รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๖

อัญชลี วานิช เทพบุตร หารือเรื่องร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยกเลิกมาตรา 111 และมาตรา 112 เธอพูดถึงประวัติและหลักการของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 และเสนอแนะให้รัฐสภาให้ความสำคัญกับการอภิปรายแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประชาชนมีความเข้าใจและสามารถมีส่วนร่วมในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญได้ นอกจากนี้ เธอยังหารือเรื่องความเป็นจริงของวุฒิสภา และอำนาจพิเศษของสมาชิกวุฒิสภา รวมถึงสิทธิและหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา และการออกแบบระบบเพื่อให้สมาชิกวุฒิสภามีความเป็นอิสระในการตรวจสอบรัฐบาล และวิพากษ์วิจารณ์กรณีการบริหารจัดการงบประมาณของจังหวัดภูเก็ต

นางอัญชลี วานิช เทพบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ภูเก็ต

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน อัญชลี วานิช เทพบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดภูเก็ต พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ดิฉันก็เป็นหนึ่ง ในผู้ที่ได้ขอแปรญัตติร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา ๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ ของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แล้วให้ใช้ข้อความดังต่อไปนี้แทน

ในมาตรา ๑๑๑ นั้นเราทราบกันดีว่าเป็นเรื่องของที่มาของวุฒิสภา ดิฉันได้ขอ แปรญัตติไว้ว่าวุฒิสภานั้นจะประกอบด้วยสมาชิกจํานวน ๒๐๐ คน ดังต่อไปนี้ นั่นก็คือ สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกโดยตรงของประชาชน จํานวน ๑๐๐ คน และประเภทที่ ๒ ก็คือ สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยอ้อม นั่นก็คือมาจากการเลือกตั้งโดยสมาชิกองค์กรวิชาชีพ องค์กรอาชีพที่ได้รับการจดทะเบียนจํานวน ๑๐๐ คน และแบ่งประเภทเป็นประเภทละ ๑๐ คน ท่านประธานคะ ดิฉันจะไม่ลงไปในรายละเอียดว่าทั้ง ๑๐ ประเภทนั้นมีอะไรบ้าง ซึ่งดิฉันทราบดีกว่าทุกท่านคงจะได้ดูในคําแปรญัตติของดิฉันแล้ว ดิฉันคงต้องขออนุญาต เรียนต่อท่านประธานค่ะว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ นั้นถือว่าเป็นกฎหมาย รัฐธรรมนูญ (ฉบับที่ ๑๘) ของประเทศไทย ได้ประกาศใช้กันไปเมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๐ มาบัดนี้ก็ครบ ๖ ปีเต็มพอดีค่ะ และแน่นอนค่ะสองคนยลตามช่อง คนหนึ่งเห็น ดวงดาว อีกคนหนึ่งเห็นโคนตม อันนี้เป็นเรื่องของการพิจารณาแล้วก็เป็นการดูใน ๒ มิติ ที่เกิดขึ้น จึงเกิดการวิพากษ์สําหรับรัฐธรรมนูญฉบับ ปี ๒๕๕๐ อยู่ค่อนข้างมาก บ้างก็บอก บอกว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนอย่างแท้จริง เพราะว่าได้มีการผ่านกระบวนการแสดงความคิดเห็น แล้วก็ได้ผ่านความเห็นชอบประชามติ ของพี่น้องประชาชนมาแล้ว ดิฉันคงต้องเรียนค่ะว่าถ้าเราย้อนกลับไปดูสักเล็กน้อยว่า ประชาชนในขณะนั้นที่มีสิทธิในการที่จะไปให้ความเห็นชอบนั้นมีจํานวนอยู่ประมาณ ๔๕ ล้านคน มีคนออกไปใช้สิทธิในขณะนั้นประมาณ ๒๕ ล้านคน ๒๕,๙๗๘,๙๕๔ คน ตีกันโดยประมาณก็ประมาณ ๒๖ ล้านคน ปรากฏว่าท่านประธานคะ ใน ๒๖ ล้านคนนี้ค่ะ พี่น้องประชาชนให้ความเห็นชอบกับกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือปี ๒๕๕๐ ถึง ๕๘ เปอร์เซ็นต์ค่ะ แล้วมีผู้ที่ไม่เห็นชอบประมาณ ๔๑ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลืออีก ๑ เปอร์เซ็นต์ กว่า ๆ นั้นก็ถือว่าบัตรเสียค่ะ ในขณะเดียวกันท่านประธานคะ ว่าเมื่อทุกคนได้เห็นแล้วว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นฉบับแรกและฉบับเดียวที่ได้ผ่านการทําประชามติแล้ว จึงวิพากษ์กันว่าเป็นรัฐธรรมนูญ ของประชาชน แต่อีกมุมมองหนึ่งก็บอกว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นเป็นกฎหมาย