รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๖

เจริญ ภักดีวานิช หารือเรื่องการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ เพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา และเรียกร้องการสนับสนุนจากทุกฝ่ายให้คืนอำนาจให้กับประชาชน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการคืนอำนาจให้กับประชาชน และเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาให้กับประชาชน รวมถึงการแก้ไขปัญหาการกลั่นกรองกฎหมาย การตรวจเงินแผ่นดิน และการแปรญัตติพ.ร.บ. ตรวจเงินแผ่นดิน

นายเจริญ ภักดีวานิช สมาชิกวุฒิสภา พัทลุง

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม เจริญ ภักดีวานิช สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดพัทลุง ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ ก่อนอื่นกระผมกราบเรียนท่านประธานเนื่องคณะจากกรรมาธิการ มีแก้ไขในมาตรา ๑๑๒ ซึ่งมีหลักง่าย ๆ ก็คือต้องการให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา เนื่องจาก ๒-๓ วันที่ผ่านมา ท่านประธานจะสังเกตเห็นว่าพวกผมที่มาจากการเลือกตั้ง ถูกกล่าวหามากมาย ซึ่งกระผมพยายามกราบเรียนข้อมูลท่านประธานนะครับ หลายคน จะพูดถึงเรื่องอดีต แล้วก็จินตนาการไปสู่ข้างหน้าว่าถ้ามีการเลือก ส.ว. ทั้งหมดจะเกิดอะไรขึ้น แต่กับข้อมูลที่กระผมกราบเรียนท่านประธาน คือข้อมูลปัจจุบันในรอบ ๕ ปีเพื่อเป็นข้อมูล ให้เพื่อนสมาชิกรัฐสภาและพี่น้องประชาชนได้รับทราบ ท่านประธานครับ กระผมกราบเรียนว่า วันนี้จะเป็นประวัติศาสตร์ของรัฐสภาไทยนะครับ เพราะอํานาจของประชาชนที่เคยมี เรากล้าหาญที่จะหยิบยื่นกลับไปให้จริงหรือเปล่า ผมกราบเรียนท่านประธานว่าเมื่อวันที่ ๓ เมษายน ถ้าเราไม่วางใจ เราไม่เชื่อมั่นประชาชน ประชาธิปไตยของประเทศนี้ก็เดินไปได้ยาก ทุกคนพูดในสภานี้ตั้งแต่ก่อนผมมาเป็นสมาชิกวุฒิสภาว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไม่เป็นประชาธิปไตย ทีนี้เรียนท่านประธานว่าถ้าไม่เป็นประชาธิปไตย เรื่องที่หนักที่สุดก็คือ การที่ไม่มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาโดยมีการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา อันนี้ก็เป็นข้อที่หนักที่สุด ครับท่านประธาน มีหลายคนที่เคยอภิปรายขอให้คืนอํานาจให้กับประชาชน ท่านประธานครับ อํานาจอธิปไตยของประชาชนนั้นก็คือผ่านการเลือกตั้งเท่านั้น การใช้วิจารณญาณแทน ประชาชนโดยคน ๗ คน ท่านประธานลองคิดดูวิจารณญาณของคน ๗ คนนี้ครับจะดีกว่า มากกว่าคน ๔๐ ล้านคนครับ เอาตัวเลขง่าย ๆ นี้กระผมคิดว่าเป็นไปไม่ได้

