สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๙ · ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

(ที่ประชุมรับทราบ)
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ต่อไปเป็นการพิจารณาเรื่องด่วนจํานวน ๒ เรื่อง คือ เรื่องการอภิปรายแสดงความคิดเห็น และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ ๒. การตั้งคณะกรรมาธิการสามัญประจําสภา ตามข้อบังคับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๘ รวมทั้งในเรื่องของการแต่งตั้ง กรรมาธิการกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้วยนะครับ ผมอยากจะเรียนหารือ ท่านสมาชิกว่าถ้าผมจะขออนุญาตเอาเรื่องที่ ๒ มาขึ้นแทนก่อนเรื่องที่ ๑ คือการอภิปราย ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญนั้น ท่านสมาชิกจะเห็นด้วยกับผม หรือไม่

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ถ้าท่านสมาชิกไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น ผมถือว่าที่ประชุมยอมให้มีการเลื่อนวาระ การประชุม ข้อที่ ๒ มาแทนก่อนนะครับ

ต่อไปเป็นการพิจารณาเรื่องด่วนที่ ๒ เรื่องตั้งคณะกรรมาธิการสามัญ ประจําสภาตามข้อบังคับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๘

ตามที่ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้มีคําสั่ง ที่ ๒/๒๕๕๘ เรื่อง แต่งตั้งกรรมการพิจารณาและกลั่นกรองการดํารงตําแหน่งประธานกรรมาธิการ และกรรมาธิการสามัญประจําสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ตามข้อบังคับ ข้อ ๗๔ เพื่อดําเนินกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อันมีประโยชน์ ต่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งประกอบด้วย ๑. นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง เป็นประธานกรรมการ ๒. พลเอก ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์ เป็นกรรมการ ๓. พลเอก วัฒนา สรรพานิช เป็นกรรมการ ๔. นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ กรรมการ ๕. นายมนู เลียวไพโรจน์ กรรมการ ๖. นางนรรัตน์ พิมเสน กรรมการ และเลขานุการแล้วนั้น

บัดนี้ คณะกรรมการพิจารณาและกลั่นกรองการดํารงตําแหน่งประธาน กรรมาธิการและกรรมาธิการสามัญประจําสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้ดําเนินการ เสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงได้เสนอรายชื่อสมาชิกที่ยื่นแสดงความจํานงจะดํารงตําแหน่ง กรรมาธิการในแต่ละคณะให้ประธานสภาเป็นผู้แต่งตั้งประธานกรรมาธิการและตําแหน่งอื่น ตามความจําเป็นจากรายชื่อสมาชิกที่คณะกรรมการเสนอมาตามข้อบังคับ ข้อ ๗๕ เมื่อประธานสภาได้ดําเนินการแต่งตั้งประธานกรรมาธิการและผู้ดํารงตําแหน่งต่าง ๆ ในคณะกรรมาธิการทั้ง ๑๑ คณะแล้ว จึงได้เสนอรายชื่อประธานกรรมาธิการและผู้ดํารง ตําแหน่งต่าง ๆ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบตามข้อบังคับ ข้อ ๗๕ ต่อไป

กราบเรียนเพิ่มเติมดังนี้ว่าสําหรับการจัดสมาชิก สปท. ทั้ง ๒๐๐ ท่าน ลงตาม กรรมาธิการทั้ง ๑๑ ด้านนั้น ก็ได้มีการกรอกแบบฟอร์ม (Form) ตามความสมัครใจด้านที่ ๑ ด้านที่ ๒ ด้านที่ ๓ ในขณะเดียวกันกรรมาธิการบางด้านจํานวนมากเกินที่กําหนด และบางด้านจํานวนน้อยกว่าที่กําหนดเช่นไม่ถึงครึ่งก็เป็นกรรมาธิการครบไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นได้มีการเกลี่ย ทีนี้การเกลี่ยเราก็ให้ความสําคัญอันดับ ๑ ก่อน แล้วก็อันดับ ๒ อันดับ ๓ ทีนี้ถ้าเกลี่ยไม่ลงตัวหรืออย่างไรก็สุดแท้แต่ก็ได้มีการติดต่อเจรจาเป็นพิเศษว่า ถ้าท่านจะกรุณาไปอยู่ด้านอื่นด้วยได้หรือไม่ ก็เรียกว่ามีการเจรจากันพอสมควร นั่นข้อที่ ๑

ข้อที่ ๒ สําหรับคณะกรรมการกลั่นกรองการแต่งตั้งประธานกรรมาธิการ ทั้ง ๑๑ ด้านนั้น ก็มีเกณฑ์ในการพิจารณาดังนี้ เช่น ประการแรก ก็คือว่าเป็นผู้ที่มีอินเทกริตี (Integrity) สูง ประการที่ ๒ ก็คือเป็นที่ยอมรับในวงการด้านนั้น ๆ ประการที่ ๓ ก็คือ เป็นผู้มีประสบการณ์มาก่อนเช่นเคยเป็นประธานกรรมาธิการมาก่อน และประการสุดท้าย อาวุโส ถ้าทุกอย่างเท่าเทียมกันก็พิจารณาอาวุโสด้วย เพราะฉะนั้นในการที่เราแต่งตั้ง กรรมการกลั่นกรองขึ้นมาเราก็จะพิจารณาว่าเราก็ไม่ควรจะแต่งตั้งผู้ที่มีศักยภาพที่จะเป็น ประธานกรรมาธิการด้วย เพราะถ้าเราแต่งตั้งกรรมการกลั่นกรองซึ่งประกอบด้วยผู้มี ศักยภาพจะเป็นประธานกรรมาธิการแล้วจะเกิดความรู้สึกว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนอยู่ เผลอ ๆ อาจจะแต่งตั้งตัวเองขึ้นมา พวกเราก็จะต้องไม่ให้ท่านมาอยู่ในกรรมการกลั่นกรอง ชุดนี้ อย่างนี้เป็นต้น ก็ทําดีเท่าที่พอจะหาได้แต่ไม่ได้ดีที่สุดแล้วนะครับ ก็กราบเรียนอย่างนี้ แล้วกัน ขอเชิญเลขาธิการอ่านรายชื่อกรรมาธิการทั้ง ๑๑ คณะตามลําดับ รวมทั้งประธาน กรรมการด้วย ขอเรียนเชิญเลขาธิการครับ

นายจีรพงศ์ วัฒนะรัตน์ ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ 🔗

ผลการพิจารณาบุคคลที่สมควรดํารงตําแหน่งประธาน กรรมาธิการและดํารงตําแหน่งในคณะกรรมาธิการสามัญประจําสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ๑๑ คณะ

๑.๑ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ๑. นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ ๒. นายกษิต ภิรมย์ ๓.นายคํานูณ สิทธิสมาน ๔. นายชัย ชิดชอบ ๕. พลเอก ฐิติวัจน์ กําลังเอก ๖. พลตํารวจโท ตรีทศ รณฤทธิวิชัย ๗. พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร ๘. นางนรรัตน์ พิมเสน ๙. นายนิกร จํานง ๑๐. นายวรรณธรรม กาญจนสุวรรณ ๑๑. นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา ๑๒. พลโท วราห์ บุญญะสิทธิ์ ๑๓. นายวันชัย สอนศิริ ๑๔. พลเอก วิเชียร ศิริสุนทร ๑๕. นายวิทยา แก้วภราดัย ๑๖. นายสมพงษ์ สระกวี ๑๗. นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ ๑๘. นายสุชน ชาลีเครือ ๑๙. นายอรุณ จิรชวาลา ๒๐. พันตรี อาณันย์ วัชโรทัย

๑.๒ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการ แผ่นดิน ๑. พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานกรรมาธิการ ๒. พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล ๓. พลเอก ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์ ๔. นายเดชาภิวัฒน์ ณ สงขลา ๕. นางถวิลวดี บุรีกุล ๖. นายธงชัย ลืออดุลย์ ๗. พลโท ธงชัย สาระสุข ๘. พลเอก ธวัช จารุกลัส ๙. นายธานินทร์ ผะเอม ๑๐. นางเบญจวรรณ สร่างนิทร ๑๑. พลอากาศเอก ปรีชา ประดับมุข ๑๒. นายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ๑๓. พลเอก รัชกฤต กาญจนวัฒน์ ๑๔. พลเอก วัฒนา สรรพานิช ๑๕. นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ ๑๖. นายศานิตย์ นาคสุขศรี ๑๗. พลโท สสิน ทองภักดี ๑๘. พลโท สุรเดช เฟื่องเจริญ ๑๙. พลอากาศเอก อนาวิล ภิรมย์รัตน์ ๒๐. นายอนุสิษฐ คุณากร ๒๑. พลเอก อภิชาต เพ็ญกิตติ ๒๒. นายอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ ๒๓. พลตํารวจโท อาจิณ โชติวงศ์

๑.๓ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม ลําดับที่ ๑ นายวิรัช ชินวินิจกุล ประธานกรรมาธิการ ๒. พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ ๓. นายเข็มชัย ชุติวงศ์ ๔. นายจุมพล สุขมั่น ๕. พันตํารวจเอก ณรัชต์ เศวตนันทน์ ๖. พลตํารวจเอก เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา ๗. นายตระกูล วินิจนัยภาค ๘. พลตํารวจโท ธีรจิตร์ อุตมะ ๙. นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ ๑๐. นายประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ ๑๑. คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ๑๒. พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา ๑๓. นายวิวรรธน์ แสงสุริยะฉัตร ๑๔. นายไวกูณฑ์ ทองอร่าม ๑๕. พลตํารวจเอก อัศวิน ขวัญเมือง ๑๖. พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน

๑.๔ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น ลําดับที่ ๑ นางนินนาท ชลิตานนท์ ประธานกรรมาธิการ ๒. นายเกรียงยศ สุดลาภา ๓. นายจินดา วงศ์สวัสดิ์ ๔. นายชาลี เอียดสกุล ๕. นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย ๖. นายธวัชชัย ฟักอังกูร ๗. พลเอก นคร สุขประเสริฐ ๘. พลโท บัญชา สิทธิวรยศ ๙. นายปรีชา บุตรศรี ๑๐. นายไพฑูรย์ หลิมวัฒนา ๑๑. พลเอก ภูดิศ ทัตติยโชติ ๑๒. นายวัลลภ พริ้งพงษ์ ๑๓. นายสมชาย พฤฒิกัลป์ ๑๔. พลโท สมชาย ลิ้นประเสริฐ ๑๕. พลตรี สิระวิตร์ นาคทอง ๑๖. พันเอก สุชาติ จันทรโชติกุล ๑๗. นายอับดุลฮาลิม มินซาร์

๑.๕ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ๑. นายวิวัฒน์ ศัลยกําธร ประธานกรรมาธิการ ๒. นางกอบกุล อาภากร ณ อยุธยา ๓. พลเรือเอก ไกรวุธ วัฒนธรรม ๔. พลอากาศเอก คธาทิพย์ กุญชร ณ อยุธยา ๕. พลเรือเอก จีรพัฒน์ ปานสกุณ ๖. นางจุไรรัตน์ จุลจักรวัฒน์ ๗. นายชูชัย ศุภวงศ์ ๘. นายณัฏฐ์ ชพานนท์ ๙. นายธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ ๑๐. นายประยูร เชี่ยววัฒนา ๑๑. นางสาวปิยะธิดา ประดิษฐบาทุกา ๑๒. พลอากาศเอก เผด็จ วงษ์ปิ่นแก้ว ๑๓. พลเอก พหล สง่าเนตร ๑๔. พลเอก พอพล มณีรินทร์ ๑๕. พลเอก วรวิทย์ พรรณสมัย ๑๖. พลอากาศเอก วัธน มณีนัย ๑๗. นายวินัย ดะห์ลัน ๑๘. พลเอก วุฒินันท์ ลีลายุทธ ๑๙. นายสมเดช นิลพันธุ์ ๒๐. พลเรือเอก สุรินทร์ เริงอารมณ์ ๒๑. นายอุทัย เลาหวิเชียร

๑.๖ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ๑. นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการ ๒. นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ๓. นายกลินท์ สารสิน ๔. นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ๕. นายคณิสสร นาวานุเคราะห์ ๖. นายเฉลิมศักดิ์ อบสุวรรณ ๗. นายชูชาติ อินสว่าง ๘. นายชูศักดิ์ เกวี ๙. นายดุสิต ลีลาภัทรพันธุ์ ๑๐. นายทวีศักดิ์ กออนันตกูล ๑๑. พันเอก ธนศักดิ์ มิตรภานนท์ ๑๒. นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ ๑๓. นางปัทมา เธียรวิศิษฎ์สกุล ๑๔. นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ๑๕. นายมนู เลียวไพโรจน์ ๑๖. นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ๑๗. นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ๑๘. พลเอก วิชิต ยาทิพย์ ๑๙. นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ๒๐. นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ๒๑. นายสมชัย ฤชุพันธุ์ ๒๒. นายสันตศักย์ จรูญ งามพิเชษฐ์ ๒๓. นายสุวัฒน์ จิราพันธุ์ ๒๔. นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม

๑.๗ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ๑. นายคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการ ๒. นายกษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด ๓. นายกษิดิศ อาชวคุณ ๔. นายกิตติ กิตติโชควัฒนา ๕. พลเรือเอก ณรงค์พล ณ บางช้าง ๖. ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม ๗. นายประภาศ คงเอียด ๘. พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ๙. นายสมชัย เจริญชัยฤทธิ์ ๑๐. พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่ ๑๑. นายสุนชัย คํานูณเศรษฐ์ ๑๒. นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ ๑๓. พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ๑๔. นายเสรี อติภัทธะ ๑๕. นายอนุสร จิรพงศ์

๑.๘ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม ๑. นางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานกรรมาธิการ ๒. พลโท กมล สุวภาพ ๓. นายกิตติ พิทักษ์นิตินันท์ ๔. นายขวัญชัย ดวงสถาพร ๕. พลอากาศเอก ขวัญชัย เอี่ยมรักษา ๖. พลโท คณิต แจ่มจันทรา ๗. พลเอก คณิต อุทิตสาร ๘. พลเอก จารุเกียรติ ชัยวงษ์ ๙. พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ๑๐. นายเฉลิมชัย ประทีปะวณิช ๑๑. พลเรือเอก ชนินทร์ ชุณหรัชพันธุ์ ๑๒. พลเอก ชูศิลป์ คุณาไทย ๑๓. นายณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ๑๔. นายดํารงค์ พิเดช ๑๕. พลอากาศเอก ธีระภาพ เสนะวงษ์ ๑๖. พลเรือเอก ประดิษฐ์ ศิริคุปต์ ๑๗. นางมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ ๑๘. นางรวีวรรณ ภูริเดช ๑๙. นายวันชัย ศักดิ์อุดมไชย ๒๐. พลตํารวจโท ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ๒๑. นายอัครินทร์ เลิศกิจชัยศิริ ๒๒. พลเอก เอกชัย จันทร์ศรี

๑.๙ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน ๑. พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร ประธานกรรมาธิการ ๒. นางประภา เหตระกูล ศรีนวลนัด ๓. ร้อยเอก ประยุทธ เสาวคนธ์ ๔. พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ๕. นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต ๖. พลเอก ภิญโญ แก้วปลั่ง ๗. นางเมธินี เทพมณี ๘. พลเรือเอก ยุทธนา เกิดด้วยบุญ ๙. นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ๑๐. นายสุรชัย ดนัยตั้งตระกูล ๑๑. นายอภิชาต จงสกุล

๑.๑๐ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ๑. นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ประธานกรรมาธิการ ๒. พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ ๓. พลเอก ชูศักดิ์ สันติวรวุฒิ ๔. นายต่อพงศ์ เสลานนท์ ๕. พลตํารวจเอก ไตรรัตน์ อมาตยกุล ๖. พลอากาศเอก นิรันดร์ ยิ้มสรวล ๗. พลเอก ปราการ ชลยุทธ ๘. นายพรชัย ตระกูลวรานนท์ ๙. พลอากาศเอก มนัส รูปขจร ๑๐. พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก ๑๑. นายเลิศปัญญา บูรณบัณฑิต ๑๒. นายวิเชียร ชวลิต ๑๓. นายศิริชัย ไม้งาม ๑๔. นายอิศรา ศานติศาสน์ ๑๕. นายอําพล จินดาวัฒนะ

๑.๑๑ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรมและจริยธรรม ๑. พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ประธานกรรมาธิการ ๒. หม่อมราชวงศ์จักรรถ จิตรพงศ์ ๓. พลเอก จิระ โกมุทพงศ์ ๔. นายชาญวิทย์ ผลชีวิน ๕. นายฐาปบุตร ชมเสวี ๖. พลอากาศเอก ทวิเดนศ อังศุสิงห์ ๗. นายบวรเวท รุ่งรุจี ๘. นายพนม ศรศิลป์ ๙. พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ๑๐. พลเรือเอก สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ๑๑. พลเรือเอก อนุทัย รัตตะรังสี ๑๒. พลเรือเอก อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ผมขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)

ขอบพระคุณครับ มีสมาชิกท่านใดมีความเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ไม่มี ก็ถือว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามที่เสนอนะครับ ขอบพระคุณครับ

ต่อไปเป็นเรื่องคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ขอเชิญท่านเลขาธิการอ่าน

นายจีรพงศ์ วัฒนะรัตน์ ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

รายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑ ประธานสภา ประธานคณะกรรมาธิการ ลําดับที่ ๒ รองประธานสภา คนที่หนึ่ง รองประธานกรรมาธิการ ลําดับที่ ๓ รองประธานสภา คนที่สอง รองประธานกรรมาธิการ ๔. ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง กรรมาธิการ ๕. ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน กรรมาธิการ ๖. ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม กรรมาธิการ ๗. ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการปกครองท้องถิ่น กรรมาธิการ ๘. ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการศึกษา กรรมาธิการ ๙. ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง กรรมาธิการ ๑๐. ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน กรรมาธิการ ๑๑. ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม กรรมาธิการ ๑๒. ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยี กรรมาธิการ ๑๓. ประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม กรรมาธิการ ๑๔. ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรมและจริยธรรม กรรมาธิการ ๑๕. นายคํานูณ สิทธิสมาน เลขานุการคณะกรรมาธิการและโฆษกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ๑๖. พันตรี อาณันย์ วัชโรทัย ๑๗. นายวัลลภ พริ้งพงษ์ ๑๘. พลเอก พหล สง่าเนตร ๑๙. นายสมชัย ฤชุพันธุ์ ๒๐. พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ๒๑. เลขาธิการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ โดยเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเป็นเลขาธิการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศโดยตําแหน่งครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)

ขอบพระคุณครับ สมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ไม่มี ถือว่าท่านสมาชิกเห็นชอบการแต่งตั้งกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศนะครับ ขอบพระคุณครับ ท่านสุรินทร์ ท่านกษิต ตามลําดับครับ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์

ผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ หมายเลข ๑๗๓ ขอกราบเรียน ปรึกษาท่านประธานที่ประชุมด้วยความเคารพว่า ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕ เราผ่านไปแล้วว่าให้มี คณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ และมาตรา ๗๗ ให้มีคณะกรรมการ อีกชุดหนึ่ง ผมกราบเรียนปรึกษาว่าที่ประชุมแห่งนี้เราคงจะทํางานด้วยการร่วมคิด ร่วมทํา และร่วมรับผิดชอบภายใต้การนําของท่านประธาน และผมมั่นใจว่างานจะประสบความสําเร็จ จนเป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชนแน่นอนนะครับ ผมอยากจะกราบเรียนปรึกษาว่าเมื่อเราผ่านคณะกรรมาธิการไปแล้ว ๑๑ ชุดเมื่อสักครู่นี้ พอจะตั้งตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕ นี้ เป็นไปได้ไหมว่าให้คณะกรรมาธิการแต่ละชุดนี้ไปเลือก แล้วก็ส่งผู้แทนมามานั่งอยู่ในกรรมาธิการข้อ ๑๕ กับข้อ ๗๗ เพื่อที่จะได้รู้ซึ่งกันและกัน ผมเกรงว่าอย่างนี้ครับ ถ้าไม่ได้มีทุกชุด บางชุดมี บางชุดไม่มีนี่นะครับ พอถึงเวลาที่คิด จะร่วมทําอะไรมันอาจจะขาด ๆ วิ่น ๆ นะครับ ผมเองกราบเรียนท่านประธานว่าผมก็ปรึกษา ท่านประธานว่าจะเป็นไปได้ไหมครับ ถ้าเป็นไปได้ผมคิดว่าจะเป็นการร่วมคิด ร่วมทํา และร่วมรับผิดชอบนะครับ แล้วจะเกิดความสามัคคีอย่างยิ่งในคณะกรรมาธิการปฏิรูป ประเทศนะครับ กราบขอบพระคุณมากครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบพระคุณครับ อันนี้อยู่ในข้อบังคับ ข้อ ๑๕ อยู่แล้ว เราทําได้อยู่แล้วนะครับ ท่านกษิตครับ

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ จะเรียนปรึกษาท่านประธานในกรอบของคณะกรรมาธิการกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ จะมีกฎเกณฑ์อะไรหรือไม่ แล้วเราจะทราบอะไร แต่ผมอยากจะให้ เป็นอย่างนี้ครับท่านประธาน คือเมื่อเราจะทํางานเป็นทีมเดียวกัน กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ควรจะไม่ใช่เป็นแบบของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา อย่าให้มันแข็งกร้าว แล้วต้องปฏิบัติ ให้มีความยืดหยุ่นให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ให้มีความเป็นกันเอง แล้วเราจะได้ร่วมกันคิด ร่วมกันทํา บางทีเป็นราชการก็จะทําให้การอภิปรายไม่ค่อยจะราบรื่นเท่าที่ควร มันเป็นไปได้ แต่ก็เอากันง่าย ๆ และผมคิดว่าพวกเราทั้งหมด ๑๙๙ คนมีความเคารพนับถือท่านประธาน อย่างสูง แล้วก็มีความเชื่อมั่นว่าท่านประธานจะช่วยตะล่อม ๆ ให้เราทํางานกันให้น้อย พิธีการแล้วก็คุยกันให้มากที่สุดทั้งในห้องประชุมแล้วก็นอกห้องประชุม มีอะไรก็ปรึกษา หารือกันให้มากที่สุด เพราะเราไม่ใช่ตัวแทนองค์กรหรือว่าพรรคการเมืองอะไรพวกนี้นะครับ ก็ขอให้เป็นอย่างนั้นดีกว่า ขอกราบขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงนะครับ เราจะทําอย่างนั้นตามที่ท่านกรุณาเสนอแนะ ก็ตรงใจ เหมือนกัน มีสมาชิกท่านอื่นมีความเห็นเพิ่มเติมไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ถ้าไม่มี ก็เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นชอบรายชื่อประธานกรรมาธิการและกรรมาธิการสามัญ ประจําสภาทั้ง ๑๑ คณะแล้ว ดังนั้นเพื่อโยชน์ในการทํางานของคณะกรรมาธิการ ผมจึง ขอเรียนเชิญสมาชิกที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งกรรมาธิการและประธานกรรมาธิการ ทั้ง ๑๑ คณะ เข้าร่วมประชุมเพื่อดําเนินการดังนี้ ประการแรก แต่งตั้งกรรมาธิการให้ดํารง ตําแหน่งต่าง ๆ ตามความจําเป็นของแต่ละคณะกรรมาธิการตามข้อบังคับที่มีอยู่ เช่น รองประธานกรรมาธิการ โฆษก เลขานุการ ส่วนสําหรับที่ปรึกษาก็ขอให้คอย สักนิดหนึ่งนะครับ เพราะว่าคงจะต้องรอระเบียบที่จะขอเว้นไว้สักที่หนึ่งแล้วก็จะคุยกันต่อไป ต่อมาก็คือคัดเลือกผู้แทนของคณะกรรมาธิการแต่ละคณะ คณะละ ๑ คน เพื่อดํารงตําแหน่ง กรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบ ตามข้อบังคับ ข้อ ๗๘ ขณะนี้ก็มี ๓ ท่านแสดงความจํานงมาแล้ว ท่านประมนต์ สุธีวงศ์ ท่าน พลเรือเอก พะจุณณ์ ตามประทีป ท่านปานเทพ กล้าณรงค์ราญ เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการทั้ง ๑๑ คณะนี้ขอความกรุณาให้ส่งผู้แทนเข้ามาอยู่ในนี้ด้วยนะครับ ต่อมาอีกอันหนึ่งก็คือคัดเลือกผู้แทนของคณะกรรมาธิการแต่ละคณะ คณะละ ๑ คน เพื่อดํารงตําแหน่งกรรมาธิการประสานงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕ เมื่อสักครู่ที่ท่านสุรินทร์ได้กรุณาแนะนําไว้นะครับ โดยจะมีการประชุม คณะกรรมาธิการทั้ง ๑๑ คณะ ครั้งแรกในวันพุธที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๘ เวลา ๙.๐๐ นาฬิกา ตามหมายเลขห้องที่จะได้แจกให้ท่านสมาชิกทราบต่อไป ขอเชิญ เจ้าหน้าที่แจกเอกสาร ผมขอเชิญให้ท่านเลขาธิการอ่านด้วยดีกว่า

นายจีรพงศ์ วัฒนะรัตน์ ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

กําหนดการประชุมของคณะกรรมาธิการ ลําดับที่ ๑ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ประชุมครั้งแรก วันพุธที่ ๑๑ พฤศจิกายน เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ หมายเลข ๒๑๔ ชั้น ๒ อาคารรัฐสภา ๒ ลําดับที่ ๒ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหาร ราชการแผ่นดิน ประชุมครั้งแรกวันพุธที่ ๑๑ พฤศจิกายน เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ หมายเลข ๒๒๐ ชั้น ๒ อาคารรัฐสภา ๒ ลําดับที่ ๓ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ประชุมครั้งแรก วันพุธที่ ๑๑ พฤศจิกายน เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา ณ ห้องประชุม คณะกรรมาธิการ หมายเลข ๓๕๐๑ ชั้น ๕ อาคารรัฐสภา ๓ ลําดับที่ ๔ คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น ประชุมครั้งแรก วันพุธที่ ๑๑ พฤศจิกายน เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ หมายเลข ๒๑๓ ชั้น ๒ อาคารรัฐสภา ๒ ลําดับที่ ๕ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ประชุมครั้งแรก วันพุธที่ ๑๑ พฤศจิกายน เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา ณ ห้องประชุม คณะกรรมาธิการ หมายเลข ๓๖๐๑ ชั้น ๖ อาคารรัฐสภา ๓ ลําดับที่ ๖ คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ประชุมครั้งแรก วันพุธที่ ๑๑ พฤศจิกายน เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ หมายเลข ๓๔๐๑ ชั้น ๔ อาคารรัฐสภา ๓ ลําดับที่ ๗ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ประชุมครั้งแรก วันพุธที่ ๑๑ พฤศจิกายน เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา ณ ห้องประชุม คณะกรรมาธิการ หมายเลข ๒๑๕-๒๑๖ ชั้น ๒ อาคารรัฐสภา ๒ ลําดับที่ ๘ คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ประชุมครั้งแรก วันพุธที่ ๑๑ พฤศจิกายน เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ หมายเลข ๓๗๐๑ ชั้น ๗ อาคารรัฐสภา ๓ ลําดับที่ ๙ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน ประชุมครั้งแรก วันพุธที่ ๑๑ พฤศจิกายน เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา ณ ห้องประชุม คณะกรรมาธิการ หมายเลข ๒๑๙ ชั้น ๒ อาคารรัฐสภา ๒ ลําดับที่ ๑๐ คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ประชุมครั้งแรก วันพุธที่ ๑๑ พฤศจิกายน เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ หมายเลข ๑ ชั้น ๓ อาคารรัฐสภา ๑ ลําดับที่ ๑๑ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรมและจริยธรรม ประชุมครั้งแรก วันพุธที่ ๑๑ พฤศจิกายน เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ หมายเลข ๓๕๐๒ ชั้น ๕ อาคารรัฐสภา ๓

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ผมขอขอบคุณคณะกรรมการกลั่นกรองที่ได้ช่วยกรุณาทําให้งานท่านสมาชิก สปท. ทั้ง ๒๐๐ ท่านได้ไปอยู่ในคณะกรรมาธิการชุดต่าง ๆ ได้ด้วยความเรียบร้อย รวมทั้งได้มี การกลั่นกรองและเลือกประธานกรรมาธิการชุดต่าง ๆ ขึ้นมาด้วย ที่สําคัญยิ่ง ผมขอกราบขอบพระคุณท่านสมาชิก สปท. ทั้ง ๒๐๐ ท่านที่กรุณาให้ความร่วมมือได้อย่างดีมาก ต้องขอประทานโทษท่านสมาชิก สปท. ทุกท่านที่พวกเราจะต้องฟิต (Fit) กันหน่อย เพราะว่าต้องทํางานอย่างรวดเร็วนะครับ ขอบพระคุณ

ต่อไปคือการพิจารณาวาระเรื่องด่วนที่ ๑ คือการอภิปรายแสดงความคิดเห็น และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญนะครับ

ด้วยประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ได้มีหนังสือแจ้ง มายังประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อขอความอนุเคราะห์จากสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับหลักการที่สมควรบัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญ อันจะเป็นประโยชน์ในการที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะได้นําไป ประกอบการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญต่อไป ซึ่งประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้พิจารณาแล้ว จึงได้บรรจุระเบียบวาระการประชุมเพื่อให้สมาชิกได้อภิปรายแสดง ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญในวันนี้ เชิญท่านกษิตครับ

นายกษิต ภิรมย์

ท่านประธานครับ ต้องขอนิดเดียวครับ ต้องขอ กราบประทานโทษท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ ครับ จะขอเรียนปรึกษา เรื่องการทํางานของเราสักนิดหนึ่งครับ เมื่อเรามีคณะกรรมาธิการต่าง ๆ แล้ว

ประเด็นแรก คือการเดินทางเยือนต่างประเทศ ผมอยากจะขอเสนอ ท่านประธานว่าถ้าเผื่อหลีกเลี่ยงการเดินทางต่างประเทศก็จะเซฟ (Save) งบประมาณ แล้วผมก็คิดว่าไม่ค่อยจะมีความจําเป็นนะครับ น่าจะใช้งบประมาณของการเดินทาง ต่างประเทศนั้น เชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาบรรยายให้เราฟัง แล้วพรุ่งนี้ ท่านรองประธาน คนที่หนึ่ง ท่านอลงกรณ์จะพบกับคณะทูต ก็ทราบเป็นการล่วงหน้าแล้วว่า หลายสถานทูตมีข้อเสนอแล้วก็อยากจะส่งผู้ชํานาญการมาให้ข้อคิดเห็นกับเรา อย่างเช่น ในเรื่องของการบริหารจัดการให้มีธรรมาภิบาล การจัดซื้อจัดจ้าง อํานาจบริหารราชการ ของคณะรัฐมนตรีมีมากน้อยแค่ไหนเพื่อป้องกันการทุจริตต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นต้น ในขณะเดียวกันเมื่อสักเดือนที่แล้ว เราก็ทราบว่าองค์กรเอ็นจีโอ (NGOs) ๔ องค์กร ของประเทศตูนิเซียได้รับรางวัลโนเบล (Nobel Prize) สาขาสันติภาพ เพราะว่า เขาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสําคัญในเรื่องการปรองดองของประเทศจนประสบความสําเร็จ มีความคืบหน้า ก็เป็นแบบอย่างที่ดี แล้วการเมืองของประเทศตูนิเซียก็ยุ่งเหยิง ช่วงอาหรับสปริง (Arab Spring) แต่ตอนนี้สังคมประชาธิปไตยมีความคืบหน้า ไม่เหมือนกับเหตุการณ์จะเป็นที่ประเทศลิเบีย หรือจะเป็นที่ประเทศซีเรียต่าง ๆ เหล่านี้ ก็เป็นแหล่งข้อมูลอันสําคัญที่ว่าเราจะนํามารับฟัง แล้วก็มาพิจารณาเปรียบเทียบ ในการที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูปของประเทศไทยให้เป็นสังคมประชาธิปไตยที่แท้จริงหรือไม่ ผมก็อยากจะขอเสนอเป็นอย่างนี้นะครับว่าให้เดินทางให้น้อยใช้เวลา ๒๐ เดือนทํางาน ที่ประเทศไทยให้มาก แล้วก็เชื้อเชิญผู้ชํานาญการจากต่างประเทศทั้งจากประเทศนั้น ๆ แล้วก็องค์การระหว่างประเทศที่เขามีความชํานาญการในเรื่องสังคมปรองดอง ในเรื่องของ การเสริมสร้างประชาธิปไตยต่าง ๆ เหล่านี้ ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งนะครับ

ส่วนประเด็นที่ ๒ ขอกราบเรียนปรึกษา เดี๋ยวเราจะเชิญท่านมีชัยพูดเกี่ยวกับ เนื้อหา แต่ว่าก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาของการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะขอกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปที่ท่านมีชัยว่าจะขอให้ท่านช่วยวิเคราะห์ประเด็นปัญหาของการเมืองไทย ทําไมประชาธิปไตยถึงล้มเหลว เราจะต้องรู้อาการไข้เสียก่อน แล้วเราจะได้รู้ว่ายารักษาโรค คืออะไร ไม่อยากจะให้ท่านประธานมีชัยมาบอกว่ายารักษาโรคคืออะไร ถ้าเผื่อเราไม่ได้รู้ ประเด็นปัญหาจากมุมมองของท่าน แล้วมุมมองของท่านกับของพวกเราที่นั่งอยู่ที่นี่ จะเหมือนกันหรือไม่ว่าเราเข้าใจประเด็นปัญหาของความล้มเหลวของสังคมประชาธิปไตย อย่างไร หรือไม่นะครับ ทําความเข้าใจกันเสียก่อน จะได้ร่วมกันแก้ไขได้ให้แน่ชัดครับ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบพระคุณครับ ก็เป็นความเห็นที่มีคุณค่าและมีประโยชน์มากนะครับ ขอบพระคุณครับ ท่านสมาชิก สปท. ครับ ขณะนี้มีคณะบุคคลขออนุญาตเข้าฟังการประชุมสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ มีคณะบุคคลที่รับอนุญาตให้เข้าฟังการประชุมในขณะนี้คือ คณะสมาคม เกษตรกรก้าวหน้าจากจังหวัดบึงกาฬและจังหวัดสกลนคร จํานวน ๒๐ คน ซึ่งนั่งอยู่ ชั้นบนด้านหลังแล้วครับ ก็ขอต้อนรับคณะสมาคมเกษตรกรก้าวหน้าจากจังหวัดบึงกาฬ และจังหวัดสกลนคร จํานวน ๒๐ คนด้วย ขอบคุณครับ

จากนี้ไปจะขอเชิญสมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ โดยใช้เวลาท่านละไม่เกิน ๕ นาที ขอบคุณ ท่านแรกคือนายวันชัย สอนศิริ นะครับ

นายวันชัย สอนศิริ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สปท. วันชัย สอนศิริ ท่านประธานครับ เมื่อวานนี้เราได้มีการเจรจากันในเบื้องต้นว่าจะให้อภิปรายคนละ ไม่น้อยกว่า ประทานโทษครับ ประมาณ ๑๐ นาที ยังยืนยันอยู่อย่างนี้ไหมครับ ขออนุญาต ถามท่านประธานก่อนครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ตามกติกาไม่เกิน ๕ นาที แต่ดูตามเนื้อหาสาระเป็นหลัก มีการยืดหยุ่นครับ แต่ว่าขอไม่เกิน ๑๐ นาที

นายวันชัย สอนศิริ

ท่านประธานอย่างนี้ครับ ผมขอหารือท่านประธาน ผมไม่แน่ใจว่ามีสมาชิกของเราอภิปรายกันมากน้อยเท่าใด ๑. ถ้าเป็นไปได้นะครับ ออดประมาณ ๕ นาทีไม่ควรจะมีนะครับ ถ้าจะมี ๑๐ นาทีผมไม่ว่า เป็นข้อหารือ

ประการที่ ๒ ถ้าสมาชิกยังอภิปรายอยู่ในเนื้อหาสาระท่านก็กรุณาให้อภิปราย ไปด้วยก็แล้วกันนะครับ เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญ เพราะฉะนั้นพวกเราเองนั้นก็คงจะ ไม่อภิปรายกันสะเปะสะปะ หรือแบบน้ําท่วมทุ่งนะครับท่านประธาน ตกลงในหลักการกัน อย่างนี้นะครับ ผมขออนุญาตท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เรียนท่านวันชัยนะครับ ได้หารือมา ผมคิดว่าขณะนี้มีสมาชิกได้แจ้ง เบื้องต้นแล้ว ๒๐ ท่าน และคิดว่าน่าจะมากกว่านี้ อาจจะถึง ๓๐ ท่าน หรือ ๔๐ ท่าน เพราะฉะนั้นก็ขอให้ยึดหลักเกณฑ์ที่ผมได้ตอบข้อหารือท่านนะครับ โดยยึดหลักไม่เกิน ๕ นาทีเป็นหลัก โดยดูเนื้อหาสาระแล้วก็ผ่อนปรนไปถึง ๑๐ นาที ไม่เกินท่านละ ๑๐ นาที เพราะผมคิดว่าในประเด็นรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องสําคัญ แล้วกฎกติกาที่สําคัญก็คือสมาชิก มีอิสระในการอภิปรายทุกท่านนะครับ ขณะเดียวกันความเห็นจะถูกประมวลรวบรวมส่งให้ กรธ. โดยที่จะนําความเห็นทุกความเห็นนะครับ ซึ่งก็ถือปฏิบัติกันก่อนหน้านี้ เพราะฉะนั้น ก็เชิญท่านวันชัยครับ

นายวันชัย สอนศิริ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ก่อนที่จะอภิปรายเรื่อง รัฐธรรมนูญ ผมอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานและที่ประชุมให้ได้รับทราบว่าเป้าหมาย ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ และแก้ไข เพิ่มเติมนั้น เป้าหมายที่สําคัญนั้นมีหลัก ๆ อยู่ประมาณสัก ๖ เรื่อง แต่ผมอยากจะเน้นในช่วง ที่ผมอภิปรายนั้นประมาณสัก ๒-๓ เรื่องครับท่านประธาน ขออนุญาตอ่านแล้วผมจะได้ อภิปรายไปตามประเด็นดังที่ว่านี้ เป้าหมายนั้นเขาเขียนไว้ชัดเจนว่า ๑. เพื่อให้การปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความเหมาะสมกับสภาพ สังคมไทย ขีดเส้นใต้ครับท่านประธาน มีความเหมาะสมกับสังคมไทย เดี๋ยวมีเวลา จะอภิปรายประเด็นนี้ ประเด็นต่อมานั้น เพื่อให้มีระบบการเลือกตั้งที่สุจริตและเป็นธรรม แปลว่าคณะผู้ยึดอํานาจในครั้งนี้ รวมทั้งภาคส่วนของประชาชนทุกภาคส่วนเห็นว่าการเมือง ของบ้านเรามีปัญหานั้นเพราะการเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม เขาจึงมาเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ว่าเวลาร่างแล้วต้องให้การเลือกตั้งนั้นสุจริตเที่ยงธรรม

ประการต่อมา เพื่อให้มีกลไกป้องกันขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่มีประสิทธิภาพ นั่นหมายความว่าประชาชนรวมทั้งผู้ยึดอํานาจเห็นว่าบ้านเมืองเรามีปัญหา อันสําคัญอันหนึ่งนั้น ก็คือ ทุจริต โกงกิน คอร์รัปชัน เพราะฉะนั้นเวลาคุณร่างรัฐธรรมนูญ ต้องป้องกัน ปราบปราม ขจัดการทุจริตคอร์รัปชันให้ได้ นี่คือประเด็นใหญ่ ๆ ส่วนเรื่องอื่น ๆ มีอีกผมจะไม่พูดถึง ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตเรียนต่อท่านประธาน และขอย้ํา ต่อที่ประชุมเป็นครั้งที่ ๓ ว่า นักการเมืองดี การเมืองดี ทุกอย่างในประเทศนี้ดีหมดครับ นี่เป็นความเห็นของผม นักการเมืองดี การเมืองดี จะแก้ปัญหาทุกอย่างในประเทศนี้ได้ การเลือกตั้งดีก็คือการเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรมจะทําให้ได้นักการเมืองดี และการเมือง ดีแล้วก็จะเป็นการแก้ปัญหาในประเทศนี้ได้ เอาละครับ ท่านประธานครับ ประเด็นที่ผมจะ เจาะในการที่จะมีการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ก็คือต้องการให้มีการเลือกตั้งที่สุจริต และเป็นธรรมตามที่รัฐธรรมนูญกําหนด ท่านประธานครับ ผมได้มีโอกาสคุยกับนายตํารวจ ผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่ในที่นี้ ท่านบอกกับผมท่านประธาน อาจารย์วันชัยถ้าตํารวจควบคุม การเลือกตั้งดําเนินคดีจริง ๆ มันไม่มีหรอกที่จะซื้อสิทธิขายเสียงกันได้ ที่ซื้อสิทธิขายเสียง และทุจริตการเลือกตั้งกันได้ก็คือจับฝ่ายอื่นไม่จับพวกกัน นี่ตํารวจผู้ใหญ่นั่งอยู่ตรงนี้ พูดให้กระผมฟัง นั่นแปลว่าอํานาจรัฐทั้งข้าราชการ ทหาร ตํารวจ และฝ่ายปกครอง รวมทั้ง กกต. นั้นมีส่วนอย่างสําคัญในการที่จะทําให้การเลือกตั้งนั้นสุจริตเที่ยงธรรมครับ เอาละครับก่อนที่ผมจะไปถึงการเลือกตั้งท่านประธาน ผมว่าเราต้องตัดไฟแต่ต้นลมตั้งแต่ เบื้องต้น เพราะฉะนั้นในการร่างรัฐธรรมนูญเอาตั้งแต่ก่อนสมัครก่อนครับท่านประธานให้เป็น เป็นรูปธรรม ส่วนจะไปร่างอย่างไรค่อยว่ากันเป็นตัวบทกฎหมาย มันจะต้องมีกระบวนการ ในการร่อนตะแกรงครับท่านประธานให้ได้คนดีนั้นมานั่งอยู่ในสภา ให้ได้คนดีนั้นมานั่งอยู่ใน ทั้ง อบต. อบจ. เทศบาล คนชั่วต้องไม่มีสิทธิมาลอยหน้าลอยตาในเวทีทางการเมืองอีกต่อไป ท่านประธานทราบไหมครับ ขนาดองค์กรของผมสภาทนายความองค์กรเล็ก ๆ เขายังเขียนไว้ใน กฎหมายเลยว่าใครจะเป็นทนายความได้นั้นต้องมีความน่าเชื่อถือไว้วางใจในความซื่อสัตย์สุจริต องค์กรเล็ก ๆ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นใครที่มีประวัติทุจริต มีประวัติถูกไล่ออกจากราชการ ปลดออกจากราชการ ที่ทุจริตอย่าไปเสนอหน้าจะมาเป็นทนายความแค่องค์กรเล็ก ๆ ดังนั้น ท่านกําลังจะมามีอํานาจทั้งออกกฎหมาย มีอํานาจทั้งการปกครอง มีอํานาจทั้งการใช้ งบประมาณ ผมว่าต้องเขียนไว้ในคุณสมบัติของผู้สมัครเลยครับท่านประธาน ต้องเขียนไว้ ให้ชัดเจน

๑. ใครเคยมีประวัติที่ถูกลงโทษ ทุจริต โกงกิน คอร์รัปชัน ต้องไม่มีสิทธิ มาสมัครโดยเด็ดขาด ถือว่าหมอนี่มีตําหนิที่ไม่ควรจะมาอยู่ในเวทีทางการเมืองอีกต่อไป ไม่ว่าจะในอดีตหรือปัจจุบันก็ตาม

๒. ใครเคยมีประวัติถูกศาลตัดสิน ตัดสิทธิ ทุจริตเลือกตั้ง คนอย่างนี้ต้องไม่มีสิทธิ มาลงสมัครอย่างเด็ดขาดเช่นกันครับท่านประธาน รวมทั้งคนที่ถูกถอดถอนในสภานี้ ก็เหมือนกันอยู่ในข้อนี้

ประการที่ ๓ ใครมีประวัติไม่น่าไว้วางใจในความซื่อสัตย์สุจริตอย่างที่ผม กราบเรียนแล้ว เคยเป็นข้าราชการถูกปลดออก ไล่ออก หรือถูกศาลพิพากษาจําคุก หรือแม้แต่รอลงอาญาในคดีที่ไม่น่าไว้วางใจในความซื่อสัตย์สุจริต ยักยอกเขา โกงเขา ลักทรัพย์เขา แม้แต่รอลงอาญาครับท่านประธาน สภาทนายความเขายังไม่รับจดเลยครับ ทําไมเราจะต้องให้คนเหล่านี้มาสมัครรับเลือกตั้งครับ

ประการต่อมาครับเป็นประการสุดท้าย คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ คราวที่แล้วเขาทําแล้วคือการตรวจสอบการเสียภาษีที่คุณจะต้องแสดงว่าคุณเป็นคนไทยนั้น ได้เสียภาษีอย่างไรหรือไม่ มีจิตใจเพื่อสาธารณะ หลบเลี่ยง หลีกเลี่ยง หนีภาษีอย่างไร หรือเปล่า ประวัติทางการเงินและประวัติของการเสียภาษีนั้นผมว่าก็เป็นส่วนหนึ่งของ การตรวจสอบร่อนตะแกรงคนดีครับท่านประธาน เอาละครับ นี่เป็นเรื่องคุณสมบัติที่จะต้องเขียน ไว้ในรัฐธรรมนูญไม่อย่างนั้นเราก็จะได้นักการเมืองกันหน้าเดิม ๆ คนโกง คนค้ายาเสพติด บางคนยังมานั่งในสภา บางคนเป็นเจ้าพ่อผู้มีอิทธิพลเห็นกันอยู่ทั้งจังหวัดท่านประธาน คนอย่างนี้ก็มาเป็น ส.ส. ได้ มีมือปืนกันเต็มสภาอย่างนี้ไหวหรือครับ เอาละนั่นก่อนสมัคร พอสมัครรับเลือกตั้งแล้วน่าจะมีกระบวนการดังต่อไปนี้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูก

๑. การหาเสียง ผมเองก็เคยสมัครทั้ง ส.ข. ส.ส. ส อะไรอย่างนี้ครับ ท่านประธาน ผมว่าการหาเสียงนี่ต้องเขียนให้ชัดเลยว่าอะไรคุณทําได้ อะไรคุณทําไม่ได้ ที่แล้วมามันต้องตีความบางครั้งได้ บางครั้งไม่ได้เป็นเรื่องปวดหัวของ ส.ส. เขา ของผู้สมัคร ทุกระดับครับ รัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกต้องเขียนให้ชัดให้เท่าเทียมกันเสมอกัน

ประการต่อมาครับ การหาเสียงแบบโครงการประชานิยมที่กําหนดเป็น โครงการเลยครับ ประเทศจะเสียหาย ประชาชนจะย่อยยับอย่างไรผมว่าต้องเลิกครับ ในรัฐธรรมนูญต้องกําหนด ผมคิดว่าเขาพยายามทําอยู่แล้วไม่ให้มี อย่างโครงการจํานําข้าว รถคันแรก เสียทั้งเงิน เสียทั้งระบบครับท่านประธาน อย่างนี้ต้องไม่ให้มีอีกต่อไป นี่เป็นเพียง ตัวอย่างนะครับ จะต้องเข้าใจถึงระบบการเงินของประเทศด้วยไม่อย่างนั้นใครบอกว่า อยากจะหาเสียงได้หัวละ ๒,๐๐๐ บาท ก็หาเสียงกันสิครับ อย่างนี้ก็ตายสิครับท่านประธาน อย่างนี้ก็ต้องห้าม

ประการที่ ๓ ครับ ท่านประธานองคมนตรีพูดดีมากครับท่านประธาน พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ บอกว่าเรื่องทุจริต โกงกิน คอร์รัปชัน ต้องรุนแรงและรวดเร็ว เหมือนกันครับ การลงโทษการทุจริตต่อการเลือกตั้งนี่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งเลยนะครับ ต้องรุนแรงและรวดเร็วให้มันเห็นผลกันในชาตินี้จะจะในสมัยนี้ละครับท่านประธาน ไม่ใช่ ทุจริตเลือกตั้งแล้วไปรอกันอีก ๑๐ ปี ๔ ปี ๕ ปี ต้องเขียนไว้ในกฎหมายเลยว่าต้องเสร็จ ภายใน ๑ ปี ภายใน ๒ ปี

ประการต่อมาครับท่านประธาน คนซื้อ คนขาย คนทุจริต ต้องถูกตัดสิทธิ ทางการเมืองตลอดชีวิตครับ อันนี้โพล (Poll) ของพี่น้องประชาชนหลายโพล (Poll) หลายสํานักเห็นพ้องต้องกันเลยว่าใครทุจริตการเลือกตั้ง หรือใครมีส่วนร่วมต่อการทุจริต ประหารชีวิตทางการเมืองไปเลยครับท่านประธาน ผมเองยังเสนอเลยครับท่านประธาน ว่าควรจะห้ามลูกเมียได้ก็ควรห้าม ห้ามพ่อแม่ได้ก็ควรจะห้าม ไม่อย่างนั้นบ้านเมืองเรา เป็นตัวตลกนะครับ เอาเมียมานั่งเป็น ส.ส. มาเป็นรัฐมนตรี ผัวอยู่บ้านคอยชักใย ตลกไหมท่านประธาน เอาลูกมาเป็น พ่อนั่งอยู่บ้าน เห็นกันจะจะนั่นมันตลก ผมถึงบอกว่าอย่างนี้มันต้องตัดสิทธิถึงลูก ถึงเมีย ถึงพ่อ ถึงแม่มันถึงจะดีครับท่านประธาน

ประการต่อมา โทษทางอาญานั้นต้องหนัก เพราะผมถือว่าใครก็ตามที่ทําลาย ระบอบประชาธิปไตยโดยการทุจริตซื้อสิทธิขายเสียงนั้นถือว่าเป็นคนร้ายมากครับ ท่านประธาน ดังนั้นโทษควรจะหนักเหมือนกับคดีอาญาทั่วไปคือจําคุกถึง ๒๐ ปี หรือตลอดชีวิต ที่แล้วมานั้นไม่หนักเท่าไรครับ บางคนรอลงอาญาโน่นนี่นั่นบ้าง บางคน เผลอแป๊บเดียว ๕ ปีมาเสนอหน้าในเวทีทางการเมืองอีกแล้ว อย่างนี้ต้อง ๒๐ ปี ถึงตลอดชีวิต

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขออนุญาตนะครับ ผมเห็นว่าเป็นสาระที่เป็นประโยชน์มาก ก็อนุโลมให้อีก ๒ นาทีนะครับ

นายวันชัย สอนศิริ

ขอบพระคุณมากครับ แต่ถ้าอาจจะเลยไป ท่านประธานก็คอยเตือนในเวลาอันเหมาะสมก็แล้วกัน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ยินดีครับ แต่ว่าตอนนี้ ๒๐ ท่านใช้เวลาประมาณร่วม ๓ ชั่วโมง ยังมีทยอยอยู่ ก็ขอให้กระชับเผื่อให้คนอื่นได้พูดบ้างเพราะว่าประเด็นของท่านดีมากครับ เชิญต่อครับ

นายวันชัย สอนศิริ

ท่านประธานครับ นอกจากคนที่สมัครตลอดจน ผู้ที่ใช้สิทธิคนที่มีส่วนร่วมต่อการเลือกตั้งแล้ว ผมว่าประเด็นนี้ค่อนข้างจะชัดเจนก็คือ ถ้ากรรมการบริหารพรรครู้เห็นเป็นใจหรือมีส่วนร่วม ไม่ต้องลังเลครับ อย่ามาถกแถลง กันอีกเลย ต้องยุบพรรคนี้ทิ้งไปเลยครับ เพราะตัวเองเป็นกรรมการบริหารแท้ ๆ ดันมีส่วนทําผิด

ประการสุดท้าย ต่อประเด็นนี้ก็คือทั้งรัฐธรรมนูญ กฎหมายลูกต้องชัดเจน เข้มแข็ง เด็ดขาด รุนแรง และรวดเร็ว นอกจากนี้ครับท่านประธาน รัฐธรรมนูญดี กฎหมายลูกดี กติกาดี การบังคับใช้กฎหมายโดย กกต. และผู้ปฏิบัติต้องดีจริงครับ ท่านประธาน ถ้า กกต. ทํางานเหมือนทุกวันนี้ เมื่อสักครู่นี้ท่าน ส.ส. ทางภาคเหนือ บอกผมแล้วว่า อาจารย์วันชัย กกต. กลายเป็นแหล่งวิ่งเต้นเพื่อจะให้ใครรอดหรือไม่รอดได้ เพราะฉะนั้นผมถึงบอกว่า กกต. นั้นต้องปรับวิธีคิด วิธีการทํางานแบบเชิงรุกกันใหม่ทั้งหมด ทั้งตัวบทกฎหมายต้องเขียนใหม่ ต้องเป็นลักษณะต้องกล้า ถึงลูกถึงคน ถึงสนาม ต้องมี การฝังตัวในการทํางานให้ทุกคนมีความตื่นตระหนกตกใจอย่างสําคัญเลยว่าตอนนี้ เลือกตั้งแล้วนะ เราจะมาซื้อสิทธิขายเสียงกันแบบเก่าไม่ได้ เพราะมีทั้งเจ้าหน้าที่ทุกระดับ ทั้งตํารวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง กกต. ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนบ้าง

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขออนุญาตสรุปได้แล้วครับ

นายวันชัย สอนศิริ

กระบวนการเหล่านี้ผมว่าเป็นเรื่องสําคัญ เพราะฉะนั้น ผมถือว่าถ้ากฎ กติกาดี กรรมการดี คนแพ้ยอมรับได้ครับท่านประธาน กฎ กติกาดี แต่กรรมการไม่ดีคนแพ้ก็ไม่ยอมครับ การปรองดองก็ไม่เกิดขึ้น

และอีกประเด็นหนึ่งท่านประธานนิดเดียว

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านครับ ผมขออนุญาต ผมผ่อนผันแล้ว เพราะฉะนั้นใน ๓๐ วินาทีนี้ท่านสรุป ประเด็นสุดท้ายครับ

นายวันชัย สอนศิริ

ท่านประธานครับ เรื่องใหญ่ของประเทศผมไม่ได้พูด อะไรเหลวไหลนะครับท่านประธาน นิดเดียว ถ้าผมพูดเหลวไหลท่านว่าเลยแล้วบอกให้ คุณวันชัยนั่งนะครับ ท่านประธานครับ สุดท้ายที่ผมอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธาน ผมว่าอีกเรื่องหนึ่งซึ่งผมขอย้ํานอกจากเขียนในรัฐธรรมนูญต่าง ๆ แล้ว กลไกในการสร้าง จิตสํานึกของคนตั้งแต่วันนี้จนกระทั่งก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งผมใช้คําว่า ให้เหล้าเท่ากับแช่ง ต่อไปนี้ต้องให้สร้างจิตสํานึกให้มีความรู้สึกว่าถ้าซื้อเสียง ขายสิทธิ ทุจริตต่อตัวเอง และประเทศ ต้องทําให้ได้ และต้องสร้างขึ้นให้ได้ ทั้งรัฐธรรมนูญและรัฐบาล กกต. ต้องเริ่มเสียตั้งแต่บัดนี้และวันนี้เป็นต้นไป ความจริงผมอยากจะพูดเรื่องประชาธิปไตย ที่เหมาะสมกับสังคมไทยด้วย เอาละครับ แต่เรื่องใหญ่ของประเทศเราก็ใช้เวลากันน้อย ๆ ก็พอครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ก็เกือบ ๑๕ นาที ผ่อนปรนให้ในฐานะเป็นท่านแรก แล้วก็ผมจดทุกประเด็น ที่ท่านนําเสนอนะครับ แล้วก็ทุกท่านด้วย เพราะว่าล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์ แต่ขอความกรุณา ในกรณีการพาดพิงองค์กรอื่นนะครับ ก็โปรดระมัดระวังและให้เกียรติองค์กรอื่นด้วย เพราะว่าเขาไม่มีสิทธิมาชี้แจง ยังไม่อยากเป็นคดีให้ท่านวันชัยไปเป็นทนายให้ สปท. นะครับ ขณะเดียวกันก็ต้องเรียนท่านสื่อมวลชนนะครับ แล้วท่านที่รับฟังหรือรับชมการถ่ายทอดสด ขณะนี้ได้โปรดเข้าใจว่าการแสดงความคิดเห็นของสมาชิกแต่ละท่านเป็นความคิดเห็น เฉพาะตัวเฉพาะตน ไม่ใช่ของ สปท. มิฉะนั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้จะมาพาดหัวข่าวว่า สปท. เสนอให้ ตัดสินประหารชีวิตทางการเมืองบัญญัติในรัฐธรรมนูญอย่างนี้เป็นต้น ก็ต้องขอความกรุณา ท่านบรรณาธิการหัวหน้าข่าวทั้งหลายทุกสื่อด้วยว่ากรุณาระบุตัวบุคคลเวลาพาดหัว อย่าเหมารวมเป็น สปท. เพราะว่าเราไม่มีมตินะครับ การดําเนินการเช่นนี้เรียนท่านสมาชิก และบรรดาสื่อมวลชนแล้วก็ท่านผู้ฟังผู้ชมว่าเมื่อครั้ง สปช. ได้ถูกกําหนดโดยบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญให้เสนอความเห็นต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น เขียนไว้เป็นหน้าที่เลย และเป็น ๑ ในกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ จึงต้องดําเนินการ ระหว่างวันที่ ๑๗-๑๙ ธันวาคม อภิปรายกันเต็มที่ รวบรวมประมวลได้ ๒๔๖ ประเด็นข้อเสนอความคิดเห็น แล้วก็ส่งให้กับกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดท่านบวรศักดิ์ จึงถือเป็นวันแรก ที่กรรมาธิการยกร่างมีสิทธิที่จะยกร่างตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ อันนี้รัฐธรรมนูญเขียนไว้ แต่กระบวนการเดียวกันครับ คือสมาชิกอภิปรายแล้วไม่ได้ถือว่าเป็นความเห็นของ สปช. ในขณะนั้นเฉกเช่นวันนี้ก็ขอให้เข้าใจและถือปฏิบัติตามนี้นะครับ ท่านต่อไปครับ ขอเชิญ ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ท่านอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ แล้วก็อดีตรองประธาน สภาร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าจําไม่ผิดนะครับ ขอเชิญครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอกราบเรียนท่านประธาน ในส่วนของการแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะตามวาระที่กําหนดไว้ สิ่งที่ต้องกราบเรียนว่า การเสนอความคิดเห็นของ สปท. ดังกล่าวนี้ไม่ใช่จะไม่มีความหมายเสียเลย แม้ว่าตัว รัฐธรรมนูญเองจะบัญญัติในเรื่องการรับฟังความคิดเห็นของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่จะต้องรับฟังฝ่ายต่าง ๆ แต่ไม่มีส่วนของ สปท. สปท. ก็คือส่วนหนึ่งของความคิดเห็นของ ประชาชนที่รัฐธรรมนูญกําหนดไว้หรือบัญญัติไว้ แต่สิ่งที่เป็นความเชื่อมโยงกันระหว่าง คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญกับ สปท. ก็ยังมีความเชื่อมโยงและมีความสัมพันธ์กันอยู่ ไม่ใช่จะแยกจากกันโดยเด็ดขาด โดยท่านประธานจะเห็นได้จากรัฐธรรมนูญเอง เข้าใจว่า มาตรา ๙๔ ประทานโทษ มาตรา ๓๙ ได้บัญญัติในเรื่องที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จะต้องจัดทํากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่จําเป็น ส่วน สปท. เองในมาตรา ๓๙/๒ ได้บัญญัติให้ สปท. เรานั้นมีอํานาจหน้าที่ในการออก พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกันนี่ คือความเชื่อมโยงครับว่าในความเชื่อมโยง ดังกล่าวนี้ถ้าหากว่าคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญให้ความสําคัญ สปท. แล้วจัดทํากฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นโดยร่วมกันคิดร่วมกันทําก็จะเกิดแนวทางการทํางานร่วมกัน แต่อย่างไรก็ตามวันนี้น่าจะมีตัวแทนของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญอย่างน้อยสัก ๑ ท่าน มานั่งในห้องนี้เพื่อจะรับฟังความเห็นของ สปท. ไม่ใช่ฟังข้างนอกห้องหรือไปฟังทางภาพโทรทัศน์ ต้องกราบเรียนท่านประธานนี่คือความสําคัญ ถ้าจะฟังความคิดเห็นกันแล้วผมก็ให้เกียรติท่าน แต่ท่านก็น่าจะให้เกียรติสภาแห่งนี้ด้วยโดยให้มีตัวแทนมานั่งรับฟัง

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขออนุญาตท่านเสรีนะครับ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง มิฉะนั้นอาจจะ ตีความว่าคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญไม่ให้เกียรติ สปท. มิใช่เช่นนั้น อยากทําความเข้าใจ ว่าท่านได้ให้เกียรติเราอย่างมากทั้งที่รัฐธรรมนูญไม่ได้กําหนดเลย แล้วความเชื่อมโยงที่ท่าน อ้างถึงนั้นได้ประสานที่จะตั้งคณะกรรมการประสานงานระหว่างกันต่างฝ่ายต่างให้เกียรติ และวันนี้เราดําเนินการตามที่ท่านมีหนังสือมาถึงทางท่านประธานดอกเตอร์ทินพันธุ์นะครับ แล้วก็ได้ตกลงกันว่าเราจะอภิปรายลักษณะนี้ครับ จะไม่มีกรรมการร่างรัฐธรรมนูญมานั่ง เพราะนั้นเดี๋ยวจะเกิดความเข้าใจผิดว่าท่านไม่ให้เกียรติ เราขอให้สมาชิกได้เข้าใจตรงกันครับ เข้าใจเจตนาท่านเสรี แต่ว่ากระบวนการของเราเป็นเช่นนี้ครับ เชิญต่อเลยครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ 🔗

ขอบพระคุณท่านประธานครับ ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะเข้าใจผิดก็เพราะท่านประธานพูดแบบนี้ละครับ ผมเพียงแต่บอกว่าถ้าท่านให้เกียรติน่าจะมาสัก ๑ ท่านมานั่งฟังแทนที่จะไปนั่งฟังข้างนอก ผมไม่ได้ว่าท่านไม่ฟังนะครับ ฟังอยู่ครับ เพราะฉะนั้นผมไม่ได้กล่าวหาว่าท่านไม่ให้เกียรติ ต้องกราบเรียนท่านประธานครับว่าข้อเสนอแนะดังกล่าวนี้ผมเข้าใจว่าน่าจะล้วนเป็นประโยชน์ สิ่งที่ผมอยากจะเสนอแนะก็คือแนวทางวิธีการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ ช่วงที่ผมเป็น สปช. ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมได้เสนอแนวทาง การร่างรัฐธรรมนูญกับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในขณะนั้นร่วมกับคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการเมือง โดยจัดทําร่างรัฐธรรมนูญมีเนื้อหาสาระ ๑๑๕ มาตรา ใน ๑๑๕ มาตรา มีแนวทางของการแก้ปัญหาบ้านเมืองไว้ครบถ้วน การร่างรัฐธรรมนูญไม่จําเป็นต้องร่าง อย่างยืดยาวและมีรายละเอียดมากจนกลายเป็นปัญหาตามสิ่งที่ปรากฏอยู่ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ผมขอเสนอคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญว่าในการร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวนั้นเราได้จัดทํา แนวทางการแก้ปัญหาของประเทศมาตลอด รัฐธรรมนูญก็คือกลไกสําคัญในการบริหาร ประเทศ การบริหารประเทศที่ผ่านมาเป็นลักษณะของการบริหารในลักษณะทางการเมือง ที่ล้มเหลวมาตลอด การร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมาผมมีส่วนเกี่ยวข้องตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็เป็น ส.ส.ร. ในช่วงนั้น ทําให้เห็นปัญหาครับ ท่านประธาน ถ้าจะให้เสนอแนะหรือแนะนําคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญในช่วงเวลานี้ ก็อยากจะบอกว่าสิ่งที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้เสนอทางสื่อมวลชนในประเด็นต่าง ๆ นั้น เสมือนหนึ่งเป็นสูตรสําเร็จของการที่จะเขียนแนวทางการแก้ปัญหาไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ผลที่ออกมานั้นไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาประเทศได้เลย เพราะเวลาเราเขียนรัฐธรรมนูญครั้งใดก็ตามเราก็จะคิดอะไรใหม่ ๆ อยู่ตลอด ระบบ การเลือกตั้งที่กําหนดไว้เขียนรัฐธรรมนูญทีไรก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ไม่มีหลักการอะไร ที่แน่นอน บ้านเราจึงไม่มีการพัฒนาทางการเมืองที่ก้าวหน้าครับ ซ้ํากลายเป็นการเมืองที่ถอยหลัง ถ้าเปรียบเทียบกับการเมืองของประเทศเมียนมาหรือประเทศพม่านั้นเขาเป็นการพัฒนา ทางการเมืองที่มีความก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆ แต่ของเราพยายามคิดสูตรสําเร็จตลอด พอคิดสูตร สําเร็จแล้วก็เลยได้แต่เรื่องใหม่ ๆ ในแต่ละครั้งที่มีการยกร่างรัฐธรรมนูญ คราวนี้ ก็เช่นเดียวกันครับท่านประธาน จากการที่เราเลือกตั้งมาตั้งแต่ใช้รัฐธรรมนูญมาหลายครั้ง วิธีการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภานั้นไม่มีอะไรที่เป็นหลักการ สําคัญให้การพัฒนาทางการเมืองก้าวหน้าได้เลย เปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ผมได้ไปดูรัฐธรรมนูญ ในประเทศหลายประเทศแล้วก็ตรวจสอบมา แม้กระทั่งของประเทศเยอรมนีเองท่านประธาน ประเทศเกาหลี ประเทศญี่ปุ่น ประเทศสหรัฐอเมริกา หลายประเทศครับ ท่านไปดูเลยครับ วิธีร่างรัฐธรรมนูญของเขานี้ เขาไม่เอารายละเอียดนี้ไปเขียนในรัฐธรรมนูญว่าวิธีการเลือกตั้ง จะใช้วิธีอย่างไร จะนับคะแนนอย่างไร เขาไม่เขียนครับ แต่เขาไปเขียนไว้ในกฎหมายลูก ผมว่าสิ่งนี้อยากจะฝากไปทางท่านประธานผ่านไปยังกรรมการร่างรัฐธรรมนูญว่าถึงเวลานี้ ท่านจะต้องร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่นําความขัดแย้งเข้าไปอยู่ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ถ้าเป็นไปได้นี่นะครับ ท่านเสนอแนวคิดได้ครับว่าการเลือกตั้งจะแบบไหน วิธีนับคะแนน อย่างไร แต่ควรที่จะไปอยู่ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ไม่จําเป็นต้องใส่ในตัวรัฐธรรมนูญ เพราะถ้าหากว่าใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญแล้วพอเวลาเกิดปัญหาอะไรขึ้นมาก็แก้ยาก แก้ไม่ได้ แล้วเราก็ใช้รัฐธรรมนูญฉบับนั้นไปจนกระทั่งการเมืองล้มเหลวหรือสิ้นสภาพไป ผมต้องเรียน ท่านประธานว่าวิธีการร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวนี้อยากเสนอแบ่งเป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งก็คือ ส่วนของเนื้อหาในรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจจะไม่ต้องใส่รายละเอียดอะไรมาก แต่วางหลักการ สําคัญไว้ว่าเราจะมี ส.ส. ๕๐๐ คน ส.ส. บัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน หรือ ๑๕๐ คน ส.ส. เขต ๓๕๐ คน หรือ ๔๐๐ คน เราวางหลักไว้แค่นั้นครับ ส่วนวิธีการจัดเขตก็ดี หรือวิธีการ นับคะแนนก็ดี ให้ไปอยู่ในกฎหมายลูกเสีย บางครั้งพอเรากําหนด ส.ส. ๓๕๐ คน เป็น ส.ส. เขต บัญชีรายชื่ออีก ๑๕๐ คน มันมีคําถามครับว่าทําไมถึงกําหนดตัวเลขไว้อย่างนี้ การกําหนด พื้นที่นี้เราต้องเข้าใจว่าเรากําลังทําอะไร เรากําลังเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็คือ ตัวแทนของประชาชนครับ ตัวแทนของประชาชนทําหน้าที่อะไรครับ ทําหน้าที่ดูแลทุกข์สุข นําปัญหาของประชาชนมาแก้ปัญหา ที่ผ่านมาเขาจึงกําหนดว่าประชาชน ๑๕๐,๐๐๐ คน ได้ ส.ส. ๑ คน แล้วเราก็เฉลี่ยออกมาก็จะตกประมาณ ๔๐๐ คน จริง ๆ มาถึงปัจจุบันนี้ ผมไม่เห็นความจําเป็นจะต้องมีบัญชีรายชื่อเลยหรือปาร์ตี้ลิสต์ (Party list) เลย แต่ที่ผ่านมา เราใช้บัญชีปาร์ตี้ลิสต์ (Party list) ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๐ มาแล้ว ผมไม่อยากขัดใจนักการเมืองครับ พอเราบอกว่าเคยเสนอไปว่าจะไม่มีบัญชีรายชื่อ ก็ออกมา โวยวายตีโพยตีพายก็มีนะครับ ถ้าหากว่าเราต้องการตัวแทนประชาชนครับท่านประธาน เราควรจะยึดหลักว่าคนที่มาเป็นตัวแทนประชาชนนั้นควรที่จะดูแลทุกข์สุขของประชาชนได้ จึงให้ประชาชนมีตัวแทนของเขา ก็คือ ๑๕๐,๐๐๐ คน ได้ ส.ส. ๑ คน เฉลี่ยแล้วก็จะได้ ส.ส. เขต ๔๐๐ คน มันมีเหตุมีผลครับ แทนที่ท่านจะไป ๓๕๐ คน กับบัญชีรายชื่อ ๑๕๐ คน ทีนี้สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะฝากกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญไปครับ ที่ผมบอกว่าการเขียนรัฐธรรมนูญคราวนี้ต้องแยกเนื้อหารัฐธรรมนูญ ไว้ส่วนหนึ่ง แต่ส่วนการแก้ปัญหาบ้านเมืองนี่นะครับ ควรอยู่ที่ไหนครับ ควรอยู่ในบทเฉพาะกาล เมื่ออยู่ในบทเฉพาะกาลแล้วถ้าจะกําหนดวิธีการอย่างไรก็ตาม ต้องมีความชัดเจนว่า มันเป็นเรื่องของการทดลองครับ การทดลอง ส.ส. ให้มี ส.ส. เขต หรือบัญชีของ พรรคการเมืองนี่นะครับ ถ้ากําหนดไว้อย่างนี้ไปใส่ในบทเฉพาะกาลเลยเพราะว่าสิ่งที่ปรากฏ คือเราไม่รู้ว่ามันดีจริงหรือเปล่า เราไม่รู้ว่ามันเหมาะสมกับประเทศไทยจริงหรือเปล่า ดังนั้น ผมเสนอกรรมการผ่านท่านประธานนะครับ ถ้าเลือกตั้งคราวต่อไปอย่าเพิ่งไปกําหนดเวลา ให้ดํารงตําแหน่ง ๔ ปี หรือวาระละ ๔ ปีครับ เอาแค่ ๒ ปีก่อน ๒ ปีดูว่าการเลือกตั้ง สุจริตเที่ยงธรรมไหม ๒ ปีแรกมีการซื้อสิทธิขายเสียงหรือเปล่า แก้ปัญหาได้จริงไหม ๒ ปีแรกนี่ดูสิว่าการทําหน้าที่ของคนที่ได้รับเลือกตั้งใช้อํานาจอยู่ในกรอบ ในร่องในรอย ใช้อํานาจโดยการบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ผมว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ มันเป็นบทพิสูจน์ ถ้าหากว่าเราใช้วิธีนี้นะครับ ใช้การเลือกตั้งสัก ๒ ครั้ง ครั้งละ ๒ ปี การซื้อสิทธิขายเสียงผมเชื่อว่าลดลงแน่ ใครอยากจะเสียเงินเยอะ ๆ กับการลงเลือกตั้งล่ะครับ ถามว่าประเทศอื่นมีไหม มีครับ บางประเทศหลายประเทศเขาก็กําหนดระยะเวลาให้สั้นลง และกําหนดอย่างยั่งยืนด้วยซ้ําไปนะครับ ดังนั้นจริง ๆ ผมก็เข้าใจท่านประธานนะครับว่า ท่านต้องการบริหารเวลา ผมเข้าใจครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง

นายเสรี สุวรรณภานนท์

แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะฝากท่านประธานครับว่า เรากําลังทําอะไร เราต้องรู้ตัวเราครับตอนนี้ เรากําลังจะปฏิรูปประเทศ จริง ๆ แล้วถ้าเราพูด เรื่องสําคัญของบ้านเมืองนี่มันจะ ๓ ชั่วโมง ๕ ชั่วโมง หรือวันหนึ่งมันก็เป็นเรื่องจําเป็น วันนี้ไม่จบก็พรุ่งนี้ต่อ อันนี้ผมฝากไว้เท่านั้นเองนะครับ เพื่อให้เห็นถึงการแก้ปัญหาที่ถูกทาง อย่าให้เหมือนพูด ๕ นาทีจบแล้วก็ไป ๆ มา ๆ ท่านประธานเชื่อไหมครับ บางคนเตรียมการ ไว้อย่างดีครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านครับ เข้าประเด็นเถอะครับ เรื่องเหล่านั้นทราบ เวลาท่านไปเป็นประธาน คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองท่านก็คงต้องมีกฎ กติกานะครับ เชิญครับ แล้วเราก็มี ความเห็นกันตั้ง ๒๐๐ ความเห็น ท่านเดียวก็ต้องอยู่ในเวลาและประเด็นที่ท่านเห็นว่า สําคัญที่สุดนะครับ ท่านอื่นก็อาจจะมีประเด็นอื่นนะครับ เชิญต่อครับ ขอสรุปใน ๑ นาทีนะครับ ท่านครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์

ขอบคุณครับ พอดีที่ผมพูดไปตรงนั้นก็เพราะว่า ผมกําลังหาเอกสารไม่เจอครับ ท่านประธานครับ สิ่งหนึ่งที่จะแก้ปัญหาเมื่อสักครู่ ที่กราบเรียนว่าการแก้ปัญหาของบ้านเมืองในปัจจุบันนั้นอยู่ที่บทเฉพาะกาล การได้มา ซึ่ง ส.ว. ก็ดี นายกรัฐมนตรีก็ดี อย่าเพิ่งไปเขียนไว้ตายตัวในเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ แต่ขอเสนอให้ไปเขียนไว้ในบทเฉพาะกาลว่านายกรัฐมนตรีนั้น ถ้าโดยหลักแล้วจะมาจาก การเลือกตั้ง มาจาก ส.ส. ก็ไม่ว่ากัน แต่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านในช่วงระยะเวลาที่แก้ปัญหาประเทศ ในบทเฉพาะกาลอาจจะระบุไว้ว่านายกรัฐมนตรีอาจจะมาจาก ส.ส. หรือไม่ได้เป็น ส.ส. ก็ได้ เพราะว่าเป็นช่วงเวลาที่จะแก้ไขปัญหาประเทศ ส่วนวันเลือกตั้งนั้นอย่าไปล็อก ในรัฐธรรมนูญครับ อย่าไปล็อกว่าจะต้องเลือกตั้งวันนั้นวันนี้ ควรให้เป็นเรื่องของบทบัญญัติ ในรัฐธรรมนูญโดยกําหนดอํานาจหน้าที่ว่าคนที่มีความรับผิดชอบในประกาศพระราชกฤษฎีกา การเลือกตั้งนั้นคือ ครม. ซึ่งก็จะดูความเหมาะสม ดูสถานการณ์ของบ้านเมือง ของประเทศ แต่ก็อยู่ในระยะเวลาโรดแมป (Road map) ที่รัฐบาลหรือ คสช. กําหนดไว้นะครับ ส่วน ส.ว. นั้น ก็ใช้วิธีการเดียวกันครับ โดยหลักอาจจะเลือกตั้ง แต่ในบทเฉพาะกาลอาจจะแต่งตั้งไปก่อน เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้นะครับ ด้วยระยะเวลาจํากัดก็ขอบคุณท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ ท่านสมาชิกครับ เผอิญมีแจ้งสําหรับเฉพาะคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษานะครับ เผอิญท่านประธานคณะกรรมาธิการ ประสานมาด้วยเหตุจําเป็นจริง ๆ เพราะฉะนั้นจึงขอเลื่อนการประชุมมาเป็นวันนี้ครับ เวลา ๑๒.๐๐ นาฬิกา ถึง ๑๓.๐๐ นาฬิกา ที่ห้องหมายเลข ๓๖๐๑ ชั้น ๖ อาคารรัฐสภา ๓ ผมได้ประสานแล้วก็เห็นว่าจําเป็นเร่งด่วนจริง ๆ ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ปกติในช่วงการประชุมใหญ่ เราจะไม่ให้มีการนัดประชุมคณะกรรมาธิการ เพราะฉะนั้นก็ขอถือปฏิบัติ แต่ว่าเนื่องจากครั้งนี้ ท่านประธานก็เรียนแล้วนะครับว่าท่านต้องการให้รวดเร็วก็นัดวันพรุ่งนี้ แต่ว่าเนื่องจากคณะนี้ ขอเป็นพิเศษ เร็วกว่านั้นอีกคือวันนี้เลย ช่วงรับประทานอาหารนะครับ ขอแจ้งให้ กรรมาธิการในชุดนี้ได้ทราบนะครับ สําหรับท่านต่อไปนะครับ ท่านจินดา วงศ์สวัสดิ์ นั้นเป็น อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และท่านได้นําส่งคําแถลงเป็นลายลักษณ์อักษรนะครับ เป็นเอกสาร ผมอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ได้แจกในที่ประชุมนะครับ แล้วก็เรียนเพิ่มเติมเลยนะครับว่า ยังมีคําแถลงที่เป็นลายลักษณ์อักษร ขออนุญาตเพื่อแจกประกอบการอภิปรายนะครับ คือท่านคํานูณ สิทธิสมาน นะครับ อนุญาตนะครับ แล้วก็ท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์ไวกูณฑ์ ทองอร่าม ในเรื่องนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนะครับ อนุญาต ท่านพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ได้เสนอประเด็น แล้วก็มีคําแถลงเป็นเอกสารด้วยนะครับ อนุญาตนะครับ ในเบื้องต้น ผมขอแจ้งล่วงหน้า ๓ ท่านเลยนะครับ ต่อจากท่านจินดา วงศ์สวัสดิ์ ก็เป็นคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อํานวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ท่านต่อไป คือท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม แล้วก็อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงกลาโหมครับ เชิญท่านจินดา วงศ์สวัสดิ์ ๕ นาทีครับ

นายจินดา วงศ์สวัสดิ์

ท่านประธานครับ ก่อนอื่นก่อนจะเข้าอภิปราย ผมขอท่านประธานให้เจ้าหน้าที่แจกเอกสารก่อนครับ เพราะยังไม่ได้แจกครับ ท่านประธานครับ ประเด็นที่ ๒ จะขออนุญาตท่านประธานหลังจากอภิปรายจบ ขอท่านประธานได้โปรดกรุณา นําเอกสารของผมส่งให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญด้วยครับ ข้อที่ ๓ เห็นท่านประธาน บอกให้ผม ๕ นาที ผมก็แปลกใจครับ ผมกลัวว่า ๑๐ นาที ผมจะไม่ทันนะครับ เพราะว่าของผม มีเนื้อหาเยอะ ต้องขออนุญาตท่านประธานไว้ล่วงหน้านะครับท่านประธาน อย่างน้อย ขอ ๑๐ นาที ผมจะรักษาเวลาให้ได้ในเวลา ๑๐ นาทีครับท่านประธาน ขออนุญาต ให้เจ้าหน้าที่แจกก่อนนะครับท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญเลยครับ เขาคงอยากฟังมากกว่านั่งอ่านนะครับ เพราะฉะนั้นก็ฟังไปด้วย อ่านไปด้วย เชิญครับท่านจินดา

นายจินดา วงศ์สวัสดิ์ 🔗

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม จินดา วงศ์สวัสดิ์ สมาชิก สปท. หมายเลขที่ ๒๖ วันนี้ผมจะเสนอท่านประธานผ่านไปถึงคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ก็คือเรื่องของระบบการเลือกตั้ง ซึ่งกรอบความคิดของผมเกี่ยวกับ ระบบการเลือกตั้งในวันนี้นั้นจะอยู่บนพื้นฐาน หรือเจตนาดังต่อไปนี้นะครับ

๑. ไม่มีเจตนากีดกัน หรือขัดขวางพรรคการเมืองใด ๆ ทั้งสิ้นนะครับ นี่คือ เจตนาข้อ ๑

๒. กรอบแนวความคิดของผมอยู่บนพื้นฐานของความเสมอภาคระหว่าง ประชาชนกับพรรคการเมือง คือให้สิทธิประชาชนกับพรรคการเมืองเท่าเทียมกัน

๓. อยู่บนพื้นฐานของประสบการณ์ของกระผมที่เสนอแก้ปัญหา อันเกิดจาก ระบบพรรคการเมือง และระบบการเลือกตั้งของประเทศในอดีตที่ผ่านมานะครับ

๔. เป็นการเสนอโดยสุจริต มุ่งแก้ไขปัญหาประเทศ ไม่ได้มุ่งประโยชน์แก่ บุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง โดยเฉพาะ

๕. ผมยินดีที่จะรับฟังความคิดเห็น ความแตกต่างจากเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ทุกกลุ่ม และทุกพรรคการเมืองที่ท่านมีสมาชิกนั่งในนี้ โปรดนําเอกสารของผมนําเสนอพรรค เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องในข้อคิดเห็นของผมได้ครับ

๖. ข้อเสนอนี้มีลักษณะใกล้เคียงกับระบบเลือกตั้งของกรรมาธิการ แต่จะแตกต่างกันในบางประเด็น ในบางข้อ แต่ใกล้เคียงกัน ขอเสนอเป็นทางเลือกสุดท้าย ของกรรมาธิการครับ ระบบการเลือกตั้งที่ผมเสนอวันนี้เป็นระบบการเลือกตั้ง ๒ ระบบ เหมือนกับกรรมาธิการ แต่ต่างกันตรงระบบเลือกและการใช้บัตรเลือกตั้ง ๒ ใบ เลือกตั้ง ระบบแรกก็คือใช้ระบบวันแมนทูโหวต (One man two vote) คือ ๑ คนมี ๒ เสียง ไม่ใช่วันแมนวันโหวต (One man one vote) เหมือนกับของกรรมาธิการเสนอ แล้วระบบบัญชีเลือกตั้ง ผมจะเสนอเป็นวันแมนเทนโหวต (One man ten vote) ก็คือ ๑ คนมี ๑๐ เสียง เจตนาที่ผมเสนอลักษณะเช่นนี้ก็คือหมายความว่าลักษณะของ การกระจายคะแนน แทนที่จะให้เอาคะแนน ๑ คะแนนแล้วเอามากระจายมาคิดเฉลี่ย ซึ่งโดนฟีดแบค (Feedback) กลับมามากมาย แต่ผมให้ประชาชนใช้สิทธิ ๑ คน ๒ เสียง คือเฉลี่ยคะแนนในระบบเขตเลือกตั้ง แล้วระบบบัญชีรายชื่อก็คือ ๑ คน ๑๐ เสียง เอาเสียงประชาชนเฉลี่ยออกมาคือเลือกได้ ๑๐ คน หลักการ เหตุผลของผม ให้ความเสมอภาค กับพรรคการเมืองและประชาชนเท่าเทียมกัน ให้ความเสมอภาคระหว่างชายและหญิง ลดอํานาจการใช้เงินซื้อเสียง ลดอํานาจทุนผูกขาดในพรรคการเมือง เคารพในหลักการ ประชาธิปไตยโดยให้ประชาชนผู้เลือกตั้งเป็นผู้แบ่งคะแนนและใช้สิทธิที่เท่าเทียมกันทุกคน เพียงแต่กําหนดให้ว่าแต่ละคนใช้สิทธิเท่าไรนะครับ ข้อ ๖ ลดข้อครหาการคิดคะแนน ที่กรรมาธิการได้เสนอคือการแบ่งปันคะแนนนะครับ ของผมก็เป็นลักษณะของการแบ่งปัน คะแนน แต่ให้ประชาชนเป็นผู้แบ่งเอง

๗. การเลือกตั้งมี ๒ ใบบัตรเลือกตั้งคือ ส.ส. เขตได้ ๑ คน แต่ประชาชน ๑ คนลงคะแนน ๒ เสียง รวมทั้งนับคะแนนกับโนโหวต (No vote) ด้วยนะครับ ลงคะแนน มากกว่า ๑ เสียงไม่ได้ น้อยกว่า ๒ เสียงก็ไม่ได้ คือกําหนดกรอบให้ประชาชนลง ส.ส. เขต ๒ คะแนน ส.ส. บัญชีรายชื่อให้ประชาชน ๑ คนลง ๑๐ คะแนน รวมทั้งโนโหวต (No vote) ลงมากกว่า ๑๐ คะแนนไม่ได้ ลงน้อยกว่า ๑๐ คะแนนก็ไม่ได้ อันนี้เป็นลักษณะของการล็อก (Lock) เพื่อจะป้องกันการซื้อเสียง และเป็นการกระจายคะแนน

๘. ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องสนใจวิธีการเลือกตั้งแบบใหม่นี้ ต้องมีหน้าที่ศึกษา วิธีการเลือกตั้ง แต่ต้องเป็นหน้าที่ของ กกต. ที่จะประชาสัมพันธ์วิธีการเลือกตั้งใหม่

๙. คือส่งเสริมให้คนดีมีความรู้ความสามารถลงสมัครเลือกตั้งได้มากขึ้น

๑๐. ลดการต่อต้านของพรรคการเมือง เพราะให้สิทธิเสมอภาคกันระหว่าง ประชาชนกับพรรคการเมืองนะครับ

ต่อไปเป็นหลักการเลือกตั้งระบบเขตเลือกตั้ง

๑. ให้พรรคการเมืองส่งผู้สมัคร ส.ส. ในนามพรรคได้เขตละ ๑ คนเท่านั้น อันนี้คือให้สิทธิพรรค แต่สมาชิกพรรคคนอื่นที่พรรคไม่ส่งลงสมัครในเขตนั้นมีสิทธิที่จะสมัคร ในนามอิสระได้ถึงแม้จะเป็นสมาชิกพรรค อันนี้คือให้สิทธิแล้ว ให้สิทธิประชาชนเท่ากับ พรรคการเมือง พรรคการเมืองจะไม่มีสิทธิมาบอกว่าพรรคละ ๑ คน ๑ เขต ไม่เช่นนั้น ใครไม่มีสิทธิ ไม่มีเส้นในพรรคจะไม่มีสิทธิลงคะแนน เพราะอันนี้เคยเกิดมาแล้ว ฉะนั้น ถ้าพรรคไม่ส่งเป็นตัวแทนพรรค ผู้ที่เป็นสมาชิกพรรคมีสิทธิไปสมัครเองได้ในนามอิสระ ไม่จําเป็นต้องลาออกจากพรรคการเมือง เพราะรัฐธรรมนูญเก่าเมื่อก่อนเคยกําหนดว่า ต้องไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือต้องลาออกแล้ว หรือเป็นสมาชิกไม่น้อยกว่ากี่วัน ถึงมีสิทธิสมัคร อย่างนี้เป็นข้อกําหนดซึ่งค่อนข้างจะรัดตัว อันนี้คือให้สิทธิ

๒. ประชาชนทั่วไปมีสิทธิที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคการเมืองก็มีสิทธิสมัครได้ เท่าเทียมกันในนามอิสระ

๓. ให้นับคะแนนผู้ที่ไม่ประสงค์ลงคะแนนรวมไปด้วย คือโนโหวต (No vote) ให้นับรวม

๔. เขตใดที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตนั้นได้ที่ ๑ แต่คะแนนน้อยกว่าโนโหวต (No vote) ไม่มีสิทธิเป็น ส.ส. อันนี้ก็คือหลักการเดียวกับร่างรัฐธรรมนูญที่ท่านกรรมาธิการ ได้เสนอ

๕. กําหนดให้ ๑ คนใช้สิทธิเลือกตั้ง ๒ คะแนน ถ้ากาน้อยกว่า ๑ คะแนน หรือกามากกว่า ๒ คะแนน ถ้ากาน้อยกว่า ๒ คะแนน หรือกามากกว่า ๒ คะแนนถือเป็นบัตรเสีย ไม่มีการนับคะแนน คือใช้หลักวันแมนทูโหวต (One man two vote) ฟิกซ์ (Fix) ตายตัว

๖. ถ้าเขตเลือกตั้งใดมีผู้สมัครเพียงคนเดียวจะไม่สามารถลง ๒ คะแนนได้ ต้องให้เลื่อนการรับสมัครออกไป อย่างน้อยต้องมีผู้สมัครเขตเลือกตั้งไม่น้อยกว่า ๒ คน เพราะรวมกับโหวตโน (Vote no) อีก ๑ คะแนน เป็น ๓ ประชาชนจะเลือกได้ ๒ คือเป็นถัวเฉลี่ยนะครับ อันนี้คือหลักข้อกําหนด คือกําหนดว่าอย่างน้อยต้องมีผู้สมัคร ๒ คน ต่อ ๑ เขต ถ้าไม่ถึง ๒ ต้องขยายเขตออกไป ขยายเวลาออกไปเพื่อให้เกิดการรับสมัครเพิ่มขึ้น

๗. ไม่กําหนดว่าเป็นเพศหญิงเพศชายมีสิทธิสมัคร ส.ส. ได้เท่าเทียมกัน

๘. ส.ส. เขตหาเสียงได้

ต่อไปเป็นหลักการของ ส.ส. บัญชีรายชื่อที่ผมเสนอนะครับ สมมุติว่า ส.ส. บัญชีรายชื่ออย่างกรรมาธิการเสนอมี ๑๕๐ คน แต่ผมสมมุติว่าให้มี ๑๐๐ คน หลักการ ผมแตกต่างกับกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนิดหนึ่งคือ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คนของผมนี้ ผมจะให้แบ่งเป็นผู้ชายได้ ๕๐ คน คือแบ่งให้ ส.ส. ผู้หญิง ๕๐ คน คือให้สิทธิเท่ากันระหว่าง ผู้หญิงผู้ชายเป็นระบบบัญชีรายชื่อ อันนี้คือหลักการที่ผมเสนอ คือให้บัญชีรายชื่อแต่แยก หญิงชาย บัญชีเลือกตั้งหญิงกับชายสําหรับบัญชีรายชื่อ ให้ผู้หญิงเลือกผู้หญิง ผู้ชายเลือกผู้ชาย แล้วให้ประชาชน ๑ คนมีสิทธิลงคะแนน ๑๐ คะแนน หลักการเหมือนกับ ส.ส. เขต แต่ ๑๐ คะแนนนี้ฟิกซ์ (Fix) ตายตัว รวมทั้งโนโหวต (No vote) ถ้าเลือก ๙ คน โนโหวต (No vote) ๑ คนก็ถือว่าถูก ถ้าเลือกน้อยกว่า ๑๐ คะแนนลงมาบัตรนั้นเป็นบัตรเสียทั้งหมด มากกว่า ๑๐ คะแนนเป็นบัตรเสียทั้งหมดนะครับท่านประธาน นี่ก็คือหลักการเฉลี่ยคะแนน เพราะว่าเมื่อก่อนนั้นระบบเลือกตั้งเดิมคือ ๑ คนต้อง ๑ เสียง แต่ ๑ เสียง ขออนุญาต ท่านประธานพูดอีกนิดเพราะเป็นหลักการสําคัญเหลืออีกนิดเดียวครับท่านประธาน เมื่อก่อนนั้นให้ ๑ คน ๑ เสียง แต่พรรคส่งคะแนน พรรคส่ง ๑ คนนี่ ๑๐๐ คน เอาคะแนนไป ๑๐๐ คนครับไปเลือก เหมือนกับคนเดียวนี่เลือก ๑ คะแนน แต่เลือกทั้ง ๑๐๐ คน แต่ผม ๑ คน เลือก ๑๐ คน มีโอกาสเลือกคนดีได้นะครับ แล้วหลักการอีกอันหนึ่งคือหลักการสําคัญก็คือหมายความว่า ระบบบัญชีรายชื่อที่ผมเสนอนี้จะไม่ให้สิทธิพรรคการเมืองเสนอในระบบบัญชีรายชื่อ เพราะอะไร เพราะระบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้นใครเส้นสายดี ใครมีสตางค์อยู่อันดับ ๑ ๒ ๓ มีการซื้อขายกัน อันนี้เป็นเรื่องจริงนะครับทุกคนรู้ สื่อมวลชนรู้ เพียงแต่ว่าเราไม่มีหลักฐาน ของผมนี้ไม่ให้ส่งในนามของพรรค แต่สมัครได้ในฐานะสมาชิกพรรค แต่สมัครเป็นตัวบุคคล เป็นอิสระ พรรคอาจจะส่งเป็น ๑๐๐ คนก็ได้ครับ แต่จะไม่มีบอกว่า ๑ ใน ๑๐๐ นี้ของพรรคนี้ ไม่เกี่ยว อันนี้คือสิทธิเสมอภาคกันระหว่างพรรค พรรคจะไม่มีสิทธิส่งว่าบัญชีผมมีเท่านี้นะกี่คน ถ้าระบบนั้นเป็นระบบทุนผูกขาดของพรรคการเมือง ผมให้สิทธิสมาชิกพรรคทุกพรรคเสนอ สมัครได้โดยอิสระ ไม่รับในระบบบัญชีรายชื่อ ๒. ประชาชนมีสิทธิสมัครบัญชีรายชื่อได้ เท่ากับพรรคการเมือง เพราะระบบเก่านั้นถ้าเป็นระบบพรรคการเมืองแล้วประชาชนทั่วไป ไม่มีสิทธิสมัคร ประชาชนถูกตัดสิทธิ ฉะนั้นก็จะอยู่ภายใต้ของกรอบพรรคการเมือง ของผมนี้ ให้สิทธิประชาชนเท่ากับพรรคการเมือง ในประเด็นของบัญชีรายชื่อนะครับ อันนี้ประเด็น ที่ผมว่าเห็นความแตกต่างนะครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ช่วยสรุปนะครับ

นายจินดา วงศ์สวัสดิ์

แล้วประเด็นอีกประเด็นหนึ่ง ท่านประธานครับ ซึ่งประเด็นสําคัญ ระบบบัญชีรายชื่อที่ผมเสนอนี้จะไม่ให้มีการหาเสียง คือผู้สมัครบัญชี รายชื่อจะไม่มีสิทธิหาเสียง จะเป็นหน้าที่ของ กกต. ที่จะทําประวัติแล้วก็ทําแบบเล่มที่ส่งไป ตามหมู่บ้าน ส่งไปตามหลังคาเรือนเลยไม่ต้องมาหาเสียงว่าพรรคผมเบอร์ ๑ เบอร์ ๒ แล้วอย่างนี้จะช่วยให้คนที่ไม่เคยสมัคร ส.ส. เขต หรือเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถที่เป็น ที่ยอมรับของสังคมลงสมัครได้ในฐานะบุคคลธรรมดาไม่ต้องสังกัดพรรคการเมืองด้วยซ้ําไป แล้วไม่ต้องไปหาเสียง เพราะบัญชีผู้สมัครทั้งหมดแยกหญิงแยกชายให้ กกต. จัดส่งไปถึงบ้าน นี่คือระบบบัญชีรายชื่อที่ผมเสนอนะครับท่านประธาน ขออีกนิดหนึ่งท่านประธานครับ เพราะข้อมูลเยอะครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ในเอกสารก็มีท่านครับ

นายจินดา วงศ์สวัสดิ์

ครับท่านประธาน แล้วอีกข้อหนึ่งที่สําคัญก็คือ บัญชีรายชื่อนี้ถ้าคนที่ได้รับเลือกสุดท้ายแต่ได้คะแนนน้อยกว่าโนโหวต (No vote) สมมุติว่า บัญชีชาย ๕๐ คน คนที่ ๔๘ คนที่ ๔๙ คนที่ ๕๐ ได้คะแนนน้อยกว่าโนโหวต (No vote) ในเขตนั้นในบัญชีนั้นมา ไม่มีสิทธิเป็นเหมือนกันนะครับ ให้มีการเลือกตั้งเพิ่มเติม อันนี้คือประเด็นที่ผมเสนอ

สรุปสุดท้ายนิดเดียวครับ กําหนดให้ ส.ส. อยู่ในวาระ ๔ ปี แล้วในระหว่าง ที่อยู่ในวาระ ๔ ปีนั้นหากจะหมดสภาพไม่ว่าด้วยตาย ลาออก หรือโดนไล่ออก หรือบรรดา อะไรทั้งนั้น ไม่จัดการเลือกตั้ง ไม่ต้องเลือกตั้งให้มันเสียสตางค์ ไม่ต้องเสียเวลาให้อยู่ให้ครบ ๔ ปีหรือจนกว่ายุบสภาถึงมีการเลือกตั้งครั้งหนึ่ง เพราะว่าต่างประเทศเขาก็ไม่มีนะครับ อย่างประเทศสหรัฐอเมริกา ส.ส. เขาอยู่ ๒ ปี ระหว่าง ๒ ปีถ้าตาย ลาออก หรือหมดวาระนี่ เขาไม่เลือกตั้ง แต่อันนั้นเขาให้อํานาจประธานาธิบดีแต่งตั้งแทนรักษาการจนกว่าจะครบ ๒ ปีถึงจัดการเลือกตั้งทั่วประเทศ เพราะประเทศสหรัฐอเมริกาเขาจะเลือกตั้งทุก ๆ ๒ ปี ส.ส. ๒ ปี แต่วุฒิสภา ๖ ปี แต่ก็เลือกทุก ๆ ๒ ปีเหมือนกัน อันนี้ผมเสนอว่า ส.ส. เรา ๔ ปี ก่อนจะครบวาระ ๔ ปีถ้าหมดสภาพไม่ต้องเลือกตั้งซ่อมจนกว่าจะครบวาระ แล้วไม่ต้อง แต่งตั้งให้เป็นข้อครหานินทาให้เท่าที่มีอยู่เป็นจํานวน ส.ส. ครบองค์ประชุม ผมก็มีแค่นี้ครับ ท่านประธาน ขอบคุณมากครับท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ

นายจินดา วงศ์สวัสดิ์

เลยเวลาไป ๕ นาที ท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง 🔗

เกือบ ๑๕ นาทีครับ ต่อไปคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ท่านผู้อํานวยการ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม เชิญครับ

คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ : เรียนท่านประธานแล้วก็ท่านสมาชิกสภานะคะ แพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ สปท. หมายเลข ๑๐๔ จากการที่ได้ดูเอกสาร แล้วก็ดูจากหลักการรัฐธรรมนูญสิ่งที่ไม่ค่อยพบก็คือพูดถึงเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ที่ประชาชนเข้าถึงก็มีข้อเสนออยู่ ๓ เรื่อง และยังอยู่ในกรอบของหลักการรัฐธรรมนูญ ของปี ๒๕๕๗

ข้อแรก ก็คือน่าจะมีการกําหนดให้มีการเขียนถึงสิทธิของประชาชนในฐานะเหยื่อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมหรือว่าจะเป็นเรื่องของการเข้าถึงซึ่งข้อมูล เช่นเรื่องเหมืองหรือเรื่องอะไรก็ตาม ส่วนใหญ่แล้วประชาชนจะไม่มีสิทธิที่จะรู้ในเรื่องราว เหล่านี้ ข้อนี้เป็นสิ่งที่สหประชาชาติได้กําหนดเอาไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ ศาลยุติธรรม ได้เป็นคนที่เริ่มต้นเอาไว้ โดยสิทธิของเหยื่อแบ่งเป็น ๒ สิทธิ ข้อแรก ก็คือสิทธิที่จะได้รับ การเยียวยาชดเชย ส่วนใหญ่แล้วในทุกเรื่องรัฐได้แก้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในกระบวนการ ยุติธรรมหรือเรื่องอื่น แต่สิทธิอีก ๑ เรื่องจะถือเป็นการป้องกันให้ประชาชนมีส่วนร่วมก็คือ สิทธิที่จะเข้าถึงซึ่งข้อมูลก็คงไม่ลงในรายละเอียด แต่ว่าเป็นเนื้อเรื่องที่อยู่ในเรื่องของสากล แล้วก็เคยมีการพูดถึงแต่ไม่ได้มีการผลักดันให้จบ

