อรรถพร พลบุตร หารือเรื่องความสำคัญของวุฒิสภาในการถ่วงดุลอำนาจและตรวจสอบรัฐบาล โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นของวุฒิสภาในการมีความเป็นอิสระและไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง เพื่อให้เกิดความยุติธรรมและความโปร่งใสในการบริหารประเทศ
ขอบคุณ ท่านประธานครับ ก็ไม่เป็นไรครับ ประท้วงก็มีประโยชน์ด้วยกัน ผมก็ได้พักจิบน้ํา ท่านก็ได้ ออกทีวีนะครับ ผมอภิปรายต่อเลยนะครับ ท่านประธานครับ ด้วยเหตุนี้เมื่อผู้ร้ายคนเก่าก็ยังอยู่ ระบบการเมืองที่เกิดขึ้นจากนี้ไปก็ต้องมีการถ่วงดุล มีการตรวจสอบและเพิ่มอํานาจ ของเสียงข้างน้อยให้สามารถประคับประคองให้รัฐบาลนี้ หรือการบริหารประเทศตามวิถีทาง ประชาธิปไตยเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนมากยิ่งขึ้น วุฒิสภามีความสําคัญอย่างยิ่ง ครับท่านประธาน ท่านประธานเป็นประธานวุฒิสภาท่านเข้าใจเจตนารมณ์ตรงนี้เป็นอย่างดี วุฒิสภาวันนี้ทําหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมายในการตรวจสอบรัฐบาลในระดับหนึ่ง แต่อํานาจที่ยิ่งใหญ่อีกอํานาจหนึ่งคือการให้กําเนิดองค์กรอิสระ ซึ่งเป็นอํานาจถ่วงดุลอีก อํานาจหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยตามกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้ องค์กรอิสระซึ่งมี ความสําคัญอย่างยิ่งซึ่งเกิดจากกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และเกิดจากวุฒิสภาเยอะมาก ครับ ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็น ผู้ตรวจการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เหล่านี้คือองค์กรอิสระซึ่งจะสร้างความ ยุติ ความบริสุทธิ์ความชอบธรรม ความโปร่งใส และธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นบนระบอบ ประชาธิปไตยทั้งสิ้นทั้งหมดมาจากวุฒิสภา ท่านประธานนึกภาพนะครับ ถ้าแก้กฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้วุฒิสภามาจากการเลือกตั้งทั้งหมด เราปฏิเสธโลกที่เป็นจริงไม่ได้ครับ ว่าในที่สุดจะมีสมาชิกวุฒิสภาจํานวนหนึ่งที่มาจากการเลือกตั้งมีความจําเป็นต้องยึดโยงกับ นักการเมืองหรือพรรคการเมือง เพื่อผลการเลือกตั้ง ยิ่งมีการแก้ไขบางมาตราให้ดํารงตําแหน่ง ต่อเนื่องได้มากกว่า ๑ สมัย ก็แปรเปลี่ยนให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งควรจะมีหลักการอันสําคัญ อย่างยิ่ง คือ ความเป็นอิสระและความไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ก็ต้องกลายเป็นนักการเมือง เหมือนพวกผม ต้องมีความจําเป็นที่ต้องหาคะแนนเสียง ต้องสร้างเครือข่ายอิทธิพล ต้องมี ความจําเป็นในการจัดตั้งฐานเสียงต่าง ๆ และอย่างเลวร้ายที่สุดซึ่งมันอาจจะเกิดขึ้นใน อนาคตอาจจะมีการซื้อเสียงเรามองในแง่ร้ายเอาไว้ก่อน ท่านประธานอยากเห็นไหมครับ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับ จังหวัดเพชรบุรีบ้านผม มี ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์อยู่ ๔ คนด้วยกันครับ เป็น ส.ส. เขตอยู่ ๓ คน เป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ ๑ คน รวมเสียงทั้งจังหวัด ๑๐,๐๐๐ คะแนน มากกว่าผลการเลือกตั้ง ส.