ประการที่ ๒ ครับ พอเราจะโอนอํานาจให้ประชาชนที่เขาถูกยึดมาหลายปี เรากลับลังเล เรากลับโจมตีว่าถ้าเลือกตั้งแล้วจะเกิดปัญหา ซึ่งกระผมจะมีข้อมูลกราบเรียน ท่านประธาน ท่านประธานครับ กระผมขออ้างเอากฎหมายรัฐธรรมนูญ ๒-๓ มาตราเพื่อ ประกอบในการอภิปราย มาตรา ๓ อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย มาตรา ๓๐ บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มาตรา ๑๒๒ ส.ส. ส.ว. ย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ท่านประธานครับ กระผมกราบเรียนว่าการที่เราคืนอํานาจจากคน ๗ คนไปสู่ประชาชน ไม่เสมอภาคตามกฎหมาย ตามมาตรา ๓๐ อย่างไร ระหว่างสรรหากับเลือกตั้ง กระผม กราบเรียนครับ กระผมมาอยู่นี่ ๕ ปีนะครับ ท่านประธานจะเห็นว่าผมได้รับการเคารพนับถือ จากทั้งเลือกตั้งและสรรหาอย่างดียิ่ง ตัวเลขที่ผมกราบเรียนท่านประธาน เป็นตัวเลขที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งสมาชิกสรรหาหลายคนได้ช่วยกันปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ซึ่งจะมีข้อมูลกราบเรียนท่านประธาน ท่านประธานครับ ความไม่เสมอภาคเกิดขึ้นอะไรครับ ระหว่าง ๗๓ คน กับ ๗๖ คน ๒-๓ เรื่องหลายคนพูดในสภาแห่งนี้ว่าคน ๗ คน เลือกคนได้ ๗๓ คน และใช้สิทธิอีก ๑ คน เป็น ๗๔ คน นะครับ คน ๔๐ ล้านคนนี่เลือกได้แค่ ๗๖ คน อันนี้ผมไม่อภิปราย แต่สิ่งที่ เหนือกว่านั้นก็คืออะไรครับ ท่านประธานก็เป็นอะไรครับ เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง ประธาน ต้องพิมพ์บัตร ต้องเดินหาเสียง อย่างผม ผมวันละ ๔๐ กิโลเมตรท่านประธานครับ ต้องพิมพ์ บัตร เวลาพูดก็ต้องระวังครับ ต้องระวังพูดผิดเดี๋ยวก็ใบแดงอีกนะครับ ติดป้ายประกาศผิด ก็ใบแดงอีกนะครับ ประธานต้องมีสมุดบัญชีนะครับ ถ่ายรูปแล้วไม่แจ้งงานก็ไม่ได้อีก นี่คือ ความไม่เสมอภาคระหว่าง ๗๓ คน กับ ๗๖ คน ท่านประธานครับ ขนาดที่เราไว้วางใจให้ กรรมการสรรหา ๗ คนนั้น เราไม่รู้เลย ประชาชนไม่รู้ว่าดุลยพินิจที่ใช้คืออะไร เพราะไม่มี การตรวจสอบ ผมกราบเรียนท่านประธานนะครับ ออกไป ๗๔ คน เข้ามา ๗๓ คน ผมและหลายคนเขาเอะใจ คนที่ไม่ได้บางคนนะครับ ผมขออนุญาตเอ่ยนะครับ ท่านเลิศรัตน์ ท่านจํานงค์ อาจารย์ธนู สุกัญญา เราก็ตกใจว่าทําไม ผมเลยตั้งข้อสังเกตว่ากระบวนการ สรรหานั้นไม่บริสุทธิ์และไม่ยุติธรรม ไม่ยุติธรรมอะไรท่านประธาน พี่น้องมุสลิม ๒๒ คน ท่านประธานครับ เป็นดอกเตอร์ ๘ คน ท่านอาจารย์วรวิทย์ให้ข้อมูล อย่างไรครับ ไม่ได้แม้แต่คนเดียว ถามสิว่า ๗๓ คน ชาวนาได้มานั่งในนี้หรือเปล่า