เรื่องที่ ๒ ก็จะเป็นเรื่องที่เป็นบทบาทหน้าที่ของประชาชนที่จะสามารถเข้าไป ถึงซึ่งการตรวจสอบก็คือเรื่องของการให้อํานาจของหน่วยงานอิสระ หน่วยงานอิสระที่ผ่านมา มีอยู่ ๒ หน่วย หน่วยแรกก็จะเป็นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตลอดระยะเวลา ที่ผ่านมาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติไม่มีอํานาจโดยแท้จริง การเรียกหรือเชิญ หลายหน่วยงานเขาก็ไม่มาให้ข้อมูล การที่จะทําให้ประชาชนเข้าถึงซึ่งความยุติธรรม หรือเรื่องของการแก้ปัญหาบางครั้งก็เป็นเรื่องยาก เพราะฉะนั้นน่าจะถึงเวลาที่จะให้อํานาจ อีกส่วนหนึ่งที่ได้ฟังก็คือแต่เดิมทีรัฐสภาก็จะมีองค์กรของตัวเองแต่ว่ามีการเปลี่ยนแปลงไป จนกระทั่งกลายเป็นสํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ตรงนี้ก็เป็นอีกหนึ่งบทบาทสําคัญ ที่สภาน่าจะมีส่วนในการช่วย แต่ทั้ง ๒ หน่วยงานนี้หรือ ๒ องค์กรนี้ล้วนไม่มีอํานาจ ในการที่จะทําให้เกิดการให้ความเป็นธรรมกับประชาชน

เรื่องที่ ๓ อาจจะไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้เลย สืบเนื่องจากที่ได้มีโอกาสได้เข้าเรียน หลักสูตรสถาบันพระปกเกล้า รุ่นที่ ๑๗ ได้ฟังวิทยากรที่พูดเรื่องรัฐธรรมนูญซึ่งมันเป็น ปีที่มีปัญหามากมาย ๑ ในข้อมูลที่ได้จากนักวิชาการแล้วก็คิดว่าทําไมเราไม่หาวิธีแก้ปัญหา เรื่องนี้ รัฐธรรมนูญใหม่เรามุ่งเน้นที่จะแก้ปัญหาเรื่องไม่ให้นักการเมืองไปซื้อสิทธิซื้อเสียง ทั้งหลาย แต่ว่าเราไม่ค่อยมีในเส้นทางที่จะป้องปรามในลักษณะของประชาชน นักวิชาการได้เล่าให้ฟังว่าประเทศเกาหลีมีวิธีแก้ปัญหาโดยให้เปลี่ยนแนวคิดของประชาชนว่า ประชาชนควรมองนักการเมืองว่าเป็นที่พึ่งทางปัญญา หมายความว่าเป็นการแก้ปัญหา เชิงระบบ ไม่ใช่เป็นผู้อุปถัมภ์ เพราะฉะนั้นเขาจะห้าม ส.ส. นักการเมืองรับเงินจากประชาชน หรือห้าม ส.ส. หรือนักการเมืองเอาสตางค์ให้ประชาชนในมุมของการไปงานการกุศลอะไร ทั้งหลาย สิ่งเหล่านี้อาจจะทําให้เรามีโอกาสได้ ส.ส. นักการเมืองน้ําดีนะคะ เพราะมันเปลี่ยน แนวคิดของประชาชน ที่ประชาชนจะต้องไม่มารอว่าเชิญมาเพื่อที่จะเอาเงินมาให้ เพราะฉะนั้นก็คงเป็นส่วนหนึ่งที่เก็บมาจากสถาบันพระปกเกล้าว่าเกาหลีใต้แก้ปัญหา คอร์รัปชันของนักการเมืองได้อย่างดีเยี่ยมหนึ่งในวิธีแก้ปัญหาคือการออกกฎหมายไม่ให้มี การที่ประชาชนจะรอว่าให้ ส.ส. ต้องเอาเงินไปจ่ายร่วมงานได้ งานศพก็ไปได้ แต่ไม่ต้องจ่าย ก็เชื่อว่าจะมี ส.ส. น้ําดีเข้ามาในสภาได้มากขึ้น กราบขอบพระคุณค่ะ

ขอบคุณมากครับ ความจริงเป็นประเด็นที่มีอดีต ส.ส. นะครับ ขออนุญาต เอ่ยนาม ท่านสาธิต ปิตุเตชะ ได้มายื่นหนังสือ เป็นอดีต ส.ส. ระยอง ประเด็นเดียวกันครับ คือต้องการให้มีโลว์คอสต์เอ็มพี (Low cost MP) ก็คือ ส.ส. ที่ต้นทุนต่ํา เพราะฉะนั้น ต้องห้ามในระบบอุปถัมภ์ เพราะการไปงานบุญ งานบวช สารพัดงาน หรือการถูกเรี่ยไรก็ดี ไม่รู้จะปฏิเสธอย่างไร แต่ถ้ากฎหมายห้ามก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ขอบคุณอย่างยิ่งนะครับ ต่อไปเชิญท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา นะครับ ท่านอดีตรัฐมนตรีและปลัด กระทรวงกลาโหมครับ

พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ใคร่ขอชี้แจงต่อท่านประธานและที่ประชุมในวาระการปฏิรูปประเทศ ด้านอื่น ๆ คือเรื่องของการกีฬา และใคร่ขอใช้เวลาไม่เกิน ๑๐ นาทีนะครับ ในฐานะที่เป็น อดีตประธานกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬา สภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเรียนว่าคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการกีฬา สภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้นําเสนอแผนปฏิรูปการกีฬาและร่างพระราชบัญญัติ ๓ ฉบับ เสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อนําส่งต่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีแล้ว รวมทั้ง ได้นําเสนอต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาบรรจุถ้อยคําที่เกี่ยวกับ การกีฬาไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเป็นรากฐานสําคัญ ของกระบวนการปฏิรูปและการขับเคลื่อนการปฏิรูปการกีฬาของประเทศ จึงเป็น ความรับผิดชอบของทุกรัฐบาลที่จะต้องให้ความสนใจและเอาใจใส่ และดําเนินการเกี่ยวกับ การกีฬาให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะทําให้กีฬามีสถานะที่แตกต่างไปจากอดีต ที่รัฐบาลส่วนใหญ่มักจะกล่าวถึงเรื่องการกีฬาเฉพาะในโอกาสหาเสียง และในการแถลงนโยบาย ต่อรัฐสภา หลังจากนั้นรัฐบาลอาจจะเลือกปฏิบัติหรือเว้นการปฏิบัติในเรื่องที่แถลงไว้ก็ได้ โดยที่ไม่จําเป็นจะต้องแสดงความรับผิดชอบใด ๆ จะเห็นได้ว่าในระยะเวลา ๘๓ ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญแล้วถึง ๑๙ ฉบับ แต่ไม่มีฉบับใดที่กล่าวถึงการกีฬาเลย จึงเป็นเหตุ ให้การกีฬาของประเทศซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสําคัญยิ่งกลับไม่ได้รับการปฏิบัติจากรัฐบาล อย่างต่อเนื่อง ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละรัฐบาล จนในบางครั้งอาจจะเป็นการเลือกปฏิบัติ เพื่อประโยชน์ด้านการเมือง และเป็นวาระที่รัฐบาลจะได้ประชาสัมพันธ์ร่วมแสดงความยินดี ไปกับนักกีฬา ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วการกีฬายังมีประโยชน์และมีคุณค่าต่อประเทศชาติ และประชาชนในชาติมากกว่านั้น แต่ก็ยังเป็นความโชคดีของการกีฬาครับ ที่คณะรักษา ความสงบแห่งชาติได้ตระหนักถึงความสําคัญของการกีฬา และเห็นความสําคัญในการปฏิรูป การกีฬาของประเทศ โดยบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ กําหนดให้มีสภาปฏิรูปแห่งชาติทําหน้าที่ศึกษาและเสนอแนะเพื่อให้มี การปฏิรูปด้านต่าง ๆ รวม ๑๑ ด้าน โดยการปฏิรูปด้านการกีฬาได้จัดอยู่ในวาระปฏิรูปที่ ๑๑ การปฏิรูปด้านอื่น ๆ นอกจากนั้นยังเปิดโอกาสให้มีการบรรจุถ้อยคําเรื่องการกีฬาไว้ ในร่างรัฐธรรมนูญเพื่อเป็นหลักประกันว่าการกีฬาของชาติจะได้รับการปฏิบัติด้วยดีต่อไป โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้มอบหมายในชั้นต้นให้คณะทํางานเตรียมการปฏิรูป เพื่อคืนความสุขให้กับประชาชนในชาติของศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป หรือ ศปป. ดําเนินการรวบรวมข้อมูลและศึกษาวิเคราะห์ ในชั้นต้นได้ผลสรุปกรอบความเห็น ร่วมการปฏิรูปประเทศออกมาว่ามีความจําเป็นจะต้องมีการปฏิรูปกีฬาของประเทศ โดยสรุป ประเด็นสําคัญในการปฏิรูปการกีฬาออกมาเป็นประเด็นหลัก ๒ ประเด็น คือ

ประเด็นแรก คือการปฏิรูปโครงสร้างทางการกีฬา ซึ่งประกอบด้วย การแยก กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาออกจากกัน การส่งเสริมและจัดตั้งมหาวิทยาลัยกีฬา แห่งชาติ และการปรับปรุงกฎหมายกีฬา

ประเด็นที่ ๒ การปฏิรูปด้านการบริหารจัดการด้านการกีฬา ซึ่งประกอบด้วย การผลักดันแผนพัฒนากีฬาแห่งชาติ (ฉบับที่ ๕) การส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานด้านการกีฬา ให้เพียงพอ และมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย และการส่งเสริมพัฒนาอุตสาหกรรมกีฬา นอกจากนั้น สภาปฏิรูปแห่งชาติยังได้เสริมสร้างความเข้มแข็งของการกีฬาด้วยการให้มีการบรรจุถ้อยคํา เรื่องการกีฬาไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะเป็นหลักประกันในอนาคตว่าการกีฬาของประเทศ จะได้รับการปฏิบัติดูแลด้วยดีจากรัฐบาล เป็นหน้าที่ที่รัฐบาลจะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญ มิใช่เรื่องที่รัฐบาลจะปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติก็ได้ดังที่ผ่านมา แต่ก็เป็น ที่น่าเสียดายนะครับว่าร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับไม่ผ่านความเห็นชอบของสภาปฏิรูปแห่งชาติ จึงทําให้บทบัญญัติเรื่องการกีฬาต้องพลอยตกไปด้วย ทั้งนี้บทบัญญัติเรื่องของการกีฬา ได้เคยมีการบัญญัติไว้ในหมวด ๒ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา ๙๔ ซึ่งมีสาระสําคัญดังนี้

มาตรา ๙๔ รัฐต้องส่งเสริมให้มีการพัฒนาการกีฬาเพื่อพัฒนาสุขภาพ และคุณภาพชีวิตของประชาชน และต้องส่งเสริมให้มีการพัฒนาการกีฬาเพื่อความเป็นเลิศ ในทุกระดับ รวมทั้งจัดให้มีการบริหารจัดการด้านการกีฬาที่เป็นระบบ ทันสมัย และมี มาตรฐานอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ทั้งนี้ โดยต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชน ชุมชน องค์กรบริหารท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการดําเนินการตามมาตรานี้ และบทบัญญัติในหมวด ๗ การกระจายอํานาจและบริหารท้องถิ่น มาตรา ๒๐๐ วรรคสอง ซึ่งรองรับให้มีการกีฬา อยู่ในอํานาจหน้าที่ขององค์การบริหารท้องถิ่นเป็นการเฉพาะอยู่ด้วยนั้น ก็ยังไม่มีโอกาส ได้นํามาใช้ประโยชน์เพื่อการปฏิรูปการกีฬา

ในวันนี้จึงเป็นโอกาสที่จะได้เสนอถ้อยคําด้านการกีฬาเพื่อบรรจุไว้ ในร่างรัฐธรรมนูญอีกคํารบหนึ่ง ซึ่งกระผมและประชาคมกีฬาของประเทศต่างก็หวัง เป็นอย่างยิ่งว่าคงจะมีมาตรการเฉพาะที่เกี่ยวกับเรื่องการกีฬาอย่างน้อย ๑ มาตรา บัญญัติไว้ ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กําลังยกร่างอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งก็คงจะเป็นถ้อยคําเดียวกับมาตรา ๙๔ ที่เคยบรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่สภาปฏิรูปแห่งชาติมีมติไม่ผ่านความเห็นชอบไปแล้ว ท่านประธานที่เคารพ เรื่องของการกีฬาเป็นเรื่องที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ให้ความสําคัญและความจําเป็นที่จะต้องมีการปฏิรูปไม่น้อยไปกว่าเรื่องอื่น ๆ ของประเทศ ดังที่กระผมได้กราบเรียนโดยสังเขปไปแล้ว และขอให้ทุกท่านได้โปรดสังเกตพระราชดํารัส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระมหากษัตริย์นักกีฬา ซึ่งพระราชทานให้ลงพิมพ์ไว้ ในหนังสือเนื่องในวันกีฬาแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๓๑ โดยพระราชดํารัสนี้ ได้ถูกอัญเชิญขึ้นประดิษฐาน ณ บริเวณด้านหน้าอาคารรัฐสภา ๒ ความว่า กีฬามีความสําคัญ อย่างยิ่งสําหรับชีวิตของแต่ละคนและชีวิตของบ้านเมือง นอกเหนือจากพระราชดํารัส อันเป็นมงคลยิ่งแก่การกีฬาที่พระราชทานนี้แล้ว กระผมขอกราบเรียนว่าปัจจุบันความสําคัญ และคุณประโยชน์ของการกีฬามิได้จํากัดอยู่เพียงเฉพาะเรื่องของสุขภาพพลานามัย และประชาชนเท่านั้น แต่ยังได้ขยายขอบเขตไปอย่างกว้างขวางครอบคลุมหลายมิติ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง ความสามัคคีปรองดอง สมานฉันท์ ขจัดความขัดแย้ง สร้างความเป็นชาตินิยมและเกียรติยศศักดิ์ศรีของชาติ โดยในด้านเศรษฐกิจนั้นกีฬา ในปัจจุบันได้ขยายตัวไปสู่อุตสาหกรรมกีฬาและธุรกิจการกีฬาอย่างกว้างขวาง เช่น การผลิต เครื่องแต่งกายและอุปกรณ์กีฬาที่มีมาตรฐานที่เป็นสินค้าส่งออก การจัดการแข่งขันกีฬา การถ่ายทอดโทรทัศน์ การจัดรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับการกีฬา เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ มีวงเงินหมุนเวียนทํารายได้ให้แก่ประเทศเป็นจํานวนมหาศาลในด้านสังคม กีฬาที่ช่วยให้ ประชาชนหันมาให้ความสนใจกับกิจกรรมส่วนรวมของสังคมมากขึ้น ตั้งแต่สังคมระดับล่างสุดคือ ครอบครัวไปจนถึงระดับชาติ เช่น การจัดกิจกรรมปั่นจักรยานเทิดพระเกียรติไบค์ ฟอร์ แดด (Bike for Dad) และไบค์ ฟอร์ มัม (Bike for Mom) เป็นต้น กีฬายังช่วยส่งเสริมความเท่าเทียมกัน ของสังคมและเป็นเกราะป้องกันเด็กและเยาวชนให้พ้นจากพิษภัยของยาเสพติด สิ่งอัปมงคลทั้งปวง ในด้านของความมั่นคง กีฬาได้ช่วยเสริมสร้างความสามัคคีปรองดองและความเป็นชาตินิยม ของคนในชาติ ท่านจะเห็นภาพนี้ได้ในเย็นวันพฤหัสบดีที่ ๑๒ พฤศจิกายน มะรืนนี้นะครับ นอกจากนั้นกีฬายังช่วยขจัดปัญหาความขัดแย้งและความเหลื่อมล้ําของคนในชาติ จะเห็นได้จากโครงการใช้กีฬาเพื่อสร้างสันติสุขอย่างยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งคณะกรรมาธิการการปฏิรูปการกีฬา สภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้ร่วมกับกองทัพภาคที่ ๔ และกองอํานวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค ๔ ส่วนหน้าได้จัดทําขึ้นได้ช่วยให้ปัญหา ความขัดแย้งและความเหลื่อมล้ําในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้คลี่คลายไปได้ในระดับหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพ ด้วยความสําคัญและคุณประโยชน์ของการกีฬาที่มีต่อประเทศชาติ และประชาชนตามที่กระผมได้กราบเรียนโดยย่อมาแล้วนี้ จึงมีความจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง มีการปฏิรูปการกีฬาให้มีความสมบูรณ์ทั้งในด้านการวางแผนปฏิรูปการกีฬา ซึ่งคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการกีฬา สภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้ดําเนินการเขียนแผนปฏิรูปการกีฬาไว้แล้ว และจะต่อเนื่อง ด้วยการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการกีฬา ซึ่งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศกําลัง เริ่มดําเนินการอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็วตามระยะเวลาที่มีอยู่เพื่อให้การกีฬาได้ก่อให้เกิด ประโยชน์โดยสมบูรณ์ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต กิจกรรมด้านการปฏิรูปการกีฬาเหล่านี้ จะสามารถดําเนินการไปได้อย่างราบรื่นจําเป็นที่จะต้องมีถ้อยคําด้านการกีฬาบรรจุไว้ ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และมีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่บัญญัติตามมา เป็นเครื่องมือสําคัญในการรองรับและเอื้ออํานวยให้สามารถที่จะดําเนินการต่อไปได้ด้วยดี กระผมจึงขอเสนอต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญว่าเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องมี การบรรจุถ้อยคําด้านการกีฬาไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ แม้เพียงมาตราเดียวก็จะเป็นประโยชน์ และเป็นคุณูปการแก่การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการกีฬาและการดํารงอยู่ของ การกีฬาของประเทศชาติอย่างมีมาตรฐาน มีศักดิ์ศรี และเป็นประโยชน์ยิ่งในอนาคต ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ ท่านรัฐมนตรี พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา และท่านก็ยังเป็น ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยนะครับ สู้มาตั้งแต่ สปช. หรือก่อนหน้านั้น แล้วจนกระทั่งเป็นรูปธรรมมาก ก็หวังว่าจะทําให้กีฬาคือยาวิเศษอย่างที่เราได้ทราบสรรพคุณ ทั้งหลายนะครับ ผมขออนุญาตสมาชิกแจ้งผู้แสดงความจํานงอภิปราย ๓ ท่านต่อไปนะครับ ลําดับที่ ๖ คือ พลเอก จิระ โกมุทพงศ์ ท่านอดีตเจ้ากรมพระธรรมนูญ และเป็นอดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ ลําดับที่ ๗ ท่านชาญวิทย์ ผลชีวิน ผู้ตรวจราชการกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา แล้วก็เป็นโฆษกกระทรวงด้วย แล้วก็เป็นขวัญใจผมด้วยนะครับ ต่อไปลําดับที่ ๘ ท่านคํานูณ สิทธิสมาน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ สําหรับท่านคํานูณนั้นมีเอกสารซึ่งได้อนุญาตให้สําเนาแจกสมาชิก เชิญท่าน พลเอก จิระ โกมุทพงศ์ ครับ

พลเอก จิระ โกมุทพงศ์

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศและสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพทุกท่านนะครับ กระผม พลเอก จิระ โกมุทพงศ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๒๗ กระผม ขออนุญาตเรียนเสริมจากที่ท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ได้กรุณาเรียนให้ที่ประชุมทราบ ไปเมื่อสักครู่นะครับ โดยท่านกล่าวว่าได้มีการบรรจุคําว่า กีฬา ลงในรัฐธรรมนูญที่ไม่ผ่าน การพิจารณาจากสภาปฏิรูปแห่งชาติไป ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่จะมีคําว่า กีฬา ปรากฏนะครับ โดยได้บัญญัติไว้ในหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา ๙๔ และมาตรา ๒๐๐ วรรคสอง ในหมวดการกระจายอํานาจและการบริหารท้องถิ่น ท่านประธานครับ ในระหว่างที่คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้ร่างรัฐธรรมนูญอยู่ในขณะนั้นนะครับ เราทาง สปช. ก็ได้มีการแต่งตั้ง คณะกรรมาธิการร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ ที่มีคุณหมอชูชัย ศุภวงศ์ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ได้เป็นประธาน ก็ได้มีการบรรจุคําว่า กีฬา ปฏิรูปกีฬา ไว้ในมาตรา ๒๑ ในส่วนที่ ๘ การปฏิรูปด้านการกีฬา โดยกําหนดกรอบการดําเนินงานแล้วก็ สามารถนําไปปฏิบัติให้บังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในเรื่องของการกีฬานี้ ฉะนั้นผมจะขออนุญาต เรียนท่านประธานผ่านไปยัง กรธ. ขอให้ความสําคัญต่อการจัดทําร่างกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูปประเทศที่อาจจะต้องมีขึ้นในอนาคต โดยให้คงบัญญัติคําว่า กีฬา หรือการกีฬา ไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญด้วยนะครับ ซึ่งจะช่วยให้การขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการกีฬาและการปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในส่วนของ การกีฬาจะได้ดําเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรมแล้วก็ชัดเจน งานที่จะอํานวยประโยชน์ในเรื่อง การพัฒนาสุขภาพกาย สุขภาพใจ และคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม แล้วก็สร้างรากฐานอันมั่นคงของประเทศโดยการพัฒนาคุณภาพทรัพยากรบุคคลที่ถือได้ว่า เป็นทรัพยากรอันสําคัญของชาติ อันจะเป็นขุมกําลังของชาติในการสร้างความแข็งแกร่ง แล้วก็มุ่งสู่การพัฒนาประเทศให้ก้าวไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองต่อไป ผมขออนุญาตใช้เวลาเพียง เท่านี้ครับ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณอย่างยิ่งครับท่าน พลเอก จิระ ต่อไปขอเชิญท่านชาญวิทย์ ผลชีวิน ครับ

นายชาญวิทย์ ผลชีวิน

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศและสมาชิกทุกท่านที่เคารพอย่างสูงครับ กระผม ชาญวิทย์ ผลชีวิน สมาชิก สภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศลําดับที่ ๓๗ ขออนุญาตเป็นประเด็นสั้น ๆ เพื่อสนับสนุนให้บรรจุคําว่า การกีฬา อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญ เหตุผลเพราะอะไรครับ ตั้งแต่เป็นนักกีฬา เป็นโค้ช (Coach) เป็นครูสอนกีฬา จนกระทั่ง ขึ้นมาเป็นผู้บริหารแล้วก็ได้รับเกียรติมาเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในครั้งนี้ ๘๐ กว่าปีครับ ไม่เคยเห็นรัฐธรรมนูญบรรจุคําว่า การกีฬา อยู่ในมาตราใดมาตราหนึ่งเลย ทั้ง ๆ ที่การกีฬาของประเทศนั้นสําคัญมาก ๆ ดังที่ท่านประธานคณะกรรมการโอลิมปิก แห่งประเทศไทยแล้วก็ท่านประธานกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬาได้กล่าวไปแล้วครับ ไม่ว่าจะเป็นทุกกลุ่มอายุ ตั้งแต่เด็กอนุบาล เยาวชน ประชาชน กลุ่มผู้สูงอายุ แม้กระทั่ง คนพิการ กีฬาช่วยพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้อย่างดีเป็นที่ประจักษ์ เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มบุคคลใด สิ่งที่สําคัญที่สุดที่การกีฬาพัฒนาบุคลากรหรือทรัพยากรมนุษย์ ทั้งโลกก็คือความมีน้ําใจเป็นนักกีฬา ทุกคนต้องรู้จักแพ้ ทุกคนต้องรู้จักชนะ แต่ก่อนที่จะรู้จัก การให้อภัยทุกคนต้องรู้จักขอโทษก่อนครับ ถ้าไม่มีการขอโทษก็คงไม่มีการให้อภัย เพราะฉะนั้นคาถา ๔ คําที่คนในวงการกีฬาหรือคนไม่ใช่วงการกีฬาอาจจะเป็นผู้ชม ผู้เชียร์ ผู้ดู หรือผู้ที่อยู่กับในวงการกีฬาเขามีคาถาอยู่ ๔ คําครับ รู้จักแพ้ รู้จักชนะ รู้จักการขอโทษ แล้วก็รู้จักการให้อภัยครับ ถ้าสังคมทุกวันนี้มีคาถา ๔ ตัวนี้ผมเชื่อว่าสิ่งที่ท่านสมาชิก หลายท่านที่พูดถึงการเมือง พูดถึงนักการเมือง หรือกลุ่มบุคคลอื่น ๆ ที่จะขับเคลื่อนประเทศ ให้เดินหน้าก้าวหน้า พัฒนา ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม แล้วก็ทุก ๆ ด้าน ถ้าทุกท่านมีหัวใจ มีสปิริต (Spirit) อย่างที่เราถามหากันทุกครั้งที่เกิดความขัดแย้ง คาถา ๔ ตัวนี้ละครับจะช่วยท่านได้ เพราะฉะนั้นในโอกาสนี้ผมอยากจะเชิญชวนทุกท่าน ที่อยู่ ณ ที่นี้ที่เป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้วยจิตวิญญาณ ด้วยความมีน้ําใจนักกีฬาของท่านทุกคนช่วยกันขับเคลื่อนส่งผ่านไปยังคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญให้บรรจุคําว่า การกีฬา ไว้ในมาตราใดมาตราหนึ่งของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ ขอบคุณมากครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ ต่อไปเชิญท่านคํานูณ สิทธิสมาน มีเอกสารและอนุญาต ให้แจกสมาชิก เชิญครับ

นายคํานูณ สิทธิสมาน 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนะครับ ท่านประธานครับ เรื่องรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องใหญ่ แล้วการปฏิรูปประเทศนั้นไม่ว่าจะขับเคลื่อนกันอย่างไรก็ตามแต่ แต่ขับเคลื่อนด้วยรัฐธรรมนูญนั้นเห็นผลทันตาเร็วที่สุดครับ เพราะว่านับตั้งแต่วันที่ รัฐธรรมนูญมีผลประกาศใช้ก็จะทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างการบริหารจัดการ ทั้งสิ้น ทั้งปวง ทั้งหมด เราได้เคยเห็นมาแล้วในช่วงประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ หรือแม้กระทั่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทันทีครับ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่กําลังร่างอยู่นี้มีความแตกต่างไปจากการร่างรัฐธรรมนูญทุกฉบับ ที่เคยมีมาในประเทศไทย เพราะว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกกําหนดธงไว้ล่วงหน้า คําว่า กําหนดธงไว้ล่วงหน้านี้ก็คือสารัตถะสําคัญที่รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๕๗ มาตรา ๓๕ บัญญัติไว้ ๑๐ อนุมาตรา ที่ผมมักจะเรียกเสมอว่าบัญญัติ ๑๐ ประการ ไม่ว่าใครจะมาร่างจะกี่คณะก็ตามแต่ครับ ไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะต้องร่างให้มีกรอบ ให้มีกลไกตามที่บัญญัติไว้ในบัญญัติ ๑๐ ประการนี้ ไม่อย่างนั้นก็ผิดรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๕๗ ครับ กระผมมีข้อเสนอที่ประสงค์ จะเสนอผ่านท่านประธานไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนะครับ โดยเสนอตามแนว ของกรอบบัญญัติ ๑๐ ประการนี้ใน ๔-๕ ประการด้วยกัน ก็ใช้เวลาเตรียมการเมื่อคืนนี้ ไม่ทราบเกิดแรงบันดาลใจอะไรขึ้นมานะครับ ก็ใช้เวลาการเตรียมการเขียนแนวคําอภิปรายมา ประมาณ ๘ หน้ากระดาษ แต่ว่าเพื่อรักษากติกานะครับ ไม่สามารถจะกล่าวได้ทั้งหมดหรอกครับ เพราะกล่าวไปแล้วมันเสียอรรถรสครับ เวลาเป็นการทําลายการเปรียบเปรยที่เตรียมไว้อย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นก็จะขออนุญาตเลือกสิ่งสําคัญที่สุดที่กระผมอยากจะพูดแล้วก็เคยพูดมาโดยตลอด ว่าความหมายของรัฐธรรมนูญ ก็จะมีคนให้ความหมายกันไปตามสํานักวิชาการต่าง ๆ รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชนบ้าง รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ของประเทศบ้าง แต่ความหมายที่ผมค่อนข้างจะกินใจมากที่สุดก็คือเมื่อครั้งที่คณะ คสช. แล้วก็องค์กรแม่น้ําทุกสายเชิญศาสตราจารย์ต่างประเทศมาบรรยายให้พวกเราฟังที่ กระทรวงการต่างประเทศ ท่านประธานก็คงจะไปนะครับ ศาสตราจารย์มิเชล ทรอปเปอร์ ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยปารีส ท่านให้คําจํากัดความไว้เหมาะสมกับประเทศไทย ในขณะนี้อย่างยิ่งครับว่ารัฐธรรมนูญเป็นสูติบัตรของประเทศ ผมอยากจะกราบเรียนว่า ภาระหน้าที่สําคัญที่สุดของร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั้น นอกจากจะต้องตอบโจทย์ บัญญัติ ๑๐ ประการ ซึ่งกระผมเชื่อว่าเขียนไว้ได้ครอบคลุมแล้วก็มองทุกปัญหาไว้แล้ว นี่ก็คือ จุดสูงสุดก็คือว่ารัฐธรรมนูญจะต้องให้กําเนิดประเทศไทยใหม่ เป็นสูติบัตรของประเทศ ที่จะพาประเทศไทยออกจากหล่มของความขัดแย้ง ออกจากหล่มของวิกฤติที่มีมายาวนาน เกือบ ๑๐ ปีเต็ม วิกฤติที่เกิดขึ้น ๑๐ ปีเต็มนี้กระผมไม่คิดว่าเป็นเรื่องของสี กระผมไม่คิดว่า เป็นเรื่องของพรรคการเมือง กระผมไม่คิดว่าเป็นเรื่องของกลุ่มบุคคลหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ที่จะมีความขัดแย้งกัน กล่าวโดยสรุปก็คือวิกฤติที่เกิดขึ้น ๑๐ ปีนี้มันเป็นอาการของโรค ที่ปรากฏเป็นเสมือนยอดของภูเขาน้ําแข็งที่โผล่พ้นน้ําขึ้นมา แต่ฐานของภูเขาน้ําแข็งใต้น้ํา ที่สะสมมายาวนานอันเป็นสมุฏฐานของโรคนั้น กระผมคิดว่าสิ่งที่ตอบคําถามได้ดีที่สุดก็คือ การรายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลังของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่รายงานในวาระเมื่อวานนี้ ท่านอาจารย์สมชัย ฤชุพันธุ์ ท่านกอบศักดิ์ ภูตระกูล ขออนุญาตเอ่ยชื่อท่าน ท่านก็เป็นสมาชิก สปท. ในขณะนี้ด้วยนะครับ โดยเฉพาะชาร์ต (Chart) ที่ท่านกอบศักดิ์นํามารายงานนั้นชัดเจนมากครับ ความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจ ปัญหารวยกระจุกจนกระจาย ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นสะสมมา ผมว่าไม่ต่ํากว่า ๕๐ ปี ของการพัฒนาเศรษฐกิจในระบบทุนนิยมของประเทศไทย เราได้จีดีพี (GDP) ที่เติบโตขึ้นมหาศาล แต่ความเหลื่อมล้ําไม่ได้แก้ไข ตรงกันข้ามครับ ความเหลื่อมล้ํา เพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าประเทศไทยเราจะหลุดออกจากความขัดแย้งคงไม่ใช่เพียงสร้าง เวทีแล้วนําคู่ขัดแย้งมาเจรจากัน แม้กระทั่งเซ็นสัญญากันว่าจะไม่ขัดแย้งกันอีก แต่การแก้ ปัญหาที่พื้นฐานสําคัญที่สุดก็คือการเปลี่ยนแปลงประเทศ ขจัดความเหลื่อมล้ําให้ได้มากที่สุด ซึ่งก็คือการปฏิรูปประเทศที่เรากําลังทําอยู่ ณ ขณะนี้ แต่เวลานี้ผ่านมา ๑ ปีเศษ เหลือเวลาอีกเพียง ๑๙ เดือน ผมเชื่อว่าเราคงจะเปลี่ยนแปลง ประเทศได้บ้าง แต่ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงได้ทั้งหมดหรอกครับ เพราะฉะนั้นคําถาม สําคัญที่ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านหัวหน้า คสช. ได้ถามมาโดยตลอด และผมเชื่อว่าก็อยู่ในใจ ของพวกเรามาโดยตลอดก็คือว่าก็มีระบอบปกติ มีรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้งแล้ว ๑. เราจะกลับไปเป็นเหมือน ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ก่อนหน้านั้นหรือไม่ ๒. ถ้ามีวิกฤติ ขนาดที่ระบบปกติเยียวยาไม่ได้แล้วเราจะแก้ปัญหากันอย่างไร หรือว่าอีก ๔-๕ ปี หรือ ๗-๘ ปีก็ค่อยมารัฐประหารกันอีกครั้งหนึ่ง กระผมเห็นว่าทางหนึ่งที่ร่างรัฐธรรมนูญ จะต้องยอมรับความเป็นจริงก็คือว่าเราจะต้องมีกลไกพิเศษที่เดินหน้าขับเคลื่อนในการปฏิรูป การเปลี่ยนแปลงประเทศอย่างต่อเนื่องคู่ขนานไปกับระบบบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ตามปกติครับ ท่านประธานครับ การเปลี่ยนแปลงประเทศ การปฏิรูปประเทศ เป็นเรื่องที่ กระทบผู้คนจํานวนมาก พรรคการเมือง นักการเมืองตามปกติผมเชื่อว่าหลายท่านอยากจะ เปลี่ยนแปลงประเทศครับ แต่ข้อจํากัดมีมาก โดยเฉพาะข้อจํากัดที่จําเป็นจะต้องรักษา คะแนนนิยมทางการเมืองซึ่งก็มีต่างกลุ่มชนกันเอาไว้ทําให้การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นได้ยาก และถ้าจะเกิดขึ้นก็ใช้ระยะเวลายาวนาน เพราะฉะนั้นนอกเหนือจากที่เราจะใช้เวลา ๑๘ เดือนนี้ดําเนินการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศให้สัมผัสได้ ให้เห็นผลในระดับหนึ่งแล้ว กระผมเห็นว่าเป็นความจําเป็นอย่างถึงที่สุดที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องบัญญัติให้มี กลไกและกระบวนการพิเศษที่ทําหน้าที่ ประการหนึ่งสําคัญที่สุดก็คือเดินหน้าการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศอย่างต่อเนื่อง

