เทพไท เสนพงศ์ เสนอการแก้ไขมาตรา 111 ของรัฐธรรมนูญ โดยเสนอให้เพิ่มจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนการให้วุฒิสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง และเสนอการเปลี่ยนแปลงเขตเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในกรุงเทพมหานครและเงื่อนไขการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาให้ไม่เน้นการหาเสียง
เข้าใจครับท่านประธาน ท่านประธาน ใจดี ไม่ใจดีท่านจะให้จําเลยขึ้นมาแถลงการณ์ได้อย่างไรครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน ผมต้องเรียนกับท่านประธานนะครับว่าในมาตรา ๓ ผมตั้งใจที่จะตัดทั้งหมด ด้วยซ้ําไปครับ แต่ว่าด้วยข้อจํากัดในเรื่องข้อบังคับของการประชุมรัฐสภาผมก็จําเป็นที่ จะต้องไปแปรญัตติในส่วนอื่นซึ่งไม่ให้ขัดกับหลักการของกฎหมาย ใจจริงผมอยากจะเรียน ครับท่านประธาน ถ้าหากว่ารายละเอียดที่มาและจํานวนวุฒิสมาชิกเหมือนกับในมาตรา ๓ โดยมาจากการเลือกตั้งทางตรง ที่มาเดียวกับ ส.ส. ผมเรียนกับท่านประธานอย่าง ตรงไปตรงมาเลย ผมเองผมว่าไม่ควรจะมีวุฒิสมาชิกด้วยซ้ําไป ควรไปเพิ่ม ส.ส. ให้มากขึ้น หรือไม่ก็ถ้าจะเป็นวุฒิสมาชิกก็เป็นวุฒิสมาชิกสังกัดพรรคการเมืองกันไปเลย มันจะได้จบ มันจะได้ชัดเจนครับ ไม่ต้องมาเป็นอีแอบอยู่อย่างนี้ แต่ว่าเสียดายครับ มันติดกับข้อบังคับผม ไม่สามารถที่จะแปรญัตติส่วนนี้ได้ แต่เพียงแต่อยากจะเรียนกับท่านประธานว่าความตั้งใจ ของผมนี่ผมไม่เห็นด้วยกับวุฒิสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งและมาจากฐานเดียวกับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มันรังแต่ที่จะเสียเวลา เสียเงิน เสียงบประมาณของราชการทั้งสิ้นครับ แต่ว่าในส่วนที่ผมแก้ไขนะครับ ท่านประธานครับ ในวรรคสาม ในกรณีที่มีเหตุการณ์ใด ๆ ทําให้วุฒิสมาชิกไม่ครบจํานวนตามวรรคหนึ่ง แต่มีจํานวนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๙๕ ของสมาชิก วุฒิสภาทั้งหมด ให้ถือวุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกดังกล่าว แต่ต้องมีการเลือกตั้งให้ได้ สมาชิกวุฒิสภาครบจํานวนตามวรรคหนึ่ง ซึ่งร่างเดิมบอกว่าภายใน ๑๘๐ วัน นับตั้งแต่วันที่ มีเหตุการณ์ดังกล่าว และให้สมาชิกวุฒิสภาเข้ามานั้นอยู่ในตําแหน่งเท่าที่ เท่าวาระของ วุฒิสภาที่เหลืออยู่ ผมขอตัด คําว่า ภายใน ๑๘๐ วัน นับตั้งแต่วันที่มีเหตุการณ์นั้น ความหมายว่าอย่างไรครับ ท่านประธานครับ ความหมายก็คือว่ามีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาให้ได้ร้อยละ ๙๕ ถ้าหากว่า ใน ๑๐๐ ที่เหลืออีก ๕ เปอร์เซ็นต์มีข้อร้องเรียนหรือมีเหตุผลใดก็ตามที่ไม่สามารถเลือกตั้ง ให้ได้ ประกาศได้ คณะกรรมการการเลือกตั้งจะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งให้ครบภายใน ๑๘๐ วัน ที่ผมตัดมาตรานี้ออกไปเพราะผมเกรงว่ามันจะกลายเป็นเงื่อนไขที่บีบบังคับให้ กกต. ลุกลี้ลุกลนหรือรวบรัดเร่งรัดที่จะให้มีการเลือกตั้งให้ครบตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่บังคับไว้ ผมเลยตัดวรรคนี้ออกไป ข้อความนี้ออกไปก็เพราะว่าเป็นการเปิดกว้างให้ คณะกรรมการการเลือกตั้งสามารถเลือกสมาชิกวุฒิสภาได้ต่อไปเรื่อย ๆ เพราะผมเชื่อว่า กฎหมายบังคับว่า ถ้าวุฒิสภามีจํานวนร้อยละ ๙๕ ก็สามารถที่จะเปิดประชุมหรือดําเนินการ ได้แล้ว เหลืออีก ๕ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ท่านประธานครับ ผมเกรงว่าถ้าหากว่ากฎหมาย รัฐธรรมนูญเขียนบังคับเช่นนี้ และในส่วน ๕ เปอร์เซ็นต์ มีการทุจริตการเลือกตั้งหรือกระทํา ผิดกฎหมายเลือกตั้ง กกต. ก็จะอธิบายหรือให้เหตุผลว่ามันเป็นข้อบังคับของกฎหมาย รัฐธรรมนูญ จําเป็นจะต้องปล่อยผีเข้าสภา เข้าวุฒิสภาไป ท่านประธานก็จะเห็นนะครับ ที่ผ่านมานี้มีการทุจริตกันมาก แล้วนักเลือกตั้งทั้งหลายนี้พูดกันเป็นเสียงเดียวเลย มีทัศนคติ เหมือนกันเลยว่าอย่างไรก็ตามขอให้ชนะเลือกตั้งไว้ก่อน เพราะชนะเลือกตั้งแล้ว มีสิทธิสู้คดี มีสิทธิวิ่งเต้น มีสิทธิทําให้พ้นจากข้อกล่าวหาได้ แต่ถ้าแพ้การเลือกตั้ง หมดสิทธิที่จะอุทธรณ์ หมดสิทธิที่จะวิ่งคดี หมดสิทธิที่จะทําทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะฉะนั้นจะมีนักเลือกตั้งจํานวนหนึ่ง ทําทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะโดยไม่ได้คํานึงถึงว่าชัยชนะนั้นมาด้วยที่ถูกต้อง หรือชอบธรรมตามกฎหมายหรือไม่ ถ้าบทบัญญัติกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๑ นี้ เขียนในลักษณะเช่นนี้ครับ ท่านประธานครับ ก็จะมีนักเลือกตั้งบางคน บางส่วน บางกลุ่ม ก็จะทําทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองเข้ามาเป็นวุฒิสมาชิก และเมื่อเลือกกันไปอีกก็มีการกระทําผิด กฎหมายอีก แล้วในที่สุดบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่บอกว่าต้องจัดเลือกตั้งให้ครบภายใน ๑๘๐ วัน ก็จะมีการรับรองล่วงหน้า รับรองไปก่อน แล้วก็มาสอยทีหลังครับ ซึ่งในระยะหลัง ๆ นี้ ท่านประธานครับ จะเห็นได้บ่อยครับว่ามีการกระทําผิดกฎหมายมากขึ้น แล้วก็ กกต. ก็ไม่สามารถที่จะให้ใบเหลือง ใบแดงได้ครับ ไม่ว่าการเลือกตั้ง ส.ส. หรือ ส.ว. ก็ตาม ท่านประธานก็เห็นอยู่ครับ ซึ่งผิดกับการเลือกตั้งในสมาชิกวุฒิสภาปี ๒๕๔๓ ที่มีคณะกรรมการการเลือกตั้งในชุดนั้นภายใต้การนําของคุณสวัสดิ์ โชติพานิช ขอประทานโทษ ที่เอ่ยนาม ชุดนั้นท่านประธานจะเห็นนะครับ ถ้าหากว่ามีการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกทําผิด กฎหมายนี้ก็จะให้ทั้งใบเหลือง ใบแดงนี้ตลอดเวลา โดยไม่กําหนดด้วยว่าให้กี่ครั้ง ถ้าท่านประธานจําได้จะเห็นว่าจังหวัดอุบลราชธานี ผมจําไม่ผิดนะครับ มีการเลือกตั้ง วุฒิสมาชิกถึง ๖ ครั้งครับ คือถ้าหากว่ากระทําผิดกฎหมายก็ไม่ละเลยที่จะให้ใบเหลือง ใบแดง ลงโทษทันที จัดการทันที ชักใบเหลือง ชักใบแดงทันทีครับ แต่หลังสุดท่านประธาน เห็นไหมครับ การเลือกตั้งล่าสุดที่ผ่านมาไม่ว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถึงเทียบเคียงกันได้ครับ มีการกระทําผิดกฎหมายอย่างชัด กกต. ไม่กล้าที่จะให้ใบเหลือง ใบแดง ไม่กล้าที่จะวินิจฉัยก่อนการเลือกตั้งหรือหลังการเลือกตั้งภายใน ๓๐ วัน ปล่อยให้ เรื่องนี้ยาวละเลยมาจนถึงภายใน ๓๐ วัน แล้วก็รับรองสมาชิกภาพ แล้วก็ไปสอยภายหลัง ๑ ปี ความเสียหายเกิดขึ้นไหมครับท่านประธาน เกิดขึ้นครับ เกิดขึ้นเพราะอะไร เพราะเรา ปล่อยให้คนชั่วเข้ามาอยู่ในสภา แล้วในที่สุดคนชั่วเหล่านั้นก็เข้ามาเยอะ ๆ มันก็มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอํานาจทางการเมือง ก็เข้ามาแล้วก็ยกมือสนับสนุนให้ฝ่ายของตัวเองเป็นฝ่ายบริหารเป็นรัฐบาลไป สมมุตินะครับท่านประธาน ถ้าหากว่าการเลือกตั้งทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ที่ผมจะเทียบเคียงมันมี คะแนนของพรรคการเมืองที่แข่งขันกันโดยคะแนนสัดส่วนที่ห่างกันสูสีกัน และเรามีกฎหมาย แบบนี้ครับท่านประธาน ปล่อยผีเข้าสภาโดยไปสอยภายใน ๑ ปีหลังจากเลือกตั้งไปแล้ว มันมีผลครับ พรรคการเมืองบางพรรคที่มีทุนหนา มีเจ้าของพรรคมีเงินเยอะก็จะใช้ลงทุน แบบนี้ครับ ให้ ส.ส. ให้สมาชิกของตัวเองซื้อเสียง แล้วก็เข้ามา แล้วก็เข้ามานั่งในสภาแล้วก็ ยกมือให้แกนนําพรรคตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นรัฐบาล กกต. จะไปสอยภายใน ๑ ปี ก็สอยไป ไม่มีประโยชน์เพราะได้อํานาจรัฐไปแล้ว แล้วเวลาไปเลือกตั้งซ่อมก็ได้เปรียบ เพราะตัวเองคุมอํานาจรัฐครับ เช่นเดียวกันครับท่านประธานครับ ส.ว. ในบทนี้ ผมเชื่อว่า ถ้าเขียนกฎหมายกว้างแบบนี้ แน่นอนครับ นักเลือกตั้งที่จะเป็น ส.ว. จะฉวยโอกาสทันที เลยครับ ผมเลยเขียนให้มันเปิดกว้างขนาดนี้เพราะว่าอะไร เพราะไม่มีข้อจํากัดให้มันเลือก ไปเลยครับท่านประธาน เลือกทุจริต โกง ซื้อ ให้ใบเหลืองไป เลือกใหม่ให้มันซื้อ ให้ใบเหลืองไป เลือกสัก ๑๐๐ ครั้ง และพิสูจน์ให้มันดูสิครับว่ามันมีเงินจะซื้อถึง ๑๐๐ ครั้ง หรือเปล่า ให้มันเจ๊งไปสักข้างหนึ่งครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นเราอย่าไปสนับสนุนหรือจะ ไปช่วยเหลือคนที่ทุจริตการเลือกตั้งซื้อเสียงครับท่านประธานครับ ใครซื้อได้ซื้อเอาก็ซื้อไป กกต. ให้ใบเหลือง ใบแดงได้ก็ให้ไปครับ แล้วแข่งกันระหว่างคนให้ใบแดงกับคนที่ซื้อเสียง อันไหนมันจะแพ้ อันไหนมันจะตายก่อนกันครับ กกต. มันไม่ได้ลงทุนอะไรหรอกครับ ให้แต่ ใบเหลือง ใบแดง ให้แต่อํานาจ แต่คนไปสมัครรับเลือกตั้งที่ทุจริตการเลือกตั้ง พวกนี้ละครับ ต้องลงทุนครับ ก็ต้องเอาให้เข็ดครับ ผมจึงจําเป็นต้องตัดวรรคนี้ออกไปในมาตรา ๑๑๑ ครับ