ไม่มีนะครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นเราจะปล่อยให้ ๗ คน มีอํานาจเหนือคน ๔๐ ล้านคนต่อไป โดยไม่มีการแก้ไขกระผมคิดว่าสภาแห่งนี้ต้องใช้ดุลยพินิจในการตัดสินใจ ท่านประธานครับ กระผมเกรงใจในเรื่องความบริสุทธิ์ยุติธรรมอย่างไรครับ ท่านประธานครับ อีกเรื่องหนึ่งก็คือ มีสรรหาอยู่รายหนึ่งครับ ผมขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อ เคยเป็นกรรมการสรรหาเมื่อปี ๒๕๕๑ เวลาสรรหา ปี ๒๕๕๑ นั้น กรรมการ ๔ คน อยู่ด้วยกัน ฉะนั้นพอสมัคร ๔ คนได้อยู่แล้ว แล้ว คนที่ ๕ ก็เคยเป็นลูกน้องเก่า กระผมกราบเรียนสั้น ๆ เพื่อไม่เอ่ยตัวบุคคล เวลาพวกผม เวลาท่านประธานลงเลือกตั้ง กรรมการเลือกตั้งก็ประกาศ ขอให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์และ ยุติธรรมครับ มีคนบางคนที่ไม่ได้ ๗๓ คน เข้ามา ๓๔ คนนี้ พวกเราก็ถามว่าทําไมที่ไม่ได้ ท่านประธานครับ บางคนบอกว่าที่ไม่ได้นี่ความสูงไม่ถึง เราก็เอะใจนะครับ สูงไม่ถึง ก็สูงตั้ง ๑๘๐ นี่ ท่านประธานหมายความว่าอย่างไร เขาบอกเขากองไม่ถึง อันนี้แต่ผม ไม่เชื่อหรอก เหตุที่ไม่เชื่อเพราะว่าเป็นการกล่าวหาที่เราไม่รู้เห็น อันที่ ๒ ที่ลําบากมาก พวกผมเวลาลงเลือกตั้งจะมีการคัดค้าน ส.ว. สรรหามีการคัดค้านกันนะครับ ใน ๓๐ วัน เอกสารสมัครไม่เคยไปสัมภาษณ์ ไม่เคยดูคน เพราะฉะนั้นไปขอเอกสารบอกทําไมคนนี้ได้ เพราะไม่มีหลักเกณฑ์นี่ครับ กระผมในเวลาสั้น ๆ กราบเรียนท่านประธานครับ นี่คือ ความไม่เสมอภาคในการใช้กฎหมาย ท่านประธานมีใบแดง มีใบเหลือง ใบเขียว แต่สรรหา เขาไม่มีนะครับ กระผมเรียกร้องเพื่อต้องการที่จะให้ประเทศนี้มีความเป็นธรรม และเสมอภาค ทุกคนมีสิทธิเท่ากัน เพราะเกิดมาเป็นคนไทย วันที่เกิด เราภาคภูมิใจว่า เราจะได้มีสิทธิเท่าคนอื่น แต่ขณะนี้เราไม่มีสิทธิเท่าคนอื่น

ประการที่ ๓ ที่กระผมกราบเรียนก็คือว่า ท่านประธานครับ นอกจาก ความไม่เสมอภาคทางกฎหมาย ผมกราบเรียนว่ามีอีกเรื่องหนึ่งที่ระหว่างสรรหา กับการเลือกตั้ง ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบการสรรหาได้เลยในประเทศนี้ ในประเทศนี้ นะครับท่านประธาน กระผมกราบเรียนครับ เพื่อนสมาชิกสรรหาหลายคนที่เข้ามา ถึงแม้ จะมา ๓๔ คน ได้สร้างบุญคุณให้กับประเทศนี้ หลายคนมีความตั้งใจ ช่วยพยายามแปรญัตติ พยายามสู้ขึ้นมา ซึ่งกระผมจะให้ข้อมูล กราบเรียนท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นสิทธิของ ประชาชนไม่เท่ากัน ความเสมอภาคไม่เท่ากัน ประเด็นที่ ๒ ที่กระผมกราบเรียนท่านประธาน ว่ามีข้อกล่าวหาว่าระหว่างสรรหานี่ ผมจะแก้ กราบเรียนท่านประธาน ๓ เรื่องว่าถ้ามี