รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๖

สิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขที่มาและคุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภา และอํานาจหน้าที่ของพวกเขา

นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ สมาชิกวุฒิสภา นครศรีธรรมราช

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมนั้นได้สงวนคําแปรญัตติไว้ในมาตรา ๓ นี้ครับ ถึงแม้นว่าอาจจะกลายเป็นเสียงข้างน้อยและอาจจะไม่สามารถชนะเสียงของกรรมาธิการได้ นั่นเป็นเรื่องรอง แต่ว่าผมก็ต้องยอมรับนะครับ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าผมนั่งฟัง การอภิปรายมาโดยต่อเนื่อง ยังไม่เคยได้อภิปรายในการแปรญัตติยกเว้นการลุกขึ้นขอหารือ กับท่านประธานในคราวที่อยากจะให้ฝ่ายที่ขัดแย้งกันอยู่นั้นรอมชอม และผมได้ถือโอกาสนั้น ได้บอกว่าผมเองนั้นถึงแม้นว่าจะมีการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ ส.ว. มาจากการ เลือกตั้งได้อีกสมัยหนึ่ง แต่ตัวผมเองนั้นประกาศแจ่มชัดว่าไม่ขอลงเลือกตั้ง ส.ว. จากผลพวง ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าท่านอื่นที่จะลงนั้นท่านจะมีผลประโยชน์ทับ ซ้อน หามิได้นะครับ เพราะว่าในคราวที่แล้วก็มีการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญเช่นกัน และว่า ด้วยเรื่องของเขต ว่าด้วยเรื่องของ ส.ส. มีการให้ทําปาร์ตี้ลิสต์ หรือบัญชีรายชื่อมากขึ้น และทําให้เขตจาก ๒ คน ๓ คน เหลือเขตละ ๑ คน ส.ส. ก็ลงเลือกตั้งได้ ผมก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องของความทับซ้อน และผมเองก็ได้ยกมือเห็นด้วยไปในคราวนั้น เพราะเห็นว่าใกล้เคียงกับกฎหมายรัฐธรรมนูญในปี ๒๕๔๐ ซึ่งผมคิดว่าถึงแม้จะมีจุดอ่อน แต่โดยรวม ๆ บนความเชื่อของผมนั้นเห็นว่าทั้งที่มาและเนื้อหานั้นมีความเป็นประชาธิปไตย กว่า แล้วก็ในความเป็นประชาธิปไตยนี้ผมก็เชื่อต่อครับท่านประธานว่าจะเป็นระบบเดียว ถึงแม้ว่าอาจจะมีข้อบกพร่อง แต่เป็นระบบเดียวที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของมนุษย์ได้ ดีกว่าระบบอื่น ท่านประธานครับ ผมอยากกราบเรียนว่าการแก้ไขครั้งนี้แก้ไขในเรื่องของ ที่มาและคุณสมบัติ ส.ว. ผู้ที่เสนอแก้ไขนั้นร่างเข้ามา ๑๓ มาตรา ผมไม่ได้ร่วมลงชื่อด้วย แต่ ว่าผมอยากเรียนว่าโดยหลักการนั้น ผมเห็นด้วยในเรื่องของที่มา แต่คุณสมบัติที่ท่านไปแปร ญัตติกันในชั้นกรรมาธิการนั้น ผมไม่เห็นด้วยครับ คือผมจําแนกกันเป็นเรื่อง ๆ ว่ากันตาม เนื้อผ้า ท่านประธานที่เคารพ ผมอยากกราบเรียนท่านประธาน ท่านประธานลองตามผมมาดู นะครับ ผมจะไม่อภิปรายที่ซ้ําหรือซ้อนกับสมาชิกรัฐสภาท่านอื่น ผมมีมุมมองของผมเอง ไม่ได้สังกัดใคร ถึงแม้มีที่มาจาก ส.ว เลือกตั้งในภาคใต้ก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องอยู่ภายใต้อาณัติ ของใคร และผมแน่ใจว่า ส.