สุพจน์ เลียดประถม หารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงจำนวนสมาชิกวุฒิสภาและวิธีการเลือกตั้ง โดยเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งทั้งหมด ไม่ให้แต่งตั้ง และขอแก้ไขจํานวนสมาชิกวุฒิสภาจาก 200 คนเป็น 150 คน เพื่อไม่สิ้นเปลืองงบประมาณและไม่มีเหตุผลเทียบเคียงกับประเทศอื่น
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสุพจน์ เลียดประถม สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดตราด ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ประเด็นที่ผมได้ขอยื่นแปรญัตติไว้เป็นประเด็นที่เห็นว่าจํานวนสมาชิกวุฒิสภาควรจะมีจํานวน ๑๕๐ คน และมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ซึ่งผมเห็นว่าการเลือกตั้งเป็นสิทธิเสรีภาพของ พี่น้องประชาชน ฉะนั้นอํานาจตรงนี้ควรจะมอบให้กับประชาชน ท่านประธานครับ ถ้าเราไปดูกฎหมายรัฐธรรมนูญของไทยในอดีต ก็จะเห็นว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของไทยเอง ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๔๗๕ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีอยู่ ๒ ประเภท ประเภทแรกคือมาจากการเลือกตั้ง ประเภทที่ ๒ ก็คือมาจากการแต่งตั้งครับท่านประธาน แล้วมีจํานวนเท่ากันด้วย แล้วก็ยังมีกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขบทเฉพาะกาล ปี ๒๔๘๓ ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากแต่งตั้ง เดิมปีพุทธศักราช ๒๔๗๕ เราบอกว่า ให้มี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากการแต่งตั้งในระยะเวลา ๑๐ ปีแรกของการบังคับใช้ รัฐธรรมนูญเมื่อปี ๒๔๘๓ เราขยายระยะเวลาเป็น ๒๐ ปี สิ่งที่ผมจะชี้ให้เห็นว่าพัฒนาการ กฎหมายมีครับท่านประธาน ถ้าเรามาดูวุฒิสภา ปี ๒๔๘๙ เรามีพฤฒสภา คือสมาชิกวุฒิสภา เป็นครั้งแรก ครั้งแรกในกระบวนการเลือกตั้ง วุฒิสภาครั้งแรกเป็นการเลือกตั้งโดยทางอ้อม ผู้ที่เลือกก็คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่อย่างไรก็ตามอีกหลายยุคหลายสมัยต่อมา วุฒิสภา ก็มาจากการแต่งตั้ง จนกระทั่งมีการเลือกตั้งในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ สมาชิกวุฒิสภามาจาก การเลือกตั้งทั้งหมด มายุคปัจจุบันปี ๒๕๕๐ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ ให้มีการ เลือกตั้งและการสรรหาในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน คือ ๗๓ ต่อ ๗๗ ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นก็จะเห็นว่าพัฒนาการทางกฎหมายรัฐธรรมนูญของไทยมีแนวโน้ม จะมอบ อํานาจให้กับพี่น้องประชาชนมากยิ่งขึ้น หลายคนบอกว่าตัวเองเป็นนักประชาธิปไตย อยากจะมอบสิทธิเสรีภาพให้กับพี่น้อง ประชาชน วันนี้เรากําลังทําหน้าที่ตรงนั้นครับท่านประธาน เรากําลังจะทําหน้าที่ว่า การเลือกตั้งเป็นสิทธิที่แท้จริงของพี่น้องประชาชน