คํานูณ สิทธิสมาน อภิปรายเรื่องการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา ๕ ที่แก้ไขมาตรา ๑๑๒ โดยเห็นว่าการแก้ไขนี้จะทําลายเจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และเสนอแนะการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไทย โดยมี 4 ประเด็นหลัก คือ การถอดถอนผู้พิพากษาออกจากตำแหน่ง การสร้างศาลคู่ ขณะเดียวกันก็สร้างศาลรัฐธรรมนูญ และการบัญญัติให้มีองค์กรอิสระ และหารือเรื่องการออกแบบวุฒิสภาตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่เป็นการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐของผู้ใช้อํานาจรัฐแทนประชาชนที่มาจากการเลือกตั้ง
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ที่ผมจะอภิปรายต่อไปนี้ ก็คือเป็นประเด็นที่คณะกรรมาธิการแก้ไข ในมาตรา ๓ โดยการเติมในมาตรา ๑๑๒ ทั้งวรรคแรก แล้วก็เติมวรรคสองเข้าไปนะครับ ก่อนอื่นวันนี้ผมมาแปลกครับ ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการที่กรุณาเติมให้เกิดความชัดเจน ท่านประธานครับ ในร่างแรกที่เสนอขอแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญที่มาของ ส.ว. นี้ ก็เพียงบอกแต่ว่าให้มี ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง ๒๐๐ คน แล้วก็ให้ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง แต่ว่าไม่ได้บอกเอาไว้ว่า จะให้ประชาชนเลือกอย่างไรนะครับ การแก้ไขของคณะกรรมาธิการนี้ โดยถ้อยคําที่เติมเข้าไปนี้ ก็คือว่าใช้วิธีการเลือกตั้งแบบให้ประชาชนเลือกได้ ๑ เสียงก็คือ ๑ คน แต่ว่าในกรณีที่จังหวัดนั้นมี ส.ว. ได้มากกว่า ๑ คน ก็คือให้ใช้คะแนนเรียงตามลําดับ ลงไป ซึ่งในทางเทคนิคเขาก็เรียกกันแปลก ๆ ครับ เขาบอกว่าเรียกแบบ ๑ เสียง ๑ พวง นะครับ ในประเด็นนี้สรุปก็คือว่า ดูเหมือนว่าจะเลือกตามแบบกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ โดยภาพรวมดูเหมือนว่าคณะกรรมาธิการจะแก้ไขให้เกิดความชัดเจนว่า ในการเลือกตั้ง ส.ว. ๒๐๐ คน ให้เลือกตามแบบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แต่ว่าเอาเข้าจริง ๆ แล้ว มันดูเหมือน แต่ว่า ไม่เหมือนทั้งหมดครับ แล้วส่วนที่ไม่เหมือนนั้นผมเห็นว่ามันว่าเป็นสาระสําคัญหรือเป็น เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เสียด้วย ในชั้นนี้ผมจึงขออภิปรายไม่เห็นด้วย คือเห็นด้วยในการแก้ไขที่แก้ให้เกิดความชัดเจนว่าเอา เลือกตั้งตามแบบกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แต่ว่าจะแสดงว่าไม่เห็นด้วยว่าถึงแม้ว่าจะดู เหมือน แต่ว่าสารัตถะจริง ๆ แล้ว ต่าง จนกระทั่งอาจจะทําลายเจตนารมณ์ของกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ท่านประธานครับ ในการนี้ผมก็จะขออภิปรายในส่วนของมาตรา ๕ ที่แก้ไขมาตรา ๑๑๒ และท่านประธานจะกรุณาผมจะเกี่ยวเนื่องไปถึงในมาตราต่อไปเฉพาะ เท่าที่จําเป็นครับ ท่านประธานครับ ในก่อนอื่นก็จะพาท่านประธานและท่านประธาน กรรมาธิการที่ท่านก็เป็น ๑ ในสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญชุด ปี ๒๕๓๙ ปี ๒๕๔๐ ผู้ทําคลอด กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ย้อนกันไปดูเจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ว่าการกําหนดเช่นนี้คืออะไร เพื่อจะได้พิจารณาว่าการแก้ไขครั้งนี้ยังจะสามารถธํารง เจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ไว้ได้ทั้งหมดหรือแม้แต่ในส่วนสารัตถะสําคัญ หรือไม่ เพราะว่าเพื่อนสมาชิกหลายคนที่เสนอแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ก็ล้วนเคย เสนอให้แก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งฉบับมาแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ที่เป็นการเอาเกือบทุก มาตราของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาแทนกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้ววาท กรรมที่เราได้ยินกันมาตลอดระยะเวลา ๖-๗ ปีที่ผ่านมาก็คือว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญที่มีความเป็น ประชาธิปไตยมากที่สุดฉบับหนึ่ง แล้วก็การแก้ไขเพื่อให้กลับไปนั้นก็ยังเป็นการล้างผลของ การรัฐประหารวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ อีกด้วย ผมเห็นด้วยในประเด็นที่ว่ากฎหมาย รัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ เป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองสูงมาก แล้วก็ถือเป็นการปฏิรูปการเมืองครั้งสําคัญ อันที่จริงจําเป็นต้องกล่าวว่ารัฐสภาแห่งนี้ไม่ใช่ ชุดที่พวกเราเป็นสมาชิกนะครับ แต่ว่ารัฐสภาแห่งนี้เมื่อปี ๒๕๔๐ นอกจากจะไม่ได้เป็นผู้ยก ร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แล้ว ถ้าไปตรวจติดตามข่าวดูในขณะนั้นก็จะพบว่าก็ไม่ได้เห็นด้วย ทั้งหมด แต่ติดที่แก้ไขไม่ได้ แล้วสถานการณ์ในขณะนั้นเอื้ออํานวย เพราะว่าเกิดวิกฤติ ทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่เมื่อปี ๒๕๔๐ แล้วประชาชนจํานวนไม่น้อยเชื่อกันว่าเป็นเพราะระบบ การเมืองเดิมเป็นปัญหา จึงจําเป็นต้องปฏิรูปการเมืองใหม่ เกิดขบวนการเสื้อเขียวขึ้นมา รัฐสภาแห่งนี้ในครั้งกระนั้นจึงมีมติรับร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ อย่างเป็นเอกฉันท์ ท่านประธานครับ การที่กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ออกแบบให้มี ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง ทั้งหมดในวันนั้น กระผมจําเป็นต้องกล่าวว่าสาเหตุหลักไม่ได้มาจากสาเหตุของการทําให้เป็น ประชาธิปไตย สาเหตุของการคืนสิทธิการเลือกตั้ง ส.ว. ให้กับประชาชนจํานวนหลายสิบล้านคน แต่ประการใด ไม่ใช่เป็นสาเหตุหลักครับ เราย้อนไปดูไฟล์ (File) ข่าวในยุคนั้นได้ แต่ว่า มันเป็นการปรับบทบาทของวุฒิสภาในประเทศไทยครั้งสําคัญ จากเดิมที่เริ่มมีวุฒิสภา มาตั้งแต่ปี ๒๔๘๙ หรือว่าถ้าจะย้อนไปถึง ปี ๒๔๗๕ หากเราถือว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเภทที่ ๒ เป็นวุฒิสภาประเภทหนึ่งเหมือนกัน ในครั้งกระนั้นวุฒิสภาของประเทศไทย จะมีลักษณะเป็นสภาพี่เลี้ยง และก็มีลักษณะเป็นสภากลั่นกรองกฎหมาย แต่ว่ากฎหมาย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปฏิรูปการเมืองครั้งสําคัญที่ต้องการให้วุฒิสภาเพิ่มบทบาทที่สําคัญ ที่สุดเข้ามา ก็คือความเป็นสภาตรวจสอบฝ่ายบริหาร ความเป็นสภาที่ทําหน้าที่ถอดถอน ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองที่เอามาจากกระบวนการ อิมพีชเมนท์ (Impeachment) ของ ประเทศอื่น และในการนี้ก็ให้เป็นสภาที่มาขององค์กรอิสระ โจทย์ของคณะผู้ร่างกฎหมาย รัฐธรรมนูญในครั้งกระนั้นที่ตั้งขึ้นมามีอยู่ ๒ ด้านครับ ด้านหนึ่งคือรัฐบาลที่มาจาก การเลือกตั้งนั้นไร้เสถียรภาพ อายุเฉลี่ยไม่เกิน ๒ ปี เอาเข้าจริง ๆ ก็ประมาณปีหนึ่งด้วยซ้ํา