ส่วนมาตรา ๑๑๒ ที่ท่านประธานบอกว่า ผมสามารถที่จะอภิปรายไป ในคราวเดียวกันได้ มาตรา ๑๒ เรื่องการเลือกตั้งวุฒิสมาชิก ซึ่งร่างเดิมให้ใช้จังหวัดเป็นเขต เลือกตั้งครับ นั่นก็หมายความว่าแต่ละจังหวัดก็สามารถที่จะเลือกตั้งวุฒิสมาชิกได้ตามที่ กฎหมายกําหนด ผมเองต้องเรียนกับท่านประธานว่า ผมได้พิจารณาแล้วว่าเมื่อใช้ เขตเลือกตั้งเป็นเขตจังหวัด มันก็ยุติธรรมดีสําหรับในจังหวัดต่าง ๆ แต่ว่าสิ่งที่ผมแปรญัตติ ก็คือว่าผมมีความเห็นว่า ในจังหวัดที่เป็นระดับจังหวัดเล็กตามภูมิภาคต่าง ๆ อาจจะไม่มี ผลกระทบต่อผลการเลือกตั้ง ต่อที่มาของวุฒิสมาชิกครับ ผมเลยแปรญัตติเพียงจังหวัดเดียว นั่นก็คือว่าการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาให้ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ยกเว้นกรุงเทพมหานคร ให้มี ๓ เขต โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาลงคะแนนเลือกตั้งได้ ๑ คน วรรคนี้ที่ผม เพิ่มเติมไปก็คือว่า ผมเห็นว่ากรุงเทพมหานครเป็นการปกครองรูปแบบพิเศษที่มีพื้นที่ ใหญ่ครับ มีประชากรจํานวนมาก มีผู้ที่สามารถเป็นวุฒิสมาชิกได้ถึง ๑๘ คน ถ้าหากว่าเราจะ ให้กรุงเทพมหานครเป็นเขตเลือกตั้งเดียวแล้วก็มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาได้ ๑๘ คน ผมเกรงว่าคุณภาพของวุฒิสภาคนที่ได้คนที่ ๑๗ คนที่ ๑๘ ท่านประธานครับ มันจะมาจาก ฐานประชาชนที่ยอมรับในวุฒิสมาชิกบุคคลนั้น ๆ ต่ําครับ ท่านประธานก็เห็นในอดีตที่ผ่านมา ที่เราใช้กรุงเทพมหานครเป็นเขตเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเขตเดียว คนที่ได้ลําดับที่ ๑๘ ลําดับที่ ๑๙ ได้รับคะแนนเสียงแค่ ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ คะแนน ซึ่งน้อยนิดมากครับ ท่านประธานครับ ซึ่งผมเห็นว่าถ้าเป็นแบบนี้เราก็ควรที่จะแก้ไขให้มันสอดคล้องและใกล้เคียง กับจังหวัดในภูมิภาคที่มันมีสมาชิกวุฒิสภาที่ใหญ่ใกล้เคียงกัน ก็น่าจะแบ่งกรุงเทพมหานครออกเป็น ๓ เขตเลือกตั้ง นั่นก็คือว่าเราจะได้เขตเลือกตั้งละ ๖ คน ได้สมาชิกวุฒิสภา ๖ คน ซึ่งมันอยู่ในลักษณะที่พอเหมาะพอควร เหมาะสม เมื่อเทียบเคียงกับจํานวนสมาชิกวุฒิสภาในจังหวัดต่าง ๆ ในภูมิภาคตั้งแต่ ๑ คน ถึง ๖-๗ คน ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นในข้อนี้ผมเห็นว่าเพื่อประสิทธิภาพ เพื่อเป็นที่ยอมรับของ สมาชิกวุฒิสภาของผู้สมัครในกรุงเทพมหานคร ผมจําเป็นที่จะต้องแก้ให้มันเหลือ ๓ เขต ถ้าหากว่าปล่อยเป็น ๑ เขตแบบเดิม ท่านประธานครับ คนที่มีจัดตั้ง มีมวลชน มีสมาชิก ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ คน แล้วก็สามารถบล็อก (Block) โหวตได้นี่มีสิทธิที่จะเป็นสมาชิกวุฒิสภา ค่อนข้างจะชัดเจนครับ ที่ผ่านมาท่านประธานก็เห็นครับ บุคคลบางคนได้รับการสนับสนุน จากลัทธิบางลัทธิที่มีกลุ่มคนจํานวน ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ คน เขาก็สามารถที่จะเข้ามานั่ง ในวุฒิสภาได้ บางคนที่เป็นนักกิจกรรมในรูปแบบต่าง ๆ กลุ่มเล็ก ๆ ก็สามารถที่จะเข้ามาเป็น วุฒิสมาชิกในสัดส่วนในเขตกรุงเทพมหานครได้ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่า เพื่อประสิทธิภาพของ ส.