ณัฏฐ์ บรรทัดฐาน หารือเรื่องการเมืองไทยและกระบวนการการเลือกตั้ง โดยมีใจความหลักว่าประเทศไทยยึดโยงอยู่กับระบบอุปถัมภ์ กลุ่มพรรคพวก และการรับจ้างเลือกตั้ง ซึ่งอาจทำให้เกิดสภาผัวเมีย สภาเครือญาติ และความซับซ้อนในการปฏิบัติหน้าที่
จะเรียนปรึกษาท่านประธานอยู่ เพราะว่าของผมนี่มันเกี่ยวเนื่องกัน เพราะฉะนั้น คงจะอภิปรายมาตรา ๓ มาตรา ๔ ในคราวเดียวกันไปเลย ท่านประธานอนุญาตนะครับ โดยหลักการของการเมืองหรือของการเลือกตั้งบ้านเรา มันปฏิเสธไม่ได้ครับท่านประธาน ว่ามันยึดโยงอยู่กับเรื่องของระบบอุปถัมภ์ เรื่องของกลุ่มพรรคพวก พวกพ้อง เรื่องของ การใช้ทุน เพราะฉะนั้นกระบวนการในการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นเราปฏิเสธไม่ได้ว่าท้ายที่สุด ถ้ามันยังยึดโยงอยู่กับ ๓ เรื่องนี้ ที่มาของ ส.ว. หรือแม้แต่ ส.ส. เองก็เป็นเรื่องสําคัญ ที่ต้องพิจารณา ทีนี้ในส่วนรายละเอียดที่ผมได้เรียนไว้เมื่อสักครู่ว่ากระบวนการการเมืองไทย หรือกระบวนการของการเลือกตั้งมันยึดโยงอยู่กับเรื่องของพวกพ้อง เรื่องของระบบอุปถัมภ์ เรื่องของอํานาจทุน หลายคนกังวลกันค่อนข้างมากครับท่านประธาน ว่าสภานี้จะเป็นสภา เครือญาติ สภาผัวเมียหรืออะไรก็ตามแต่ แต่แท้ที่จริงแล้วถ้ารากฐานของการเมืองไทย ของการเลือกตั้งไทยมันยึดโยงอยู่กับ ๓ สิ่งที่ผมได้เรียนท่านประธานเมื่อสักครู่แล้ว ผมคิดว่า ส่วนตัวผมเองผมไม่กังวลเรื่องของสภาผัวเมีย สภาเครือญาติสักเท่าไร เพราะว่าถ้าเรามอง ความเป็นจริงก็จะเห็นได้ชัดเจนว่าแม้ว่าจะไม่ใช่เครือญาติกัน แม้ว่าจะไม่ใช่สามีภรรยากัน แต่ว่าหลายคนก็ด้วยความที่การเมืองไทย การเลือกตั้งไทย ถูกยึดโยงอยู่กับเรื่องของทุน มันทําให้เกิดการรับจ้างเลือกตั้ง มีกลุ่มตัวแทนเราก็เห็นละครับ ทั้งคนรถ คนรับใช้ คนใกล้ชิด ที่เข้ามา เพราะฉะนั้นจะว่าไปแล้วถ้าฐานของการเลือกตั้งยังเป็นฐานเดิม เป็นฐานเดียวกัน ท้ายที่สุดเมื่อระบบการเมืองไทยยังไม่พ้น ๓ ปัญหาหลักตรงนั้น กระบวนการในการเลือกตั้ง ก็จะมีปัญหาในระยะยาวในท้ายที่สุดอยู่ดี สมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปอาจจะมีข้อกังวล ในเรื่องของที่มาว่าสมาชิกวุฒิสภาจะมาจากการเลือกตั้งหรือแต่งตั้ง แต่ว่าผมคิดว่าหลักใหญ่ ใจความเนื้อหาสาระของมันคงไม่ได้อยู่ที่เรื่องของเลือกตั้งหรือแต่งตั้ง แต่น่าจะอยู่ที่เรื่องของ ที่มาของการเลือกตั้งมากกว่า ทีนี้ต้องเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่าแม้จะมีสมาชิกบางส่วน บางท่านได้อภิปรายไว้ว่าเชื่อว่ากระบวนการในการเลือกตั้งหรือแม้แต่กระบวนการในการ ปฏิบัติงาน ซึ่งแม้ว่าสมาชิกวุฒิสภาเองมีหน้าที่สําคัญ ๒-๓ หน้าที่หลัก ๆ จะสามารถแยกแยะ เรื่องส่วนตัว แล้วก็เรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ได้ทําให้ความกังวลในเรื่องของสภาเครือญาติ สภาผัวเมียนั้นไม่อยู่ในความกังวลหรือข้อกังวลที่ควรจะต้องนํามานึกถึง แต่ในความเป็นจริง แล้วต้องยอมรับนะครับว่าแม้เพื่อนสมาชิกบางท่านจะได้อภิปรายไปแล้วว่าทุกวันนี้สมาชิก วุฒิสภาเอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเองบางส่วน ในอดีตเคยรู้จักกันมาก่อน เป็นเพื่อนร่วม ชั้นเรียนกันมาก่อน เป็นพี่น้องกัน เป็นเครือญาติกันก็ตาม ก็ยังสามารถแยกแยะหน้าที่ ได้ก็จริง แต่โดยหลักของการเขียนกฎหมาย โดยหลักของการเขียนกฎหมาย รัฐธรรมนูญซึ่งเป็น กฎหมายสูงสุดนั้นผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกทุกท่านเองก็คงทราบดีครับว่าหลักของการเขียน กฎหมายนั้นเขาเขียนขึ้นมาเพื่อเป็นกรอบไม่ให้ทําในสิ่งที่ไม่ควรกระทํา เช่น วันนี้ถ้าเราบอก ว่าสมาชิกวุฒิสภาหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านทราบหน้าที่และสามารถแบ่งแยก เรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานออกจากกันได้ ดังนั้นจึงไม่จําเป็นต้องไปแยกแยะที่มาของ ส.ว. และ ส.ส. ให้แตกต่างกัน อย่างนั้นผมก็สามารถอนุมานได้ครับว่า โดยหลักของความเป็นจริงแล้ว คนโดยทั่วไปก็รู้ว่าการฆ่าคนตายนั้นเป็นเรื่องที่ผิด ถ้าอย่างนั้นเราก็ไม่ต้องไประบุไว้ใน กฎหมายว่าการฆ่าคนตายเป็นเรื่องที่ผิด ไม่ใช่ครับ เพราะว่าข้อเท็จจริงแล้วคนที่ทําตาม กฎหมายนั้นได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายอยู่แล้ว เพียงแต่ว่ากฎหมายต้องเขียนเอาไว้ กฎหมายรัฐธรรมนูญต้องเขียนเอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้คนที่ตั้งใจที่จะหลีกเลี่ยงหรือทําในสิ่งที่ กฎหมายไม่ได้เขียนบังคับไว้ นั่นจึงเป็นที่มาที่ทําไมผมถึงต้องเรียนกับท่านประธานและเพื่อน สมาชิกว่าแท้ที่จริงแล้วที่มาของสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรควรจะมีความ แตกต่างกันเพื่อป้องกันความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว และความซ้ําซ้อนกันของการ ทํางานในฐานะตัวแทนของพี่น้องประชาชน โดยหลักการครับ ท่านประธานที่เคารพ วันนี้เรา ปฏิเสธไม่ได้ว่าในพื้นที่ของประเทศไทยทั่วทั้งประเทศนั้นมีฐานของกลุ่มการเมืองอยู่ ไม่ใช่ เฉพาะ ๒ พรรคใหญ่ครับ จริง ๆ มีหลายพรรคการเมืองด้วยซ้ําไป แต่วันนี้ถ้าเราปล่อยหรือ เปิดโอกาสให้ที่มาของสมาชิกวุฒิสภานั้นเป็นฐานการเมืองในลักษณะการเลือกตั้งแบบ เดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เราก็จะได้สมาชิกวุฒิสภาที่เข้ามาทําหน้าที่ในลักษณะ เดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยหลักการของวุฒิสภานั้นเป็นสภาที่กลั่นกรองกฎหมาย ผมไม่นับเรื่องของการแต่งตั้งหรือถอดถอนองค์กรอิสระ แต่เอาเฉพาะเรื่องของการกลั่นกรอง กฎหมายนี้ครับ วันนี้ถ้าเราบอกว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีหน้าที่ในการกลั่นกรอง กฎหมาย แล้วเราก็เลือกสมาชิกในลักษณะเดียวกัน เพียงแต่ต่างชื่อกันมาทําการกลั่นกรอง อีกชั้นหนึ่ง นั่นก็เท่ากับว่าเราจะได้คนที่กลั่นกรองกฎหมายในเชิงปริมาณมากกว่าเชิงคุณภาพ เพราะที่มาเป็นที่มาเดียวกัน ผมจึงต้องเรียนท่านประธานครับว่า วันนี้ที่มาของสมาชิก วุฒิสภาสมควรจะมาจากการเลือกตั้ง