เพราะมันขาดความต่อเนื่อง แต่อีกด้านหนึ่งการควบคุมการตรวจสอบรัฐบาลโดยสภาผู้แทนราษฎรทําไม่ได้ เพราะว่า เสียงส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎรเป็นสมาชิกพรรคเดียวกับรัฐบาล และระบบของเราบังคับให้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นต้องสังกัดพรรคการเมือง มีญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ทั้งคณะหรือเป็นรายบุคคลครั้งใด ก็ได้แต่ฟังเอาสนุกนะครับ แต่พอลงมติก็ไร้ความหมาย ต้องมาวัดเปรียบเทียบกันได้ว่ารัฐมนตรีคนใดได้เสียงไว้วางใจน้อยกว่าคนอื่น ก็จะมีผลทาง การเมืองเฉพาะรัฐมนตรีคนนั้นถูกตําหนิติเตียนในหน้าสื่อบ้าง จะมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลง ก็เฉพาะในกรณีที่พรรคร่วมรัฐบาลแตกแยกกัน แต่ในขณะเดียวกันคณะผู้ร่างกฎหมาย รัฐธรรมนูญก็เห็นว่าบางครั้งก็ไม่เป็นธรรมสําหรับรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจเช่นกัน เพราะถูกตําหนิว่าคดโกงคอร์รัปชั่น แต่ก็ไม่มีการดําเนินการอะไร เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นที่ พูดกันมาตั้งแต่หลังการรัฐประหารวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔ แล้ว โดยนักวิชาการ กฎหมายมหาชนกลุ่มหนึ่งทําการศึกษาวิจัยแล้วก็เผยแพร่ผลการศึกษานั้นผ่านหน้า หนังสือพิมพ์ หวังว่าจะให้มีผลในการร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๓๔ แต่ก็ไม่เป็นผล เป็น รูปธรรมเท่าที่ควรโครงการนั้นก็เลยยังคงเดินหน้าต่อไปหลังเหตุการณ์นองเลือดเดือน พฤษภาคม ปี ๒๕๓๕ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรากฏขึ้นของบทความสําคัญเรื่องหนึ่งเมื่อปี ๒๕๓๗ ที่กลายมาเป็นหนังสืออ่านประกอบของคณะนิติศาสตร์หลายมหาวิทยาลัยอยู่ระยะ หนึ่ง ผมไม่แน่ใจว่าจนบัดนี้ยังเป็นหนังสืออ่านประกอบอยู่หรือไม่ และไม่ใช่เฉพาะประเทศ ไทยเท่านั้นครับท่านประธาน โจทย์ที่ว่านี้ก็ดํารงอยู่ในหลายประเทศประชาธิปไตยที่ปกครอง ในระบบรัฐสภา จนเริ่มเกิดการปฏิรูปตั้งแต่หลังสงครามโลก ครั้งที่ ๒ เป็นต้นมา ถ้าท่าน ประธานไปตรวจสอบดูนะครับ ในศัพท์วิชาการทางรัฐศาสตร์เขาจะมีคํา ๆ หนึ่งว่า ระบบ รัฐสภาที่มีเหตุมีผล คือประเด็นมันไม่ใช่ประชาธิปไตยหรือไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่ว่าเป็น ประชาธิปไตยระบบรัฐสภาที่มีประสิทธิภาพหรือไม่ ประสิทธิภาพในที่นี้ก็คือประสิทธิภาพใน การควบคุมตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐของผู้ใช้อํานาจรัฐที่มาจากประชาชน ที่มาจากการ เลือกตั้งนะครับ แนวคิดนี้ก็ได้กลายมาเป็นหัวข้อหลักในการศึกษาวิจัยของคณะกรรมการ พัฒนาประชาธิปไตย หรือ คพป. ที่ตั้งขึ้นในปี ๒๕๓๗ หลังจากมีวิกฤติ เรืออากาศตรี ฉลาด วรฉัตร อดข้าว จนกระทั่งเกิดสภาร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๓๔ มาตรา ๒๑๑ ขึ้นในปี ๒๕๓๙ ท่านประธานครับ แนวคิดนี้ด้านหลักก็กลายมาเป็น สารัตถะของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แต่ตอบโจทย์ทั้ง ๒ ด้าน โดยในด้านของรัฐบาล ก็ได้นําเอาข้อดีของระบบกึ่งประธานาธิบดีในกฎหมายรัฐธรรมนูญของประเทศประชาธิปไตย รุ่นใหม่หลังสงครามโลก ครั้งที่ ๒ มาประยุกต์ใช้ ก็คือการเพิ่มมาตรการเสริมสร้าง ความเข้มแข็งให้กับผู้ดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรี อาทิให้มี ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อของ พรรคการเมือง กําหนดให้ผู้เป็นนายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส. โดยคาดหวังว่าผู้ที่จะ เป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองต่าง ๆ จะลงสมัครเป็นลําดับที่ ๑ ของ ส.