์กว่าประเทศไทยมากมายมหาศาล เรามักจะอ้างการยึดโยงประชาชนเป็นเรื่อง สําคัญอย่างโน้นอย่างนี้ ไม่ดูแม่แบบประชาธิปไตยที่แท้จริงของเขา ผมเห็นด้วยกับการยึดโยง ประชาชน แต่การยึดโยงประชาชนในบรรยากาศของการเลือกตั้งน้ําเน่าที่เป็นอยู่ในระบอบ ประชาธิปไตยจอมปลอมที่เป็นอยู่ในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้นี้ในประเทศนี้ ได้มีการซื้อ สิทธิขายเสียงอย่างมากมายมหาศาล มีการโกงเลือกตั้ง มีการใช้อิทธิพล สารพัด ได้ก่อให้เกิด ปัญหามากมายในเรื่องของกระบวนการได้มาซึ่งอํานาจ การใช้อํานาจ การตรวจสอบการใช้ อํานาจ เพราะฉะนั้นผมยังไม่เห็นมีความจําเป็นตรงไหนเลยที่จะต้องให้มีการเลือกตั้ง ทั้ง ๒๐๐ คน การที่กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้กําหนดให้มีการเลือกตั้งและสรรหาสมาชิก วุฒิสภานั้น เป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดเท่าที่ผ่านมาที่เคยมี กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้มีการต่อยอดสิ่งที่บกพร่องในกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ ซึ่งเราถือว่าเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน แต่ฉบับนี้ดีกว่าฉบับประชาชนอีก เพราะได้มีการลงประชามติตั้ง ๑๔-๑๕ ล้านคน เห็นด้วย กับกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผล ๒ ประการ ประการแรก คือเราเอาตัวแบบการเมืองแบบระบบรัฐสภา หรือพาร์เลียเมนทารี ซิสเท็ม (Parliamentary system) จากอังกฤษมา ซึ่ง ส.ว. เขาไม่มีการเลือกตั้งเลย มีแต่ การสรรหาและแต่งตั้งเท่านั้น เพราะฉะนั้นอีกประการหนึ่งก็คือ กระบวนการได้มาซึ่งอํานาจ การใช้อํานาจ การตรวจสอบการใช้อํานาจตามกฎหมายรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ผ่านมา ถ้าไปอ่านกฎหมายรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ผ่านมาเราจะเห็นว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญทุกฉบับ จะเน้นเรื่องการได้มาซึ่งอํานาจ การใช้อํานาจ การตรวจสอบการใช้อํานาจ แต่ว่าล้มเหลว โดยสิ้นเชิง การได้มาซึ่งอํานาจก็ฉ้อฉล ทุจริต การเลือกตั้งซื้อสิทธิขายเสียง เรายังจะให้ สมาชิกวุฒิสภาซ้ํารอยย่ําอยู่กับเท้าของน้ําเน่าตรงนี้ต่อไปใช่ไหม ประเทศชาติยังไม่บอบช้ํา มากพอใช่ไหม เพราะว่าการที่เราจะเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งไม่มีใครที่จะรับรองได้ว่า สมาชิกวุฒิสภานี้จะต้องยึดโยงกับพรรคการเมือง เมื่อยึดโยงกับพรรคการเมือง ใช้ฐานเสียง เดียวกัน ก็เท่ากับว่าเรามีสภา ๒ สภานี้ คือสภาเดียว และจะนําไปสู่การทุจริตคอร์รัปชัน มากขึ้นในการใช้อํานาจ การตรวจสอบการใช้อํานาจ เมื่อถึงจุด ๆ นั้นแล้ว ประชาชน ทั้งหลายจะไม่ยอมท่าน ในการที่จะให้ท่านใช้อํานาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดหรือเป็นเผด็จการ รัฐสภา เพราะฉะนั้นอยากจะกราบเรียนว่าในประการต่อมานี้ก็คือว่าการมีสมาชิกวุฒิสภา มาจากการเลือกตั้ง จังหวัดละ ๑ คน รวม ๗๗ คน และจากการสรรหา ๗๓ คน จากตัวแทน กลุ่มวิชาชีพที่หลากหลาย ทําหน้าที่ได้อย่างสมศักดิ์ศรี ผมพอใจวุฒิสภาชุดนี้มาก โดยเฉพาะ อย่างยิ่งสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา ที่มีเกียรติมีศักดิ์ศรี ปฏิบัติหน้าที่อย่างสมภาคภูมิ ของความเป็นมนุษย์ที่มีคุณภาพ รักษาผลประโยชน์ของชาติไม่ยิ่งหย่อนหรือมากกว่า ที่มาจากการเลือกตั้งด้วยซ้ําไป ผมอยากจะกราบเรียนด้วยหัวใจ แล้วทําไมเราถึงไม่รักษา ความดีงามของกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไว้ เราจะไปแก้ทําไมครับ เราบอกยึดโยง เพื่อให้ ยึดโยงประชาชน ผมถามว่ายึดโยงประชาชน ที่มันมีกําหนดไว้ในมาตรา ๖๘ ให้ประชาชน ยึดโยง ให้ยึดโยงกับประชาชน คือให้สิทธิประชาชนพิทักษ์กฎหมายรัฐธรรมนูญโดยเข้าถึง ศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง ท่านกลับไปตัดสิทธิประชาชน นี่มันหมายความว่าอย่างไรครับ ท่านประธานที่เคารพ ที่เขาทําดีอยู่แล้ว เขามีสิทธิมีเสียง ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมเป็น ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม พาร์ทิซิเพโทรี ดีม็อคเครซี (Participatory democracy) แต่ท่านบอกว่าไม่ดีหรอก เพราะว่า มาตรา ๖๘ นี้ เป็นหอกข้างแคร่ที่จะทิ่มตําไม่ให้นําไปสู่ การแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้ ท่านเลยบอกว่าไม่ให้ประชาชนมีอํานาจ ไม่ให้ ประชาชนมีสิทธิ หมายความว่าอย่างไรท่านประธานที่เคารพ เราบอกว่าอยากจะยึดโยง เพื่อจะแก้มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ เพื่อให้เปลี่ยนจากสรรหามาเป็นเลือกตั้งทั้งหมด แล้วเพิ่มจาก ๑๕๐ คน เป็น ๒๐๐ คน ผมเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภารุ่นแรก ปี ๒๕๔๓ ถึงปี ๒๕๔๙ อยู่มา ๖ ปี ๖ เดือน ๑๕ วัน ซึมซับกับสิ่งที่เกิดขึ้นในวุฒิสภาในขณะนั้น ผมเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าอะไรมันเกิดขึ้นในวุฒิสภา เพราะฉะนั้นการที่เราต้องใช้เงินใช้ทองไปเพื่อเลือกตั้ง ส.ว. เข้ามาต้องใช้เงินมหาศาล เพราะต้องเลือกตั้งทั้งจังหวัด อย่าพูดเลยว่าให้เดิน ๆ ไปแล้วก็ให้ประชาชนเลือก ใครเขาจะ รู้จัก ส.ว. คนนั้น คนสมัครคนนั้น ไม่มีหรอกครับ มันต้องขึ้นป้าย มันต้องไปหาหัวคะแนน มัน ต้องทําสารพัดที่จะให้ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มันต้องใช้เงินครับ เพราะฉะนั้นเมื่อใช้เงินก็เข้า มาตกอยู่ภายใต้อํานาจเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุนสามานย์ที่ทําลายชาติและประชาชน เพราะฉะนั้นอยากจะกราบเรียนท่านประธานที่เคารพนะครับ ในฐานะที่ท่านเป็นคนจังหวัด ฉะเชิงเทราด้วยกัน ให้ผมได้แสดงความรู้สึกที่เป็นประโยชน์ต่อแผ่นดินนี้ ผมไม่ได้พูดเพื่อ ตัวผมเอง หรือเพื่อฝ่ายค้านแต่ฝ่ายเดียว แต่ผมพูดเพื่อผลประโยชน์ของแผ่นดินนี้ เพราะว่า ผมอายุมากแล้ว แผ่นดินกําลังจะกลบหน้าผมแล้ว เพราะฉะนั้นผมเป็นนักเรียนนอกครับ เรียนทุนธนาคารโลก เรียนปริญญาเอกด้วยทุนธนาคารโลกที่สหรัฐอเมริกาครับ เพราะฉะนั้น นักเรียนนอกไม่ทุกคนหรอกครับที่มีปัญหา ที่มีปัญหาก็เฉพาะบางคนเท่านั้น อยากจะ กราบเรียนด้วยหัวใจว่าประชาธิปไตยบ้านเรานี้ยังมีปัญหาอยู่ เพราะฉะนั้นการเลือกตั้ง ส.ว. ทั้งหมด ทั้ง ๒๐๐ คน มันจะต้องยึดโยงกับพรรคการเมือง จะนําไปสู่เผด็จการรัฐสภา ทั้งการ ได้มาซึ่งอํานาจ การใช้อํานาจและการตรวจสอบการใช้อํานาจ จะไม่มีใครมีอํานาจตรวจสอบ และถ่วงดุลการใช้อํานาจอย่างย่ามใจและเลยเถิดนําไปสู่ความไม่พอใจของสังคมในภาพรวม ที่ใดมีเผด็จการที่นั่นมีปัญหาครับ ลอร์ด แอกตัน (Lord Acton) พูดไว้เมื่อร้อยกว่าปีบอกว่า พาวเวอร์ เทนด์ ทู คอร์รัพท์ แอนด์ แอบโซลูท พาวเวอร์ คอร์รัพท์ แอบโซลูทลี (Power tend to corrupt and absolute power corrupt absolutely) ที่ใดมีอํานาจ ที่นั่น มีแนวโน้มที่จะฉ้อฉล ที่ใดมีอํานาจเหลือล้น ที่นั่นจะมีการฉ้อฉลจนสุดประมาณ ผมเตือนสภานี้ ให้ทราบไว้ว่าที่ใดมีเผด็จการจะนําไปสู่หายนะของผู้นั้น และของประเทศชาติด้วย ดังจะเห็น ได้ว่าเมื่อมีเผด็จการ จอมพล ป. พิบูลสงคราม และ พลตํารวจเอก เผ่า ศรียานนท์ ก็มี จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เข้ามาปราบปราม ไม่มีใครเขาอยู่ค้ําฟ้าหรอกครับเผด็จการ ไม่ว่า เผด็จการทหารหรือเผด็จการรัฐสภา เมื่อมีเผด็จการ จอมพล ถนอม กิตติขจร จอมพล ประภาส จารุเสถียร ก็มีนิสิตนักศึกษาและประชาชนเข้ามาปราบปรามเมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เมื่อมีเผด็จการ พลเอก สุจินดา คราประยูร ที่ต้องการสืบทอดอํานาจเผด็จการ ก็มีประชาชน ผู้ชิงชังการสืบทอดอํานาจเผด็จการนั้นขับไล่ออกไปเมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๓๕ เมื่อมีเผด็จการรัฐสภาในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ก็มีนักปฏิวัติขี้เรื้อนบางคนเข้ามาขับไล่ ออกไป เมื่อมีเผด็จการรัฐสภา
อาจารย์บุญเลิศครับ มีคน ประท้วงแล้ว เชิญท่านนิยมครับ
ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ต้องขออภัยท่านผู้อภิปราย เนื่องจากจริง ๆ แล้ว ท่านแปรญัตติไว้ที่หน้า ๑๕ จริง ๆ ท่านก็ผิดหลักการอยู่แล้ว เพียงแต่ท่านประธาน ให้มีโอกาสท่านได้อภิปราย แต่วันนี้ท่านไปไกลแล้วครับ ผมประท้วงท่านข้อ ๔๓ นะครับ ข้อ ๙๙ ด้วย แต่เนื่องจากแบบนี้มันไม่ได้ ท่านประธานครับไปกล่าวหาไปไกลถึงระบบทักษิณ ระบอบอะไรไปโน่น ระบอบเผด็จการ ซึ่งมันไกลกว่าที่จะอภิปรายในวันนี้ ผมประท้วงท่าน ตาม ข้อ ๕ ด้วยครับ ขอควบคุมการอภิปรายด้วยว่าไม่ต้องไปไกลขนาดนั้นครับ เพราะ เริ่มแรกท่านก็ผิดมาแต่แรกอยู่แล้ว ผมก็ใช้ด้วยข้อบังคับซึ่งมันอาจจะไม่ถูกใจท่าน แต่ว่า อย่างไรก็ต้องใช้ละครับ มันจําเป็น มันไปไกลแล้ว ระบบเผด็จการทักษิณมันยาวเกินไปแล้ว ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ
ท่านนิยมครับ ผมขอวินิจฉัย นะครับ คือความจริงแล้วท่านนิยมที่ประท้วงนั้นนะครับ คืออย่างนี้ครับอาจารย์บุญเลิศครับ ผมเรียนท่านตั้งแต่แรกแล้วว่าผมอนุญาต ก็คือ ๕๗ คนอภิปราย แต่ว่าเนื่องจากว่าประเด็น ที่อาจารย์อภิปรายก็คือตัดมาตรา ๓ ออก คือเวลานี้มันเลยเหตุการณ์นั้นมาแล้ว ผมอยากจะ ให้อาจารย์ว่าถึงประเด็นที่คณะกรรมาธิการได้มีการแก้ไขในมาตรา ๑๑๒ อาจารย์ครับ ประวัติศาสตร์ของอาจารย์พอแล้ว อาจารย์ต่อเนื่องมาเรื่องอันนี้ดีกว่านะครับ เพราะไหน ๆ อาจารย์ก็เป็นทั้ง ส.ว. เคยเป็น ส.ว. เลือกตั้งมาแล้วนะครับ แล้วก็เป็น ส.ส. ด้วย เชิญอาจารย์ ผมก็ชื่นชมอาจารย์นะครับ เชิญครับเชิญว่าต่อเลยครับ คุณหมอสุกิจมีอะไรครับ
(นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ได้ยืน และยกมือขึ้น)
เดี๋ยวครับ คุณหมอสุกิจ ประท้วงผมครับ เชิญครับ
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมประท้วงท่านประธาน ข้อ ๕ แล้วกันครับ เพราะท่านก็วินิจฉัยกลับไปกลับมาอีกแล้ว วันนั้นเราก็ได้พูดได้ตกลงกันแล้วว่าจะคืนสิทธิให้กับ ๕๗ คน วันนี้ท่านมาพูดบอกว่า ให้ท่านบุญเลิศอภิปรายได้เฉพาะที่คณะกรรมาธิการแก้ไข อย่างนั้นทุกคนก็พูดได้ ทั้งนั้นละครับ สมาชิกทุกคนก็มีสิทธิพูดประเด็นนี้ แต่ที่เราตกลงกันมาก่อนหน้านี้อย่างนี้ มันไม่ใช่ครับ ท่านได้อนุญาตให้เราพูดแบบที่เราได้ คืออย่ารื้อฟื้นเลยครับเดี๋ยวมันก็ยาว อีกครับ เพราะฉะนั้นผมว่าท่านประธานยึดแบบเดิมเถอะครับ ยึดแบบเดิมเถอะครับ มันไม่ได้ใช้เวลามากมายอะไร ท่านก็เห็นอยู่แล้วว่าทุกคนที่พูดไม่ได้ใช้เวลาเป็นชั่วโมง ๆ บ่อยนักนะครับ
เอาละครับ ขอบคุณครับ ขอบคุณคุณหมอ ผมขอวินิจฉัยนะครับ ความจริงแล้วเรื่องนี้ผมเป็นคนที่อนุโลมให้ ถูกไหมครับ แต่เห็นอาจารย์บุญเลิศบอกว่าพูดมา ผมก็ให้พูดมาเยอะแล้วนะครับ บอกว่า อาจารย์ก็เข้าสู่มาตรา ๑๑๒ ด้วย มันจะได้ครบถ้วนถูกไหมครับ ก็คือได้พูดในสิ่งที่ความในใจ ที่ไม่เห็นด้วย แต่เวลานี้ก็คือพูดนานแล้ว ก็บอกว่าให้เข้ามาตรา ๑๑๒ ด้วยนะครับ มันจะได้ หมดเรื่องหมดราว เชิญครับอาจารย์ครับ
ท่านประธานครับ ผมกําลังจะจบอยู่แล้ว ผมเตือนสังคม ผมเตือนสภาแห่งนี้ว่าอย่านําอํานาจ เผด็จการรัฐสภามาครอบงําประเทศไทย แล้วจะนําไปสู่หายนะของประเทศ ฟังกันบ้าง อย่าคิดว่าเสียงข้างมากนั้นถูกต้องเสมอไป มันอาจจะไม่ถูกใจ แต่ว่าเป็นยาขมที่สามารถ เยียวยาแผลทางการเมืองได้นะครับ ขอให้รับฟังหน่อยเถอะครับ แตะนิดแตะหน่อยไม่ได้ ผมไม่อยากเห็นประวัติศาสตร์ซ้ํารอยอีกครับ ผมไม่เคยเห็นเผด็จการรัฐสภาหรือเผด็จการ ทหารคนใดกลุ่มใดประสบความสําเร็จ ท้าทายอํานาจประชาชนได้เลยแม้แต่กลุ่มเดียว คนเดียวครับ ไม่ว่าจะเป็นต่างประเทศ ฮิตเลอร์ มุสโสลินี ก็ยังพังทลายได้ ที่มาจาก การเลือกตั้งจอมปลอมนะครับท่านประธาน ผมเตือนนี่เตือนทุกฝ่ายเลย ไม่ใช่เฉพาะเตือน คนเสียงข้างมาก เตือนนักการเมืองทุกคนที่จะมาเหยียบย่างที่สภาแห่งนี้คงสําเหนียก ไว้ด้วยว่าไม่อยากจะให้ประวัติศาสตร์ซ้ํารอยอยู่บ่อยครั้ง เพราะว่าประเทศชาติและประชาชนบอบช้ํา อันเนื่องมาจากเผด็จการทั้งหลายนี่แหละ ผมไม่ต้องการเผด็จการทหาร ไม่ต้องการเผด็จการรัฐสภาด้วย เพราะฉะนั้น ทําอย่างไรให้ประเทศไทยนี้เป็นประเทศที่เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์เสียที เราจะได้พัฒนา ประเทศเคียงบ่าเคียงไหล่กับประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วนี้ มาเลเซียยังแพ้เราเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว ประเทศสิงคโปร์ก็ยังเท่ากับเรา เมื่อ ๔๐ ปี ประเทศ เกาหลีใต้เท่ากับเรา เดี๋ยวนี้หนีเราไปหมดแล้ว เพราะว่าการเมืองมันน้ําเน่า เผด็จการ ไม่เผด็จการรัฐสภาก็เผด็จการทหารเราไม่เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ เพราะฉะนั้นผมเตือนไว้ เท่านั้นเองว่าผมไม่อยากเห็นผมเขียนไว้ว่าผมไม่อยากเห็นประวัติศาสตร์ซ้ํารอยอีก และ ขอร้องและวิงวอนด้วยหัวใจที่รักและห่วงใยคนไทยทุกคน ขออย่าให้รัฐสภาแก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญเพื่อยุบเลิกหน่วยตรวจสอบไม่ว่าจะเป็นหน่วยไหนทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นศาล รัฐธรรมนูญ เป็น ป.ป.ช. หรืออะไรทั้งสิ้น เพราะว่าการกระทําเช่นนั้นจะนําไปสู่เผด็จการ รัฐสภา แล้วจะนําประเทศไปสู่การใช้อํานาจอย่างเหิมเกริม และนําไปสู่การใช้อํานาจที่ฉ้อฉล ทุจริตและประพฤติมิชอบ จนนําไปสู่การเสียเลือดเสียเนื้อและชีวิตของคนไทยอีก ซ้ําแล้วซ้ํา เล่าโดยไม่เรียนรู้จากอดีต เพื่อขีดเส้นปัจจุบัน แล้วฝันถึงอนาคตที่สวยหรูได้สักทีหรือผมถาม สภาแห่งนี้ อยากให้ดูตัวอย่างของต่างประเทศบ้าง ผมสรุปตรงนี้ครับท่านประธาน ว่าผมไม่ เห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญแม้แต่มาตราเดียว กระผมขอฝากความหวัง ความห่วงใยประเทศชาติและประชาชนของผมไว้ ให้รัฐสภาแห่งนี้ได้พิจารณาและช่วยกัน แบกรับความรับผิดชอบอันหนักอึ้งนี้ไว้ด้วยการใช้ทั้งสติและปัญญาโดยปราศจากความโลภ ความโกรธ และความหลง ในที่สุดครับท่านประธานที่เคารพ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณอาจารย์ครับ เราเหลือ ส.ว. อีก ๙ คนนะครับ ท่านขออภิปรายในประเด็น มาตรา ๑๑๒ หมดเลยนะครับ ท่านคํานูณนะครับ จบจากท่านคํานูณเสร็จก็มาที่ ท่านอัญชลี วานิช เทพบุตร แล้วก็กลับไป ที่ท่านอาจารย์วรวิทย์ บารู นะครับ เชิญท่านคํานูณครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ที่ผมจะอภิปรายต่อไปนี้ ก็คือเป็นประเด็นที่คณะกรรมาธิการแก้ไข ในมาตรา ๓ โดยการเติมในมาตรา ๑๑๒ ทั้งวรรคแรก แล้วก็เติมวรรคสองเข้าไปนะครับ ก่อนอื่นวันนี้ผมมาแปลกครับ ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการที่กรุณาเติมให้เกิดความชัดเจน ท่านประธานครับ ในร่างแรกที่เสนอขอแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญที่มาของ ส.ว. นี้ ก็เพียงบอกแต่ว่าให้มี ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง ๒๐๐ คน แล้วก็ให้ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง แต่ว่าไม่ได้บอกเอาไว้ว่า จะให้ประชาชนเลือกอย่างไรนะครับ การแก้ไขของคณะกรรมาธิการนี้ โดยถ้อยคําที่เติมเข้าไปนี้ ก็คือว่าใช้วิธีการเลือกตั้งแบบให้ประชาชนเลือกได้ ๑ เสียงก็คือ ๑ คน แต่ว่าในกรณีที่จังหวัดนั้นมี ส.ว. ได้มากกว่า ๑ คน ก็คือให้ใช้คะแนนเรียงตามลําดับ ลงไป ซึ่งในทางเทคนิคเขาก็เรียกกันแปลก ๆ ครับ เขาบอกว่าเรียกแบบ ๑ เสียง ๑ พวง นะครับ ในประเด็นนี้สรุปก็คือว่า ดูเหมือนว่าจะเลือกตามแบบกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ โดยภาพรวมดูเหมือนว่าคณะกรรมาธิการจะแก้ไขให้เกิดความชัดเจนว่า ในการเลือกตั้ง ส.ว. ๒๐๐ คน ให้เลือกตามแบบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แต่ว่าเอาเข้าจริง ๆ แล้ว มันดูเหมือน แต่ว่า ไม่เหมือนทั้งหมดครับ แล้วส่วนที่ไม่เหมือนนั้นผมเห็นว่ามันว่าเป็นสาระสําคัญหรือเป็น เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เสียด้วย ในชั้นนี้ผมจึงขออภิปรายไม่เห็นด้วย คือเห็นด้วยในการแก้ไขที่แก้ให้เกิดความชัดเจนว่าเอา เลือกตั้งตามแบบกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แต่ว่าจะแสดงว่าไม่เห็นด้วยว่าถึงแม้ว่าจะดู เหมือน แต่ว่าสารัตถะจริง ๆ แล้ว ต่าง จนกระทั่งอาจจะทําลายเจตนารมณ์ของกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ท่านประธานครับ ในการนี้ผมก็จะขออภิปรายในส่วนของมาตรา ๕ ที่แก้ไขมาตรา ๑๑๒ และท่านประธานจะกรุณาผมจะเกี่ยวเนื่องไปถึงในมาตราต่อไปเฉพาะ เท่าที่จําเป็นครับ ท่านประธานครับ ในก่อนอื่นก็จะพาท่านประธานและท่านประธาน กรรมาธิการที่ท่านก็เป็น ๑ ในสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญชุด ปี ๒๕๓๙ ปี ๒๕๔๐ ผู้ทําคลอด กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ย้อนกันไปดูเจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ว่าการกําหนดเช่นนี้คืออะไร เพื่อจะได้พิจารณาว่าการแก้ไขครั้งนี้ยังจะสามารถธํารง เจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ไว้ได้ทั้งหมดหรือแม้แต่ในส่วนสารัตถะสําคัญ หรือไม่ เพราะว่าเพื่อนสมาชิกหลายคนที่เสนอแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ก็ล้วนเคย เสนอให้แก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งฉบับมาแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ที่เป็นการเอาเกือบทุก มาตราของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาแทนกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้ววาท กรรมที่เราได้ยินกันมาตลอดระยะเวลา ๖-๗ ปีที่ผ่านมาก็คือว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญที่มีความเป็น ประชาธิปไตยมากที่สุดฉบับหนึ่ง แล้วก็การแก้ไขเพื่อให้กลับไปนั้นก็ยังเป็นการล้างผลของ การรัฐประหารวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ อีกด้วย ผมเห็นด้วยในประเด็นที่ว่ากฎหมาย รัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ เป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองสูงมาก แล้วก็ถือเป็นการปฏิรูปการเมืองครั้งสําคัญ อันที่จริงจําเป็นต้องกล่าวว่ารัฐสภาแห่งนี้ไม่ใช่ ชุดที่พวกเราเป็นสมาชิกนะครับ แต่ว่ารัฐสภาแห่งนี้เมื่อปี ๒๕๔๐ นอกจากจะไม่ได้เป็นผู้ยก ร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แล้ว ถ้าไปตรวจติดตามข่าวดูในขณะนั้นก็จะพบว่าก็ไม่ได้เห็นด้วย ทั้งหมด แต่ติดที่แก้ไขไม่ได้ แล้วสถานการณ์ในขณะนั้นเอื้ออํานวย เพราะว่าเกิดวิกฤติ ทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่เมื่อปี ๒๕๔๐ แล้วประชาชนจํานวนไม่น้อยเชื่อกันว่าเป็นเพราะระบบ การเมืองเดิมเป็นปัญหา จึงจําเป็นต้องปฏิรูปการเมืองใหม่ เกิดขบวนการเสื้อเขียวขึ้นมา รัฐสภาแห่งนี้ในครั้งกระนั้นจึงมีมติรับร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ อย่างเป็นเอกฉันท์ ท่านประธานครับ การที่กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ออกแบบให้มี ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง ทั้งหมดในวันนั้น กระผมจําเป็นต้องกล่าวว่าสาเหตุหลักไม่ได้มาจากสาเหตุของการทําให้เป็น ประชาธิปไตย สาเหตุของการคืนสิทธิการเลือกตั้ง ส.