รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๖

เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ พูดถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองและรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีวุฒิสภาที่มีบทบาทในการกลั่นกรองกฎหมายและตรวจสอบการทํางานของรัฐบาล เพื่อให้ระบบการเมืองเกิดความเข้มแข็งขึ้น

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต่อเรื่องของการอภิปรายในครั้งนี้ ผมคือผู้หนึ่งครับ ที่เดิมจะถูกห้ามไม่ให้มีสิทธิอภิปรายได้ก็คือ ๑ ใน ๕๗ คน เนื่องจากผมได้ แปรญัตติที่ไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับแก้ไข ฉบับที่กําลังพิจารณาอยู่นี้ โดยผมเห็นว่าในมาตรา ๓ นี้ผมให้ยกเลิกในมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน มาตรา ๑๑๑ วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจํานวนรวมหนึ่งร้อยห้าสิบคนซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ในแต่ละจังหวัด จังหวัดละหนึ่งคน และมาจากการสรรหาเท่ากับจํานวนรวมข้างต้นหักด้วย จํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง สรุปก็คือว่าผมให้มีจํานวน ๑๕๐ คน และให้มี สมาชิกทั้ง ๒ ประเภทครับ คือมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากพี่น้องประชาชนทั้ง ๗๗ จังหวัด และส่วนหนึ่งที่เหลือให้มาจากการสรรหา ให้มาจากการเลือกตั้งโดยการสรรหา แต่เนื่องจากว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่เราใช้อยู่ปัจจุบันนี้คณะกรรมการสรรหามีจํากัดครับ ในส่วนของการแก้ไขนี้ ถ้าเราจะแก้ไขของการสรรหาของวุฒิสมาชิกด้วยการสรรหาจาก กลุ่มวิชาชีพหรือกลุ่มอาชีพอื่น ๆ ที่หลากหลาย ผมเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ให้กับการทํา หน้าที่ของวุฒิสภา ซึ่งประกอบด้วยวุฒิสมาชิก เหตุที่ผมมีความเชื่ออย่างนั้นเพราะผมก็เชื่อ เหมือนกับที่หลายท่านได้อภิปรายมาแล้ว ก็คือว่าอํานาจสูงสุดในระบอบประชาธิปไตย คือสภาผู้แทนราษฎรครับ สภาผู้แทนราษฎร คือสภาที่มีบทบาทเป็นตัวชี้หลักว่ามีความเป็น ประชาธิปไตยมาก น้อยเพียงใด ถ้าเราดูในประวัติศาสตร์ตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลง การปกครอง ปี ๒๔๗๕ เป็นต้นมา เราจะเห็นว่าก็มีการตั้งสภาผู้แทนเรียกว่าสภาเดี่ยว ในสภาเดี่ยวนั้นมี ๒ สมาชิกครับ ประเภทที่ ๑ และประเภทที่ ๒ อยู่ในนั้น ในส่วนของ ประเภทที่ ๒ ที่เราเรียกคําว่า พฤฒสภา เราคัดเลือกคนที่มีความรู้มีความเชี่ยวชาญ ผู้ที่มี บทบาทในการให้ความเห็นว่าจําเป็นที่จะต้องมีสมาชิกประเภทที่ ๒ คือ พฤฒสภา ก็คือ ท่านปรีดี พนมยงค์ ท่านได้อธิบายว่าจําเป็นต้องมี ๒ สภา ด้วยเหตุที่ว่าองค์ความรู้ของ ประชาชนในขณะนั้นก็คือผู้ที่จบการศึกษาจากชั้นประถมปีที่ ๔ มีจํากัดครับ เพราะฉะนั้น การที่เราจะให้มีสภาเดี่ยวเป็นผู้แทนล้วน