ส. ประเภท บัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง ซึ่งก็เป็นการเสมือนหนึ่งมีการเลือกนายกรัฐมนตรีนั่นเอง รวมทั้งการกําหนดให้การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ต้องใช้เสียงข้างมากกว่า การไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีโดยทั่วไป และอื่น ๆ เช่น การให้การปฏิรูประบบราชการบางระดับ ทําได้โดยเพียงการตราพระราชกฤษฎีกาเท่านั้น แต่การตอบโจทย์อีกด้านหนึ่งที่ควบคู่กันไป ก็คือการเพิ่มมาตรการตรวจสอบรัฐบาลให้เข้มข้นขึ้น และไม่ให้จํากัดอยู่แต่เฉพาะในมือ สภาผู้แทนราษฎรที่เป็นเสียงข้างมากของพรรคเดียวกับรัฐบาลเท่านั้น พูดง่าย ๆ ก็คือ คณะผู้ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ พยายามสร้างดุลยภาพขึ้นมาทั้ง ๒ ด้าน พยายาม ให้ทั้ง ๒ ด้านของสมการมีความเท่าเทียมกัน ในด้านกํากับการตรวจสอบก็มีอยู่ ๔ ประการ ด้วยกัน
๑. ก็คือการสร้างกระบวนการถอดถอนออกจากตําแหน่ง หรืออิมพีชเมนท์
๒. ก็คือ การสร้างระบบศาลคู่ขึ้นมาเป็นครั้งแรก
๓. ก็คือการสร้างระบบศาลรัฐธรรมนูญ
๔. ก็คือ การบัญญัติให้มีองค์กรอิสระอื่น ๆ
ท่านประธานครับ การออกแบบวุฒิสภาตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ จึงมีเจตนารมณ์เพื่อรับใช้การสร้างดุลยภาพดังกล่าวเพื่อตอบโจทย์การตรวจสอบการใช้ อํานาจรัฐของผู้ใช้อํานาจรัฐแทนประชาชนที่มาจากการเลือกตั้งเป็นสําคัญ ไม่ใช่เพียงเพื่อ ให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นหรือเพื่อคืนสิทธิให้กับประชาชน เพราะว่าโจทย์ของบ้านเมือง ในขณะนั้น ประเด็นเรื่องประชาธิปไตยหรือไม่ ยังไม่ใช่ประเด็นแหลมคมเท่าทุกวันนี้ ประเด็นเรื่อง ส.ว. ควรมาจากการเลือกตั้ง หรือแต่งตั้งก็ยังไม่ใช่ประเด็นสําคัญเท่ากับวันนี้ แต่ว่าเป็นโจทย์ในเรื่องประสิทธิภาพของระบบ เป็นโจทย์ในเรื่องการป้องกันและปราบปราม การคอร์รัปชั่น ท่านประธานครับ อันที่จริง ส.ว. แต่งตั้งชุดสุดท้าย คือชุด ปี ๒๕๓๙ ถึง ปี ๒๕๔๓ นั้น ก็เป็น ส.ว. แต่งตั้งที่สามารถทําหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วงวิกฤติ ทางเศรษฐกิจ ถ้าเราย้อนไปดูบทบาทของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจของวุฒิสภาในยุคนั้น มีบทบาทนําทางสังคมและเป็นบทบาทที่ทัดทานกับบทบาทของรัฐบาลในขณะนั้น ตามสมควร ท่านประธานครับ ประชาธิปไตยในมุมมองของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ จึงคือ การตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐของผู้ใช้อํานาจรัฐแทนประชาชนที่มาจากการเลือกตั้งด้วย ไม่ใช่เพียงประชาธิปไตยคือมาจากการเลือกตั้งแต่เพียงเท่านั้น เพราะฉะนั้นวุฒิสภา ที่ออกแบบมาตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ จึงมีลักษณะ ๒ ประการสําคัญคือ เป็นวุฒิสภาที่ทําหน้าที่ถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง เป็นวุฒิสภาที่ทําหน้าที่สุดท้าย ในขั้นตอนสรรหาคนเข้าดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ เมื่อออกแบบมาให้ตอบโจทย์อย่างนี้ วุฒิสภาตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แม้ว่าจะถูกออกแบบให้มาจากการเลือกตั้ง ทั้งหมด ๒๐๐ คน แต่ก็ยังถูกออกแบบให้ได้สมาชิกที่มาจากคน คนละกลุ่มกับสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร เพราะโดยหลักคิดแล้ว ถ้าเป็นกลุ่มเดียวกันก็ไม่น่าจะตอบโจทย์นี้ได้ มาตรการเพื่อให้ได้สมาชิกจากคนละกลุ่มกับสภาผู้แทนราษฎร เพื่อบรรลุการทําหน้าที่ใหม่ ของวุฒิสภาไทยตั้งแต่ ปี ๒๕๔๐ คือสภาตรวจสอบนั้น ก็คือคุณสมบัติของผู้ที่จะสมัคร ส.