ผมไม่ถกเถียงท่านประธาน การเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตย คําตอบคือไม่ใช่การเลือกตั้งอย่างเดียวท่านประธาน การมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขียนไว้เยอะมากครับ ท่านประธาน ไม่ว่าจะเป็นการถอดถอน การเข้าชื่อเสนอกฎหมายต่าง ๆ ตอนนี้รัฐสภาแห่งนี้ กําลังจะเอาอํานาจในการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา ๗๓ คนไปมอบให้กับพี่น้องประชาชน ผมไม่เห็นมีเหตุผลอะไรท่านประธาน ที่เราจะไปยับยั้งอํานาจของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นหลายท่านได้อภิปรายไปในทํานองว่า ถ้ามีการเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชนโดยตรง พรรคใหญ่จะเข้ามาควบคุมการเลือกตั้ง มีอิทธิพลต่อพี่น้องประชาชน ท่านประธานก็คงเห็น ท่านประธานก็เป็นนักเลือกตั้ง หลายจังหวัดนะครับ พรรคใหญ่ส่ง หรือพรรครองลงมา ส่งสมาชิกลงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในตําแหน่งต่าง ๆ ก็ไม่ได้ชนะเสมอไปครับ ท่านประธาน หลายพรรคก็ส่งสมาชิกของตนซึ่งไม่ได้มีรายชื่ออยู่ในทะเบียนของ พรรคการเมือง ส่งลง ส.ว. ก็สู้กับสมาชิกวุฒิสภาที่มานั่งอยู่กับผม ที่มาจากการเลือกตั้ง ด้วยกันก็ไม่ได้ชนะเลือกตั้งเสมอไปท่านประธาน เพราะฉะนั้นอย่ากังวลตรงนี้ ผมเรียนว่า อํานาจนี้เป็นอํานาจของพี่น้องประชาชน
ประการต่อมา หลายท่านบอกว่าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ท้ายที่สุดจะมามีอํานาจเหนือการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ผมเรียน ต่อท่านประธานว่า อํานาจของสมาชิกวุฒิสภามีจํากัดครับท่านประธาน ประการแรก สมาชิก วุฒิสภาไม่ได้เลือกนายกรัฐมนตรีนะท่านประธาน ไม่ได้เลือกนายกรัฐมนตรี อํานาจ ของสมาชิกวุฒิสภาผมเองเข้าใจเป็นอย่างดีท่านประธาน พร้อมเพื่อนสมาชิก ได้ปฏิบัติงานกันมาในสภาแห่งนี้จะครบ ๖ ปี จะครบวาระอยู่แล้วครับท่านประธาน อํานาจแรกคือกลั่นกรองกฎหมาย อํานาจนี้ท่านประธานก็ทราบ ถ้าสภาผู้แทนราษฎร เขาไม่เห็นด้วยกับสมาชิกวุฒิสภา เขายืนยันตามร่างที่เขาเสนอ อย่างไรก็ต้องเป็นไปตาม สภาผู้แทนราษฎร
ประการต่อมา ท่านประธาน ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ถามควบคุม อย่างไรครับ ผมเป็นสมาชิกที่ตั้งกระทู้ถามบ่อย หารือบ่อยครับ รัฐมนตรีมาตอบ ตอบเสร็จ ก็ไม่ได้กระทําตามที่ตอบในสภาก็เยอะแยะครับท่านประธาน และจะทําอย่างไรต่อครับ มีหนังสือหรือทวงถาม ท่านก็ตอบมาตามขั้นตอน แล้วทําอย่างไรต่อครับท่านประธาน ก็ทําได้แค่นั้น นี่คือควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน มีมาตรา ๑๖๑ เขียนไว้ท่านประธาน อภิปรายได้ แต่ห้ามลงมติ นี่ครับควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินที่เป็นอํานาจของวุฒิสภา นะครับ
