เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 3 ที่เกี่ยวกับสมาชิกวุฒิสภา และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ โดยเสนอกลยุทธ์การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้มีความหลากหลายและเป็นอิสระจากพรรคการเมือง
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ขณะนี้เรากําลังพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่สอง มาตรา ๓ ซึ่งเป็นหัวใจสําคัญ ในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งมีการแก้ไขทั้งหมด ๑๐ มาตรา เป็นการแก้ไขที่มา ของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเป็นองค์กรหลัก ๑ องค์กรในองค์กรของระบบรัฐสภาของเรา ผมต้อง ขอกราบเรียนกับท่านประธาน กับคณะกรรมาธิการอย่างตรงไปตรงมาครับว่าตัวผมเองไม่ เห็นด้วยกับการแก้ไขของท่านกรรมาธิการ และผมก็ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ครับ ต้องบอกกับท่านตรง ๆ ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับบ้านเมืองของเราในวันนี้ไม่ได้ เกิดขึ้นจากร่างรัฐธรรมนูญครับ แต่ผมเกรงว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้มาตรานี้จะทําให้ เกิดปัญหาขึ้นในอนาคต เพราะการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญครั้งนี้ มาตรา ๓ เป็น ๑ ในมาตราสําคัญ เป็น ๑ ใน ๓ หัวใจสําคัญของการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับที่จะ เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองเข้ามาแทรกแซงการทํางานขององค์กรอิสระ เข้ามาแทรกแซง การทํางานของศาลรัฐธรรมนูญ และเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองเข้ามาครอบงําระบบ การเมือง ต้องกราบเรียนกับท่านประธานว่าตามรัฐธรรมนูญของเรา กฎหมายรัฐธรรมนูญได้ กําหนดอํานาจหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาไว้แตกต่างกันครับ ทั้งคู่ถือว่าเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย ทั้งคู่ถือเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนเข้ามา ปฏิบัติหน้าที่เช่นเดียวกัน แต่ภาระหน้าที่ต่างกันครับ พี่น้องประชาชนเลือกสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรเข้ามา เลือก ส.ส. เข้ามา อย่างแรกคือมาเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน ในการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นประมุขฝ่ายบริหารทําหน้าที่บริหารบ้านเมือง ส.ส. มีหน้าที่ ในฝ่ายนิติบัญญัติก็คือการออกกฎหมาย มีหน้าที่การตรวจสอบรัฐบาล การทํางานของรัฐบาล คล้าย ๆ กันครับ สมาชิกวุฒิสภาก็มีหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย มีหน้าที่ตรวจสอบการทํางาน ของรัฐบาลเช่นเดียวกัน แต่มากไปกว่านั้นครับ กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ได้ให้ อํานาจกับสมาชิกวุฒิสภามากกว่านั้นครับ ที่มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้กล่าวไปครับ ๑. คือการมีส่วนร่วมในขบวนการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในการสรรหาผู้ดํารง ตําแหน่งในองค์กรอิสระ และ ๒. มีอํานาจในการถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง เพราะฉะนั้นถ้าท่านได้ศึกษาดูกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ท่านจะเห็นว่า ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้เมื่อได้กําหนดภาระหน้าที่ของ ส.