ๆ โดยไม่มีสภาพี่เลี้ยงมากํากับควบคุม ก็จะเห็นว่า จะเกิดความเสียหายกับการบริหารบ้านเมืองได้ อันนี้คือเรื่องของที่มา และต่อมาก็ได้มีการ พัฒนาของวุฒิสภา ในเมื่อเราเลือกตั้งเป็นสภาคู่ตั้งแต่ปี ๒๔๘๙ เป็นต้นมา ก็มีการ วิวัฒนาการว่าที่มาของสมาชิกจะมาอย่างไร แล้วก็มีการถกเถียงกันมาตลอดขึ้นอยู่กับว่า อํานาจรัฐบาลในขณะนั้นที่เป็นผู้แต่งตั้งวุฒิสภาหรือแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาคือใคร ขึ้นอยู่ แต่ละยุคแต่ละสมัย ผมเรียนให้ท่านประธานสภาทราบ กล่าวโดยย่อก็คือว่าบทบาทที่สําคัญ ก็คือว่าในช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง อํานาจส่วนใหญ่จะอยู่ที่ฝ่ายทหาร และทุกครั้งที่มีการทําปฏิวัติรัฐประหารก็ดี จะมีการจัดตั้ง เมื่อมีการร่างรัฐธรรมนูญ ขึ้นใหม่ แล้วมีการจัดตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้มีการเลือกตั้งนะครับ วุฒิสภาก็จะมาจาก ข้าราชการประจํา โดยเฉพาะข้าราชการทหาร ตํารวจ และพลเรือนในระดับสูงเป็นส่วนใหญ่ นี่คือวิวัฒนาการอย่างโดยย่อ และเมื่อสําคัญที่สุดก็คือ เมื่อปี ๒๕๑๗ ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง หลังจากเกิดเหตุวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ก็ได้มีกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งที่เราเรียกว่า เป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๑๗ กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ เดิมที่มานี้ครับ วุฒิสภาจะมาจากใครรู้ไหมครับ ก่อนหน้าที่จะมาเป็นร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญของปี ๒๕๑๗ นี้นะครับ เดิมเขาจะให้วุฒิสภามาจากการแต่งตั้ง โดยใครครับ โดยองคมนตรี ในเหตุการณ์ อย่างนี้ได้มีบันทึกพระราชกระแสเรื่องร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๑๗ คําปรารภมีว่า ข้อ ๑ ข้อ ๒ ผมจะไม่ได้อ่านนะครับ คําปรารภในข้อ ๒ ที่มี ความสําคัญก็คือว่า ตามมาตรา ๑๐๘ วรรคสอง แห่งร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้ หมายถึงร่าง กฎหมายรัฐธรรมนูญของปี ๒๕๑๗ นี้นะครับ บัญญัติให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนอง พระบรมราชโองการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภานั้นไม่ทรงเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะประธาน องคมนตรีเป็นผู้ที่พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและแต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัยตามความใน มาตรา ๑๖ เป็นการขัดกับหลักการที่ว่า พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตย ทั้งจะทําให้ประธานองคมนตรีอยู่ในสภาพเหมือนเป็นองค์กรทางการเมือง ซึ่งขัดกับมาตรา ๗๗ ด้วย นี่ครับคือข้อความที่ปรากฏในการเลือกตั้งวุฒิสภาที่จะเกิดขึ้น ในปี ๒๕๑๗ เพราะฉะนั้นวุฒิสภาจึงมีที่มาว่า บางครั้งในอดีตตั้งแต่สมัยโบราณ บางส่วน มาจากสถาบันพระมหากษัตริย์ ในต่างประเทศก็เป็นเช่นเดียวกันและมาปลายสุดขั้วที่สุด ก็คือเลือกตั้งหมด อย่างที่เรากําลังจะพิจารณาในวันนี้นะครับ เพราะฉะนั้นอีกส่วนหนึ่งที่ยังมี การเลือกตั้งวุฒิสภาก็คือว่าตั้งวุฒิสภาเป็นรูปแบบผสมครับ เพราะฉะนั้นที่ผ่านมา ในประวัติศาสตร์ไทยก็คือว่า ๑. แต่งตั้งทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ๒. เลือกตั้งทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ผ่านมาแล้ว และระบบที่เรากําลังใช้อยู่ระบบขณะนี้ก็คือกลุ่มผสมครับ ก็คือเลือกตั้งมาส่วนหนึ่ง แล้วก็แต่งตั้งมาส่วนหนึ่ง หรือเรียกว่าสรรหานะครับ เหตุที่ผมสนับสนุนให้มีการสรรหา ก็เนื่องจากเหตุผลอย่างนี้ครับว่า เราต้องถามตัวเราเองก่อนว่าวุฒิสภามีไว้เพื่อทําอะไรครับ หน้าที่หลัก ๆ ของวุฒิสภาก็มีหน้าที่ดังที่หลายท่านพูดไปแล้วนะครับ

บทบาทประการที่ ๑ ก็คือมีหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมาย การกลั่นกรอง กฎหมายต้องอาศัยอะไรครับถึงจะกลั่นกรองกฎหมายได้อย่างดี มีผลดีต่อกฎหมายของชาติ นั่นก็คือผู้ที่จะพิจารณากฎหมายที่เรียกว่ากลั่นกรองจะต้องดูไม่ใช่เพียงแค่ถ้อยคําอย่างเดียว จะต้องดูทั้งความหมาย ทั้งกว้าง ลึก ต้องดูถึงเรื่องเหตุผล หลักการต่าง ๆ มากมาย ซึ่งหลายเรื่องที่ มานะครับไม่สามารถที่จะให้ไปสุ่มเสี่ยงกับเป็นการได้ที่มาจากผู้แทนราษฎร ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จําเป็นอย่างยิ่งครับ ในต่างประเทศมีหลายประเทศครับ จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีมาจากการ สรรหาด้วยกลุ่มอาชีพ กลุ่มวิชาชีพที่สําคัญที่จําเป็นอย่างยิ่งที่ควรจะต้องมีในวุฒิสภาก็คือ กลุ่มวิชาชีพด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านกฎหมาย ทางด้านนิติศาสตร์ ทางด้านวิศวกรรม สถาปัตยกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ หรือแม้แต่แพทย์ เหตุผลเพราะอะไรครับ เพราะพวกวิชาชีพนี้ อย่างน้อยมีคุณธรรม มีสภาวิชาชีพเป็นตัวกํากับครับ และได้มีการปฏิญาณตนต่อวิชาชีพ ของตนว่าจะทําการให้ความคิดเห็นก็ดี หรือการประกอบวิชาชีพต่าง ๆ ก็ดีโดยสุจริต เพราะฉะนั้นเราเชื่อว่าถ้าเราเลือกจากกลุ่มวิชาชีพหรือกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ก็ดี ที่เขาเลือก ตัวแทนของเขาขึ้นมาเอง เราเชื่อว่ากลุ่มบุคคลเหล่านี้น่าจะดํารงตนไว้ได้ด้วยความเป็นธรรมมากกว่าการแต่งตั้ง โดยที่ไม่มีหลักการอะไรนะครับ แต่ที่ผ่านมาเราต้องยอมรับว่าเราอยู่ในระยะความผันผวน ทางการเมืองเนื่องจากมีการรัฐประหารเมื่อปี ๒๕๔๙ เพราะฉะนั้นกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จึงเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญที่กระทําในเวลารวดเร็วครับ คือโดยประมาณ ๑ ปีนะครับ หลังจากที่ได้มีการรัฐประหาร เพราะฉะนั้นการสรรหาที่ดําเนินการโดยคณะบุคคล ๗ ท่าน ดังกล่าวนั้น จึงอาจจะถูกต่อว่าได้ว่าไม่มีความเป็นประชาธิปไตยมากเพียงพอ แต่ผมขอยืนยัน ว่าประชาธิปไตยที่แท้จริงอยู่ที่สภาล่างหรือสภาผู้แทนราษฎรนะครับ วุฒิสภาเป็นสภา ที่มีบทบาททางด้านการกลั่นกรองกฎหมาย นั่นคือประการที่ ๑