การเลือกตั้งแล้วสิ่งที่จะเกิดขึ้น ๓ เรื่อง ๑. คือการกลั่นกรองกฎหมาย จําเป็นต้องสรรหา วิชาชีพต่าง ๆ มากลั่นกรองเพื่อให้กฎหมายมีประสิทธิภาพ ท่านประธานครับ ความเป็นจริง ๕ ปีนี้ไม่เป็นจริงนะครับ ผมกราบเรียนเป็นข้อมูลท่านประธานอย่างนี้ เหตุผลที่กระผมกราบ เรียนอย่างนี้ในการกลั่นกรองกฎหมายนะครับท่านประธาน สาขาอาชีพ หรือผู้ทรงคุณวุฒิ บางคนบอกว่าถ้าสรรหาแล้วจะมีผู้ทรงคุณวุฒิมา มีนักกฎหมายมา ๑๑ คนเท่านั้นละ มีคณบดี คนสอนกฎหมายหลายคนสมัคร ไม่ได้นะครับท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นมา ๗๓ คน มีนักกฎหมายจริง ๆ ๑๑ คนเท่านั้น ทีนี้ท่านประธานครับ ในการกลั่นกรองกฎหมาย ความที่เราเป็นตัวแทนประชาชน ๑ มาตรา กระทบคนเยอะนะ หลายคนอภิปรายว่าไม่ จําเป็นต้องมี ส.ว. หรอก ถ้ามีการเลือกทั้งหมด กฎหมายที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎร ผมจะยก ให้ท่านฟังสัก ๓ พ.ร.บ. นะครับ พ.ร.บ. บัตรประชาชน ผ่านสภาผู้แทนราษฎรมา ๗ ปี ๑ ปี ให้ทําบัตรนะครับ สมาชิกวุฒิสภาแก้เป็น ๗ ปีนะครับ เราเถียงกัน อันนี้ทั้งสรรหาและ เลือกตั้งช่วยกัน แล้วเมื่อเราลงมติว่าต้อง ๗ ปี กลับไปสภาผู้แทนก็ปรับมติ กฎหมายที่ ๒ ที่เรากลั่นกรองได้อย่างมากนะครับ ช่วงนั้นมีเฉพาะเลือกตั้ง คือ พ.ร.บ. ที่สงวนของรัฐ ท่านประธานครับทุกพรรคก็ส่งมานะครับ ความจําเป็นที่จะต้องมีสมาชิกวุฒิสภาเพื่อ กลั่นกรองครับ ใครครอบครอบ ๑๐ ปี ได้เอกสารสิทธิ สมาชิกวุฒิสภาแปรญัตติ ๑๕ คน ซึ่งช่วงนั้นมีเฉพาะเลือกตั้ง กลับไปสภาผู้แทนราษฎร สภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นด้วย อยากให้ได้ ๑๐ ปี ส่วนใหญ่จะแปรญัตติเป็น ๑๐ ปี หรือ ๒๐ ปี ท่านประธานครับ สุดท้าย ตั้งคณะกรรมาธิการร่วม ท่านประธานกรรมาธิการร่วมตอบต่อสภาต่อหน้าท่านประธานว่า ขอแก้ตามที่พวกเลือกตั้งคือพวกผมนี่เป็น ๒๐ ปี แต่กฎหมายนี้ตกไปเสียแล้ว เพราะการยุบสภา ท่านประธานครับ อีกกฎหมายหนึ่ง พ.ร.บ. ตรวจเงินแผ่นดิน ถ้าไม่มีสมาชิกวุฒิสภา กลั่นกรองอะไรเกิดขึ้น

ประการแรก ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนครับ พ.ร.บ. ตรวจเงินแผ่นดิน เราสู้กันในสภาตั้งหลายวัน มีคนแปรญัตติมากที่สุดตั้งแต่ผมเป็น ส.