ว. เกือบ ๓ เท่าครับ แต่พวกเราไม่เคยเข้าไปยุ่งเข้าไปเกี่ยว ให้โอกาสประชาชนเขาเลือก ส.ว. โดยอิสระ แล้วเราก็ได้ ส.ว. คุณภาพที่มีความเป็นอิสระ เราก็มีความพึงพอใจ ให้ ส.ว. เขาทําหน้าที่เขาไปเป็นการถ่วงดุลตรวจสอบด้วยความกล้า หาญอย่างน่าชื่นชม แต่ถ้าวันหนึ่งท่านประธานครับ ในโลกที่มันเป็นจริง พวกเรา ๓-๔ คนมานั่ง คิดกันไม่ได้แล้ว ทางภาคเหนือ ทางภาคอีสาน เขาเริ่มมี ส.ว. ที่แอบอิงกับพรรคการเมือง ที่ภาคโน้นจังหวัดนี้เริ่มมี ส.ว. ที่ใช้ฐานเสียงของพรรคการเมือง จังหวัดเพชรบุรีไม่ได้แล้ว เราต้องสร้าง ส.ว. ที่สังกัดพรรคประชาธิปัตย์บ้างในทางอ้อม ท่านประธานอยากเห็น ส.ว. อย่างนั้นหรือครับ ท่านประธานไม่อยากเห็น ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง ที่เขาบริสุทธิ์ยุติธรรม และทําหน้าที่อยู่ในสภา ท่านก็เห็น ท่านไม่อยากได้แบบนั้นหรือครับ ท่านอยากได้ ส.ว. ที่ใส่เสื้อพรรคการเมืองแต่ใส่ไว้ข้างในหรือครับ และในที่สุดสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นเรื่องของ เสียงข้างมากอยู่แล้ว วุฒิสภาก็จะเป็นเรื่องของเสียงข้างมากและการยึดโยงกับพรรคการเมือง ที่เป็นรัฐบาล ในที่สุดก็จะเกิดสองสภาที่มาจากที่กําเนิดเดียวกัน อู่เดียวกัน แหล่งเดียวกัน พรรคเดียวกัน และในที่สุดก็จะสร้างองค์กรอิสระซึ่งเป็นอํานาจตรวจสอบอํานาจที่ ๔ ซึ่งมาจากแหล่งเดียวกัน พรรคเดียวกัน อู่เดียวกัน ถิ่นกําเนิดเดียวกัน ๓ อํานาจ ไปทิศทางเดียวกัน มีทิศทาง มีเจ้าของเป็นทิศเดียวครับ หรืออํานาจเดียวครับ อํานาจตุลาการ ศาลสถิตยุติธรรม ตัดสินคดีโดยอิสระ แต่ศาลสถิตยุติธรรมก็ต้องตัดสินคดีจากกฎหมายซึ่งมาจาก ๒-๓ สภานี้ครับ ไปนอกกว่านั้นไม่ได้ แล้วประเทศจะเหลืออะไรครับ ผมถามท่านประธาน และผมขออนุญาตตั้งคําถามนี้ไปถึงพี่น้องประชาชนที่รับฟังการถ่ายทอดสดอยู่ ณ ขณะนี้ ผมจึงกราบเรียนกับท่านประธานครับ ในประเด็นตรงนี้และในรายละเอียดส่วนอื่น ก็จะอภิปรายในมาตราอื่น ๆ ที่ผมแปรญัตติไว้อีกหลายมาตรา ขอให้เข้าใจการต่อสู้ของพวกเรา เราต้องการประชาธิปไตยที่มันอยู่บนโลกแห่งความเป็นจริง ประชาธิปไตยซึ่งมันเกิดจาก ความเจ็บปวด ความล่มสลายจากการทุจริตคอร์รัปชันและการไร้จริยธรรมของนักการเมือง หลายกลุ่ม หลายพวก ผมเชื่อครับ ท่านประธานเห็นโลกเป็นจริงที่ปรากฏตรงหน้า ท่านเห็น มากกว่าผมด้วยครับ ผมเชื่อว่าท่านสมาชิกวุฒิสภาหลาย ๆ ท่านหรือเกือบทั้งหมดก็ปฏิเสธ โลกที่เป็นจริงที่ผมอธิบายมาทั้งหมดนี้ไม่ได้ครับ แต่น่าเสียดายโลกที่เป็นจริงตรงนี้ไม่ได้ ถูกหยิบยกมาพูดในสภาแห่งนี้เท่าที่ควร ผมไม่ทราบว่าอะไรบังตา พรางตา ปิดกั้นสายตา ปิดกั้น การแสดงความคิดเห็นในประเด็นเหล่านี้ของพวกท่าน ผมไม่มีความสามารถเพียงพอ จะล่วงรู้ถึงจิตใจของท่านครับ แต่ผมก็ต้องทําหน้าที่อย่างสุดกําลังความสามารถ ด้วยเหตุนี้ครับ ผมจึงขอแปรญัตติในมาตรา ๓ เพื่อให้เกิดระบบสมาชิกวุฒิสภา ๒ ระบบเพื่อการถ่วงดุล ตรวจสอบ และทําให้ประเทศไทยพ้นจากทุนสามานย์ ทุนโสมม ผู้ร้ายตัวเดิมซึ่งวันนี้มันยังมี ชีวิตและมันแข็งแรงขึ้นทุกทีครับ กราบขอบพระคุณครับ