ว. ตามรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ มี ๓ ประการครับ ประการที่หนึ่งคือ การห้ามหาเสียง ให้แค่ แนะนําตัวอย่างเดียวตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาตรา ๑๒๙ ประการที่สองก็คือ ห้ามดํารง ตําแหน่งต่อเนื่องกันเกิน ๑ สมัยตามมาตรา ๑๒๖ (๓) และ ผมอยากจะเรียกว่ากฎ ๑ ปีหน้า ก็คือ ถ้าพ้นจาก ส.ส. แล้ว จะมาลงสมาชิกวุฒิสภานั้น จะต้องพ้นมาแล้ว ๑ ปี ตามมาตรา ๑๒๖ (๒) ท่านประธานครับ กฎทั้งการห้ามหาเสียง ให้ดํารงตําแหน่ง ๑ สมัย แล้วต้องเว้น วรรค แล้วก็มีกฎ ๑ ปีหน้า ก็คือความพยายามที่จะให้ได้สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากคนละกลุ่ม กับนักการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร และยังเป็นการทําให้วุฒิสภานั้น เป็นสภาที่สามารถ ทํางาน ๖ ปีได้ ในลักษณะที่แตกต่างจากสภาผู้แทนราษฎร คืออาจจะไม่จําเป็นต้องลงพื้นที่ ทุกสัปดาห์ เพราะว่าไม่จําเป็นที่จะต้องสมัครรับเลือกตั้งต่อ ท่านประธานครับ การแก้ไข กฎหมายรัฐธรรมนูญครั้งนี้ จึงต้องพิจารณาว่านอกจากจะกลับไปเลือกตั้ง ๒๐๐ คน แบบ ๑ เสียง ๑ พวง อันเป็นรูปธรรม รูปแบบที่เห็นได้ชัดของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แล้ว ยังสามารถธํารงเจตนารมณ์ดั้งเดิมของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ไว้ได้หรือเปล่า อันที่จริงเจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เมื่อใช้มา ๕ ปี ก็พิสูจน์ว่าไม่ได้ เป็นไปตามเจตนารมณ์เท่าที่ควร จึงเกิดศัพท์เรียกขานในทางที่ไม่เป็นมงคลซึ่งกระผม ไม่จําเป็นที่จะต้องถ่ายทอดต่อซ้ําอีกนะครับ มีผู้คนเคยเขียนหนังสือที่กระผมชอบยกตัวอย่าง มากนะครับว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญตายแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ พูดถึงสถานการณ์ในวุฒิสภา ในขณะนั้น และสาเหตุนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทําให้มีการปรับปรุงแก้ไขในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่น่าเสียดายอย่างยิ่งครับเป็นกรรมของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ อย่างยิ่ง น่าเสียดายที่กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นถูกบริบทของการรัฐประหารวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ แล้วก็ความขัดแย้งทางการเมืองตลอด ๘ ปีที่ผ่านมานั้น บดบังครอบงํา ด้านที่เป็นความพยายามที่จะพัฒนาการกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ความพยายามที่จะ แก้ไขจุดอ่อนของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ไปเสียสิ้น เหลือแต่เพียงบทบาทของ ความพยายามสืบทอดอํานาจของกลุ่มบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าล้มล้างประชาธิปไตย อันนี้เป็น ข้อน่าเสียดายที่ผู้คนมองกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ไปในบริบททางการเมืองหลังวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ทั้ง