ว. ๕ ปีนี้ ๓๙ คนครับ ท่านประธาน ๓๙ คนนั้น ๓๐ กว่าคนเป็นเลือกตั้งนะครับท่านประธาน ผ่านสภาผู้แทนราษฎร เห็นชอบ ๒๔๘ เสียง ไม่เห็นชอบ ๑๑๐ เสียง เคยผ่าน สนช. ๖๔ แต่พอเราสู้กัน ท่านประธานจําได้นะครับ พอโหวตทําท่าจะแพ้มีคนเสนอให้เลื่อน แล้วก็โหวตไม่ให้ประชุมต่อ พอจะลงมตินับองค์ประชุมครบ นับอีกทีหนึ่งขาดไปเสียงเดียวครับ วันนั้นไม่ลงมติครับ เพราะอะไรครับ เพราะมีการล็อบบี้ ในกฎหมายมีมาตราหนึ่งให้ผู้ที่ไม่เคยเป็น รัฐธรรมนูญ บอกเป็นต่อไม่ได้ เป็นการยกเว้นให้คน ๆ หนึ่ง แต่เนื่องจากท่านมีบุญคุณกับสรรหา แล้วติดอยู่ใกล้ในการสรรหา เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานว่าสรุปท่านประธานครับ เมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๓๐ กว่าคนแปรญัตติ กลับไปสภาผู้แทนราษฎร กลับมติจาก ๒๔๘ เสียง เหลือ ๑๐ เสียงครับท่านประธาน สรุปถ้าไม่มีสมาชิกวุฒิสภา กระผมกราบเรียนว่า กฎหมายที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรนี้ไม่ได้มีการกลั่นกรอง สมาชิกวุฒิสภาสรรหาหลาย พ.ร.บ. นะครับ พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ร.บ. หลายฉบับ ที่สรรหาช่วยแปรญัตติ พ.ร.บ. เงินกู้ สรรหา ทําได้ดีมาก แปรญัตติได้มากกว่าและต่อสู้จนทําให้กฎหมายนี้ตกไป ผมสรุปหลายคนบอกว่า ถ้าจะมีเลือกตั้งทั้งหมดไม่จําเป็นต้องมี ส.ว. เลือกตั้ง เพราะ ส.ส. ทําอย่างนี้ สรุปว่าถ้าไม่มี ส.ว. ไม่มีคนกลั่นกรอง ท่านประธานครับ จะบอกว่าอาชีพที่ผมกราบเรียนท่านประธาน ถ้ามีสาขาอาชีพเยอะ ๆ มีวิศวกรมีอะไรก็แล้วแต่จะช่วยกลั่นกรอง ท่านประธาน ดูคณะรัฐศาสตร์ที่เขาสํารวจการลงมติ ๑๘๖ ครั้ง นะครับ ท่านประธานครับ คนที่นั่งอยู่ใน ห้องประชุม ๘๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปนี้เป็นเลือกตั้งเสีย ๑๕ คน เป็นสรรหา ๗ คน ทีนี้ ถ้าท่านประธานไล่ต่อไปเวลานั่งประชุมเวลาพิจารณาบางมาตรา ๗๗ เสียงนี้ ผมอยากให้ ตรวจสอบทั้ง ๗๗ เสียง เป็นเลือกตั้งสรรหาเท่าไร อันนี้กราบเรียนท่านประธานครับ พ.ร.บ. ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนสิงหาคม ๕ ฉบับ ท่านประธานครับ ผ่าน ๕ ฉบับ เลือกตั้งลงมติ มากกว่าสรรหา ๔ ต่อ ๑ นะครับ กระผมขอกราบเรียนสรุปนะครับ ผมเรียนท่านประธานว่า สรรหาได้แก้กฎหมายหลายฉบับ เราแปรญัตติด้วยกัน แต่อย่างไรก็ตามสรรหาที่เป็นวิชาชีพ จะมาใช้กลั่นกรองมันกลั่นกรองไม่ได้จริง ๆ ผมไม่โทษคนที่มา ผมโทษคนที่เลือก คราวก่อน ท่านเลือกแล้วก็แปรญัตติตั้งเยอะแยะ พูดในสภาเยอะแยะ ไม่ได้ ท่านจํานงแปรญัตติ เยอะแยะ ชายแดนภาคใต้ท่านสู้ก็ไม่ได้ อันนี้กราบเรียนท่านประธานนะครับ ท่านประธาน ที่เคารพ กระผมขอข้ามไปนะครับ หากเลือกตั้งแล้วองค์กรอิสระแล้วก็การแต่งตั้ง จะถูกแทรกแซง ท่านประธานคณะกรรมาธิการก็ได้ตอบต่อสภาแห่งนี้ไปแล้ว แต่ผม ขยายความนิดหนึ่ง แทรกแซงไม่ได้เลยนะครับ เพราะเราไม่แก้ มาตรา ๒๐๔ เราไม่แก้ มาตรา ๒๒๙ เราไม่แก้ มาตรา ๒๔๖ ทําไมถึงไม่แก้ เพราะเราไม่แก้ เรามาแก้เฉพาะเปลี่ยน จากสรรหามาเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ศาลรัฐธรรมนูญ ๕ คน เราไม่ได้แตะเราไม่ตั้ง นะครับ ๕ คนจากผู้พิพากษาศาลฎีกา จากตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ๓ คนจากศาลฎีกา ๒ คนจากตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ๕ ใน ๙ นะครับ ในศาลรัฐธรรมนูญนี้ ส.ว. เอง สามารถเลือกได้แค่ ๔ คน ก็คือผู้คุณวุฒิทางนิติศาสตร์ ผู้ทรงคุณวุฒิทางรัฐศาสตร์ก็เข้ามา ๔ คนนี่ครับ เมื่อครู่ท่านประธานคณะกรรมาธิการก็บอกสภาแล้ว วุฒิสภาก็จะลงมติเห็นชอบ ถ้าเสียงไม่ถึงครึ่งนะครับท่านประธานตรงนี้จําเป็นมากนะครับ เพราะเราไม่แก้ถึงแม้จะมีเลือกตั้งมาหมดหรือสรรหาทั้งหมด กลับไปถ้าไม่เห็นชอบใคร คนใดคนหนึ่งต้องชี้แจงด้วยนะครับว่าไม่เห็นชอบเพราะอะไร แล้วสุดท้ายคืออะไรครับ สุดท้ายถ้าเขายืนยันเมื่อสักครู่ท่านประธานกรรมาธิการก็ตอบแล้ว ถ้าเขายืนยันก็สามารถ ประกาศได้ เพราะฉะนั้นสมาชิกรัฐสภาไม่สามารถแทรกแซงแต่งตั้งได้เลยสําหรับเรื่องการ ถอดถอน เมื่อสักครู่สมาชิกรัฐสภาหลายคนก็อภิปราย แต่ผมเสริมนิดหนึ่งครับ สมาชิกเวลา เขาจะร้องถอดถอนนี่ครับ ส่งท่านประธาน ๑ ใน ๔ ของ ส.ว. ประการที่ ๒ ส่งไหนครับ ถ้ามาตรา ๒๔๘ ส.ส. ๑ ใน ๔ ร้องต่อสมาชิกรัฐสภา กว่าจะส่งท่านประธาน แล้วท่านประธาน ก็ส่งให้ ป.ป.ช. ถ้า ป.ป.ช. ชี้ว่าไม่มีมูลเรื่องจบนะครับ แล้ว ป.ป.ช. ๙ คน ถ้าคนบริสุทธิ์ ยุติธรรมจริง ๆ เขาก็ไม่ส่งเรื่องให้ทางวุฒิสภา ผมขอสรุป หลายคนพูดเรื่องนี้ไปแล้ว สมาชิก รัฐสภาถึงแม้จะมาจากเลือกตั้งทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่สามารถแทรกแซงและไม่สามารถ ถอดถอนได้ เพราะไม่แก้กฎหมายรัฐธรรมนูญมาตราอื่น ๆ ตามที่ท่านประธาน คณะกรรมาธิการได้ตอบต่อสภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ สําหรับเรื่องการถอดถอน และการแต่งตั้งผมขอข้ามไปครับ มีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธาน ท่านประธานครับ การถอดถอน ขอขยายนิดหนึ่งการใช้เสียง ๙๐ เสียงครับ ถ้าเรายังอยู่รูปเดิม มีสรรหา ยากมากที่จะได้ ๙๐ เสียง และยิ่งถอดถอน ป.ป.ช. ต้องใช้ ๔ ใน ๕ ๑๑๒ เสียง ยากแสน เข็ญ มีกรณีตัวอย่าง ท่านประธานตั้งแต่เป็นประธาน มีการร้อง ป.ป.ช. ท่านหนึ่ง ท่านเห็น ไหมครับ เราเห็นชัดว่าระหว่างพิจารณานั้น ถ่ายให้ประชาชนฟังใครผิดใครถูก กระผมไม่ เจาะตัวบุคคล แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเราเห็นชัดมีการขอร้องกัน แต่การตัดสินใจผมไม่แน่ใจว่าถึง ข้อร้องผมเชื่อว่าคงขอร้องไม่ได้ แต่เห็นชัดว่ากระบวนการถอดถอนนอกจากมีข้อมูลแล้ว ท่านประธานกรุณาถ่ายทีวีคนตรวจสอบทั้งประเทศ ถ้าสมาชิกรัฐสภาถูกแทรกแซงหรือไป ถอนคนที่เขาไม่ผิด ประชาชน หนังสือพิมพ์ สื่อมวลชนก็จะว่าได้ทันที สรุปผมขอสนับสนุน ท่านประธานคณะกรรมาธิการที่ท่านได้ตอบเรื่องการแต่งตั้ง ถอดถอน

