จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ แสดงความกังวลเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภา มีการแก้ไขเกินหลักการ ที่รับไว้ และอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อประชาธิปไตย
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา กระผมขออนุญาตใช้เวลาตรงนี้สั้น ๆ ตรงนี้นะครับ กราบเรียนถามท่านประธานรัฐสภาในกรณีที่คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายหรือที่เราเรียกชื่อย่อ เป็นที่เข้าใจกันว่า คปก. โดยท่านศาสตราจารย์คณิต ณ นคร ในฐานะประธานคณะกรรมการ ปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งเป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา ๘๑ (๓) และตั้งขึ้น ตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย พุทธศักราช ๒๕๕๓ ได้ทําหนังสือเสนอ ความเห็น และข้อเสนอแนะเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่เรากําลังพิจารณาอยู่เดี๋ยวนี้ครับ มายังตัวของกระผมและรวมในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน และมาถึงท่านประธานรัฐสภาตามอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายที่ระบุไว้ ในข้อ ๕ ซึ่งบัญญัติไว้ว่าคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายมีอํานาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ ข้อ ๕ เสนอ ความเห็นและข้อสังเกตต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาเกี่ยวกับร่างกฎหมายฉบับหนึ่งฉบับใด ที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ หรือประชาชน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามเห็นสมควร ทั้งนี้ อาจจัดให้มีการรับฟังความเห็นของหน่วยงานและประชาชนที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบ การพิจารณาด้วย กล่าวโดยสรุปก็คือว่า คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายมีหน้าที่เสนอความเห็น และข้อสังเกตต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาซึ่งรวมถึงประธานรัฐสภาด้วย ที่ประธาน คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้ทําหนังสือมาถึงท่านประธานรัฐสภาและตัวกระผมในฐานะ ประธานวิป (Whip) ฝ่ายค้าน ก็ด้วยเหตุผลที่คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายมีความเห็นว่า การดําเนินการของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภา ที่เรากําลังพิจารณาอยู่เดี๋ยวนี้นั้นมีลักษณะการดําเนินการที่เป็นไปในลักษณะนอกเหนือจาก หลักการที่ได้รับไว้ คือไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักการที่รัฐสภามีมติรับไว้ ทั้งนี้เนื่องจาก ในหลักการของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ระบุไว้แต่เพียงว่าหลักการกําหนดให้สมาชิก วุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง แล้วก็วงเล็บแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑ มาตรา ๒ มาตรา ๓ มาตรา ๔ มาตรา ๕ มาตรา ๖ ก็ว่าไป แต่หลักใหญ่ก็คือกําหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง โดยระบุเหตุผลไว้ชัดเจนครับว่า โดยที่เป็นการสมควรกําหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจาก การเลือกตั้งเพื่อให้วิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภามีลักษณะเช่นเดียวกับวิธีการได้มาซึ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยการได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน อันเป็นการส่งเสริม หลักประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ จึงจําเป็นต้องตรากฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนี้ แต่ปรากฏว่าเวลากรรมาธิการ ไปดําเนินการแก้ไข ไม่ได้แก้ไขเฉพาะมาตราต่าง ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการ คือกําหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งเท่านั้น แต่ไปมีการแก้ไขเกินกว่าหลักการ ที่รับไว้ ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้ระบุตัวอย่างมา ยกตัวอย่างเช่น เดิมกฎหมาย ผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาที่กําหนดคุณสมบัติไว้ เขาห้ามบุพการี คู่สมรส และบุตรของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองในปัจจุบันลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่กรรมาธิการไปแก้ไขให้สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นวุฒิสมาชิกได้ จึงเป็นที่มาของคําว่า อาจจะก่อให้เกิดสภาผัวสภาเมียย้อนยุคกลับไปเหมือนในอดีตอีก ตัวอย่างประการที่ ๒ เช่น เดิมรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันระบุว่าการที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภานั้น ต้องออกจากการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือไม่ดํารงตําแหน่งใด ๆ ในพรรคการเมือง ไม่น้อยกว่า ๕ ปี แต่ปรากฏว่าคณะกรรมาธิการไปแก้ว่าให้ลงสมัครได้ทันที ทําให้อาจจะเกิด ความไม่เป็นกลางเพราะเพิ่งออกจากพรรควันนี้ พรุ่งนี้ไปสมัครเป็น ส.ว. แล้วความเป็นกลาง ทางการเมืองมันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร อันนี้ก็คือสิ่งที่กรรมาธิการไปแก้ ตัวอย่างอีกอันหนึ่ง เดิมระบุว่าสมาชิกวุฒิสภาจะลงสมัครรับเลือกตั้งอีกทันทีไม่ได้หลังจากพ้นจากวาระ ต้อง เว้นวรรคอย่างน้อย ๒ ปี แต่ปรากฏว่ากรรมาธิการไปแก้ว่าให้ลงสมัครรับเลือกตั้งได้เลย เลยเป็นกรณีที่มีข้อครหาว่าอาจจะเป็นเรื่องของการต่างตอบแทนแลกกับการแก้รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ เป็นต้น เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นที่มาที่คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้ทําหนังสือ มาถึงประธานรัฐสภา โดยระบุความเห็นไว้ว่าการที่คณะกรรมาธิการร่วมกันของรัฐสภา พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่กําลัง พิจารณาอยู่เดี๋ยวนี้นั้น