ๆ ที่กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็มีปรัชญาของตัวเขาเองครับ จะถูกหรือจะผิดก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ได้รับการอภิปรายกันน้อยมาก ท่านประธานครับ กฎหมาย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ตอบโจทย์ด้านแรกได้ถูกต้องสมบูรณ์พอสมควรทีเดียว จึงเป็น หนึ่งในปัจจัยสําคัญที่ทําให้เราได้รัฐบาลครบเทอม ๔ ปี แล้วก็เป็นรัฐบาลที่มีความเข้มแข็ง อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน แต่การตอบโจทย์อีกด้านหนึ่งคือ การสร้างระบบตรวจสอบนั้น จําเป็นต้องกล่าวว่ายังทําได้ไม่สําเร็จเท่าที่ควร ท่านประธานครับ ถ้าพวกเราทุกคนมี ความจริงใจกับความต้องการให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งเป็นด้านหลัก ไม่ต้องการ ลบล้างความเป็นสภาตรวจสอบที่เป็นภารกิจใหม่ของวุฒิสภานับตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ จริง ๆ แล้ว ผมว่าเรามีทางออกกันได้ครับ แต่ว่าเราจําเป็นจะต้องคุยกันมากกว่านี้ ท่านประธานครับ ผมไม่ปฏิเสธการเลือกตั้งครับ ผมเคยคุยกับเพื่อน ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งหลายคน บอกว่า ถ้าจะปรับวุฒิสภากลับไปเป็นสภาเลือกตั้งอย่างเดียวตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็คือใช้วิธีการเลือกตั้ง ส.ว. แบบ ๑ เสียง ๑ พวง ซึ่งเปิดโอกาสให้คนเล็กคนน้อยเข้ามา แล้วเปิดโอกาสให้คนที่มีความแตกต่างกันเข้ามาทั้ง ๒ ข้างเสมอไป ผมเอาด้วยนะครับ เพียงแต่ว่าก็จะต้องปรับปรุงข้อบกพร่อง โดยการปรับประยุกต์เอาสิ่งที่กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นเขาแก้ เขาเสริม เขาเติมเข้าไปไว้ด้วย ท่านไม่เอา ส.ว. สรรหาก็ไม่เป็นไรครับ แต่สิ่งที่เขาแก้ เขาเสริม ส.ว. เลือกตั้งตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น น่าจะต้อง พิจารณาเอาเข้าไปด้วย คืออะไรบ้างครับท่านประธาน กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีกฎ ๕ ปีหน้า กฎ ๕ ปีด้านหน้าก็คือว่าก่อนจะมา ลง ส.ว. ท่านต้องพ้นจาก ส.ส. พ้นจาก ตําแหน่งในพรรค พ้นจากสมาชิกพรรค ๕ ปี ก็ตามมาตรา ๑๑๕ (๖ (๗) (๙) และ มาตรา ๑๑๖ วรรคสอง กฎที่ ๒ ก็คือกฎห้ามบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของ ส.ส. ลงสมัคร เป็น ส.ว. ตามมาตรา ๑๑๕ (๕) แต่ก็น่าเสียดายครับที่กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นี้ เขาไปปลดล็อกกฎการห้ามหาเสียงตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ออกเสีย ท่านประธานครับ แต่ว่าการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญครั้งนี้กลับไปแปรเปลี่ยนเจตนารมณ์ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ตั้งแต่ร่างแรกครับ ร่างแรกที่เสนอเข้ามานี้ไปแก้ กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ อะไร ก็คือไปยกเลิกกฎข้อห้ามดํารงตําแหน่งติดต่อกัน เกินกว่า ๑ สมัย อยู่ในมาตรา ๗ นะครับ พอในร่างของชั้นคณะกรรมาธิการท่านไปแก้ไขเพิ่มเติมอีก ๒ ประเด็นใหญ่ครับ ก็คือ ๑. ท่านไปยกเลิกกฎ ๕ ปีหน้า ก็คือยกเลิกว่าก่อนจะมาลงสมัคร ส.ว. ต้องพ้นจาก ส.