รัฐธรรมนูญเผด็จการ เนื่องจากว่ามีที่มามาจากการปฏิวัติและรัฐประหารไป เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๑๕๔๙ ท่านประธานคะ ดิฉันคงต้องขออนุญาตเรียนต่อที่ประชุมสักเล็กน้อยค่ะว่า เมื่อวานนี้เองค่ะท่านประธาน ดิฉันได้มีการอบรมเยาวชนที่จังหวัดภูเก็ตค่ะ ปรากฏว่าดิฉัน ก็ถามเยาวชนค่ะว่า เวลาที่มีการอภิปรายเรื่องของการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ครั้งนี้ เยาวชนต่าง ๆ ได้ดูพิจารณาในเรื่องเหล่านี้หรือเปล่า เด็ก ๆ ตอบตรงกันเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ค่ะว่า ไม่ได้ติดตามในเรื่องของการอภิปรายการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ดิฉันก็กลับไปถามเขาต่อว่า แล้วเด็ก ๆ เคยอ่านกฎหมายรัฐธรรมนูญของประเทศไทยไหม คําตอบเหมือนเดิมค่ะ เกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่เคยอ่านกฎหมายรัฐธรรมนูญเลย แล้วคนที่ อ่านมาแล้ว ดิฉันก็ถามต่อไปว่าอ่านแล้วเข้าใจไหม เด็ก ๆ เหล่านั้นก็ตอบกันไปค่ะว่า เข้าใจบ้างแต่ไม่ทั้งหมด ซึ่งก็คงจะตรงกับที่ทางสภาบันการศึกษาได้ไปทําการวิจัยค่ะ ท่านประธานคะ ว่าการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือความรู้เกี่ยวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้ มันมีเกี่ยวพันระหว่างกฎหมายรัฐธรรมนูญกับประชาชนมากน้อยขนาดไหน ปรากฏว่า จากการวิจัยปรากฏว่าประชาชนของประเทศไทย เกือบครึ่งค่ะ ไม่เคยอ่านกฎหมาย รัฐธรรมนูญของประเทศไทยเลย เป็นจํานวน ๔๙.๘ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งดิฉันก็ไม่แน่ใจค่ะว่า พวกเราเองที่นั่งอยู่ในรัฐสภาแห่งนี้นั้นเคยอ่านกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้จบทั้ง ๓๐๙ มาตราหรือเปล่าและที่อ่านมาแล้ว ปรากฏว่าประชาชนตอบว่าเข้าใจเนื้อหาสาระนั้น เฉลี่ยอยู่เพียง ๓๗ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยไหม ก็คงต้องตอบว่าน้อยค่ะ เด็ก ๆ และเยาวชนก็ถามดิฉันว่าเขาไม่ได้เห็นความเกี่ยวพันระหว่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ กับตัวเขาเองเลย กับชีวิตความเป็นอยู่ เขากลับถามดิฉันว่า แล้วทําไมรัฐสภาแห่งนี้ไม่พูดกัน ในเรื่องของปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ยกตัวอย่าง เช่น ปัญหาพืชผลทางการเกษตรที่ตกต่ํา ปัญหาม็อบยางพารา ปัญหาข้าวของแพง แพงทั้งแผ่นดินอย่างนี้ค่ะท่านประธาน ดิฉันก็ตอบ บอกว่านั่นเป็นภารกิจของทางฝ่าย ส.ส. ที่ได้มีการยื่นญัตติอภิปรายไปแล้วในสภา แล้วก็เป็น หน้าที่ของฝ่ายบริหาร แต่อย่างไรเสียก็ตามการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นย่อมมี ความสําคัญ เพราะว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นถือได้ว่าเป็นกฎหมายแม่ค่ะเป็นกฎหมายต้นน้ํา ซึ่งแน่นอนจะเป็นที่มาของพระราชบัญญัติและกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งเป็นกฎหมายกลางน้ํา และแน่นอนที่สุดอีกเช่นกันค่ะว่า ในที่สุดปลายน้ํานั้นก็คือพี่น้องประชาชนที่จะต้องรับผลพวง จากกฎหมายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นดิฉันจึงบอกเด็ก ๆ และเยาวชนค่ะว่า ต้องหันกลับมาสนใจ แล้วก็ดูในการอภิปรายแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ดิฉันจึง ต้องขอขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างยิ่งค่ะ ที่ได้เปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ ได้มีการอภิปรายในเรื่องของกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้กันอย่างกว้างขวาง ดิฉันคงต้อง เรียนว่าแม้จะเป็นการย้ําคิดย้ําทําก็ตาม แต่อย่างน้อยที่สุดค่ะ ก็จะเป็นการชี้แนวทางให้ เด็ก ๆ และเยาวชนของเราหรือพี่น้องประชาชนที่สนใจแล้วบังเอิญเปิดมาเจอก็จะได้ทราบ แม้ว่าประเด็นอาจจะซ้ํากันไปได้บ้าง แต่ว่าโดยสาระและวิธีคิดอาจจะแตกต่างกันค่ะ