ว. กรุงเทพมหานคร ผมเลยแก้เป็น ๓ เขตในกรุงเทพมหานคร ส่วนวรรคสามที่เดิมบอกว่า เพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ให้ผู้สมัครรับ เลือกตั้งสามารถหาเสียงเลือกตั้งได้ก็แต่เฉพาะเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของวุฒิสภา ผมก็แก้ครับ ท่านประธาน ผมก็ตัดคําว่า หาเสียงเลือกตั้ง ให้กลับเป็น แนะนําตัว แล้วก็เพิ่มเติมไปว่า เกี่ยวกับประวัติส่วนตัวและการปฏิบัติหน้าที่ในวุฒิสภาครับ ถามว่าทําไมผมต้องตัดคําว่า หาเสียงเลือกตั้งออกไป ผมไม่อยากจะให้วุฒิสมาชิกเป็นเหมือนกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่มีการหาเสียง มีรถแห่ มีการปราศรัย ทําทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้วุฒิสมาชิกก็จะหนี ไม่พ้นการสนับสนุนของกลุ่มทุน ของพรรคการเมือง ของกลุ่มการเมืองครับ เพราะการเปิดกว้าง ให้ผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาหาเสียงได้มันเป็นการเปิดประตูให้กลุ่มทุนเข้ามาสนับสนุนให้มี การใช้เงิน ให้มีการกระทําผิดกฎหมายมากยิ่งขึ้น เมื่อเราต้องการเจตนารมณ์ให้สมาชิกวุฒิสภา มาจากบุคคลที่มีชื่อเสียง เป็นกลาง เป็นที่ยอมรับของพี่น้องประชาชนให้มันสมกับฐานะของ สมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นสภาสูง ผมคิดว่าคนที่จะมาสมัครสมาชิกวุฒิสภาไม่จําเป็นต้องหาเสียง อะไรมากหรอกครับ แค่แนะนําตัว แนวความคิดของตัวเองต่อพี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชน ก็สามารถที่จะพิจารณาได้ว่าคนเหล่านั้นสามารถที่จะมาทําหน้าที่ในสมาชิกวุฒิสภาได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่าในข้อนี้ผมไม่ได้ปิดกั้นการที่จะไปขอคะแนน หาคะแนน หาความนิยมจากพี่น้องประชาชนนะครับ เพียงแต่ว่ารูปแบบผมอยากจะให้ มันเป็นการแนะนําตัวกับพี่น้องประชาชนมากกว่าการใช้รูปแบบการหาเสียงแบบนักการเมือง ทั่วไปมากกว่าครับ แล้วก็เพิ่มในส่วนที่เกี่ยวกับประวัติส่วนตัวและการปฏิบัติหน้าที่ ของวุฒิสภา เพราะผมเกรงว่าถ้าหากว่ามีการแนะนําตัวแล้วเราไม่เพิ่มในส่วนของประวัติ ส่วนตัว หรือหน้าที่การงาน หรือเกียรติประวัติที่ผ่านมาว่าคนเหล่านี้เคยผ่านงานอะไรมาบ้าง มีเกียรติประวัติพอที่จะเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้หรือไม่ ผมก็เกรงว่าเดี๋ยวจะทําให้พี่น้อง ประชาชนไม่รู้จักกับผู้สมัครนั้น ๆ เมื่อเราปิดกั้นการหาเสียงแบบนักการเมือง แบบสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรได้แล้ว เพราะฉะนั้นผมต้องเรียนกับท่านประธานว่าในมาตรานี้ผมก็ตัดคําว่า หาเสียงเลือกตั้ง เป็นแนะนําตัวเกี่ยวกับประวัติส่วนตัวครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้ เป็นเหตุผลที่ผมคิดว่า ผมต้องการที่จะเห็นสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้ที่มาจาก การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ มาจากศรัทธาของพี่น้องประชาชนจริง ๆ และเชื่อว่าเมื่อเราได้ ผู้บริสุทธิ์ เราได้คนดีเข้าสภาแล้วคนดีก็จะทําหน้าที่พิทักษ์ผลประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชน โดยสุจริตได้ครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