รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๖

ประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ หารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา และการเคารพในกติกาตามระบอบประชาธิปไตย

นายประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ สมาชิกวุฒิสภา ขอนแก่น

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดขอนแก่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่าน ส.ส. เมื่อสักครู่ที่กล่าวออกไป ผมก็ขออนุญาต คุณจิรายุ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ผมอยากให้คุณแต่งเนื้อแต่งตัวให้ดีนะครับ อีกไม่นาน ประชาชน กทม. คงจะเสนอชื่อท่านเป็นรัฐมนตรีนะครับ ต้องกราบเรียนท่านประธาน นะครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการ กระผมเห็นด้วยในบางประการแล้วก็ไม่เห็นด้วย ในบางประการ สิ่งที่กระผมอยากจะเสนอก็คือว่า ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง ผมเห็นด้วย ๒๐๐ คน แต่กระผมอยาก ใน ๒๐๐ คนนั้นที่ผมแปรญัตติก็คือ ๑๖๐ คนมาจาก การเลือกตั้ง ๔๐ คนมาจากการสรรหา ใน ๔๐ คนที่มาจากการสรรหา เหตุใดที่กระผมต้อง ใช้เหตุผลเช่นนี้ เพราะการถอดถอนแต่ละครั้งไม่เคยสําเร็จเลยครับ ดังนั้น ๓ ใน ๕ ของ ๒๐๐ คน ก็คือมาจากเลือกตั้ง ๑๖๐ คน มาจากสรรหา ๔๐ คน ดังนั้นถ้าสรรหาหรือ เลือกตั้งรวมกันแล้วคือ ๒๐๐ คน ๓ ใน ๕ ก็คือ ๑๒๐ คน ๑๒๐ คน กับ ๒๐๐ คน ผมเชื่อว่า เรามีส่วนที่จะได้ทั้งคนที่มีศักยภาพที่เข้ามานะครับ แต่อย่างไรก็ตามการสรรหาที่ได้มา โดย ๗ อรหันต์ หรือ ๗ ผู้ยิ่งใหญ่ กระผมมองว่าไม่ถูกต้อง อันนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่เราน่าจะต้อง มีวิธีการคัดเลือกแบบใหม่ มีวิธีการสรรหาแบบใหม่ ไม่ใช่อํานาจของ ๗ ท่านจะมาสูงกว่า อํานาจของประชาชน ดังนั้นจุดนี้กระผมขอกราบเรียนว่าที่มาของ ส.ว. เลือกตั้งใน ๑๕๐ คน ที่มีอยู่ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กระผมเห็นด้วยที่จะแก้เป็น ๒๐๐ คน โดย ๑๖๐ คน จากการเลือกตั้งตามเขตจังหวัดนะครับ ดังนั้นคุณสมบัติของการเลือกตั้งต่าง ๆ ก็คงจะเป็นข้อต่อไปนะครับ แต่เมื่อสักครู่นี้มี ส.ส. ที่ท่านพูดถึงสภาทาสต่าง ๆ กระผมจะขอสรุปก่อนเป็นข้อ ๆ เป็นประเด็นเพื่อให้เห็นว่า ในประเด็นที่จะกล่าวถึงนี้มีอะไรบ้าง แล้วผมจะขยายความผิดครั้งหนึ่งนะครับ สักครู่ มีการพูดถึงเรื่องประชาธิปไตย กระผมขอเรียนและกราบเรียนพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ นะครับ การใช้สิทธิตามระบอบประชาธิปไตยต้องกระทําด้วยความบริสุทธิ์ใจ มุ่งหวังผลส่วนรวม ไม่ใช่ส่วนตัว หรือมีความอิจฉาริษยาเป็นพื้นฐานเนื่องเพราะความเห็นแก่ตัว ท่าน ส.ส. ที่ไม่เห็นด้วยว่าประชาธิปไตยนี้ต้องยอมรับในกติกา ต้องยอมรับในกติกานะครับ เชื่อมั่น การเลือกตั้ง เชื่อมั่นเสียงส่วนใหญ่ ยอมรับและเคารพในกติกานั้น เมื่อเรารู้ว่ากติกาเป็น อย่างไร การเลือกตั้งมีแพ้ มีชนะ กติกาเขียนไว้ว่า ๔ ปีครั้งหนึ่ง ๔ ปีครั้งหนึ่งนะครับ ก็ต้องมี การหมดวาระของ ส.