ประการที่ ๑ ท่านประธานคะ สําหรับดิฉันเองนั้นได้แปรญัตติไว้ในมาตรา ๑๑๑ ในเรื่องของที่มาของวุฒิสภาค่ะ ท่านประธานเราต้องยอมรับความเป็นจริงค่ะ ซึ่งเป็น ข้อเท็จจริงที่พวกเราทราบกันดีอยู่แล้วว่าวุฒิสภาในขณะปัจจุบันนี้หรือว่าตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ นั้น ได้มีวุฒิสภาอยู่ ๒ ประเภทค่ะ ประเภทแรกก็คือวุฒิสภา ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องใน ๗๖ จังหวัด และอีกประเภทหนึ่งก็คือวุฒิสมาชิก ซึ่งมาจากการสรรหาค่ะ ซึ่งหมายถึงว่าคนเหล่านั้นจะเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วก็เป็นผู้ที่มีความรู้ เฉพาะทางมาจากสายอาชีพอื่น ๆ โดยตรง เช่นนี้สมาชิกทั้ง ๒ ประเภทนั้น จะต้องมีจํานวน อยู่ทั้งสิ้นประมาณ ๑๕๐ คนค่ะ แต่เมื่อท่านคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ได้มาแก้ไขให้เป็น วุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้งโดยตรง แล้วก็เพิ่มจํานวนเป็น ๒๐๐ คนนั้น ดิฉันเองไม่ได้ ติดใจ จริง ๆ แล้วไม่ได้ติดใจว่าจํานวนจะเป็นเท่าไรค่ะ ท่านประธานคะ แต่สิ่งที่ดิฉันคิดว่า รัฐสภาแห่งนี้ควรจะต้องต้องมาพูดคุยกันให้ตกผลึกค่ะว่า เราหรือว่าพี่น้องประชาชนจะเลือก วุฒิสมาชิกเข้ามาทําหน้าที่อะไรนั้นตรงนั้นสําคัญกว่า เพราะหากเรารู้อํานาจหน้าที่ที่เรา ต้องการจะให้เขามาเป็นให้เขามาปฏิบัติแทนเราแล้วนั้นค่ะ ถึงจะมาจัดสร้างโครงสร้าง แล้วก็ ทําระบบออกแบบกันให้ถูกต้อง ฉะนั้นอํานาจหน้าที่นั้นหลายคนก็พูดตรงกันค่ะ สําหรับ อํานาจหน้าที่นั้นเกือบจะเรียกว่าท่านคณะกรรมาธิการไม่ได้มีการแก้ไขนะคะ อํานาจหน้าที่ ของ ส.ว. ทําหน้าที่หลักอย่างที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวไปแล้วหลายท่าน นั่นก็คือทําหน้าที่ ในการกลั่นกรองกฎหมายค่ะท่านประธาน นั่นเป็นหน้าที่หลัก ดิฉันย้ําว่ากลั่นกรองกฎหมาย ไม่ใช่มาออกกฎหมายนะคะ