ประการที่ ๔ ที่ผมกราบเรียน ท่านประธานครับ มีคนพูดในสภาแห่งนี้ บอกถ้ายกมือ จะถูกฟ้อง ท่านประธานกรรมาธิการบอกว่าอํานาจ มาตรา ๒๙๐ ท่านประธานครับ มีคนบอกว่าจะฟ้อง บอกท่านอาจารย์อย่ายกมือนะจะถูกฟ้อง ท่านประธานครับ กราบเรียนว่านอกจาก มาตรา ๒๙๑ ที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการตอบ ก็เป็นอํานาจของพวกเรา มาตรา ๑๓๐ ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่ประชุมวุฒิสภา หรือที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา สมาชิกผู้ใดจะกล่าวถ้อยคําในทางแถลงข้อเท็จจริง แสดงข้อคิดเห็นหรือออกเสียงลงคะแนน ย่อมเป็นเอกสิทธิ์โดยอิสระ ผู้ใดจะนําไปเป็นเหตุ ฟ้องร้องว่ากล่าวสมาชิกผู้นั้นในทางมิได้ ท่านประธานครับ มีเพื่อนสมาชิกหลายคน ท่านกฤช อาทิตย์แก้ว ดอกเตอร์วรวิทย์ท่านบอกท่านกล้าหาญพอที่จะยกมือ เรายกมือเพื่อคืนสิทธิ ให้ประชาชน ผมนี่จะอับอายท่านประธาน เพียงแต่คนบอกว่าจะไปฟ้องแล้วติดคุก ผมไม่สามารถกลับไปพบลูกหลานผมได้เลย เพราะว่ามีพ่อขี้ขลาด ผมไม่สามารถพบ ประชาชนที่เลือกผมมาได้เลย ขณะที่ผมมีเอกสิทธิ์แล้วผมไม่กล้าหาญที่จะหยิบยื่นอํานาจใน การใช้สิทธิกลับให้ไปสู่ประชาชน

ประการสุดท้าย ที่กราบเรียนท่านประธาน วันที่คนไทยทั้งประเทศภาคภูมิใจ คนจนมีเสียงมีสิทธิเท่ากับคนรวย คนจน ๑ คน คนขอทาน คนพิการ มีสิทธิ มีความรู้สึกว่า ตัวเองมีคุณค่าเท่ากับพลเอกหรือข้าราชการระดับสูงก็คือวันที่เขากาคะแนน วันที่เขา ลงคะแนน เพราะฉะนั้นกราบเรียนท่านประธานว่าเป็นความยิ่งใหญ่ทางการเมืองนะครับ ที่สมาชิกรัฐสภากล้าแล้วก็สามารถคืนอํานาจจากคน ๗ คนให้กับคน ๔๐ ล้านคน ท่านประธานครับ ที่ประเทศตุรกีเมื่อปีกลายนี้ครับหลังจากที่เขาล้มระบบเผด็จการ เขาให้ ประชาชนลงเลือกตั้ง สําหรับเลือกผู้ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ มีคนตื่นตั้งแต่ก่อน ๖ โมงเช้า นะครับ เวลาทุ่มหนึ่งแล้ว หมดเวลา ขยายเวลา มีคนจน ๆ คนหนึ่ง เขาพูดอย่างนี้ครับ ท่านประธาน วันนี้ประเทศตูนีเซียจะมอบช่อดอกไม้แห่งเสรีภาพและเกียรติยศแก่โลก วันนี้สําหรับประเทศไทยพวกเราทั้งหมดที่นั่งอยู่ในนี้เรากล้าหาญที่จะมอบอํานาจในการ ตัดสินใจเลือก ส.ว. ให้กับพี่น้องประชาชน ๔๐ ล้านคนหรือไม่ ขอบคุณมากท่านประธานครับ