แต่ว่าต้องมีฐานที่มาในการเลือกตั้งที่แตกต่างจาก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างชัดเจน และในส่วนของจํานวนนั้นเป็นที่ทราบกันดีครับว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือแม้แต่สมาชิกวุฒิสภานั้นเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน แต่เราใช้สัดส่วนของจํานวนประชากรต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภานั้น ในลักษณะเดิมมานานพอสมควร จริง ๆ แม้แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเองผมยังมีความคิดเลยว่า ถ้ามีการแก้ไขให้มีจํานวนลดน้อยลงน่าจะเป็นข้อดีเสียด้วยซ้ําไป เพราะวันนี้การปกครอง ในระดับท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นในกรุงเทพมหานคร ที่เป็น ส.ก. ส.ข. ในต่างจังหวัดเป็น อบจ. เป็น ส.ท. หรืออะไรก็ตามแต่ เรามีหน่วยงาน เรามีองค์กรที่เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนในท้องถิ่นอยู่มากพอสมควร เดิมกําหนดจํานวนประชากร ไว้ในระดับหนึ่งสําหรับการเลือกตั้ง ส.ส. หรือ ส.ว. เพราะไม่มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เหล่านี้ ไม่มีสมาชิกในระดับท้องถิ่นเหล่านี้มาคอยเป็นปากเป็นเสียง มาคอยช่วยร้องเรียน หรือแก้ไขปัญหาในระดับท้องถิ่น แต่วันนี้เมื่อมีตัวแทนในระดับท้องถิ่นขึ้นมาแล้ว จํานวน ประชากรต่อสัดส่วนของ ส.ส. ควรจะมากขึ้นด้วยซ้ําไป เพราะฉะนั้นในทางปฏิบัติถ้าเป็นอย่าง ที่ผมว่า นั่นก็เท่ากับว่าจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือจํานวน ส.ว. สมควรจะลดลงด้วย ซ้ําไป เพราะฉะนั้นวันนี้ผมไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับจํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่จะกําหนดให้มีการ เลือกตั้งจํานวน ๒๐๐ คน ผมถึงคิดว่าถ้าสัดส่วนที่เหมาะสมนี่เราน่าจะกําหนดไว้ที่สัก ๑๐๐ คน ส่วนที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ต้องเรียนท่านประธาน ท่านกรรมาธิการ และเพื่อน สมาชิกอย่างนี้ครับ ว่าโดยหลักการในการเลือกตั้ง อย่างที่ผมเรียนเมื่อสักครู่นี้ว่าไม่เห็นด้วยที่ จะให้ฐานการเลือกตั้งนั้นเป็นฐานเดียวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะเท่ากับว่าเราจะได้ ๒ สภามาทําหน้าที่เดียวกัน ผมจึงคิดว่ากฎหมายที่ออกมาจาก สภาผู้แทนราษฎรนั้น แท้ที่จริงแล้วเมื่อถูกยกขึ้นไปกลั่นกรองในระดับในวุฒิสภาแล้ว คนที่เขามีผลบังคับใช้โดยตรงก็คือ พี่น้องประชาชน ทีนี้ถ้าจะกําหนดกลุ่มฐานของ การเลือกตั้งให้แตกต่างออกไปให้ชัดเจนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมาจากฐานของ ประชากรทั้งหมด ผมคิดว่าการยึดหลักกลุ่มอาชีพ ก็น่าจะเป็นหลักที่เหมาะสมด้วยเหตุผล ประการทั้งปวง เนื่องมาจากว่ากฎหมายที่ออกไปในลักษณะต่าง ๆ นี้นะครับ เราก็จะเห็นว่า ข้อกฎหมายเหล่านั้นถูกนําไปใช้ในกลุ่มคนที่มีอาชีพแตกต่างกันออกไป เพราะฉะนั้น กระบวนการในมาตรา ๔ ที่กระผมได้แปรญัตติเอาไว้ด้วย และขอท่านประธานอภิปรายเสีย ในคราวเดียวกันนี้ หลักการก็คือว่า เราให้รัฐสภาเป็นผู้กําหนด หรือท่านประธานจะ มอบหมายรองประธานท่านใดท่านหนึ่งไปกําหนดกรรมการในการคัดเลือกกลุ่มอาชีพ ท่านประธานคณะกรรมาธิการบอกไว้แล้วครับว่า ไม่รู้จะเอากลุ่มอาชีพไหน อย่างไร เพราะว่ามันมากมายเหลือเกิน จริง ๆ กําหนดสัก ๑๐๐ กลุ่มก็ได้ครับ แล้วใน ๑๐๐ กลุ่มนั้น ถ้ามันมีกลุ่มที่ใกล้เคียงกันก็เอามารวบรวมไว้เป็นกลุ่มเดียวกัน แล้วให้จาก ๑๐๐ กลุ่มอาชีพ เหล่านั้น เขาคัดเลือกตัวแทนขึ้นมาสัก ๓ คน แล้วเอา ๓ คนที่ได้ตรงนั้นมาเข้าสู่กระบวนการ ในการเลือกตั้งทั้งประเทศส่ง กกต. เลือกตั้งตามกระบวนการในกฎหมายเลือกตั้งปกติ ถ้ามี สมาชิกท่านใดกังวลว่ากระบวนการแบบนี้เป็นการเลือกตั้งผ่านตัวแทนลักษณะอาจจะไป คล้ายคลึงกับที่เคยมี ๗ คนสรรหามา ผมเรียนเลยว่าไม่ใช่ เพราะกระบวนการในการเลือก กลุ่มอาชีพมาสัก ๑๐๐ กลุ่มแบบนี้ แล้วได้ตัวแทนมาสัก ๓ คน ก็ไม่ต่างกันกับการที่เรามี พรรคการเมือง แล้วพรรคการเมืองไปเลือกสมาชิกเพื่อมาลงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรลักษณะเดียวกันครับ เดิมพรรคการเมืองเลือกตั้งเราก็ไม่ได้เลือกตั้งจากใครลงมา สมัครทั้งหมด แล้วเลือกได้ทั้งหมด แต่พรรคการเมืองเป็นคนคัดเลือกคนมา แล้วให้พี่น้อง ประชาชนเป็นคนเลือกตัวแทนที่พรรคการเมืองเขาเลือกมา ลักษณะการเลือกตั้งแบบนี้ก็เช่นเดียวกัน ครับ ในสมาชิกวุฒิสภา ถ้าเราให้กําหนดกลุ่มอาชีพสัก ๑๐๐ กลุ่ม เลือกสมาชิกมา ๓ คน แล้วให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศตัดสินจากกลุ่มอาชีพ ๓ คน เหลือ ๑ คน เป็นสมาชิก ๑๐๐ คน กระบวนการในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาก็จะเป็นไปในลักษณะแบบเดียวกัน กับที่เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผลที่ผมได้เรียนท่านประธาน ไว้ข้างต้นว่ากระบวนการในการดําเนินการทางการเมือง กระบวนการในการเลือกตั้ง ที่ผ่านมาทั้งหมด เรายังยึดโยงอยู่กับเรื่องของพวกพ้อง ระบบอุปถัมภ์ เรื่องของกลุ่มทุน เพราะฉะนั้นมันปฏิเสธไม่ได้ว่าถ้าเราปล่อยให้กระบวนการในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา มีฐานในการเลือกตั้งเดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เราจะได้สภาแบบเดียวกัน เข้ามาทํางาน ซึ่งไม่มีประโยชน์ และผมเสนอทางเลือกกับท่านประธานด้วยเหตุผล ๒ ข้อ ในมาตรา ๓ และมาตรา ๔ อย่างชัดเจนว่า กระบวนการในการบริหารท้องถิ่นนั้น เรามีตัวแทนอย่างชัดเจนอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นจํานวนของสมาชิกวุฒิสภาสมควรจะลดลง หรือแม้แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเองก็ตามแต่ สมควรจะลดลง แล้วให้กระบวนการ ในการเลือกตั้งนั้นผ่านกระบวนการที่ท่านประธานมอบหมายรองประธานไปสรรหากรรมการ คัดเลือก ๑๐๐ กลุ่ม แล้วส่งกระบวนการเหล่านี้เข้าสู่การเลือกตั้งปกติ น่าจะเป็นทางเลือก ที่เหมาะสมสําหรับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาตามการแก้ไขกฎหมายที่กําลังจะเกิดขึ้นครับ ขอบพระคุณครับ