ประการที่ ๒ เราอาจจะฝากการทําหน้าที่เป็นเวทีสร้างความปรองดอง ไว้ให้กับกลไกและกระบวนการพิเศษที่เกิดขึ้นนั้น และที่สําคัญที่สุดครับ แม้ว่ากลไก และกระบวนการพิเศษนี้จะไม่เคยมีในรัฐธรรมนูญฉบับใดมาก่อน แต่ว่าสถานการณ์วิกฤติ ของประเทศในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมานี้ก็ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยมาก่อนครับ เพราะฉะนั้น นี่เป็นสิ่งสําคัญที่จะต้องมีบัญญัติไว้ ในขณะเดียวกันเนื้อหาในการปฏิรูปในการเปลี่ยนแปลง ประเทศนั้นก็จําเป็นที่จะต้องมีบัญญัติเป็นกรอบเอาไว้ด้วยครับ เพื่อที่จะทําให้ผลงาน ของ สปช. ที่เราอภิปรายกันมายาวนานนั้นไม่สูญเปล่า และเพื่อที่จะทําให้แผนปฏิบัติการ ของ สปท. ที่กําลังจะทําภายใน ๓๐ วันจากนี้ไป และภายใน ๑๘ เดือนต่อจาก ๓๐ วันนี้ไป ไม่สูญเปล่าครับ จําเป็นจะต้องบัญญัติกรอบ บัญญัติแนวทางไว้ จะเป็นหมวด ๑ จะเป็น ๓ มาตรา จะเป็น ๔ มาตราไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กระผมเห็นว่าจําเป็นอย่างยิ่ง ในขณะเดียวกันก็จะต้องมีกลไกและกระบวนการพิเศษที่แยกออกมาจากรัฐบาลตามปกติ ไม่ใช่ไปครอบงํารัฐบาลครับ ไม่ใช่สืบทอดอํานาจครับ แต่เป็นหลักประกันว่าบ้านเมือง จะไม่กลับไปเป็นเหมือนก่อน ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ และกระผมคิดว่าไม่ต้องกังวล กับข้อกล่าวหาใด ๆ เพราะเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่จะต้องชี้แจงความจําเป็น กับประชาชนในการลงประชามติที่จะถึง ถ้าประชาชนเห็นด้วยว่าประเทศต้องการ เปลี่ยนแปลง ประเทศต้องการระบอบประชาธิปไตยในระยะเปลี่ยนผ่านก่อนที่จะกลับไปเป็น ระบอบประชาธิปไตยสมบูรณ์ที่ไม่ใช่เผด็จการทหารและเผด็จการรัฐสภาในอนาคตนั้น จําเป็นที่จะต้องมีการบริหารจัดการเป็นวาระพิเศษ กระผมก็พยายามรักษากติกา อย่างถึงที่สุดแล้วก็ใช้เวลาอย่างจํากัดที่สุด ทั้งหมดก็จะอยู่ในเอกสาร ความจริงมีอีก หลายประเด็นที่เห็นเป็นความจําเป็น ก็กราบเรียนท่านประธานได้ช่วยรวบรวมเป็นเอกสาร ส่งไปให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แล้วถ้าเพื่อนสมาชิกจะอ่านผมก็ให้เขาแจก แต่ยังไม่เห็นนะครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ เอกสารก็รวบรวมประกอบในรายงานสรุปข้อเสนอความเห็น ของสมาชิกที่จะส่งให้ กรธ. นะครับ ต่อไปขอเชิญท่านปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ท่านเป็นอดีตประธานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เชิญครับ

นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ

ขอบพระคุณครับ เรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพครับ กระผม นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๐๙๗ กระผมขอเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับ ร่างรัฐธรรมนูญในเรื่องเกี่ยวกับการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตใน ๓ ประเด็น ด้วยกัน

ในประเด็นที่ ๑ เนื่องจากเราทราบกันดีว่าประเทศไทยยังมีปัญหาเรื่อง การทุจริตคอร์รัปชันในระดับที่รุนแรง ซึ่งทําความเสียหายในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทางด้าน เศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความมั่นคง คุณธรรมจริยธรรม ค่านิยม ตลอดจนชื่อเสียง เกียรติภูมิของประเทศ ดังนั้นจึงควรที่จะระบุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญในเรื่องการป้องกัน และการปราบปรามการทุจริตให้เป็นภารกิจของคนทั้งประเทศและของทุกภาคส่วน ที่จะร่วมกันต่อต้าน โดยกําหนดให้เป็นวาระที่สําคัญของประเทศครับ

สําหรับประเด็นที่ ๒ เนื่องจากประเทศไทยเราเป็นสมาชิกที่เรียกว่าสมาชิก รัฐภาคี สเตทปาร์ตี้ (State party) ในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกัน และการปราบปรามการทุจริต ดังนั้นควรจะระบุให้เรื่องการป้องกันและการปราบปรามการทุจริต จะต้องดําเนินการให้เป็นไปตามหลักสากล และปฏิบัติตามพันธกิจที่ระบุไว้อย่างแน่ชัด ในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันและการปราบปรามการทุจริต ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ของการอนุวัตกฎหมายหรือในเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องที่จะต้องดําเนินการตามอนุสัญญานั้น

และประเด็นที่ ๓ เนื่องจากว่ามีหลายหน่วยงานด้วยกันที่ดําเนินการเกี่ยวกับ เรื่องการป้องกันและการปราบปรามการทุจริต ดังนั้นในเรื่องของการใช้กฎหมาย และการบังคับใช้กฎหมายเพื่อการนี้จะต้องสอดคล้องกัน เพราะว่าในขณะนี้กฎหมายต่าง ๆ ในเรื่องนี้ยังมีความขัดแย้งกันทําให้การป้องกันและการปราบปรามการทุจริตการบังคับ ใช้กฎหมายนี้ไม่บรรลุผลและมีการขัดแย้งกัน ทั้ง ๓ ประเด็นนี้คิดว่าเป็นหลักการสําคัญ ที่ควรจะกําหนดเป็นหลักการไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ส่วนรายละเอียดต่าง ๆ นี้ควรจะ ไปอยู่ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง และคิดว่า คณะกรรมาธิการการขับเคลื่อนทั้ง ๑๑ คณะ รวมทั้งคณะวิสามัญด้วยจะได้ดําเนินการ ขับเคลื่อนในเรื่องการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตต่อไปครับ ขอบคุณมากครับ ท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านปานเทพนะครับ ผมขออนุญาตที่จะอ่านอีก ๓ ท่านที่จะอภิปราย ลําดับที่ ๑๑ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ท่านเป็นประธานกรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิ วิชาชีพ (องค์การมหาชน) แล้วก็เป็นอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านถัดไปลําดับที่ ๑๒ นางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ เป็นอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ แล้วก็มีเอกสารผมได้อนุญาต ให้แจกสมาชิก ท่านที่ ๑๓ ท่านอิศรา ศานติศาสน์ ศาสตราจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เช่นกันครับ มีเอกสารแล้วขออนุญาตก็อนุญาตนะครับ เชิญท่านอธิการบดีไวกูณฑ์ ทองอร่าม ครับ

นายไวกูณฑ์ ทองอร่าม 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม นายไวกูณฑ์ ทองอร่าม สมาชิกลําดับที่ ๑๔๙ กรรมาธิการ คณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ขอนําเสนอแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม เพื่อที่จะให้กระบวนการยุติธรรมนั้นบรรลุผลสัมฤทธิ์ตามเจตนารมณ์ หรือตามหลักการของความถูกต้อง รวดเร็วและเป็นธรรม ซึ่งกระผมมีเอกสารขออนุญาต นําเสนอต่อท่านสมาชิกทุกท่าน แต่จะขอรวบรัดในประเด็นที่สําคัญเพื่อที่จะได้นําเสนอ ประเด็นหรือสาระที่จะเกี่ยวข้องกับการร่างรัฐธรรมนูญต่อไป ประเด็นสําคัญที่ต้องปฏิรูป แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่เกี่ยวกับด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ผมเห็นว่า รัฐธรรมนูญควรจะมีกลไกในการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิผล เสมอภาค และเป็นธรรมทั่วถึง ๒. มีกลไกในการคุ้มครองสิทธิและการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ของผู้ด้อยโอกาสและผู้ยากไร้และประชาชนโดยทั่วไป ๓. มีกลไกในการสร้างความเข้มแข็ง ให้กับกระบวนการยุติธรรมทางเลือก และ ๔. มีกลไกการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งในการดําเนินการเพื่อปฏิรูปตามหลักการดังกล่าวนั้นมีข้อเสนอ ๗ ประการดังต่อไปนี้

๑. การสร้างความเข้มแข็งให้กับกองทุนต่อต้านทุจริตคอร์รัปชันเพื่อสนับสนุน การดําเนินการของภาคสถาบันการศึกษา ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน ในการสร้าง กิจกรรมและต่อต้านคอร์รัปชันทุกรูปแบบ

๒. กําหนดมาตรการสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายให้เกิดประสิทธิผล และเสมอภาค รวมถึงส่วนราชการต้องสร้างกระบวนการจัดการเรื่องร้องเรียนและร้องทุกข์ กล่าวโทษอย่างรวดเร็ว จริงจัง และทั่วถึง

๓. กําหนดขั้นตอนที่เป็นรูปธรรมในการเร่งรัดพิจารณาคดีให้แล้วเสร็จโดยเร็ว โดยกําหนดระยะเวลาที่แล้วเสร็จเป็นมาตรฐานกลาง กําหนดตัวชี้วัดจํานวนคดีที่แล้วเสร็จ เพื่อกํากับการทํางาน และมีระบบการตรวจสอบศาลยุติธรรมจากภายนอก

๔. จัดตั้งศาลที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะเรื่อง เพื่อให้เกิดการกระจายงาน ที่เกี่ยวข้องกับการอํานวยความยุติธรรมออกไปยังศาลต่าง ๆ ที่มีความชํานาญ เพื่อลด ความซ้ําซ้อน

๕. สร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรรัฐที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ทางเลือก กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ และกระบวนการอนุญาโตตุลาการ

๖. สร้างหลักประกันและมาตรการต่อกระบวนการคุ้มครองสิทธิ และการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม โดยการผลักดันการตราพระราชบัญญัติกองทุนยุติธรรม ซึ่งเราอาจจะเอาเงินมาจากภาษีฟุ่มเฟือยหรือที่เรียกว่าภาษีบาป ร้อยละเท่าไรก็กําหนดมา เพื่อที่จะให้กองทุนนี้มีความเข้มแข็งสามารถที่จะจับจ่ายได้อย่างเป็นธรรม

๗. มีกฎหมายรองรับหลักประกันความเป็นอิสระในการใช้ดุลยพินิจของ ผู้บังคับใช้กฎหมาย และประสิทธิภาพของกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย

๘. ปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้คดีการทุจริตคอร์รัปชันไม่มีอายุความ และตัดสิทธิ ทางการเมืองของผู้ต้องคําพิพากษาที่ได้กระทําความผิดในเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งจะมีผลต่อ การกรองบุคคลที่มีความเหมาะสมหรือเป็นคนดีเข้ามาสู่กระบวนการทางการเมือง หรือการบริหาร

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ๘๓ ปีแห่งการเป็นประชาธิปไตยของประเทศไทยนั้น เราคงรับทราบแล้วนะครับว่าล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอด ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวในการประชุมแม่น้ํา ๕ สาย ผมอยากให้ท่านสมาชิกทุกท่านได้ถือว่า วลีนี้เป็นวลีทอง ท่านกล่าวว่า จงสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในหัวใจของคนไทยทุกคน กระผมเห็นว่าความปรองดองที่จะเกิดขึ้นในหัวใจของคนไทยทุกคนนั้น จะเกิดขึ้นได้มีหลักสําคัญ ประการหนึ่งที่เราควรจะต้องยอมรับคือกระบวนการยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล จะสามารถทําให้เกิดการปรองดองได้อย่างแน่นอนและยั่งยืน หากเป็นดับเบิลสแตนดาร์ด (Double standard) ก็ยากที่จะเกิดความปรองดองขึ้นในสังคมไทยตราบใดที่มีบุคคลบางกลุ่ม ถูกขังลืม มีบุคคลอีกกลุ่มหนึ่งลืมขัง ยากที่จะเกิดความปรองดองขึ้น นอกจากนี้ ท่านนายกรัฐมนตรียังได้ชี้ช่องทางให้กับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแห่งนี้เดินอย่างถูกต้อง ท่านกล่าวว่าวันนี้ขอให้ร่วมกันหาต้นตอปัญหาของการทุจริต เพราะฉะนั้นหากสภาแห่งนี้ ได้ดูเหตุแห่งทุกข์ตามหลักธรรมคําสอนของพระพุทธเจ้าว่าทุกข์เกิดจากสิ่งใด ปัญหา การทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาที่สภาแห่งนี้ยอมรับว่าเป็นปัญหาที่บ่อนทําลายและกัดเซาะ ประเทศชาติ เพราะฉะนั้นหากเราเจอต้นตอของปัญหาและขุดรากถอนโคนของปัญหา อย่างแท้จริง ย่อมจะทําให้ปัญหาของการทุจริตประพฤติมิชอบสลายไปกระบวนการซื้อเสียง เป็นสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยเกิดจากที่พรรคการเมืองต้องการสมาชิก ซึ่งอาจจะเป็น จํานวนเท่าไรท่านก็คงรับทราบกันอยู่ว่าหากรวบรวมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส. ได้จํานวนหนึ่ง ๑๐ คน ก็จะได้โควตารัฐมนตรีหรืออย่างน้อยรัฐมนตรีช่วยว่าการ และเมื่อเข้าไป ในการทําหน้าที่ มีโปรเจกต์ (Project) หรือมีโครงการใหญ่ ๆ ก็จะมีผลประโยชน์ตอบแทน กลับมาซึ่งคุ้มมากกว่าเงินเดือน ส.ส. หรือมากกว่าสิ่งที่ได้ลงทุนไป ส.ส. ๑ ท่าน ในการที่จะ ใช้ค่าใช้จ่ายในการหาเสียงเลือกตั้งในปัจจุบันนี้พูดกันถึง ๒๐ ล้านบาท ถึง ๕๐ ล้านบาท ท่านประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเคยบอกว่าเดี๋ยวนี้ไม่ใช่ ๒๐ ล้านบาท ถึง ๔๐ ล้านบาท มัน ๒๐ ล้านบาท ถึง ๕๐ ล้านบาทแล้ว เงินเดือน ส.ส. ๔ ปี ๕,๐๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ลงทุนหาเสียงเลือกตั้ง ๕๐ ล้านบาท ท่านคิดดูว่าวิญญูชนหรือสุจริตชนคิดออกว่าทําไม ท่านถึงเข้ามาทําหน้าที่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นการซื้อสิทธิขายเสียงนั้นอดีตประธานรัฐสภา ท่านหนึ่งบอกว่าซื้อไม่ได้ ขออภัยครับ แก้ไม่ได้ แม้แต่อดีตประธาน กกต. ท่านหนึ่งก็ยัง พูดว่าแก้ไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ครับ ทุกปัญหาในโลกนี้ถ้าเรารู้ต้นตอของปัญหาย่อมแก้ไขได้ โดยแท้จริง และขณะเดียวกันถ้าเราไม่รู้ต้นตอของปัญหาก็ไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาได้ถูกจุด เพราะฉะนั้นในการที่จะจัดการกับการซื้อสิทธิขายเสียงนั้นกลไกของรัฐคงจะต้องเข้ามาควบคุม แต่ตราบใดที่พรรคการเมืองยังมีนายทุน หรือยังเป็นพรรคของวงศ์ตระกูลอยู่ ย่อมเกิดปัญหา เหล่านี้แน่นอน และการทุจริตนั้น เมื่อหัวขยับหางก็ส่าย อาจจะกล่าวได้ว่าทุกกระทรวง ทบวง กรม มีปัญหาเหล่านี้ทั้งสิ้น แม้แต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประธาน ป.ป.ช. ท่านปานเทพ ขออภัยที่เอ่ยชื่อท่าน ท่านก็ได้พยายามที่จะเสนอแนวทางในการที่จะจัดการปัญหาเหล่านี้ นอกจากนี้วันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๘ ในการพูดรายการคืนความสุขให้กับคนไทย รวมถึง อาทิตย์ถัดมาท่านจะจําได้ว่าหัวหน้า คสช. คือท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้พูดว่า ในฐานะหัวหน้า คสช. อยากให้มีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์โดยใช้สติปัญญาของคนไทย เพราะฉะนั้นก็ไม่จําเป็นนะครับ ประชาธิปไตยของไทยก็ไม่จําเป็นที่จะต้องไปตามของญี่ปุ่น ไม่ต้องไปตามของเยอรมนี ไปตามของอังกฤษ หรือไปตามของสหรัฐอเมริกา ก็ให้เหมาะสม สอดคล้องกับสติปัญญาของคนไทย และในวันที่ ๑๓ มิถุนายน ท่านก็ยังได้กล่าวต่อไปอีกว่า บ้านเมืองเราต้องแก้ปัญหาด้วยประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

- ๓๒/๑     เพราะฉะนั้นในการที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูปนั้นจึงได้ควรกําหนดทิศทางหรือมีแนวทางที่ ชัดเจน เพื่อที่จะได้ให้เกิดสัมฤทธิผลในการปฏิรูปอย่างแท้จริง ขอขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์ไวกูณฑ์ ทองอร่าม ท่านอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏรําไพพรรณี ผมขออนุญาตที่จะอนุญาตตามคําขอของท่านสมาชิกที่ได้มี การทําถ้อยแถลงเป็นลายลักษณ์อักษรนะครับ ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ท่านธวัชชัย ฟักอังกูร และท่านอําพล จินดาวัฒนะ อนุญาตให้สําเนาแจกในที่ประชุมนะครับ เชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช เป็นผู้อภิปรายท่านต่อไปครับ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขออนุญาตให้ข้อคิดเห็น ต่อการร่างรัฐธรรมนูญที่ดําเนินการอยู่ในขณะนี้ ตามที่ท่านประธานได้ให้พวกเราดําเนินการ ที่จริงในฐานะที่เคยเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมาก่อนทํางานมากว่า ๙ เดือน แล้วก็ ได้ติดตามการร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ. ชุดปัจจุบัน ผมก็มีความมั่นใจว่ากรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๒๑ ท่านเป็นผู้มีคุณวุฒิ มีวัยวุฒิ แล้วก็มีประสบการณ์ในการทํางาน ในการยกร่างรัฐธรรมนูญมาก่อนหลายท่าน เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องต่าง ๆ เรื่องกระบวนการ ยุติธรรม เรื่องกฎหมาย เรื่องการเลือกตั้งต่าง ๆ ค่อนข้างจะครบถ้วน ก็เชื่อมั่นว่าการร่าง รัฐธรรมนูญภายใต้การทํางานของ กรธ. ทั้งคณะนี้น่าจะสามารถดําเนินการให้ครอบคลุม ในเรื่องต่าง ๆ ที่มีความสําคัญนะครับ แต่เมื่อท่านประธานอยากให้พวกเราเสนอความเห็น ซึ่งผมได้ฟังเพื่อนสมาชิก สปท. ประมาณ ๑๐ ท่านได้อธิบายไปแล้วก็ได้เน้นย้ําในมุม ต่าง ๆ กัน ซึ่งก็คิดว่าจะเป็นประโยชน์ ด้วยความจํากัดของเวลาก็คงจะขอกราบเรียนเสนอ สัก ๓-๔ ประเด็นสั้น ๆ เพื่อเป็นการเน้นย้ําว่าสิ่งเหล่านี้น่าจะได้รับการบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ ถึงแม้ส่วนใหญ่ก็คงจะตรงใจกับท่าน กรธ. ทั้งหลายนะครับ

ประเด็นแรก ก็ในเรื่องของการบัญญัติหลักนิติธรรม ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่มี ความสําคัญยิ่ง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นฉบับแรกที่เริ่มพูดถึงหลักนิติธรรมแต่พูดไว้คําเดียว ที่เดียวคือในวรรคสองของมาตรา ๓ ว่าให้ทุกหน่วย ทุกองค์กรยึดหลักนิติธรรมในการดําเนินการ คําว่า หลักนิติธรรม มีความหมายที่กว้างขวาง ลึกซึ้ง แล้วก็เป็นพื้นฐานของระบบ การปกครองประชาธิปไตยที่ใช้กฎหมาย ที่ใช้คําว่า นิติรัฐ มันพูดถึงความเป็นรัฐธรรมนูญ ความเป็นกฎหมายที่เหนืออําเภอใจหรือเหนือความคิดเห็นของบุคคล ของส่วนบุคคล พูดถึง การคุ้มครองศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ความเสมอภาค เสรีภาพต่าง ๆ พูดถึงกระบวนการ ยุติธรรมที่ต้องเป็นธรรมกับทุกคนที่เป็นผู้ถูกปกครอง เพราะฉะนั้นหลักนิติธรรมจึงเป็นเรื่องที่ มีความสําคัญยิ่ง ผมอยากเห็นการขยายหลักนิติธรรมนี้ให้กว้างขวางขึ้นในรัฐธรรมนูญที่กําลัง ร่างอยู่

ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องของการสืบต่อการปฏิรูปที่พวกเรากําลังดําเนินการอยู่ สปท. ดําเนินการการปฏิรูปต่อจาก สปช. เมื่อผ่านไปอีก ๑๘-๑๙ เดือนเมื่อมีสภาใหม่ผมก็ คิดว่าการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศยังเป็นเรื่องที่มีความสําคัญยิ่ง ประเทศไทยก็เหมือนกับ คนป่วยแต่ป่วยหลายโรคมาก ป่วยตั้งแต่ศีรษะจรดฝ่าเท้า เพราะฉะนั้นถ้าจะรักษากันแค่ปี ๒ ปีที่เรามีเวลาอยู่นี้คงจะไม่สามารถทําให้ประเทศไทยมีความแข็งแรงที่จะไปแข่งขันกับเขา ในระดับสากลหรือแม้แต่ในอาเซียน (ASEAN) ได้ ก็จึงคิดว่าน่าจะมีหน่วยงาน องค์กรที่ทําหน้าที่ ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศมีอํานาจพอสมควรนะครับ การจัดองค์กรนั้นก็น่าจะเป็นการจัด คล้าย ๆ กับที่ สปท. ดําเนินการอยู่คือแบ่งเป็นด้าน ๆ ที่มีความสําคัญต่อการปฏิรูปประเทศ แล้วก็อาจจะอยู่ภายใต้องค์กร ซึ่งมีเอกภาพแล้วก็มีอํานาจหน้าที่ในการที่จะดําเนินการให้ การปฏิรูปสัมฤทธิผลตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย

ประเด็นที่ ๓ ผมคิดว่าน่าจะบัญญัติไว้ในบทเฉพาะกาลถึงการทํางานของ สปท. ในมุมมองของกระผมเองคิดว่า สปท. น่าจะอยู่ปฏิบัติหน้าที่ในการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศและในการเตรียมการเรื่องการปฏิรูปประเทศไปจนถึงวันที่มีการประชุมรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญใหม่ ก็จะเป็นไปตามโรดแมป (Road map) ที่ทาง คสช. และรัฐบาลวางไว้ คือน่าจะอยู่ถึงประมาณอีก ๑๘-๑๙ เดือนจากวันนี้

ประเด็นที่ ๔ ในตอนร่างรัฐธรรมนูญเราก็ได้พูดกันถึงเรื่องนี้ว่าเรามีองค์กร ตามรัฐธรรมนูญ บางทีก็เรียกว่าองค์กรอิสระอยู่ ๕-๖ องค์กร มีกรรมการหรือมีตําแหน่ง ต่าง ๆ แต่ก็ปรากฏว่าใน ๒-๓ ปีที่ผ่านมาเราเห็นการหมุนเวียนของบุคลากรในองค์กรเหล่านี้ ที่เป็นระดับกรรมการลาออกจากตรงนั้นไปสมัครตรงนี้นะครับ แทนที่จะอยู่ให้ครบเทอม ต่าง ๆ กระผมจึงคิดว่าน่าจะได้มีการบัญญัติไว้ว่า ผู้ซึ่งดํารงตําแหน่งหรือเคยดํารงตําแหน่ง กรรมการการเลือกตั้ง กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน กรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือผู้ตรวจการ แผ่นดิน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ และตามรัฐธรรมนูญนี้ คือฉบับใหม่นี้นะครับ จะเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการหรือผู้ดํารงตําแหน่งต่าง ๆ ในองค์กรตามรัฐธรรมนูญดังกล่าวนี้มิได้ ถ้าเราบัญญัติอย่างนี้ก็จะเป็นการให้คนอื่นเขาได้มี โอกาสเข้ามาเป็นกรรมการบ้าง แล้วก็เป็นการไม่ให้กรรมการไปลาออกจากคณะที่ตัวเอง เป็นอยู่โดยยังไม่ครบเทอม

ประเด็นสุดท้ายที่กระผมคิดว่ามีความสําคัญอย่างยิ่งที่อยากจะฝาก คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญไว้ ก็คือเรื่องการป้องกันไม่ให้ผู้เคยกระทําการทุจริต และประพฤติมิชอบ หรือเคยกระทําการอันทําให้การเลือกตั้งไม่สุจริต หรือไม่เที่ยงธรรมเข้าสู่ ตําแหน่งทางเมืองก็มีบางท่านได้พูดถึง กระผมขอเสนอให้บัญญัติไว้ในหลายแห่ง เพื่อครอบคลุมและเพื่อป้องกันไม่ให้คนที่ไม่ดี คนโกง ทั้งโกงการเลือกตั้งหรือคนที่ทุจริต เข้ามาสู่การเมืองได้อีกต่อไป จึงเห็นควรให้บัญญัติไว้ว่า ให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ บัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญเป็นคุณสมบัติต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิและสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือของผู้ดํารงตําแหน่งรัฐมนตรีดังนี้

ประการแรก คือเคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงาน ของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่ากระทําการทุจริตและประพฤติมิชอบ ในวงราชการ ๒. เคยต้องคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เพราะร่ํารวยผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ ๓. เคยต้องคําพิพากษาหรือคําสั่งที่ชอบ ด้วยกฎหมายว่ากระทําการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือกระทําการอันทําให้การเลือกตั้ง ไม่สุจริตหรือไม่เที่ยงธรรม และ ๔. เคยถูกถอดถอนออกจากตําแหน่ง เพราะเหตุที่มี พฤติการณ์ร่ํารวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทําผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ ราชการ หรือส่อว่ากระทําผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม

ประเด็นที่ ๒ คือให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ กรณีที่ผู้ใดถูกถอดถอนเพราะเหตุที่พฤติการณ์ร่ํารวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทําผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ หรือส่อว่ากระทําผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ ในการยุติธรรมให้มีผลเป็นการตัดสิทธิจากการดํารงตําแหน่งทางการเมืองหรือสิทธิในการ ดํารงตําแหน่งอื่นตลอดไป

ประการที่ ๓ คือกําหนดในบทเฉพาะกาลให้ยกร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ให้กําหนดโทษ การตัดสิทธิการดํารงตําแหน่งทางการเมืองหรือสิทธิในการดํารงตําแหน่งอื่นสําหรับผู้กระทํา การทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ จากเดิม ๕ ปีเป็นตลอดไป และ

ประเด็นที่ ๔ ที่อยากจะฝากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญคือให้กําหนด ในบทเฉพาะกาลให้ยกร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พุทธศักราช ๒๕๔๕ เสนอต่อ คณะรัฐมนตรีและสภานิติบัญญัติแห่งชาติโดยเพิ่มลักษณะต้องห้ามในมาตรา ๔๕ ดังนี้ ๑. เคยต้องคําพิพากษาหรือคําสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทําการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือกระทําการอันทําให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและไม่เที่ยงธรรม และ ๒. เคยถูกถอดถอนออกจากตําแหน่ง เพราะเหตุที่มีพฤติการณ์ร่ํารวยผิดปกติ ส่อไปทาง ทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทําผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ หรือส่อว่ากระทําผิดต่อตําแหน่ง หน้าที่ในการยุติธรรม ใน ๒ ข้อสุดท้ายที่ให้ไปบัญญัติไว้ในกฎหมายเลือกตั้งระดับท้องถิ่น เพราะว่าตําแหน่งตรงนั้นมีถึง ๑๕๐,๐๐๐ ตําแหน่ง ถ้าเราบัญญัติไว้ก็จะเป็นการป้องกันไม่ให้ คนที่ไม่ดีเข้าสู่การเมืองได้ ขอขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ ท่านสมาชิกครับ จะต้องมีการแสดงตนนับองค์ประชุมเป็น ระยะ ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นรับประทานอาหารเสร็จก็กรุณาเข้าห้องประชุมนะครับ ถ้าท่าน ขาดการแสดงตน ๑ ใน ๓ ในรอบ ๙๐ วัน ท่านจะพ้นตําแหน่งโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องมีใคร ถอดถอนนะครับ ท่านถอดถอนตัวเองนะครับ ต่อไปเชิญคุณหมอพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภา แล้วเป็นอดีตประธานคณะกรรมาธิการ ด้านสาธารณสุขครับ เชิญคุณหมอครับ

นางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ สมาชิก สปท. ค่ะ ดิฉันมีข้อเสนอแนะในการยกร่างรัฐธรรมนูญในด้าน สาธารณสุขอยู่ประมาณ ๘ ข้อด้วยกันนะคะ ซึ่งได้แจกไว้ในเอกสารเรียบร้อยแล้ว แล้วก็ รวมถึงเหตุผลที่ทําไมได้มีการนําเสนอเช่นนั้น แต่เลือกเสนอเรื่องเดียวที่เป็นเรื่องที่ดิฉันคิดว่า สําคัญแต่ว่าไม่ได้รับการตอบสนองในหลาย ๆ ครั้งที่มีการยกร่างรัฐธรรมนูญ อันนั้นก็คือ การที่กําหนดไว้ในข้อ ๒ ในตารางว่า ให้บุคคลมีหน้าที่ในการดูแลและส่งเสริมสุขภาพส่วนตน บุคคลในครอบครัว และสังคม โดยรัฐมีหน้าที่ส่งเสริมศักยภาพ รวมทั้งการให้ข้อมูล ด้านสุขภาพที่ถูกต้องและทันสมัยต่อประชาชน ในรัฐธรรมนูญเกือบจะทุกฉบับก็เขียนไว้ ในหน้าที่ของชนชาวไทย ซึ่งระบุว่ามีหลายหน้าที่ด้วยกัน เช่น หน้าที่รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ หน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย หน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง หน้าที่ป้องกันประเทศ หน้าที่รับราชการทหาร เสียภาษีอากร ช่วยเหลือราชการตามที่กฎหมายบัญญัติ หน้าที่ รับการศึกษาอบรมตามที่กฎหมายบัญญัติ ปกป้อง สืบสานศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญา ท้องถิ่น หน้าที่อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่ว่าในหน้าที่ของการดูแลสุขภาพ ของตัวเองและส่งเสริมสุขภาพของตนนั้น หลายความเห็นโดยเฉพาะในคณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญชุดที่แล้วไม่เห็นด้วยในการที่จะใส่เข้าไป เพราะระบุให้เหตุผลว่าเป็นการลิดรอน สิทธิส่วนบุคคล ซึ่งอันนี้ดิฉันก็มีข้อที่จะไม่เห็นด้วยในกรณีนี้ เพราะว่าแม้แต่หน้าที่รับการศึกษา อบรมตามที่กฎหมายบัญญัติ อันนี้ก็เป็นเรื่องส่วนบุคคลเหมือนกัน มีเหตุผลที่บอกว่าที่ไม่ให้ ยอมรับในหน้าที่ต้องดูแลสุขภาพของตัวเองนั้น เพราะว่าหน้าที่ที่ระบุไว้ในหน้าที่พลเมืองนั้น ควรจะเป็นหน้าที่ที่พลเมืองกระทําต่อส่วนรวม ไม่ใช่ต่อส่วนตัวเอง เพราะถ้าหากว่าไปกําหนดให้ ประชาชนมีหน้าที่ที่จะปฏิบัติต่อตนเองนั้นเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล ซึ่งอันนี้ อาจจะรับฟังไม่ได้ในทางด้านสาธารณสุขหรือสุขภาพ เพราะว่าการที่ท่านไม่ยอมมีพฤติกรรม สุขภาพที่เหมาะสม เช่น ยังสูบบุหรี่หรือยังดื่มสุรา แล้วก็เกิดโรค หรือไปกระทําให้คนอื่นต้องได้รับ ผลกระทบ เช่น อุบัติเหตุจากการดื่มสุราแล้วขับรถ เมื่อท่านเจ็บป่วยหรือคนอื่นเจ็บป่วยนั้น มันกระทบถึงส่วนรวมโดยตรง เพราะว่าประเทศเรามีนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งรัฐจะออกค่ารักษาพยาบาลให้ซึ่งเป็นเงินภาษีของประชาชนในส่วนรวมของทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นพฤติกรรมส่วนตัวเองของบุคคลอาจจะส่งผลกระทบถึงประเทศชาติหรือว่าสุขภาวะ ของชาติได้ในภาพรวม