ส. พ้นจากผู้ดํารงตําแหน่งในพรรค พ้นมาจากสมาชิกมาแล้ว ๕ ปี แล้วไม่เพียงแต่แก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เท่านั้นในเรื่องการยกเลิกกฎ ๕ ปีหน้า ท่านยังไปไกลกว่ากฎหมาย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่มีกฎ ๑ ปีหน้าเข้าไปอีก ประการที่ ๒ ก็คือไปยกเลิกกฎห้ามบุพการี คู่สมรส และบุตรของ ส.ส. ลงสมัคร ท่านประธานครับ ผมเห็นว่าการทําอย่างนี้มันเป็น การไปทําลายเจตนารมณ์ของนวัตกรรมวุฒิสภายุคใหม่ที่เกิดจากกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เสียหมด การแก้ไขที่เกินเลยกว่าให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง ๒๐๐ คนเท่านั้น โดยการเพิ่มเข้าไปอีก ๓ ประเด็น ๑. ในร่างแรก ๒. ในร่างคณะกรรมาธิการ มันทําให้ ความเป็นสภาตรวจสอบ สภาถอดถอน สภาที่มาขององค์กรอิสระ แทบจะหมดความหมาย ไปเลยในทางปฏิบัติ เพราะโอกาสจะได้สมาชิกมาจากคนกลุ่มเดียวกันกับสภาผู้แทนราษฎร มีความเป็นไปได้สูงมาก จะเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมนอกหลักการหรือไม่ จะเป็นการแก้ไขที่ขัด กับกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หรือไม่ ท่านประธานครับ ประเด็นนี้ก็เป็นที่พูดกันไป โดยสมาชิกหลายคน ซึ่งกระผมก็มีความเห็นอยู่ตามสมควร แต่ว่าเพื่อที่จะให้การอภิปรายนั้น กระชับจะไม่ขอกล่าวถึง เพียงแต่อยากจะบอกว่ากฎข้อห้ามของการห้ามแก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญนั้น ท่านประธานคณะกรรมาธิการตอบมาหลายรอบแล้วครับว่าการแก้ไขครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการฝ่าฝืนข้อห้าม เพราะว่าท่านมองว่าข้อห้ามนั้นมีในเพียงมาตรา ๒๙๑ (๑) ก็คือมีเพียง ๒ กรณีเท่านั้น กรณีที่ ๑ ก็คือการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กรณีที่ ๒ ก็คือการห้ามเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ เป็นต้นว่าเปลี่ยนแปลงจากราชอาณาจักรเป็นสาธารณรัฐอะไรประมาณนั้นนะครับ แต่ว่า กระผมขอบันทึกไว้แต่เพียงเท่านี้ แต่จะไม่ลงในรายละเอียดว่ากฎข้อห้ามในการห้ามแก้ไข กฎหมายรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น ไม่ได้มีแต่เพียงในมาตรา ๒๙๑ (๑) เท่านั้น แต่ยังคงมีในมาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง ประกอบกับคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อปีที่แล้วอีกนะครับ เรื่องนี้ก็คงจะได้ไปพูดกันในเวทีอื่นต่อไป อันที่จริงในประเด็นนี้ นะครับ ถ้าการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญรายประเด็นในครั้งนี้ที่เสนอเข้ามา ๓ ฉบับนั้น ฉบับหนึ่งสําคัญมาก คือท่านเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ ไม่ใช่วรรคสองนะครับ มาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง ถ้าท่านทําตรงนั้นสําเร็จก่อนนะครับ การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ก็จะไม่ถูกตรวจสอบโดยศาลรัฐธรรมนูญโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะผ่านอัยการสูงสุดก่อนหรือไม่ ตามวรรคสองก็ตามแต่ แต่ว่าในเมื่อยังไม่พิจารณาร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนั้น โอกาส ที่ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขที่มาของ ส.ว. จะต้องไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีความเป็นไปได้สูง ท่านประธานครับ ถ้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้สําเร็จมันก็จะมีปัญหาเรื่องความเป็นสภา ตรวจสอบของวุฒิสภาที่อาจจะเสียหายไป