จิรายุ เสนอเพิ่ม ส.ว. เป็น 220 คน เพื่อกระจายอำนาจให้ทุกพื้นที่

รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๖

จิรายุ ห่วงทรัพย์ หารือเรื่องจำนวนสมาชิกวุฒิสภาที่ควรเพิ่มเป็น 220 คน เพื่อสะท้อนสัดส่วนประชากรและเรียกร้องให้ยกเลิกการแต่งตั้งโดยอ้างว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 เน้นประชาชน แต่ฉบับปี 2550 กลับผสมผสานทั้งเลือกตั้งและการแต่งตั้งซึ่งขัดต่อหลักประชาธิปไตย

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๘ คลองสามวา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้แปรญัตติไว้ใน สาระสําคัญเรื่องของจํานวนสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นสมาชิกผู้ทรงเกียรติ แล้วก็คุ้นเคยกับ คําว่า ส.ว. มาตั้งแต่มีชีวิตอยู่ในประเทศนี้ เกิดความเลื่อมใสมานาน ท่านประธานครับ แต่เมื่อย้อนกลับไปดูในประวัติศาสตร์นี่นะครับ เหตุผลที่ผมต้องเพิ่มเป็น ๒๒๐ ท่าน เนื่องจากประชากรประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น นับวันนี้น่าจะประมาณสัก ๖๖ ล้านคน และแน่นอนครับ ถ้าหารจาก ๒๒๐ คน ก็ ๑ : ๓๐๐,๐๐๐๐ ถือว่าไม่มาก ผมจําได้ ท่านประธานครับ การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเมื่อหลายปีก่อนในกรุงเทพมหานคร ตอนนั้น ผมยังไม่ได้เป็น ส.ส. ก็ไปเป็นพิธีกรสัมภาษณ์ผู้สมัคร แล้วก็ได้ท่านผู้สมัคร ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ก็คือคุณรสนา โตสิตระกูล ซึ่งท่านเป็น ส.ว. จากการเลือกตั้งของกรุงเทพมหานคร ตอนนั้น ท่านประธานครับ ผมสงสัยแล้วก็ถามอยู่เสมอว่ากรุงเทพมหานครมีผู้แทนราษฎร ๓๐ กว่าท่าน แต่สมาชิกวุฒิสภาทําไมมีท่านเดียว แล้วท่านเดียวนี่ท่านไปรับฟังปัญหา ฝั่งธนบุรีบ้างไหม ไปแถวฝั่งเหนือบ้างไหม ฝั่งใต้บ้างไหม หรือท่านอยู่แต่เฉพาะ กรุงเทพมหานครชั้นใน สาระสําคัญต่อไปท่านประธานครับ ผมยังเห็นด้วยกับการเลือกตั้ง ไม่ว่าพรรคบางพรรคจะไปบอกว่านี่เป็นการเลือกตั้งทางอ้อมหรือแท้แต่ท่านไปใช้คําใด ก็แล้วแต่นะครับ มันก็ต้องเรียกว่า ส.ว. สรรหากฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ซึ่งหลายคน ก็เรียกว่าฉบับเผด็จการบ้างละ ฉบับมหาโหดบ้างละ ฉบับ คมช. บ้างละ แต่ที่แน่ ๆ ครับ ไม่ได้มาจากประชาชน ไม่ได้มาจากประชาธิปไตย ใครก็แล้วแต่ที่มานั่งทํางานในที่นี้ที่ เราเรียกกันว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ไม่ได้มาแบบพวกผมครับ ผมกว่าจะมาเป็นผู้แทนได้ ท่านประธานครับ ก็ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน ท่านจะไปรังเกียจ ส.