ว. ภาคอื่น ท่านไปดูครับ ถ้าจําแนกแยกแยะไม่เหมารวม เหมาเข่ง ส.ว. ภาคอื่นที่มาจากการเลือกตั้งก็ไม่ได้อยู่อาณัติของพรรคการเมืองใดด้วยซ้ําไป ท่านประธานครับ การแก้ที่มาและคุณสมบัติ ผมขีดเส้นใต้นะครับ แปลว่าอะไร แปลว่าครั้งนี้ ไม่ได้แก้อํานาจหน้าที่ ที่จริงเวลาพูดถึงเรื่องของ ส.ว. ก็ควรจะพูดไปพร้อม ๆ กันครับ ในเรื่องของที่มาคุณสมบัติและอํานาจหน้าที่ เพราะมีความเกี่ยวพันกันครับ ท่านประธาน อยู่ในสภานี้มานานกว่าผม ท่านประธานมีความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์แน่นอน ท่านก็จะ เห็นว่านับจาก พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันนั้น วุฒิสภาหรือในอดีตเขาเรียกว่า พฤฒสภา ก็มีที่มาและอํานาจหน้าที่ที่แตกต่างกันไป โดยส่วนใหญ่นั้นเขาเป็นสภาพี่เลี้ยง หรือเป็นสภากลั่นกรอง แต่ไม่ได้เป็นสภาตรวจสอบด้วยเหมือนในปัจจุบันนะครับ ดังนั้นที่มา ในอดีตเขาจึงแต่งตั้งกันเป็นส่วนใหญ่ ทีนี้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ผม เรียนว่าถึงแม้ว่าผมอาจจะเห็นว่ามีข้อบกพร่องทั้งที่มาและในทางเนื้อหาเยอะมาก แต่ผม ก็ยอมรับครับ ได้ยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ยอมรับอย่างมีเงื่อนไขครับท่านประธาน แต่ในเมื่อถึงวันเวลาที่จะต้องแก้ก็มาแก้เรื่องที่มาและคุณสมบัติของ ส.ว. ย้ําอีกทีว่าไม่ได้แก้ อํานาจหน้าที่แต่มันเกี่ยวพันกัน ท่านประธานที่เคารพ ถามว่าอํานาจหน้าที่ของ ส.ว. ชุดนี้ ที่รัฐธรรมนูญได้ออกแบบและได้ทําขึ้น ให้มีสมาชิกจาก ๒ ที่มา ก็คือสมาชิกสรรหา และสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง ผมต้องขออนุญาตบอกท่านประธานเสียก่อนนะครับ เวลาพูดถึงสมาชิกวุฒิสภาสรรหานั้น ผมจะไม่แตะตัวบุคคล เพราะผมทํางานกับพี่ ๆ ส.ว. สรรหามา ๓ ปีบ้าง ๕ ปีกว่าบ้าง จํานวนมากครับท่านประธาน ผมเรียนยืนยันนะครับว่า ท่านน่ารัก และเป็นบุคคลที่ผมเคารพแล้วก็ไหว้ได้ นี่ ส.ว. สรรหาครับ ซึ่งก็เหมือนกับ ส.ว. เลือกตั้งครับ ผมเชื่อว่าในความเป็นคน ในความเป็นมนุษย์ท่านคล้ายกัน ผมเห็นด้านดี และผมเห็นด้านมืดบางส่วนซึ่งผมไม่พยายามที่จะค้นหาด้านมืดมาก อยากค้นหาด้านสว่าง ของท่านมาชื่นชมกันมากกว่า แต่มนุษย์เป็นเช่นนี้ท่านประธานก็คงทราบว่ามีโลภะ โทสะ โมหะ คล้าย ๆ กัน คนที่หลุดพ้นจากสภาพเหล่านี้มักจะไม่เข้ามาทําการเมือง ดังนั้นผมจึง ไม่ยกใครให้เป็นเทวดาในทางการเมือง และไม่ยกใครหรือไม่ถีบถ่มใครให้เป็นสัตว์นรก นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมเชื่อหรือสิ่งที่ผมพูด ท่านประธานครับ อํานาจหน้าที่ของ ส.ว. ที่มีที่มา ๒ ทางนี้มี ๓ ประการครับ ประการที่ ๑. ก็คือกลั่นกรองกฎหมาย อํานาจหน้าที่นี้คล้ายกับที่เคยกําหนดไว้ใน ส.