ส. ก็ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ท่านต้องใช้สิทธิในช่วงที่ท่านจะเป็นฝ่ายค้าน ก็ดี ท่านต้องหาจุดผิดพลาดที่ไม่ซื่อสัตย์ของฝ่ายที่เป็นรัฐบาลในการหาเสียงของท่าน ไม่ควรจะต้องใช้การโจมตีหรือการตีรวนต่าง ๆ จุดนี้กระผมมองว่าทําให้ประชาชนเบื่อหน่าย ทําให้เสียการเป็นสภาอันทรงเกียรติ เพราะฉะนั้นกระผมขอกราบเรียนว่าเราควรจะใช้รัฐสภา จุดนี้เป็นข้อยุติ ปัญหาต่าง ๆ ควรจะหารือแล้วจบกันในรัฐสภา ไม่ควรจะมีการไปรวมตัว หรือก่อม็อบในท้องถิ่นอื่น นั่นคืออนาธิปไตย เราเป็นประชาธิปไตยต้องอยู่ในรัฐสภา กระผมขออนุญาตตรงนี้นะครับ ดังนั้นการที่เราไม่ยอมรับกติกาตามระบอบประชาธิปไตย จะนําประเทศชาติไปสู่มุมอับแล้วก็แก้ไม่ได้ ดังนั้นจุดพวกนี้กระผมขอวิงวอนนะครับ พวกเราในฐานะผู้แทนด้วยกัน กระผมเองจากการเลือกตั้ง คะแนนเสียงเป็นที่ ๓ ของประเทศ รองจาก กทม. โคราช แล้วก็จังหวัดขอนแก่นนะครับ ฉะนั้นกระผมต้องขอเรียนนิดหนึ่งว่า กระผมก็คงจะสะท้อนให้เห็นถึงพี่น้องชาวจังหวัดขอนแก่นที่เลือกกระผมเข้ามา เพราะฉะนั้น จุดหนึ่งถ้าประชาธิปไตยให้ความสําคัญกับความเห็นต่าง ท่านจะมีเสียงข้างน้อยเราเคารพ แต่เสียงข้างมากท่านต้องยอมรับ อีก ๔ ปีเรายอมทน ประเทศชาติก็จะได้สงบ ทําไมล่ะครับ สิ่งเหล่านี้เราทนกันไม่ได้ ในหลวงท่านก็ทรงตรัสไว้ อดทน อดออม อดกลั้น ทําไมครับ ๓ ประโยคนี้สะกดยากนักหนาหรือครับ ถ้าเรารู้ เราอดทน ๔ ปีเราต้องหาจุดผิดพลาดของ รัฐบาลแล้วมาแก้ แล้วเราใช้จังหวะนั้นเอาชนะ ต้องอดทนครับ แล้วอดกลั้นด้วยครับ ไม่ใช่ทนไม่ได้ แล้วจะต้องออกมาทําให้ประชาชนเบื่อหน่าย นี่คือสภาอันทรงเกียรติหรือครับ ดังนั้นวิธีการที่จะยุติปัญหานะครับ ผมกราบเรียนว่าความชอบธรรมตามกติกาที่มี ที่เขียนไว้จึงเป็นทางออกที่คนส่วนใหญ่จะต้องใช้นะครับ กฎเกณฑ์กติกาของสภาหรือรัฐบาล ก็คือขณะนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ก็คือการชิงไหวชิงพริบของ ๒ พรรคการเมืองต่อสู้เพื่อเอาชนะ ซึ่งกันและกันโดยมองสิ่งที่ใกล้ตัว คือผลประโยชน์ของส่วนตัวและพวกพ้องโดยไม่คิดถึง สิ่งที่ไกลตัว นั่นคือผลประโยชน์ของประเทศชาติและผลประโยชน์ทางสาธารณะของประชาชน การที่ไม่เคารพ หรือยึดถือกฎกติกาตามระบอบประชาธิปไตยที่สากลยอมรับจะกลายเป็น อนาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นอนาธิปไตยของเสียงข้างมากหรืออนาธิปไตยของเสียงข้างน้อย พูดไปพูดมาก็ถกเถียงกันอยู่นะครับ ที่มาของ ส.ว. ต่าง ๆ จะทําอย่างไร เมื่อสักครู่มีการพูด ถึงสภาทาส กระผมขออนุญาตพูดถึงนะครับ ดูถูกประชาชนเกินไป ความคิดเห็นของเขามี เราให้เขาเลือก ถ้าเราบอกว่าประชาชนได้จากการซื้อเสียง กระผมต้องเรียนนิดหนึ่งนะครับ ทุกคนมีสติปัญญา ทุกคนมีความสามารถนะครับ ต้องเรียนนิดหนึ่งครับ นายกรัฐมนตรี ไม่จําเป็นต้องเก่งนะครับ ส.