ประการที่ ๒ ก็คือการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน

ประการที่ ๓ ที่สําคัญมากซึ่งดิฉันถือว่าเป็นอํานาจพิเศษค่ะ เป็นหน้าที่พิเศษ นั่นก็คือ ส.ว. สามารถที่จะมาเลือก มาแต่งตั้ง มาให้ความเห็นชอบผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กร อิสระได้ นอกจากนั้นยังจะสามารถในการถอดถอนบุคคล ถอดถอนนักการเมืองออกจาก ตําแหน่งได้ ตรงนี้ค่ะเป็นอํานาจและหน้าที่พิเศษซึ่ง ส.ว. จากกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้ถูกกําหนดขึ้น จึงเป็นที่มาของจํานวน ส.ว. ๑๕๐ คนมาจาก ๒ ประเภท ท่านประธานคะ เรากลับมาดูว่า ส.ว. ทําหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย ส.ส. ทําหน้าที่ออกกฎหมาย มันต่างกัน อย่างไรคะ ส.ว. ที่มาทําหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายมาจาก ๒ ประเภท ดิฉันเข้าใจว่า เจตนารมณ์ของการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญในปี ๒๕๕๐ นั้นก็คือ

๑. ต้องการให้ ส.ว. ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงนั้นเป็นผู้ที่เป็นตัวแทนของ พี่น้องประชาชน และรับรู้ปัญหาในพื้นที่ เรียกได้ว่าค่อนข้างชัดเจน ก็จะมาเป็นผู้แทน ซึ่งจะต้องนั่งอยู่ในสมาชิกวุฒิสภาแล้วให้องค์ความรู้ หมายความว่าให้องค์ความรู้ต่อ ส.ว. ที่มาจากสรรหาค่ะท่านประธาน

