สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ระบุว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 นั้น เป็นกฎหมายที่ดีที่สุด เพราะเป็นกฎหมายที่กำหนดให้มีสมาชิกวุฒิสภา 2 ประเภท คือ สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง และสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา และเสนอแนวทางการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญให้มีสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งและสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุมล สุตะวิริยะวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ ดิฉันไม่ได้แปรญัตติร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในฉบับนี้แม้แต่มาตราเดียว ด้วยเหตุที่ดิฉันไม่ได้แปรญัตติ ก็เพราะไม่ต้องการให้มีการแก้ไขที่เป็นผลประโยชน์ทับซ้อน จึงไม่ได้แตะต้องกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่เมื่อคณะกรรมาธิการได้มีการแก้ไขในมาตรา ๑๑๒ ดิฉันจึงขอแสดง ความคิดเห็นร่วมด้วยว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันหรือฉบับ พ.ศ. ๒๕๕๐ นั้น ในมิติ ของวุฒิสภาดิฉันถือว่าเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด เพราะเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับ แรกที่ได้กําหนดให้สมาชิกวุฒิสภามี ๒ แบบ หรือ ๒ ประเภท นั่นก็คือมีสมาชิกวุฒิสภาแบบ เลือกตั้ง แล้วก็แบบสรรหา แต่สมาชิกรัฐสภาแห่งรัฐสภาแห่งนี้ตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ที่ดิฉันได้เข้า มาเป็นสมาชิกวุฒิสภานั้น ไม่ว่ารัฐบาลใด ๆ เพียรที่จะแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยคิดว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นเป็นฉบับที่เป็นยาแรงต้องแก้ไข ได้มาโดยมิถูกต้องอะไร ก็แล้วแต่ ที่จะพึงกล่าวหาถึงว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญได้มาโดยมิชอบ ไม่ใช่มาจากประชาชน ผิดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ทํานองอย่างนั้น ดิฉันมาจากการเลือกตั้ง ในครั้งแรกพูด ตรง ๆ แบบคนเมืองเพชรว่าไม่ชอบให้มี ส.ว. สรรหาเลย เพราะเห็นว่า ส.ว. สรรหานั้นไม่ได้ เหนื่อยยากเลย ไม่ต้องลงทุนในการหาเสียง ไม่เหมือน ส.ว. เลือกตั้งต้องเดินทั้งจังหวัด ดิฉัน ตั้งใจเลยว่าเข้ามาในสภาจะมาแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่ให้มี ส.ว. สรรหา นี่คือความจริง จากใจของดิฉันเมื่อปี ๒๕๕๑ แต่ท่านประธานที่เคารพ ท่านเชื่อหรือไม่ว่าวันแรกที่ดิฉัน เข้ามาในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ที่ใคร ๆ ก็อยากเข้ามา ดิฉันได้พบ ส.ว. สรรหาหลายท่าน ในปี ๒๕๕๑ บอกได้เลยดิฉันประทับใจ แล้วก็คิดทันทีอยากกลับไปบ้านไปออก วิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดเพชรบุรี ว่าคําพูดที่ดิฉันได้พูดไปเมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ที่เลือกตั้งได้นั้นต้องเปลี่ยนแล้ว เพราะดิฉันมาพบ ส.ว. สรรหาที่ล้วนแต่ ทรงคุณวุฒิมีความรู้หลายด้าน สิ่งสําคัญที่ดิฉันหมายมาดในการมาเป็นสมาชิกวุฒิสภา นั่นก็คือมีความเป็นกลาง หลายคนอาจจะบอกว่าความเป็นกลางนั้นมันวัดไม่ได้ มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ แต่ดิฉันว่าทําได้ถ้าเราเป็นสมาชิกวุฒิสภาอย่างเนื้อแท้มีจุดยืนเป็นของตนเอง ผิดเป็นผิด ถูกเป็นถูก ย่อมทําได้ ดิฉันจึงเห็นว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ นี้ ควรมี สมาชิก ๒ แบบ หรือ ๒ ประเภท ดั่งที่กฎหมายรัฐธรรมนูญได้กําหนดไว้มันจึงจะเป็นสภาที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง ตลอดเกือบ ๖ ปี บัดนี้ ๕ ปีครึ่ง ดิฉันทํางานในวุฒิสภาร่วมกับสมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหา ดิฉันได้เห็น ความเอาใจใส่ ความขยันขันแข็ง ภูมิรู้อีกมากมายในการที่ท่านแปรญัตติ ในการที่ ท่านอภิปราย เยอะมากประทับใจ แต่วันนี้คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้แก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดไม่ว่าจะ ๑๕๐ คน หรือ ๒๐๐ คน สําหรับ ดิฉันไม่มีความหมายเหมือนที่เพื่อนสมาชิกรัฐสภาหลายท่านบอกว่า ถ้าอย่างนั้นก็ควรมี สภาเดียว ถ้าไม่มี ส.