- ๓๕/๑   เพราะฉะนั้นในโอกาสนี้ดิฉันก็ขอเสนอยืนยันในข้อนี้อีกว่าในรัฐธรรมนูญนั้นควรจะบรรจุ หน้าที่ของบุคคลในด้านการดูแลและส่งเสริมสุขภาพของตัวเองเอาไว้ด้วยนะคะ โดยที่รัฐ มีหน้าที่ต้องส่งเสริมศักยภาพ รวมทั้งให้ข้อมูลด้านสุขภาพที่ถูกต้องและทันสมัยแก่ประชาชน มิเช่นนั้นประเทศเราจะต้องสูญเสียงบประมาณอีกเป็นจํานวนมากมาย เพื่อที่ในโรค ซึ่งสามารถที่จะป้องกันได้ด้วยการที่มีพฤติกรรมทางสุขภาพอนามัยที่ถูกต้อง นอกนั้น ก็เป็นข้อเสนออื่น ๆ นะคะที่มีหลักประกันได้ว่าประชาชนทั้งประเทศจะได้รับการดูแล ทางด้านสุขภาพที่เหมาะสม มีคุณภาพ และได้มาตรฐานทั่วถึง จะต้องสามารถอยู่ใน สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะ แล้วก็ในการกําหนดนโยบายเพื่อพัฒนาประเทศ ในทุกด้านต้องมิให้เกิดผลกระทบด้านสุขภาพต่อประชาชน รวมทั้งต้องส่งเสริม สนับสนุน พัฒนา และอนุรักษ์แพทย์แผนไทยคู่ขนานไปกับการแพทย์แผนปัจจุบัน อันนี้ก็น่าจะอยู่ ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐด้วย รวมทั้งการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน และภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการจัดบริการสาธารณสุข อันนี้ก็เป็นการกระจายอํานาจนะคะ นอกจากนั้นก็เป็นเรื่องของการเน้นย้ําในเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพ บริการปฐมภูมิ และการคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขเช่นเดียวกับผู้ให้บริการที่ปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรฐานวิชาชีพและจริยธรรม อันนี้ก็เป็นทั้งหมดที่อยากจะให้คณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญได้พิจารณาแล้วก็นําใส่ไว้ตามความเหมาะสมอย่างที่ได้นําเสนอแล้ว ขอบพระคุณค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณคุณหมอพรพันธุ์นะครับ ผมจะอ่านรายชื่อ ๓ ท่านที่จะต่อจาก อาจารย์อิศรา ศานติศาสน์ นะครับ ซึ่งจะเป็นผู้อภิปรายต่อไปนะครับ ต่อจากท่านอิศรา ศานติศาสน์ ก็จะเป็นท่านนินนาท ชลิตานนท์ อดีตปลัดกรุงเทพมหานคร แล้วก็ท่านชาลี เอียดสกุล ผู้อํานวยการโรงเรียนอนุบาลพัทลุง อดีต สปช. นะครับ ถัดไปคือดอกเตอร์ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อํานวยการสํานักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า และเป็นอดีต สปช. ครับ เชิญท่านอิศรา ศานติศาสน์ ครับ

นายอิศรา ศานติศาสน์ 🔗

ขอบคุณท่านประธานที่เคารพครับ ผม อิศรา ศานติศาสน์ สปท. หมายเลข ๑๙๑ นะครับ ผมเองตั้งแต่เช้าผมได้ฟังหลาย ๆ ประเด็น แล้วผมมีความรู้สึกว่าสิ่งที่ สปท. ได้เสนอนั้นค่อนข้างจะในความเห็นผมเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ มาก ๆ กับการร่างรัฐธรรมนูญนะครับ แต่ว่าผมเองได้ดูข่าวเกี่ยวกับทางคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญที่พูดถึงการเลือกตั้งที่จะแบ่งเป็น ๒ บัญชี คือบัญชีที่ชนะเขตเลือกตั้ง แล้วก็ บัญชีที่คัดมา บัญชีรายชื่อที่เอาเสียงของคนที่เลือกคนที่แพ้ในเขตเลือกตั้งมารวมกันแล้วก็ คัดสรรจากสมาชิกพรรคที่แพ้นะครับ ทีนี้แนวคิดนี้เป็นแนวคิดที่คล้าย ๆ กับทําให้เห็นว่า เราเคารพเสียงของคนไทยทุกคนนะครับ แม้ว่าเขาจะลงคะแนนเสียงให้กับคนที่แพ้เลือกตั้ง ซึ่งเป็นแนวคิดที่ผมชื่นชมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ทีนี้ผมเองได้มีโอกาสพูดคุย กับรัฐสภาของหลายประเทศไปเยี่ยมเยือนเขานะครับ บางครั้งอ่านในรายงานวิจัยก็พบว่าแนวคิด ในการเคารพสิทธิของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งที่เสียงของเขาแพ้มันมีอยู่ในหลายรูปแบบ หลายมิตินะครับ ก็เลยจะนํามาเรียนให้ที่ประชุมนี้ได้พิจารณาสัก ๔ ตัวอย่าง ผมอยากจะ ขออนุญาตย้อนไม่ตรงกับในเอกสารที่ผมแจกนะครับ คือจะย้อนตั้งแต่ข้างล่าง คือจากประเทศอิรัก มาประเทศอิหร่าน ประเทศมาเลเซีย แล้วก็ประเทศนิวซีแลนด์นะครับ จริง ๆ มีตัวอย่างเยอะกว่านี้ครับ ประเทศอินเดีย ประเทศอินโดนีเซียอะไรอีกเยอะมาก ประเทศอิรักนี่เขาระบุไว้ในรัฐธรรมนูญว่าร้อยละ ๒๕ ของสมาชิกรัฐสภาของเขาจะต้องเป็นสตรี เป็นประเทศในกลุ่มประเทศอาหรับที่ฝรั่งว่ากันว่าไม่เคารพสิทธิสตรี แต่ตั้งเงื่อนไขว่าสมาชิกรัฐสภาของเขาต้องมี ๒๕ เปอร์เซ็นต์เป็นสตรี ในประเทศอิหร่านมีการให้ โควตาพิเศษกับตัวแทนชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์และศาสนา เช่น คนยิวในประเทศอิหร่าน คนเคิร์ด (Kurdish) ในประเทศอิหร่าน รวมทั้งสตรีด้วยนะครับ มีที่นั่งพิเศษให้กับคนเหล่านี้ อันนั้นก็เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจมาก ๆ ทีนี้ถ้าดูประเทศมาเลเซียเพื่อนบ้านใกล้เคียงเรา สมาชิกวุฒิสภาของเขามีทั้งเลือกตั้งและถูกแต่งตั้ง โดยการเลือกตั้งจะมี ๒ คนต่อรัฐ แต่จะมี แต่งตั้งโดยยังดี เปอร์ตวน อากง (Yang di-Pertuan Agong) ๒ คน สําหรับรัฐกัวลาลัมเปอร์ (Kuala Lumpur) ๑ คน สําหรับดินแดนที่เรียกว่าดินแดนสหพันธ์แห่งลาบวน (Labuan) อีก ๑ คน สําหรับปุตราจายา (Putrajaya) คือเมืองหลวงใหม่ และมีอีก ๔๐ คน ที่แต่งตั้ง จากผู้มีความสําเร็จในการปฏิบัติหน้าที่ด้านข้าราชการพลเรือน ในสายอาชีพ การค้า การอุตสาหกรรม การเกษตร และวัฒนธรรม และที่สําคัญคือมีตัวแทนของชนกลุ่มน้อย หนึ่งในชนกลุ่มน้อยนั้นคือโอรังเซียม (Orang Siam) หรือคนไทยในประเทศมาเลเซีย แล้วก็พวกอัสลี (Orang Asli) ต่าง ๆ อันนี้เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจครับ ถ้าโดดข้ามไปที่ ประเทศนิวซีแลนด์ ผู้นําประเทศฝรั่งนะครับ ซึ่งมีคนเมารี (Maori) อยู่ประมาณสัก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เขาให้คนเมารี (Maori) มีสิทธิเลือกลงคะแนนได้ ๒ ระบบ เขาเรียกระบบคู่ คือคุณจะลงคะแนนเลือกตั้งแบบทั่ว ๆ ไปก็ได้ ไปแข่งกับคนอื่นนะครับ ซึ่งคุณก็มีโอกาสแพ้แล้ว ไม่ได้รับสิทธิมีตัวแทนของคุณ หรือคุณจะไปลงคะแนนในโควตาของคนเมารี (Maori) ก็ได้ แล้วคุณก็จะได้ตัวแทนที่เป็นคนเมารีมาเป็นผู้ใช้สิทธิแทนคุณในรัฐสภา ๔ ตัวอย่างนี้เป็นตัวอย่าง ที่ผมคิดว่าน่าสนใจมาก ๆ ยังไม่รวมถึงการเคารพในสิทธิของชนกลุ่มน้อยทางด้านชาติพันธุ์ และศาสนาที่หลายประเทศในอาเซียน (ASEAN) เช่น ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศมาเลเซีย ประเทศบรูไนมีนะครับ เช่นให้มีวันหยุดสําคัญทางศาสนาแก่กลุ่มศาสนาอื่น ๆ ซึ่งไม่ใช่ศาสนาหลัก เช่น ในประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศบรูไน จะมีวันวิสาขบูชาเป็นวันหยุด สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมเข้าใจว่ายังอ่อนอยู่ในรัฐธรรมนูญของไทยและในประเทศไทยเอง ประเทศไทยเรามีประชากรอยู่ประมาณ ๗๐ กลุ่มชาติพันธุ์ที่ค้นมานะครับ ไม่ได้เป็น เนื้อเดียวกันหมด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งพูด ๕ ภาษา ในกลุ่มภาษาหลัก ซึ่งเป็นภาษาในอาเซียน (ASEAN) ในเอเชียอาคเนย์ แล้วเท่าที่ผมคํานวณดูคร่าว ๆ คนไทย ประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐-๒,๐๐๐,๐๐๐ คน คนในประเทศไทยประชากรไทยพูดภาษาไทยไม่ได้ พูดได้แต่ภาษาพื้นเมืองของเขาหรือภาษาแม่เขา แล้วคนกลุ่มนี้มีโอกาสที่จะมาหรือไม่มา ใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งไม่รู้สิทธิตัวเอง หรือแม้กระทั่งมาใช้สิทธิแล้วก็จะแพ้เลือกตั้ง ทําให้เขาขาดผู้แทนที่เป็นปากเสียงสะท้อนความต้องการ ความคิดเห็นของพวกเขา ในระบอบประชาธิปไตย ผมก็เลยอยากจะขอใช้เวลาสั้น ๆ นี้ขอเสนอแนะสิ่งที่ค้นคว้ามานี้ ให้แก่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แล้วขอความอนุเคราะห์จากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ พิจารณาว่าจะมีแนวทางอย่างไรบ้างที่จะช่วยให้คนกลุ่มนี้สามารถมีตัวแทนของพวกเขา ในรัฐสภาของประเทศไทยด้วย ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสําหรับข้อเสนอของท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์อิศรา เรื่องการมีตัวแทนจากกลุ่มชาติพันธุ์ แล้วก็ระบบวิธีการเลือกตั้ง ต่อไปขอเชิญท่านนินนาท ชลิตานนท์ อดีตปลัดกรุงเทพมหานคร เชิญครับ

นางนินนาท ชลิตานนท์ 🔗

ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นินนาท ชลิตานนท์ สปท. ลําดับที่ ๘๐ ดิฉันมีประเด็นที่จะขออนุญาตนําฝากท่านประธานไปยัง คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญอยู่ ๒ ประเด็น

ประเด็นที่ ๑ ก็คือประเด็นเรื่องของการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน ดิฉัน มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้เห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เพิ่งตกไปมีการบัญญัติและพูดถึงการใช้ งบประมาณอย่างคุ้มค่า เรื่องของความคุ้มค่านั้นเป็นเรื่องที่สําคัญอย่างยิ่งทุกกระทรวง ทบวง กรม ทุกส่วนราชการ ทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค หรือราชการส่วนท้องถิ่น ก็มักจะปรารภเสมอว่าการจะทําอะไรนั้นทําได้ด้วยความยากลําบาก เพราะว่ามีงบประมาณน้อย ซึ่งจริง ๆ แล้วดิฉันกลับเห็นว่างบประมาณจะมากหรือน้อยนั้น ไม่สําคัญเท่ากับว่าเราใช้งบประมาณนั้นคุ้มค่าหรือไม่ หากงบประมาณของแผ่นดินนั้นได้รับการใช้ที่ไม่คุ้มค่านั่นก็หมายความว่าประโยชน์ ที่พี่น้องประชาชนจะได้รับนั้นบกพร่องไป ถ้าเป็นเงินของเราเงินในกระเป๋าเราเรารับผิดชอบ กับตัวเอง คุณผู้หญิงทั้งหลายจะซื้อลิปสติกเป็นโหล ๆ แล้วใช้อย่างละครึ่งแล้วโยนทิ้งไป หรือว่า บ้านเราจะมีทีวี (TV) อยู่ทุกห้อง มีตู้เย็นอยู่ทุกห้อง แต่แล้วเราก็ใช้ไม่คุ้มค่าก็ไม่เป็นไร เพราะว่านั่นเป็นเงินของเราและเงินของครอบครัวเราก็ต้องรับผิดชอบกับตัวเองและครอบครัวไป แต่อันนี้เป็นงบประมาณแผ่นดิน ถ้าหากว่าผู้ใช้จ่ายงบประมาณนั้นไม่คํานึงถึงความคุ้มค่า เสียแล้วพี่น้องประชาชนจะขาดผลประโยชน์สูงสุดที่ควรจะได้รับนะคะ ไม่ใช่คิดอยากจะซื้อ อะไรก็ซื้อ อยากจะทําอะไรก็ทํา อยากจะทําอีเวนท์ (Event) ประชาสัมพันธ์ ๕๐ ล้านบาท ๑๐๐ ล้านบาทก็ทํา หรือเวลาไปต่างประเทศถึงแม้จะมีสิทธิที่จะนั่งระดับชั้นหนึ่ง เฟิร์สคลาส (First class) แต่ต้องถามว่าสมควรทําไหม หรือว่านั่งชั้นธุรกิจก็พอ อย่างนี้เป็นต้นนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันจึงเห็นว่าความคุ้มค่าควรจะถูกกําหนดเอาไว้ในรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด ของประเทศเรา ผู้ใช้จ่ายงบประมาณทั้งหลายจะได้คํานึงและพิจารณาใช้จ่ายงบประมาณนั้น ด้วยความรอบคอบและให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชนเพราะเป็นงบประมาณแผ่นดิน นอกจากการที่จะช่วยกํากับให้ผู้ดําเนินการหรือผู้ใช้จ่ายงบประมาณนั้นคํานึงถึงความคุ้มค่า แล้วยังเป็นประโยชน์ต่อการตรวจสอบซึ่งเรากําลังจะพูดถึงการป้องกันและปราบปราม การทุจริตคอร์รัปชัน ในปัจจุบันถ้าเราจะตรวจสอบเพียงแค่ว่าทุกส่วนราชการทุกหน่วยงานนั้น ได้ดําเนินการตามขั้นตอนพัสดุถูกต้องไหม จัดซื้อจัดจ้างถูกต้องไหม ดิฉันคิดว่าเขาดําเนินการ ถูกต้องเกือบจะ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นะคะ แต่ถ้าหากว่าเรามีตัวคุ้มค่าหรือไม่ เวลาตรวจสอบ เขาต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่าที่เขาทํานั้นมันคุ้มค่าไหมแม้ว่าจะดําเนินการโดยถูกต้องก็ตาม เรื่องความคุ้มค่าคุณต้องตอบให้ได้ว่ามันส่งผลต่อเป้าหมาย ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์อย่างไร อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ดิฉันอยากจะให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นมีการพูดถึงเรื่องความคุ้มค่า ในการใช้จ่ายงบประมาณอย่าให้ตกไปนะคะ

อีกประเด็นหนึ่ง คือประเด็นของการกระจายอํานาจสู่การปกครองท้องถิ่น ในความเห็นส่วนตัวดิฉันคิดว่าอีก ๕๐ ปีข้างหน้าหรือ ๑๐๐ ปีข้างหน้าประเทศไทยเราคง จะมีการบริหารราชการแผ่นดิน มีเฉพาะส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่นเท่านั้น ในหลาย ๆ ประเทศ ที่เขาเจริญแล้วราชการส่วนภูมิภาคไม่มีแล้วนะคะ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าสําหรับประเทศไทย ณ วันนี้เราต้องค่อยทําค่อยไปอย่างเหมาะสม ซึ่งเราก็เดินมาในจุดเริ่มต้นแล้ว คือมีการปกครองส่วนท้องถิ่นที่เพิ่มขึ้น แต่ดิฉันคิดว่ารัฐควรสนับสนุนให้มีการปกครอง ส่วนท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม แล้วก็ค่อยเป็นค่อยไปให้เหมาะสมกับประเทศของเรา ในองค์กรปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ อย่างเช่นกรุงเทพมหานคร หรือเมืองพัทยา หรือเมืองใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดภูเก็ต จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดขอนแก่น โคราช ก็น่าที่จะให้เขาได้ดูแลตัวเองเป็นราชการปกครองส่วนท้องถิ่นได้แล้ว อันนี้ก็อยากจะให้มี การนําเสนออย่างนั้น แล้วอีกอย่างหนึ่งท้องถิ่นที่เขาสามารถดําเนินการได้แล้วเติบโตขึ้น ก็ขออนุญาตยกตัวอย่างกรุงเทพมหานครเขาเป็นเมโทรโพลิแทน (Metropolitan) แล้ว แต่การดําเนินการนั้นแม้รัฐธรรมนูญจะกําหนดไว้ว่าการบริการสาธารณะต้องให้หน่วยงาน ท้องถิ่นเป็นหลักก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติจริง ๆ ก็ยังไม่มีการสนับสนุนอย่างจริงจังเท่าที่ควร อย่างเช่นกรุงเทพมหานคร ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ก็ยังต่างคนต่างอยู่กับราชการส่วน ท้องถิ่นรูปแบบพิเศษนี้ อันนั้นหมายความว่าเวลาที่เราจะเดินไปสู่การปกครองแบบท้องถิ่น ที่เต็มรูปแบบหรือที่ได้ประโยชน์จริง ๆ นั้นก็ควรที่จะมีการสนับสนุนให้หน่วยนั้น ๆ เขาได้รับ การพัฒนาไปได้เรื่อย ๆ ส่วนในท้องถิ่นที่ยังเล็กอยู่ อันนั้นก็ต้องคอยควบคุม กํากับ ดูแล คอยชี้แนะโดยราชการส่วนภูมิภาคด้วย แล้วก็ได้รับการสนับสนุนจากราชการส่วนกลางด้วย ก็ทั้ง ๒ ประเด็นค่ะ ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณคุณนินนาทนะครับ ผมมีเรื่องแจ้งเกี่ยวกับวันพรุ่งนี้ที่เราจะมีการบรีฟฟิง (Briefing) ทูตานุทูตองค์การระหว่างประเทศแล้วก็ด้านกงสุลกิตติมศักดิ์ เชิญท่านสมาชิกที่ประสงค์ จะช่วยต้อนรับโดยที่คณะทูตานุทูตจะมาที่สภาที่อาคาร ๑ บริเวณด้านหลังที่เป็น ห้องสารนิเทศระหว่างอาคาร ๑ กับอาคาร ๓ เวลา ๐๙.๔๕ นาฬิกา แล้วก็การบรรยายสรุป โดยท่านประธานดอกเตอร์ทินพันธุ์ นาคะตะ นั้นก็จะเริ่มเวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา ในส่วนนี้ ห้องประชุมของเราจุได้เต็มที่เสริมเก้าอี้แล้วประมาณ ๑๐๘-๑๐๙ ที่นั่ง ทูตานุทูตที่จะมานั้น ก็คิดว่าน่าจะใกล้เคียงจํานวนดังกล่าว ขณะเดียวกันท่านที่ประสงค์จะช่วยต้อนรับอย่างเช่น ท่านที่เคยดํารงตําแหน่งทางด้านการต่างประเทศก็ไปฟุดฟิดฟอไฟได้นะครับ ก็เชิญ ขณะเดียวกันอีกช่วงหนึ่งก็คือช่วงเวลา ๑๑.๓๐ นาฬิกา เป็นช่วงที่จะเสร็จสิ้นเรื่องของ การบรรยายสรุปแล้วเราจะมีการเลี้ยงรับรองเป็นลักษณะค็อกเทล เท่านั้นนะครับ ที่บริเวณ อาคารห้องอาหารชั้น ๒ ข้างห้องประชุม ก็ขอเชิญ เพราะว่ากรรมาธิการส่วนใหญ่จะประชุม ตั้งแต่ ๐๙.๐๐ นาฬิกา ผมคิดว่าก็คงใช้เวลาไม่นานนัก เมื่อเสร็จแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งตอน ๑๑.๓๐ นาฬิกา กรุณามาช่วยกันรับรองแขก ช่วยกันสนทนาแลกเปลี่ยนสร้างสัมพันธไมตรี สันถวไมตรีทั้งหลาย ก็ขอความร่วมมือมาด้วยนะครับ ลําดับถัดไป ท่านชาลี เอียดสกุล ผู้อํานวยการโรงเรียนอนุบาลพัทลุง และอดีตสมาชิก สปช. เชิญครับ

นายชาลี เอียดสกุล 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพครับ กระผม นายชาลี เอียดสกุล สปท. ในลําดับที่ ๓๘ อดีตผู้อํานวยการ โรงเรียนอนุบาลพัทลุง อดีต สปช. และอดีตกรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัดพัทลุงครับ ท่านประธานครับ บรรยากาศของการอภิปรายวันนี้กระผมเองมีความรู้สึกผิดหวังไปนิดหนึ่ง เนื่องจากเข้าใจว่าทางท่านประธานหรือคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้มีโอกาสมารับฟังด้วย ซึ่งจะทําให้การบรรยายหรืออภิปรายในวันนี้จะมีความเข้มข้นและมีกําลังใจมากขึ้น แต่ก็ได้รับทราบจากเหตุผลของท่านประธานแล้วก็ยอมรับครับ ท่านประธานครับ ประเด็นที่ ผมจะนําเรียนเพื่อเสนอแนะท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ในคราวนี้เพื่อให้เหมาะกับเวลาขออนุญาตนําเสนอเพียงเรื่องเดียว นั่นก็คือเรื่องกรอบ ระยะเวลาการปฏิบัติหน้าที่ด้านการเมืองของนักการเมืองซึ่งไม่ค่อยมีใครได้พูดถึงมากเท่าไรนัก ประเด็นก็คือว่านักการเมืองเมื่อเข้ามาแล้วก็ควรจะมีกรอบระยะเวลาของการปฏิบัติหน้าที่ ที่ควรจะบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน เป็นต้นว่าในระดับชาติทั้งด้านฝ่ายบริหารก็ดี ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีลงมา ส.ส. ส.ว. เป็นต้น ระดับท้องถิ่นอันได้แก่ นายก อบจ. นายก อบต. นายกเทศบาล หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นก็ดีครับ ควรที่จะได้บัญญัติไว้ว่า ให้ดํารงตําแหน่งวาระละกี่ปี จะ ๒ ปี ๓ ปี ๔ ปี ผมไม่ติดใจ แต่ขอให้ได้เขียนไว้บัญญัติไว้ แล้วก็ให้ดํารงตําแหน่งไม่เกิน ๒ วาระติดต่อกัน ท่านประธานครับ ประเทศที่ได้รับ การยอมรับว่ามีการพัฒนาประชาธิปไตยมาอย่างต่อเนื่องและเป็นแบบอย่างของสังคมโลกได้ นั่นคือประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ประเทศสหรัฐอเมริกาได้กําหนดไว้ว่าประธานาธิบดี ดํารงตําแหน่งได้เพียง ๒ วาระ วาระละ ๔ ปีเท่านั้นเอง ทําไมต้องเป็นอย่างนี้ครับ

-๓๙/๑ ผมขออนุญาตเรียนว่าการเมืองเป็นเรื่องของผลประโยชน์ซึ่งไม่สามารถจะปฏิเสธได้ นักการเมืองเมื่อเข้ามาแล้วมาบริหารประเทศแล้วในระบบการเมืองก็ต้องย่อมแสวงหา ไม่มากก็น้อย ผมกล่าวอย่างนี้นักการเมืองที่ดีก็มีครับที่ต้องการสร้างเกียรติยศและชื่อเสียง เราก็ควรยกย่องและส่งเสริม แต่ก็ขอเรียนว่าปัญหาของสังคมไทยปัจจุบันนี้มีไม่น้อยที่ นักการเมืองเข้ามาแล้วแสวงหาผลประโยชน์ มิฉะนั้นแล้วเขาไม่กล้าที่จะไปซื้อเสียง การที่กล้าซื้อเสียงให้ได้มาซึ่งตําแหน่งไม่ว่าจะกี่ล้านบาทเขากล้าเพราะมองเห็นแล้วว่า เข้าไปบริหารแล้วตําแหน่งนี้จะได้ประโยชน์คุ้มค่ากับเรื่องที่ลงทุนไป ท่านครับ เพราะฉะนั้น เราควรที่จะกําหนดกรอบระยะเวลา กําหนดพื้นที่ให้บุคคลเหล่านี้ได้มาบริหารในช่วง ระยะเวลาที่พอดีและมีความเหมาะสม กระผมจึงขอเสนอว่าต้องบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในเรื่องของกรอบระยะเวลา อย่าง ส.ว. ขอให้แก้ปีเดียวไม่ว่าจะ ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง ในช่วงระยะเวลาใด เป็นมาแล้วกี่เดือนกี่ปีก็แล้วแต่ก็ถือว่า ๑ สมัยนะครับ ไม่ต้องมี การยกเว้น ไม่ต้องไปเขียนแทรกไว้ในบทเฉพาะกาลเหมือนรัฐธรรมนูญฉบับที่ตกไป เมื่อไม่นานมานี้นะครับ ผมขออนุญาตนําเสนอว่าถ้าได้เขียนไว้อย่างนี้จะมีผลดีอย่างไร

ประการแรกครับ จะช่วยลดปัญหาในเรื่องของการซื้อเสียงได้ในระดับหนึ่ง ถึงแม้ว่าไม่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะอะไรครับ เพราะนักการเมืองที่เข้ามาแล้วเขามีเวลาสั้น ที่จะไปคิดถอนทุน หรือทอนทุนแล้วถอนทุนไม่ครบ ถอนไม่ทัน อาจจะสุ่มเสี่ยงกับ การตรวจสอบขององค์กรหรือของพี่น้องประชาชนทําให้ลดน้อยถอยลงไป

ประการที่ ๒ ครับ ก็จะช่วยลดวงจรหรือระบบที่เป็นการประพฤติมิชอบมีอยู่ ๒-๓ ขั้นตอน ผมขออนุญาตนําเรียนว่าขั้นตอนแรกก็คือการซื้อเสียง ขั้นตอนที่ ๒ เมื่อเข้า มาแล้วถอนทุน ขั้นตอนที่ ๓ สะสมเสบียงเพื่อที่จะทําอย่างไรกลับไปซื้อเสียงอีกแล้วก็ได้มาอีก ในที่สุดประเทศเราก็จะได้นักการเมืองคนเดิม ความคิดเดิม ๆ และสุดท้ายประเทศชาติก็จะ พบกับปัญหาเดิม ๆ ครับ

ประการสุดท้าย ประโยชน์ในเรื่องของการกําหนดกรอบเวลาก็เพื่อที่จะ เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เข้ามาบริหารจัดการบ้านเมือง เปลี่ยนให้คนรุ่นใหม่ได้มีโอกาส เปลี่ยนกลุ่มทุนขจัดปัญหาทุนนิยมในระบบการเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ขอนําเรียนว่า ปัญหานี้ถ้าไม่คิดแก้เสียในช่วงระยะนี้ระยะเปลี่ยนผ่านในเวทีต่อไปจะไม่มีโอกาส เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตนําเรียนเสนอท่านประธานได้นําเรียนผ่านไปยังท่านประธาน คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญครับ ขอบพระคุณครับ

(การประชุมดําเนินการถึงตอนนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะท่านชาลี เนื่องจากมีผู้เสนอขออภิปรายเป็นจํานวนมาก อีกหลายสิบท่าน ดิฉันก็จะขอให้ท่านช่วยกรุณารักษาเวลาท่านละ ๑๐ นาทีซึ่งจะมีออดเตือน ตอน ๑๐ นาที ท่านต่อไปดิฉันจะอ่าน ๓ ชื่อก่อนนะคะ ทีละ ๓ ท่าน ท่านต่อไปคือ ท่านถวิลวดี บุรีกุล ท่านวิทยา แก้วภราดัย ท่านนิกร จํานง นะคะ เชิญท่านแรกคือ ท่านถวิลวดี บุรีกุล ท่านเป็นผู้อํานวยการสํานักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า อดีต สปช. และอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เชิญค่ะ

นางถวิลวดี บุรีกุล 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิก หมายเลข ๖๑ นะคะ ดิฉันมีประเด็นที่อยากจะให้พิจารณาใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญที่กําลังจะ ทําขึ้นในหลายประเด็นมากนะคะ ดิฉันบอกว่ามาก เพราะเวลา ๑๐ นาทีน้อยมาก แต่ดิฉันมีเรื่องเยอะดิฉันก็จะพยายามพูดให้ ครบถ้วนนะคะ สิ่งแรกคือรัฐธรรมนูญจะต้องสอดคล้องกับบริบทของประเทศ เราจะไปเอา แนวคิดของต่างประเทศมาใช้ทั้งหมดแต่ว่าอาจจะไม่เหมาะสมกับประเทศไทยก็ได้ แล้วสิ่งที่ สําคัญคือเราจะต้องมองไปในอนาคต เพราะเป็นสัญญาประชาคมที่พวกเราจะต้องใช้ร่วมกัน และนําไปสู่การอยู่ของลูกหลานของเราในอนาคตด้วย เป้าหมายที่สําคัญคือทําอย่างไร รัฐธรรมนูญจะทําให้ประเทศนั้นไปสู่จุดหมายคือสันติสุข สถาพร แล้วก็สร้างสังคมที่เป็นธรรม ให้เกิดขึ้น แล้วประเทศของเราสามารถที่จะปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของ กระแสโลกได้ เพราะรัฐธรรมนูญจะต้องมีความยืดหยุ่นในตัวเองแล้วก็ดูเป้าหมายในอนาคต ดิฉันกําลังจะพูดถึงเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษที่เพิ่งจะเสร็จสิ้นไป เมื่อเดือนก่อนนะคะ มีสิ่งหนึ่งที่ประเทศไทยยังไม่บรรลุก็คือเรื่องของการมีส่วนร่วม ของผู้หญิงในทางการเมืองโดยเฉพาะในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คราวนี้ก็จะมีเรื่องใหม่ ที่เข้ามาแล้วประเทศไทยก็ไปตกลงไว้เรียบร้อยแล้ว ก็คือเรื่องของซัสเทเนเบิล ดีเวลอปเมนท์ โกลส์ (Sustainable Development Goals) เป็นเรื่องของความต่อเนื่อง การพัฒนาที่องค์การสหประชาชาติได้กําหนดเป็นเป้าหมายไว้ แล้วประเทศไทยก็เอามา เป็นเป้าหมายด้วย แล้วเป้าหมายที่ ๕ ในทั้งหมด ๑๐ กว่าเป้าหมายก็คือเป้าหมายที่จะต้อง บรรลุความเท่าเทียมทางเพศ และการเสริมสร้างพลังให้แก่สตรีและเด็กผู้หญิงทุกคน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราจะต้องเอามาพิจารณาแล้วก็เขียนรัฐธรรมนูญที่จะให้สอดคล้องกับ การพัฒนาของโลกเขา ซึ่งในหลายประเทศก็มีการกําหนดโอกาสที่จะให้ผู้หญิงเข้าสู่การเมือง ได้มากขึ้น ถึงแม้เราบอกว่ามีความเท่าเทียมกันอยู่แล้ว แต่ช่องทางนั้นไม่เท่าเทียม แล้วโอกาสก็ไม่เท่าเทียม ทําอย่างไรถึงจะให้เข้าถึงโอกาสเพื่อที่จะได้เข้าถึงโอกาสนั้น มีวิธีที่หลายประเทศเขาทํากันอยู่ ซึ่งสิ่งที่ทําได้ง่ายก็คือการกําหนดโควตา คราวที่แล้วเราเคย กําหนดไว้ว่าในกรณีที่มีเพศตรงข้ามเพศใดเพศหนึ่งมากกว่าอีกเพศหนึ่งในบัญชีรายชื่อของ ผู้สมัครรับเลือกตั้งในพรรคการเมือง ก็ให้มีเพศตรงข้ามไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ นะคะ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นมาตรการขั้นต่ําชั่วคราว เป็นมาตรการพิเศษชั่วคราว ซึ่งจะเป็นการเปิด ช่องว่างให้กับผู้ที่ไม่มีโอกาสได้มีโอกาส เพราะว่าถ้าไม่ใช่ลูกเศรษฐี ไม่ใช่ลูกเจ้าของพรรค ก็คงจะไม่มีโอกาสอยู่ในบัญชีรายชื่อแน่นอนนะคะ นั่นเป็นส่วนหนึ่ง แล้วนอกจากนี้เพื่อที่จะ ช่วยเหลือสร้างพลังให้กับผู้หญิงโดยทั่วไป การจัดสรรงบประมาณที่เป็นธรรมมีความหมายมาก เพราะฉะนั้นในเรื่องของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐเรื่องของการจัดสรรงบประมาณนั้น ถ้ามีการเขียนว่าให้มีการคํานึงถึงความเสมอภาคทางเพศและความเสมอภาคด้านอื่น ๆ แล้ว จะทําให้งบประมาณนั้นถูกจัดสรรไปยังกลุ่มต่าง ๆ ที่มีความแตกต่างกัน และเป็นไป อย่างเหมาะสมมากยิ่งขึ้น เพราะว่าจะไม่มีใครคิดแทนใคร แต่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของ แต่ละกลุ่ม ตรงนี้ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่าเจนเดอร์ เรสพอนซีฟ บัดเจตติง (Gender responsive budgeting) ซึ่งในสากลเขาก็มีเรื่องนี้กันแล้ว แต่ประเทศไทยยังห่างชั้น มากนะคะ เพราะฉะนั้นถึงเวลาที่เราจะใช้รัฐธรรมนูญคราวนี้เป็นเรื่องของการพาประเทศ ของเราก้าวสู่สากลได้ นอกจากนี้มีประเด็นเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่องที่สําคัญ ที่สุดในเรื่องนี้ที่ประเทศไทยจะต้องพยายามทําให้ไปถึงก็คือการมียุทธศาสตร์ชาติ เพราะยุทธศาสตร์ชาติเป็นเจตจํานงของประชาชนทั้งประเทศ ประชาชนจะต้องมีส่วนร่วม ในการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติ และยุทธศาสตร์ชาตินี้สามารถที่จะปรับปรุงได้ คณะรัฐมนตรี ที่เข้ามาจะต้องดําเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งจะต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน รวมทั้งจะต้องมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อที่จะทําให้ยุทธศาสตร์ชาตินั้นเป็นจริงได้ ถ้าเรา ไม่มียุทธศาสตร์ชาติเราจะไม่รู้ว่าประเทศไทยของเราจะก้าวไปสู่อะไร ในอนาคตจะเป็น อย่างไร ขณะที่ประเทศอื่น ๆ เขามียุทธศาสตร์ชาติแล้วเขาพัฒนาไปได้ไกลมาก