ส. ส.ว. ที่ต่างกันแล้วก็ได้กําหนดที่มาของ ส.ส. และ ส.ว. ที่ต่างกัน ส.ส. นั้นต้องทําหน้าที่เป็นตัวแทน ของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นมาจากการเลือกตั้งโดยตรงครับ ส่วน ส.ว. ในกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้กําหนดไว้ใน มาตรา ๓ เดิม ใน มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ ในกฎหมายรัฐธรรมนูญได้กําหนดไว้ว่าส่วนหนึ่งให้มาจากการสรรหา และส่วนหนึ่งให้มาจาก การเลือกตั้ง ก็เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญครับ ว่าส่วนหนึ่งให้มาจาการสรรหา และส่วนหนึ่งให้มาจากการเลือกตั้ง ก็เป็นไปตามเจตนารมณ์ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญครับ เพราะนอกจาก ส.ว. ต้องเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยในการปฏิบัติ หน้าที่ในการตรวจสอบรัฐบาลแล้ว ในการกลั่นกรองกฎหมายแล้ว คุณสมบัติสําคัญที่ ส.ว. ต้องมีมากไปกว่านั้นก็คือ ๑. ต้องมีความหลากหลาย มีความเชี่ยวชาญในเรื่องอื่น ๆ ต้องมี ความเชี่ยวชาญในเรื่องเฉพาะด้านครับ จะได้มาช่วยกลั่นกรองกฎหมายในระบบรัฐสภา ของเรา ๒. เนื่องจากรัฐธรรมนูญได้ระบุให้อํานาจ ส.ว. ได้มีส่วนร่วมในกระบวนการแต่งตั้ง ผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระในศาลรัฐธรรมนูญแล้ว และมีอํานาจในการถอดถอน ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง มีความจําเป็นครับที่สมาชิกวุฒิสภาต้องทําหน้าที่อย่างเป็น อิสระจากพรรคการเมือง จากผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง จากนักการเมือง จาก ส.ส. อื่น ๆ ผมต้องเรียนกับท่านประธานครับ จริง ๆ มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านรวมไปถึงท่านกรรมาธิการ ได้พยายามอธิบายว่าการเลือกตั้งนั้นดีอย่างไร เป็นประชาธิปไตยอย่างไรตามที่ได้ระบุไว้ ในเหตุผลของการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ผมต้องขอย้ํากับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน กับท่านประธาน กับท่านกรรมาธิการครับว่า พวกเราทุกคนที่นั่งอยู่ในที่นี้ไม่มีใครมีปัญหากับ การเลือกตั้ง ผมเอง รวมถึงสมาชิกพรรคของผม และเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาหลายท่านในทีนี้ เห็นด้วยกับการเลือกตั้งครับ แต่ต้องขอกราบเรียนกับท่านว่าการเลือกตั้งนั้นอาจจะไม่ได้ตอบ โจทย์ของประชาธิปไตยทั้งหมด กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน จริง ๆ แล้วมี ๓ มาตราสําคัญซึ่งมีผลต่อที่มาของสมาชิกวุฒิสภาที่เกี่ยวข้องที่เราไปแก้นี้นะครับ อันที่ ๑ ก็คือวิธีการที่ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา จะเป็นเรื่องของการเลือกตั้งหรือสรรหาก็ตาม ในส่วนที่ ๒ ส่วนที่ ๓ ซึ่งผมจะไม่ขอพูดในรายละเอียดเพราะไม่เกี่ยวกับมาตรานี้ก็คือการกําหนด คุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภาและการกําหนดวาระครับ ซึ่ง ๓ เรื่องนี้เป็นหัวใจสําคัญครับ ในส่วนของที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งนอกจากจะเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยแล้ว ใน การปฏิบัติหน้าที่ต้องมีความเป็นอิสระ ต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และต้องมีความ หลากหลายในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งผมเองถ้าท่านได้ศึกษาการแปรญัตติมาตรา ๓ ของตัว กระผมแล้วนะครับ ท่านก็ไปดูได้ครับว่าผมก็ไม่ได้มีปัญหากับการเลือกตั้ง ในส่วนของ ๒๐๐ คน ที่ท่านได้กําหนดมาผมก็ให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด เพียงแต่ครึ่งหนึ่งก็คือเป็นจํานวน ๑๐๐ คนให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งก็คืออีก ๑๐๐ คนให้มาจาก การเลือกตั้งโดยสมาชิกองค์กรวิชาชีพต่าง ๆ ทั้งหมด ๑๐ องค์กร องค์กรละ ๑๐ คน รวม แล้วเป็น ๒๐๐ คน ไม่ได้มีปัญหากับการเลือกตั้งครับ แต่ปัญหาจริง ๆ อย่างที่ผมบอกว่า การเลือกตั้งไม่ได้แปลว่าเป็นประชาธิปไตยทั้งหมด ผมจะไม่พูดถึงว่าการเลือกตั้งนั้นหมายถึง ว่าการเลือกตั้งอาจจะไม่บริสุทธิ์หรือมีการซื้อเสียงอะไร ผมไม่พูดไปถึงตรงนั้นครับ เพราะท่านอาจจะกล่าวหาว่าเป็นเรื่องจินตนาการ แต่ผมบอกให้ท่านฟังว่าการเลือกตั้งไม่ได้ แปลว่าเป็นประชาธิปไตย โดยเฉพาะในการแก้ไขร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญครั้งนี้ การเลือกตั้ง ในลักษณะที่คล้ายการเลือกตั้งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยไม่มีการกําหนดคุณสมบัติ และไม่มีการกําหนดวาระ ผมมีความเป็นห่วงครับ ผมกลัวครับ เพราะตามเจตนารมณ์ของ กฎหมายรัฐธรรมนูญ อํานาจหน้าที่ของทั้ง ส.ส. และ ส.ว. มีความแตกต่างกัน ส.ว. นอกจาก จะทําหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายแล้วนะครับ มีส่วนร่วมในกระบวนการแต่งตั้งองค์กรอิสระ และมีอํานาจในการถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองและผมก็ได้พูดไปแล้วว่าต้องมี ความเป็นอิสระ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นถ้าเกิดท่านใช้ระบบนี้ครับ มาจากการเลือกตั้งเหมือนกับ ส.ส. ๒๐๐ คน ท่านปฏิเสธไม่ได้ครับ ว่าในที่สุด ส.ว. ที่ได้รับเลือกตั้งมา ผมเชื่อว่าอาจจะไม่ใช่ทุกคนครับ แต่ส่วนใหญ่ก็ต้องพึ่งฐานเสียงทางการเมือง และท่านก็จะปฏิเสธไม่ได้ครับ ว่า ส.ว. จะมี ความเป็นอิสระ จะทําหน้าที่โดยไม่ถูกกดดัน ไม่ถูกครอบงําโดยพรรคการเมือง เพราะการ เขียน การแก้กฎหมายที่ผ่านท่านกรรมาธิการมาเรียบร้อยแล้วนี่ครับ ถ้าเกิดจะใช้ศัพท์ ชาวบ้านมันก็จะเปิดโอกาสให้ ส.ส. และ ส.ว. ฮั้วกันครับ เพราะต่อไปนี้ถ้า ส.ว. มาจากการ เลือกตั้ง ส.ว. ก็ต้องอาศัยใช้ฐานเสียงของ ส.