ว. หลายชุด ที่ผ่านมาแต่อีกอํานาจหน้าที่หนึ่งครับท่านประธาน ก็คือควบคุมและบริหารราชการแผ่นดิน นั่นหน้าที่ประการที่ ๒ ครับ และหน้าที่ประการที่ ๓ ก็คืออํานาจหน้าที่ในการแต่งตั้ง ถอดถอนคนในองค์กรตามรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ท่านประธานที่เคารพ ท่านประธาน ฟังดี ๆ ครับว่าสิ่งที่สมาชิกรัฐสภาอภิปรายไปแล้ว ซึ่งผมเรียนยืนยันว่าส่วนใหญ่แตกต่าง กับกระผม ก็คือว่าการที่ไปวางน้ําหนักว่าสมาชิกวุฒิสภาจะต้องทําหน้าที่ในการตรวจสอบ หรือควบคุมการบริหารราชการของฝ่ายรัฐบาลไม่ถูกต้องครับ บอกว่าจะต้องเอา ส.ว. มาถ่วงดุลรัฐบาล ไม่ถูกต้องครับ คือถ้าถูกต้องก็เพียงส่วนน้อยนิด ถามว่าทําไมสิริวัฒน์ จึงคิดว่ามันไม่ถูกต้องหรือถูกต้องเพียงน้อยนิด ท่านประธานที่เคารพ ประการที่ ๑ นั้น ผมไม่เถียงไปแล้วนะครับ กลั่นกรองกฎหมายยังทําหน้าที่นี้อยู่ได้ ไม่มีปัญหาครับ ถ้ากลั่นกรองกฎหมายอย่างเดียว ผมคิดว่าผมเห็นด้วยกับการที่ ส.ว. อาจจะไม่มาจาก การเลือกตั้งโดยตรงทั้งหมด อาจจะมาจากการเลือกตั้งโดยอ้อม แต่แน่นอนที่สุด ขาดการยึดโยงกับประชาชนไม่ได้ เป็นผู้แทนของรัฐ มาเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นอํานาจ ๑ ใน ๓ ฝ่ายไม่ยึดโยงกับประชาชน ต่อให้ท่านเลิศฟ้ามาดินจากไหนก็ไม่ได้ ไม่ได้รังเกียจตัวบุคคลครับ แต่ในทางหลักการมันรับกันไม่ได้และมันจบกันไม่ได้ ท่านประธานครับ แต่ว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังมีอํานาจหน้าที่อีก ๒ ข้อครับ ดังนั้น ส.ว. ที่มาจากการสรรหาหรือมาจากการแต่งตั้ง ยิ่งมันไปกันไม่ได้ใหญ่ครับท่านประธาน อํานาจหน้าที่ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ เขาใช้คําว่า ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน หน้าที่อันนี้ที่ผมบอกว่า ส.ว. ทําได้มากน้อยแค่ไหนครับ ก็ไปเปรียบเทียบกับ ส.ส. สิครับ ส.ส. เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ก็ทําหน้าที่ในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน คําถามผมก็คือว่าสองสภาอันนี้สภาใดที่ทําหน้าที่ได้ ก็กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ใช่หรือ ครับที่บอกว่าการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของ ส.ว. ทําได้อะไรครับ ๓ รูปแบบ สําคัญท่านประธานตามผมมานะครับ ท่านจะจําแนกเป็น ๒.๑ ๒.๒ ๒.๓ ก็ได้ในอํานาจ หน้าที่นี้ของ ส.ว. ๒.๑ ก็คืออะไรครับ ตั้งกระทู้ ท่านประธานครับ กระทู้ของ ส.ว. ผมตั้งบ่อยเหมือนกันเหมือนกับที่เพื่อนผมหลายคนก็ได้ตั้งบ่อย ตั้งมาหมดแล้วครับ เยาวชน การศึกษา ปัญหายางพาราที่กําลังเดือดร้อนกันอยู่ ณ ขณะนี้ อันนี้ก็ถือโอกาส เรียกร้องให้รัฐบาลต้องเหลียวแลนะครับ ท่านประธานครับ เราก็ตั้งกันมาแล้วปัญหา เรื่องสารพัดสารเพ แต่ท่านประธานทราบไหมครับว่า ส.ส. เขาตั้งกระทู้ถามสดได้ แล้วทีวี มักจะถ่ายทอดสด ส.