ว. สรรหา สิ้นเปลืองงบประมาณเปล่า ๆ ถ้าเราจะมาเลือก ส.ว. เลือกตั้ง ทั้งหมด ท่านประธานที่เคารพ ดิฉันจึงอยากเสนอแนวทางการได้มาของสมาชิกวุฒิสภาว่า ต้องมี ๒ ประเภทนั้นเป็นอย่างไร ดิฉันเข้าใจว่าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา ที่มาจาก ท่านประมุขขององค์กรอิสระทั้ง ๗ คนนั้นไม่เพียงพอ ได้รับการติฉินนั้น เพราะฉะนั้น เรามาหาทางออก ดิฉันจึงเสนอว่าสมาชิกวุฒิสภามี ๒ ประเภท ประเภทหนึ่งมาจาก การเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คนอย่างที่เป็นอยู่ ๗๗ จังหวัด ก็ ๗๗ คน เหมือนเช่นทุกวันนี้ ๒. สมาชิกวุฒิสภามาจากการสรรหาจากทุกอาชีพในจังหวัดนั้น ๆ โดยให้ทุกอาชีพนั้น เลือกตัวแทนของตนมา ๑ คน เมื่อเราเห็นว่าการเลือกตั้งยึดโยงกับประชาชน ก็ให้ตัวแทน เหล่านั้นเป็นผู้สมัคร แล้วก็ให้ประชาชนไปใช้สิทธิในการเลือกตั้งในจังหวัดนั้น ๆ เลือกมาได้ อีก ๑ คน เป็นจังหวัดละ ๒ คน เพราะฉะนั้นก็จะมี ส.ว. หรือสมาชิกวุฒิสภา ๒ ประเภท ที่มาจากการเลือกตั้งโดยภาพกว้างทั่วไป กับสมาชิกวุฒิสภาที่จํากัดวงให้แคบลง โดยให้ผู้ที่มีคุณวุฒิมีอาชีพมีอะไรก็แล้วแต่ที่เขาเลือกกันมาเองในอาชีพของเขานั้น อีก ๑ ท่าน ได้เข้ามาสู่สภาแห่งนี้เป็นตัวแทนของจังหวัดนั้น ๆ ซึ่งจะเป็นกี่คนไม่ต้องคํานึงถึง ก็ ๗๗ จังหวัด จังหวัดละ ๒ คน ก็ร้อยกว่าคน ไม่มาก ถ้าทําประโยชน์ได้มากมาย ไม่จําเป็นต้องคนมากมาย ไม่จําเป็นต้องมีตัวแทนมากมาย เพราะฉะนั้นสมาชิกวุฒิสภา ทั้ง ๒ ประเภท ซึ่งดิฉันเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกที่ขอเอ่ยนาม คือท่านเทพไทนั้นว่า ไม่ควรหาเสียง สมาชิกวุฒิสภาไม่ควรหาเสียง เพราะไม่อย่างนั้นไปเหมือนสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร ดิฉันตอนที่เลือกตั้งคิดเหมือนกันว่าต้องแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะตอนกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ สมาชิกวุฒิสภามีการเลือกตั้งปี ๒๕๔๓ เป็นครั้งแรก ดิฉันเป็นประธานตรวจสอบการเลือกตั้ง ดิฉันเห็นด้วยที่สมัยกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ สมาชิกวุฒิสภาหาเสียงไม่ได้ ใช้การแนะนําตัวพูดให้ประชาชนรู้ว่าเป็นใคร ต้องการทําอะไร เพราะตอนนั้นใหม่เอี่ยมในปี ๒๕๔๓ นั้น ใหม่เลยที่สมาชิกวุฒิสภาใช้เลือกตั้ง พอมาถึงกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ท่านได้แก้ให้สมาชิกวุฒิสภามีการหาเสียงได้ ดิฉันเห็นว่าไม่ดีเลย เพราะเนื่องจากว่าสมาชิกวุฒิสภาไม่ใช่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การหาเสียงเป็นการใช้เงิน ที่ดิฉันว่ามันมากมายเสียดายเงินจนบอกไม่ถูก ฟุ่มเฟือย แล้วเป็นเรื่องของการก่อให้เกิด การทุจริต มีการซื้อสิทธิขายเสียง ถ้าสมาชิกวุฒิสภาไปแนะนําตัว เดินไปบอกชาวบ้านว่า เป็นใครมาจากไหน คนจังหวัดนั้น ๆ รู้จักอยู่แล้ว เมื่อไม่รู้จักก็แนะนําตัวให้รู้จักว่าเป็นใคร ต้องการอะไร ดิฉันว่าพอแล้วแค่นี้ ไม่ต้องมาขึ้นป้าย ทุกย่างก้าวล้วนแต่ใช้เงินทั้งสิ้นทั้งปวง เสียดายกับเงินทองที่สูญเสียไปในเรื่องอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเห็นด้วยว่าควรที่จะให้เพียงแค่ แนะนําตัวก็พอแล้ว เพราะเราทําหน้าที่อาจจะคนละแบบกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นดิฉันขอสรุปว่าวุฒิสภาควรมีสมาชิก ๒ ประเภท โดยใช้วิธีการเลือกตั้ง เช่นเดียวกับที่ผ่านมา กับใช้วิธีเลือกตั้งแบบใหม่ที่ผ่านการสรรหาจากองค์กรของตัวเอง ทุกเหล่าอาชีพ แล้วก็มาให้ทําการเลือกตั้ง เพราะต้องการยึดโยงกับประชาชน ถ้าทําอย่างนั้นได้ ถ้าคณะกรรมาธิการแก้ไขเป็นอย่างนั้นได้ ดิฉันว่าจะเป็นพระคุณต่อประเทศชาติอย่างมาก แล้วจะทําให้วุฒิสภามีศักดิ์ศรีสมกับคําว่า สภาสูง ขอบพระคุณค่ะ