นอกจากนี้ประเด็นต่อไปคือการสร้างพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งในหลายประเทศก็มีเจตจํานงที่ชัดเจนในการสร้างพลเมือง ให้ประชาชนรู้ว่าพลเมืองนั้น คืออะไร จะต้องทําหน้าที่อะไรบ้าง เช่นรัฐธรรมนูญของประเทศอินโดนีเซียที่มีหลักปัญจศีล และทุกคนก็ได้เรียนรู้เรื่องนั้น แต่ว่าของประเทศไทยเราค่านิยมของความเป็นพลเมืองไทย ไม่ทราบว่าอยู่ตรงไหน ยังหาไม่เจอนะคะ เราสามารถใช้รัฐธรรมนูญนี้สะท้อนสิ่งที่เราต้องการได้

อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชน การมีส่วนร่วม ในนโยบายสาธารณะเป็นสิ่งสําคัญมาก ตั้งแต่ร่วมริเริ่ม รับรู้ แสดงความคิดเห็น รับผลประโยชน์ ตัดสินใจ ตรวจสอบได้ รวมถึงการให้อํานาจในการลงประชามติ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะต้องใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญให้ชัดเจนว่าประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมในเรื่อง เหล่านั้นนะคะ รวมทั้งเรื่องของการมีส่วนร่วมในทางการเมือง ที่ดิฉันจะเน้นคือเรื่องของ การเข้าชื่อเสนอกฎหมายโดยภาคประชาชน ซึ่งรัฐธรรมนูญที่ผ่าน ๆ มาก็เขียนไว้ชัดเจน ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐-๒๕๕๐ ปี ๒๕๔๐ ก็ ๕๐,๐๐๐ คน พอปี ๒๕๕๐ ก็เหลือ ๑๐,๐๐๐ คน

- ๔๑/๑     แล้วก็ยังให้โอกาสผู้แทนของภาคประชาชนที่เข้าชื่อเสนอกฎหมายเข้าไปเป็นกรรมาธิการ วิสามัญ ๑ ใน ๓ ของกรรมาธิการทั้งหมดในชั้น ส.ส. และ ส.ว. แต่ยังขาดในชั้นกรรมาธิการร่วม ซึ่งคราวนี้ดิฉันเห็นว่าจะต้องใส่ไว้ให้ครบถ้วนโดยผู้แทนของประชาชนจะต้องเข้าไปอยู่ในชั้น กรรมาธิการร่วมด้วยอย่างน้อย ๑ ใน ๓ เช่นเดียวกัน เพราะมิฉะนั้นจะต้องไปใช้โควตาของ ไม่ ส.ส. ก็ ส.ว. เพื่อที่จะเข้าไปมีสิทธิมีเสียงในการแสดงความคิดเห็น

นอกจากนี้ในเรื่องของสิทธิ เสรีภาพ สิทธิ เสรีภาพเป็นเรื่องที่สําคัญที่ควรจะ คงไว้แล้วก็ทําให้กว้างขวางมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของสิทธิเด็ก สิทธิเยาวชน สิทธิสตรี ผู้สูงอายุ ผู้ทุพพลภาพต่าง ๆ คงจะต้องไปพิจารณาในรัฐธรรมนูญอื่น ๆ ที่ผ่านมาแล้วก็คงไว้ นอกจากนี้สิทธิจะได้รับการช่วยเหลือจากรัฐหรือเรื่องสิทธิของผู้บริโภค ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่สําคัญที่จะละเลยมิได้ รวมทั้งเรื่องของการจัดสรรทรัพยากร การจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งคลื่นความถี่ แล้วก็ทรัพยากรเรื่องพลังงาน ปิโตรเลียม ทั้งหลายเหล่านี้จะต้องเขียนไว้ให้ชัดว่าเป็นสมบัติของชาติ

นอกจากนี้ในเรื่องของสิทธิอื่น ๆ เรื่องของการเสนอเรื่องราวร้องทุกข์ เรื่องของการถอดถอน การรับทราบการเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ โดยเฉพาะในข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ นโยบายหรือการอนุมัติอนุญาตที่เมื่อดําเนินการแล้วจะมีผลกระทบต่อประชาชนจะต้องผ่าน กระบวนการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งตรงนี้ดิฉันถือว่ายังคงต้องเอาไว้โดยเฉพาะในมาตรา ๖๐ กว่า ในร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๘ รวมทั้งในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หรือ ปี ๒๕๔๐ ก็มีเรื่อง เหล่านี้ไว้ชัดเจน เรื่องของผู้มีส่วนได้เสียที่จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาโครงการ ต่าง ๆ รวมทั้งเรื่องของอีไอเอ (EIA) และเอสอีเอ (SEA) ต่าง ๆ ควรจะใส่ไว้ให้ชัดเจน เพราะว่าถ้าไปไว้ที่กฎหมายลูกดิฉันคิดว่าไปไม่ถึงเพราะว่าศรีธนญชัยเยอะ สุดท้ายก็จะ ทะเลาะกันด้วยการตีความที่แตกต่างกัน

นอกจากนี้อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของศิลปะ วัฒนธรรม ซึ่งดูเหมือนว่าเราจะ ละเลย เราจะต้องมีมาตรการที่ชัดเจนในเรื่องของการส่งเสริมศิลปะ วัฒนธรรม เพราะว่าโลก ยุคนี้เป็นยุคที่ว่าด้วยการใช้อาวุธทางวัฒนธรรมเราจะละเลยตรงนี้ไม่ได้ เราคงจะต้องสร้าง จิตสํานึกและต้องมีการสื่อสารทางวัฒนธรรม ในรัฐธรรมนูญก็ควรจะต้องเขียนว่าส่งเสริม ศิลปะและวัฒนธรรมโดยคํานึงถึงวัฒนธรรมในมิติต่าง ๆ ซึ่งจะต้องคํานึงถึงเอกลักษณ์ ของชาติ ของท้องถิ่น รวมทั้งเรื่องของการบริหารจัดการวัฒนธรรมนั้นต้องเปิดโอกาส ให้ประชาชนภาคส่วนต่าง ๆ ชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการ ดูแลศิลปะ วัฒนธรรม ในเรื่องของการปกป้องศิลปะ วัฒนธรรมของพื้นที่ของประเทศ ของตัวเอง ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนแล้วก็มีความสําคัญและเรามักจะมองข้ามไป มีการพูดถึงเรื่องของกรรมาธิการต่าง ๆ ที่เราเพิ่งตั้งขึ้นก็มีกรรมาธิการที่จะดูแลเรื่องนี้ ดิฉันก็ค่อนข้างจะดีใจไปในระดับหนึ่ง แต่ว่าในรัฐธรรมนูญถ้าไม่ได้ก็คงจะลืมไป

อีก ๒ เรื่องสุดท้าย เรื่องของการปฏิรูปซึ่งดิฉันกังวลว่าจะขาดหายไป เพราะเราอยู่ในยุคของการปฏิรูปประเทศ เราคงจะต้องมีเรื่องของการปฏิรูปใส่ไว้ใน ร่างรัฐธรรมนูญให้ชัดเจนโดยเฉพาะปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อลดความเหลื่อมล้ํา แล้วก็ลด การผูกขาด ลดเศรษฐกิจที่ครองตลาด มีอํานาจเหนือตลาด ดิฉันคิดว่าตรงนี้จะต้องมีการเขียนไว้ ชัดเจนในเรื่องของการปฏิรูปและถึงระยะเวลาหนึ่งก็คงจะไม่ได้บังคับใช้ คงจะบังคับใช้ในช่วง ระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น

แล้วนอกจากนี้ในเรื่องอื่น ๆ คือเรื่องของสื่อ สื่อสารมวลชนนี้สิ่งที่สําคัญคือ จะต้องมีความเป็นอิสระ และที่สําคัญที่สุดคือจะต้องปลอดจากการเป็นเจ้าของโดย นักการเมือง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะต้องเขียนไว้ให้ชัดเจน เพราะมิฉะนั้นถ้าสื่อเข้าไปใน ตลาดหลักทรัพย์เป็นบริษัทมหาชนแล้วละก็นักการเมืองก็จะเข้าไปซื้อหุ้น แล้วสุดท้ายสื่อก็จะตก ภายใต้อุ้งมือของนักการเมืองและจะใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งสิ่งเหล่านี้น่าสนใจมาก ว่าเราจะทําอย่างไรถ้าเราไม่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ดิฉันคิดว่าไปไม่ถึงค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณท่านถวิลวดีมากนะคะ ภายในเวลาที่บอกไว้เลย ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปเชิญท่านวิทยา แก้วภราดัย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร เชิญค่ะ

นายวิทยา แก้วภราดัย

ท่านประธานที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกหมายเลข ๑๔๒ เรากําลังอยู่ในเรื่องด่วนที่ ๒ นะครับ การอภิปรายแสดงความคิดเห็น และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ ผมมีข้อข้องใจขอเรียนถามท่านประธานนิดหนึ่ง คือครั้งแรกสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมด --------------------------------------------------------------- วันนี้เข้าใจว่าจะมีตัวแทนจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเข้ามาร่วมประชุมด้วย ก็จะเป็น ช่องทางให้เราอภิปรายเผื่อท่านจะได้จับประเด็นเท่าที่ทําได้ไปเป็นข้อสรุปในการเขียน รัฐธรรมนูญ ปรากฏว่าถึงเวลาจริงเพื่อนสมาชิกนี่ก็ชั่วโมงกว่าเราก็เข้าใจว่าเราอภิปรายกันเอง เรียนถามท่านว่าสภาเราเคยแจ้งให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเข้ามารับฟังหรือเปล่าครับ วันนี้

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เมื่อเช้าท่านอลงกรณ์ได้เรียนแล้วว่าเป็นการที่ทาง กรธ. แจ้งเรามาเพื่อขอให้ เรารวบรวมความคิดเห็นไปเสนอ เพราะฉะนั้นเราก็ทําตามนั้นโดยที่เราไม่ได้เรียนเชิญ ทาง กรธ. หรือผู้แทนมานั่งในที่นี้ค่ะ

นายวิทยา แก้วภราดัย

แล้วเราไม่ได้แจ้งเขาเลยใช่ไหมครับว่าวันนี้เราจะมี การอภิปรายกันเรื่องนี้

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ท่านทราบค่ะ เพียงแต่ว่าเราไม่ได้เชิญท่านเข้ามาค่ะ

นายวิทยา แก้วภราดัย

คราวนี้ผมก็ขออนุญาตเรียนถามท่านต่อนิดหนึ่ง จะได้สบายใจเวลาอภิปรายคนต่อไป เพราะผมดูหลังจากผมมีร่วม ๑๐ กว่าท่าน เราจะส่ง ความคิดเห็นที่อภิปรายกันอย่างนี้โดยวิธีอย่างไร จะให้เจ้าหน้าที่ประมวลแล้วก็แยก ๑ ๒ ๓ ๔ ส่งไปหรือจะพิมพ์รายงานการประชุมถอดเทป (Tape) แล้วก็ส่งไปให้ท่านทั้งหมดที่ประธาน หารือกันไว้ครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ในชั้นนี้ดิฉันคิดว่าวิธีการที่มีประสิทธิภาพที่สุดก็คือเรานอกจากการถอดเทป (Tape) แล้วเราจะต้องมาประมวลด้วยค่ะ ประมวลแล้วเราก็จะต้องเร่งส่งเพราะว่า ให้ส่งภายในเดือนนี้นะคะ

นายวิทยา แก้วภราดัย

ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เพราะฉะนั้นจะไม่ใช่วิธีถอดเทป (Tape) ตรงไปตรงมาซึ่งลักษณะนั้นน่าจะไม่สู้ดีนัก คงจะต้องมีการวิเคราะห์และประมวลแยกกลุ่มแล้วก็ส่งไปให้เป็นลักษณะที่เหมาะกับการจะ ไปทํางานต่อที่ กรธ. ค่ะ

นายวิทยา แก้วภราดัย 🔗

ถ้าอย่างนั้นก็จะเป็นประโยชน์มากครับ ถ้าหลังจากถอดเทป (Tape) เสร็จและประมวลเสร็จนะครับ ท่านประธานกรุณาส่งให้กับผู้อภิปราย แต่ละท่านด้วยว่าตรงกับเจตนารมณ์ที่ท่านได้นําเสนอในที่ประชุมสภาหรือเปล่านั่นก็จะเป็น ๒ ความเห็นนะครับ ผมขออนุญาตอภิปรายในกรอบเวลาที่ท่านประธานจะพยายามกําหนด ใน ๑๐ นาที ประเด็นที่ ๑ เท่าที่ติดตามคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญมาจนถึงวันนี้ ในเรื่องหมวดสิทธิเสรีภาพ เดี๋ยวผมจะว่าอีกที แต่ในหมวดว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรและที่มาของรัฐบาลค่อนข้างจะเป็นแนวที่ออกมาชัดเจนว่าคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญเสนอวิธีการลงคะแนนเลือกตั้งโดยกาบัตรลงคะแนนให้มี ส.ส. ๒ ระบบ ๑. ระบบเขตเลือกตั้ง ๒. ระบบบัญชีรายชื่อ การกาบัตรลงคะแนนกาบัตรเดียวนับใครชนะ นําสุดก็ได้เป็น ส.ส. เขตเลือกตั้ง แล้วก็เอาคะแนนนั้นเก็บสะสมรวมไว้เพื่อไปคํานวณ ทั้งประเทศเป็นขอบข่ายของ ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อ ผมขออนุญาตแสดงความคิดเห็น ใน ๒ ประเด็น

ประเด็นที่ ๑ ผมไม่ขัดข้องในการที่จะเลือกบัตรเดียว แล้วก็เลือกได้ ทั้ง ๒ คะแนน แต่ที่ผมต้องออกความคิดเห็นไว้ก่อน ก็คือผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับการมี ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อ เนื่องจากระบบนี้เป็นระบบที่เราคิดกันไว้นานแล้วว่าจะอุดช่องว่าง เพราะถ้า ให้มีการเลือกตั้งโดยตรงอย่างเดียว คนดี คนมีความสามารถ คนมีคุณธรรม สู้ในระบบวิธีการ เลือกตั้งไม่ได้เขาก็จะไม่มีโอกาสเป็นสมาชิกในสภาอันทรงเกียรติ เพราะฉะนั้นก็กําหนดว่า ให้บุคคลเหล่านี้เข้าสู่กระบวนการของการเลือกตั้งโดยวิธีเข้าระบบบัญชีรายชื่อ ของพรรคการเมือง เราตั้งใจอย่างนั้นครับ อยากให้คนดีได้ลงระบบบัญชีรายชื่อ แต่ประสบการณ์ จากการเลือกตั้งผ่านมา ๔ ครั้งตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ ปรากฏว่าระบบบัญชีรายชื่อกลายเป็นแหล่ง แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ของพรรคการเมือง เราจะเห็นบรรดานายทุนคนมีสตางค์ไปอยู่ บัญชีรายชื่อหมดครับ ก็ให้มีหน้าเก่า ๆ ครับ นักเลือกตั้งที่ถูกประณามมาตลอดเป็นคนที่สู่ สนามการเลือกตั้ง และเวลาไต่เต้าในตําแหน่งสูง ๆ นักเลือกตั้งก็เหมือนใกล้บริวารที่ทําหน้าที่ แบกหามบัญชีรายชื่อเข้าสู่สภา แล้วนักบัญชีรายชื่อก็ขึ้นไปเป็นรัฐมนตรีผู้บริหารประเทศ ไม่โดนมลทินเลยว่าทุจริตซื้อเสียงเพราะเขาคือนายทุนที่จ่ายสตางค์ให้คนไปทุจริต การเลือกตั้งกันมาเป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าเราป้องกันการเลือกตั้งไม่ให้มี การทุจริตได้เลิกบัญชีไปดีกว่า แต่ถ้ากรรมการร่างรัฐธรรมนูญไม่เป็นที่ยุติว่าเลือกตั้ง เที่ยวหน้าเรายังป้องกันการทุจริตไม่ได้ มีบัญชีรายชื่อก็เป็นระยะผ่านได้ครับท่านประธาน วันข้างหน้าต้องเลิก ถ้าประชาชนเขาเลือกตั้งโดยสุจริตเที่ยงธรรมได้เมื่อไร คนดีก็ลงสนามได้ครับ ไม่ต้องเขินอายแอบอยู่หลังม่านครับ ลงประกาศความดีได้ ถ้าประชาชนเขาตรงไปตรงมา แต่ถ้าระยะผ่านก็ได้ครับ ปล่อยให้มีบัญชีรายชื่อได้บ้าง แต่ตัวเลขที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญเสนอว่าเป็น ส.ส. เขตเลือกตั้ง ๓๕๐ คน เป็นบัญชี รายชื่อ ๑๕๐ คน ผมขออนุญาตท่านประธานฝากต่อรองไปหน่อยครับ เขตเลือกตั้งเป็น ๔๐๐ คนเถอะครับ บัญชีรายชื่อเหลือสัก ๑๐๐ คน หรือสัก ๕๐ คนพอครับ มันก็พอเป็น ทางออกได้ แล้วท่านก็ไม่ต้องฟังมากครับ ผมเป็นนักการเมือง เสียงที่ออกมาในวันนี้ ที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญแต่ละข้อโดนวิพากษ์วิจารณ์จากนักการเมืองครับ คนนั้นได้ก็เชียร์ คนหนึ่งเสียก็วิจารณ์ เพราะฉะนั้นไม่ต้องฟังครับ กระบวนการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไรก็ได้ แต่กระบวนการที่ต้องคิดต่อจากนั้นไปครับว่าเสนอวิธีการเลือกตั้งบัตรใบเดียวและทําอย่างไร อย่าให้มีการซื้อเสียง ทําอย่างไรอย่าให้มีการทุจริตการเลือกตั้ง เลือกแบบไหนก็ตามครับ ถ้าซื้อเสียงได้ล้มเหลวครับการเลือกตั้ง ไม่ได้สะท้อนเจตนารมณ์จริง ๆ ของประชาชน เพราะฉะนั้นผมขอเสนอนะครับว่าควรจะมีการคิดมาตรการในการป้องกันทุจริตการเลือกตั้ง ขออนุญาตที่จะนําเสนอผ่านไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนะครับ เป็นประเด็น ๆ ดังต่อไปนี้ ผมคิดว่าวันข้างหน้าเวลาจัดการเลือกตั้ง เราต้องมีหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ ต้องใช้คนเป็นกรรมการหน่วยเลือกตั้งประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคนสําหรับการเลือกตั้ง ทั่วไปของ ส.ส. เสนอครับว่าทุ่นค่าใช้จ่ายที่สุด โอนการจัดการเลือกตั้งกลับไปที่ กระทรวงมหาดไทยครับ เอาออกจาก กกต. เลยครับ วัตถุประสงค์ของเราตั้ง กกต. ขึ้นมา ครั้งแรกเราตั้งมาเพื่อกํากับการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม แต่พอตั้งขึ้นมาเสร็จ ปรากฏว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งกลายเป็นคนจัดการเลือกตั้งด้วย แล้วก็กํากับ การเลือกตั้งด้วย สุดท้ายครับ คณะกรรมการการเลือกตั้งกลายเป็นผู้วินิจฉัยการเลือกตั้งด้วย เพื่อลดภารกิจให้คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ทําหน้าที่กํากับได้อย่างรอบด้าน และมีประสิทธิภาพยุติการจัดการเลือกตั้ง โอนกลับไปให้กระทรวงมหาดไทยครับ ให้ กกต. ทําหน้าที่จัดการการเลือกตั้งทุกระดับให้เป็นไปโดยความสุจริตเที่ยงธรรม ทําหน้าที่ ในการสืบหา ป้องกันการทุจริต ขอความร่วมมือกับข้าราชการ พี่น้องตํารวจ ทหาร ประชาชนทั้งหมด รณรงค์ในการป้องกันการทุจริต และรวบรวมพฤติกรรมของการทุจริต ทั้งหมด รวบรวมเสร็จแล้วไม่ต้องตัดสินว่าใครผิดใครถูกครับ ยื่นฟ้องศาลครับ เห็นควรให้ คณะกรรมการการเลือกตั้งหารือกับศาลยุติธรรมในการแยกแผนกคดีอาญาขึ้นทุกศาลจังหวัด ทั่วประเทศ เป็นแผนกคดีที่จะรับเรื่องของการวินิจฉัยการเลือกตั้งทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ทั่วไป แผนกคดีอาจจะกําหนดรายละเอียดได้ครับว่าทําการไต่สวนและพิพากษาคดีให้แล้วเสร็จ ภายใน ๑ เดือน ซึ่งถ้าเขตเลือกตั้งไหนมีปัญหาก็รอคําพิพากษาครับ ยุติการเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งนั้นไป รอคําพิพากษา คําพิพากษาเสร็จค่อยมาจัดการเลือกตั้งกันใหม่ ใครทุจริต ก็ว่าไปอย่างที่อาจารย์วันชัยเขาว่าครับว่าใครทุจริตการเลือกตั้งตลอดชีวิตอย่าให้เข้าเส้นทาง การเมืองและไม่ต้องนับตั้งแต่วันนี้ครับ ย้อนหลังไปเลยก็ได้ครับ เพราะเราเกลียดคนชั่วกันครับ เกลียดตัวอย่ากินไข่ เกลียดปลาไหลอย่ากินน้ําแกงครับ ถ้าห้ามก็ห้ามไปเลย ตั้งแต่ทุจริตชั่ว มาตั้งแต่ ๑๐ ปีที่แล้วชาตินี้ไม่ต้องเจอกันในเวทีการเลือกตั้ง เราจะได้กรองหาคนดีครับ เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งทําหน้าที่กํากับการเลือกตั้งอย่างนั้นล้วน ๆ แล้ว ถ้าศาล พร้อมจะตั้งแผนกคดีในการวินิจฉัยคดีขึ้นครับ กระบวนการต่าง ๆ ก็จะมีความโปร่งใสแล้วก็ เป็นธรรมมากขึ้น วันนี้คณะกรรมการการเลือกตั้งถูกข้อครหามากพอสมควรครับ ท่านประธาน ในหมวดหน้าที่พลเมือง สิทธิพลเมือง เรากําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญตั้งแต่ ปี ๒๕๔๐ ครับว่าประชาชนพลเมืองมีหน้าที่ในการรักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ประชาชน มีหน้าที่ในการปฏิบัติตามกฎหมาย ประชาชนมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เมื่อมีหน้าที่ ประชาชนต้องมีสิทธิครับ ประชาชนมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นประชาชนต้องมีสิทธิ ในการปกป้องการเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรม แต่ที่ผ่านมาครับ กระบวนการเราไม่เคย ให้ประชาชนมีสิทธิครับ ครั้งหนึ่งในอดีตคณะกรรมการการเลือกตั้งระดับประเทศ ถูกประชาชนฟ้องข้อหาเข้าด้วยช่วยเหลือกับพรรคการเมืองอื่น ปฏิบัติหน้าที่ทุจริตโดยมิชอบ ศาลชั้นต้นลงโทษพิพากษาจําคุก ศาลอุทธรณ์ลงโทษพิพากษาจําคุก ศาลฎีกายกฟ้อง เพราะประชาชนคนนั้นไม่ใช่ผู้เสียหาย เพราะฉะนั้นเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญให้ชัดครับ วันข้างหน้าประชาชนจะเป็นผู้เสียหายในกรณีที่ความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ประชาชนจะเป็น ผู้เสียหายฟ้องคดีได้เองถึงแม้ตํารวจใครจะไม่ฟ้องสําหรับคดีที่มีการทําลายระบอบ ประชาธิปไตยหรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว เจ้าพนักงานทุจริตประพฤติมิชอบประชาชนจะทําได้ก็ไปร้อง ป.ป.ช. ถ้าอยากดําเนินคดีก็ไป แจ้งความตํารวจ ตํารวจก็ต้องส่ง ป.ป.ช. ถ้าโทษความผิดเป็นเจ้าพนักงานของรัฐรอกัน ชาติหน้าครับ ทั้ง ป.ป.ช. กับตํารวจไม่รู้ฮั้วกันหรือยัง ประชาชนเห็นตําตาทําอะไรไม่ได้ ต่อไป ให้ประชาชนมีสิทธิฟ้องนําคดีขึ้นสู่ศาลได้ นั่นก็คือกําหนดให้ทุกอย่างที่ประชาชนมีหน้าที่ ประชาชนต้องมีสิทธิในฐานะผู้เสียหายตามกฎหมายด้วย

ประการต่อไปที่จะขอนําเสนอมาตรการในการจัดการปราบปรามการทุจริต การเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญควรที่จะกําหนดให้มีการจัดตั้งกองทุนปราบปรามการทุจริต การเลือกตั้ง ประเทศนี้กองทุนเยอะครับ ถ้าท่านอยู่สํานักงบประมาณเก่าท่านก็กวาด ไม่หมดหรอกครับ บรรดากองทุนที่ตั้ง ๆ มาในประเทศนี้ผมว่าร่วม ๒๐๐ กองทุนครับ ตั้งอีกสักกองทุนครับ เอาว่าประเดิมสัก ๑,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ง่าย ๆ ครับ ต่อไปการซื้อสิทธิ ขายเสียง ซื้อก็ผิด ขายก็ผิดครับ ใครจับคนซื้อได้มารับรางวัล ใครจับคนขายได้มารับรางวัล ใครไปกลั่นแกล้งว่าเขาซื้อเขาขายนอกจากไม่ได้รับรางวัลก็ไปติดคุก เพราะฉะนั้นวันข้างหน้า ผมเกิดซูเอี๋ยจะซื้อท่านประธานครับ ขอท่านประธานสักเสียงเถอะครับเอาไปเท่าไร ท่านประธานกับผมก็มุบมิบรับอย่างนี้ต่างคนต่างไม่รู้ แต่ถ้าผมเอาไปให้ท่านประธาน ท่านประธานเสียงนี้ ๑,๐๐๐ บาทท่านประธานคว้าแบงก์พันเสร็จท่านประธานก็ไปแจ้ง ท่านประธานก็จะได้รับรางวัลจากกองทุน ๕๐๐,๐๐๐ บาท หรือว่าง ๆ ผมก็เห็น ท่านประธานชอบซื้อเสียงผมก็ไปแกล้งท่านประธานเอาสตางค์ไปล่อท่านประธาน ท่านประธานรับสตางค์เมื่อไรผมถ่ายวีดีโอ (Video) ให้เสร็จ ผมไปร้องท่านประธาน เป็นคนขายเสียงผมก็ได้รางวัล ใครแจ้งก่อนได้ก่อน มันจะได้ทําให้ใครคิดจะซื้อจะขาย ก็ตั้งหลักกันสักนิดหนึ่ง แล้วก็เงินไม่ต้องใช้เยอะครับ

ประเด็นสุดท้ายครับ ฝากคณะกรรมการการเลือกตั้งไปเรื่องพรรคการเมือง ด้วยครับ ช่วยหาวิธีการให้พรรคการเมืองเป็นพรรคของประชาชนจริง ๆ ผมเข้าใจว่าสมาชิก ที่เคยเป็น ส.ส. หลายคนที่นั่งในสภานี้ก็เบื่อหน่ายครับ เป็นพรรคที่ต้องขึ้นกับนายทุน แต่ถ้า ระบบการเลือกตั้งยังไม่สะอาดอย่างนี้เงินยังมีอํานาจในการที่จะโน้มน้าวมนุษย์ วัตถุเดียว ที่ลงบนหัวมนุษย์แล้วไม่โกรธก็คือเงินครับ อย่างอื่นขว้างลงบนตักก็โกรธครับ แต่ถ้าขว้าง แบงก์พันสัก ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทตกบนตักใครก็มีความสุขครับ เพราะฉะนั้นตราบใดที่ระบบ การเงินยังมีอํานาจเหนือความรู้สึกที่ดีของประชาชนเราก็แก้ปัญหาไม่ได้ พรรคการเมือง ควรจะเป็นพรรคการเมืองที่ดูแลโดยภาครัฐจริง ๆ ตั้งแต่ข้อ ๑ สมาชิก ๕๐๐ คน ผมไม่ได้ว่าครับ เพราะสิทธิประโยชน์ของ ส.ส. กับสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไม่ได้ต่างกันครับ ท่านที่มานั่งในนี้รู้สึกว่ามีเงินเดือนรายได้เท่าไร ส.ส. ก็ได้ขนาดนี้ละครับ ไม่ได้ต่างกันเลย ถ้าเราจะจ่ายคน ๕๐๐ คนกินเงินเดือนขนาดนี้ประเทศนี้ไม่ล่มหรือครับ เพราะเงินเดือน ส.ส. ไทยต่ํากว่าเงินเดือน ส.ส. เขมรด้วย สมาชิก สปท. ไทยเงินเดือนต่ํากว่า ส.ส. เขมรครับ เพราะฉะนั้นจํานวน ส.ส. ที่นําเสนอมาผมเห็นชอบ แต่กระบวนการที่นําเสนอ ๒-๓ ประเด็น ผมขออนุญาตเสนอผ่านท่านประธานสภาไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเป็นข้อเสนอ เบื้องต้น และหลังจากนี้ผมก็จะหารือกับสมาชิก สปท. ซึ่งอยู่ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เพื่อหามาตรการในการสกัดคนชั่วไม่ให้สู่การเมือง และเอื้อโอกาสให้คนดีไม่ต้องเป็นอีแอบลงสมัคร ส.ส. ได้ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะท่านรัฐมนตรี ต่อไปท่านนิกร จํานง เป็นท่านผู้อํานวยการ พรรคชาติไทยพัฒนา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และท่านเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงคมนาคมด้วยค่ะ เชิญท่านนิกร จํานง ค่ะ