ว. ให้กับประชาชนจํานวนหลายสิบล้านคน แต่ประการใด ไม่ใช่เป็นสาเหตุหลักครับ เราย้อนไปดูไฟล์ (File) ข่าวในยุคนั้นได้ แต่ว่า มันเป็นการปรับบทบาทของวุฒิสภาในประเทศไทยครั้งสําคัญ จากเดิมที่เริ่มมีวุฒิสภา มาตั้งแต่ปี ๒๔๘๙ หรือว่าถ้าจะย้อนไปถึง ปี ๒๔๗๕ หากเราถือว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเภทที่ ๒ เป็นวุฒิสภาประเภทหนึ่งเหมือนกัน ในครั้งกระนั้นวุฒิสภาของประเทศไทย จะมีลักษณะเป็นสภาพี่เลี้ยง และก็มีลักษณะเป็นสภากลั่นกรองกฎหมาย แต่ว่ากฎหมาย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปฏิรูปการเมืองครั้งสําคัญที่ต้องการให้วุฒิสภาเพิ่มบทบาทที่สําคัญ ที่สุดเข้ามา ก็คือความเป็นสภาตรวจสอบฝ่ายบริหาร ความเป็นสภาที่ทําหน้าที่ถอดถอน ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองที่เอามาจากกระบวนการ อิมพีชเมนท์ (Impeachment) ของ ประเทศอื่น และในการนี้ก็ให้เป็นสภาที่มาขององค์กรอิสระ โจทย์ของคณะผู้ร่างกฎหมาย รัฐธรรมนูญในครั้งกระนั้นที่ตั้งขึ้นมามีอยู่ ๒ ด้านครับ ด้านหนึ่งคือรัฐบาลที่มาจาก การเลือกตั้งนั้นไร้เสถียรภาพ อายุเฉลี่ยไม่เกิน ๒ ปี เอาเข้าจริง ๆ ก็ประมาณปีหนึ่งด้วยซ้ํา เพราะมันขาดความต่อเนื่อง แต่อีกด้านหนึ่งการควบคุมการตรวจสอบรัฐบาลโดยสภาผู้แทนราษฎรทําไม่ได้ เพราะว่า เสียงส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎรเป็นสมาชิกพรรคเดียวกับรัฐบาล และระบบของเราบังคับให้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นต้องสังกัดพรรคการเมือง มีญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ทั้งคณะหรือเป็นรายบุคคลครั้งใด ก็ได้แต่ฟังเอาสนุกนะครับ แต่พอลงมติก็ไร้ความหมาย ต้องมาวัดเปรียบเทียบกันได้ว่ารัฐมนตรีคนใดได้เสียงไว้วางใจน้อยกว่าคนอื่น ก็จะมีผลทาง การเมืองเฉพาะรัฐมนตรีคนนั้นถูกตําหนิติเตียนในหน้าสื่อบ้าง จะมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลง ก็เฉพาะในกรณีที่พรรคร่วมรัฐบาลแตกแยกกัน แต่ในขณะเดียวกันคณะผู้ร่างกฎหมาย รัฐธรรมนูญก็เห็นว่าบางครั้งก็ไม่เป็นธรรมสําหรับรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจเช่นกัน เพราะถูกตําหนิว่าคดโกงคอร์รัปชั่น แต่ก็ไม่มีการดําเนินการอะไร เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นที่ พูดกันมาตั้งแต่หลังการรัฐประหารวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔ แล้ว โดยนักวิชาการ กฎหมายมหาชนกลุ่มหนึ่งทําการศึกษาวิจัยแล้วก็เผยแพร่ผลการศึกษานั้นผ่านหน้า หนังสือพิมพ์ หวังว่าจะให้มีผลในการร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๓๔ แต่ก็ไม่เป็นผล เป็น รูปธรรมเท่าที่ควรโครงการนั้นก็เลยยังคงเดินหน้าต่อไปหลังเหตุการณ์นองเลือดเดือน พฤษภาคม ปี ๒๕๓๕ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรากฏขึ้นของบทความสําคัญเรื่องหนึ่งเมื่อปี ๒๕๓๗ ที่กลายมาเป็นหนังสืออ่านประกอบของคณะนิติศาสตร์หลายมหาวิทยาลัยอยู่ระยะ หนึ่ง ผมไม่แน่ใจว่าจนบัดนี้ยังเป็นหนังสืออ่านประกอบอยู่หรือไม่ และไม่ใช่เฉพาะประเทศ ไทยเท่านั้นครับท่านประธาน โจทย์ที่ว่านี้ก็ดํารงอยู่ในหลายประเทศประชาธิปไตยที่ปกครอง ในระบบรัฐสภา จนเริ่มเกิดการปฏิรูปตั้งแต่หลังสงครามโลก ครั้งที่ ๒ เป็นต้นมา ถ้าท่าน ประธานไปตรวจสอบดูนะครับ ในศัพท์วิชาการทางรัฐศาสตร์เขาจะมีคํา ๆ หนึ่งว่า ระบบ รัฐสภาที่มีเหตุมีผล คือประเด็นมันไม่ใช่ประชาธิปไตยหรือไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่ว่าเป็น ประชาธิปไตยระบบรัฐสภาที่มีประสิทธิภาพหรือไม่ ประสิทธิภาพในที่นี้ก็คือประสิทธิภาพใน การควบคุมตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐของผู้ใช้อํานาจรัฐที่มาจากประชาชน ที่มาจากการ เลือกตั้งนะครับ แนวคิดนี้ก็ได้กลายมาเป็นหัวข้อหลักในการศึกษาวิจัยของคณะกรรมการ พัฒนาประชาธิปไตย หรือ คพป. ที่ตั้งขึ้นในปี ๒๕๓๗ หลังจากมีวิกฤติ เรืออากาศตรี ฉลาด วรฉัตร อดข้าว จนกระทั่งเกิดสภาร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๓๔ มาตรา ๒๑๑ ขึ้นในปี ๒๕๓๙ ท่านประธานครับ แนวคิดนี้ด้านหลักก็กลายมาเป็น สารัตถะของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แต่ตอบโจทย์ทั้ง ๒ ด้าน โดยในด้านของรัฐบาล ก็ได้นําเอาข้อดีของระบบกึ่งประธานาธิบดีในกฎหมายรัฐธรรมนูญของประเทศประชาธิปไตย รุ่นใหม่หลังสงครามโลก ครั้งที่ ๒ มาประยุกต์ใช้ ก็คือการเพิ่มมาตรการเสริมสร้าง ความเข้มแข็งให้กับผู้ดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรี อาทิให้มี ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อของ พรรคการเมือง กําหนดให้ผู้เป็นนายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส. โดยคาดหวังว่าผู้ที่จะ เป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองต่าง ๆ จะลงสมัครเป็นลําดับที่ ๑ ของ ส.ส. ประเภท บัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง ซึ่งก็เป็นการเสมือนหนึ่งมีการเลือกนายกรัฐมนตรีนั่นเอง รวมทั้งการกําหนดให้การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ต้องใช้เสียงข้างมากกว่า การไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีโดยทั่วไป และอื่น ๆ เช่น การให้การปฏิรูประบบราชการบางระดับ ทําได้โดยเพียงการตราพระราชกฤษฎีกาเท่านั้น แต่การตอบโจทย์อีกด้านหนึ่งที่ควบคู่กันไป ก็คือการเพิ่มมาตรการตรวจสอบรัฐบาลให้เข้มข้นขึ้น และไม่ให้จํากัดอยู่แต่เฉพาะในมือ สภาผู้แทนราษฎรที่เป็นเสียงข้างมากของพรรคเดียวกับรัฐบาลเท่านั้น พูดง่าย ๆ ก็คือ คณะผู้ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ พยายามสร้างดุลยภาพขึ้นมาทั้ง ๒ ด้าน พยายาม ให้ทั้ง ๒ ด้านของสมการมีความเท่าเทียมกัน ในด้านกํากับการตรวจสอบก็มีอยู่ ๔ ประการ ด้วยกัน
๑. ก็คือการสร้างกระบวนการถอดถอนออกจากตําแหน่ง หรืออิมพีชเมนท์
๒. ก็คือ การสร้างระบบศาลคู่ขึ้นมาเป็นครั้งแรก
๓. ก็คือการสร้างระบบศาลรัฐธรรมนูญ
๔. ก็คือ การบัญญัติให้มีองค์กรอิสระอื่น ๆ
ท่านประธานครับ การออกแบบวุฒิสภาตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ จึงมีเจตนารมณ์เพื่อรับใช้การสร้างดุลยภาพดังกล่าวเพื่อตอบโจทย์การตรวจสอบการใช้ อํานาจรัฐของผู้ใช้อํานาจรัฐแทนประชาชนที่มาจากการเลือกตั้งเป็นสําคัญ ไม่ใช่เพียงเพื่อ ให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นหรือเพื่อคืนสิทธิให้กับประชาชน เพราะว่าโจทย์ของบ้านเมือง ในขณะนั้น ประเด็นเรื่องประชาธิปไตยหรือไม่ ยังไม่ใช่ประเด็นแหลมคมเท่าทุกวันนี้ ประเด็นเรื่อง ส.ว. ควรมาจากการเลือกตั้ง หรือแต่งตั้งก็ยังไม่ใช่ประเด็นสําคัญเท่ากับวันนี้ แต่ว่าเป็นโจทย์ในเรื่องประสิทธิภาพของระบบ เป็นโจทย์ในเรื่องการป้องกันและปราบปราม การคอร์รัปชั่น ท่านประธานครับ อันที่จริง ส.ว. แต่งตั้งชุดสุดท้าย คือชุด ปี ๒๕๓๙ ถึง ปี ๒๕๔๓ นั้น ก็เป็น ส.ว. แต่งตั้งที่สามารถทําหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วงวิกฤติ ทางเศรษฐกิจ ถ้าเราย้อนไปดูบทบาทของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจของวุฒิสภาในยุคนั้น มีบทบาทนําทางสังคมและเป็นบทบาทที่ทัดทานกับบทบาทของรัฐบาลในขณะนั้น ตามสมควร ท่านประธานครับ ประชาธิปไตยในมุมมองของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ จึงคือ การตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐของผู้ใช้อํานาจรัฐแทนประชาชนที่มาจากการเลือกตั้งด้วย ไม่ใช่เพียงประชาธิปไตยคือมาจากการเลือกตั้งแต่เพียงเท่านั้น เพราะฉะนั้นวุฒิสภา ที่ออกแบบมาตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ จึงมีลักษณะ ๒ ประการสําคัญคือ เป็นวุฒิสภาที่ทําหน้าที่ถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง เป็นวุฒิสภาที่ทําหน้าที่สุดท้าย ในขั้นตอนสรรหาคนเข้าดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ เมื่อออกแบบมาให้ตอบโจทย์อย่างนี้ วุฒิสภาตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แม้ว่าจะถูกออกแบบให้มาจากการเลือกตั้ง ทั้งหมด ๒๐๐ คน แต่ก็ยังถูกออกแบบให้ได้สมาชิกที่มาจากคน คนละกลุ่มกับสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร เพราะโดยหลักคิดแล้ว ถ้าเป็นกลุ่มเดียวกันก็ไม่น่าจะตอบโจทย์นี้ได้ มาตรการเพื่อให้ได้สมาชิกจากคนละกลุ่มกับสภาผู้แทนราษฎร เพื่อบรรลุการทําหน้าที่ใหม่ ของวุฒิสภาไทยตั้งแต่ ปี ๒๕๔๐ คือสภาตรวจสอบนั้น ก็คือคุณสมบัติของผู้ที่จะสมัคร ส.ว. ตามรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ มี ๓ ประการครับ ประการที่หนึ่งคือ การห้ามหาเสียง ให้แค่ แนะนําตัวอย่างเดียวตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาตรา ๑๒๙ ประการที่สองก็คือ ห้ามดํารง ตําแหน่งต่อเนื่องกันเกิน ๑ สมัยตามมาตรา ๑๒๖ (๓) และ ผมอยากจะเรียกว่ากฎ ๑ ปีหน้า ก็คือ ถ้าพ้นจาก ส.ส. แล้ว จะมาลงสมาชิกวุฒิสภานั้น จะต้องพ้นมาแล้ว ๑ ปี ตามมาตรา ๑๒๖ (๒) ท่านประธานครับ กฎทั้งการห้ามหาเสียง ให้ดํารงตําแหน่ง ๑ สมัย แล้วต้องเว้น วรรค แล้วก็มีกฎ ๑ ปีหน้า ก็คือความพยายามที่จะให้ได้สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากคนละกลุ่ม กับนักการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร และยังเป็นการทําให้วุฒิสภานั้น เป็นสภาที่สามารถ ทํางาน ๖ ปีได้ ในลักษณะที่แตกต่างจากสภาผู้แทนราษฎร คืออาจจะไม่จําเป็นต้องลงพื้นที่ ทุกสัปดาห์ เพราะว่าไม่จําเป็นที่จะต้องสมัครรับเลือกตั้งต่อ ท่านประธานครับ การแก้ไข กฎหมายรัฐธรรมนูญครั้งนี้ จึงต้องพิจารณาว่านอกจากจะกลับไปเลือกตั้ง ๒๐๐ คน แบบ ๑ เสียง ๑ พวง อันเป็นรูปธรรม รูปแบบที่เห็นได้ชัดของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แล้ว ยังสามารถธํารงเจตนารมณ์ดั้งเดิมของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ไว้ได้หรือเปล่า อันที่จริงเจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เมื่อใช้มา ๕ ปี ก็พิสูจน์ว่าไม่ได้ เป็นไปตามเจตนารมณ์เท่าที่ควร จึงเกิดศัพท์เรียกขานในทางที่ไม่เป็นมงคลซึ่งกระผม ไม่จําเป็นที่จะต้องถ่ายทอดต่อซ้ําอีกนะครับ มีผู้คนเคยเขียนหนังสือที่กระผมชอบยกตัวอย่าง มากนะครับว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญตายแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ พูดถึงสถานการณ์ในวุฒิสภา ในขณะนั้น และสาเหตุนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทําให้มีการปรับปรุงแก้ไขในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่น่าเสียดายอย่างยิ่งครับเป็นกรรมของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ อย่างยิ่ง น่าเสียดายที่กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นถูกบริบทของการรัฐประหารวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ แล้วก็ความขัดแย้งทางการเมืองตลอด ๘ ปีที่ผ่านมานั้น บดบังครอบงํา ด้านที่เป็นความพยายามที่จะพัฒนาการกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ความพยายามที่จะ แก้ไขจุดอ่อนของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ไปเสียสิ้น เหลือแต่เพียงบทบาทของ ความพยายามสืบทอดอํานาจของกลุ่มบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าล้มล้างประชาธิปไตย อันนี้เป็น ข้อน่าเสียดายที่ผู้คนมองกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ไปในบริบททางการเมืองหลังวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ทั้ง ๆ ที่กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็มีปรัชญาของตัวเขาเองครับ จะถูกหรือจะผิดก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ได้รับการอภิปรายกันน้อยมาก ท่านประธานครับ กฎหมาย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ตอบโจทย์ด้านแรกได้ถูกต้องสมบูรณ์พอสมควรทีเดียว จึงเป็น หนึ่งในปัจจัยสําคัญที่ทําให้เราได้รัฐบาลครบเทอม ๔ ปี แล้วก็เป็นรัฐบาลที่มีความเข้มแข็ง อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน แต่การตอบโจทย์อีกด้านหนึ่งคือ การสร้างระบบตรวจสอบนั้น จําเป็นต้องกล่าวว่ายังทําได้ไม่สําเร็จเท่าที่ควร ท่านประธานครับ ถ้าพวกเราทุกคนมี ความจริงใจกับความต้องการให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งเป็นด้านหลัก ไม่ต้องการ ลบล้างความเป็นสภาตรวจสอบที่เป็นภารกิจใหม่ของวุฒิสภานับตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ จริง ๆ แล้ว ผมว่าเรามีทางออกกันได้ครับ แต่ว่าเราจําเป็นจะต้องคุยกันมากกว่านี้ ท่านประธานครับ ผมไม่ปฏิเสธการเลือกตั้งครับ ผมเคยคุยกับเพื่อน ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งหลายคน บอกว่า ถ้าจะปรับวุฒิสภากลับไปเป็นสภาเลือกตั้งอย่างเดียวตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็คือใช้วิธีการเลือกตั้ง ส.ว. แบบ ๑ เสียง ๑ พวง ซึ่งเปิดโอกาสให้คนเล็กคนน้อยเข้ามา แล้วเปิดโอกาสให้คนที่มีความแตกต่างกันเข้ามาทั้ง ๒ ข้างเสมอไป ผมเอาด้วยนะครับ เพียงแต่ว่าก็จะต้องปรับปรุงข้อบกพร่อง โดยการปรับประยุกต์เอาสิ่งที่กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นเขาแก้ เขาเสริม เขาเติมเข้าไปไว้ด้วย ท่านไม่เอา ส.ว. สรรหาก็ไม่เป็นไรครับ แต่สิ่งที่เขาแก้ เขาเสริม ส.ว. เลือกตั้งตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น น่าจะต้อง พิจารณาเอาเข้าไปด้วย คืออะไรบ้างครับท่านประธาน กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีกฎ ๕ ปีหน้า กฎ ๕ ปีด้านหน้าก็คือว่าก่อนจะมา ลง ส.ว. ท่านต้องพ้นจาก ส.ส. พ้นจาก ตําแหน่งในพรรค พ้นจากสมาชิกพรรค ๕ ปี ก็ตามมาตรา ๑๑๕ (๖ (๗) (๙) และ มาตรา ๑๑๖ วรรคสอง กฎที่ ๒ ก็คือกฎห้ามบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของ ส.ส. ลงสมัคร เป็น ส.ว. ตามมาตรา ๑๑๕ (๕) แต่ก็น่าเสียดายครับที่กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นี้ เขาไปปลดล็อกกฎการห้ามหาเสียงตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ออกเสีย ท่านประธานครับ แต่ว่าการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญครั้งนี้กลับไปแปรเปลี่ยนเจตนารมณ์ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ตั้งแต่ร่างแรกครับ ร่างแรกที่เสนอเข้ามานี้ไปแก้ กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ อะไร ก็คือไปยกเลิกกฎข้อห้ามดํารงตําแหน่งติดต่อกัน เกินกว่า ๑ สมัย อยู่ในมาตรา ๗ นะครับ พอในร่างของชั้นคณะกรรมาธิการท่านไปแก้ไขเพิ่มเติมอีก ๒ ประเด็นใหญ่ครับ ก็คือ ๑. ท่านไปยกเลิกกฎ ๕ ปีหน้า ก็คือยกเลิกว่าก่อนจะมาลงสมัคร ส.ว. ต้องพ้นจาก ส.ส. พ้นจากผู้ดํารงตําแหน่งในพรรค พ้นมาจากสมาชิกมาแล้ว ๕ ปี แล้วไม่เพียงแต่แก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เท่านั้นในเรื่องการยกเลิกกฎ ๕ ปีหน้า ท่านยังไปไกลกว่ากฎหมาย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่มีกฎ ๑ ปีหน้าเข้าไปอีก ประการที่ ๒ ก็คือไปยกเลิกกฎห้ามบุพการี คู่สมรส และบุตรของ ส.ส. ลงสมัคร ท่านประธานครับ ผมเห็นว่าการทําอย่างนี้มันเป็น การไปทําลายเจตนารมณ์ของนวัตกรรมวุฒิสภายุคใหม่ที่เกิดจากกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เสียหมด การแก้ไขที่เกินเลยกว่าให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง ๒๐๐ คนเท่านั้น โดยการเพิ่มเข้าไปอีก ๓ ประเด็น ๑. ในร่างแรก ๒. ในร่างคณะกรรมาธิการ มันทําให้ ความเป็นสภาตรวจสอบ สภาถอดถอน สภาที่มาขององค์กรอิสระ แทบจะหมดความหมาย ไปเลยในทางปฏิบัติ เพราะโอกาสจะได้สมาชิกมาจากคนกลุ่มเดียวกันกับสภาผู้แทนราษฎร มีความเป็นไปได้สูงมาก จะเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมนอกหลักการหรือไม่ จะเป็นการแก้ไขที่ขัด กับกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หรือไม่ ท่านประธานครับ ประเด็นนี้ก็เป็นที่พูดกันไป โดยสมาชิกหลายคน ซึ่งกระผมก็มีความเห็นอยู่ตามสมควร แต่ว่าเพื่อที่จะให้การอภิปรายนั้น กระชับจะไม่ขอกล่าวถึง เพียงแต่อยากจะบอกว่ากฎข้อห้ามของการห้ามแก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญนั้น ท่านประธานคณะกรรมาธิการตอบมาหลายรอบแล้วครับว่าการแก้ไขครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการฝ่าฝืนข้อห้าม เพราะว่าท่านมองว่าข้อห้ามนั้นมีในเพียงมาตรา ๒๙๑ (๑) ก็คือมีเพียง ๒ กรณีเท่านั้น กรณีที่ ๑ ก็คือการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กรณีที่ ๒ ก็คือการห้ามเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ เป็นต้นว่าเปลี่ยนแปลงจากราชอาณาจักรเป็นสาธารณรัฐอะไรประมาณนั้นนะครับ แต่ว่า กระผมขอบันทึกไว้แต่เพียงเท่านี้ แต่จะไม่ลงในรายละเอียดว่ากฎข้อห้ามในการห้ามแก้ไข กฎหมายรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น ไม่ได้มีแต่เพียงในมาตรา ๒๙๑ (๑) เท่านั้น แต่ยังคงมีในมาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง ประกอบกับคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อปีที่แล้วอีกนะครับ เรื่องนี้ก็คงจะได้ไปพูดกันในเวทีอื่นต่อไป อันที่จริงในประเด็นนี้ นะครับ ถ้าการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญรายประเด็นในครั้งนี้ที่เสนอเข้ามา ๓ ฉบับนั้น ฉบับหนึ่งสําคัญมาก คือท่านเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ ไม่ใช่วรรคสองนะครับ มาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง ถ้าท่านทําตรงนั้นสําเร็จก่อนนะครับ การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ก็จะไม่ถูกตรวจสอบโดยศาลรัฐธรรมนูญโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะผ่านอัยการสูงสุดก่อนหรือไม่ ตามวรรคสองก็ตามแต่ แต่ว่าในเมื่อยังไม่พิจารณาร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนั้น โอกาส ที่ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขที่มาของ ส.ว. จะต้องไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีความเป็นไปได้สูง ท่านประธานครับ ถ้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้สําเร็จมันก็จะมีปัญหาเรื่องความเป็นสภา ตรวจสอบของวุฒิสภาที่อาจจะเสียหายไป
ท่านนิยมประท้วง เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านประธานตาม ข้อ ๕ เนื่องจากผู้ อภิปราย ต้องขออนุญาตประท้วงท่าน ที่จริงไม่อยากจะทําให้ท่านเสียเวลา แต่ผมเห็นท่าน ก็อภิปรายพอสมควร ผมพยายามฟังท่านก็อยู่ในประเด็นอยู่ แต่ว่าผมดูว่าท่านได้แปรญัตติไว้ ในข้อใด เพราะว่าผมพยายามดูอยู่นะครับ ถ้าท่านแปรญัตติผมต้องทักท้วงท่านนะ ท่านประธาน ว่าท่านได้อภิปรายพอสมควรแล้วนะครับ เพราะว่าครั้งที่ผ่านมาถ้าท่านไม่ได้ แปรญัตตินี้ครับ ท่านวิชาญเอง เราก็ไม่ให้พูดต้องรอทีหลัง ที่ผมถามท่านประธานว่าอันนี้ ท่านใช้มาตรฐานเดียวกันหรือไม่ ท่านประธานครับ
ครับ ขอบคุณครับ ผมขอวินิจฉัยนะครับ ท่านนิยมครับ ความจริงผมใช้มาตรฐานเดียวกันครับ ขณะนี้คือ ส.ว. เหลือเฉพาะผู้ที่ต้องอภิปรายในประเด็นที่คณะกรรมาธิการแก้ไข มาตรา ๑๑๒ ผมก็เรียน ก่อนแล้วว่าเวลาอภิปรายให้อยู่ในประเด็นที่คณะกรรมาธิการแก้ไขในเขตเลือกตั้ง และวิธีการ ออกเสียงนะครับ ซึ่งท่านคํานูณ ด้วยความเคารพนะครับ ท่านเป็นคนที่มีความรู้พอฟังปั๊บ ท่านเล่าอะไรให้ฟังมันก็เพลินนะครับ เดี๋ยวท่านจะจบแล้วครับ ท่านจะจบแล้วนะครับ
(นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
เดี๋ยว ท่านสุนัยครับ ท่านประท้วงผมหรืออย่างไรครับ เชิญครับ ท่านสุนัยครับ
ท่านประธานครับ กระผม สุนัย จุลพงศธร ขออนุญาตประท้วงท่านประธาน แล้วก็จะขอถาม กระบวนการการจัดการ เนื่องจากว่าถ้าผู้ใดไม่ได้แปรญัตติไว้ ท่านประธานจะให้ไว้ทีหลัง นี่แสดงว่ามาตราที่พูดถึงนี้ผู้แปรญัตติหมดแล้วใช่ไหมครับ เพราะว่าเมื่อกรณีของคุณวิชาญ มีนชัยนันท์ ขอประทานโทษท่านคํานูณนะครับ เพื่อจะได้วางมาตรฐานเหมือนกัน กรณีของ คุณวิชาญ มีนชัยนันท์ นั้น เราเอาเป็นเอาตายไม่ให้คุณวิชาญอภิปรายเลยครับ แต่กรณีนี้ ผมไม่ได้ว่าห้ามท่าน แต่ผมเห็นว่าท่านประธานได้ให้ความกรุณาแล้ว ถ้าจะต้องอภิปราย ก็ต้องอยู่ในกรอบของการที่ท่านประธานให้ความกรุณา การอภิปรายลักษณะนี้ชัดเจนที่สุด มันไปเข้าวาระที่หนึ่ง ซึ่งก็ไม่อยากจะท้วงติงกันนี่มันวาระที่สองไม่ใช่วาระที่หนึ่งยิ่งไม่ได้ แปรญัตติไว้ด้วยนี่ครับ ท่านประธานครับ อยากให้ท่านประธานได้วางมาตรฐานตรงนี้หน่อย เถอะครับ นี่แสดงว่าฝ่ายที่แปรญัตติหมดแล้วใช่ไหมครับ ท่านประธานครับ ขอถามท่านครับ
ครับของฝ่าย ส.ว. หมดเรียบร้อยนะครับ ไม่มีคนที่แปรญัตติอีกแล้ว ตอนนี้กําลังอภิปรายในประเด็น ที่กรรมาธิการแก้ไขก็คือ มาตรา ๑๑๒ ของ ส.ส. นี่ยังมีที่ยังแปรญัตติอยู่นะครับ
(นายจุติ ไกรฤกษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก ได้ยืน และยกมือขึ้น)
เชิญท่านประท้วงผม เรื่องอะไรครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ ในฐานสมาชิกรัฐสภา อยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่าจริง ๆ แล้วถ้าท่านประธานจําได้ เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เวลา ๒๑.๑๕ นาฬิกา ตอนนั้นท่านประธานรัฐสภานั่งอยู่ก็อนุญาตให้ผู้ที่ไม่ได้สงวนคําแปรญัตติใด ๆ อภิปราย ไปแล้ว ผมก็ไม่อยากจะไปเอ่ยชื่อว่าใคร แต่ผมก็เลยบอกว่าอยากจะให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และผมเชื่อว่าที่ท่านคํานูณพูดนี้เป็นประโยชน์ต่อที่ประชุม และผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์ ต่อการพิจารณาด้วย ฉะนั้นถ้าเราใจกว้างให้พูดไปแล้วเราก็นําสิ่งที่ท่านได้อภิปรายมานั้น มาใช้ในการพิจารณาครับ ท่านประธานครับ จึงอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า มีเคยอภิปรายมาแล้วนะครับ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วครับเวลา ๒๑.๑๕ นาฬิกา ผมจดเวลาไว้ครับ กราบขอบพระคุณครับ
ผมวินิจฉัยไปแล้ว นะครับ เพราะท่าน ส.ว. ตอนนี้เหลือ ๘ คนแล้วครับ ๘ คนนี้อภิปรายในประเด็นที่ คณะกรรมาธิการแก้ไขและอาจจะเกี่ยวพันบ้างไม่เป็นไรพอจะอะลุ่มอล่วยกันได้นะครับ เดี๋ยวถึงกลับมาทางนี้ ทาง ส.ส. ทางพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังมีคนที่ขอแปรญัตติอยู่อีกนะครับ เชิญท่านคํานูณเอาสรุปให้จบนะครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา อีกไม่นานครับ ไม่เกิน ๑๙.๐๐ นาฬิกาแน่นอน ท่านประธานครับ
เดี๋ยว ๆ เอาน้อยกว่านั้น ผมอย่างนี้ครับ ไม่อย่างนั้นผมจะขอหารือที่ประชุมนะครับว่าผมจะขอกําหนดเวลา เพราะเนื่องจากว่าการอภิปรายในประเด็นของการแก้ไขของคณะกรรมาธิการควรจะต้อง จํากัดเวลาไม่อย่างนั้นผมหารือจริง ๆ ครับ ขอให้ท่านได้เข้าสู่ประเด็น คือมันไม่ใช่เรื่องยาก เลยนะครับ เรื่องของการแบ่งเขตเลือกตั้ง เรื่องของการนับคะแนน แค่นั้นนะครับ ท่านอย่าได้นอกเรื่องไม่อย่างนั้นผมกลับขอหารือที่ประชุมครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ คือถ้าบอกว่าผมนอกเรื่องนี่ผมก็เสียหายนะครับท่านประธาน แต่ผมยืนยันว่าผมไม่ได้นอกเรื่อง ผมกําลังจะบอกว่าผมพร้อมที่ยกมือให้คณะกรรมาธิการ ด้วยซ้ําไป ถ้าเผื่อว่ามีการที่จะ
เดี๋ยวมีคุณหมอสุกิจครับ ประท้วง
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานก็เอาอีกแล้วนะครับ เราต้องทําตามข้อตกลงครับ ข้อตกลงไม่ได้ระบุถึงเรื่องของการจํากัดเวลาครับ การจํากัดเวลาก็เป็นการจํากัดสิทธิของ ส.ส. ของ ส.ว. ก็เป็นการจํากัดสิทธิของพี่น้องประชาชนด้วย เพราะฉะนั้นเวลาเราตกลงกัน เราไม่พูดถึงข้อนี้ครับ ท่านประธานท่านปล่อยไปเถอะครับ มันไม่นานหรอกครับ แล้วทุกคน ผมว่าไม่มีประเด็นอะไรจะพูดมากมายหรอกครับ ท่านประธานท่านโปรดให้ความกรุณา ให้สมาชิกได้พูดได้เต็มที่เถอะครับ มันเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศจริง ๆ ครับ