ว. มาจาก การเลือกตั้งด้วยเหตุผลกลใดครับ ผมอ่านรายงานจากท่านคณิต ณ นคร ที่ส่งมาให้ที่ ท่านประธานวิปฝ่ายค้าน ขออภัยที่เอ่ยนามท่านนะครับ เมื่อเช้าท่านบอกว่าให้แจกกับ สมาชิก เห็นด้วยบางข้อครับ แต่กว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ไม่เห็นด้วยเลย ท่านไม่เคยบอก ในนี้เลยนะครับว่ามันจะมีรายละเอียดดีหรือไม่ อย่างไร ถ้าเลือกตั้ง แต่ว่ามันก็ไปลง รายละเอียดเยอะแยะก็สุดแท้แต่ท่าน เป็นดุลยพินิจของท่าน ไม่อาจก้าวล่วงครับ แต่สาระสําคัญในรายงานฉบับนี้ที่น่าสนใจและเกี่ยวข้องกับจํานวนที่ผมแปรญัตติไว้นี้ ท่านประธานครับ ก็คือว่าเขาเขียนถึงวิธีการได้มาของสมาชิกวุฒิสภาของประเทศไทย ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ หลายท่านจําได้นะครับ ปี ๒๕๓๔ เกิดการยึดอํานาจ ไฮแจ็ก (Hijack) เครื่องบินของอดีตนายกรัฐมนตรี มีการประท้วง ผมอยู่ที่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ วิ่งหนีลูกกระสุนปืนมาแล้ว ก็จําความได้ครับมีการบอกว่ารัฐธรรมนูญในสมัยตั้งแต่ ปี ๒๕๓๐ ขึ้นมาไม่เป็นประชาธิปไตย ให้อํานาจประชาชนไปยกร่างหรือตั้งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ สุดท้ายฉบับปี ๒๕๔๐ ยกนิ้วโป้งกันทั้งหมดครับ บอกว่าสุดยอด เป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน หลายคนผู้มีอํานาจบอกว่าไม่ได้ ปล่อยประชาชน คิดมากไม่ได้เพราะประชาชนยังโง่อยู่ มันเป็นความเจ็บปวดของประชาชน ท่านประธานครับ แต่ที่แน่ ๆ ก็คือในรายงานฉบับนี้เขาเขียนอย่างนี้ครับว่า เมื่อวิเคราะห์ด้านประวัติ ความเป็นมาของวุฒิสภาประเทศไทยแล้วจะเห็นได้ว่านับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองมานี้ ผู้ปกครองตั้งใจจะจัดการปกครองในรูปแบบสภาเดียว แต่ติดขัดในเรื่องความรู้ ความเชี่ยวชาญ ในรายละเอียดว่าอย่างนี้เลยครับ สุดท้ายก็คือระบุว่า แม้เจตจํานง ของการตั้งสมาชิกวุฒิสภาจะต้องแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ แต่ในทางปฏิบัติครับ จะตั้งเพื่อเป็นการให้รางวัลแก่บุคคล วุฒิสภาจึงเสื่อมถอยเรื่อย ๆ ในขณะที่ความเป็น ประชาธิปไตยของประเทศสยามหรือประเทศไทยในปัจจุบันนี้ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นครับ นี่กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ นะครับ ในขณะที่บ้านเมืองกําลังล้มลุกคลุกคลานกันอยู่นี่ นะครับ ประชาชนยังเขียนเช่นนี้และยังรู้สึกเช่นนั้น ผมจึงถามท่านครับว่าเมื่อเวลาผ่านไป ๑๐ ปี เข้าปี ๒๕๕๐ ทําไมล่ะครับ เราจึงต้องกลับไปใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับ คมช. ในปี ๒๕๕๐ ที่เป็นการแต่งตั้งและเลือกตั้งทั้ง ๒ อย่าง นี่เป็นสิ่งที่ไม่น่าเกิดขึ้นในระบอบ ประชาธิปไตยที่ท่านอ้างสารพัดจะอ้างว่า เดี๋ยวคนนั้นกินรวบบ้าง เดี๋ยวสภาผัว สภาเมีย ถ้าเมียผมมีความรู้จบปริญญาเอกแล้วมันเป็นอะไรหรือครับ หรือถ้าลูกผมเรียนเก่งกว่าผม แล้วมีปัญญา ผมอายุ ๗๐ ลูกอายุ ๖๐ กว่า เป็นสมาชิกวุฒิสภาได้ ตื่นเต้นตรงไหนครับ มันไม่ได้ เกี่ยวหรอกครับกับการเป็นสภาผัวสภาเมีย แต่นั่นคนละมาตราผมยังไม่ก้าวล่วงเข้าไปครับ แต่ที่น่าสนใจไปกว่านั้นท่านประธานที่เคารพครับ กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ เขียนอย่างไรก็แล้วแต่ อย่างไรผมก็เชื่อว่าไม่เป็นประชาธิปไตยครับ ด้วยเหตุผลสําคัญอย่างแรก คือการเลือกตั้ง ๗๖ จังหวัด วันนี้ ๗๗ จังหวัด มี ส.ว. จาก ๗๗ จังหวัด แล้วท่านสรรหา หลายท่านก็พูดไปแล้วครับบอกว่ามาจาก ๗ คน แต่สาระสําคัญที่น่าสนใจก็คือ ๗ คน เป็นใครละครับ ท่านใช้วุฒิภาวะ ท่านใช้อะไรในเครื่องตัดสินแทนพี่น้องประชาชน ๖๖ ล้านคน และท่านบอกว่าคนนี้ควรเป็น คนนี้ไม่ควรเป็น หลายท่านก็เห็นใช่ไหมครับ มีการไปร้อง หลายครั้งจนกระทั่ง ส.ว. บางท่านนั่งในสภาสูงแห่งนี้หมดสภาพความเป็น ส.ว. บางท่าน เป็นนักกฎหมายที่น่าเลื่อมใสของประเทศนี้เสียด้วยซ้ําครับ รู้ว่าตัวเองคุณสมบัติไม่ครบก็ยัง ดันทุรังเข้ามา เพราะเขาแต่งตั้งมาให้ ถ้าเป็นผมครับ ถ้าผมเป็นกะเทยแปลงร่างมานะครับ ท่านประธาน ผมขาดคุณสมบัติผมไม่กล้าเข้ามาหรอกครับ ผมก็บอกอย่ามาตั้งผม เดี๋ยวเข้า มาแล้วมีใครไปตรวจสอบเดี๋ยวจะรู้ว่าผมไม่ได้เป็นผู้ชาย เพราะฉะนั้นนี่คือสาระสําคัญครับว่า ถ้าเกิดท่านไว้ใจ ๗ คนได้ ท่านก็ไม่ต้องไว้ใจคน ๖๖ ล้านคนในประเทศนี้ หลายคนบอกว่า ประชาชนจะเลือก เดี๋ยวจะได้พรรคเพื่อไทย เดี๋ยวจะได้โน่นได้นี่ ท่านคิดแทนประชาชน เขาตลอดเวลา ท่านคิดแบบมหาอํามาตย์ แล้วท่านคิดแบบชนชั้นปกครองที่ไม่เคยถาม ประชาชนเลยว่าเขาคิดอะไร เวลาเลือกตั้งแต่ละครั้งท่านก็บอกว่านี่ซื้อเสียง ประชาชนโง่ ประชาชนยังต้องใช้วิธีการแบบนี้อยู่ แต่สุดท้ายปลายทางแล้วเราเคารพระบอบประชาธิปไตย ด้วยรูปแบบอะไรครับ เหตุผลที่ผมบอกว่าต้อง ๒๒๐ คนนี่ ท่านประธานครับ แล้วที่ผ่านมา การเลือกตั้งขออภัยครับ การสรรหาจาก ๗ อรหันต์ หรือว่า ๗ ผู้มีเกียรตินี่นะครับ หลายท่าน วิเคราะห์จากอะไรละครับผมอยากจะรู้เนื้อหา แล้วทําไมละครับประเทศนี้มีคนเก่งอยู่แค่ กรุงเทพมหานครหรือครับ คนสุราษฎร์ธานีไม่มีเก่งหรือครับ คนสงขลาไม่มีเลยหรืออย่างไรครับ หรือมีแค่ ส.ว. เลือกตั้งคนเดียว ส.