บทบาทประการที่ ๒ ของวุฒิสภาที่จําเป็นต้องมาจากการแต่งตั้งส่วนหนึ่ง ก็คือวุฒิสภาจะมีอํานาจในการตรวจสอบการทํางานของรัฐบาลได้ ตรวจสอบอย่างไรครับ เพราะว่าวุฒิสภามีคณะกรรมาธิการครับ ชุดนี้มีคณะกรรมาธิการอยู่ทั้งสิ้น ๒๒ คณะกรรมาธิการ ก็จะตรวจสอบการทํางานของรัฐบาลโดยละเอียด และมีสิทธิอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ได้ในวุฒิสภา เพียงแต่ว่าไม่มีการลงมติ อันนี้ก็คือความสวยสดงดงามของระบอบ ประชาธิปไตยที่สภาสูงคือวุฒิสภาหลังจากที่สภาล่างได้อภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว ได้แสดง เหตุผลต่าง ๆ นานาแล้ว รัฐบาลก็ไม่ยอมรับในเหตุผลนั้น ก็ยังทําหน้าที่ของตัวเองต่อไป ก็จะมีวุฒิสภาอีกอันหนึ่งที่เข้ามาตรวจสอบ อันนี้ก็คือสิ่งที่ทําให้ระบบ ถ้าเราพูดถึงระบบ ทําให้ระบบเกิดความเข้มแข็งขึ้นครับ และการอภิปรายถ้าไม่มีการเกรงใจอภิปรายได้ด้วย ความอิสระ ด้วยทางวิชาการ ผมเชื่อว่าเป็นประโยชน์ครับ แม้ว่ารัฐบาลจะไม่ยอมรับฟังเสียง ของวุฒิสภาก็ตาม แต่อย่างน้อยพี่น้องประชาชนที่ได้ติดตามก็จะได้ทราบถึงวุฒิ ทางด้านปัญญาของสภานั้นว่าได้ตรวจสอบรัฐบาลอย่างไร

บทบาทประการที่ ๓ วุฒิสภาก็จะมีบทบาทในเรื่องของการแต่งตั้ง ถอดถอน และตรวจสอบอํานาจของรัฐ ดังที่พวกเราทราบดีแล้ว ไม่ว่าจะเป็น กกต. ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนนะครับ เหล่านี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นบทบาทเหล่านี้เป็นบทบาทที่จําเป็นจะต้องได้คนที่มีเจตนารมณ์ตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญกําหนดก็คือว่า ให้มีความเป็นกลางมากที่สุดนะครับ มีความเป็นอิสระมากที่สุด แม้ว่าโดยธรรมชาติแล้วอาจจะหายาก แต่อย่างน้อยก็ใกล้เคียงมากที่สุดนะครับ ท่านประธาน คงจะจําได้ว่าในระบบศาลก็เช่นเดียวกัน สิ่งที่เราต้องการมากที่สุด ก็คือความเที่ยงธรรมครับ แต่ถามว่าความเที่ยงธรรมมีไหมครับ มันมีได้แค่ยุติธรรมเท่านั้น เพราะระบบศาลก็คือ ระบบที่เอาคู่ต่อสู้มาดูเอกสาร ดูหลักฐาน ดูพยานหลักฐาน อันไหนมีข้อเท็จจริงมากกว่ากัน นะครับ ก็ให้น้ําหนักไปอันนั้น เพราะศาลสถิตยุติธรรมในระบบศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกาไม่ได้ไปค้นหาความเป็นจริงครับ ต่างกับศาลรัฐธรรมนูญที่คณะตุลาการ ได้ลงไปสืบค้นหาความเป็นจริงด้วย ไม่ได้ดูเพียงแค่ หลักฐาน เอกสาร หรือการต่อสู้ ทางพยานวัตถุอย่างเดียว อันนี้คือความแตกต่างกัน และมีความสวยสดงดงามในเรื่องของ ระบอบประชาธิปไตย