ว. ก็ไม่จําเป็นต้องเก่ง ใครเถียงครับ ผมอยากถามก่อน นายกรัฐมนตรีมีความสามารถพอแล้ว สามารถอะไรครับ สามารถใช้คน สามารถใช้คนพอแล้วครับ ท่านสามารถใช้คนเก่งมาทํางานให้ท่าน ไม่จําเป็นว่าตัวนายกรัฐมนตรีต้องเก่ง ถ้านายกรัฐมนตรีมีความสามารถใช้คนเก่งบริหารประเทศรอด มีใครเถียงไหมครับ กระผมขอเรียนตรงนี้นะครับ ถ้าเรารู้จักใช้คนเก่ง ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง คนไหนก็ได้ครับ เลือกตั้งไม่จําเป็นว่าคุณต้องเรียนจบปริญญาเอก จบอะไรจากเมืองนอก ใช้คนเก่ง รู้จักคัดเลือกคน นั่นคือความสามารถ แล้วเอาความสามารถนั้น ของเขามารวบรวม ยกตัวอย่างนะครับ เห็นไหมครับ ผมขออนุญาตเอ่ยนามบริษัทครีมเครื่องสําอางกวนอิม อย่างนี้ ดอกเตอร์เต็มบริษัทเลยครับ เก่งไหมครับ ขออนุญาตเอ่ยนามอีกท่านหนึ่ง เบียร์ช้างอย่างนี้ เก่งไหมครับ ไม่เก่งครับ แต่สามารถใช้คนเป็น สมองวางแผนเก่งนะครับ นายกรัฐมนตรีมองอะไรครับ นายกรัฐมนตรีไม่จําเป็นต้องเก่งเสมอ สามารถอย่างเดียว พอแล้ว ขอบพระคุณครับ ท่านนายกรัฐมนตรีที่ให้เกียรติมานั่งข้างหน้าผมนะครับ ขอบคุณ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ กระผมเพิ่งเห็นเดี๋ยวนี้ ต้องกราบเรียนนิดหนึ่งครับ ผมยังเรียนว่า นายกรัฐมนตรีไม่จําเป็นต้องเก่ง ผมใช้คําว่า ไม่จําเป็น นะครับ ขอให้มีความสามารถใช้คนให้เป็น ถ้านายกรัฐมนตรีใช้คนให้เป็น นั่นคือประเทศชาติรุ่งเรือง เพราะคนเราไม่ได้เก่งไปทุกด้าน นะครับ ดังนั้นขออนุญาตนิดหนึ่ง การที่บอกว่า ส.ว. ลากตั้ง ส.ว. เลือกตั้ง ผมเคารพ ผมถึงใช้ว่า ๑๖๐ : ๔๐ เพราะผมไม่ได้ดูถูก ส.ว. เพื่อนข้าง ๆ ผม ท่าน พลตํารวจเอก จงรัก เก่ง มากในความรู้สึกผม ยังคิดว่างวดหน้าท่านจะเป็นประธานคณะกรรมาธิการการตํารวจ ผมไม่ได้แต่งตั้งนะครับ ขออนุญาตพูดจากความรู้สึกจริงนะครับ ท่านคือ ส.ว. แต่งตั้ง ที่เก่งมากคนหนึ่งในสภานะครับ การที่ ส.ว. ๔๐ คน ที่ผมเลือกผมถึงกราบเรียนว่าคนเก่งมี ขอให้นายกรัฐมนตรีใช้คนให้เป็น นายกรัฐมนตรีมีความสามารถเพียงพอแล้วครับ ดังนั้นผมถึงกราบเรียนนิดหนึ่งว่าเราไม่ควรโจมตีกัน เปิดโอกาสให้ประชาชนเลือก เขามีความสามารถ เขาใช้คนเป็นเองนะครับ อย่างที่ผมเรียนนะครับ คนรวยในปัจจุบัน ในประเทศชาติเรานี้ อาจจะจบ ป. ๔ จบ ป. ๗ ท่านธนินทร์ก็เช่นกัน ท่านเจริญก็เช่นกัน ขออนุญาตที่เอ่ยนามนะครับ นั่นคือความสามารถของคน รู้จักคิด รู้จักมองอนาคต วิสัยทัศน์ คืออะไร ไม่ใช่มองแต่อย่างเดียวว่าต้องเก่ง กระผมขออนุญาตตรงนี้นะครับ นั่นคือขอ แก้ปัญหานะครับ อย่าดูถูกผู้แทนของปวงชนชาวไทยที่เขาเลือกตั้งมานะครับ แล้วเมื่อสักครู่ ที่บอกว่า ส.ว. ภาคอีสาน ผมฟังแล้วรู้สึกเลือดขึ้นทันทีเลยครับ ต้องเรียนนิดหนึ่ง ส.ว. ภาคอีสาน ผมว่าฉลาดครับ ดูจากจังหวัดขอนแก่นก็พอแล้วครับ ผมไม่ได้ปิดบังครับ จริงไหม