ว. ตั้งกระทู้ถามสดได้ไหมครับ ไม่ได้ และทีวีก็ไม่ถ่ายทอดสด แล้วถามว่า น้ําหนักมันจะเกิดขึ้นได้หรือครับ ไม่มีกระแสสังคมมาคอยกดดันรัฐบาลด้วย บางครั้ง รัฐบาลก็ไม่ได้มานั่งฟังอภิปรายด้วยซ้ําไปครับ เวลาเราถามกระทู้ มานั่งอยู่ท่านเดียว แล้วนายกรัฐมนตรีท่านก็ไม่ได้มานั่งโดยส่วนใหญ่นะครับ ถึงแม้ผมจะเห็นใจท่านว่า ภารกิจท่านอาจจะมาก แต่ต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่าท่านมาฟังกระทู้ถามสดน้อยครับ ท่านประธานที่เคารพ ในขณะที่ ส.ส. นั้นตั้งกระทู้ถามสด บรรยากาศความสนใจของสังคม คนสนใจ ดังนั้นการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินโดยกระทู้ถามสด ส.ส. จึงทําหน้าที่นี้ ได้ดีกว่าในเชิงของระบบครับท่านประธาน ส.ว. ทําหน้าที่ได้น้อยกว่าในเชิงของระบบ ไม่ใช่ เรื่องของตัวบุคคล ไม่ใช่แปลว่า ส.ว. สรรหา ส.ว. เลือกตั้งมีความที่ใช้ไม่ได้ คุณภาพต่ํา ไม่ใช่ ครับ นี่ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินโดยการตั้งกระทู้ถามสด ท่านประธานครับ ยังไม่ นับว่าเวลาเราตั้งกระทู้ถามสดด่วนกลายเป็นกระทู้ถามแห้งเยอะแยะ อันนี้อาจจะเหมือนกับ ทาง ส.ส. หรือไม่ ๒.๒ ท่านประธาน การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหารนี่ ทําได้อะไรอีกครับ เปิดอภิปราย เขาเรียกว่าเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ เขาลงมติไม่ไว้วางใจได้ครับ แล้วแน่นอนที่สุดถ่ายทอดสด และสังคมติดตาม แต่ ส.ว. ละครับ ส.ว. นั้นเปิดได้แค่อภิปรายทั่วไป มีน้ําหนักไหมครับ น้ําหนักน้อยมาก มีคณะรัฐมนตรีมาฟังกันน้อยหรือมาก เมื่อเปรียบเทียบกับ ส.ส. ที่เขา เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ น้อยกว่าเยอะครับ ท่านจะเห็นได้ว่าการทําหน้าที่หรือการใช้อํานาจ ของ ส.ว. ในข้อนี้ก็ทําได้น้อยกว่า ส.ส. มาคาดหวัง ส.ว. ไม่ได้เลยครับ จะบอกว่าให้ ส.ว. สรรหาเถอะ จะได้อยู่ฝั่งตรงข้ามกับรัฐบาล ผมคิดว่าเป็นการตัดตีนให้เข้ากับเกือก เป็นการเอาผลจากการเลือกตั้งที่เห็นว่ามีบางพรรคอาจจะชนะแล้วก็มาคิดว่าจะต้องเอา ส.ว. มาคาน ผมคิดว่าดูเหมือนว่าจะถูก แต่ในวันข้างหน้ามันไปไม่ได้เพราะประเทศนี้ผมไม่เชื่อ หรอกครับว่าใครจะผูกขาดได้ยาวนาน ผมไม่เชื่อว่าถ้าปล่อยให้มีการเลือกตั้งต่อไป ใครจะผูกขาดได้ยาวนานแม้แต่พื้นที่แคบ ๆ อย่าง อบต. หรือ อบจ. หรือเทศบาล ท่านไปดู เถอะครับ ประชาชนไม่ได้ถูกจูงจมูก บางคนคิดว่าถ้าเกิดนายกเทศมนตรีในพื้นที่แคบ ๆ ครองอํานาจมานาน ๆ รากงอก แล้วประชาชนจะไม่เปลี่ยน ก็ลองไปถามหลายท่านดูสิครับ ว่าคนของท่านเองก็ชนะการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีที่เขาอยู่นาน ๆ นั้นใช่หรือเปล่า คนของ ท่านก็ชนะนายก อบต. หรือนายก อบต. ในบางพื้นที่ ถ้าภาษาใต้เรียกว่าน่าจะป้องวิกได้ พื้นที่แคบ ๆ อุปถัมภ์กันได้ แต่ประชาชนไม่ใช่คนที่จะถูกสนตะพายได้ ถ้าเราเชื่อมั่นเหมือนที่ พระพุทธเจ้าเชื่อว่ามนุษย์นั้นเป็นสัตว์ประเสริฐที่ล้วนแล้วแต่ฝึกหัดพัฒนาได้ เป็นบัว ๓ เหล่า ไม่ใช่บัว ๔ เหล่านะครับ ๔ เหล่ามาในชั้นหลัง ไม่มีเหล่าที่ใต้โคลนตมที่ควรจะเป็นอาหารของ เต่า ปลา เช่น ทัศนะของพุทธะ ถ้าเราเชื่อว่ามนุษย์เสมอกัน มีความต้องการเหมือนกัน ต้องการความรักจากพ่อแม่ จากคนรัก ต้องการที่จะอยู่รอดปลอดภัย รักตัวกลัวตาย มีโลภะ โทสะ โมหะเหมือนกัน เราจะไม่ดูถูกประชาชน ว่าถ้าใช้การเลือกตั้งนั้นจะมีใครซื้อประชาชน หรือผูกขาดไปได้ ท่านประธานที่เคารพ ดังนั้นเป็นตัวอย่างที่ผมยกให้ท่านฟังในข้อ ๒.