ขอบคุณคุณหมอสุกิจ ที่เตือนผมนะครับ นี่เป็นครั้งแรกสําหรับผมเป็นประธานมา ๕-๖ ปี ที่ไม่ต้องใช้ข้อบังคับ การประชุม นี่เป็นครั้งแรกนะครับ บอกว่าใช้อะลุ่มอล่วยกัน ท่านคําคูณท่านพยายามนะครับ ด้วยความเคารพจริง ๆ นะครับ
กราบเรียน ท่านประธานครับ ผมก็เคารพท่านประธานจริง ๆ ครับ ความจริงก็จวนจะจบอยู่แล้วนะครับ เอาให้จบแล้วกันครับ
ท่านสุนัยประท้วงก่อนครับ เดี๋ยวครับ
ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพท่านประธาน แล้วก็เคารพท่านผู้อภิปรายผมไม่ได้ว่า ท่านอภิปรายไม่ดีไม่ใช่นะครับ เพียงแต่ว่าการอภิปรายในเนื้อหาที่ดีแต่ถ้ามันไม่ถูกวาระ มันเป็นคนละเรื่องกัน แล้วอีกอย่างหนึ่งท่านประธานครับ เนื่องจากว่าการอภิปรายเราเคยมี ครั้งหนึ่งท่านประธานคงจําได้ที่เราประชุมกฎหมายรัฐธรรมนูญชุดใหญ่ที่จะแก้ไขใช้เวลา ๑๕ วัน ทําให้ประชาชนตําหนิติเตียนกันมาก แล้วไม่ได้ตําหนิติเตียนผู้อภิปรายนะครับ ตําหนิติเตียนทั้งสภา ดังนั้นถ้าท่านประธานจะควบคุมใช้ ข้อ ๕ ควบคุมให้เป็นไปตาม ข้อบังคับผ่อนปรนบ้างในระดับหนึ่งไม่ใช่ผ่อนปรนกันทุกเรื่อง หรือว่าถ้าท่านประธาน จะจํากัดเวลาที่จะทําให้การอภิปรายมีประสิทธิภาพรังแต่จะเป็นประโยชน์ต่อสภาที่จะให้ ประชาชนไม่เบื่อหน่ายครับ ก็ขออนุญาตสนับสนุนท่านประธานถ้าจะมีแนวคิดการจํากัดเวลา ในกรณีสําหรับบุคคลไม่ได้แปรญัตติไว้หรือว่าอภิปรายนานแล้วอะไรอย่างนี้ ผมคิดว่า เป็นสิทธิที่ท่านประธานทําได้ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ผมวินิจฉัย ถ้าทุกคนให้ความร่วมมือกับผม ผมก็จะไม่หารือเรื่องพวกนี้นะครับ คุณหมอสุกิจเชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับมันไม่ได้เป็นแบบที่ท่านประธานพูดนะครับ คือเรายังยึดกับข้อบังคับอยู่ แต่บางครั้งเราก็อะลุ่มอล่วยกันโดยการมีข้อตกลงอย่างไรครับ ถ้าทําตามข้อบังคับกัน ท่านประธานต้องปล่อยให้สมาชิกพูดเต็มที่เลยนะครับ อันนั้นผมว่าจะยิ่งยืดเยื้อไปใหญ่ อย่างเช่น ที่ผมอภิปรายวันก่อนเรื่ององค์ประชุมเหมือนกันตอนนี้ท่านประธานลองนับดูสิครับ ในห้องประชุมมันไม่ครบองค์ประชุมหรอกครับ แต่ที่เราประชุมกันต่อไปได้ก็เพราะว่า เราอะลุ่มอล่วยกันครับ ข้อบังคับก็มีการผ่อนหนักผ่อนเบา เรื่องแรง ๆ เท่านั้นที่เราเอาเรื่องกัน อย่างเช่น พูดหยาบหรือว่าเสียดสีกันแรง ๆ อะไรอย่างนั้นนะครับ นอกจากนั้นแล้วเราก็ ทําตามข้อตกลง ทําตามข้อบังคับทุกอย่างครับ เพียงแต่เรายืดหยุ่นครับท่านประธานครับ ท่านต้องใช้คําพูดใหม่ครับ ไม่ใช่บอกว่าวันนี้เป็นครั้งแรกที่ประชุมโดยไม่ใช้ข้อบังคับ ผมว่า ทําให้ที่ประชุมเสียหายครับ
ผมพยายามอะลุ่มอล่วย ข้อบังคับบ้าง ไม่ข้อบังคับบ้าง พยายามอะลุ่มอล่วยนะครับ มีคนประท้วงดอกเตอร์ เชิญครับ
ขอบคุณท่านประธานค่ะ ดิฉัน ธีรรัตน์ สําเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ต้องขออนุญาตท่านคํานูณด้วยสักนิดหนึ่งตรงนี้ที่ทาง ท่านฝ่ายค้านบอกว่าองค์ประชุมไม่ครบ ดิฉันในฐานะผู้ช่วยเลขานุการวิปรัฐบาล พวกเรา สมาชิกรัฐสภายังคงอยู่ในบริเวณการประชุมในบริเวณห้องประชุมกันอย่างครบถ้วน ก็ต้องขออนุญาตท่านประธานชี้แจงตรงนี้ด้วยเกรงว่าทางประชาชนที่ฟังแล้วก็รับชม อยู่ทางบ้านจะเข้าใจผิดว่า ส.ส. หรือสมาชิกรัฐสภาไม่มาทํางานกัน ตรงนี้เพื่อความเข้าใจ อันดีด้วยกัน แล้วก็อีกข้อหนึ่งด้วยท่านประธานค่ะ การที่บอกว่าเราจะประชุมกันโดยยึดมั่น ในข้อบังคับฉบับนี้ ท่านประธานมีสิทธิที่จะให้ผู้อภิปรายยุติการอภิปรายได้นะคะ ตามที่ทางท่านประธานเห็นสมควร ดิฉันก็ต้องชี้แจงทางท่านเพื่อนสมาชิกที่ขาดความเข้าใจ อันดีตรงนี้ด้วยค่ะ ขอบคุณท่านประธานค่ะ
ขอบคุณครับ ผมก็ยืนยันว่า องค์ประชุมครบนะครับ ผมดูแล้วอยู่ข้างนอกเยอะเลย เดี๋ยวกดออดมาเต็มไปหมดเลยครับ ไม่อยากบอกว่าองค์ประชุมไม่ครบ อย่าพูดอย่างนี้เดี๋ยวถ่ายทอดทีวี (TV) ไปชาวบ้าน เกิดเข้าใจผิด คุณหมอสุกิจครับ
ท่านประธานครับ ผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ นี่ผมพยายาม เต็มที่แล้วนะครับ คนที่อยู่นอกบริเวณห้องประชุมนี่นับเป็นองค์ประชุมด้วยหรือครับ ถ้าอย่างนั้นลองดูไหมครับ ผมขอเสนออย่างนี้ครับท่านประธาน ตรวจสอบองค์ประชุมครับ
ได้เลย ผมขอตรวจสอบ องค์ประชุมครับ
กราบเรียน ท่านประธานครับ ถือว่าผมยังค้างอยู่นะครับ ไม่เกิน ๕ นาทีครับ ท่านจะให้ผมจบเลยหรือ จะนับก่อนครับ
เดี๋ยวนะครับ มีคนประท้วง ท่านกฤชครับ เดี๋ยวผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อน
เป็นอันว่าผมยังค้าง อยู่อีก ๕ นาทีนะครับ
เมื่อมีคนให้นับองค์ประชุม ผมต้องนับองค์ประชุมก่อนนะครับตามข้อบังคับ เมื่อมีผู้เสนอแล้วต้องนับครับ ไม่ได้ครับ เพราะไม่อย่างนั้นออกไปมันเสียหายนะครับ เชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมครับ เพราะ ผมบอกแล้วว่าเวลาผมจะเปิดประชุม หมายความว่าสมาชิกมาลงนาม มาเซ็นชื่อครบ องค์ประชุม ไม่ได้บอกว่าสมาชิกนั่งอยู่ในห้องประชุมนะครับ สมาชิกมาเซ็นชื่อ ลงชื่อครบ องค์ประชุม ผมถึงเปิดประชุมได้ เพราะฉะนั้นเมื่อมีคนขอให้นับผมขอนับองค์ประชุมครับ
(นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
เชิญท่านสมาชิก เข้าห้องประชุมครับ มีท่านสมาชิกขอให้ตรวจสอบองค์ประชุม เพราะฉะนั้นผมก็ต้อง ดําเนินการตามข้อเสนอของท่านสมาชิก เป็นอย่างอื่นไม่ได้ครับ ขอตรวจสอบองค์ประชุม เมื่อท่านสมาชิกเข้ามาแล้วกรุณาเสียบบัตรแล้วกดปุ่มแสดงตนครับ ผลการแสดงตนนั้น จะปรากฏอยู่ในใบรายงานคอมพิวเตอร์นะครับ เจ้าหน้าที่จะปิดประกาศว่าใครอยู่ใน ห้องประชุมบ้างนะครับ ขอให้ทุกท่านได้แสดงตนนะครับ
ครูมานิตย์ว่าอย่างไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมไม่ขอปิดประชุมหรอกครับท่านประธานสบายใจได้ ไม่ขอปิดอภิปราย หรอกครับ ก็เห็นใจเพื่อนอีกซีกหนึ่งขอนับองค์ประชุม แต่ว่าผมไม่เข้าใจครับว่าพอนับ องค์ประชุมเสร็จ องค์ประชุมครบเราจะดําเนินการอย่างไรต่อครับท่านประธาน
ก็แล้วแต่ที่ประชุมนะครับ
ไม่ครับ คือพรรคพวกเขาสงสัยข้างหลังว่าถ้าเกิดว่าเราขอโหวตเป็นมาตราเลยอะไรทํานองนี้ได้ไหม หรือว่าประชุมต่อ ให้เขาอภิปรายต่อ เช่น กรณีคุณคํานูณ สิทธิสมาน ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ไม่ถึงกับเสียหาย ท่านกําลังอภิปรายแล้วท่านบอกว่าท่านขอไว้ ๕ นาที ยังไม่จบ บังเอิญ พรรคพวกอีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่สบายใจ เห็นว่าในห้องประชุมมีอยู่ประมาณ ๔๐๐ กว่าคน ไม่ถึง ๕๐๐ คนก็ขอนับองค์ประชุมอย่างนี้ พวกผมไม่ติดใจอยู่แล้วเรื่องนับองค์ประชุมท่านประธาน ถอยหลังไปดูครับ ๒ อาทิตย์ติดต่อกันมาที่เราประชุมแล้วเรากะว่าจะประชุมต่อถึงวันเสาร์ วันอาทิตย์ ผมบอกปีกพรรคเพื่อไทยไว้เรียบร้อยแล้วว่าครั้งนี้ไม่ต้องข้ามอาทิตย์ ต้องประชุม ให้ครบแล้วต้องโหวตกันเป็นมติ ก็เลยบอกว่าวันพฤหัสบดีเป็นวาระประจํา ขออนุญาต ท่านประธานนิดหนึ่งนะครับ หารือแล้วก็กระทู้ถามสด กระทู้ถามทั่วไปแล้วก็ญัตติตามที่ พรรคฝ่ายค้านเขาต้องการเรื่องของสินค้า แล้ววันศุกร์ต่อ แล้วถ้าไม่เสร็จ วันเสาร์ วันอาทิตย์ต่อครับท่านประธาน ก็ไหน ๆ ก็นับ กันแล้วผมก็ดีใจครับที่เห็นทั้งสองฝ่ายให้ความร่วมมือกันดี เพราะว่าทั้งพรรครัฐบาลแล้วก็ วุฒิสมาชิกนี่ก็อดหลับอดนอน ถึงแม้บางท่านเป็นผู้สูงอายุก็ได้ทําหน้าที่กันสมบูรณ์แบบ จริง ๆ นี่แหละครับ พวกเรามาทํางานเพื่อประชาชนกันจริง ๆ และขอบคุณฝ่ายค้านจริง ๆ ที่ชอบนับองค์ประชุมอยู่บ่อย ชาวบ้านเขาได้เห็นนะครับว่าครูมานิตย์มาทํางาน จ่าประสิทธิ์ มาทํางาน คุณชูศักดิ์ คุณตี๋ใหญ่ คุณพัฒนา สัพโส จากจังหวัดสกลนครมาทํางานท่านประธาน ก็ให้ท่านประธานพิจารณา อย่างนั้นผมขอให้ท่านประธานดําเนินการต่อครับ ขอบพระคุณครับ
ผมจะดําเนินการต่อนะครับ ถ้าที่ประชุมบอกว่าจะประชุมวันศุกร์ วันเสาร์ วันอาทิตย์ด้วย ผมยินดีที่เป็นประธาน ในที่ประชุมครับ เชิญท่านสุนัยครับ
ท่านประธานครับ ผม สุนัย จุลพงศธร อยากจะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานหารือ ผมเข้าใจว่าทั้งสองฝ่ายขณะนี้เราคงมีความเห็นตรงกันแล้วละครับว่า การอภิปราย มาตรา ๓ มาตราเดียวนี่เล่น ๓ วันแล้วครับ ต่างคนก็ต่างเกรงใจกัน ผมก็ไม่ได้เสนอละครับว่าขอให้ปิด การอภิปราย มาตรา ๓ แต่ว่าข้อเท็จจริงมันวนแล้ว แล้วอย่างวันนี้ครับ ผมเข้าใจด้วยความ ปรารถนาดีนะครับ ท่านเสนอให้นับองค์ประชุม ท่านคงอยากจะดูความพร้อม เราก็พร้อมกัน จริง ๆ ครับ และอีกอย่างหนึ่งครับ สิ่งที่อยากจะชมเชยมากครับ ท่านนายกรัฐมนตรี ก็อยู่ตลอดเลยครับ ธรรมดาท่านอยู่ในสภาตลอดครับ แต่ว่าท่านก็ทํางานอยู่ข้างนอก ดังนั้น ท่านประธานครับ ผมก็อยากจะให้ท่านได้เปิดดูว่าองค์ประชุมเท่าไรแล้วเดี๋ยวจะได้เสนอ ต่อไปครับ ผมคิดว่าเราตรงกันแล้วครับ เพื่อให้ประชาชนไม่เบื่อครับ การอภิปราย ๓ วันแล้ว กับมาตราเดียว มันวนไปไม่รู้กี่รอบแล้วครับท่าน ดังนั้นก็ขออนุญาตท่านประธานดําเนินการ ต่อครับ
เดี๋ยวให้ส่งผลก่อน ได้ไหมครับ เดี๋ยวท่านกฤชยืนขึ้นขอประท้วงนะครับ ท่านกฤชยืนนานแล้ว องค์ประชุมขณะนี้ ส่งผลให้ท่านสมาชิกดูสิครับว่าครบไหมครับ เดี๋ยวครับ ผมขอแจ้งผลก่อนครับ ไม่ครับ ผมขอ แจ้งผลก่อนครับสมาชิก ๓๗๔ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ
เพราะฉะนั้นผมให้สิทธิท่านกฤชก่อน เพราะท่านกฤชเป็นผู้ที่ยืนเสนอก่อน เชิญท่านกฤชครับ
ท่านประธานครับ เครื่องผมไม่ติดนะครับ
เรื่องแรก ก็คือกรุณาใส่ชื่อผมไปด้วยว่าผมอยู่ในที่ประชุม
เรื่องที่ ๒ ครับท่านประธาน ที่ผิดข้อ ๕ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับ ข้อ ๕ ท่านประธานก็วกวนแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นขอความกรุณานะครับท่านประธาน จริง ๆ แล้วองค์ประชุมครบแน่นอนเราก็รู้แล้ว ยังไม่ได้ทันเป็นญัตติเลยท่านเรียกแล้ว ผู้เสนอนี้ขอให้นับองค์ประชุมมันต้องเป็นญัตติก่อนนะครับท่านประธาน ด้วยความเคารพ ขอบคุณครับ
คืออย่างนี้ครับ คือเมื่อมี สมาชิกขอให้นับองค์ประชุมแล้วผมต้องนับทันที เชิญท่านประเสริฐครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่มีสมาชิกที่ลุกขึ้นมาพูดบางท่านบอกว่า ฝ่ายค้านชอบนับ องค์ประชุมอยู่บ่อย ความเป็นจริงท่านประธานทราบว่ามันมีการตอบโต้กันไปมา แล้วก็ มีการท้ากันว่าองค์ประชุมยังอยู่ คุณหมอสุกิจก็เลยเห็นว่าเมื่อฝ่ายรัฐบาลท้า เราก็ทดลอง นับองค์ประชุมดู แล้วก็จะมาบอกว่า มาตรา ๓ นี้อภิปรายมาแล้ว ๓ วัน วนเวียน ซ้ําซาก อย่างนี้ไม่ได้ครับ เพราะว่าเป็นเอกสิทธิ์ของสมาชิก ท่านประธานทราบดีนะครับ ว่ามี ผู้หนึ่งผู้ใดที่เสนอคําแปรญัตติไว้หรือสงวนคําแปรญัตติไว้ก็ย่อมมีสิทธิพูด แล้วต้องพูดให้จบ ครับ เป็นสิทธิของสมาชิก ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๐ ทุกประการ ซึ่งเราถกกันมาตั้งแต่วันแรกแล้วครับ แต่การเกิดอุบัติเหตุอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไรครับ เมื่อมีการทะเลาะเบาะแว้งหรือมีการเข้าใจไม่ตรงกันก็สามารถดําเนินการได้ แต่สิทธิของ สมาชิกในการสงวนคําแปรญัตติและแปรญัตติไว้ก็ยังคงอยู่ตามปกติเหมือนเดิมครับ ขอบคุณครับ
ครับ เมื่อสมาชิกเสนอให้ผม นับองค์ประชุม ผมก็ดําเนินการนะครับ ทีนี้เมื่อองค์ประชุมครบ ก็มีคนยกขึ้นเต็มหมดครับ เอาท่านแรกนะครับ ท่านพิเชษฐ์ก่อนครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพ เราอภิปรายในมาตรา ๓ มาเป็นเวลา ๓ วัน ๓ คืนแล้ว ผมเห็นว่าประเด็นได้ซ้ํามาซ้ําไป ดังนั้นในเมื่อมีการนับองค์ประชุม กระผม ใคร่เสนอว่าให้ปิดการอภิปรายในมาตรา ๓ ขอผู้รับรองด้วย ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๗ วรรคสอง ครับท่านประธาน
ผู้รับรองถูกต้องครับ
(นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ท่านศุภชัยครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ที่ผมประท้วงท่านประธานก็คือผมว่าท่านประธานได้ทําผิดข้อบังคับ ข้อ ๕ ซึ่งในสัปดาห์ที่แล้วผมได้กราบเรียนต่อท่านประธานว่า วันนี้ในที่ประชุมแห่งนี้กําลัง ทําให้พี่น้องประชาชนเกิดความสับสน เพราะที่ประชุมแห่งนี้ไม่มีฝ่ายค้าน ไม่มีนายกรัฐมนตรี เป็นการประชุมร่วมกันของรัฐสภา คือสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา วันนี้เรากําลังเรียกกัน ผิดครับ เพราะฉะนั้นเพื่อให้ประชาชนที่ชมอยู่ทางบ้านได้เกิดความเข้าใจถูกต้อง ผมว่า ให้ท่านสมาชิกทุกท่าน ทั้ง ส.ว. ส.ส. ได้โปรดทราบว่า เราไม่ได้มีการประชุม ส.ส. และ ส.ว. วันนี้มันเหมือนกับว่าท่านประธานกําลังบอกว่า เชิญฝ่ายค้าน เชิญฝ่ายรัฐบาล เชิญฝ่ายวุฒิสภา ซึ่งผมเคยได้กราบเรียนต่อท่านครั้งหนึ่งแล้ว เพราะฉะนั้นเพื่อให้ประชาชน ได้เข้าใจว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๘ บอกว่า รัฐสภาประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องการประชุมร่วมกันของ ๒ สภา ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านมานั่งตรงนี้ไม่ใช่นายกรัฐมนตรี แต่ท่านคือปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ ๑ ของพรรคเพื่อไทย เพราะฉะนั้นให้เข้าใจตรงกันเถอะครับ
ขอบคุณครับ ผมก็พูด ทุกครั้งเวลาจะประชุมผมบอกประชุมรัฐสภานะครับ คําว่า รัฐสภา คือ ๒ สภา ก็คือ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เวลานี้มีญัตติแล้วครับ คือเมื่อมีญัตติเกิดขึ้น ญัตติขอให้ ปิดอภิปราย มีผู้รับรองถูกต้อง เพราะฉะนั้นผมต้องดําเนินการต่อครับ จะมีคนเสนอ เชิญท่านประเสริฐครับ
ท่านประธานครับ ประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ข้อ ๔๗ วรรคสอง ถ้าท่านประธานวินิจฉัยว่า มีผู้ขอให้ปิดการอภิปราย ถ้าท่านประธานวินิจฉัยว่าถูก ผมคิดว่าท่านประธานทําผิด รัฐธรรมนูญครับ ทําผิดข้อบังคับ เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญ ถ้าการพิจารณากฎหมาย รัฐธรรมนูญเขาจะเขียนไว้ในหมวด ๗ หน้า ๒๐๙ เริ่มตั้งแต่ ข้อ ๘๖ ว่าหมวด ๗ การเสนอ และการพิจารณาร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม มันไม่สามารถใช้กับ ข้อ ๔๗ (๒) ได้ ข้อ ๔๗ (๒) ใช้กับกฎหมายทั่วไปครับ การใช้กับกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุด เขาถึงต้องบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ ไม่สามารถใช้กันได้ เพราะท่านประธานอย่าได้โมเม อย่าได้ไปเหมาเลยครับ เอาให้มันถูกต้องครับ แล้วท่านประธานต้องพิจารณาไปถึงข้อ ๙๗ ข้อ ๙๘ ข้อ ๙๙ เป็นสิทธิโดยชอบธรรมของสมาชิกในการสงวนคําแปรญัตติในการแปรญัตติ อันนี้ผมพูดย้ําตลอดครับ เพราะว่าเป็นสิทธิครับ ไม่มีใครสามารถไปลบล้างสิทธิของสมาชิกได้ แล้วกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๐ ก็คุ้มครองสมาชิกไว้ชัดเจนครับ ท่านประธานครับ กรุณาพิจารณาด้วยครับ
ครับ เดี๋ยวมีผู้ยืน มีท่านธีรรัตน์ มีทั้งครูมานิตย์ เอาสุภาพสตรีก่อนได้ไหมครับ เชิญครับ
ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ ดิฉัน ธีรรัตน์ สําเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันต้องขออนุญาตประท้วงท่านวิป ฝ่ายค้านเมื่อสักครู่ค่ะที่บอกว่ามีสมาชิกท้าในห้องประชุมว่าให้นับองค์ประชุม ดิฉันเกรงว่า จะเข้าใจว่าหมายถึงดิฉันหรือเปล่า ดิฉันไม่ได้ท้าให้นับองค์ประชุม แต่ดิฉันแค่ยืนยันในฐานะ วิปรัฐบาลว่าพวกเราสมาชิกรัฐสภาอยู่ในห้องประชุมกันครบถ้วน หรือแม้แต่ว่าจะไปผ่อนคลาย อิริยาบถข้างนอกก็ยังฟังการประชุมอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นแล้วจะสร้างความเสื่อมเสีย ให้ดิฉันได้นะคะ ประชาชนทางบ้านจะเข้าใจผิดว่าดิฉันท้าหรือว่าสมาชิกคนใดคนหนึ่งในห้อง ไม่มีใครท้าค่ะ มีแต่ฝั่งท่านค่ะที่ท้า ขอบพระคุณท่านประธานด้วยค่ะ
เดี๋ยวครูมานิตย์ก็ยืนนานแล้ว ให้พูดก่อนครับ ครูมานิตย์เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ครูมานิตย์ครับ ผมประท้วงผู้กําลังประท้วง พี่ประเสริฐจากจังหวัดยะลา ท่านประธานฟังผมสักนิดนะครับ ผมมี ๒ ประเด็นประเด็นแรก ที่ผมโดนพูดตําหนิหรือ กระแนะกระแหนหรืออะไรก็แล้วแต่จะคิดครับว่าเป็นคนไปว่าฝ่ายค้านขอนับองค์ประชุม บ่อย มันก็เป็นเรื่องที่ไม่ผิดครับ เพราะว่านับองค์ประชุม มีวันหนึ่งท่าน ส.ส. ชาดา ขออนุญาตที่เอ่ยนาม จากจังหวัดอุทัยธานี ยังบอกว่าทําไมฝ่ายค้านชอบนับองค์ประชุม พอเขามาขอปิดแล้วมาโวยวาย แต่ผมไม่เถียงนะครับ เป็นสิทธิตามข้อบังคับ แล้วก็ ในขณะเดียวกัน ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อสักครู่นี้คุณพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ได้ขอเสนอ ญัตติแล้วก็เป็นสิทธิตามข้อบังคับเหมือนกันนะครับ ฉะนั้นผมอยากจะให้ท่านประธาน ได้ดําเนินการตามญัตติที่คุณพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ขอปิดในมาตรานี้ครับ เพราะว่าผมก็ดูแล้ว ไม่ผิดต่อข้อบังคับของการประชุมรัฐสภา ขอให้ท่านประธานได้ดําเนินการครับ ผมยอมรับ ในเบื้องต้นว่าเป็นสิทธิของเขาในการขอตรวจสอบองค์ประชุม แล้วก็ไม่ผิดเหมือนกันเป็นสิทธิ ของคุณพิเชษฐ์ที่จะขอปิดอภิปรายในมาตรา ๓ ที่อภิปรายมาเฉพาะมาตราเดียว ๓ วันกับ ๓ คืนแล้วครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ
คุณหมอสุกิจ หรือท่านประเสริฐ เอาสักคนใดคนหนึ่งก่อน คุณประเสริฐเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ประเสริฐ พงศ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ข้อ ๔๗ (๒) เมื่อสักครู่ ผมกราบเรียนท่านประธานแล้วว่าใช้ไม่ได้ ท่านประธานต้องไปดู ข้อ ๙๙ ครับ ผมขออนุญาต อ่านให้ท่านประธานฟังนะครับ ข้อ ๙๙ ในการพิจารณาร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติมที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ให้รัฐสภาพิจารณาเริ่มต้นด้วยชื่อร่าง คําปรารภแล้วพิจารณาเรียงลําดับมาตรา และให้สมาชิกรัฐสภาอภิปรายได้เฉพาะถ้อยคํา หรือข้อความที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมหรือที่มีการสงวนคําแปรญัตติ หรือที่มีการสงวนความเห็น ไว้ นี่ครับจะให้อ่านต่อไหมครับ ท่านประธานครับ สมาชิกไม่เข้าใจครับ แล้วก็นั่งหัวเราะ เขาบอกเขาจะให้ผมอ่านต่อผมจะอ่านให้จบครับ แล้วผมจะอธิบายให้ฟัง
ความจริงผมจําข้อนี้ แม่นมากเลยครับ
ไม่เป็นไรท่านประธานท่านจําได้แม่น สมาชิกไม่ได้จํา ท่านประธานครับ ทั้งนี้ เว้นแต่ ที่ประชุมรัฐสภาจะลงมติเป็นอย่างอื่น แปลว่าอะไรครับ แปลว่าที่จะให้สมาชิกรัฐสภา อภิปรายได้เฉพาะถ้อยคํา ถ้าลงมติเป็นอย่างอื่นก็แปลว่าอภิปรายนอกถ้อยคําก็ได้ แปลได้อย่างนี้ครับข้อนี้ เพราะฉะนั้น ข้อ ๔๗ วรรคสอง ใช้ไม่ได้ครับ
ผมอย่างนี้ครับ คือผม วินิจฉัยแล้วนะครับคือเนื่องจากว่าเราดําเนินการตาม ข้อ ๙๙ เราจะเริ่มจากชื่อร่าง คําปรารภ เรียงลําดับตามมาตรา อภิปรายได้เฉพาะผู้ขอแปรญัตติ ผู้สงวนความเห็น หรือว่า คณะกรรมาธิการแก้ไขอย่างไร อภิปรายเฉพาะที่กรรมาธิการแก้ไข ทั้งนี้เว้นแต่ที่ประชุม รัฐสภาจะลงมติเป็นอย่างอื่นก็คือถ้าที่ประชุมบอก อย่างนั้นอนุญาตให้อภิปรายอย่างอื่นได้ แต่ว่าเราไม่เคยใช้ตรงนี้เลย ถูกไหมครับ เราวันนี้ถึงบอกอนุโลม คุณหมอสุกิจเป็นคนที่ท้วง ผมตลอดเวลา ความจริงถ้าเกิดผมเข้มงวดเรื่องนี้ ก็ไม่ได้นะครับ
(นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน ได้ยืน และยกมือขึ้น)
เดี๋ยวเอาให้คุณหมอชลน่าน ได้อธิบายให้ฟัง เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ผมประท้วง เพื่อนสมาชิกนะครับ ในข้อบังคับ ข้อ ๓๒ เป็นการเสนอญัตติ สมาชิกมีการเสนอญัตติ ชอบด้วยข้อบังคับ ข้อ ๓๒ โดยอาศัยข้อบังคับ ข้อ ๔๗ (๒) เพื่อให้สภาได้วินิจฉัยว่าจะปิด การอภิปรายหรือไม่ ก็เป็นความเห็นของสภานะครับว่าจะปิดไม่ปิด จริงอยู่ครับ ข้อ ๙๙ ให้สิทธิสมาชิก แต่ถ้าสภาเห็นว่า ๔ วันที่ผ่านมาประเด็นก็เหมือนเดิม ประเด็นที่สมาชิก ได้สงวนคําแปรญัตติเอาไว้ คณะกรรมาธิการได้สงวนความเห็นเอาไว้มันหมดแล้ว หรือใกล้เคียงกันก็อาจจะลงมติให้ปิดการอภิปรายได้ ถ้าเสนอไม่ได้ ท่านประธานครับ การประชุม ๔ วันที่ผ่านมา เวลาประท้วงท่านประธานอ้าง ข้อ ๕ ไม่ได้อ้างหมวด ๗ ครับ อ้างข้อ ๕ เวลาพูดนอกประเด็นอ้างข้อ ๔๓ ประท้วง ใช้สิทธิพาดพิง อ้างข้อ ๔๕ ไม่ได้ อยู่หมวด ๗ ครับ เพราะฉะนั้นข้อบังคับนี่เขาใช้ได้ทั้งหมดครับ ในการอภิปราย ไม่จําเป็น บอกว่าอภิปรายกฎหมายทั่วไปกับอภิปรายกฎหมายรัฐธรรมนูญต้องเขียนแตกต่างกัน ไม่มีที่ไหนเขาทําหรอกครับ ข้อบังคับก็ต้องเขียนไว้เป็นลักษณะเดียวกัน การเสนอญัตติ ของเพื่อนสมาชิกในการปิดอภิปราย ต้องมีผู้รับรองครับ เว้นแต่การเสนอนับองค์ประชุม ไม่จําเป็นครับ ไม่ต้องมี เสนอได้ ไม่ต้องมีผู้รับรอง การเสนอญัตติก็อาศัย ข้อ ๓๒ ครับ ญัตติที่ห้ามเสนอในขณะพิจารณาญัตติอื่นอยู่ ห้ามเลยนะครับ เว้นแต่ (๕) ขอให้ปิดอภิปราย เขียนไว้ชัดเจนครับ ทําได้ตามข้อบังคับครับ แล้วแต่สภาจะวินิจฉัยว่าจะปิด ไม่ปิดครับ