ส. และอาจจะใช้ฐานเสียงนักการเมืองท้องถิ่น ซึ่งทุกวันนี้ก็มีมาจากสังกัดก็สังกัดพรรคการเมือง เพราะฉะนั้นเมื่อท่านแก้กฎหมายออกมา เป็นแบบนี้ ในที่สุดก็หนีไม่พ้นครับ ส.ส. ส.ว. องค์กรสําคัญ ๒ องค์กรในระบบรัฐสภาก็จะฮั้ว กัน ภายใต้เจ้าภาพ ก็คือพรรคการเมือง เพราะฉะนั้นผมกลัวครับ ว่าถ้าเกิดการฮั้วกันแล้ว โดย ส.ส. และ ส.ว. โดยมีพรรคการเมืองเป็นเจ้าภาพก็จะเกิดอันตรายขึ้นกับระบบการ ปกครองของประเทศเราครับ ที่ผมพูดไม่ได้จินตนาการนะครับ จริง ๆ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ จนถึง ปี ๒๕๕๐ ท่านทราบดีครับ ว่าประเทศไทยของเราได้ประสบกับปัญหาวิกฤติทางการเมือง มากน้อยเพียงใด สรรพนามที่มีการได้ตั้งฉายาไว้กับสมาชิกสภาวุฒิสภา ไม่ว่าจะเป็นสภาทาส หรือสภาผัวเมียครับ ท่านลองไปศึกษาดูครับ ผมจะไม่พูดถึงรายละเอียด หรือการเข้าไป แทรกแซงขององค์กรอิสระจะเป็นกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งเราก็เห็นแล้วนะครับว่าในอดีต นั้นเกิดขึ้น ผมกลัวว่าประวิติศาสตร์มันจะซ้ํารอยครับ ถ้าเราแก้แบบนี้ ท่านมีหลักประกัน อะไรครับ ที่จะให้กับพี่น้องประชาชนว่าจะไม่เกิดการฮั้วกันทางการเมือง ว่า ส.ว. จะทํา หน้าที่อย่างเป็นอิสระ จะแต่งตั้งผู้ดํารงตําแหน่งหน้าที่ในองค์กรอิสระที่จะเข้ามาทําหน้าที่ ตรวจสอบรัฐบาลอย่างอิสระ ท่านมีหลักประกันอะไรให้เขาครับ เพราะฉะนั้นครับผมก็ได้ เสนอแปรญัตติในมาตรา ๓ ไว้ว่า จริง ๆ ก็คือให้มาจากการเลือกตั้งเหมือนกับท่านนั่นละครับ แต่เลือกตั้งมี ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งคือเลือกตั้งโดยตรงมี ๑๐๐ คน อีกส่วนหนึ่งมาจากสภาวิชาชีพ ซึ่งการทําแบบนี้
๑. ท่านก็จะตอบปัญหาว่า ท่านก็จะสามารถมีสมาชิกวุฒิสภาที่มี ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านครับ เช่น ที่ผมได้ไปกําหนดเอาไว้นะครับ สภาทนายความ ด้านสาธารณสุข ด้านการแพทย์ ด้านครู ด้านธนาคาร ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีอีกหลายด้านครับ แล้วก็จะได้เข้ามาช่วยกลั่นกรองการทํางานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในการออกกฎหมายครับ จะไม่ทําหน้าที่ซ้ําซ้อนกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครับ
๒. ผมได้กําหนดไว้ว่าส่วนที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชน จาก ๒๐๐ คน ตัดให้เหลือ ๑๐๐ คนนี้ เพื่อจะให้มีพื้นที่ความรับผิดชอบมันกว้างขึ้น พูดง่าย ๆ เขตเลือกตั้งให้มันใหญ่ขึ้นครับ ในลักษณะทํานองนั้น เมื่อมันใหญ่ขึ้น ก็จะมีความเป็นอิสระไม่ผูกยึดกับฐานเสียง ฐานการเมืองของพรรคการเมือง หรือกับ นักการเมืองในท้องที่ เพราะฉะนั้นในร่างของตัวกระผมก็มีความเป็นประชาธิปไตยอย่างที่ ท่านบอก ก็คือ ส.ว. ทุกท่านมาจากการเลือกตั้ง แล้วผมเองเหมือนท่านครับ ผมก็เชื่อว่า พี่น้องประชาชนทุกวันนี้ไม่ได้โง่หรอกครับ พี่น้องประชาชนทุกวันนี้ตัดสินใจได้ครับ ในการเลือกตั้งแต่ละระดับเขาตัดสินใจได้ว่าจะเลือกใครเข้ามาทําหน้าที่แทนเขา ถ้าเป็น ส.ว. เขาเลือกแบบหนึ่ง ส.