๒ ว่า จะมาคาดหวังว่าจะให้มี ส.ว. สรรหาหรือแต่งตั้งที่มันอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับทางรัฐบาลนั้น ในทาง หลักการและระบบเป็นการคิดที่ไม่ชอบครับ อารยะประเทศหรือประเทศที่เขาพัฒนาแล้ว เขาไม่ทํากันครับ เสียดายว่าประเทศไทยเป็นประเทศกําลังพัฒนามานานเกินไป ทั้งในระบบ เศรษฐกิจ ระบบสังคม ระบบการเมือง น่าเสียดายด้วยเหตุอะไร ผมไม่มีเวลาที่จะออกไปพูด ให้มันอ้อมมากเกินไป ท่านประธานครับ ข้อ ๒.๓ อีกอํานาจหน้าที่หนึ่งตรงนี้ท่านประธาน ถ้าท่านจะกรุณา ท่านลองฟังดู คืออํานาจหน้าที่ในการแต่งตั้งแล้วก็ถอดถอนบุคคล ตามองค์กรในรัฐธรรมนูญเขียน ซึ่งมันมีองค์กรอิสระอยู่ด้วย คือใครครับ คือศาลรัฐธรรมนูญ คือ ป.ป.ช. คือ กกต. คือองค์กรสิทธิมนุษยชน คือผู้ตรวจการแผ่นดิน คืออีกหลายอัน ตรงนี้ครับ ท่านประธาน โดยเฉพาะองค์กรอิสระ ท่านประธานครับ ทําไมกฎหมายรัฐธรรมนูญจึงวาง น้ําหนักให้ ส.ว. ต้องทําหน้าที่ตรงนี้ครับ ก็เพราะว่าไม่มีองค์กรอื่นใดเลยที่จะเข้ามาตรวจสอบ องค์กรเหล่านี้ แต่องค์กรเหล่านี้นั้นมีการให้คุณให้โทษ องค์กรเหล่านี้ใช้อํานาจรัฐครับท่าน ประธาน ให้คุณให้โทษในทางการเมือง กกต. นี่ให้ใบเหลือง ใบแดง ใบขาว ป.ป.ช. นี่จะแต่งตั้ง ถอดถอน ต้องผ่าน ป.ป.ช. ก่อน จะชี้ใครว่ามีมูลไม่มีมูล ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ ขนาดว่าไม่ตีความขยายอํานาจตัวเองจนเกินหลักการหรือเกินกฎหมายรัฐธรรมนูญ อํานาจก็มาก คือแค่มาแซงค์ชั่น (Sanction) หรือพิจารณาว่าร่างพระราชบัญญัติใดขัดหรือแย้งกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ก็อํานาจเยอะแล้วครับ ที่จริงอํานาจก็คือตรงนั้นละครับ ไม่มีอํานาจก้าวก่าย รัฐสภา ซึ่งอยู่ในฐานะที่เป็นองค์กรสูงสุดมากกว่าองค์กร ๓ ฝ่าย และไม่มีอํานาจในการที่จะ ไปก้าวก่ายหลักการแบ่งแยกอํานาจ ตรงนี้เป็น ๒ ข้อนะครับ ไม่ใช่ข้อเดียว ไม่ใช่แค่ว่า ฝ่ายศาลไม่มีอํานาจเข้ามาก้าวก่ายฝ่ายนิติบัญญัติ อันนั้นถูกต้องครับ เป็นหลักการที่ทั่วโลก เขาทํากัน ไม่ก้าวก่ายกัน แต่มีอีกหลักหนึ่งก็คือรัฐสภานั้นมีฐานะที่เป็นผู้ประกาศสงคราม รัฐสภานั้นเป็นผู้ที่มีอํานาจในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ รัฐสภาคล้าย ๆ กับองค์รัฏฐาธิปัตย์ ครับ ดังนั้นจึงมีฐานะที่สูงกว่าสภาผู้แทนราษฎร แน่นอนที่สุดต้องสูงกว่านายกรัฐมนตรี สูงกว่าคณะรัฐมนตรีที่เป็นฝ่ายบริหารครับและสูงกว่าฝ่ายศาลครับ อันนี้เป็นหลักการ ที่ผมอยากจะเรียนย้ํา