คุณหมอสุกิจ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ท่านก็เห็นมาตลอดว่าผมนี่ละที่เป็นคนที่พยายามจะพูดถึงคําว่า อะลุ่มอล่วย เพราะว่าท่านมีปัญหากับ ผมก็ไม่รู้ว่าท่านประธานวันนี้ท่านเป็นอะไร ท่านมีปัญหากับท่านคํานูณหรือเปล่า ผมก็ไม่รู้นะครับ แต่ผมก็บอกว่าให้ท่านอะลุ่มอล่วย ในการใช้ข้อบังคับ แล้วผมก็ยกตัวอย่างแค่ว่าในที่ประชุมก็เหมือนกัน ถ้าเราพูดถึงองค์ประชุม ตอนที่ผมพูดตอนนั้นมันไม่ครบแน่นอน แล้วก็มีคนบอกว่า ก็สมาชิกเขาอยู่ข้างนอก ผมก็อยากรู้สิครับว่าจริงหรือเปล่า เพราะผมประเมินด้วยสายตาตอนนั้นในห้องประชุมนี้ มันไม่ครบแน่นอนอยู่แล้ว แล้วท่านก็พูดหลายอย่าง ท่านก็บอกว่าเป็นครั้งแรกที่วันนี้ประชุม โดยไม่ใช้ข้อบังคับ ผมก็ไม่รู้ว่าท่านเป็นอะไร ก็ได้ครับถ้าท่านยืนยันอย่างนั้น แต่ดูข้อ ๗๑ ถ้าผู้แปรญัตติหรือผู้รับมอบหมายไม่เห็นด้วยกับมติของคณะกรรมาธิการในข้อใด จะสงวน คําแปรญัตติในข้อนั้นไว้เพื่อขอให้รัฐสภาวินิจฉัยก็ได้ ยังมีผู้แปรญัตติอีกหลายท่านนะครับ ที่ไม่ได้แสดงเหตุผลให้รัฐสภาวินิจฉัย ท่านจะปิดหูปิดตาก็เอาสิครับ เพราะท่านทําอยู่บ่อย อยู่แล้ว เพราะสภานี้เขาก็เรียกแล้วว่า สภาทาส เขาเรียกว่า สภาทาส อย่างไรครับ
นี่ ๆ คุณหมอสุกิจ อย่าได้ กล่าวหาผมนะครับ ผมไม่ได้ปิดหูปิดตานะครับ แล้วก็ท่านคํานูณกับผมนี้ผมเป็นคนชอบกัน มากนะครับ ท่านอย่าได้กล่าวหา
ก็ผมไม่รู้ ผมดูจาก พฤติกรรม
พูดอะไรที่เสียหายขึ้นนี่ ท่านอย่าได้พูด ท่านถอนคําพูดเลยนะครับ ท่านถอนคําพูด
ผมบอกว่า ผมพยายามอะลุ่มอล่วย แต่ดูการกระทําของท่านสิครับท่านประธาน ท่านทําอะไร
ท่านถอนคําพูดครับ ท่านถอนคําพูด คุณหมอสุกิจด้วยความเคารพนะครับ เราสนิทกันนะครับ ท่านถอนคําพูด
ท่านให้ถอน คําไหนครับ
ท่านบอกว่าผมเป็นคน ปิดหูปิดตา ท่านอย่าได้พูดนะครับ ท่านถอนนะครับ ถ้าท่านไม่ถอน ผมจะเชิญท่านไปอยู่ ข้างนอกสัก ๕ นาที ๑๐ นาทีแล้วก็กลับมาใหม่ ท่านถอนเถอะครับ ท่านอย่าได้กล่าวหา โดยที่ทําให้ผมเสียหายนะครับ
ท่านประธานครับ คําพูดแค่นี้หรือครับ คําพูดแค่นี้ท่านให้ผมออกจากห้องเลยหรือครับ
คือท่านครับ คุณหมอสุกิจ ด้วยความเคารพนะครับ ท่านถอนคําพูดเถอะครับ ท่านถอนนะครับ ไม่เสียหายหรอกครับ ท่านถอน
ถ้าผมถอนแล้ว ท่านจะให้เขาถอนญัตติออกไหม
คนละประเด็นกันนะครับ
ก็เหมือนกัน ท่านประธานครับ เวลาผมเสนอนับองค์ประชุมนี่มันคนละเรื่องกันนะครับ จะต้องใช้ เป็นความโกรธ ใช้อารมณ์ที่จะมาปิดกั้นต่อหรือครับ เราก็อยู่ในสภาด้วยกันนี่อย่างไรครับ
ผมเป็นคนที่ใจเย็นมาก นะครับ
ผมเสนอนับ องค์ประชุม ผมเสนอด้วยความบริสุทธิ์ใจ อยากจะเห็นสภานี้ทําอะไรที่มันถูกต้องเท่านั้น แต่ข้างโน้นดูสิครับ พกความโกรธมา ใช้อารมณ์ในการมาทํางานในสภา
จะถอนหรือไม่ถอนครับ ผมถามคุณจะถอนหรือไม่ถอนครับ ท่านถอนเถอะครับ
ท่านประธานครับ ประเด็นนี้ผมถอนครับ
ขอบคุณมากครับ
แต่ผมขออนุญาต พูดต่อนะครับ
เพราะฉะนั้นผมก็จะ ดําเนินการ
แล้วท่านแน่ใจ หรือครับว่าที่ท่านดําเนินการนี้มันถูกต้องตามข้อบังคับทุกอย่าง ท่านมั่นใจนะครับ
ผมเป็นคนที่ดําเนินการ ตามข้อบังคับที่ค่อนข้างจะแม่นนะครับ ท่านเชื่อผมเถอะครับ เดี๋ยวมีคนที่ยืนขึ้น เอาเท่านี้ ก่อนนะครับ
ท่านรู้แล้วใช่ไหมครับ ว่าทุกครั้งที่มีการปิดกั้นนี้อะไรจะเกิดขึ้น
เดี๋ยวท่านนั่งเถอะครับ ท่านปรีชาพลประท้วงครับเชิญ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดขอนแก่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมประท้วงท่านประธานครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ประธานจะเห็นนะครับว่าวันนี้ เป็นการประชุมร่วมกันของรัฐสภามีการถ่ายทอดสดไปหาพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ แล้วเป็นประเด็นที่พี่น้องประชาชนมีความสนใจ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่คงจะเห็นแล้ว ว่าใครเริ่มก่อนอย่างไรก็ตามนะครับ มีการถ่ายทอดสดเมื่อมีการเสนอนับองค์ประชุม การอภิปรายในมาตรานี้ ๔ วันแล้วครับประธานครับ เพื่อนสมาชิกท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ใช้สิทธิตามข้อบังคับ ข้อ ๔๗ (๒) ในการเสนอปิดอภิปรายซึ่งก็เป็นด้วยความชอบตาม ข้อบังคับที่ท่านพิเชษฐ์สามารถที่เสนอได้ ท่านประธานครับ ไม่มีใครปิดหูปิดตาฝ่ายค้าน แต่อย่างใด แต่เมื่อท่านดําเนินเกมทางการเมืองในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ สภาแห่งนี้ไม่ใช่ สนามเด็กเล่นครับ ท่านประธานครับ ที่จะมาเล่นมานับองค์ประชุมทําเหมือนกับผ่าน ๆ ไป พอผ่านแล้วก็บอกว่าไม่ได้ตั้งใจ ไม่ใช่ครับท่านประธาน ฉะนั้นที่ท่านพิเชษฐ์เสนอนั้น ก็ถูกต้องแล้ว ชอบแล้วนะครับ อย่างไรเสนอนับองค์ประชุมแล้ว ผมก็ขอคิดค่านับก่อนแล้วกัน ท่านประธานครับ ขอให้ท่านประธานได้ดําเนินการข้อบังคับด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ ในข้อบังคับประชุมนี้เมื่อมีญัตติเกิดขึ้น ญัตติขอให้ที่ประชุมปิดอภิปราย มีผู้รับรองถูกต้อง เอาท่านประท้วง เดี๋ยวเอาท่านอนุรักษ์ก่อน
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา จริง ๆ ถึงจะต้อง ปรึกษาหารือท่านประธานนะครับ ในกรณีนี้เคยเกิดกรณีนี้ขึ้นมาในคราวประชุมแก้ไข กฎหมายรัฐธรรมนูญคือกรณีที่มีการเสนอปิดอภิปรายแบบนี้นะครับ โดยกรณีที่มีผู้แปรญัตติ ค้างอยู่ ซึ่งผมอยากให้ท่านประธานพิจารณาว่า ในกรณีที่มีมันมี ๒ กรณีนะครับ ในกรณีนี้มี ผู้แปรญัตติค้างอยู่ แล้วผู้แปรญัตตินี้ประสงค์จะอภิปรายกับกรณีที่ไม่มีผู้แปรญัตติ แต่ว่า ต้องการที่อภิปรายเฉพาะในประเด็นแก้ไขนะครับ ผมคิดว่าเรื่องนี้ถ้าท่านประธานจะ ปิดอภิปรายโดยที่ตัดสิทธิผู้แปรญัตตินะครับ แล้วไม่ให้เขาอภิปรายโดยใช้เสียงบอกว่า ใช้ญัตติปิดอภิปรายนี้ ผมคิดว่าโดยธรรมเนียมประเพณีการปฏิบัติผ่านพระราชบัญญัติต่าง ๆ ไม่เคยมีนะครับ ใช้เสียงปิดอภิปรายโดยที่มีผู้แปรญัตติ โดยเฉพาะกฎหมายฉบับนี้ เป็นกฎหมายสูงสุดซึ่งมีผู้ทักท้วงไว้แล้วว่ามีการแปรญัตติอยู่แล้วยังแปรญัตตินั้นยังไม่เสร็จ ประธานบอกสั่งให้ปิดการอภิปรายตรงนี้ ผมคิดว่าน่าจะเป็นปัญหานะครับ ขอให้ท่านประธาน พิจารณาอีกทีในประเด็นนี้ กราบขอบพระคุณครับ
ผมไม่ได้บอกให้ปิดอภิปราย มีผู้เสนอญัตติขึ้นมานะครับ มีผู้เสนอญัตติ ท่านเดี๋ยวครับ เดี๋ยวมีคนที่ยื่นเสนอท่านผู้นํา ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกรัฐสภา อยากจะกราบเรียนท่านประธาน นะครับว่ากรณีที่ท่านประธานจะวินิจฉัยเกี่ยวกับญัตติการปิดอภิปราย ก็อยากจะย้ําว่า ในการพิจารณาพระราชบัญญัติก็ดี ในการพิจารณาร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมก็ดี ในชั้นของการที่กรรมาธิการมารายงานต่อสภานี้ มันจะมีประเด็นที่ถือเป็นญัตติหรือจะ เรียกว่าเป็นญัตติย่อย ตามจํานวนของสมาชิกหรือกลุ่มสมาชิกที่มีการแปรญัตติ พูดง่าย ๆ ก็คือแต่ละคําแปรญัตติเปรียบเหมือนเป็นญัตติในตัวของมันเอง เพราะแต่ละท่านเสนอความคิดหรือเสนอแนวทางของการที่จะเขียนกฎหมายไม่เหมือนกัน การที่ท่านประธานบอกว่าจะใช้ข้อบังคับในลักษณะของการปิดอภิปราย ผมก็อยากจะติงว่า บรรดาสมาชิกที่ได้มีการเสนอคําแปรญัตติ สงวนคําแปรญัตติไว้ก็ดี บรรดากรรมาธิการที่ได้ สงวนความเห็น เพราะเห็นไม่ตรงกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากก็ดี ปรากฏอยู่ในรายงาน เปรียบเสมือนเป็นญัตติที่สภาจะต้องพิจารณา บุคคลเหล่านี้ยังไม่ได้มีโอกาสในการที่จะเสนอ ญัตติหรืออภิปรายสนับสนุนญัตติของตนเองเลย ยกตัวอย่างเช่น กรณีนี้ก็มีเพื่อนสมาชิกอีก หลายสิบท่าน รวมทั้งตัวกระผมเองก็เสนอคําแปรญัตติไว้ ซึ่งไม่ตรงกับคําแปรญัตติที่สมาชิก ได้อภิปรายไปแล้ว เปรียบเสมือนยังไม่ได้มีการเริ่มต้นการอภิปรายพิจารณาคําแปรญัตติของ กระผมและของสมาชิกท่านอื่น ๆ ในอดีตที่ผ่านมาจึงไม่มีการปิดอภิปรายในลักษณะนี้ แต่ถ้าท่านประธานอยากจะเข้มงวดกวดขันว่า การให้เหตุผลการอภิปรายในการสนับสนุน คําแปรญัตติไม่ต้องการที่จะใช้เวลามาก ไม่ควรออกนอกประเด็น ท่านประธานก็พยายาม ที่จะบริการด้วยการกําชับเวลาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผมก็ยังยืนยันนะครับว่า การเสนอการปิด การอภิปรายโดยที่มีสมาชิกจํานวนมากที่ได้เสนอคําแปรญัตติ ไม่ได้มีโอกาสแม้แต่เสนอ คําแปรญัตติของตน ไม่ชอบ แล้วก็ขอบันทึกไว้
นอกจากนั้นครับ ก็อยากจะสอบถามท่านประธานว่าความจริงก่อนที่จะ ก่อนที่จะมีการนับองค์ประชุม ท่าน ส.ว. คํานูณเป็นผู้อภิปรายอยู่ มีการขอนับองค์ประชุม เมื่อองค์ประชุมครบ สิ่งแรกที่ท่านประธานควรจะดําเนินการก็คือให้ท่าน ส.ว. คํานูณ ได้อภิปรายจนจบในส่วนของท่าน เหตุใดท่านจึงได้ตัดสินใจเปิดโอกาสให้มีการเสนอญัตติ ขึ้นมา เพราะฉะนั้นผมก็กราบเรียนติงว่าที่ท่านประธานดําเนินการอยู่ไม่น่าจะชอบหรอกครับ
เชิญท่านประธาน เชิญครับ
ท่านประธานครับ เรื่องนี้ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนนะครับ เพราะฉะนั้นผมเสนอให้ท่านประธานพักสัก ๑๐ นาที ไปหารือ กันดีกว่า เพราะว่ามันละเอียดอ่อนครับ
เดี๋ยวครับ ท่านวิชาญ เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ สืบเนื่องจากที่มีการเสนอญัตติให้มีการปิดอภิปรายเพราะว่าเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านเอง มีความประสงค์ที่อยากจะเช็กองค์ประชุมก็เลยเกิดปัญหาขึ้น ทีนี้ต่างฝ่ายต่างมีการอ้าง ข้อบังคับการประชุม ในส่วนของท่านพิเชษฐ์เองบอก ๔๗ (๒) ส่วนท่านประเสริฐเองบอก ข้อบังคับ ข้อ ๙๙ และท่านหมอสุกิจบอก ข้อ ๗๑ ท่านประธานครับ ท่านผู้นําฝ่ายค้านใน สภาผู้แทนราษฎรเองก็มีความประสงค์คล้ายกับว่าจะขอให้มีการยืดเวลาไปในการอภิปราย ที นี้ผมเองมองว่าท่านประธานครับ ถ้าเกิดการอภิปรายแล้วมันเหมือนกับว่าวนอยู่แล้วทุกคน ทราบ ในกรณีอย่างนี้จะหาข้อสรุปอย่างไร เพราะครั้งที่แล้วผมเองก็ถูกท่านประธาน ห้ามปรามว่าไม่ได้มีส่วนในการแปรญัตติ ผมก็เคารพท่านประธานก็ยินดีที่จะให้ท่านประธาน ในการบังคับตามข้อประชุม แต่ครั้งนี้ทั้งรัฐสภาก็เห็นแล้วว่ามีการเสนอญัตติแล้วมีผู้รับรอง ทีนี้ถ้าเกิดกรณีอย่างนี้มันจะจบอย่างไรครับท่านประธาน ถ้ามีการยืดออกไปอีกท่านมั่นใจ ไหมครับว่าเวลาที่เราคิดกันในวันหนึ่งถึง ๔ ทุ่ม แล้วจะอภิปรายถึงแค่เวลา ๔ ทุ่มแล้วมีการ โหวตหรือเปล่า หรืออย่างไร ท่านประธานครับ กรณีอย่างนี้เป็นการยืดเวลาหรือเปล่า ถ้าจะ เป็นการยืดเวลาในการอภิปรายที่จะเพิ่มมากขึ้นก็ขอเวลาที่ชัดเจน แต่ถ้าไม่ ท่านประธานครับ ผมจําเป็นต้องเสนอในหมวด ๑๑ หมวดสุดท้าย ข้อ ๑๑๗ ในกรณีการเสนอญัตติที่มีปัญหา กัน สภาแห่งนี้ก็ขอให้ที่ประชุมรัฐสภาวินิจฉัยตามวรรคหนึ่ง อาจจะกระทําได้โดยให้ประธาน หารือหรือปรึกษา หรือสมาชิกรัฐสภาเสนอญัตติโดยมีสมาชิกสภารับรองไม่น้อยกว่า๔๐ คน ตรงนี้เป็นการตีความหมายแล้วก็วินิจฉัยว่าสิ่งที่ถกเถียงกันในข้อบังคับเป็นอย่างไร ท่านประธานครับ เพียงแต่บันทึกไว้ก่อน แต่ผมยังอยากจะฟังท่านผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อสักครู่ท่านพูดออกมาว่าจะขอเวลาเพราะว่าเป็นเรื่องสําคัญ เป็นเรื่องของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ตรงนี้ต่างหากครับที่รัฐสภาจะเดินได้ หรือไม่ได้ก็คือการให้ความร่วมมือ ถ้าเกิดท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรซึ่งขณะนี้ อยู่ในส่วนของรัฐสภาให้ความเห็นว่าจะทําในเรื่องดังกล่าวของกฎหมายรัฐธรรมนูญร่วมกัน โดยการอภิปรายให้จบภายในช่วงเวลาที่เรากําหนดกันในช่วง ๔ ทุ่ม โดยจะยึดถือข้อบังคับ ไม่เกิน ๔ ทุ่ม แล้วมีการโหวตในมาตรา ๓ ผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกคือท่านพิเชษฐ์อาจจะมีการ หารืออีกครั้งหนึ่งนะครับท่านประธาน ขออนุญาตหารือท่านประธานกลับไปยังผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งหนึ่ง ขอบพระคุณครับ
ความจริงผมอยากจะ รอมชอมนะครับ ผมก็ไม่อยากจะทําอะไรที่พวกมากลากไป เดี๋ยวมีข้ออ้างนะครับ ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ครับ ขอหารือท่านหน่อยนะครับ เราพูดกันมาเยอะ แล้วนะครับมาตรา ๓ นี้ ๒-๓ วัน เราสามารถที่จะหายุติอย่างไรได้ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกรัฐสภา ผมกราบเรียนเบื้องต้นอย่างนี้ก่อน นะครับว่าที่กระผมพูดนี้ไม่ใช่ว่าร้องขอว่ามีการยืดเวลาหรืออะไร ผมกราบเรียนในหลักการว่า การแปรญัตติของสมาชิกที่สงวนคําแปรญัตติและกรรมาธิการที่สงวนความเห็นนี่เป็นญัตติ ที่จะต้องนํามาเสนอต่อสภา เมื่อยังไม่ได้มีการเสนอ ผมเห็นว่าการเสนอปิดอภิปราย ไม่สามารถกระทําได้ แต่ผมก็เข้าใจเพื่อนสมาชิกที่เห็นว่าการอภิปรายในเรื่องนี้ใช้เวลามา ยาวนาน ผมก็ถึงได้กราบเรียนเสนอท่านประธานว่าท่านประธานก็ต้องเข้มงวดในการที่ ผู้แปรญัตติอภิปราย ว่าให้อภิปรายอยู่ในประเด็น ทีนี้ถามว่าจะไปจบเมื่อไร ผมกราบเรียน อย่างนี้นะครับว่าที่ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรท่านเสนอว่าก็ต้องเป็นหน้าที่ที่จะให้ ทางกรรมการประสานงานไปหารือกันก็จะเป็นแนวทางว่าจะปฏิบัติอย่างไร แต่ผมก็ต้องขอ ความเป็นธรรมนะครับท่านประธาน มาตรานี้ที่ใช้เวลามาก
ประการแรกก็คือว่าเป็นมาตราหลักของการแก้ไขเพิ่มเติมในครั้งนี้ ผมก็ฟังอยู่ตลอด ท่านประธานจะบอกกับเพื่อนสมาชิกหลายท่านเลยว่าบางท่านอภิปราย เพราะแปรญัตติมาตรานี้และรวมไปถึงมาตราอื่น ๆ ที่ตามหลังมา เพราะมันเกี่ยวเนื่องกัน ท่านประธานก็บอกใช้สิทธิไปเลย แต่เมื่อถึงมาตรานั้น ๆ ให้ถือว่าสละสิทธิ์ ท่านประธาน ก็ยอมรับอยู่แล้วว่าก็หมายความว่าที่อภิปรายกันมาหลายท่านไม่ได้อภิปรายเฉพาะมาตรานี้ อภิปรายหลายมาตรา แล้วก็กราบเรียนท่านประธานตรง ๆ ครับ ก็อยู่การเมืองกันมานาน เวลาพูดถึงว่าใครมีความคิดอย่างไรว่าที่มาของสภาสูง สภาที่สอง หรือวุฒิสภาเป็นอย่างไร ความเห็นหลากหลายจริง ๆ นะครับ ไปคุยกับใครท่านประธานก็ทราบเรื่องนี้ ไปคุยกับใคร ก็มีความเห็นแตกต่างหลากหลาย เพราะประเทศที่เป็นประชาธิปไตยก็มีวุฒิสภาที่หลากหลาย รูปแบบมาก แต่งตั้ง สรรหา เลือกตั้ง ลูกผสมมีทั้งนั้น เพราะฉะนั้นผมก็ยืนยันนะครับว่า ที่กราบเรียนท่านประธานผมเสนอในหลักการ เพราะเกรงว่าถ้าใช้วิธีการลงมติปิดอภิปราย จะทําให้ต่อไปในอนาคตเท่ากับว่าเราสามารถทําให้สภาไม่ต้องพิจารณาญัตติของสมาชิก บางคนได้ เพราะไม่ทันอภิปรายก็จะมีการปิดอภิปรายแล้ว แต่ผมเห็นใจว่าถ้าอยากจะให้ เวลากระชับ ท่านก็มอบหมายว่าจะไปกําหนดแนวทางในการอภิปรายต่อไปอย่างไรเพื่อให้ กระชับมากขึ้นตามที่ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรเสนอ แล้วจะอย่างไรก็ตามผมเห็นว่า ท่าน ส.ว. คํานูณมีสิทธิที่จะใช้สิทธิของท่านให้ครบถ้วนตามที่ท่านประธานก็รับปากไว้ตอนที่ มีการนับองค์ประชุม
เดี๋ยวผมขอถามนิดเดียวครับ ทางท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรครับ ขณะนี้ผมมีบัญชีของท่านอยู่อีก ๕ ราย ตั้งแต่ท่านอัญชลี ท่านสุกิจ ท่านอานิก ท่านนคร แล้วก็ท่านเจิมมาศ ที่ขอแปรญัตติไว้ หมดหรือยังครับ
กราบเรียน ได้เลยว่าจริง ๆ บัญชีมากกว่านี้ เพราะผมก็เป็นคนหนึ่งที่อยู่ในบัญชีนะครับ แต่ว่าถ้า ท่านประธานจะให้วิป ๒ ฝ่ายไปหารือกัน ที่คิดว่าระดับไหนที่เหมาะสมผมว่าก็เป็นการ ดําเนินการที่ดี
ผมว่าดีครับ เอาอย่างนี้ ได้ไหม คือเวลานี้ดูรายชื่อแล้วบางอย่างมันซ้ํา ถ้าพูดไปแล้วไม่รู้จะพูดอย่างไร มันก็ซ้ําไปซ้ํามา เพราะว่าแปรญัตติคําพูดนิดเดียวแต่ว่ามาที ๕๐ คน เดี๋ยวให้ทางนี้ คือผมหารือท่านแล้วเดี๋ยว วิป ๓ ฝ่าย เชิญท่านวิชาญครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กรณีทางท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเองยื่นไมตรีมาบอกว่าควรจะไปหารือกัน ในส่วนของวิปทั้ง ๓ ฝ่าย เพราะมีการประชุมร่วมนะครับ ผมถามว่า กรณีอย่างนี้ที่พูดหารือกัน ในขณะนี้จะหารือเมื่อไร อย่างไร จะได้ข้อสรุป ขออนุญาตครับว่า ถ้าเป็นไปได้อย่างที่ท่านพูดนี้ ผมอยากให้กําหนดเลยครับว่า จะหารือในขณะนี้ ซึ่งกําลังมีการอภิปรายเราก็ออกไปข้างนอก ทั้ง ๓ ฝ่ายที่มีชื่ออยู่แล้ว ในการทําข้อตกลงว่าจะกําหนดกรอบอย่างไร ใช้เวลาอย่างไร ในฐานะเลขานุการอนุกรรมการวิป ๓ ฝ่ายก็ยินดีครับ ที่จะได้มีการนัดประชุมกันต่อเนื่อง จากตรงนี้เลย เป็นไปได้ไหมครับ หารือท่านประธานต่อครับ
ท่านกฤช
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกําแพงเพชร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเพื่อเราจะได้ข้อยุติ ผมเป็นวิปของฝ่ายวุฒิสภา ตามที่ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเสนอผมเห็นด้วย แต่ว่าสิ่งที่ผมเป็นกังวล ณ ตอนนี้ก็คือ ท่านคํานูณ สิทธิสมาน ยังมีสิทธิที่จะอภิปรายต่อไปในความเห็นของผม ดังนั้นก่อนที่จะพักสัก ๑๐ นาที เพื่อไปคุยกันในระหว่างวิป ผมอยากจะให้ท่านประธาน อนุญาตและขออนุมัติที่ประชุมอนุญาตให้ท่านคํานูณ ท่านพูดค้างอยู่ ท่านเหลือเวลาอีก ๕ นาที ท่านบอกท่านจะจบแล้ว ดังนั้นขอความกรุณาท่านประธานและที่ประชุมนะครับ ได้กรุณาให้ท่านได้พูดสัก ๕ นาที แล้วจบแล้วเราก็ไปพบปะพูดคุย หรือท่านประธานจะให้พัก ๑๐ นาทีเพื่อฝ่ายวิปจะได้ไปคุยกันเหมือนกับที่ท่านประธานสมศักดิ์ได้นําเสนอนะครับ มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนครับ ประธานครับ
เอาอย่างนี้ได้ไหมครับ ผมหารือที่ประชุมครับ อย่างนี้ครับ ข้อเสนอของท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ระหว่างนี้ผมจะไม่พัก หมายความว่าท่าน ๓ ฝ่ายไปคุยกันข้างนอก ผมจะให้ท่านคํานูณ อภิปรายต่อจนจบถูกไหมครับ ดีไหมครับ แล้วเอาวิป ๓ ฝ่ายไปคุยกัน คือถ้าไม่อย่างนั้นผมก็ ต้องพักการประชุมเพราะถ้าผมพักปั๊บ ท่านคํานูณก็ค้างอยู่ถูกไหมครับ เดี๋ยวท่านชาดา เสียงดัง เดี๋ยวเขาว่าผมอีกครับ ท่านชาดาเดี๋ยวครับ ให้ท่านนิพนธ์ก่อนครับ ญัตติมันค้างอยู่ ท่านจะทําอย่างอื่นไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นเอาอย่างนี้แล้วกันผมพัก ๑๐ นาทีแล้วให้วิป ไปคุยกันครับ
พักประชุมเวลา ๑๙.๔๐ นาฬิกา
เริ่มประชุมต่อเวลา ๒๐.๑๒ นาฬิกา
ท่านสมาชิกครับ ขออนุญาตดําเนินการประชุมต่อนะครับ ซึ่งวิป ๓ ฝ่าย ที่ได้ไปหารือกันนะครับ ก็ได้ข้อสรุปว่า ยังมีสมาชิกที่จะต้องพูดอีกหลายท่าน เพื่อให้การประชุมมีความเรียบร้อย ก็ได้ข้อสรุปว่า แต่ละท่านที่จะต้องอภิปราย จะอภิปรายโดยกระชับและอยู่ในประเด็น กระชับ แล้วอยู่ ในประเด็นนะครับ แล้วจะไม่พาดพิงทําให้คนอื่นเสียหาย เพื่อที่อีกฝ่ายหนึ่งจะไม่ต้อง มาประท้วงให้เสียเวลา ได้ข้อสรุปเบื้องต้นอย่างนี้ก่อนนะครับ เพราะฉะนั้นผมก็จะดําเนินการ ตามนี้ไปก่อนนะครับ ฉะนั้นขอท่านคํานูณไม่เกินอีก ๕ นาทีใช่ไหมครับ เชิญต่อเลยครับ
กราบเรียน ท่านประธาน ผม คํานูณ สิทธิสมาน
ญัตติเมื่อสักครู่ ฉะนั้นขอให้ ถอนญัตติเมื่อสักครู่ก่อนครับ เจ้าของญัตติใครเอ่ย ท่านพิเชษฐ์ใช่ไหม เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมอยากจะให้ท่านประธานได้ยืนยัน ข้อตกลงอีกครั้งหนึ่งต่อที่ประชุมครับ เดี๋ยวผมจะดําเนินการต่อครับ
บังเอิญผมได้ไปนั่งฟัง นะครับ ผมไปเป็นพยานนั่งฟัง แล้วได้ข้อสรุป ก็ให้ประธานวิปรัฐบาลสรุปดีไหมครับ อยู่ไหมครับ ท่านวิชาญเชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในฐานะ เลขานุการวิป ๓ ฝ่ายนะครับ ที่ประชุมมีข้อสรุปดังนี้ครับ คือในการประชุมก็คงจะยึด ข้อบังคับการประชุม แล้วก็คงไม่มีการพาดพิง ให้กระชับเวลา แล้วก็พยายามที่จะบริหาร เวลาให้สั้นที่สุด กระชับ แล้วก็ให้จบโดยเร็วนะครับ ทีนี้ในรายละเอียดนี้ก็คงจะต้องอยู่ที่ ตัวท่านประธานที่จะต้องเป็นคนกําหนดในเรื่องดังกล่าวเหล่านี้ครับว่า คนไหนที่มี การอภิปรายไปคล้ายกับเพื่อนสมาชิกที่อภิปรายไปแล้ว ก็คงจะต้องตัดประเด็นแล้วขอ ความร่วมมือกันในเบื้องต้นนะครับ ส่วนยังมีรายละเอียดซึ่งผมเองก็คงขออนุญาตนะครับ ที่ประชุมมีรายละเอียดอีกพอสมควร แต่ถ้าบรรลุตามข้อตกลงที่ได้คุยกันเบื้องต้น ที่ผมได้ รายงานต่อที่ประชุมก็คงไม่ต้องลงลึกในรายละเอียดที่เรามีการหารือครับ ขอออนุญาตครับ
ท่านพิเชษฐ์เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมฟังคําชี้แจงจากท่านวิชาญ มีนชัยนันท์ แล้วผมคิดว่าไม่ชัดเจน ดังนั้นผมไม่ถอนครับ
เชิญท่านสุนัย
ท่านประธานครับ ผม สุนัย จุลพงศธร ในฐานะเป็นวิปแต่ว่ามิได้เข้าไปร่วมประชุม ๓ ฝ่าย ท่านประธานครับ ฟังดูเสมือนหนึ่งว่าข้อตกลงระหว่างวิป ๓ ฝ่ายนี้เป็นเรื่องที่น่าจะเป็นผลดี แต่ท่านประธาน ผมก็แสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่งนะครับที่การประชุมวิป ๓ ฝ่ายนี้ดูจะ มีแนวทางที่ดีที่จะทําให้กฎหมายนี้จบลงได้ แต่ท่านประธานครับ ๔ วันที่ผ่านมานี้เราได้เจอ ปัญหากับการที่เราอภิปรายนอกข้อบังคับ แล้วก็ยากมากครับท่านประธานครับ ผมก็เห็นใจ ท่านพิเชษฐ์นะครับ ในฐานะเจ้าของญัตติ แต่ถ้าเราได้มีความจริงใจแล้วหวังที่จะทําให้ สภาแห่งนี้ ให้ประชาชนเชื่อถือว่าเราคุยกันด้วยกติกา ท่านประธานครับ บทเรียนเมื่อครั้งที่แล้ว จากการอภิปรายเรื่องกฎหมายรัฐธรรมนูญ ๑๕ วันนั้น มันเสียหายต่อสภาจริง ๆ ท่านประธาน ดังนั้นในตรงนี้ถ้าท่านประธานจะรับปากว่าทุกอย่าง ทุกฝ่ายจะให้ความร่วมมืออย่างดี อันนี้ เป็นความฝันจริง ๆ ที่จะเข้าสู่เส้นทางการปรองดองและทําความเข้าใจกันหลายด้าน ดังนั้น ผมอยากจะให้ท่านประธานได้ลองสอบถามให้ความมั่นใจ ไม่ใช่ต่อสภาให้ความมั่นใจต่อ ประชาชนเสียว่าเราจะร่วมมือกันอภิปรายตามข้อบังคับอย่างเคร่งครัด อย่างน้อยที่สุดในวันนี้ ก็เอาให้จบเสียกระบวนหนึ่ง ถ้าเป็นอย่างนี้ผมคิดว่าท่านพิเชษฐ์ได้รับทราบชัดเจน แล้วอาจจะมีความคิดเห็นเป็นอย่างอื่นได้ครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอความเห็นทางวิป ฝ่ายค้านได้ไหมครับ เชิญท่านประเสริฐ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ท่านประธานก็ได้เข้าไปร่วมนั่งฟัง ท่านประธานก็ทราบว่า เจตนาของพวกเรานี้ก็คือต้องการรักษาสิทธิในการอภิปรายของสมาชิกที่ได้สงวน คําแปรญัตติไว้ ที่ได้สงวนความเห็นไว้ แล้วเมื่อสักครู่ก็ได้มีการถามกันว่าส่วนของ พรรคประชาธิปัตย์ในมาตรานี้จะเหลืออีกกี่ท่าน พวกผมก็เรียนให้ทราบว่ามีจํานวน ไม่น้อยกว่าอีก ๓๐ ท่าน แล้วก็ได้กราบเรียนให้ท่านประธานแล้วก็ในห้องประชุมฟังว่า จริง ๆ ซีกของพวกผมที่สงวนคําแปรญัตติและสงวนความเห็นไว้ ที่ผ่านมา ๒ วันแรกนะครับ วันหนึ่งอภิปรายได้เพียง ๙ ท่านครับ ๒ วันก็ไป ๑๘ ท่าน วันนี้มาจนถึงปัจจุบันก็ได้ ๙ ท่าน เท่านั้นเองครับ รวมกัน ๓ วันจนถึงวันนี้ ดูเสมือนหนึ่งว่ามาก แต่ว่าอภิปรายไปได้เพียง ๒๗ ท่านครับ ท่านประธานครับ ในการรักษาสิทธิในการอภิปรายของสมาชิก ผมคิดว่า ยังต้องดํารงอยู่ ท่านประธานคงต้องให้สมาชิกอภิปรายไปตามนั้น แล้วท่านประธาน ก็ใช้วิธีกํากับนะครับ ส่วนใดที่พูดแล้ววนเวียนซ้ําซากท่านประธานเตือนผมไม่ว่าครับ เพราะ เป็นไปตามอํานาจหน้าที่ของท่านประธานและเป็นไปตามข้อบังคับ ผมคิดว่าถึงอย่างไรเสีย มันเป็นไปตามข้อบังคับอยู่แล้วครับ ไม่ได้แปรเปลี่ยนไปไหน ข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ก็ชัดเจน อยู่แล้วครับ สิทธิของสมาชิกยังต้องได้รับการรักษาสิทธินั้นเพื่อการอภิปรายในมาตรา ๓ ต่อไปครับ
