รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๖

อรรถพร พลบุตร พูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรา 111 และ 112 และให้ใช้มาตราใหม่แทน โดยแบ่งสมาชิกวุฒิสภาเป็น 200 คน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท 1) สมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง 100 คน และ 2) สมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งจากองค์กรวิชาชีพ 100 คน โดยแบ่งออกเป็น 10 ประเภท

นายอรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา กระผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอบคุณที่ท่านประธานได้ให้โอกาสอภิปราย ประกอบการแปรญัตติร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ ผมขอ อนุญาตท่านประธานที่จะใช้ช่วงเวลาจากนี้ไปซึ่งคงไม่มากนัก ที่จะใช้สิทธิของความเป็น เสียงข้างน้อยที่ได้อภิปรายประกอบเหตุผลการแปรญัตติผ่านท่านประธานรัฐสภาไปสู่พี่น้อง ประชาชน ซึ่งผมเชื่อว่าได้มีการติดตามรับฟังการถ่ายทอดสดอยู่ในขณะนี้ตามสมควรเพื่อพี่ น้องจะได้เกิดความเข้าใจว่าทําไมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้ง สมาชิกวุฒิสภาหลายส่วนจึงต้องชี้แจงแสดงเหตุผลอภิปรายคัดค้านการแก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เรามีเจตจํานงอย่างไร เรามีความรักบ้านรักเมืองอย่างไร เรามีความรัก ประชาธิปไตยอย่างไร แล้วเราตีความประชาธิปไตยอย่างไร ผมขอใช้เวลาช่วงนี้และเป็นสิทธิ ของผม ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้แปรญัตติในมาตรา ๓ โดยมีเนื้อความดังต่อไปนี้ ขอให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทยและให้ใช้ความต่อไปนี้แทน มาตรา ๑๑๑ วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิก จํานวน ๒๐๐ คน ดังต่อไปนี้ (๑) สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน ๑๐๐ คน และ (๒) สมาชิกซึ่งมาจาก การเลือกตั้งโดยสมาชิกองค์กรวิชาชีพ องค์กรวิชาชีพที่ได้รับการจดทะเบียน จํานวน ๑๐๐ คน โดยแบ่งออกเป็น ๑๐ ประเภทดังนี้ (ก) สภาทนายความ (ข) องค์กรวิชาชีพด้านสาธารณสุข (ค) คุรุสภา (ง) สภาวิชาชีพบัญชีและสมาคมธนาคารไทย (จ) สภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี (ฉ) สภาวิศวกรและสภาสถาปนิก (ช) สภาการเกษตรแห่งชาติ (ซ) สภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้าในฐานะตัวแทนของภาคเศรษฐกิจเอกชน (ฌ) สมาคม นักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และ (ญ) สมาคมข้าราชการพลเรือนแห่งประเทศไทย สมาคมทหารตํารวจนอกราชการแห่งประเทศไทย ผมขอใช้เวลาจากนี้ไปอภิปรายประกอบ เหตุผลในการแปรญัตติครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ตลอดเวลาที่เราได้รับฟังการอภิปราย การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้มา ๒-๓ วัน เราจะได้ยินการอ้างหลักการซึ่งก็เป็นหลักการที่ผม ก็ท่องหลักการนี้มาตลอดทั้งชีวิตนะครับ และว่าไปแล้วหลักการนี้ก็มีอายุยาวนานมากกว่า ๒,๐๐๐ ปี ตั้งแต่สมัยโสกราตีส (Socrates) นั่นก็คือหลักการของการรับฟังและการให้อํานาจ ต่อพี่น้องประชาชนในทางตรง เพราะประชาธิปไตยโดยความหมายก็คืออํานาจอธิปไตย หรืออํานาจสูงสุดมาจากปวงชน หลักการนี้ไม่มีใครปฏิเสธได้ ยิ่งพูดมันก็ยิ่งไพเราะครับ ยิ่งพูดมันก็ยิ่งให้ความรู้สึกดื่มด่ําลึกซึ้งในความรักประชาธิปไตย ความรักบ้านรักเมือง หลักการนี้ได้ปรากฏอยู่ในสมรภูมิการต่อสู้ของประชาชนทุกครั้งวันที่ ๑๔ ตุลาคม ที่ตายไป ไม่น้อย เกิดการเปลี่ยนแปลงปฏิวัติรัฐประหารและถูกต่อสู้โค่นล้มโดยประชาชน ผมเชื่อว่า ผู้ที่เสียชีวิตหลายต่อหลายคน ณ ที่นั้น ในลมหายใจสุดท้ายของชีวิตเขาก็ท่องหลักการนี้ ประชาธิปไตยมาจากประชาชน พฤษภาวิปโยค ปี ๒๕๓๕ พวกเราหลายคนอยู่ในเหตุการณ์ ตรงนั้น ผมเชื่อว่าคนที่ฝ่าด่านเข้าไปต่อสู้ ฝ่าดงกระสุน เขาก็ท่องประโยคนี้อยู่ในหัวใจ อยู่ตลอดเวลาว่า ประชาธิปไตยคืออํานาจสูงสุดของประชาชน ปี ๒๕๕๓ ครับ ตายไปไม่น้อย ที่แยกราชประสงค์ เกิดเปลวไฟทั่วไปในบ้านเมืองและในหลายจังหวัด ผมยังเชื่อว่าคนที่เขา จุดไฟตรงศาลากลาง หรือที่แยกราชประสงค์ หรือที่ช่อง ๓ หรืออีกหลายที่ รวมทั้งคนที่ยิง เอ็ม ๗๙ (M79) เข้าหามวลชนอีกฝ่ายหนึ่ง ผมเชื่อว่าเขาก็ท่องหลักการนี้ครับ ประชาธิปไตย เป็นอํานาจของประชาชน หลักการนี้ไม่มีใครปฏิเสธได้ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ โลกที่มัน เป็นจริงมันสอดคล้องกับหลักการเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน ผมจะพาท่านประธานไปสู่โลก ที่เป็นจริง และผมเชื่อว่าท่านประธานมีความรู้สึกลึกซึ้งกับโลกที่เป็นจริงมากกว่าผม ทั้งทางตรงและทางอ้อม โลกที่เป็นจริงครับมันคือที่มาที่พวกเราต้องต่อสู้คัดค้านการแก้ไข รัฐธรรมนูญ โลกที่เป็นจริงมันเกิดมานานแล้วครับ แต่ผมไม่ย้อนไปไกลหรอกครับ เพื่อประหยัดเวลาของสภาแห่งนี้ ผมย้อนไปแค่ปี ๒๕๔๐ นะครับ วันนั้นหลักการของปี ๒๕๔๐ กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนั้นก็หลักการนี้ครับ ประชาธิปไตยมาจากประชาชนทางตรง ไม่มาได้อย่างไรล่ะครับ เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นผลผลิตจากความเจ็บปวด คับแค้น จากความรู้รสชาติของความเลวร้ายของระบบเผด็จการ ก็ต้องสร้างรัฐธรรมนูญที่มัน มีเนื้อหาความเป็นประชาธิปไตยสูงสุดเท่าที่เรามีปริญญาความสามารถที่จะร่างและกําหนด บทตอนออกมาได้ แล้วโลกที่เป็นจริงมันเป็นอย่างไรล่ะครับ หลักการของกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่ให้อํานาจฝ่ายตรวจสอบสร้างอํานาจที่ ๔ ขึ้นมาด้วยซ้ําไป นอกจาก เรื่องของนิติบัญญัติ นอกจากเรื่องของบริหาร นอกจากเรื่องของตุลาการ ยังมีอํานาจที่ ๔ แอบเข้ามาด้วยซ้ําไปคือองค์กรอิสระ เพราะความไม่ไว้วางใจว่าอํานาจก่อนหน้านั้นคืออํานาจ ของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งแน่นอนครับ มันมีเรื่องของเสียงข้างมาก เรื่องของพรรคการเมือง รัฐบาล อํานาจบริหารก็มาจากสภาตรงนั้นละครับ ก็เป็นคนกลุ่มเดียวกัน ถ้าเผื่อเหลือ เผื่อขาดก็สร้างองค์กรอิสระเข้ามาเพื่อเป็นการถ่วงดุลอํานาจ เพื่อให้อํานาจประชาธิปไตย มันเดินไปอย่างสมดุลและอย่างเป็นกลางโดยแท้จริง แล้วอะไรมันเกิดขึ้นครับ โลกที่เป็นจริง ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ จนกระทั่งถึงการปฏิวัติรัฐประหารที่เกิดขึ้นในอีก ๘-๙ ปีต่อมา โลกที่เป็นจริงมันคืออะไรครับ โลกที่เป็นจริงมันก็คือการควบรวมอํานาจ เรื่องที่เป็นจริงมันก็ปรากฏอยู่ในคําพิพากษาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่พิพากษา ยุบพรรคการเมืองบางพรรค ที่บอกว่าวุฒิสภาในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ สมัยนั้นมีลักษณะ เป็นสภาทาส เสียดายครับ สมัยก่อนมันไม่มีใครมาจากคําว่า สภาขี้ข้าครับ โลกที่เป็นจริง มันเป็นอย่างนั้นครับ และตรงนั้นใช่หรือไม่ที่มันได้เปิดช่องทางให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน ทั้งธุรกิจระดับเล็ก ระดับย่อย ระดับกลาง จนธุรกิจนโยบายและเป็นที่มาของการยึดทรัพย์ ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท นั่นใช่โลกที่เป็นจริงหรือไม่ และหลักการที่ประชาธิปไตยต้องมาจาก อํานาจสูงสุดจากประชาชน ยึดประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง ประชาธิปไตยคือเพื่อประชาชน โดยประชาชนและของประชาชน มันอยู่ตรงไหนในโลกที่เป็นจริงตรงนั้น ในที่สุดเกิด การปฏิวัติเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ปี ๒๕๔๙ มันก็คือเรื่องราวของโลกที่เป็นจริงทั้งนั้นละครับ มันเป็นการปฏิวัติครั้งแรกที่มีหลายคนเอาดอกไม้ไปเสียบที่ปลายรถถังนะครับ โลกที่เป็นจริงครับ ในที่สุดเกิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ขึ้นมา ท่านประธานครับ ถ้าเราเดินท่องโลกที่เป็น จริงเราก็ต้องยอมรับว่าบริบทของสังคมการเมืองในสมัยที่ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ บริบทมันก็ต้องกําเนิดอย่างนี้ครับ เขาได้เห็นถึงอํานาจของทุนสามานย์ หรือจะเรียกว่าทุน โสมมก็เรียกไป เขาได้เห็นความไร้จริยธรรมของนักการเมืองที่มีอํานาจ ที่ใช้ประชาธิปไตย เป็นเครื่องมือทํามาหากินและบางอย่างมันเข้าข่ายขายชาติ เขาก็จึงร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่เกิดการถ่วงดุลว่าติดเบรก (Brake) เสียหน่อย อย่าให้มันทางโล่งนักติดเบรกสักนิด ก็เกิด ส.ว. สรรหาขึ้นมา ส.ว. สรรหาต้องยอมรับในบทบาทครับ หลายคนต้องชื่นชมครับ หลายคน ก็ต้องตําหนิ แต่ก็ต้องยอมรับในบทบาทว่า ส.ว. สรรหาในช่วงเวลาที่ผ่านมา เขาก็มีจุดยืน ของเขา แน่นอน ส.ว. สรรหาจํานวนมากคัดค้านรัฐบาลหลายเรื่องครับ ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล หลายเรื่อง ซึ่งไม่ได้แตกต่างกับการที่เขาไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เช่นเดียวกัน มันเป็นไปไม่ได้ครับ และโลกนี้มันจะไม่เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้น ถ้า ส.ว. ทุกคนเห็น เหมือนกันหมด และเป็นกลไกหนุนรัฐบาลทั้งหมด เป็นไปไม่ได้ครับ มันคือความอิสระ มันคือ ความสมดุลแห่งอํานาจ และต้องยอมรับว่าบทบาทเหล่านั้นก็มีส่วนคัดท้ายบ้านเมืองให้เดิน มาได้จนถึงวันนี้ นั่นคือคุณูปการ นั่นคือบริบทที่ทําให้เกิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เกิดขึ้นมา และเราก็เดินหน้ามาจนถึงทุกวันนี้ บ้านเมืองไม่บอบช้ําจนเกินไป ผมจึงกราบเรียน กับท่านประธานว่าเราจะเลือกยืนตรงไหนครับ เราจะเลือกยืนด้วยหลักการและมอง นี่คือสังคมศรีอารยะนักการเมืองทุกคนอุทิศตนเพื่อปวงชนชาวไทย ๒๔ ชั่วโมง นายกรัฐมนตรีทุกคนมีสมองที่เชี่ยวชาญไม่ได้สมองกลวง และทําทุกอย่างเพื่อประโยชน์ ของประชาชน พี่น้องชุมนุมปิดถนนอยู่ภาคใต้ก็รีบเดินทางลงไป บอกว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร โลกที่เป็นจริงสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นหรือไม่ครับ ผมจึงกราบเรียนกับท่านประธานว่าเราจะให้ ประเทศไทยมันเดินไปทางไหนหรือครับ เราจะให้ประเทศไทยมันอยู่บนโลกแห่งความจริง ซึ่งเราต้องยอมรับว่าจาก ปี ๒๕๔๐ จนถึงวันนี้ ปี ๒๕๕๖ ๑๖ ปีมาแล้ว ท่านประธานเห็น ด้วยกับผมไหมครับว่าทุนสามานย์มันไม่ได้หายไปไหน ผู้ร้ายตัวเดิม โจทก์คนเก่า ยังอยู่ครับ มันจะอยู่ในรูปแบบใด อยู่ใกล้อยู่ไกลตรงไหนมันยังอยู่ การทุจริตคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นอยู่ใน ขณะนี้มันน้อยกว่าปี ๒๕๔๐ หรือไม่