ประการต่อมาครับท่านประธาน เรื่องแต่งตั้ง ที่ท่านอภิปรายกันเยอะว่า แต่งตั้งนี่ ท้ายที่สุดจะแต่งตั้งคนของพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง ผมเลยเรียน ต่อท่านประธานว่า การแต่งตั้งบุคคลเข้าไปดํารงตําแหน่งต่าง ๆ ต้องผ่านวุฒิสภานี่ ตําแหน่ง ที่สําคัญ ๆ ท่านประธานครับ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง เขาเลือก ไว้ให้เสร็จแล้วท่านประธาน วุฒิสภาแค่เห็นชอบ และถ้าไม่เห็นชอบ เขายืนยันมาด้วยเสียง เอกฉันท์ หรือเสียง ๓ ใน ๔ ก็ต้องเป็นไปตามนั้น เรามีอํานาจแค่ท้วงติงเท่านั้นเอง ท่านประธาน อํานาจสุดท้ายท่านบอกว่าเป็นอํานาจที่ยิ่งใหญ่ของวุฒิสภา เรื่องการถอดถอน ครับท่านประธาน ตลอดระยะเวลา ๖ ปีที่ผมพร้อมเพื่อนสมาชิกทําหน้าที่สมาชิกวุฒิสภา ถอดถอนหลายครั้งท่านประธาน ยังไม่เคยถอดถอนสําเร็จเลย เพราะต้องใช้เสียงถึง ๓ ใน ๕ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นประเด็นเหล่านี้ผมจึงเรียนท่านประธานว่าต้องใช้เสียง เป็นจํานวนมาก ท่านไม่ต้องกังวลหรอกครับว่าสมาชิกวุฒิสภาที่อยู่ในสภาจะไปมีอิทธิพล หรือไปชักจูง หรือถูกครอบงําโดยใครคนใดคนหนึ่งได้ กฎหมายรัฐธรรมนูญเขาออกแบบไว้ มีอํานาจที่พอเหมาะพอควร สภาที่มีอํานาจอย่างแท้จริงคือสมาชิกของสภาผู้แทนราษฎร ทําหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน เรามีหน้าที่เพียงตรวจสอบควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามที่ผมได้นําเรียนมา เพราะฉะนั้นก็ต้องเรียนต่อท่านประธานว่าประเด็นเหล่านี้ เป็นประเด็นที่สําคัญ
ประการต่อมา เรื่องการถอดถอนท่านประธาน ผมเห็นว่าการถอดถอนเป็น อํานาจของมหาชนก็ต้องยอมรับว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ สมาชิกวุฒิสภา ๗๓ คน ไม่ได้มาจากพี่น้องปวงชนชาวไทย แต่ตลอดระยะเวลา ๕ ปีกว่าที่ผ่านมานี้ สมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการสรรหานี้ ก็ใช้อํานาจนี้ท่านประธาน ในการลงมติจะถอดถอนหรือไม่ถอดถอน หลายคนที่มาจากการเลือกตั้ง อันนี้ท่านประธานครับ จะใช้ทฤษฎีใดมาอธิบายคงเป็นไปได้ยาก เมื่อสมาชิกที่มาจากการสรรหากับสมาชิกจากการเลือกตั้งมีอํานาจเท่าเทียมกันแต่มีการ ยึดโยงจากพี่น้องประชาชนที่ไม่เท่ากัน อันนี้เป็นประเด็นที่ผมเห็นว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ ปัจจุบันนี้ไม่สอดคล้องกับหลักของอํานาจท่านประธาน
ประการต่อมา เกี่ยวกับเรื่องจํานวนท่านประธาน จํานวนของสมาชิกวุฒิสภา ที่เหมาะสม ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้อภิปรายในที่ประชุมแห่งนี้ ได้ตอบคําถามต่อ เพื่อนสมาชิกว่า สมาชิกวุฒิสภานี้จากเดิม ๑๕๐ คน ควรจะมี ๒๐๐ คน ท่านประธาน ผมเห็นประเด็นนี้เป็นประเด็นที่น่าสนใจ ผมเองไม่เห็นพ้องด้วยกับทางคณะกรรมาธิการ ในประเด็นในนี้ แล้วผมก็ขอแปรญัตติไว้ ท่านประธานคณะกรรมาธิการไม่ได้มีงานวิจัย งานศึกษา หรือค้นคว้าใด ๆ เลยท่านประธาน ท่านใช้คําพูดว่า ผมยังจําท่านได้ ตัวเลข ๒๐๐ คนนี้ ก็เคยเป็นตัวเลขที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีความพอเหมาะพอควร ท่านใช้คําพูดนี้ครับ ท่านประธาน ผมเองได้ปฏิบัติหน้าที่มาพร้อมเพื่อนสมาชิก ๕ ปีกว่า ท่านประธาน การทํางานไม่เคยมีปัญหาเรื่องจํานวนตัวเลขเลยท่านประธาน จํานวนตัวเลข ๑๕๐ คน หรือ ๒๐๐ คน ไม่ได้เป็นประเด็นปัญหาเลยนะครับ ตรงกันข้ามท่านประธานครับ ผมจะ กราบเรียนท่านประธานให้เห็นข้อเท็จจริงประการหนึ่งนะครับ ที่สําคัญก็คืองบประมาณ จํานวน ๑๕๐ คนนี้ สามารถทํางานได้อย่างดีมาก ๆ ท่านประธาน อย่างมีเหตุมีผลไม่ได้มี ปัญหาเลยว่างานใดงานหนึ่งไม่ได้มีสมาชิกวุฒิสภามา ๑๕๐ คน สามารถทํางานได้ อันนี้เป็น ประการที่ ๑ เพราะว่าสมาชิกรัฐสภาแต่ละท่าน ในแต่ละปี ใช้งบประมาณต่อบุคคล เป็นจํานวนหลายล้านบาท ถ้าเพิ่มอีกจํานวน ๕๐ คน เป็น ๒๐๐ คน ต้องใช้งบประมาณ นับเป็นพันพันล้านบาทอันนี้เป็นเหตุผลสําคัญว่าผมเห็นว่าไม่ควรจะสิ้นเปลืองงบประมาณ แผ่นดิน เมื่อจํานวน ๑๕๐ คน สามารถปฏิบัติงานได้ดี ถ้าเราไปดูประเทศอื่นเทียบเคียง ท่านประธาน อย่างประเทศสหรัฐอเมริกา ขนาดประเทศจํานวนประชากรเขาก็ใหญ่กว่าเรา เขาก็มีจํานวนสมาชิกวุฒิสภาแต่ประมาณสัก ๑๐๐ คนเท่านั้นเอง เราจะเพิ่มจาก ๑๕๐ คน เป็น ๒๐๐ คนนี้ไม่มีเหตุผลเลยท่านประธาน
ประการที่ ๒ อาคารสถานที่ ต้องขออภัยท่านประธานนะครับ ข้อเท็จจริง ก็คือท่านประธานที่จอดรถ ผมขับรถเองท่านประธาน ตอนเช้าต้องรีบมาให้เช้ามาก ๆ ท่านประธาน ไม่อย่างนั้นที่จอดไม่ได้นะครับ โดยเฉพาะวันที่ประชุมร่วม ผมนี่เวียนเลยครับ ท่านประธาน เวียนหลายรอบในที่รัฐสภาแห่งนี้ เวียนไปเวียนมาเวียนไปถึงเขาดิน ท่านประธาน ขึ้นไปถึงชั้นดาดฟ้าก็ยังไม่มี ก็เวียนลงมาอีกท่านประธาน ผมใช้เวลาประมาณ สักครึ่งชั่วโมง หรือ ๔๐ นาที เวียนหาที่จอด นี่เรามีเท่านี้นะครับ ท่านประธานยังหาที่จอด ยากขนาดนี้ ถ้าเรามีมากขึ้น ท่านประธานจะทําอย่างไรครับ ห้องประชุมท่านประธาน ห้องประชุมของคณะกรรมาธิการทุกวันนี้หาห้องประชุมไม่ได้เลยครับ อาคารวุฒิสภานี้นึกว่า เล่นเก้าอี้ดนตรีครับท่านประธาน หาห้องประชุมยากมาก ถ้าเรามีการตั้งอนุกรรมาธิการขึ้นมาเพิ่ม ก็ยิ่งยากเข้าไปอีก เพราะฉะนั้นตรงห้องประชุมก็เป็นปัญหาอย่างมากว่าเราเพิ่มจํานวน สมาชิกกันมานี้ก็มีคณะต่าง ๆ เพิ่มขึ้น จํานวนอนุกรรมาธิการเพิ่มขึ้น แล้วท่านจะประชุม อย่างไร เพราะฉะนั้นเรื่องที่จอดรถ เรื่องสถานที่ประชุมเป็นปัญหาอย่างมาก ผมเลยเรียนต่อ ท่านประธานว่า การที่มีจํานวน ๑๕๐ คน น่าจะมีความเหมาะสม ท่านทางกรรมาธิการไม่ได้ มีเหตุผลใด ๆ สนับสนุนเลยว่าจะต้องเพิ่มจาก ๑๕๐ คนเป็น ๒๐๐ คนนะครับ ซึ่งท่าน เพียงแต่อภิปรายว่าพอเหมาะพอควร ซึ่งจํานวน ๒๐๐ คนน่าจะมีความเหมาะสม ผมเลยขอ อนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานว่า ผมขอแก้ไขในจํานวนของสมาชิกวุฒิสภาจาก ๒๐๐ คนเป็น ๑๕๐ คนครับ ขอบคุณครับ