ท่านวรชัยเชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทย สมุทรปราการ ท่านประธานครับ เราจะเห็นว่า อภิปรายมา ๓ วัน ๓ คืน ในมาตรา ๓ นั้น ที่จริงนั้นข้อบังคับ ข้อ ๙๖ ต้องอภิปราย ไม่ขัดหลักการและเหตุผลครับ ถ้าอภิปรายอย่างที่ผ่านมานั้นต้องยกเว้นข้อบังคับ ข้อ ๑๑๖ ครับท่านประธาน วันนี้เราไม่ได้ขอมติยกเว้นข้อบังคับ ข้อ ๑๑๖ ก็คือว่าถ้าอภิปราย ที่ขัดหลักการนั้นต้องยกเว้นข้อบังคับ ข้อ ๑๑๖ นี้ แล้วการอภิปรายผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ตลอดเวลาที่อภิปราย แล้วก็ซ้ําซาก คนแล้วคนเล่าคนเดิมครับ แล้วอภิปรายอย่างไร้จุดหมาย ครับท่านประธาน ไม่รู้ว่าจบเมื่อไร ท่านประธานได้อนุโลมให้คนที่สงวนคําแปรญัตติ ขัดหลักการและเหตุผลอภิปรายมาทั้ง ๓ วัน ๓ คืน ท่านประธาน เพราะฉะนั้นถ้าอภิปราย แต่ละท่านมีเหตุผลที่ไม่ซ้ํากันไม่ว่าครับ แต่วันนี้ซ้ํากันตั้งหลายท่านแล้วท่านประธาน ผมว่า สมควรใช้ดุลยพินิจประชาชนที่ดูอยู่ทางบ้าน ท่านก็บอกว่าถามมาโทรมาบอกว่าอภิปราย ซ้ําซากเบื่อหน่ายนะครับ เพราะฉะนั้นจะเอาอย่างไรก็ต้องมีกรอบเวลากําหนดครับ ท่านประธาน ไม่ใช่ปล่อยลอย ๆ อย่างนี้ ถ้าอย่างนี้ไม่สิ้นสุดครับท่านประธาน กําหนดเวลา จะอภิปรายกี่นาทีให้ชัดเลย แล้ววันนี้จะเอาอย่างไร สี่ทุ่มจบหรือไม่ครับท่านประธาน ขอบคุณครับท่านประธาน
ท่านรัชฎาภรณ์เชิญครับ
ท่านประธานคะ รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัด กาฬสินธุ์ ดิฉันว่าท่านประธานก็ทราบแล้วก็พักประชุมไปแล้ว แล้วก็ไปคุยกันเขาว่าอย่างไร กันบ้างนะคะ เมื่อท่านมาแจ้งในที่ประชุมแล้วมีผู้ไม่ยอมรับ ท่านก็ต้องพิจารณาแล้วก็ดูกัน การที่จะบอกว่ามันใช้เวลา ๓ วัน มันจะกี่วันก็ตาม เพราะว่ามันก็จะต้องดําเนินการไปตามที่ มีผู้สงวนคําแปรญัตติเอาไว้ ในเมื่อมันยังไม่ครบ มันยังไม่หมด ถามว่าจะกําหนดเวลาถึงเมื่อไร มันก็คงไม่ได้ค่ะ เพียงแต่ว่าท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็ได้เรียนท่านประธาน แล้วว่าท่านก็กํากับเวลาที่อภิปรายไม่ให้ออกนอกประเด็นหรือว่าก็ต้องช่วยดูค่ะ บางทีมันก็ อาจจะมีคนที่อภิปรายมาก เพราะว่ามันก็มีประเด็นหลายประเด็นนะคะ แต่ละคนคิด ไม่เหมือนกันหรอกค่ะ อาจจะมีอะไรที่เหมือนกัน หรือว่ามีหลายอย่างที่ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นดิฉันว่าเราก็อาจจะต้องรอให้ทุกคนได้อภิปราย อภิปรายไปแล้วไม่ได้เสียหาย กับบ้านเมืองหรอกค่ะ เพราะว่าการอภิปรายในสภาเป็นการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคน ดิฉันไม่อยากจะให้มารําพันว่ามันกี่วันแล้ว กี่วันก็ไม่เป็นไร ดิฉันไม่เห็นมีประชาชนโทรเข้ามา ถามเลยว่าทําไมมันถึงซ้ํากัน มีแต่คนโทรมาถามว่าทําไมช่อง ๑๑ ปล่อยภาพนายกรัฐมนตรี ออกไปตลอดทุก ๕ นาทีหรืออะไรอย่างนี้ เพราะฉะนั้นก็เลยคิดว่าอยากจะให้ท่านพิจารณา เพราะท่านไปร่วมพิจารณากับวิป ๓ ฝ่ายแล้วนะคะ
เชิญท่านอํานวย เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายอํานวย คลังผา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอกราบเรียนต่อท่านประธานนะครับว่าจากการที่เราได้ประชุม ปรึกษาหารือกันเมื่อสักครู่นี้ ทุกฝ่ายก็ยืนยันที่จะอภิปรายอยู่ในประเด็นนะครับ แล้วจะ กําหนดกรอบเวลาในวันพรุ่งนี้เป็นการยุติมาตรา ๓ ดังนั้นผมขออนุญาตให้ท่านพิเชษฐ์ได้ ถอนญัตติเพื่อจะได้ดําเนินการต่อไปนะครับ
แล้วเจ้าตัวไปไหนแล้ว ท่านพิเชษฐ์ว่าอย่างไรครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ตัวท่านประธานเองครับ ท่านประธานต้องแสดงความชัดเจนว่าจะควบคุมการประชุมอย่างไร ผมสงสัยเฉพาะมาตรา ๓ ในมาตรา ๔ มาตรา ๕ ผมไม่ได้ติดใจ แต่เฉพาะในมาตรา ๓ ใช้เวลามากเกินไปแล้ว แล้วก็มีความประสงค์ที่จะไม่ให้มีการอภิปราย ผมจึงได้ขอ ปิดอภิปรายครับท่านประธาน ดังนั้นท่านประธานจะต้องทําหน้าที่ของท่าน ท่านต้องรับปาก ว่าการอภิปรายจะอยู่ในข้อบังคับอย่างไร จะมีการกําหนดเวลา ๑๐ นาทีไหม ในมาตรานี้ ที่เหลือ เพราะวันนี้ทาง ส.ว. คนที่แปรญัตติเขาก็หมดแล้ว เหลือแต่คนที่ไม่ได้แปรญัตติ ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์เขาก็ยังเหลือจํานวนมาก ท่านประธานจะบริหารการประชุม อย่างไรครับ ท่านต้องชัดเจนครับ คนอื่น วิปก็ไม่สามารถที่จะควบคุมการประชุมได้ เหมือนท่านประธาน ท่านประธานต้องชัดเจนครับ ท่านตอบผมสิครับท่านประธาน
ผมคงทําได้โดยยึดข้อบังคับ แต่ก็เป็นเรื่องที่สมาชิกต้องให้ความร่วมมือด้วย ซึ่งเมื่อสักครู่วิป ๓ ฝ่ายไปคุยกัน ผมมีโอกาส ได้ไปนั่งฟังด้วยนะครับ ผมก็แค่ไปฟัง ก็เห็นบอกทางวิปฝ่ายค้านเขาก็รับรองว่าจะไม่ให้ อยู่นอกประเด็น จะยึดข้อบังคับนะครับ ฉะนั้นทุกฝ่ายก็เห็นตรงกันว่าถ้าอย่างนั้นก็เอาตามนี้ ก็คงได้เท่านี้ครับ
(นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ถ้าผมจําไม่ผิด มีผู้เสนอปิดอภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๔๗ แล้วท่านประธานก็ฟังการอภิปรายเรื่องอื่น ๆ เป็นเวลานานพอสมควร รวมถึง พักการประชุมด้วยนะครับ ในฐานะที่ผมเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาตั้งแต่ ปี ๒๕๑๘ การเสนอญัตติปิดอภิปราย ท่านประธานมีหน้าที่อย่างเดียวครับ ถามว่ามีท่านผู้ใด เห็นเป็นอย่างอื่น ไม่ใช่จะมาถามว่าถอน ไม่ถอน จะอภิปรายกันกี่นาที ไม่ใช่หน้าที่ของ ประธานนะครับ ถ้าท่านถือข้อบังคับเคร่งครัด ท่านต้องถามสมาชิกว่าจะมีผู้ใดเสนอ เป็นอย่างอื่นหรือไม่ ถ้ามีการเสนอญัตติก็จะมีการลงมติ นี่คือวิธีการปฏิบัติตามข้อบังคับ โดยเคร่งครัด อย่างที่ประธานพูดเสมอว่าจะปฏิบัติตามข้อบังคับโดยเคร่งครัด ผมจําเป็น ต้องยืนขึ้นประท้วงทั้ง ๆ ที่ไม่ควรจะต้องประท้วง เพราะผมยกมือจะขอพูด ท่านประธานเห็น แต่กลับไปถามหาสมาชิกที่ไม่ปรากฏตัวอยู่ในห้องประชุมว่าอยู่ที่ไหนช่วยมาพูดหน่อยเถอะ ผมว่าท่านประธานกําลังทําผิดข้อบังคับครับ ขอบคุณครับ
ขอฟังท่านสุดท้ายนะครับ เห็นยกมือขึ้นนานแล้วครับ ท่านพงศกรเชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายพงศกร อรรณนพพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดขอนแก่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่น ตามข้อหารือของท่านประธานที่อยากถามท่านสมาชิกทุก ๆ ฝ่าย ต่อการประชุมของวิป ๓ ฝ่าย และหาข้อสรุปร่วมกัน ท่านพิเชษฐ์เองท่านก็บอกว่าต้องการความชัดเจนจาก ท่านประธานในการที่จะต้องเดินตามข้อบังคับการประชุม และข้อบังคับการประชุม ที่ฝ่ายค้านพูดมาโดยตลอดก็คือข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ข้อ ๙๙ นั้น สมาชิกรัฐสภาอภิปราย ได้เฉพาะถ้อยคําหรือข้อความที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม แต่ที่ผ่านมานั้นต้องขออนุญาตนะครับ นั่งฟังกันมา ๓-๔ วัน ท่านประธานปล่อยให้สมาชิกผู้แปรญัตตินั้นอภิปรายเหมือนวาระที่หนึ่ง ซึ่งทางเพื่อนสมาชิกทุกท่านก็เห็นคล้อยตามกัน ท่านพิเชษฐ์เองผมมั่นใจเหลือเกินว่าท่านคง จะถอนให้ แต่อยากรับฟัง ซึ่งทางท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรยื่นไมตรีมาบอกว่า วิป ๓ ฝ่ายคุยกัน พวกเราฟังเราก็ชื่นใจเพราะว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญที่เราแก้ไขนั้นมีเพียง ๑๓ มาตรา เราก็ต้องมีการสังคายนากันให้ชัดเจน แล้วฝ่ายค้านเอง สมาชิกวุฒิสภาในส่วน ของการสรรหาเอง หรือการเลือกตั้งเอง หรือแม้แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็จะต้องมี การกําหนดกันให้ชัดเจน วันนี้ก็เช่นเดียวกัน ผู้แปรญัตติเหลืออีกไม่กี่ท่าน เหลืออีกแค่ ไม่กี่ท่านนะครับ ตามที่ฟังมาแค่ ๘-๙ ท่าน ที่แปรญัตตินะครับ เพราะฉะนั้นส่วนที่แปรญัตติไว้ ก็ให้ท่านพูดเสีย แต่พูดในถ้อยคําที่ท่านได้แก้ไขเพิ่มเติมเท่านั้นเอง ถ้าท่านยืนยันอย่างนี้ ผมมั่นใจว่าท่านพิเชษฐ์เองท่านก็น่าจะไม่ติดใจในญัตติที่ท่านให้มีการโหวต แล้วก็มีการปิด การอภิปรายใน มาตรา ๓ แล้วท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเองก็คงจะต้องกําชับ ในส่วนผู้แปรญัตติว่าจะต้องแก้ไขตามที่แปรญัตติไว้เท่านั้น ผมขอเสนอท่านประธานว่า ท่านประธานต้องเดินตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ของท่านประธานอย่างเคร่งครัด ท่านประธานต้อง เดินตามข้อ ๔๓ อย่าให้ซ้ําประเด็นและที่สําคัญก็คือ ข้อ ๙๙ คือขออนุญาตที่จะนําเสนอต่อ ท่านประธานรัฐสภาด้วยความเคารพครับ
ผมพยายาม ปฏิบัติตามที่ท่านพงศกรพูดอยู่แล้วนะครับ แต่บางทีมันเป็นเรื่องของศิลปะพอสมควร ก็อาจจะต้องมีบ้างที่จะต้องอะลุ่มอล่วย ท่านพิเชษฐ์ครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ความยืดเยื้อยาวนานขึ้นอยู่กับการบริหารการประชุมของท่านประธาน ดังนั้นจากนี้ไปขอให้ ท่านประธานทําหน้าที่อย่างชัดเจน แล้วก็ทําหน้าที่ให้เต็มที่ตามข้อบังคับนะครับ ผมเห็น แก่ท่านประธานนะครับ ผมขอถอนครับ
ขอบคุณครับ อย่างนั้น ผมจะยึดถือตามหลักการนี้นะครับ โดยยึดข้อบังคับก็คิดว่าทุกฝ่ายก็คงให้ความร่วมมืออยู่แล้ว เมื่อสักครู่นี้ตัวแทนวิปฝ่ายค้านก็ได้ยืนยันในหลักการนี้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราก็จะ ดําเนินการตามนี้นะครับ ท่านคํานูณครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ตกลงจะให้ผมอภิปรายต่อใช่ไหมครับ
ครับ ก็น่าจะไม่เกิน สัก ๕ นาทีครับ
ผมลูกผู้ชายครับ คําไหนคํานั้นท่านประธาน อันที่จริงก่อนหน้านี้ก็ใกล้จะจบแล้วแต่ต้องย้อนสักนิดหนึ่ง คือผมบอกว่าสิ่งที่กรรมาธิการไปแก้ไขในมาตรา ๑๑๒ นั้น ผมเห็นด้วยที่ทําให้ชัดเจนขึ้น เพราะว่าก็คือการกลับไปใช้รูปแบบเสมือนหนึ่งว่าจะเป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แต่ผมได้ใช้เหตุผลชี้แจงแสดงมาทั้งหมดเพื่อที่จะบอกว่า มันเพียงแต่ดูเหมือน แต่ความจริงไม่ใช่นะครับ เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น เป็นการปฏิรูปการเมือง ครั้งสําคัญที่ต้องการให้วุฒิสภาไทยทําหน้าที่ใหม่ ก็คือทําหน้าที่การเป็นสภาตรวจสอบ การเป็นสภาที่มาขององค์กรอิสระ และอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าความเป็นพหุนิยมหรือ พหุอํานาจ ก็คือเปิดโอกาสให้กลุ่มบุคคลอื่นที่ไม่ใช่นักการเมืองนั้นสามารถที่จะเข้ามาอยู่ได้ แม้ว่าจะออกแบบให้มีการเลือกตั้งทั้งหมด ๒๐๐ คน แต่ก็ได้มีกลไก ๓-๔ ประการ ที่จะทําให้ ได้บุคคลคนละกลุ่ม ผมคงจะไม่มีเวลาย้อนนะครับ กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ส่วนหนึ่ง ก็ได้พยายามที่จะพัฒนากฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ โดยแก้ไขจุดอ่อนบางประการ แล้วก็ คง ส.ว. เลือกตั้งไว้ แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้มีคนพูดกันถึงประเด็นนี้ เพราะว่าความขัดแย้ง ทางการเมือง ๗-๘ ปีนั้นบดบังไปนะครับ แต่สุดท้ายสิ่งที่ร่างแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ตั้งแต่ร่างแรก เสนอเข้ามา ท่านก็ทําลายประเด็นหลักการของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ลงไปข้อหนึ่ง ก็คือ ไปเลิกกฎห้ามเป็น ส.ว. ต่อเนื่องกันเกินกว่า ๑ สมัย คือต้องเว้นวรรค พอในชั้นคณะกรรมาธิการ ท่านก็ไปเพิ่มอีก ๒ ประเด็นขึ้นมา อย่างที่ทราบกันดี ซึ่งจะไป ปรากฏอยู่ในมาตราอื่นนะครับ เพราะฉะนั้นผมกําลังจะบอกว่า ผมเองไม่ได้รังเกียจเรื่อง การที่จะให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง แต่จะต้องมีหลักประกันว่าจะต้องคงความเป็น สภาตรวจสอบเอาไว้ ท่านประธานครับ อันที่จริงนอกจากจะเป็นสภาตรวจสอบแล้ว ความเป็นพหุนิยม ความเป็นพหุอํานาจของวุฒิสภา เราสามารถที่จะออกแบบร่วมกันได้ กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ใช้ความเป็นพหุนิยม พหุอํานาจ ไปออกแบบให้มีสภา ที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็คงไว้ แล้วก็ไปเพิ่ม สภาพัฒนาการเมือง แต่ในทางความเป็นจริงทั้ง ๒ สภานั้นก็ยังปฏิบัติหน้าที่ไม่เต็มที่ เท่าที่ควร ทําไมละครับ ทําไมเราไม่ใช้เวลาที่จะผนวกเอาทั้งสองสภา กับวุฒิสภามาคิด กันใหม่ เพื่อให้วุฒิสภาเป็นสภาที่สามารถคงความเป็นสภาตรวจสอบ และเป็นที่ยืนของ ทุกฝ่าย มีความเป็นพหุนิยม พหุอํานาจเอาไว้ ซึ่งในบางกรณีนั้นการเลือกตั้งแต่เพียง อย่างเดียว หรืออย่างน้อยการเลือกตั้งเฉพาะรูปแบบที่เราเคยมีมา อาจจะไม่สามารถสะท้อน ได้ทั้งหมด แต่เอาละครับ ถ้าสมมุติว่าเราจะเอากันแค่กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ จริง ๆ จะเลือกตั้งทั้งหมด ๒๐๐ คน แบบ ๑ เสียง ๑ พวงจริง ๆ นั้น กระผมคิดว่าวาทกรรม ที่บอกว่าจะคืนอํานาจให้ประชาชนนั้นไม่มีปัญหาครับ แต่กระผมขอเพียงบอกว่าอย่าคืน อํานาจให้แต่ประชาชนได้แต่เพียงการเลือกตั้ง ส.ว. ทั้ง ๒๐๐ คน แต่ต้องคืนโอกาสที่ ประชาชนเขาจะมีสภาตรวจสอบ โอกาสที่ประชาชนเขาจะมีสภาที่มาขององค์กรอิสระ ที่ประกันความเป็นกลางขององค์กรอิสระ และโอกาสที่จะมีวุฒิสภาที่เป็นที่ยืนของทุกฝ่าย มีความเป็นพหุนิยม มีความเป็นพหุอํานาจให้ได้ ภายใต้วาทกรรมคืนอํานาจให้ประชาชน กระผมเห็นด้วย แต่กระผมไม่อยากเห็นการแก้ไขที่จะเป็นเสมือนระหว่างทางการคืนอํานาจ ให้ประชาชนนั้นมันมีการชิงอํานาจไปให้กับคนบางกลุ่ม บางเหล่า เท่านั้นเองครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นกระผมเต็มใจและพร้อมที่จะยกมือให้กรรมาธิการ ถ้าเผื่อว่ากรรมาธิการจะแก้ไข เพียง ๒-๓ ประเด็นเท่านั้นครับ ท่านคงสิ่งที่ท่านแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา ๑๑๒ ไว้ แต่ท่าน คืนกฎห้ามเป็น ส.ว. ติดต่อกันเกินกว่า ๑ สมัยไว้ได้ไหมครับ ท่านคืนกฎ ๕ ปี บังคับด้านหน้า ไว้ได้ไหมครับ และท่านคืนกฎห้ามบุพการี ลูก เมียสมัครไว้ได้ไหมครับ และเอากฎห้าม หาเสียงตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กลับคืนมา ท่านประธานครับ ถ้าคณะกรรมาธิการทําได้ ตามนี้นั้น กระผมจะยกมือให้กับกรรมาธิการจริง ๆ กราบขอบพระคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ ที่ส่งรายชื่อมาให้ผมนะครับ ผมจะพิจารณาเฉพาะท่านที่สงวนความเห็น กรรมาธิการที่สงวน ความเห็นให้ได้พูดก่อน แล้วก็จะตามมาด้วยผู้สงวนคําแปรญัตตินะครับ แล้วถึงจะไปถึงคิว ผู้ที่ไม่ได้สงวน ไม่ได้อะไร แต่มันมีการแก้ไข เพราะฉะนั้นต้องเรียงลําดับตามนี้นะครับ ผมจะอนุญาตดําเนินการตามนี้นะครับ ท่านปวีณมีอะไร
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ปวีณ แซ่จึง ครับ ในกรณีที่มีผู้เสนอญัตติให้ปิดการอภิปรายตามข้อบังคับ การประชุม ข้อ ๓๖ เมื่อสภาได้รับญัตตินี้ มีผู้รับรองถูกต้องแล้ว การที่จะถอนญัตติต้องได้รับ ความเห็นชอบจากที่ประชุมเสียก่อน เพราะฉะนั้นท่านจะดําเนินการต่อไปเลยไม่ได้นะครับ อํานาจประธานจะสั่งเลยไม่ได้ แล้วผมขออภิปรายเพิ่มเติมนิดหนึ่งถ้าหากว่าการประชุมนี้ จะต่อเนื่อง ตัวท่านประธานเองจะต้องเพิ่มบทบาท อย่าปล่อย ผมดูแล้วประธานปล่อยมาก มีบางท่านอภิปราย ๓๕ นาที ประเด็นมีนิดเดียวแต่พูดอ้อมไป บางคนพูดไปเรื่องปฏิวัติ สภาแห่งนี้ไม่ได้สนับสนุนให้มีการปฏิวัติครับ นี่ผมพูดเพิ่มเติมเฉย ๆ ก็จะให้ท่านได้ขอมติ ก่อนครับ ท่านจะใช้อํานาจประธาน ไม่ได้ครับ
เจ้าตัวขอถอนแล้วนี่ครับ เจ้าตัวเขาขอถอนแล้ว
เจ้าตัวเขาจะถอน โดยลําพังไม่ได้ เมื่อญัตตินี้มีผู้รับรองโดยมีพวกกระผมรับรองถูกต้อง ท่านอ่านดูข้อ ๓๖ ครับ ถ้าเขาจะถอนญัตติต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมเสียก่อน เพราะญัตตินี้มีผู้รับรอง แล้วบรรจุ ถือว่าบรรจุในระเบียบวาระแล้วครับ ไม่ต้องเสนอโดยเป็นลายลักษณ์อักษร ท่านต้องถามมติครับ ไม่อย่างนั้นดําเนินการต่อไปไม่ชอบครับ
ท่านปวีณครับ เมื่อสักครู่ เจ้าตัวขอถอน แล้วก็ไม่มีใครติดใจ ก็ถือว่าไม่มีใครเห็นเป็นอื่นครับ
ท่านประธานครับ ท่านจะถามอย่างนั้นไม่ได้ครับ ท่านต้องถามมติครับ ท่านจะถามว่าใครไม่ติดใจไม่ได้ครับ ท่านต้องถามพวกผมก่อน พวกผมก็สงวนสิทธิเพราะว่าพวกผมรับรอง ผู้เสนอญัตติจะถอน เลยไม่ได้ครับ
ท่านปวีณครับ เราปฏิบัติมา อย่างนี้ตลอดครับ แล้วก็ต้องด้วยข้อบังคับแล้วละครับ ขอต่อเลยครับ ขออนุญาตนะครับ ผมจะเรียงตามนี้ ท่านผู้สงวนความเห็นก่อน คณะกรรมาธิการสงวนความเห็น แล้วก็มาถึง สมาชิกที่สงวนคําแปรญัตติ แล้วถึงจะไปที่สมาชิกที่จะอภิปรายตามนี้นะครับ เชิญท่านอัญชลี วานิช เทพบุตร ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน อัญชลี วานิช เทพบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดภูเก็ต พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ดิฉันก็เป็นหนึ่ง ในผู้ที่ได้ขอแปรญัตติร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา ๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ ของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แล้วให้ใช้ข้อความดังต่อไปนี้แทน
ในมาตรา ๑๑๑ นั้นเราทราบกันดีว่าเป็นเรื่องของที่มาของวุฒิสภา ดิฉันได้ขอ แปรญัตติไว้ว่าวุฒิสภานั้นจะประกอบด้วยสมาชิกจํานวน ๒๐๐ คน ดังต่อไปนี้ นั่นก็คือ สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกโดยตรงของประชาชน จํานวน ๑๐๐ คน และประเภทที่ ๒ ก็คือ สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยอ้อม นั่นก็คือมาจากการเลือกตั้งโดยสมาชิกองค์กรวิชาชีพ องค์กรอาชีพที่ได้รับการจดทะเบียนจํานวน ๑๐๐ คน และแบ่งประเภทเป็นประเภทละ ๑๐ คน ท่านประธานคะ ดิฉันจะไม่ลงไปในรายละเอียดว่าทั้ง ๑๐ ประเภทนั้นมีอะไรบ้าง ซึ่งดิฉันทราบดีกว่าทุกท่านคงจะได้ดูในคําแปรญัตติของดิฉันแล้ว ดิฉันคงต้องขออนุญาต เรียนต่อท่านประธานค่ะว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ นั้นถือว่าเป็นกฎหมาย รัฐธรรมนูญ (ฉบับที่ ๑๘) ของประเทศไทย ได้ประกาศใช้กันไปเมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๐ มาบัดนี้ก็ครบ ๖ ปีเต็มพอดีค่ะ และแน่นอนค่ะสองคนยลตามช่อง คนหนึ่งเห็น ดวงดาว อีกคนหนึ่งเห็นโคนตม อันนี้เป็นเรื่องของการพิจารณาแล้วก็เป็นการดูใน ๒ มิติ ที่เกิดขึ้น จึงเกิดการวิพากษ์สําหรับรัฐธรรมนูญฉบับ ปี ๒๕๕๐ อยู่ค่อนข้างมาก บ้างก็บอก บอกว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนอย่างแท้จริง เพราะว่าได้มีการผ่านกระบวนการแสดงความคิดเห็น แล้วก็ได้ผ่านความเห็นชอบประชามติ ของพี่น้องประชาชนมาแล้ว ดิฉันคงต้องเรียนค่ะว่าถ้าเราย้อนกลับไปดูสักเล็กน้อยว่า ประชาชนในขณะนั้นที่มีสิทธิในการที่จะไปให้ความเห็นชอบนั้นมีจํานวนอยู่ประมาณ ๔๕ ล้านคน มีคนออกไปใช้สิทธิในขณะนั้นประมาณ ๒๕ ล้านคน ๒๕,๙๗๘,๙๕๔ คน ตีกันโดยประมาณก็ประมาณ ๒๖ ล้านคน ปรากฏว่าท่านประธานคะ ใน ๒๖ ล้านคนนี้ค่ะ พี่น้องประชาชนให้ความเห็นชอบกับกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือปี ๒๕๕๐ ถึง ๕๘ เปอร์เซ็นต์ค่ะ แล้วมีผู้ที่ไม่เห็นชอบประมาณ ๔๑ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลืออีก ๑ เปอร์เซ็นต์ กว่า ๆ นั้นก็ถือว่าบัตรเสียค่ะ ในขณะเดียวกันท่านประธานคะ ว่าเมื่อทุกคนได้เห็นแล้วว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นฉบับแรกและฉบับเดียวที่ได้ผ่านการทําประชามติแล้ว จึงวิพากษ์กันว่าเป็นรัฐธรรมนูญ ของประชาชน แต่อีกมุมมองหนึ่งก็บอกว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นเป็นกฎหมาย รัฐธรรมนูญเผด็จการ เนื่องจากว่ามีที่มามาจากการปฏิวัติและรัฐประหารไป เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๑๕๔๙ ท่านประธานคะ ดิฉันคงต้องขออนุญาตเรียนต่อที่ประชุมสักเล็กน้อยค่ะว่า เมื่อวานนี้เองค่ะท่านประธาน ดิฉันได้มีการอบรมเยาวชนที่จังหวัดภูเก็ตค่ะ ปรากฏว่าดิฉัน ก็ถามเยาวชนค่ะว่า เวลาที่มีการอภิปรายเรื่องของการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ครั้งนี้ เยาวชนต่าง ๆ ได้ดูพิจารณาในเรื่องเหล่านี้หรือเปล่า เด็ก ๆ ตอบตรงกันเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ค่ะว่า ไม่ได้ติดตามในเรื่องของการอภิปรายการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ดิฉันก็กลับไปถามเขาต่อว่า แล้วเด็ก ๆ เคยอ่านกฎหมายรัฐธรรมนูญของประเทศไทยไหม คําตอบเหมือนเดิมค่ะ เกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่เคยอ่านกฎหมายรัฐธรรมนูญเลย แล้วคนที่ อ่านมาแล้ว ดิฉันก็ถามต่อไปว่าอ่านแล้วเข้าใจไหม เด็ก ๆ เหล่านั้นก็ตอบกันไปค่ะว่า เข้าใจบ้างแต่ไม่ทั้งหมด ซึ่งก็คงจะตรงกับที่ทางสภาบันการศึกษาได้ไปทําการวิจัยค่ะ ท่านประธานคะ ว่าการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือความรู้เกี่ยวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้ มันมีเกี่ยวพันระหว่างกฎหมายรัฐธรรมนูญกับประชาชนมากน้อยขนาดไหน ปรากฏว่า จากการวิจัยปรากฏว่าประชาชนของประเทศไทย เกือบครึ่งค่ะ ไม่เคยอ่านกฎหมาย รัฐธรรมนูญของประเทศไทยเลย เป็นจํานวน ๔๙.๘ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งดิฉันก็ไม่แน่ใจค่ะว่า พวกเราเองที่นั่งอยู่ในรัฐสภาแห่งนี้นั้นเคยอ่านกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้จบทั้ง ๓๐๙ มาตราหรือเปล่าและที่อ่านมาแล้ว ปรากฏว่าประชาชนตอบว่าเข้าใจเนื้อหาสาระนั้น เฉลี่ยอยู่เพียง ๓๗ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยไหม ก็คงต้องตอบว่าน้อยค่ะ เด็ก ๆ และเยาวชนก็ถามดิฉันว่าเขาไม่ได้เห็นความเกี่ยวพันระหว่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ กับตัวเขาเองเลย กับชีวิตความเป็นอยู่ เขากลับถามดิฉันว่า แล้วทําไมรัฐสภาแห่งนี้ไม่พูดกัน ในเรื่องของปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ยกตัวอย่าง เช่น ปัญหาพืชผลทางการเกษตรที่ตกต่ํา ปัญหาม็อบยางพารา ปัญหาข้าวของแพง แพงทั้งแผ่นดินอย่างนี้ค่ะท่านประธาน ดิฉันก็ตอบ บอกว่านั่นเป็นภารกิจของทางฝ่าย ส.ส. ที่ได้มีการยื่นญัตติอภิปรายไปแล้วในสภา แล้วก็เป็น หน้าที่ของฝ่ายบริหาร แต่อย่างไรเสียก็ตามการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นย่อมมี ความสําคัญ เพราะว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นถือได้ว่าเป็นกฎหมายแม่ค่ะเป็นกฎหมายต้นน้ํา ซึ่งแน่นอนจะเป็นที่มาของพระราชบัญญัติและกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งเป็นกฎหมายกลางน้ํา และแน่นอนที่สุดอีกเช่นกันค่ะว่า ในที่สุดปลายน้ํานั้นก็คือพี่น้องประชาชนที่จะต้องรับผลพวง จากกฎหมายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นดิฉันจึงบอกเด็ก ๆ และเยาวชนค่ะว่า ต้องหันกลับมาสนใจ แล้วก็ดูในการอภิปรายแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ดิฉันจึง ต้องขอขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างยิ่งค่ะ ที่ได้เปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ ได้มีการอภิปรายในเรื่องของกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้กันอย่างกว้างขวาง ดิฉันคงต้อง เรียนว่าแม้จะเป็นการย้ําคิดย้ําทําก็ตาม แต่อย่างน้อยที่สุดค่ะ ก็จะเป็นการชี้แนวทางให้ เด็ก ๆ และเยาวชนของเราหรือพี่น้องประชาชนที่สนใจแล้วบังเอิญเปิดมาเจอก็จะได้ทราบ แม้ว่าประเด็นอาจจะซ้ํากันไปได้บ้าง แต่ว่าโดยสาระและวิธีคิดอาจจะแตกต่างกันค่ะ