๒. สําหรับ ส.ว. ที่มาจากการสรรหาอีก ๗๔ คนนั้นมาจากสายอาชีพ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นคนที่มีประสบการณ์และมีความรู้เฉพาะทาง ทั้ง ๒ ฝ่าย ดิฉัน หมายความว่าทั้ง ๒ ประเภทนั้นก็จะสามารถมาเติมเต็ม มาทําหน้าที่ในการกลั่นกรอง กฎหมายได้อย่างสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ตรงนี้เองจึงเป็นที่มาของว่าทําไม ส.ว. ต้องมี ๒ ประเภท เพราะฉะนั้น ส.ว. มีหน้าที่กลั่นกรอง เราก็ต้องอาศัย ส.ว. ทั้ง ๒ ประเภท อย่างที่เขาเรียกกัน ค่ะว่ามีหยินกับหยางที่สมบูรณ์กันแล้วเราก็จะได้ความหมายที่สมบูรณ์ของการทําหน้าที่ กลั่นกรองกฎหมาย ส่วน ส.ส. นั้นเป็นผู้แทนราษฎรค่ะ มีหน้าที่ในการตราพระราชบัญญัติ ต่าง ๆ มีหน้าที่ในการออกกฎหมาย หน้าที่มันต่างกันอย่างเห็นได้ชัด นั่นเป็นประการที่ ๑ นะคะท่านประธาน ครั้นกลับมาดูค่ะท่านประธานคะว่าอํานาจพิเศษอีกอํานาจหนึ่งซึ่ง ส.ว. ได้รับไปนั่นก็คือการเลือก การแต่งตั้ง และการให้ความเห็นชอบผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กร อิสระหรือว่าถอดถอนบุคคล นักการเมืองออกจากตําแหน่งได้นั้น การออกแบบอํานาจหน้าที่ ให้กับ ส.ว. ต่าง ๆ อย่างที่ดิฉันได้นําเรียนแล้วนั้น อํานาจหน้าที่พิเศษตรงนี้ค่ะต้องการอาศัย ความเป็นอิสระค่ะ การไม่ยึดโยงในเครือข่ายของพรรคการเมืองหรือนักการเมืองใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะเขาจะทําหน้าที่อย่างที่ท่านสมาชิกวุฒิสภา ขออภัยที่ได้เอ่ยนามได้พูดแล้วว่าเขาจะทํา อีกหน้าที่หนึ่งนั่นก็คือสภาตรวจสอบ แทนพี่น้องประชาชน เพราะว่าจริง ๆ แล้วถ้าให้สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรเป็นคนตรวจสอบรัฐบาลแต่เพียงฝ่ายเดียวนั้น แน่นอนค่ะว่าฝ่ายค้านยกมือ อย่างไรก็แพ้ทางฝ่ายรัฐบาลอยู่ดี เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการออกแบบค่ะ แล้วก็วางระบบไว้ว่า ส.ว. นั้นที่จะมีอํานาจพิเศษ ทําหน้าที่ในฐานะเป็นสภาตรวจสอบนั้นจึงต้องมีคุณสมบัติ ที่แตกต่างจาก ส.ส. ค่ะท่านประธาน เพราะฉะนั้นเมื่อคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ มาแก้ไขด้วยการที่บัญญัติให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งโดยตรงเลยนั้นดิฉันคิดว่าถ้าอย่างนั้น ก็หมายความว่าเปลี่ยนรูปแบบของการปกครอง เพราะปัจจุบันและในอดีตก็ตามของเรานั้น เป็นสภาคู่ค่ะ ท่านประธานคะ ไม่ใช่สภาเดี่ยว หาก ส.ว. ทั้ง ๒๐๐ คนมาจากการเลือกตั้ง ก็จะมีหน้าที่ มีคุณสมบัติคล้าย ๆ กับ ส.ส. ของเรานี่เอง เพียงแต่มีอํานาจหน้าที่ที่แตกต่าง แล้วก็มากกว่า ส.ส. เพราะฉะนั้นก็จะกลายเป็นสภาเดี่ยวเลย เท่ากับต่อไปในอนาคตนั้น เราอาจจะมี ส.ส. ๗๐๐ คนไปในคราวเดียวกันก็ได้ ซึ่งดิฉันคิดว่าถือว่าผิดหลักการนะคะ หมายความว่าผิดเจตนารมณ์ของกฎหมายและการดีไซน์แบบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และข้อสําคัญ ที่สุดก็คือ ส.ว. อีก ๒๐๐ คนที่มาทําหน้าที่ มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับ ส.ส. นั้นก็จะทําให้ สิ้นเปลืองงบประมาณไปเปล่า ๆ ค่ะท่านประธานคะ อย่างนั้นก็มี ส.ส. แค่ ๕๐๐ คนเป็น สภาเดี่ยวไปเลยก็น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า ท่านประธานคะ ลองคิดดู เพราะว่าพี่น้อง ประชาชนถามดิฉันบอกว่าแล้ว ส.ว. ๒๐๐ คนถ้ามาจากการเลือกตั้งโดยตรงนั้นเราใช้ งบประมาณประมาณเท่าไร ปัจจุบันนั้นเงินเดือนที่เราได้รับ ส.ส. หรือ ส.ว. นั้นเท่ากันนะคะ ท่านประธาน ดิฉันตีโดยรวมให้ก็คนคนหนึ่งตกประมาณ ๑๑๓,๕๖๐ บาท คูณ ๒๐๐ คน เข้าไปก็ตกประมาณ ๒๒,๗๑๖,๐๐๐ บาท ท่านประธานคะ ปีหนึ่งมี ๑๒ เดือนค่ะ คูณ ๑๒ เข้าไปก็ตกอยู่ที่ ๒๗๒ ล้านบาทค่ะ คูณเข้าไปอีกค่ะว่าเขาอยู่ได้ ๖ ปีค่ะท่านประธานคะ เงินเดือนเต็ม ๆ เลย ก็คือ ๑,๖๓๕ ล้านบาทค่ะท่าน นี่ไม่รวมตําแหน่งของผู้ช่วย ส.ส. หรือผู้ช่วย ส.ว. ไม่รวมค่าโดยสาร ค่าเดินทางทั้งหลายแหล่นะคะ ตรงนี้ค่ะดิฉันถึงบอกว่า เมื่อเราต้องการ ส.ว. มาเพิ่มเติมจากการเลือกตั้งโดยตรง ๒๐๐ คนนี้ค่ะ ท่านประธานคะ แต่จริง ๆ แล้วบทบาทหน้าที่นั้นดิฉันเข้าใจว่าเป็นการกําหนดคุณสมบัติของ ส.ว. ที่ผิดไปจาก เจตนารมณ์ของกฎหมาย ข้อสําคัญที่สุดก็คือท่านคณะกรรมาธิการ ต้องขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านประธานคณะกรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่เองก็ได้บอกว่าการที่กําหนดให้ ส.ว. มาจาก การเลือกตั้ง ๒๐๐ คนนั้น เพื่อแสดงถึงความเป็นประชาธิปไตย แล้วก็แสดงถึงความยึดโยง กับพี่น้องประชาชนได้ ดิฉันคงจะพูดเหมือนกับท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านที่กล่าวมาแล้วค่ะว่า การยึดโยงกับพี่น้องประชาชนหรือการแสดงในเรื่องของประชาธิปไตยนั้น มันไม่ใช่เพียงแต่ รูปแบบค่ะ การเลือกตั้งนั้นเป็นเพียงแต่รูปแบบชนิดมันเองที่สะท้อนให้เห็นว่ามีการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย อย่างที่คุณหมอวรงค์ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านได้เคยอภิปรายไปแล้ว ค่ะว่าในระบอบประชาธิปไตยจริง ๆ นั้นมันมีครบกันทั้ง ๕ องค์ประกอบด้วยกัน นั่นก็คือ