ว. สรรหาไม่มีคนเก่งเลยจึงต้องให้ ๗ คน มาเลือกเฉพาะ คนในกรุงเทพมหานคร แล้วคนที่เรารู้จักอยู่ในวงการทั้งนั้น ท่านประธานครับ ผมถามว่า ถ้าเกิดมีการเลือกตั้งทั้งหมด ๒๒๐ คน ทั่วประเทศไทย ท่านประธานครับ คนจังหวัด ขอนแก่นของท่านประธานมีความรู้มากมายครับ แล้วที่น่าสนใจก็คือถ้าเข้ามาสมัครสัก ๑๐-๒๐ คน เราดูได้ไหมครับว่าคนนี้เก่งด้านไหน เก่งด้านข้าว เก่งด้านปราชญ์ความรู้ต่าง ๆ แล้วประชาชนตัดสินเองได้ไหมละครับ หรือท่านชอบทําในลักษณะแบบมีเมนู คือเลือก มีแค่นี้ ไม่เคยถามประชาชนอยากกินอะไร อยากกินข้าวหรืออยากกินแฮมเบอร์เกอร์ (Hamburger) ตัวเองกินแฮมเบอร์เกอร์จบเมืองนอกก็เลยเอาแฮมเบอร์เกอร์ให้เขากิน แล้วก็บอกว่านี่มัน ต้องเป็นแบบนี้ เดี๋ยวจะไม่ได้ผู้ทรงคุณวุฒิ นี่คือเหตุผลที่ผมต้องแปรญัตติเพิ่มเป็น ๒๒๐ คน ท่านประธานครับ

ประการต่อมาที่ผมแปรญัตติเช่นนี้ เนื่องด้วย ๑ คนหัวหาย ๒ คนเพื่อนตาย แต่ ๒๒๐ คน พัฒนาประเทศได้แน่นอน เหตุผลเพราะอะไรท่านประธานครับ ผมติดตาม การทํางานของสมาชิกวุฒิสภามานี้ ถามจริงเถอะท่านถอดถอนใครได้บ้าง กฎหมายเขียนไว้ ๓ ใน ๕ ท่านประธานดูนะครับ ผมขออนุญาตเอ่ยนามท่านครับ ไม่ได้มีเจตนาอะไรครับ แต่ว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในรัฐสภาโดยเฉพาะวุฒิสภาครับ มีก่อนหน้านั้นครับ วันที่ ๑๘ กันยายน ท่านจําได้ไหมครับ สมาชิกวุฒิสภา ท่านประธานนิคมนั่งประชุมลงมติถอดถอนหรือไม่ถอดถอน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ออกจากตําแหน่งกรณีที่ไปแทรกแซง การทํางาน ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด ส่งเรื่องต่อให้วุฒิสภา สุดท้าย ๑๕๐ คนท่านประธานครับ ลงมติเท่าไรครับ ๔๐ บอกว่าผิดตาม ป.ป.ช. ๙๕ บอกไม่ผิด สุดท้ายก็ไม่มีการถอดถอน ก็ยกคดีไป นี่เป็นเพียงแค่ ๑ ตัวอย่างเท่านั้นท่านประธานครับ ยังมีอีกด้วยครับ ก่อนหน้านั้นอีก ครับท่านประธาน รัฐสภาโดยการประชุมของวุฒิสภาลงมติในคําร้องของ นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ สมัยท่านเป็นฝ่ายค้านเป็น ส.ส. กทม. พรรคเพื่อไทยครับ เข้าชื่อกันทั้งหมด ๑๒๙ คน ให้วุฒิสภาถอดถอน นายภักดี โพธิศิริ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ให้พ้นจากตําแหน่งตามมาตรา ๒๔๘ ถอนได้ไหมครับท่านประธาน ท่านประธานวุฒิสภาเพิ่งลงไปเมื่อสักครู่ถ้าท่านนั่งอยู่ผมจะถามท่านครับว่า ท่านถอนได้ไหม สุดท้ายท่านก็ลงมติเช่นเดียวกัน น้อยกว่า ๓ ใน ๔ ไม่สามารถที่จะให้หลุดออกจากตําแหน่ง ได้แม้ว่าประเทศนี้เห็นกันโต้ง ๆ เลย ผมถามหน่อยครับ วุฒิสภาท่านมีแค่ ๑๕๐ คน ครึ่งหนึ่ง มาจากเลือกตั้ง ครึ่งหนึ่งมาจากสรรหา ทําอะไรได้บ้างครับ นี่คือสาระสําคัญที่เกิดขึ้น ท่านประธานครับ