ประการที่ ๑ ท่านประธานคะ สําหรับดิฉันเองนั้นได้แปรญัตติไว้ในมาตรา ๑๑๑ ในเรื่องของที่มาของวุฒิสภาค่ะ ท่านประธานเราต้องยอมรับความเป็นจริงค่ะ ซึ่งเป็น ข้อเท็จจริงที่พวกเราทราบกันดีอยู่แล้วว่าวุฒิสภาในขณะปัจจุบันนี้หรือว่าตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ นั้น ได้มีวุฒิสภาอยู่ ๒ ประเภทค่ะ ประเภทแรกก็คือวุฒิสภา ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องใน ๗๖ จังหวัด และอีกประเภทหนึ่งก็คือวุฒิสมาชิก ซึ่งมาจากการสรรหาค่ะ ซึ่งหมายถึงว่าคนเหล่านั้นจะเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วก็เป็นผู้ที่มีความรู้ เฉพาะทางมาจากสายอาชีพอื่น ๆ โดยตรง เช่นนี้สมาชิกทั้ง ๒ ประเภทนั้น จะต้องมีจํานวน อยู่ทั้งสิ้นประมาณ ๑๕๐ คนค่ะ แต่เมื่อท่านคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ได้มาแก้ไขให้เป็น วุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้งโดยตรง แล้วก็เพิ่มจํานวนเป็น ๒๐๐ คนนั้น ดิฉันเองไม่ได้ ติดใจ จริง ๆ แล้วไม่ได้ติดใจว่าจํานวนจะเป็นเท่าไรค่ะ ท่านประธานคะ แต่สิ่งที่ดิฉันคิดว่า รัฐสภาแห่งนี้ควรจะต้องต้องมาพูดคุยกันให้ตกผลึกค่ะว่า เราหรือว่าพี่น้องประชาชนจะเลือก วุฒิสมาชิกเข้ามาทําหน้าที่อะไรนั้นตรงนั้นสําคัญกว่า เพราะหากเรารู้อํานาจหน้าที่ที่เรา ต้องการจะให้เขามาเป็นให้เขามาปฏิบัติแทนเราแล้วนั้นค่ะ ถึงจะมาจัดสร้างโครงสร้าง แล้วก็ ทําระบบออกแบบกันให้ถูกต้อง ฉะนั้นอํานาจหน้าที่นั้นหลายคนก็พูดตรงกันค่ะ สําหรับ อํานาจหน้าที่นั้นเกือบจะเรียกว่าท่านคณะกรรมาธิการไม่ได้มีการแก้ไขนะคะ อํานาจหน้าที่ ของ ส.ว. ทําหน้าที่หลักอย่างที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวไปแล้วหลายท่าน นั่นก็คือทําหน้าที่ ในการกลั่นกรองกฎหมายค่ะท่านประธาน นั่นเป็นหน้าที่หลัก ดิฉันย้ําว่ากลั่นกรองกฎหมาย ไม่ใช่มาออกกฎหมายนะคะ
ประการที่ ๒ ก็คือการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน
ประการที่ ๓ ที่สําคัญมากซึ่งดิฉันถือว่าเป็นอํานาจพิเศษค่ะ เป็นหน้าที่พิเศษ นั่นก็คือ ส.ว. สามารถที่จะมาเลือก มาแต่งตั้ง มาให้ความเห็นชอบผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กร อิสระได้ นอกจากนั้นยังจะสามารถในการถอดถอนบุคคล ถอดถอนนักการเมืองออกจาก ตําแหน่งได้ ตรงนี้ค่ะเป็นอํานาจและหน้าที่พิเศษซึ่ง ส.ว. จากกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้ถูกกําหนดขึ้น จึงเป็นที่มาของจํานวน ส.ว. ๑๕๐ คนมาจาก ๒ ประเภท ท่านประธานคะ เรากลับมาดูว่า ส.ว. ทําหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย ส.ส. ทําหน้าที่ออกกฎหมาย มันต่างกัน อย่างไรคะ ส.ว. ที่มาทําหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายมาจาก ๒ ประเภท ดิฉันเข้าใจว่า เจตนารมณ์ของการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญในปี ๒๕๕๐ นั้นก็คือ
๑. ต้องการให้ ส.ว. ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงนั้นเป็นผู้ที่เป็นตัวแทนของ พี่น้องประชาชน และรับรู้ปัญหาในพื้นที่ เรียกได้ว่าค่อนข้างชัดเจน ก็จะมาเป็นผู้แทน ซึ่งจะต้องนั่งอยู่ในสมาชิกวุฒิสภาแล้วให้องค์ความรู้ หมายความว่าให้องค์ความรู้ต่อ ส.ว. ที่มาจากสรรหาค่ะท่านประธาน
๒. สําหรับ ส.ว. ที่มาจากการสรรหาอีก ๗๔ คนนั้นมาจากสายอาชีพ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นคนที่มีประสบการณ์และมีความรู้เฉพาะทาง ทั้ง ๒ ฝ่าย ดิฉัน หมายความว่าทั้ง ๒ ประเภทนั้นก็จะสามารถมาเติมเต็ม มาทําหน้าที่ในการกลั่นกรอง กฎหมายได้อย่างสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ตรงนี้เองจึงเป็นที่มาของว่าทําไม ส.ว. ต้องมี ๒ ประเภท เพราะฉะนั้น ส.ว. มีหน้าที่กลั่นกรอง เราก็ต้องอาศัย ส.ว. ทั้ง ๒ ประเภท อย่างที่เขาเรียกกัน ค่ะว่ามีหยินกับหยางที่สมบูรณ์กันแล้วเราก็จะได้ความหมายที่สมบูรณ์ของการทําหน้าที่ กลั่นกรองกฎหมาย ส่วน ส.ส. นั้นเป็นผู้แทนราษฎรค่ะ มีหน้าที่ในการตราพระราชบัญญัติ ต่าง ๆ มีหน้าที่ในการออกกฎหมาย หน้าที่มันต่างกันอย่างเห็นได้ชัด นั่นเป็นประการที่ ๑ นะคะท่านประธาน ครั้นกลับมาดูค่ะท่านประธานคะว่าอํานาจพิเศษอีกอํานาจหนึ่งซึ่ง ส.ว. ได้รับไปนั่นก็คือการเลือก การแต่งตั้ง และการให้ความเห็นชอบผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กร อิสระหรือว่าถอดถอนบุคคล นักการเมืองออกจากตําแหน่งได้นั้น การออกแบบอํานาจหน้าที่ ให้กับ ส.ว. ต่าง ๆ อย่างที่ดิฉันได้นําเรียนแล้วนั้น อํานาจหน้าที่พิเศษตรงนี้ค่ะต้องการอาศัย ความเป็นอิสระค่ะ การไม่ยึดโยงในเครือข่ายของพรรคการเมืองหรือนักการเมืองใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะเขาจะทําหน้าที่อย่างที่ท่านสมาชิกวุฒิสภา ขออภัยที่ได้เอ่ยนามได้พูดแล้วว่าเขาจะทํา อีกหน้าที่หนึ่งนั่นก็คือสภาตรวจสอบ แทนพี่น้องประชาชน เพราะว่าจริง ๆ แล้วถ้าให้สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรเป็นคนตรวจสอบรัฐบาลแต่เพียงฝ่ายเดียวนั้น แน่นอนค่ะว่าฝ่ายค้านยกมือ อย่างไรก็แพ้ทางฝ่ายรัฐบาลอยู่ดี เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการออกแบบค่ะ แล้วก็วางระบบไว้ว่า ส.ว. นั้นที่จะมีอํานาจพิเศษ ทําหน้าที่ในฐานะเป็นสภาตรวจสอบนั้นจึงต้องมีคุณสมบัติ ที่แตกต่างจาก ส.ส. ค่ะท่านประธาน เพราะฉะนั้นเมื่อคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ มาแก้ไขด้วยการที่บัญญัติให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งโดยตรงเลยนั้นดิฉันคิดว่าถ้าอย่างนั้น ก็หมายความว่าเปลี่ยนรูปแบบของการปกครอง เพราะปัจจุบันและในอดีตก็ตามของเรานั้น เป็นสภาคู่ค่ะ ท่านประธานคะ ไม่ใช่สภาเดี่ยว หาก ส.ว. ทั้ง ๒๐๐ คนมาจากการเลือกตั้ง ก็จะมีหน้าที่ มีคุณสมบัติคล้าย ๆ กับ ส.ส. ของเรานี่เอง เพียงแต่มีอํานาจหน้าที่ที่แตกต่าง แล้วก็มากกว่า ส.ส. เพราะฉะนั้นก็จะกลายเป็นสภาเดี่ยวเลย เท่ากับต่อไปในอนาคตนั้น เราอาจจะมี ส.ส. ๗๐๐ คนไปในคราวเดียวกันก็ได้ ซึ่งดิฉันคิดว่าถือว่าผิดหลักการนะคะ หมายความว่าผิดเจตนารมณ์ของกฎหมายและการดีไซน์แบบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และข้อสําคัญ ที่สุดก็คือ ส.ว. อีก ๒๐๐ คนที่มาทําหน้าที่ มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับ ส.ส. นั้นก็จะทําให้ สิ้นเปลืองงบประมาณไปเปล่า ๆ ค่ะท่านประธานคะ อย่างนั้นก็มี ส.ส. แค่ ๕๐๐ คนเป็น สภาเดี่ยวไปเลยก็น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า ท่านประธานคะ ลองคิดดู เพราะว่าพี่น้อง ประชาชนถามดิฉันบอกว่าแล้ว ส.ว. ๒๐๐ คนถ้ามาจากการเลือกตั้งโดยตรงนั้นเราใช้ งบประมาณประมาณเท่าไร ปัจจุบันนั้นเงินเดือนที่เราได้รับ ส.ส. หรือ ส.ว. นั้นเท่ากันนะคะ ท่านประธาน ดิฉันตีโดยรวมให้ก็คนคนหนึ่งตกประมาณ ๑๑๓,๕๖๐ บาท คูณ ๒๐๐ คน เข้าไปก็ตกประมาณ ๒๒,๗๑๖,๐๐๐ บาท ท่านประธานคะ ปีหนึ่งมี ๑๒ เดือนค่ะ คูณ ๑๒ เข้าไปก็ตกอยู่ที่ ๒๗๒ ล้านบาทค่ะ คูณเข้าไปอีกค่ะว่าเขาอยู่ได้ ๖ ปีค่ะท่านประธานคะ เงินเดือนเต็ม ๆ เลย ก็คือ ๑,๖๓๕ ล้านบาทค่ะท่าน นี่ไม่รวมตําแหน่งของผู้ช่วย ส.ส. หรือผู้ช่วย ส.ว. ไม่รวมค่าโดยสาร ค่าเดินทางทั้งหลายแหล่นะคะ ตรงนี้ค่ะดิฉันถึงบอกว่า เมื่อเราต้องการ ส.ว. มาเพิ่มเติมจากการเลือกตั้งโดยตรง ๒๐๐ คนนี้ค่ะ ท่านประธานคะ แต่จริง ๆ แล้วบทบาทหน้าที่นั้นดิฉันเข้าใจว่าเป็นการกําหนดคุณสมบัติของ ส.ว. ที่ผิดไปจาก เจตนารมณ์ของกฎหมาย ข้อสําคัญที่สุดก็คือท่านคณะกรรมาธิการ ต้องขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านประธานคณะกรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่เองก็ได้บอกว่าการที่กําหนดให้ ส.ว. มาจาก การเลือกตั้ง ๒๐๐ คนนั้น เพื่อแสดงถึงความเป็นประชาธิปไตย แล้วก็แสดงถึงความยึดโยง กับพี่น้องประชาชนได้ ดิฉันคงจะพูดเหมือนกับท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านที่กล่าวมาแล้วค่ะว่า การยึดโยงกับพี่น้องประชาชนหรือการแสดงในเรื่องของประชาธิปไตยนั้น มันไม่ใช่เพียงแต่ รูปแบบค่ะ การเลือกตั้งนั้นเป็นเพียงแต่รูปแบบชนิดมันเองที่สะท้อนให้เห็นว่ามีการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย อย่างที่คุณหมอวรงค์ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านได้เคยอภิปรายไปแล้ว ค่ะว่าในระบอบประชาธิปไตยจริง ๆ นั้นมันมีครบกันทั้ง ๕ องค์ประกอบด้วยกัน นั่นก็คือ
ประการที่ ๑ อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย แสดงรูปแบบด้วยการ เลือกตั้งค่ะ ท่านประธานคะ
ประการที่ ๒ ที่สําคัญมากไม่แพ้กันไปเลยนั่นก็คือความเป็นเสรีภาพของ พี่น้องประชาชนที่จะต้องแสดงออกและทําในสิ่งที่ไม่ละเมิดต่อกฎหมาย และ
ประการที่ ๓ ก็คือในเรื่องของความเสมอภาค
ประการที่ ๔ ก็คือในเรื่องของหลักกฎหมาย และ
ประการที่ ๕ ก็คือการเคารพในเสียงส่วนน้อย
ท่านประธานคะ ดิฉันคงต้องเรียนว่าจากที่บทบาทที่พวกเราพิสูจน์ให้กับ พี่น้องประชาชนได้เห็นค่ะว่า แม้ ส.ส. มาจากการเลือกตั้งก็ตาม มันไม่ได้สะท้อนให้ครบ สําหรับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเลย ตรงนี้เป็นสิ่งที่ดิฉันได้เรียนแล้วค่ะว่า โดยระบบแล้ว เราควรจะต้องทําสิ่งเหล่านี้ให้ครบ ความเสมอภาคได้เกิดขึ้นจริง ๆ หรือไม่คะ ต้องเรียนว่าดิฉันคงต้องขออนุญาตท่านประธานว่า แม้กระทั่งนักการเมืองหรือว่า ส.ส. ที่ได้รับการเลือกตั้งมาเองแล้ว จริง ๆ แล้ว วันนี้ไปเป็นฝ่ายของการบริหาร อย่างเช่น รองนายกรัฐมนตรีก็ได้แสดงความไม่เสมอภาคค่ะ ด้วยการเอางบประมาณของจังหวัดภูเก็ต ที่จะต้องสร้างศูนย์ประชุมที่จังหวัดภูเก็ต แล้วเขาก็ยกเลิกโดยมติ ครม. ให้เอาเงิน ๒,๖๐๐ ล้านบาท งบประมาณในการสร้างศูนย์ประชุมที่จังหวัดภูเก็ตกลับคืนมา โดยการ ไปพูดปราศรัยในที่ประชุมว่าไม่เต็มใจที่จะทําเรื่องของการสร้างศูนย์ประชุมให้ เนื่องจากว่า ทางจังหวัดภูเก็ตไม่ได้เลือกพรรคเพื่อไทย อย่างนี้เป็นต้น
ท่านอัญชลีครับ อย่าไป อย่างนี้เลยนะครับ เราวิปก็ได้ตกลงกันแล้วไม่อยากให้ไปพูดในสิ่งที่พาดพิงทําให้คนอื่น เสียหายครับ เพราะฉะนั้นขอให้อยู่ในประเด็นนะครับ เชิญครับ ขอกระชับด้วยนะครับ
ค่ะท่านประธาน ดิฉันเพียงแต่ชี้ให้ดูค่ะว่าการยึดโยงกับพี่น้องประชาชนหรือว่าการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยด้วยการผ่านรูปแบบกับการเลือกตั้งเฉย ๆ นั้น ไม่เป็นความจริงค่ะ ดิฉันต้องการที่จะแสดงให้เห็นว่าในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น มันต้อง ยึดโยงทั้ง ๕ องค์ประกอบ อย่างที่ดิฉันได้นําเรียนแล้วค่ะท่านประธาน สิ่งเหล่านี้ จึงอยากจะเรียนไปยังทางคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ค่ะว่าท่านอาจจะต้องพิจารณา ถ้าท่านเห็นด้วยว่าความคิดเห็นของพวกเรานั้นค่อนข้างหลากหลายนะคะ แต่ก็จะตรง ประเด็นด้วยกัน นั่นก็คือว่าเมื่อเราเลือก ส.ว. มาทําหน้าที่ ตามอํานาจหน้าที่เดิมที่เคยปรากฏไว้ นั่นก็คือทําหน้าที่ในสภากลั่นกรองกฎหมายและทําหน้าที่ในสภาของการตรวจสอบแล้ว ท่านก็ควรจะให้ที่มาของ ส.ว. หรือคุณสมบัติของ ส.ว. ที่จะมาในยุคต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้ เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่ชัดเจนของกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เราได้บัญญัติไว้ค่ะท่านประธานคะ ดิฉันจึงขอสงวนคําแปรญัตติของดิฉันในมาตรา ๑๑๑ ในมาตรา ๓ นี้ไว้อย่างเดิมค่ะ ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน
เชิญท่านคุณสุกิจ ก้องธรนินทร์ ท่านสงวนไว้ในประเด็นให้มี ส.ว. จังหวัดละ ๑ ท่านนะครับ
กราบเรียนประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุกิจ ก้องธรนินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ตามที่กระผมได้ขอสงวน คําแปรญัตติร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ในมาตรา ๓ โดยการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๑๑ เกี่ยวกับการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรและวุฒิสภานั้น กระผมได้แปรญัตติขอแก้ไขดังนี้ท่านประธานครับ
ประเด็นแรก ให้วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจํานวนทั้งสิ้น ทั้งหมด ๑๕๐ คน คือจํานวนเท่ากับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน เนื่องจากไม่ปรากฏ เหตุผลในชั้นคณะกรรมาธิการว่าเหตุใดจึงต้องเพิ่มจํานวนสมาชิกวุฒิสภาจํานวน ๒๐๐ คน จริง ๆ แล้วกระผมไม่ได้มีปัญหาขัดข้องใจในประเด็นว่าด้วยจํานวนสมาชิกวุฒิสภาจะมี จํานวนเท่าใด เพียงแต่สงสัยว่าเมื่อสมาชิกวุฒิสภา จํานวน ๑๕๐ คน สามารถปฏิบัติหน้าที่ ตามที่กฎหมายรัฐธรรมนูญกําหนดไว้ได้อย่างดีแล้ว เหตุใดจึงต้องปรับเปลี่ยนไปจากเดิม
ประเด็นที่ ๒ กระผมได้แปรญัตติไว้ให้สมาชิกวุฒิสภาที่มา ๒ แบบ คือมาจาก การเลือกตั้งและมาจากการสรรหา เหตุที่กระผมเห็นว่าควรเป็นเช่นนั้น เนื่องจากสมาชิก วุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งจะสะท้อนถึงการตอบโจทย์เสียงของประชาชนข้างมาก ในระบอบประชาธิปไตย ที่สามารถเลือกผู้แทนของตนเองที่มีความใกล้ชิดและไว้วางใจ ให้กับคนผู้นั้นเป็นผู้แทนมาใช้อํานาจอธิปไตยแทนในส่วนของตน มีความเชื่อมโยงกับ ประชาชนและรู้ถึงปัญหาของพื้นที่เป็นอย่างดี เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้อย่าง ตรงจุดไม่ว่าจะเป็นอํานาจหน้าที่ในการคัดกรองกฎหมาย หรือหน้าที่ในการถอดถอนบุคคล หรือองค์กรต่าง ๆ ที่ทําหน้าที่ในการคัดกรองกฎหมายหรือทําหน้าที่ในการถอดถอนบุคคล ในองค์กรต่าง ๆ อันนี้เป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าใจภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อย่างไรก็ตามกระผมเห็นว่าเมื่อพิจารณาจากอํานาจหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาตามที่ รัฐธรรมนูญกําหนด อย่างไรก็ตามนอกจากอํานาจในการคัดกรองกฎหมาย ตรวจสอบ ร่างกฎหมายที่จะบังคับใช้ในประเทศแล้ว ยังมีหน้าที่ในการถอดถอนบุคคลหรือองค์กร ต่าง ๆ ด้วย ซึ่งจําเป็นต้องมีความรู้ความสามารถและมีความเป็นธรรม ซึ่งสมาชิกที่มาจาก การเลือกตั้งอาจไม่สามารถตอบโจทย์ตรงนี้ได้ ท่านประธานครับ การสรรหาก็เป็นทางออก ที่ดีในการที่เป็นประเด็นนี้ในการที่จะได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาที่สามารถปฏิบัติหน้าที่นี้ ได้อยู่แล้ว ทําให้ได้วุฒิสภาที่มีความหลากหลายทางวิชาชีพ และเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มันเป็นเรื่องของการจัดรูปแบบขององค์กร ให้มีความเหมาะสมกับอํานาจหน้าที่ ซึ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญเดิมก็มีบัญญัติไว้ดี และสมเหตุสมผลอยู่แล้ว กระผมและเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านและประชาชนที่รับฟังอยู่นี้ มีข้อข้องใจว่าท่านจะแก้ไขไปทําไม ขอขอบคุณครับ
เชิญท่านอานิก อัมระนันทน์ ครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอานิก อัมระนันทน์ สภาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ดิฉันคิดว่า วุฒิสภาที่เป็นอยู่ตอนนี้ที่มีสมาชิกจากทั้งที่มาจากการเลือกตั้งและจากการสรรหาก็ทําหน้าที่ ได้ดีอยู่แล้ว ถ้าเราจะแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งทีเราก็ควรจะทําให้ได้ระบบที่ดีมากขึ้นไปอีก เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เราต้องพยายามที่จะเชื่อม อุดมคติกับความเป็นจริงให้มากที่สุด การเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ดี ดีมากค่ะที่ให้ประชาชน มีส่วนร่วม การให้ ส.ว. ต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ฟังดูก็น่าจะเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น แต่ทว่าท่านประธานคะ การที่กรรมาธิการเสียงข้างมากให้ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ดิฉันเกรงว่าจะทําให้เราได้ระบบที่แย่ลง ประชาธิปไตยอาจจะถดถอย เพราะว่าที่มาของ วุฒิสมาชิกไม่เหมาะสมกับบทบาทหน้าที่ตามที่เป็นอยู่ คือหน้าที่การตรวจสอบกฎหมาย ตรวจสอบการทํางานของฝ่ายบริหาร ตรวจสอบคน ทั้งแต่งตั้ง ถอดถอนตําแหน่งสําคัญ ๆ ในการเมือง ไม่ว่าจะเป็นตุลาการ ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ กกต. ป.ป.ช. แล้วก็ถอดถอนแม้กระทั่งท่านนายกรัฐมนตรี หรือประธานศาลฎีกาก็ตาม เพราะฉะนั้นวุฒิสมาชิกจําเป็นจะต้องมีความเป็นอิสระสูง ต้องเป็นกลางทางการเมือง ใครดี ก็ต้องว่าดี ปกป้อง ส่งเสริมเขา ใครผิดก็ต้องว่าผิด ไม่ส่งเสริม แล้วก็ต้องช่วยให้เขา ได้รับโทษตามกติกา ตามกฎหมาย ถ้าหากว่าเราใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งเรามีแนวโน้ม ที่จะได้คนที่จะต้องพึ่งพา ยึดโยงกับระบบอุปถัมภ์ซึ่งเป็นฐานเสียงในทางการเมือง ในการเลือกตั้งตามจังหวัดในสภาผู้แทนราษฎร หรือระบบพรรคการเมืองนั่นเอง ยากนะคะ ที่สมาชิกวุฒิสภาจากระบบนี้จะทําตัวให้เป็นอิสระและเป็นกลางได้ เพราะว่าแนวโน้มของเขา คือจะต้องพึ่งพาผู้มีอิทธิพลในระบบเลือกตั้ง โดยเฉพาะท่านกําลังแก้ให้เขาไม่ต้องเว้นวรรค เหมือนกับ ส.ว. ในชุดปัจจุบันที่มาจากการเลือกตั้ง และถ้าเผื่อเป็นแล้วอยากจะเป็นต่อ การตัดสินใจ ความคิดในการปฏิบัติหน้าที่ก็อาจจะต้องมีการคํานึงถึงฐานเสียง คํานึงถึง ความต้องการของพรรคการเมือง เราก็จะได้วุฒิสภาที่ไม่เป็นอิสระ ไม่สามารถทําหน้าที่ ตรวจสอบถ่วงดุลได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะท่านกําลังเพิ่มจํานวนของ ส.ว. จากการเลือกตั้ง ตามจังหวัด จากที่มีอยู่ ๗๗ เปอร์เซ็นต์เพิ่มเป็นถึง ๒๐๐ คน จะทําให้ฝ่ายบริหารซึ่งก็เป็น เสียงข้างมากอยู่แล้วในสภาโดยธรรมชาติไม่ว่าเป็นพรรคไหนนะคะ แนวโน้มก็คือเขาจะมี น้ําหนักมากขึ้นไปอีกหากวุฒิสภานั้นไม่เป็นอิสระ ประชาธิปไตยของเราจะถดถอย การใช้ อํานาจรัฐยากที่จะตรวจสอบถ่วงดุล รัฐสภาจะอ่อนแอ และอาจจะล่มสลายกลายเป็น เผด็จการรัฐสภา ประชาธิปไตยจะถูกเสียงข้างมากลากไปยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ การแก้ไข รัฐธรรมนูญในครั้งนี้แทนที่จะเชื่อมอุดมคติกับความเป็นจริง กลับจะกลายเป็นการเชื่อม ผลประโยชน์กับความเป็นจริง ธุรกิจการเมืองจะแพร่ระบาดมากว่าเดิม ผลประโยชน์ส่วนตัว ผลประโยชน์พวกพ้องจะเป็นใหญ่ โอกาสการทุจริตคอร์รัปชั่นจะสูงมากขึ้นไปอีก คอร์รัปชัน เชิงนโยบายก็จะมากขึ้น โอกาสของการมีนโยบายที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ก็จะน้อยเต็มที ฉะนั้นจะเห็นว่าวิธีการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกจะมีผลต่อเศรษฐกิจ ต่อชีวิต ความเป็นอยู่ของประชาชน หากประชาธิปไตยถดถอย ประเทศชาติก็จะถดถอยไปด้วย ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ดิฉันจึงได้สงวนความเห็นให้เปลี่ยนลักษณะของ เขตเลือกตั้งจากจังหวัดเป็นการเลือกตั้งตามสายอาชีพและสถานภาพของบุคคล ดิฉันอยากจะเห็นระบบการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด ท่านประธานคะ คนเรา แต่ละคนใส่หมวกหลายใบ ขออนุญาตฉายสไลด์ (Slide) นะคะ ได้ขออนุญาตตั้งแต่วันก่อนแล้ว