ส. แบบหนึ่ง นักการเมืองท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น เขาก็เลือก คนละแบบครับ ผมเชื่อเหมือนกับที่ท่านเชื่อนี่ละครับ แล้วในร่างของผมก็เขียนมา ในลักษณะนั้น แต่ท่านต้องกําหนดกรอบกติกาให้ชัดเจนครับ และท่านต้องไม่เปิดโอกาส ท่านต้องทําอย่างรัดกุม เพราะในอดีตนั้น เคยเกิดปัญหาขึ้นกับบ้านเมืองนี้ แล้วได้สร้างวิกฤติความแตกแยกอย่างหนักหนาสาหัสครับ แล้วผมไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก เพราะฉะนั้นต้องกราบเรียนกับท่านว่าในมาตรานี้ ผมได้เสนอการแก้ไขไปแล้ว แต่ยังมีอีก ๒ มาตรา ซึ่งเป็นหัวใจสําคัญ แต่ผมจะไม่ขอพูดถึง เพราะจะนอกเรื่องจาก มาตรา ๓ ก็คือ ๑. การกําหนดคุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภา และ ๒. วาระ ซึ่งทั้ง ๓ องค์ประกอบนั้น เป็นหัวใจสําคัญของการแก้ไขที่มาของสมาชิกวุฒิสภาในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญครั้งนี้ เพราะฉะนั้นก็ขอสรุปให้ท่านประธาน ให้ท่านกรรมาธิการครับว่า ผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญครั้งนี้ กับการแก้ไขกับร่างของท่านกรรมาธิการ มาตรา ๓ ฉบับนี้ เพราะ ๑. ปัญหาที่เกิดขึ้นกับบ้านเมืองของเราวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับกฎหมายรัฐธรรมนูญครับ การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญก็จะไม่แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ มิหนําซ้ําอย่างที่ผมได้บอก กับท่านประธานกับท่านกรรมาธิการไปแล้ว ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ โดยเฉพาะ ในมาตรานี้และอีก ๒ มาตราสําคัญจะสร้างปัญหาเพิ่มเติมให้กับประเทศของเราครับ จะเปิดโอกาสให้องค์กรในระบบรัฐสภาทั้ง ๒ องค์กร ก็คือ ส.ส. และ ส.ว. เข้ามาฮั้วกัน โดยมีพรรคการเมืองเป็นเจ้าภาพ ผมไม่ได้ว่าพรรคใครนะครับแต่พรรคใครที่เป็นใหญ่ และลุแก่อํานาจก็จะมีโอกาสในการเข้าไปแทรกแซงครอบงําการทําหน้าที่ นอกจาก ส.ส. ที่มีอยู่แล้ว กับสมาชิกวุฒิสภาเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นผมเป็นห่วงครับ ผมเป็นห่วงว่าจะ เกิดปัญหาขึ้นในอนาคต เมื่อเราเปิดโอกาสให้การทํางานของสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีอํานาจหน้าที่ ในการแต่งตั้งองค์กรอิสระในการถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองถูกแทรกแซงแล้ว การตรวจสอบรัฐบาลก็จะไม่เข้มแข็ง ปัญหาที่จะเกิดขึ้น สิ่งที่เราต่อต้านกันมาตลอด นักการเมืองที่โกงกินประเทศชาติบ้านเมือง การแหกกฎกติกามันจะเกิดขึ้นครับ ทั้งหมดนี้ จะซ้ําเติมกับปัญหาวิกฤติการเมืองของประเทศไทยที่เรามีอยู่แล้ว และจะสร้างความแตกแยก ให้กับประเทศไทยกับพี่น้องชาวไทยของเรามากขึ้น ตอนนี้ยังมีเวลาครับ ผมขอให้ ท่านกรรมาธิการทุกท่านได้ช่วยพิจารณาร่างแก้ไขของพวกตัวกระผมครับ ใช้วิจารณญาณ ของท่าน และยึดถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติบ้านเมืองของเรา ในมาตรานี้ผมขอสงวน คําแปรญัตติไว้เพียงเท่านี้ครับ ขอแก้เท่านี้ครับ แล้วในมาตราอื่นผมก็จะพูดต่อไปครับ กราบขอบพระคุณครับ