ประการที่ ๑ อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย แสดงรูปแบบด้วยการ เลือกตั้งค่ะ ท่านประธานคะ

ประการที่ ๒ ที่สําคัญมากไม่แพ้กันไปเลยนั่นก็คือความเป็นเสรีภาพของ พี่น้องประชาชนที่จะต้องแสดงออกและทําในสิ่งที่ไม่ละเมิดต่อกฎหมาย และ

ประการที่ ๓ ก็คือในเรื่องของความเสมอภาค

ประการที่ ๔ ก็คือในเรื่องของหลักกฎหมาย และ

ประการที่ ๕ ก็คือการเคารพในเสียงส่วนน้อย

ท่านประธานคะ ดิฉันคงต้องเรียนว่าจากที่บทบาทที่พวกเราพิสูจน์ให้กับ พี่น้องประชาชนได้เห็นค่ะว่า แม้ ส.ส. มาจากการเลือกตั้งก็ตาม มันไม่ได้สะท้อนให้ครบ สําหรับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเลย ตรงนี้เป็นสิ่งที่ดิฉันได้เรียนแล้วค่ะว่า โดยระบบแล้ว เราควรจะต้องทําสิ่งเหล่านี้ให้ครบ ความเสมอภาคได้เกิดขึ้นจริง ๆ หรือไม่คะ ต้องเรียนว่าดิฉันคงต้องขออนุญาตท่านประธานว่า แม้กระทั่งนักการเมืองหรือว่า ส.ส. ที่ได้รับการเลือกตั้งมาเองแล้ว จริง ๆ แล้ว วันนี้ไปเป็นฝ่ายของการบริหาร อย่างเช่น รองนายกรัฐมนตรีก็ได้แสดงความไม่เสมอภาคค่ะ ด้วยการเอางบประมาณของจังหวัดภูเก็ต ที่จะต้องสร้างศูนย์ประชุมที่จังหวัดภูเก็ต แล้วเขาก็ยกเลิกโดยมติ ครม. ให้เอาเงิน ๒,๖๐๐ ล้านบาท งบประมาณในการสร้างศูนย์ประชุมที่จังหวัดภูเก็ตกลับคืนมา โดยการ ไปพูดปราศรัยในที่ประชุมว่าไม่เต็มใจที่จะทําเรื่องของการสร้างศูนย์ประชุมให้ เนื่องจากว่า ทางจังหวัดภูเก็ตไม่ได้เลือกพรรคเพื่อไทย อย่างนี้เป็นต้น