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
แต่ละคนก็มีอาชีพ มีสถานภาพมากกว่า ๑ อย่าง ตัวอย่างเช่น คุณ ก มีอาชีพรับราชการ เขาอาจจะมีหุ้นกับเพื่อนทําธุรกิจเล็ก ๆ เลิกงานแล้วก็ไปเปิดร้านกาแฟ และในชีวิตส่วนตัว คุณ ก ก็อาจจะมีรสนิยมไม่เหมือนบางคนอาจจะชอบคนเพศเดียวกัน เป็นเกย์หรือเป็นทอม เป็นดี้เขาเรียกว่ามีความหลากหลายทางเพศนะคะ นี่ก็คือหมวก ๓ ใบของคุณ ก เขามีหมวก ๓ ใบ แต่เขาจะมีสิทธิเลือกตั้ง ส.ว. ได้ ๑ คนค่ะ เขาจะเลือก ส.ว. ในแบบที่มีความหมาย มากที่สุดกับตัวเขา เราจะให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคนไปขึ้นทะเบียนเลือกอาชีพหรือสถานภาพ ได้คนละ ๑ อย่าง ผลของการขึ้นทะเบียนก็จะนําไปกําหนดตําแหน่ง ส.ว. สําหรับกลุ่มต่าง ๆ ที่ประชาชนต้องการ และเขาไม่จําเป็นจะต้องเป็นสมาชิกของสมาคมหรือชมรมอะไร จะสังเกตว่าข้อเสนอนี้แตกต่างจากข้อเสนออื่น ๆ เพราะว่าอยากจะให้สิทธิการเลือกกับ ประชาชนมากที่สุด ตัวอย่างเช่น คุณ ก อาจจะเลือกขึ้นทะเบียนเป็นข้าราชการ เพราะเขา อาจจะรู้สึกว่าข้าราชการเงินเดือนน้อย ไม่พอยังชีพ ไม่สมศักดิ์ศรี หรือไม่สมกับ ความรับผิดชอบ หรือเขาอาจจะเลือกขึ้นทะเบียนเป็นเอสเอ็มอี (SME) หรือผู้ประกอบการ รายย่อย เพราะเขาอาจจะเดือดร้อนจากการที่ถูกบังคับให้ต้องขึ้นค่าแรง รู้สึกว่าการกู้เงิน ในระบบนี้ทํายาก กู้นอกระบบก็ดอกเบี้ยแพง ถูกเอาเปรียบ หรือท่านประธานคะ เขาอาจจะ เลือกขึ้นทะเบียนเป็นคนอยู่ในกลุ่มหลากหลายทางเพศก็ได้ ถ้าเขารู้สึกว่าการที่เขาเป็นเกย์ ทอม ดี้ หรือมีรสนิยมทางเพศที่แตกต่างไปนี้ ทําให้เขา ถูกกีดกันและได้รับความไม่เป็นธรรม เขาจะเลือกอาชีพหรือสถานะที่ตัวเขาเองเห็นว่า ยังด้อยสิทธินะคะ ยังเสียเปรียบ แล้วก็ไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ได้รับการดูแลจากรัฐ เท่าที่ควร การขึ้นทะเบียนนี้จะทําให้เรารู้ว่าประชาชนต้องการอะไร แต่ก็จะไม่ผูกมัดเขา สามารถทําให้เขาเปลี่ยนใจได้ ในการเลือกตั้งจริง เขาอาจจะเลือกผู้สมัครที่สวมหมวกใบอื่น ก็ได้ อย่างเช่น คุณ ก ขึ้นทะเบียนเป็นข้าราชการ แต่พอเลือกตั้งเขาเห็นตัวผู้สมัครของกลุ่ม สมมุติกลุ่มหลากหลายทางเพศที่โดดเด่น แล้วเขาก็รู้สึกว่าจะดูแลผลประโยชน์ของเขา ได้ดีกว่าผู้สมัครในกลุ่มข้าราชการ เวลาเข้าคูหา เขาก็อาจจะใช้สิทธิกาเลือก ส.ว. จาก อีกกลุ่มหนึ่งก็ได้นะคะ แล้วคนที่ไม่ได้ไปขึ้นทะเบียนละคะ ก็จะไม่เสียสิทธิค่ะ เพราะว่า ได้เรียนแล้วว่า เราควรจะต้องออกแบบระบบให้ใกล้เคียงอุดมคติ นําอุดมคติมาสู่ ความเป็นจริงให้ได้มากที่สุด ถ้าเขาไม่ได้ขึ้นทะเบียนเขาอาจจะไม่ได้มีส่วนร่วมในการกําหนด ว่าจะมี ส.ว. สําหรับอาชีพอะไร หรือสถานภาพอะไรบ้าง แต่ว่าเขาจะสามารถเข้าคูหา กาเลือกคนที่เขาคิดว่าจะดูแลผลประโยชน์ที่ตั้งอยู่ในใจของเขาได้ดีที่สุด เราจะได้ ส.ว. ที่มีความหลากหลาย ปกป้องสิทธิ แล้วก็ดูแลประโยชน์ของคนทุก ๆ กลุ่มในสังคมอย่างทั่วถึง ที่สําคัญค่ะ เราจะได้ ส.ว. ที่มีโอกาสเป็นอิสระทางการเมืองมากกว่าการเลือกตั้งตามจังหวัด เพราะว่าจะมีการถ่วงดุลระหว่างพวกเรากับพรรคพวกของระบบอุปถัมภ์ การเลือกตั้งจะเป็น ระดับประเทศ โดย กกต. จะจัดการสนับสนุนให้มีการประชาสัมพันธ์ผู้สมัคร แล้วก็แน่นอน ต้องกําหนดเพดานการใช้เงินในการทําประชาสัมพันธ์หาเสียงได้ เพื่อให้โอกาสผู้สมัครที่ อาจจะสามารถทําหน้าที่ได้ดี แต่ว่าไม่เป็นที่รู้จัก หรือให้โอกาสกับกลุ่มอาชีพ กลุ่มสถานภาพ ที่อาจจะยังไม่มีการจัดตั้งเป็นสมาคมชมรมที่เป็นล่ําเป็นสันเพียงพอ อย่างเช่น ชาวนา ส่วนใหญ่ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสมาคมชาวนา ไม่ได้เป็นสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ เขาก็ยังมี สิทธิที่จะเลือกตัวแทนในกลุ่มชาวนาในวุฒิสภาได้เป็นต้น นอกจากนี้การเลือกตั้งตาม กลุ่มอาชีพ หรือสถานภาพจะทําให้ประชาชนตื่นตัวมากขึ้น เพราะเป็นการเลือกตั้งคนที่ ใกล้ตัวเขามากจริง ๆ เป็นคนอาชีพเดียวกับเขา คนที่มีความคิดคํานึงแบบเดียวกับเขามาดูแล ผลประโยชน์ของเขา ประชาธิปไตยของเราจะเข้มแข็งและแท้จริงมากขึ้นเมื่อคนจํานวนมาก เห็นว่าการเมืองเป็นเรื่องใกล้ตัว จะมีความตื่นตัวในหมู่ของประชากร ที่ตอนนี้เราเรียกกันว่า ไทยเฉย และที่สําคัญการตัดสินใจการเลือกตั้งของประชาชนทั่วไปจะมีการถ่วงดุลระหว่าง พวกเรากับพรรคพวกในระบบอุปถัมภ์ ระบบนี้จะทําให้เราได้รัฐสภาที่มีการถ่วงดุล ได้ระบบ เลือกตั้งที่ส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและจะได้ประชาธิปไตยที่เข้มแข็งขึ้น เพราะจะมีคนมาใช้สิทธิ เลือกตั้งมากขึ้น เราจะมี ส.ว. ที่หลากหลายดูแลผลประโยชน์ของทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง ซึ่งก็จะ แปลว่าผลประโยชน์ที่ว่านี้จะเป็นผลประโยชน์ส่วนรวมไม่ใช่ผลประโยชน์ของพวกพ้องใด พวกพ้องหนึ่ง ในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ประเทศไทยก็จะไม่ถอยหลัง ไม่ถลําสู่ หายนะของเผด็จการรัฐสภา เราจะได้ระบบที่ดีขึ้น ระบบที่เชื่อมอุดมคติกับความเป็นจริง ได้มากที่สุด หากการเลือกตั้งตามกลุ่มอาชีพสถานภาพนี้เป็นแนวทางที่จะเกิดขึ้นได้ ก็จะต้อง มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อหาหลักเกณฑ์ วิธีการ แล้วก็เงื่อนไขที่เหมาะสม รวมทั้งหาความพอดีระหว่างสัดส่วนของคนกลุ่มใหญ่ ๆ กับความหลากหลายและความ ครอบคลุมของกลุ่มต่าง ๆ ซึ่งจะนําไปสู่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเพื่อการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาต่อไป ท่านประธานคะ ดิฉันอยู่กับความเป็นจริง ข้อเสนอที่เสนอวันนี้อาจจะเป็นของใหม่ แต่ดิฉันอยากให้ประชาชนได้รู้ว่าในการแก้ไข กฎหมายรัฐธรรมนูญครั้งนี้ การที่จะให้ ส.ว. ต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดนั้น มันมี ทางเลือกที่ดีกว่าการเลือกตั้งตามจังหวัด อยากจะให้ประชาชนเห็นว่าเขากําลังจะสูญเสีย อะไร
ขอสไลด์อันสุดท้ายค่ะ ที่มาของ ส.ว. นะคะ หากจะต้องมาจากการเลือกตั้งนี่ ก็ควรที่จะให้เป็นคนที่อาชีพเดียวกับเรา คิดเหมือนเรา มาตรวจสอบกฎหมายแทนเรา ตรวจสอบรัฐบาลแทนเรา แล้วก็ดูแลผลประโยชน์ของเรา เลือกตั้งตามกลุ่มอาชีพหรือตาม สถานภาพ แล้วแต่คุณ ท่านประธานคะ ดิฉันยืนยันด้วยความรักชาติ รักประชาธิปไตย อยากจะเห็นบ้านเมืองเจริญและสงบสุข ถ้าวุฒิสภาไม่สามารถทําหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลได้ ประชาธิปไตยจะถดถอยสู่เผด็จการรัฐสภา ธุรกิจการเมืองจะแพร่ระบาด การทุจริต คอร์รัปชันจะมากมาย นโยบายที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมก็จะเกิดได้ยาก ประชาชนจะเดือดร้อน ประเทศชาติจะเสียหายไม่รู้จบ ดิฉันจึงขอสงวนความเห็นให้เปลี่ยน การเลือกตั้งวุฒิสมาชิกตามจังหวัด เป็นการเลือกตั้งตามสายอาชีพและสถานภาพ ขอบพระคุณค่ะ
เชิญท่านนคร มาฉิม ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ ก่อนอื่นต้องถือโอกาสนี้ ขอบคุณท่านประธานและวิปทั้ง ๓ ฝ่าย ที่ได้ประชุมปรึกษาหารือกันและให้โอกาสต่อเพื่อน สมาชิก รวมถึงตัวผมด้วย ได้มีโอกาสที่จะแสดงเหตุผลต่อการแปรญัตติแล้วก็สงวนคําแปรญัตติ ในกฎหมายสูงสุดของประเทศก็คือกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งเป็น กฎหมายแม่บทที่กฎหมายทุกฉบับในประเทศนี้จะต้องไม่มีความขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติ ของกฎหมายสูงสุดหรือว่ากฎหมายแม่ ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บท และเป็นกฎหมายที่กําหนด ทิศทางในการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นกฎหมายที่จะกําหนดแนวทางในการบริหารและ พัฒนาประเทศต่อไปเพื่ออนาคตของไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การเมืองการปกครองของประเทศเรา ส่วนใหญ่แล้วอยู่ในอํานาจของการปฏิวัติรัฐประหาร กฎหมายรัฐธรรมนูญหลายฉบับใน ๑๘ ฉบับถูกร่างขึ้นโดยคณะปฏิวัติ โดยคณะรัฐประหาร และนักวิชาการ รวมไปถึงผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญที่เป็นปรมาจารย์ เป็นผู้ที่มีความถนัดในการยกร่าง กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับต่าง ๆ นั้นผมดูและศึกษาทุกฉบับทั้ง ๑๘ ฉบับ เห็นถึงเจตจํานง และเจตนารมณ์ของเขาที่ไม่ไว้วางใจต่อตัวแทนที่มาจากประชาชน มีทัศนคติที่เป็นลบต่อ นักการเมืองเป็นอย่างยิ่ง และวางขวากหนามและอุปสรรคต่าง ๆ ต่อการใช้อํานาจของ ประชาชนบนความไม่ไว้วางใจและมีทัศนคติที่เป็นลบต่อนักการเมืองที่มาจากประชาชน จึงมีการวางกับดักไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญในแต่ละฉบับอย่างน่าสะพรึงกลัว ท่านประธานครับ แสดงให้เห็นว่าผู้ที่เคยร่าง ผู้ที่ร่าง และผู้ที่วางกับดักต่าง ๆ ไว้เหล่านี้ไม่เคยมีความไว้วางใจ และไม่กล้าที่จะมอบอํานาจอธิปไตยให้กับประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศอย่างแท้จริง ผู้ที่ร่างไม่ได้ใช้ครับ แต่ว่าผู้ที่ใช้ไม่ได้ร่าง ท่านประธานที่เคารพครับ อันที่จริงแล้วผม โดยความเห็นอย่างเป็นอิสระบนจิตวิญญาณแห่งประชาธิปไตย ผมเชื่อครับท่านประธานครับ เชื่อมั่นในเจ้าของอํานาจก็คือประชาชน ประชาชนจะมีวิจารณญาณ ประชาชนจะมีความรู้ความสามารถที่จะตัดสินใจว่าจะเลือกตัวแทนของเขาแบบไหน เพื่อที่จะให้ตัวแทนของเขามาใช้อํานาจอธิปไตยแทนเขาซึ่งเป็นประชาธิปไตยทางตรง ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ที่จะให้คน ๖๕ ล้านคนมาร่วมประชุมในรัฐสภาแห่งนี้ จึงจําเป็นที่จะต้องมี ผู้แทนปวงชนชาวไทย ก็คือ ส.ส. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็ ส.ว. สมาชิกวุฒิสภาขึ้น และเป็นตัวแทนของคนไทยทั้งประเทศในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทยมาประชุมปรึกษาหารือ และแก้ไขปัญหาทุกข์ร้อน แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องคนไทยทั้งประเทศในเวที รัฐสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองยังนึกเสียดายว่าเสียง ส่วนใหญ่ของรัฐสภายังไม่มีความกล้าหาญเพียงพอที่จะคืนอํานาจอันแท้จริงให้กับเจ้าของ ประเทศแล้วก็เจ้าของอํานาจอันแท้จริง ก็คือคนไทยทั้ง ๖๕ ล้านคน ท่านประธานที่เคารพ แต่ขาดอยู่อย่างเดียวสิ่งที่ขาดไปก็คือบรรยากาศแห่งความปรองดอง บรรยากาศที่จะสร้างขึ้น จากอํานาจส่วนใหญ่ หรือว่าเสียงส่วนใหญ่ของรัฐสภา และบรรยากาศของเสียงส่วนน้อย ในฐานะฝ่ายค้านที่จะได้หาบรรยากาศ เขาเรียกว่า สานเสวนาบนสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อ ประเทศ บนสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง บนความจริงใจ บนความสุจริต และปราศจากอคติต่อกัน ท่านประธานที่เคารพ แล้วทั้งสอง มาร่วมแสวงหาทางออกให้กับ ประเทศ แข่งกันทําความดี แน่นอนครับ ครั้งนี้ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาท่านอาจจะเป็น ผู้ชนะ แต่ใช่ว่าท่านจะเป็นผู้ชนะเสมอไป ครั้งต่อไปถ้าเกิดว่าท่านบริหารราชการแผ่นดิน ล้มเหลว
ท่านนครครับ ขอให้กระชับ เข้าสู่ประเด็น เดี๋ยวจะไปไกลนักครับ
กราบขอบคุณ ท่านประธานครับ ผมกําลังอภิปรายเข้าสู่ประเด็นที่ผมแปรญัตติ แล้วก็สงวนคําแปรญัตติ เนื่องจากว่าผมให้ตัด วรรคสอง ออก แล้วก็การคัดสรรกระบวนการที่มาของสมาชิกวุฒิสภา อย่างไรครับ ท่านประธานครับแต่ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้นผมอยากสะท้อนแทนปวงชนชาวไทย ในฐานะที่ผมเป็นสมาชิกรัฐสภาคนหนึ่ง เพื่อสื่อสะท้อนไปยังพี่น้องคนไทยทั้งประเทศว่า เราจะร่วมกันทําหน้าที่เพื่อประโยชน์สุขของคนไทยทั้งประเทศอย่างไรครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพ เพราะฉะนั้นครับโดยหลักการที่ผมแปรญัตติแล้วก็สงวนคําแปรญัตติไว้ ในมาตรา ๓ ซึ่งอันที่จริงสมาชิกบางท่านก็เห็นด้วย แล้วก็ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญก็ได้ เพิ่มเติมบางส่วน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะพูดถึงหลักการที่มา ผมเชื่อครับว่า พวกเราในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทยไม่มีใครจะปฏิเสธอํานาจของประชาชนหรอกครับ และหลายคนไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านหรือว่าท่านสมาชิกวุฒิสภาเอง ท่านเองก็ไม่เคย ปฏิเสธว่าประชาชนควรที่จะเลือกตั้งไม่ควรที่จะมีอภิสิทธิ์ชนใด ๆ โดยวิธีการใด ๆ ก็แล้วแต่ ที่จะมามีอภิสิทธิ์เช่นที่เป็นอยู่นะครับ เช่น ๗ คน ยกตัวอย่างเช่น ประธานศาลฎีกา ประธาน ศาลปกครองสูงสุด ประธาน กกต. ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ๗ คน มีอํานาจใกล้เคียง เกือบจะเท่าคนไทยทั้งประเทศ สรรหาสมาชิกวุฒิสภามาให้ครบ ๑๕๐ คน หลังจากที่เลือกตั้ง จังหวัดละคน
ประเด็นที่ ๒ โดยตรรกะก็ไม่มีตรรกะใด ๆ ที่จะรองรับว่าทําไมกรุงเทพมหานคร มีประชากร ๑๐ ล้านคน ทําไมจะต้องเลือกได้แค่ ๑ แล้วทําไมจังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสงคราม มีประชากร ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ คน แล้วก็เลือกได้ ๑ คนเท่ากัน สัดส่วนของอํานาจก็ไม่มีตรรกะที่จะอธิบาย ท่านประธานที่เคารพ เพราะฉะนั้นไม่มีใคร หรอกครับที่จะไปปฏิเสธว่าการเลือกตั้งไม่ดี ผมเองยืนยันว่าการเลือกตั้งโดยประชาชน ดีแน่นอน แล้วก็ควรที่จะเป็นอย่างนั้นด้วย ท่านประธานที่เคารพ แต่ไม่ใช่ว่าการเลือกตั้งจะได้สิ่งที่ดีที่สุด ไม่ใช่ นักปราชญ์ราชบัณฑิต ท่านได้พูด ได้อภิปราย ได้เสนอความเห็น ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมาอย่างต่อเนื่องว่า การปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้นไม่ใช่ระบบที่ดีที่สุดในอุดมคติที่เราคาดหวัง แต่อย่างน้อยที่สุดก็มันเลวน้อยที่สุด ขออนุญาตใช้คํานี้ ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นโดยหลักการแล้วที่มาไม่มีใครจะปฏิเสธ ผมเองก็ยืนยันว่ามาจากประชาชน ถูกต้องที่สุดแล้วก็ดีที่สุดในสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่แน่นอนครับอ จุดอ่อนก็ต้องมี จุดแข็งก็ต้องมีครับ ท่านประธานที่เคารพครับ จุดอ่อนของการสรรหาก็คือความไม่ยึดโยงกับ ประชาชนเสมือนหนึ่งว่ามีอภิสิทธิ์ชนอยู่ ท่านประธานที่เคารพครับ แล้วถามว่า ส.ว. ที่สรรหาเก่งไหม ผมยอมรับว่าแต่ละท่านเก่งสุดยอดเลย ผมได้ติดตามได้ฟังการอภิปราย ถือว่ายอดเยี่ยมที่สุดแล้วก็สมควรแล้วที่ท่านจะเป็นสมาชิกวุฒิสภา ท่านดีไหม ผมถือว่าดีที่สุด นะครับ แต่ว่าสิ่งที่กําลังถกเถียงกันอยู่ก็คือที่มา ท่านประธานที่เคารพครับ แล้วเราจะอธิบาย อย่างไรละว่าที่มาเป็นอย่างไร อันนี้ต่างหากคือสิ่งที่กําลังถกเถียงกันอยู่แล้วก็เป็นประเด็น นะครับ แต่จุดแข็งคืออะไรครับ จุดแข็งก็มีท่านประธานครับ จุดแข็งก็คือสามารถที่จะ ตรวจสอบโดยปราศจากการครอบงําของฝ่ายรัฐบาล ตรวจสอบและทําหน้าที่แทนปวงชน เพื่อปกป้องและรักษาผลประโยชน์ของคนไทยทั้งประเทศให้เดินไปสู่ครรลองที่มันถูกต้อง และเป็นธรรม เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน อันนี้คือจุดแข็ง และความ เชี่ยวชาญของแต่ละท่านที่ได้รับการคัดสรรมา อันนี้คือจุดแข็งที่ใครก็ปฏิเสธไม่ได้ ท่านประธานที่เคารพครับ เช่นเดียวกันครับจุดอ่อนของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ก็มีอยู่ เช่น ถูกโจมตีว่าเป็นสภาญาติสภาผัวเมีย สภาพี่น้อง ท่านประธานที่เคารพครับ อันนี้ คือจุดอ่อน แต่ในขณะเดียวกันจุดแข็งก็คือเขามาจากประชาชนละ แล้วถ้าอย่างนั้นใครจะ เป็นผู้รับผิดถ้าเกิดว่าประเทศนี้ในอนาคตข้างหน้าจะเสียหายจะล้มละลายจะประสบกับภาวะ วิกฤตต่าง ๆ ใครจะรับผิดชอบพวกคนไทยทั้งประเทศในฐานะผู้ใช้อํานาจ แต่สิ่งที่ผมเห็นว่า ควรที่จะหยิบยกแล้วก็เกี่ยวโยงกับคําแปรญัตติ แล้วก็สงวนคําแปรญัตติของผมไว้ ท่านประธานที่เคารพ ก็คือการบังคับใช้หรืออํานาจหน้าที่หรือภารกิจหน้าที่ สมาชิกวุฒิสภา มีอํานาจหน้าที่ที่สําคัญอย่างยิ่งยวดแล้ว ก็ถือว่าเป็นหัวใจสําคัญตามอํานาจที่บัญญัติไว้ รัฐธรรมนูญที่ไม่ได้ถูกเสนอแก้ในครั้งนี้ แล้วทําไมทางท่านประธานคณะกรรมาธิการหรือ คณะกรรมาธิการในเมื่อต้องการให้มาจากการเลือกตั้ง และหลายท่านก็กังวลใจว่าจะมี ผลประโยชน์ทับซ้อน ความเป็นพวก ความเป็นญาติ ความเป็นพี่ ความเป็นน้อง แน่นอนครับ เราชั่งน้ําหนักไม่ได้ท่านประธานครับว่าคนนี้ไปคุยกันลับหลังอย่างไร คนนี้มีความดีกี่กิโลกรัม มีความไม่ดีกิโลกรัม มีผลประโยชน์ทับซ้อนกี่ล้านหรือว่าไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน มีบนโต๊ะ มีใต้โต๊ะอย่างไร เราชั่งกันไม่ได้ ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นเราจะแก้จุดอ่อน ในเรื่องการถ่วงดุลอํานาจและการใช้อํานาจของสมาชิกวุฒิสภาที่จะมีขึ้นอย่างไร ผมจึงจะ ถามท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการว่าในเมื่อท่านย้อนกลับมาที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แล้วก็ในมาตราต่อ ๆ ไปนี่นะครับ ท่านก็เพิ่มความใกล้ชิด แล้วก็สมมุติว่าลาออก จาก ส.ส. วันนี้ก็ไปสมัคร ส.ว. พรุ่งนี้ได้ ลาออกจากพรรคการเมืองวันนี้แล้วก็ไปสมัครสมาชิก วุฒิสภาเพื่อรับเลือกตั้งในครั้งต่อไปได้ทันทีในวันรุ่งขึ้น ท่านจะมีจุดถ่วงดุลในการใช้อํานาจ เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้มีการใช้อิทธิพลของรัฐบาล ใช้ฐานอํานาจทางการเมืองในการที่จะ ไม่เอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเอง ให้แก่พวกพ้อง แล้วก็ละเลยผลประโยชน์ของประชาชน ละเลยผลประโยชน์ของประเทศชาติ ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต ให้มีการคอร์รัปชัน และไม่ยอมที่จะถอดถอนพรรคพวกของตนเอง ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าผิด ท่านจะมีเหตุผลอธิบายเรื่องนี้ ต่อสังคมไทยอย่างไร เพื่อที่จะเป็นจุดหนึ่งในการที่จะใช้เป็นจุดถ่วงดุลจากจุดอ่อนและจุดแข็ง ที่มีขึ้นจากระบบการเลือกตั้ง แน่นอนครับไม่มีใครปฏิเสธหรอก ว่าอิงฐานการเมืองแน่ครับ ต้องอิงฐานการเมืองแน่ ถ้าไม่อย่างนั้นต่อให้เป็นเทวดาเหาะเหินเดินอากาศไปทุกหมู่บ้านก็ไป ไม่ทันทั้งจังหวัดเป็นพัน ๆ หมู่บ้านในช่วงเวลา ๔๕ วัน ๖๐ วันหลังจากที่มีพระราชกฤษฎีกา เลือกตั้ง ท่านประธานที่เคารพ
ท่านนครครับ ขอกระชับ สักนิดเถอะครับ
ครับ ท่านครับ ผมอยู่ในประเด็นนะครับท่านประธานครับ แล้วก็ด้วยความเคารพท่านประธาน สิ่งที่ผมพูด ก็คือต้องการที่จะสื่อสะท้อนว่าวิวัฒนาการหรือพัฒนาการทางการเมืองของประเทศนี่มันก้าว แล้วก็ผมเชื่อมั่นในตัวประชาชนว่ารู้เท่ากับนักการเมืองหรือว่ามากกว่านักการเมืองด้วยซ้ําไป เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าควรที่จะเคารพแล้วก็เห็นถึงเจ้าของอํานาจที่แท้จริงก็คือคนไทย ทั้งประเทศ ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่กังวลอยู่แล้วก็ขอคําตอบจาก ท่านประธานคณะกรรมาธิการว่าท่านทําไมไม่ไปปรับปรุงแก้ไขในเรื่องภารกิจ อํานาจหน้าที่ ในการถอดถอน ในการแต่งตั้ง เพื่อไม่ให้ผลประโยชน์ทับซ้อนของสมาชิกวุฒิสภาที่จะมีขึ้น ในอนาคต ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านเจิมมาศ จึงเลิศศิริ ก็ขอกระชับด้วยนะครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน เจิมมาศ จึงเลิศศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ดิฉันไม่เห็นด้วยกับร่างแก้ไข ของคณะกรรมาธิการในมาตรา ๓ นี้นะคะ เรื่องจํานวน วิธีการเลือกและที่มาของสมาชิก วุฒิสภาที่จะให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ๒๐๐ คนด้วยกันค่ะ ดิฉันขอย้อนหลังสืบเนื่องมา จากความพยายามที่จะแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ในการตั้ง ส.ส.ร. เพื่อยกร่าง กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ทั้งฉบับ แล้วก็ถูกยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความนะคะ ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ยุติการลงมติในวาระที่สามแล้วนั้น ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหลักในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขนั้นทําไม่ได้ และการตัดสิทธิของประชาชนนั้นมิชอบด้วยกฎหมายค่ะ เพราะฉะนั้น หากจะทําเช่นนั้นแล้วก็ต้องถามประชาชนก่อน ต้องมีการทําประชามติก่อนค่ะ เพราะ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นมาจากความเห็นชอบของประชาชน เมื่อแก้ไข มาตรา ๒๙๑ ทั้งฉบับไม่ได้นะคะ จึงเป็นที่มาของความพยายามที่จะมาลงมติเป็นรายมาตรา มาลงมติ ในกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญค่ะ การที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเช่นนั้น เห็นได้ว่าศาลให้ความสําคัญกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุดของประเทศ ประชาชนเป็นเจ้าของอํานาจ อันแท้จริง พวกเราจะไปตัดสินใจแทนพวกเขาไม่ได้นะคะ ถ้าจะทําอะไรควรมีการทํา ประชามติก่อน ไม่ควรที่จะปิดหูปิดตาประชาชนค่ะ ดิฉันเองในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันก็ เกือบถูกปิดปากค่ะ เกือบจะถูกตัดสิทธิในการอภิปราย เพราะดิฉันรวมอยู่ใน ๕๗ สมาชิก ที่ถูกวินิจฉัยว่าแปรญัตติผิดหลักการค่ะ ๑ ความพยายามในการที่จะปิดหูปิดตาประชาชน ๑ ความพยายาม
ท่านครับ อย่าไปพาดพิง ตรงนั้นมันจะทําให้เสียหาย ที่จริงวันนั้นขัดหลักการจริง ๆ นะครับอภิปรายไม่ได้ ที่ให้ อภิปรายนี้เพราะเป็นการอะลุ่มอล่วยเท่านั้นเองครับ ให้การประชุมดําเนินการไปได้ อย่าไป พาดพิงเลยครับ มันจบไปแล้วครับ เข้าประเด็นของท่านครับ
ดิฉันกําลังจะบอกว่าความพยายามในการที่จะปิดหูปิดตาประชาชน ๑ ความพยายามที่จะ ปิดปากสมาชิกและอีก
ท่านครับ ขอความร่วมมือ กระชับเข้าประเด็นดีกว่าครับ อย่าไปพาดพิงอย่างนั้นเลย
ดิฉันอยู่ในประเด็นค่ะ
เป็นการใส่ร้ายครับ
ใส่ร้ายตรงไหนไม่ทราบคะท่านประธาน
ใส่ร้ายในกรณีที่ปิดหูปิดตา ปิดปาก มันเป็นการใส่ร้าย ที่จริงมันเป็นเรื่องของการแปรญัตติขัดหลักการนะครับ ซึ่งมันผิด ข้อบังคับอภิปรายไม่ได้หรอกครับ แต่ที่ให้อภิปรายเพื่อเป็นการอะลุ้มอล่วย เพราะฉะนั้น ไม่อยากให้พูดถึง ถ้าพูดก็ต้องมาทะเลาะกันอยู่อย่างนี้ เราทะเลาะกันวันแรก ๑๐ กว่าชั่วโมงแล้ว เพราะฉะนั้นอยากให้เข้าประเด็นแล้วไม่อยากให้เอ่ยถึงเรื่องนี้ครับ ขอความกรุณาครับ บรรยากาศกําลังดีครับ
ท่านประธานคะ ดิฉันไม่ได้ใส่ร้ายแต่ดิฉันพูดว่าเป็นความพยายามนะคะ แล้วก็ความพยายาม อีกเรื่องหนึ่งก็คือที่จะปิดบังความผิดโดยการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ค่ะ สมาชิก วุฒิสภานั้นเป็นองค์กรหลักในการปกครองระบอบประชาธิปไตย และบทบาทของสภาสูงนั้น ต่างจากบทบาทของ ส.ส. ส.ว. นั้นมีหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย มีหน้าที่แต่งตั้งและถอดถอน บุคคลสําคัญของประเทศค่ะ เพราะฉะนั้น ส.ว. ก็ควรจะเป็นบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ ความสามารถและมีความยุติธรรม ความเป็นกลางไม่ใช่มาจากนักเลือกตั้ง ถ้า ส.ว. มาจาก นักเลือกตั้งทั้งหมด ๒๐๐ คน เราปฏิเสธไม่ได้ว่าความสัมพันธ์โยงใยกับพรรคการเมืองนั้น มีแน่นอน แล้วอะไรจะเป็นหลักประกันละคะว่าไม่มีการตอบแทนทางการเมือง ในสภาแห่งนี้ ความเป็นกลางจะหาไม่ได้ค่ะ ดิฉันเห็นว่าสมาชิกวุฒิสภานั้นควรจะมาจากการเลือกตั้ง ส่วนหนึ่ง และจากการแต่งตั้งอีกส่วนหนึ่ง การเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ ท่าน ๗๗ จังหวัด รวมเป็น ๗๗ คน ที่เหลืออีก ๑๒๓ คน ให้มาจากการสรรหา สรรหามาจากผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ในทุกสาขาวิชาชีพค่ะ รวมทั้งวิชาชีพอิสระด้วย ยังมีทั้งสัดส่วนที่เราควรจะคํานึงถึง เช่น สัดส่วนผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาสในสังคม ในสัดส่วนผู้พิการดิฉันขออนุญาตเอ่ยนามถึง ส.ว. มณเฑียร บุญตัน ถ้าท่าน ส.ว. มณเฑียร บุญตัน ท่านมีความพิการทางสายตาถ้าท่านมาลงแข่งขันสมัครรับเลือกตั้งในจังหวัดใด จังหวัดหนึ่งดิฉันถามว่าผู้มีสิทธิที่จะใช้สิทธิใช้เสียงที่เป็นผู้พิการในแต่ละจังหวัดอัตราส่วน น้อยมากประมาณร้อยละ ๑๐ เท่านั้น แล้วท่าน ส.ว. จะมาจากการเลือกตั้งนั้นคงจะ เป็นไปได้ยากในส่วนของผู้ที่ด้อยโอกาสทางสังคม อีกสัดส่วนหนึ่งที่ดิฉันอยากจะเสนอก็คือ สัดส่วนความเสมอภาค การมีส่วนร่วมของหญิงและชายในสัดส่วนที่เท่าเทียมกัน ๑ ต่อ ๑ เนื่องจากประชากรในประเทศของเรามีผู้หญิงครึ่งหนึ่ง มีผู้ชายครึ่งหนึ่ง แต่ว่าสมาชิก ในรัฐสภาแห่งนี้มีสุภาพสตรีทั้ง ๒ สภารวมกัน ร้อยละไม่ถึง ๑๕ เท่านั้นนะคะ เรายังมี กฎหมายที่จะต้องผลักดันให้กับผู้หญิงและเด็กอีกหลายเรื่องด้วยกัน และมีส่วนที่เราควรจะ ส่งเสริมบทบาทสตรีและความเสมอภาค ความด้อยโอกาส ความเสียเปรียบของสตรี ในอีกหลาย ๆ เรื่องค่ะ ดิฉันยกตัวอย่างเช่น การเลือกตั้งส่วนท้องถิ่นระดับตําบลและหมู่บ้าน ที่เราพยายามที่จะผลักดันให้มีสัดส่วนหญิงชาย ๑ ต่อ ๑ ทําเท่าไรก็ไม่สําเร็จเสียทีค่ะ ดิฉันเชื่อว่าการดูแลลูกบ้านนั้นความเป็นผู้หญิงก็สามารถทําได้ดีเท่าผู้ชาย หรือเกี่ยวกับ เรื่องค่าแรงและเงินเดือน ถึงแม้จะไม่มีการแยกเพศนะคะ แต่ในทางปฏิบัติแล้วผู้หญิง ในตําแหน่งที่สูงเท่ากับผู้ชายได้รับเงินเดือนน้อยกว่าผู้ชายค่ะ แล้วยังถูกเลือกปฏิบัติ ในการรับเข้าทํางานอีก เพราะผู้หญิงมีความจํากัดมากกว่า ต้องตั้งท้อง ต้องคลอดลูก ต้องดูแลลูก เพราะฉะนั้นเป็นข้อจํากัดที่นายจ้างจะเลือกจ้างผู้ชายมากกว่าผู้หญิง กฎหมาย รับงานไปทําที่บ้าน มีเสียงฝากบอกมาจากกลุ่มแม่บ้านที่เขารับงานไปทําที่บ้านนะคะ เขาบอกว่าอัตราค่าแรงต่อชิ้นของสินค้าที่เขารับมาทําไม่ได้ขึ้นมาหลายปีแล้ว ตรงนี้ใครจะไป ดูแลให้เขา และอีกหลาย ๆ เรื่องนะคะ ผู้หญิงเองมีภาระทางสังคมค่ะ ทั้งส่วนรวม ส่วนตัว ครอบครัว ลูก ๆ ภาระหนี้สิน ผู้หญิงต้องรับผิดชอบมากกว่า เมื่อพูดถึงภาระหนี้สิน ท่านประธานทราบไหมว่า หนี้สินนอกระบบ ในประเทศของเราตอนนี้หนักหนาสาหัสมากนะคะ ดิฉันเองได้รับโทรศัพท์จากผู้หญิงคนหนึ่งเมื่อ ๒ วันก่อน โทรมาขอความช่วยเหลือ บอกว่า ก่อนหน้านี้เป็นหนี้จากการทําธุรกิจ แต่ว่าก่อนหน้านี้ขายยางพาราได้ในราคาที่พอจะ เอาตัวรอดได้ อาทิตย์หนึ่งขายยางพาราได้ก็เอามาซื้อข้าวให้ลูก ๆ เอามาใช้หนี้ยังพออยู่ได้ แต่ปัจจุบันนี้เขาบอกว่าขายขี้ยาง ๕ กิโลกรัม ซื้อหมูได้กิโลกรัมเดียว เขาบอกว่าฝากบอก มาถึงท่านนายกรัฐมนตรีด้วย อุตส่าห์เปรียบเทียบให้เข้าใจง่าย ๆ นะคะว่าความเดือดร้อน ของรากหญ้านั้นตอนนี้แสนสาหัสค่ะ เมื่อ ๒ ปีที่แล้ว เป็นหนี้
ท่านครับ กระชับ เข้าประเด็นดีกว่าครับ อย่าไปพูดพาดพิงอย่างนั้นเลยครับ
อยู่ในประเด็นค่ะ ดิฉันต้องชี้ให้รู้ว่าปัญหาความเดือดร้อนโดยเฉพาะของผู้หญิง
ครับ ผมวินิจฉัยนะครับว่า เป็นการไปพาดพิง ก็ขอเตือนนะครับ เพราะฉะนั้นขอให้กระชับ แล้วอยู่ในประเด็นครับ เชิญครับ อย่าไปพาดพิงเลยนะครับ อย่าไปพาดพิงให้คนอื่นเสียหาย
ท่านนายกรัฐมนตรีนั้นควรจะต้องรับทราบปัญหาของประชาชนนะคะ เมื่อ ๒ ปีที่แล้ว เขามีโฉนดอยู่ฉบับหนึ่งนําไปจํานองกับหนี้นอกระบบได้เงินมา ๘๐๐,๐๐๐ บาท ตอนนี้ ๘๐๐,๐๐๐ บาท กลายเป็น ๓,๐๐๐,๐๐๐ กว่าบาท แล้วจะถูกยึดภายในสิ้นเดือนนี้แล้ว เขาถามว่าจะให้เขาทําอย่างไรนะคะ ดิฉันเสียดายค่ะ ท่านนายกรัฐมนตรีก็เป็นผู้หญิง ท่านน่าจะหยิบยื่นโอกาสดี ๆ ให้กับผู้หญิงด้วยกัน
ก็อย่างนี้ครับ ขอความกรุณาเถอะครับ เมื่อสักครู่วิป ๓ ฝ่ายเขาก็ตกลงกันให้ผมทําหน้าที่ตรงนี้ ดูแลเรื่อง ข้อบังคับ เพราะฉะนั้นบรรยากาศก็กําลังดีครับ ขอความกรุณานะครับ อย่าไปพาดพิงคนอื่น ให้เสียหายเลยครับ
ท่านประธานคะ ดิฉันต้องอภิปรายเพราะดิฉันเน้นประเด็นสัดส่วนหญิงชายค่ะ แล้วดิฉัน ก็ไม่ได้พาดพิงให้เสียหายนะคะ ดิฉันบอกว่าเสียดายที่ท่านนายกรัฐมนตรี
ผมวินิจฉัยแล้วนะครับ มีผู้ประท้วงเชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะคะ ดิฉันขอเรียนท่านประธานนะคะ ท่านผู้อภิปรายตอนนี้กําลังทําผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ที่อภิปรายต้องอยู่ในประเด็น ตอนนี้ ตัวดิฉันเห็นว่าท่านจะพูดไม่ได้อยู่ในประเด็นเลย ก็อยากจะให้ท่านประธานช่วยวินิจฉัย แล้วก็ บางสิ่งบางอย่าง ถ้ายกตัวอย่าง มันคนละเรื่องกัน อยากให้ท่านผู้อภิปรายช่วยไประบาย
ไม่ครับ อย่าพาดพิงกลับ เอาอย่างนี้ครับ อยู่ในประเด็นหรือไม่ก็ยังพอฟังนะครับ แต่ทีนี้ไปพาดพิงคนอื่นเสียหาย ต้องขอเลยนะครับ ขอความกรุณานะครับ
ดิฉันยืนยันว่าดิฉันยังอยู่ในประเด็นนะคะ เพราะดิฉันบอกว่าดิฉันขอเน้นสัดส่วนความเสมอภาค เท่าเทียมของหญิงและชาย
ท่านจะว่าอย่างไรก็ว่าไป ขอให้อยู่ในประเด็นนะครับ แล้วก็ยังอยู่ แต่อย่าไปพาดพิงคนอื่นให้เสียหายครับ
ผู้หญิงคนนั้นเขาฝากบอกดิฉันมาว่าเขาต้องการเรียนให้ถึงท่านนายกรัฐมนตรี
ท่านครับ ถ้าอย่างนั้นผมใช้ ข้อ ๔๔ ต้องให้ท่านหยุดอภิปราย บรรยากาศกําลังดีครับ วิป ๓ ฝ่ายก็หารือกันด้วยข้อยุติที่ดี แล้วครับ แล้วที่สําคัญท่านแปรญัตติมาขัดหลักการด้วยนะครับ ก็ถือว่าเป็นการอะลุ่มอล่วย เอาพอสมควรเถอะครับ อย่าไปพาดพิงคนอื่นให้เสียหายเลย ขอความกรุณาเถอะครับ เชิญครับ
ท่านประธานคะ ดิฉันขอความกรุณาเช่นกันค่ะ ท่านควรจะฟังให้จบก่อนว่าดิฉันจะพูดอะไร
ผมฟังแล้วครับ มันเป็น การพาดพิงคนอื่นให้เสียหายครับ
ดิฉันยังไม่ได้พูดให้เสียหายตรงไหนเลยนะคะ
อย่าโต้แย้งเลยครับท่าน
ดิฉันแค่พูดว่าท่านนายกรัฐมนตรีเป็นผู้หญิงค่ะ แล้วก็ท่านน่าจะหยิบยื่นโอกาสดี ๆ ให้กับ ผู้หญิงด้วยกันนะคะ คนที่มีความรู้ความสามารถ ในพรรคของท่านก็มีหลายคนด้วยกัน ดิฉัน ถึงจะเปรียบเทียบให้ฟังว่าในคณะรัฐมนตรีนั้นมีนอกจากท่านนายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้หญิงแล้ว มีผู้หญิงที่เป็นรัฐมนตรีอีกเพียง ๒ ท่าน
ท่านเอาเข้าประเด็น ท่านดีกว่า อย่าไปยาวเรื่องนั้นเลยครับ เข้าประเด็นของท่านดีกว่า
นี่ละค่ะ ประเด็นของดิฉันก็คือ เรื่องผู้หญิงเป็นเรื่องสําคัญนะคะ ดิฉันเรียกร้องให้โอกาส กับผู้หญิงค่ะ ให้โอกาสผู้หญิงแสดงความสามารถให้มากขึ้น ให้ผู้หญิงเรานี่เป็นผู้ที่เข้มแข็ง แล้วสามารถเป็นผู้ให้ต่อได้
ไม่เป็นอะไรครับ ผมดูอยู่ ผมฟังอยู่ ไม่เป็นอะไรหรอกครับ อย่าประท้วงเลยครับ เชิญครับ
ท่านประธานคะ ดิฉัน นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข สมาชิกรัฐสภานะคะ ดิฉันขอให้ท่านประธานช่วยใช้ ข้อบังคับ ข้อ ๔๓ และข้อ ๔๔ เพราะว่าท่านผู้อภิปรายไม่ได้พูดอยู่ในประเด็นที่ท่านได้ แปรญัตติเอาไว้นะคะ เพราะว่าตอนนี้เรากําลังพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๑ ที่มาของ ส.ว. นะคะ เพราะฉะนั้นสิทธิสตรี ความเท่าเทียมกัน มันคนละเรื่องกัน
ผมเข้าใจครับ ขอบคุณครับ เข้าใจแล้วครับ ท่านช่วยระมัดระวังด้วยนะครับ อย่าไปพาดพิงทําให้คนอื่นเสียหาย แล้วก็ เข้าประเด็นเลยครับ
แต่ว่าดิฉันโดนประท้วง ดิฉันเสียดายผู้ประท้วงก็เป็นผู้หญิงเหมือนกันนะคะ
อย่าไปพาดพิงกลับเลยครับ
ดิฉันกําลังจะลังจะบอกว่าเราจะต้องช่วยกันส่งเสริมให้ผู้หญิงมีความเข้มแข็งค่ะ เป็นผู้ให้ ไม่ใช่เป็นผู้รับอย่างเดียว เหมือนกับนโยบายประชานิยมทั้งหลายนะคะ อย่างเช่น กองทุน พัฒนาบทบาทสตรี มันเป็นชื่อแค่พัฒนา แค่ชื่อกองทุนเท่านั้นค่ะ
ท่านครับ ผมว่าเข้าประเด็น ที่ท่านสงวนไว้นะครับ จํานวน ส.ว. ที่มาของ ส.ว. อย่าขยายไปไกลถึงขนาดนั้นเลยครับ กระชับเข้าประเด็นเถอะครับ
ดิฉันยืนยันว่านี่คืออยู่ในประเด็น ขอให้ตั้งใจฟังสักนิดเดียวนะคะ ก็จะเข้าใจว่าทําไมดิฉัน ต้องเน้นความสําคัญของผู้หญิง
ท่านครับ มันออกไป ไกลเกิน แล้วมันเข้าข่ายฟุ่มเฟือย ผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ แล้วท่านประธานได้วินิจฉัยแล้วครับ ก็ถือว่าเป็นที่สุด ให้ปฏิบัติตามนี้นะครับ เพราะวิป ๓ ฝ่ายก็คุยกัน บรรยากาศดีครับ คนอื่น อภิปรายผมไม่ได้ทักท้วงเลยนะครับ เพราะฉะนั้นท่านกรุณาเถอะครับ สําคัญอย่าพาดพิง ให้คนอื่นเสียหายครับ
คือบรรยากาศในการอภิปรายดิฉันก็ดีอยู่แล้วนะคะ แต่ว่าไม่ทราบเกิดอะไรขึ้นทําให้ บรรยากาศมันไม่ค่อยดีเท่าไร ดิฉันขอพูดถึงกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีค่ะ กองทุนนี้เม็ดเงิน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ส่งเสริมศักยภาพสตรีเพียง ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น อีก ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ ให้กู้ค่ะ แล้วอย่างนี้จะเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างไร งานวิจัยของสหประชาชาติ และธนาคารโลกนะคะ บอกว่าสังคมควรจะเป็นโนว์เลจ เบส โซไซตี้ (Knowledge base society) หรือสังคมแห่งการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนค่ะ ดิฉันเชื่อว่าผู้หญิงไทยยังถูก เอารัดเอาเปรียบอยู่มาก ผู้หญิงไทยเองอยากขอความเป็นธรรมในสังคมอีกหลาย ๆ เรื่อง และผู้หญิงไทยเองก็อยากให้มีการเปลี่ยนแปลงด้านความเสมอภาค และการมีส่วนร่วม อย่างจริงจัง ผู้หญิงไทยอยากให้รัฐบาลใส่ใจ ให้ความรู้ค่ะ ให้ความรู้ด้านสิทธิของผู้หญิง ให้ความรู้ด้านกฎหมายที่เกี่ยวกับผู้หญิง
ท่านครับ ก็มีผู้ประท้วง อยู่อย่างนี้ครับ สรุปแล้วท่านสงวนคําแปรญัตติเรื่องผู้หญิงหรือ เอาเข้าประเด็นเถอะครับ สงวนคําแปรญัตติจํานวนสมาชิกวุฒิสภาและที่มาของวุฒิสภา เอาเข้าประเด็นตรงนี้นะครับ เตือนหลายรอบแล้วครับ ก็มีผู้ประท้วงอยู่อย่างนี้ถ้าไม่เข้าประเด็น เชิญผู้ประท้วง เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผมร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านประธานครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านประธาน ปล่อยให้ผู้อภิปราย ซึ่งจริง ๆ ไม่ได้อยากที่จะมาประท้วงให้มันขัดจังหวะนะครับ เพียงแต่ว่า ตอนนี้ออกไปไกลพอสมควรแล้วนะครับ ไม่ใช่ทะเลแล้วครับ ออกมหาสมุทรแล้ว ขอให้ ท่านประธานได้กํากับควบคุมดูแลให้เป็นไปตามที่วิปทั้ง ๓ ฝ่าย ได้ร่วมปรึกษาหารือกัน เพื่อให้การทํางานนั้นเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ถ้าเพื่อนสมาชิกยังไม่ฟังการเตือนของ ท่านประธาน ผมก็ขอให้ท่านประธานใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๔ ในการให้ผู้อภิปรายยุติ การอภิปรายครับ กราบขอบพระคุณครับ
ที่จริงบรรยากาศมาดีแล้ว นะครับ ก็ต้องขอความร่วมมือ ท่านอรรถพรมีอะไรครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตที่จะประท้วง ท่านประธานตามข้อ ๕ นะครับ ท่านประธานได้ควบคุมการประชุมโดยรวบรัดตัดตอน การอภิปรายของท่าน ส.ส เจิมมาศ ซึ่งในสภาแห่งนี้ก็เป็นที่ทราบครับว่า ส.ส. เจิมมาศ เวลาอภิปรายในสภานี้ก็จะเป็นการอภิปรายที่มีคุณค่าสาระ แล้วประเด็นที่พูดก็คือประเด็น บทบาทสตรีในทางการเมืองซึ่งถูกรองรับโดยกฎหมายรัฐธรรมนูญ แน่นอนครับอาจจะ เลยจากประเด็นไปบ้างแต่ผมว่ามันมีคุณค่าสาระแล้วมันเป็นปากเสียงของผู้หญิงอย่างแท้จริง ท่านต้องให้โอกาสครับ แต่ว่าถ้าท่านตัดการอภิปรายลงไปก่อนก็ไม่ได้ฟังครบกระบวนความว่า ท่านเจิมมาศต้องการจะสื่ออะไร เพราะว่าสิ่งนี้เป็นประโยชน์กับสภาและเป็นประโยชน์กับ ผู้หญิงทุกคนในประเทศไทยครับ
ที่จริงผมฟังอยู่ตลอด นะครับ ฟังอยู่ตลอด แล้วที่ประชุมวิป ๓ ฝ่ายก็หารือกันได้ข้อสรุปชัดเจน ทุกคนก็มอบให้ เป็นหน้าที่ของผมดูแลเรื่องข้อบังคับ แล้วผมก็ขอความกรุณาว่าประธานวินิจฉัยแล้วก็ถือว่า เป็นที่สุดตามข้อบังคับด้วยนะครับ ถ้ามาทะเลาะกันอยู่อย่างนี้แล้วมันจะไปจบตรงไหน ล่ะครับ แล้วใครจะเป็นคนให้คําตอบสุดท้ายล่ะ เพราะฉะนั้นทุกคนก็ตําหนิผม ให้ยึดข้อบังคับ พอผมยึดข้อบังคับแล้วก็มาโต้อยู่อย่างนี้แล้วจะให้ทําอย่างไร มันก็ไม่จบ
(ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านประท้วงหรือครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกรัฐสภา ผมไม่ปฏิเสธครับว่า สิ่งที่ท่าน ส.ส. เจิมมาศพูดนั้นเป็นประโยชน์ เป็นข้อมูลนะครับ แต่นี่คือการอภิปรายในวาระที่สองของการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญเอาไว้ไปอภิปรายในการ แถลงผลงานรัฐบาลดีกว่าไหมครับท่านประธาน ท่านประธานได้มีคําวินิจฉัยมาหลายครั้งแล้ว ผมก็ไม่อยากให้เสียเวลามากไปกว่านี้ ขอให้ท่านดําเนินการประชุมตามข้อ ๕ โดยเคร่งครับ ท่านประธาน กราบขอบพระคุณครับ
ผมว่าพอแล้วกระมังครับ ไม่ต้องประท้วงแล้วกระมังครับ ก็ผมดูแลอยู่ครับ ขอความร่วมมือนะครับ ท่านครับ
ท่านประธานคะ ที่ดิฉันต้องพูดถึงผู้หญิงนี้ก็เพราะว่าดิฉันพยายามที่จะบอกว่าถ้าเราให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดเหมือนที่ ส.ส. อย่างนี้นะคะ ถามว่าในรัฐสภาแห่งนี้มี ส.ส. ที่เป็นผู้หญิง ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง มันก็จะกลับมาแบบนี้ค่ะ ผู้หญิงก็ไม่มีสัดส่วน ที่มากพอในสภา แล้วปัญหาความเดือดร้อนของผู้หญิงและเด็กยังมีอีกหลายเรื่อง นี่คือข้อสรุปของดิฉันนะคะ ดิฉันจึงต้องพูดถึงปัญหาของผู้หญิงให้ทุกคนได้รับทราบ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาดิฉันก็จะข้ามในประเด็นนี้ไปนะคะ ถ้ามันทําให้หลาย ๆ ท่าน ไม่สบายใจ ด้วยเหตุผลนี้ดิฉันจึงเห็นว่า ส.ว. ควรจะมาจากการเลือกตั้งส่วนหนึ่ง มาจาก การสรรหาอีกส่วนหนึ่งนะคะ เพื่อที่จะได้ครอบคลุมทั่วถึงกับหลากหลายกลุ่มของประชากร และจะได้เข้าถึงปัญหาแล้วก็ช่วยกันแก้ปัญหาได้ทั่วถึงนะคะ
ประเด็นที่สําคัญอีกประเด็นหนึ่งก็คือ เรื่องความเป็นกลางค่ะ ความเป็นกลาง ของ ส.ว. นั้น ซึ่งมีหน้าที่ในการแต่งตั้งถอดถอนบุคคลสําคัญของประเทศค่ะ ศาล องค์กรอิสระหลาย ๆ องค์กรนะคะ เพราะฉะนั้น ส.ว. จึงต้องตั้งอยู่บนความยุติธรรม ความเป็นกลาง ซื่อสัตย์สุจริตและถ่วงดุลอํานาจค่ะ ถ้า ส.ว. เองไม่มีความเป็นกลาง ส.ว.จะไปแต่งตั้งบุคคลสําคัญของประเทศเหล่านี้ที่มีความเป็นกลางได้อย่างไรล่ะคะ แล้วถ้าต่อไปใครทําผิดก็แก้กฎหมายให้กับตนเอง เพื่อล้างผิดได้นะคะ ประเทศนี้จะเดินไป ในทิศทางใดถ้ารัฐสภาแห่งนี้เป็นสภาที่ลุแก่อํานาจออกกฎหมายแก้ปัญหาให้กับตนเอง แทนที่จะไปแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ดิฉันอยากจะให้สภาแห่งนี้มองปัญหาความเดือดร้อน ของประชาชนมาเป็นอันดับแรก ปัญหาปากท้องของประชาชนตอนนี้เดือดร้อนมากของแพง ทั้งแผ่นดิน กว่าจะได้ผ่อนรถ
ท่านครับ กําลังมาดีจริง ๆ ขอความกรุณาเถอะครับ ไม่อย่างนั้นก็มีผู้ประท้วง แล้วก็จะยาวอีก ขอให้สรุปเถอะครับ
คือแม้แต่ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน
ไม่ใช่ เป็นการพาดพิงคนอื่น ทําให้เสียหาย
ถ้าดิฉันจะพาดพิง ดิฉันก็พาดพิงประชาชนตอนนี้ค่ะ
อย่าแย้งเลยครับ ผมเห็นว่า ใช้เวลามากแล้วครับ พอสมควรแล้ว ท่านสรุปเถอะครับ
ตอนนี้นะคะแก๊สก็กําลังจะขึ้นราคาค่ะ
ขึ้นมาเยอะเลยทีนี้ ท่านครับ ถ้าไม่เข้าประเด็นหรือไปพาดพิงคนอื่นให้เสียหายอย่างนี้ผมคงต้องให้หยุดอภิปราย นะครับ ผมใช้อํานาจตาม ข้อ ๔๔ นะครับ วิปช่วยดูด้วยครับ ขอความกรุณาเถอะครับ ไม่อยากให้เสียเวลา ไม่อย่างนั้นก็ประท้วงกันอยู่อย่างนี้ครับ เชิญครับ สรุปได้แล้วครับ
ถ้าตั้งใจฟังนะคะ ท่านผู้ประท้วงทั้งหลายฟังว่า ดิฉันบอกว่าเราควรจะแก้ปัญหาความเดือดร้อน ของประชาชนก่อนที่จะแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ แล้วความเดือดร้อนของประชาชนนั้น
มีผู้ประท้วง เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพคะ ดิฉัน ขัตติยา สวัสดิผล ค่ะ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันจะไม่ขอประท้วงผู้ที่กําลังอภิปรายอยู่นะคะ แต่ดิฉันอยากจะขอ ประท้วงท่านประธานตาม ข้อ ๕ ขอให้ท่านประธานใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๔ โดยเคร่งครัด ใช่ค่ะ ดิฉันเพิ่งเป็น ส.ส. สมัยนี้สมัยแรกและคงตามท่านเจิมมาศไม่ได้ แต่ดิฉันเชื่อว่าสิ่งที่ดิฉัน เข้าใจคือปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ท่านเจิมมาศสามารถที่จะหารือได้ และแน่นอนค่ะว่าการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญสามารถที่จะเดินควบคู่ไปได้พร้อมกับการ แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนกับแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ เราเดินไป ด้วยกันได้นะคะ
ขอบคุณครับ ท่านครับ จะจบแล้ว สรุปเถอะครับ
ดิฉันต้องตัดเนื้อหาออกไปทั้งหมดเพราะว่าไม่มีใครอยากฟังถึงความเดือดร้อนของประชาชน เพราะฉะนั้นดิฉันขอสรุปนะคะว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้มุ่งเน้นผลประโยชน์ของ ประชาชนและประเทศชาติ กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาของ ประชาชน แต่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาของกลุ่มการเมือง มุ่งเน้นให้กลุ่มการเมืองนั้นเข้ามา มีอํานาจโดยผ่านช่องทางของสมาชิกวุฒิสภาค่ะ และดิฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการเพราะเป็นพฤติกรรมของการปล้นอํานาจ นิติบัญญัติอย่างแบบเบ็ดเสร็จ ไม่เห็นด้วยกับการเปิดช่องให้ผูกขาดอํานาจ ตัดตอนอํานาจ ตรวจสอบ บั่นทอนความเข้มแข็งและความเป็นกลางของสมาชิกวุฒิสภา
มีผู้ประท้วงครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน เทียบจุฑา ขาวขํา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ดิฉันก็ขอประท้วงท่านประธานใน ข้อ ๕ แล้วก็ขอ ประท้วงผู้อภิปรายนะคะที่กําลังอภิปรายอยู่นี้ไม่ได้อยู่ในประเด็น ไม่ได้อยู่ในสงวนคําแปรญัตติ ไปออกทะเลเป็นนโยบายของรัฐบาล ดิฉันอยากจะนําเสนอว่าถ้าท่านจะอภิปรายนโยบาย ของรัฐบาลนะคะ ก็ขอให้ท่านไปยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจดีกว่า และเมื่อสักครู่ท่านพูด คําว่า ลุแก่อํานาจ ดิฉันก็ขอให้ท่านถอนคําพูดนี้ด้วยค่ะ ขอให้ท่านประธานพิจารณาด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ
จะจบอยู่แล้วละครับ เมื่อสักครู่สรุปแล้ว จะลงแล้ว เชิญต่อครับ
คือถ้าดิฉันอภิปรายไปอีกก็ต้องมีการประท้วงไปอีกมากมายนะคะ
ท่านอย่างนี้ ถ้าท่านไม่ไป พาดพิงคนอื่นให้เสียหาย ไม่มีใครประท้วงแน่นอน ท่านอย่าพาดพิงคนอื่นให้เสียหายนะครับ เชิญต่อเลยครับ
ดิฉันพูดคําหนึ่งก็ถูกประท้วง พูด ๒ คําก็ถูกประท้วง ดิฉันไม่ได้พาดพิงให้ใครเสียหายนะคะ แต่ด้วยดิฉันเกรงใจท่าน ส.ว. ที่รออภิปรายอีกหลายท่าน ดิฉันก็จะสรุปนะคะ ดิฉันไม่เห็นด้วย กับพฤติกรรมการผูกขาดตัดตอนอํานาจของ ส.ว. และอํานาจนิติบัญญัติ ดิฉันจึงเสนอให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง ๗๗ ท่าน จาก ๗๗ จังหวัด และการสรรหาอีก ๑๒๓ ท่าน เพื่อจะได้ ครอบคลุมถึงกลุ่มประชากรได้ทั่วถึง และดิฉันขอเน้นเรื่องสัดส่วนหญิงชายในการมีส่วนร่วม และความเสมอภาคค่ะ ดิฉันเห็นด้วยว่าถึงแม้ในการโหวตลงมติในวาระที่สอง วาระที่สามนี้ จะเป็นเสียงข้างมากลากไป แต่การที่มีเสียงข้างมากก็ไม่มีสิทธิที่จะทําผิดกฎหมาย ก็ไม่มี ความชอบธรรมในการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ด้วยค่ะ
ขอไปต่อพรุ่งนี้เวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา ปิดประชุมครับ