นายนิกร จํานง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกที่เคารพ ด้วยนะครับ ผม นิกร จํานง สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๗๙ นะครับ ผมเองมาดํารงตําแหน่งนี้ในนามหรือในฐานะเป็นตัวแทนพรรคชาติไทยพัฒนานะครับ มาชัด ๆ แบบนี้ ดังนั้นสิ่งที่ผมจะให้ความเห็นต่อจากนี้ถือเป็นความเห็นของพรรคนะครับ เพราะว่าแม้ว่าเราไม่สามารถจะประชุมพรรคได้แต่ว่าได้มีการหารือกัน หาข้อสรุปแล้วก็ส่ง ความเห็นไปยังท่านอาจารย์มีชัย เนื่องจากว่าท่านได้ส่งจดหมายไปว่าเรามีความเห็นในนามพรรค เป็นอย่างไร แล้วก็ได้เรียนไปในเบื้องต้นว่าในขณะนี้คือขั้นยกร่างยังไม่มีตุ๊กตาให้เห็นชัด ว่าเป็นอย่างไรบ้าง เราก็เสนอความเห็นในเชิงหลักการไปก่อนแล้วก็ขอไว้ว่าหลังจาก มีการยกร่างเสร็จแล้วอาจจะขอให้ความเห็นไปอีกสักครั้งหนึ่งนะครับ เพราะเราจะได้เห็นชัด ว่าเราควรจะมีความเห็นอย่างไร เรื่องที่เสนอไปเนื่องจากเชื่อว่าทางคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญคงจะถามไปหลายหน่วยมาก ก็เสนอไปเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องที่ชัดเจนก็คือ ในส่วนของพรรคการเมือง ส่วนของรัฐสภาก็คือ ส.ส. แล้วก็ ส.ว. นะครับ และต่อจากนั้น อีกส่วนหนึ่งก็คือเรื่ององค์กรอิสระเท่านั้นเองที่เสนอไป ผมมีประเด็นที่ได้นําเสนอก็เท่ากับว่า เอกสารฉบับนี้ได้ส่งไปแล้วไม่ทราบว่าทางคณะกรรมการได้เห็นหรือยัง แต่ว่าอยากจะเป็น การแลกเปลี่ยนกับท่านสมาชิก แล้วก็จะได้ฝากความเห็นไว้ในที่นี้ด้วยจะได้ชัดเจนไป กรณี พรรคการเมืองที่ได้เสนอไปก็คือได้ยินได้ฟังว่าต่อจากนี้จะมีการเข้าไปกํากับเรื่องนโยบาย ของพรรคการเมืองที่ออกมานะครับ ความเห็นที่ออกมาในสื่อก็เป็นกังวลมาก เพราะว่าอย่างที่ เขาบอกกันว่าพรรคการเมืองเป็นสถาบันการเมืองไม่ใช่เป็นเรื่องที่เกินไป พรรคการเมือง อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสําหรับการเมืองในทุกประเทศแต่ว่าเป็นรอยต่อ เป็นตัวเชื่อม เป็นการ ส่งผ่านจากประชาชน ความต้องการของเขา ปัญหาของเขาที่ผมเคยเรียนแล้วว่าในระบบ การเมือง ถ้าไม่มีพรรคการเมืองเขาไม่รู้จะส่งไปที่ใคร เขาจะพุ่งเข้าไปสู่รัฐบาลโดยตรงเลยหรือ เพราะฉะนั้นเราก็เลยมีพรรคการเมืองเราก็ถือเป็นสถาบันในการส่งผ่านตรงนี้ ทีนี้ผมเรียนว่า ถ้าผมจะบอกว่านโยบายของพรรคการเมืองเป็นตัวทําให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ ยุติธรรมก็คือ การซื้อเสียงน้อยลงผมพูดได้ ผมเรียนว่าอาจจะอ้างหลักการสักนิดหนึ่งนะครับว่าพฤติกรรม การลงคะแนนเลือกตั้งเราไม่ค่อยคิดกัน เราคิดเฉพาะกฎหมาย เราคิดเฉพาะ กกต. จะทํา อย่างไร เราคิดกันว่านักการเมืองจะทําอย่างไร แต่ว่าด้านของประชาชนเราไม่คิดว่าเขาคิด อะไร พฤติกรรมการไปลงคะแนนเลือกตั้งของประชาชนมีการพัฒนาเป็นลําดับ ลําดับแรกคือ เป็นการเลือกตั้งในเชิงบุคคล คือคนนี้เป็นญาติ คนนี้เป็นคนสนิท คนนี้เคยมาทอดกฐินเราจะ เลือกคนนี้ไม่สําคัญว่าคนนี้จะอยู่พรรคไหน อันนี้เป็นการเลือกตั้ง เป็นพฤติกรรมการเลือกตั้ง ที่มีลักษณะพัฒนาน้อยที่สุดไปอยู่พรรคไหนก็ได้ ชั่วหรือดีไม่รู้ แต่ถ้ารู้จักแล้วมีบุญคุณจะกา คนนี้ละ พัฒนาต่อมาอีกระดับหนึ่งก็เป็นการเลือกตั้งแบบ ผมขออนุญาตใช้คําภาษาอังกฤษ ก็เป็นปาร์ตี้ไอเด็นติฟิเคชัน (Party identification) ผมสังกัดพรรคชาติไทยพัฒนาก็จะ ลงพรรคชาติไทยพัฒนา สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ก็จะลง คือพรรคใดพรรคหนึ่งก็ลงพรรคนั้น ตรงนี้ทาง กกต. เราพยายามมากว่าจะให้คนไปสังกัดพรรคเสียให้หมดแล้วการเมืองจะพัฒนา ไม่ใช่ ผมเองมีโอกาสได้ไปดูการเลือกตั้งที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเขาเชิญไป ไปกับคุณจาตุรนต์ ฉายแสง ในนามประเทศไทย ไปกัน ๕๐ กว่าประเทศ เราพบว่าในยุคหนึ่งมีการเปลี่ยนแปลง สมาชิกพรรคในประเทศสหรัฐอเมริกาเองเขาจะระบุชัดว่าใครอยู่พรรคไหน พรรคเดโมแครต หรือพรรครีพับลิกัน ยุคนั้นพรรคเดโมแครตลองไปเคาะประตูบ้านถามเขาจะเลือกพรรครีพับลิกัน หมดเลยช่วงหนึ่ง เหตุผลเพราะว่านโยบายตอนนั้นเป็นเรื่องของการให้สวัสดิการ มาตรา ๑๕๗ ของรัฐธรรมนูญของประเทศสหรัฐอเมริกาก็ปรากฏว่ามันพัฒนาไปอีกชั้นหนึ่ง หมายความว่าคนที่อยู่พรรคนี้จะเลือกข้ามพรรคแล้วเป็นเรื่องการเลือกตามนโยบาย หรือโพลิซีโหวตติง (Policy voting) อันนี้ถือเป็นการพัฒนาขั้นสูงสุดของการลงคะแนน เพราะว่าถ้าคนสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมเขาจะเลือกเรื่องสิ่งแวดล้อมนโยบายข้อนี้ข้อนั้น สนใจ เรื่องพลังงานก็จะเลือกตรงนี้แล้วก็จะดูพรรคการเมือง ความเป็นสมาชิกพรรคจะลดต่ําลงไป ตรงนี้เป็นการพัฒนาขั้นสูงสุด แต่ขณะนี้ผมเรียนว่าเราอาจจะมีเรื่องราวที่ว่าเป็นประชานิยมบ้าง อะไรบ้าง แต่ขณะนี้พรรคการเมืองไม่ให้เขามีอิสระในการเสนอนโยบายนี้ไม่ได้ เพราะประชาชนจะคาดหวังอะไรไม่ได้เลย คาดเสียงของเขา คาดสิทธิของเขา ๕๐๐ มันจะมี ความสําคัญ แต่ถ้าหากว่าพรรคใดพรรคหนึ่งมีนโยบายเรื่องยางพารา เขาก็คิดว่าราคายางพาราเขาตลอด ๔ ปีจะได้มากกว่านี้เขาไม่เอาเงินซื้อเสียงหรอก เขาไม่ขาย เพราะว่าสิ่งที่เขาจะได้จะมากกว่า หรือเขามีความเห็นต่อเรื่องใด ๆ เป็นนักที่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมเขาก็จะเลือกพรรคที่มี เรื่องสิ่งแวดล้อม ผมเสนอในนี้เราเสนอไปว่าให้พรรคการเมืองมีโอกาส เพราะตรงนี้ เป็นการพัฒนาทางการเมือง อย่าไปปิดกั้น เข้าไปตรวจเรื่องประชานิยมนั้นได้ ไม่มีปัญหา แต่ว่าไม่ให้มีนโยบายโดยอิสระนี่ไม่ได้ เป็นการขัดกับการพัฒนาประชาธิปไตย ข้อที่ ๒ เรื่องพรรคการเมือง ที่เราเสนอไปก็คือเรื่องการยุบพรรค พรรคชาติไทยมีอายุมา ๓๖ ปี ผมย้ายมาอยู่พรรคนี้ตอนนั้นก็หวังว่าจะมาอยู่พรรคการเมืองสักพรรคแล้วก็จะอยู่กัน กะว่าจะเอารูปตัวเองตอนตายแล้วติดไว้ที่ผนังพรรคเป็นฮอล ออฟ เฟรม (Hall of frame) คิดไปในใจ ไม่อยากจะย้ายพรรค อยู่ไปอยู่มากลายเป็นว่าพรรคก็ถูกยุบไปแล้วก็โรยผ้าดํา ลงมาปิด ขณะนี้ป้ายของพรรคชาติไทยอยู่แต่ว่าเราเอาอย่างอื่นปิดทับไว้ ก็หวังว่าจะกลับมา ใช้ได้อีก มันเป็นความช้ําใจ สมาชิกพรรค ๔,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน แล้วก็มีการทําผิด ซึ่งปรู๊ฟ (Prove) ไม่ได้ว่าตอนหลังนี้ผิดจริงหรือไม่ พรรคถูกยุบไป สูญหายไป สมาชิก ก็หมดไป ตรงนี้เป็นการขัดกับหลักการประชาธิปไตยมาก ก็เลยขอว่าพรรคการเมืองนี้ ไม่ควรจะไปยุบ ถ้าใครทําผิดก็ว่าไปเป็นคน ๆ ไปนะครับ รวมทั้งผมก็โดนไป ๕ ปี เป็นกรรมการบริหารพรรคกับเขาด้วยในคราวนั้น แล้วก็มีการยุบพรรค แล้วโดยกฎหมาย ก็คือตัดสิทธิทางการเมืองไป ๕ ปี ก็ลําบากอยู่นะครับ ตรงนี้ก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม แต่เขาก็คุยกันแล้วว่าตรงนี้ก็จะไม่มีนะครับ

ประเด็นต่อมาก็คือเรื่อง ส.ส. สภานะครับ เราส่งความเห็นไปว่า ส.ส. ต้องสังกัดพรรคการเมืองเท่านั้น ตรงนี้ก็ย้ําไปอีกทีเพราะคราวที่แล้วมีการพูดถึง กลุ่มการเมือง เนื่องจากมีพระราชบัญญัติควบคุมอยู่โดยละเอียด ตรงนี้ก็คิดว่าน่าจะเป็น การเหมาะสม แล้วก็ต้องขออภัยท่านวิทยาเพราะว่าผมมีความเห็นต่างไปก็คือเราเห็นว่า ควรจะมี ส.ส. ๒ ประเภท แบบบัญชีรายชื่อด้วย ถ้าจะพูดกันประเด็นที่ว่าสําหรับนโยบาย ที่ผมพูดถึงเมื่อสักครู่นี้ เราต้องมีฝ่ายการตลาดก็คือคนที่ไปพบปะประชาชนโดยตรงในพื้นที่ อีกฝ่ายหนึ่งถ้าเราจะทํานโยบายกันจริง ๆ ต้องมีฝ่ายผลิตนโยบายด้วย กลุ่มตรงนี้มาเป็น ฝ่ายผลิตนโยบาย จํานวนไม่ต้องมาก มีความชํานาญเฉพาะทาง แบบนี้นโยบายจะได้ ออกมาดี ๆ ท่านวิทยากับผมก็สนิทกันดี ผมเป็น ส.ส. เขตก็เป็นแล้วนะครับ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ตอนหลังไปสู้ท่านวิทยาแถวภาคใต้ไม่ได้ ผมเป็นคนจังหวัดสงขลา ความเข้มแข็ง ของพรรค ความเป็นพรรคสูงเหลือเกิน สู้ลําบากมาก ทางพรรคก็ให้ผมลง ส.ส. แบบบัญชี รายชื่อ ผมก็ได้เป็น ส.ส. เข้ามานั่งในสภาทํางานร่วมกับท่านวิทยาอยู่หลายครั้ง ประเด็นก็คือ ท่านก็คงทราบว่าผมเองไม่ได้ร่ํารวยอะไร แล้วตอนเป็นรัฐมนตรีก็ไม่ได้จ่ายเงินจ่ายทองให้ใคร ตรงนี้ลองถามท่านวิทยาดูก็คงจะทราบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ตรงนี้มีความเห็นว่า ควรจะมี ๒ แบบ

สมาชิกวุฒิสภาที่เสนอไปก็คือว่ามาแบบไหนให้มองจากอํานาจ ประเด็นแรก ถ้าหากว่าขอบเขตอํานาจเป็นลักษณะที่ไม่ได้มีอํานาจในการแต่งตั้งถอดถอนเหมือนที่เป็นอยู่ ปัจจุบันนี้ต้องมาจากการเลือกตั้ง เนื่องจากว่าไปถอดถอนบุคคลที่ประชาชนเขาเลือกมา หรือสภาที่ประชาชนเลือกแล้วแต่งตั้งผู้มีอํานาจทางการเมืองต้องให้มีศักดิ์มีศรีเหมือนกัน ก็คือมาจากการเลือกตั้งเหมือนกันแล้วไปถอดถอนนะครับ ตรงนี้ต้องมาจากการเลือกตั้ง ทั้งหมดถ้าเป็นแบบนั้น แต่ในประเด็นอีกอย่างหนึ่งก็ไปเสนอไปด้วยว่าถ้ามีขอบเขตอํานาจ ในการกลั่นกรองกฎหมายให้มาจากการสรรหาได้ ผมอยากจะนําเรียนว่าตรงนี้ใครบอกว่า ไม่ดี เมื่อปี ๒๕๓๙ ผมได้มีโอกาสเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีบรรหาร ศิลปอาชา ตอนนั้น เรามีวุฒิสภาขึ้นมาชุดหนึ่งมาจากการแต่งตั้งล้วน ๆ นะครับ มาจากการสรรหาล้วน ๆ ๒๖๐ คน มีบุคคลสําคัญที่แยกเป็นกลุ่ม ๆ นะครับ ปัจจุบันนี้มีที่เป็นองคมนตรีก็มี แล้วก็ทางด้านเศรษฐกิจมีท่านจัตุมงคล ท่านวีรพงษ์ รามางกูร ที่เป็นทหาร ตํารวจ ก็มี ท่านพจน์ ท่านวสิษฐ เดชกุญชร ท่านเกาะหลัก ท่านจรัญ ผมจะพูดว่านี่คือกลุ่มที่ตั้งขึ้นมา ที่อยู่ในห้องนี้ก็มีนะครับ ที่เป็น สปท. ก็มีท่านยงยุทธก็อยู่ในวุฒิสภาชุดนั้น ท่านยุทธศักดิ์ ศศิประภา ขออภัยที่เอ่ยนาม ก็อยู่ในชุดนั้น ท่านสุชน ชาลีเครือ ก็ใช่ มีบุคคลหนึ่ง ที่ผมอยากจะนําเรียนเป็นกรณีพิเศษก็คือท่านสุธรรม วิชชุไตรภพ ฟังว่าในการเลือกคราวนั้น ท่านเป็นตัวแทนของเกษตรกรที่ทํางานเกษตรกรมาก

- ๔๗/๑   ท่านนายกรัฐมนตรีบรรหารให้ผมเป็นคนติดต่อ เขาอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ตอนผมโทรศัพท์ไปตอนเย็นเขาไม่อยู่เขาอยู่ในสวนยาง ผมก็ไม่รู้จัก ท่านนายกรัฐมนตรี ก็ไม่รู้จัก แต่ผมเป็นคนโทรศัพท์ไปติดต่อแล้วก็เชิญท่านมาเป็นสมาชิกวุฒิสภา ปัจจุบันนี้ ๒๐ ปีแล้วท่านยังทํางานในด้านเกษตรกรอยู่เลยนะครับ อีกท่านหนึ่งเรื่องศาสนา มีการแต่งตั้งในคราวนั้นเป็นกรรมการอิสลามประจําจังหวัด ท่านอาศิส พิทักษ์คุมพล ปัจจุบันนี้ ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นจุฬาราชมนตรี เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเอามาเพื่อกลั่นกรองกฎหมาย มาจากการสรรหาก็ได้ มาจากกลุ่มอาชีพต่าง ๆ แล้วจะมีประโยชน์ เพราะจะได้มาช่วยดูแล เรื่องนี้ ดังนั้นที่พรรคเสนอไปวุฒิสภาให้ดูอํานาจ ถ้าแต่งตั้ง ถอดถอน มาจาก การแต่งตั้งมาจากการเลือกตั้ง ถ้าหากว่าการกลั่นกรองกฎหมายให้มาจากการสรรหาก็ได้ ไม่แปลกอะไรอยู่ที่อํานาจ

สุดท้ายนี่นะครับ ผมเองได้มีโอกาสเป็นกรรมาธิการศึกษาเรื่ององค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้ศึกษาไป แล้วก็ได้พบว่าที่เราศึกษากัน โดยสภาแห่งนี้ องค์กรอิสระขอเวลาท่านประธานนิดเดียวนะครับว่า เรามีความเห็นกันว่า ไม่ควรจะอยู่นานขณะนี้ตั้งขึ้นมา ๙ ปี เพราะฉะนั้นควรจะมีที่เสนอกันไว้ก็คือที่พรรคเสนอ ไปตามนี้ด้วยก็คือว่าไม่ควรยาวนานเกินไปสัก ๖ ปีก็น่าจะพอ หรือถ้าจะมีการเชื่อมกันว่า ออกไปส่วนหนึ่งแล้วค่อยกลับเข้ามาใหม่ส่วนหนึ่งจะได้ต่อ เพราะว่าชุดตรงนี้เราจะเห็นว่า องค์กรอิสระส่วนใหญ่ให้โทษทั้งนั้น ให้คุณน้อยกับบุคคล เพราะฉะนั้นยิ่งอยู่นานศัตรูยิ่งมาก แล้วก็เราไม่พูดถึงว่าไปมีอํานาจมากขึ้น ส่วนที่ ๒ อยากจะเรียนว่าในที่มานะครับ ท่านประธานที่เราเสนอไปถึงอาจารย์มีชัยก็คือว่าการคัดเลือกกรรมการต้องมาจาก ความหลากหลายทั้ง ๒ ทาง ก็คือกรรมการมาจากหลายส่วน ที่แล้วมาก่อนหน้านี้อย่าง กกต. มาจากศาล ๓ คน อีก ๒ คนมาจากที่ศาลเลือก ก็คือมาจากศาลทั้ง ๕ คนนั่นละ แบบนี้ มันจะเป็นวงแคบแล้วความเชื่อถือก็จะมีปัญหา ดังนั้นขอให้มีความสามารถในเรื่องนั้น ๆ เช่น สตง. ก็ควรจะมาจากบัญชีบ้างจะได้ตรวจสอบบัญชีได้ กระผมนําเรียนว่ามีประเด็น เกี่ยวกับเรื่องพรรคการเมือง เกี่ยวกับรัฐสภา เกี่ยวกับองค์กรอิสระที่ได้เสนอไปตามที่ผม ได้นําเรียน แล้วก็ขอไปว่าพอเสร็จแล้วคงจะให้ความเห็นไปอีกครั้ง ก็เลยนําเรียนต่อที่ประชุมนี้ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนนะครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณท่านนิกรนะคะ ต่อไปดิฉันจะอ่านชื่ออีก ๓ ท่านนะคะ มีท่านสังศิต พิริยะรังสรรค์ ท่านธวัชชัย เทอดเผ่าไทย แล้วก็ท่านอําพล จินดาวัฒนะ ยังไม่หมดนะคะ อ่านทีละ ๓ ท่านค่ะ เชิญท่านสังศิต พิริยะรังสรรค์ ท่านเป็นอดีตคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรม สังคม อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เชิญท่านสังศิตค่ะ

นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ ผมคิดว่าในบรรดาปัญหาสําคัญ ๆ ของประเทศไทยในปัจจุบันนอกเหนือจาก ปัญหาเรื่องของความยากจน เรื่องของคุณภาพการศึกษาแล้ว ปัญหาที่สําคัญที่สุด ปัญหาหนึ่งก็คือปัญหาการทุจริตแล้วก็ประพฤติมิชอบ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าคนไทย จํานวนมากยังขาดความรู้แล้วก็ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของการทุจริต โดยที่ไปทึกทักเอาว่า การทุจริตที่คนไทยเราเรียกการทุจริตและประพฤติมิชอบมีความหมายเท่ากับคอร์รัปชัน ที่องค์การสหประชาชาติ องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ แล้วก็ของธนาคารโลกพูดนะครับ ที่จริงมันมีอะไรหลายอย่างคล้ายกัน แต่มีอะไรหลายอย่างไม่ตรงกันครับ เพราะฉะนั้น ผมอยากจะเห็นการร่างรัฐธรรมนูญคราวนี้ได้เอาความหมายเรื่องของคอร์รัปชันในมุม ขององค์การสหประชาชาติมาใช้ในความหมายการทุจริตของไทยครับ เพราะว่าเรื่องคอร์รัปชัน ที่องค์การสหประชาชาติแล้วก็องค์กรอื่น ๆ ในระดับโลกที่เขาถือว่าสําคัญที่สุดก็คือเรื่องของ นักการเมือง แล้วก็ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่รัฐที่ทําความเสียหายทางด้านคุณธรรม และจริยธรรม อันนี้ถือเป็นคอร์รัปชันแล้วครับ แล้วก็ตัวอย่างอย่างเช่นว่าถ้านักการเมือง พูดโกหกอันนี้ไม่ถือว่าเป็นการทุจริต แต่ถ้าความหมายของคอร์รัปชัน อันนี้ถือเป็นการคอร์รัปชัน เพราะฉะนั้นผมอยากจะเห็นเอาหลักคิดเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมมาเป็นความหมายของ การทุจริตในประเทศไทย แล้วการทุจริตก็ไม่ได้มีความหมายแค่ทุจริตจากเงินงบประมาณแผ่นดิน หรือว่าทุจริตในการเลือกตั้งเท่านั้น ผมคิดว่าเราต้องเอาความหมายของสากลประเทศ ที่เขายอมรับกันนะครับเอามาใช้ ซึ่งก็มีตั้งแต่การคอร์รัปชันทางการเมือง ขออนุญาตพูด เป็นภาษาอังกฤษนะครับ โพลิติคัลคอร์รัปชัน (Political corruption) ไม่ใช่มีความหมาย เพียงแค่เรื่องของการไปทุจริตในการเลือกตั้ง แต่สําคัญที่สุดก็คือเมื่อได้มาเป็นรัฐบาลแล้ว เขาใช้อํานาจโดยมิชอบไปกลั่นแกล้งพรรคการเมืองฝ่ายค้าน หรือว่าสื่อมวลชน หรือเอ็นจีโอ (NGOs) หรือใครก็ตามที่คิดแตกต่างจากรัฐบาล พฤติกรรมอย่างนี้เขาเรียกว่า โพลิติคัล คอร์รัปชัน (Political corruption) หรือการคอร์รัปชันทางการเมืองนะครับ ท่านประธานครับ นอกจากนี้การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการโดยมิชอบด้วยการใช้อํานาจอย่างไม่มีเหตุไม่มีผล โดยการเอาญาติพี่น้อง คนใกล้ชิด หรือว่าพวกพ้องของตัวเองนี่นะครับ อันนี้ในความหมาย ขององค์การสหประชาชาติแล้วนี่ถือว่าเป็นการคอร์รัปชันในการบริหารราชการครับ ขอประทานโทษภาษาอังกฤษใช้คําว่า แอดมินิสเทรทีฟคอร์รัปชัน (Administrative corruption) ซึ่งในกรณีนี้บ้านเราก็ได้เกิดขึ้นครับ คือกรณีของคุณถวิล เปลี่ยนศรี ในรัฐบาลที่แล้ว อันนี้ถ้ากฎหมายของเราทําให้ได้มาตรฐานเดียวกับสากลประเทศ ก็ตัดสินได้ง่ายเลยว่าอันนี้เป็นการคอร์รัปชันในการบริหารราชการนะครับ ส่วนเรื่อง ของการทุจริตเรื่องเงินงบประมาณแผ่นดิน ผมคิดว่าเรื่องใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งที่ควรจะ ออกมาเป็นกฎหมายต่อไปก็คือเรื่องของการมีผลประโยชน์ทับซ้อน ขออนุญาตพูดเป็น ภาษาอังกฤษคือคอนฟลิกท์ ออฟ อินเทอเรสท์ (Conflict of interest) ในส่วนสุดท้าย ของการคอร์รัปชันก็คือการคอร์รัปชันในธุรกิจเอกชนนะครับ ผมคิดว่าเรามีความจําเป็น ที่จะต้องปรับปรุงกฎหมาย ป.ป.ช. ซึ่งตอนนี้ก็ปรับปรุงแล้วแต่ยังไม่ชัดเจน เอาให้ชัดเจนเลยว่า ผู้ที่ให้สินบนและผู้ที่รับสินบนถือว่าเป็นการทุจริตร่วมกัน ไม่อย่างนั้นมีแต่คนที่รับที่ผิด แต่ว่าคนที่ให้ไม่ผิด เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่าสิ่งที่เราจะต้องคิดกันนะครับ ก็คือเรื่องของ มาตรการต่าง ๆ ที่จะควบคุมการทุจริตของเรา ผมคิดว่าประการแรกครับท่านประธาน การได้มาซึ่งบุคคลที่จะทําหน้าที่เป็นกรรมการตรวจสอบในองค์กรอิสระ เช่น ป.ป.ช. กกต. คตง. นะครับ คณะกรรมการที่ทําหน้าที่พิจารณาคัดเลือกผู้สมัครเหล่านี้ ผมเสนอว่า ให้เอารายชื่อของผู้สมัครทั้งหมดเปิดเผยต่อสาธารณชน เพื่อให้สาธารณชน สื่อมวลชน ช่วยกันตรวจสอบประวัติย้อนหลัง ๖๐ วัน อันนี้จะช่วยกลั่นกรองไม่ให้คนที่มีพฤติกรรม ที่เลวร้ายในอดีตแล้วคนไม่รู้มาลงสมัคร ผมคิดว่าคนที่จะมาเป็นคณะกรรมการ ในองค์กรตรวจสอบภาครัฐต้องมีคุณธรรมจริยธรรมที่สูงกว่ามาตรฐานโดยทั่วไปครับ

เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าการปรับปรุงองค์กรอิสระให้สามารถ ทํางานอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล นี่ก็เป็นเรื่องที่มีความสําคัญนะครับ ผมอยากจะ ขออนุญาตยกตัวอย่างองค์กร ป.ป.ช. นะครับ ซึ่งเป็นองค์กรที่คนมีความคาดหวังมาก มีคดีคั่งค้างอยู่น่าจะร่วม ๆ ๑๐,๐๐๐ คดีนี่นะครับ เนื่องจากว่ากรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง ๙ ท่าน ทุกท่านต้องมาเป็นประธานอนุกรรมการ ท่านละ ๑๐๐-๓๐๐ คดี ซึ่งเป็นภาระที่หนักเกินกว่า มนุษย์คนหนึ่งจะรับภาระไหวนะครับ การที่ระยะเวลาของคดีที่อยู่ใน ป.ป.ช. ยาวนานมาก ก็เนื่องจากว่าเมื่อมีผู้มาร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. นี่ ป.ป.ช. จะต้องจัดตั้งคณะอนุกรรมการ หรือคณะทํางานเพื่อไปแสวงหาข้อเท็จจริง ซึ่งในขั้นตอนนี้จะใช้เวลานานเท่าไรไม่มีใครตอบ ได้เลย แต่ว่าเมื่อมีการตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทํางานเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง เรียบร้อยแล้ว ก็ต้องเสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อจัดตั้งคณะอนุกรรมการแสวงหา ข้อเท็จจริง อันนี้ครับจะมีตัวเลขที่ชัดเจนว่าการรวบรวมข้อเท็จจริงเฉลี่ยประมาณ ๓ ปี จึงจะเรียบร้อย เมื่อคณะอนุกรรมการชุดนี้ทําเสร็จแล้วก็ต้องส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่งตั้ง คณะอนุกรรมการไต่สวน ซึ่งขั้นตอนนี้ก็ใช้เวลาโดยเฉลี่ยคดีละ ๓ ปีครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ป.ป.ช. จะเป็น ๖ ปีขึ้นไป เฉพาะใน ป.ป.ช. นะครับ แต่พอ ป.ป.ช. ทําเสร็จก็ต้องส่งให้สํานักงานอัยการสูงสุด ซึ่งเฉลี่ยคดียากง่าย ก็มีระหว่าง ๑ ปี ๑ เดือน ถึง ๔ ปีต่อคดี และเมื่ออัยการสูงสุดเห็นว่าควรจะฟ้องแล้ว ก็ส่งขึ้นศาลอาญาต่อไป ในกรณีที่เป็นเรื่องของศาลอาญานะครับ คดีไม่ซับซ้อน ใช้เวลา ๓ ศาลประมาณสัก ๕-๖ ปี ส่วนถ้าเป็นคดีที่ซับซ้อนก็ต้องใช้เวลามากกว่า ๑๐ ปีขึ้นไป ส่วนคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของนักการเมืองโดยเฉลี่ยก็ใช้เวลาประมาณ ๑ ปี ๖ เดือน ท่านประธานครับ การลงโทษการทุจริตของคนคนหนึ่งกว่าจะรู้แพ้รู้ชนะกัน ใช้เวลาประมาณสัก ๑๓-๑๕ ปีครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการปฏิรูปเรื่องของการควบคุม การทุจริตให้มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลมากขึ้นนะครับ อันแรกสุดผมคิดว่าต้องใช้ หลักธรรมาภิบาลเข้ามาบริหารในองค์กร ป.ป.ช. โดยการแยกอํานาจระหว่างกรรมการ ป.ป.ช. กับอํานาจของฝ่ายบริหารที่มีเลขาธิการออกจากกัน ทุกวันนี้กรรมการ ป.ป.ช. ต้องดูแลเรื่องงบประมาณ เรื่องการแต่งตั้ง โยกย้าย เรื่องทําสําบัดสํานวน ทําทุกอย่างครับ ผมคิดว่าโดยหลักธรรมาภิบาลแล้วกรรมการ ป.ป.ช. ทําหน้าที่วินิจฉัยครับ มีอํานาจ ในการวินิจฉัย ส่วนเรื่องอื่น ๆ ให้เลขาธิการเป็นคนที่รับผิดชอบไป รวมทั้งเรื่องงบประมาณ เรื่องแต่งตั้งบุคลากร เรื่องสํานวนคดี ผมคิดว่าอย่างนี้จะแก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น

เรื่องที่ ๒ เพื่อที่จะทําให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เรามีความจําเป็นต้อง จัดตั้งศาลพิเศษที่เป็นศาลชํานาญการพิเศษ ผู้พิพากษามีความรู้ความสามารถในการ พิจารณาคดีทุจริตโดยเฉพาะ แล้วผู้พิพากษาในศาลต้องผ่านการเรียนรู้ แล้วก็การอบรม เรื่องเกี่ยวกับการคอร์รัปชันในมาตรฐานของสากลประเทศ

ประการที่ ๓ ท่านประธานครับ ผมคิดว่านักการเมืองหรือข้าราชการ คนใดก็ตามที่ถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดในเรื่องของการทุจริตและประพฤติมิชอบ ไม่ว่าจะเป็นความผิดทางด้านทุจริตการเมือง ทุจริตในการแต่งตั้งโยกย้าย ทุจริตเรื่องเงิน เรื่องทอง หรือว่าทุจริตร่วมกับเอกชน สมควรถูกตัดสิทธิห้ามมิให้ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ตลอดชีวิต ผมคิดว่านี่เป็นหลักประกันอันหนึ่งที่เราจะกรองนักการเมืองในระดับชาติ แล้วก็ระดับท้องถิ่นที่ไม่มีมลทินเข้ามาเป็นตัวแทนประชาชน นอกจากนี้ผู้ที่มีความผิด จากฐานการทุจริตเลือกตั้งในอดีตจนได้ใบแดง เป็นเหตุให้เกิดการยุบพรรค แล้วก็ถูก เพิกถอนสิทธิทางการเมือง ในฐานะที่เป็นผู้บริหารของพรรคก็สมควรถูกตัดสิทธิทางการเมือง ตลอดชีวิตด้วยครับ นอกจากนี้ครับท่านประธาน ความไม่โปร่งใสอันหนึ่งของ ป.ป.ช. ซึ่งควรทําให้โปร่งใสเสียก็คือ คณะอนุกรรมการต่าง ๆ ที่ ป.ป.ช. แต่งตั้งขึ้นทุกวันนี้มีจํานวน มากกว่า ๑,๐๐๐ ท่านครับ บุคคลเหล่านี้สมควรต้องเปิดเผยรายชื่อ เพราะว่าไม่อย่างนั้น ผู้ที่ถูกกล่าวหาก็ดี สังคมก็ดี ประชาชนก็ดี จะตรวจสอบได้อย่างไรว่าคนเหล่านี้มีความสุจริต มีความโปร่งใสหรือไม่ รวมทั้งบุคคลเหล่านี้สมควรต้องเปิดเผยทรัพย์สินและหนี้สินของตน ต่อกรรมการ ป.ป.ช. ด้วยครับ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าสิ่งที่องค์กรเพื่อความโปร่งใส นานาชาติ ขอประทานโทษ ภาษาอังกฤษครับ ทรานส์พาเรนซีอินเตอร์เนชันนัล (Transparency International) ได้สํารวจเมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๖ พบว่าหน่วยงานในประเทศไทย ที่มีการทุจริตมากที่สุดคือพรรคการเมือง และองค์กรตํารวจ ดังนั้นการปฏิรูปการเมือง และปฏิรูประบบราชการในคราวนี้ควรให้ความสนใจแก่องค์กรทั้งสองเป็นพิเศษ

ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตพูดถึงประเด็นสุดท้ายก็คือการที่เราจะ ควบคุมการทุจริตจะใช้องค์กรอิสระมาเป็นเจ้าภาพแบบเดิมไม่ได้หรอกครับ ไม่มีทางสําเร็จครับ เพราะการทุจริตมันไปเกิดขึ้นในภาคราชการ ภาครัฐ เพราะฉะนั้นต้องให้รัฐบาลเป็นเจ้าภาพเลย รับผิดชอบเลยว่าคุณต้องมีหน้าที่ในการทํางานเรื่องควบคุมการทุจริตนะครับ อันนี้จึงจะทําให้ ส่งผลถึงขีดความสามารถของการแข่งขันในประเทศไทยก็ดี เรื่องของความโปร่งใสทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ ทางสังคมก็ดี ดีขึ้น ที่ผ่านมาเราให้องค์กรอิสระเป็นเจ้าภาพซึ่งเขามีหน้าที่ ตรวจสอบ เขาจะมาเป็นผู้นําในการควบคุมการทุจริตไม่ได้หรอกครับ แล้วสิ่งที่ผมอยากจะ ฝากไว้ก็คือว่ามันมีคํากล่าวในประเทศเยอรมนีนะครับว่ารัฐบาลจะเข้มแข็งหรือไม่เข้มแข็ง ไม่สําคัญเท่ากับภาคประชาสังคมต้องเข้มแข็งกว่ารัฐบาลครับ การควบคุมการทุจริตรัฐบาล สําคัญที่สุดที่จะทําหน้าที่แล้วก็แสดงเจตจํานง แต่ถึงจะมีรัฐบาล ถึงจะมีองค์กรตรวจสอบที่ดี มีความสุจริตก็วางใจไม่ได้หรอกครับ คนที่ดีแต่ไม่ถูกตรวจสอบก็เป็นคนเลวได้ครับ แล้วคนที่จะตรวจสอบรัฐบาลและองค์กรอิสระได้ดีที่สุดก็คือภาคประชาสังคมที่เข้มแข็ง ขอบคุณท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ข้อมูลชัดเจนแล้วก็เป็นรูปธรรมมากเลยค่ะท่านสังศิต ต่อไป เรียนเชิญท่านธวัชชัย เทอดเผ่าไทย ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดลําปางค่ะ เชิญค่ะ

นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ ผม นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗๑ ขออภิปราย ในประเด็นที่อยากให้ใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญที่กําลังจัดทําในขณะนี้ใน ๓ ประเด็นนะครับ

ประเด็นแรก ก็คือควรบัญญัติในรัฐธรรมนูญให้มีความชัดเจนว่าประเทศไทยนั้น มีการปกครองบริหารราชการแผ่นดินใน ๓ ระดับ ได้แก่ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค แล้วก็ ส่วนท้องถิ่น เพราะถ้าไม่มีการระบุให้มีความชัดเจนใน ๓ ระดับแล้วก็จะทําให้เกิดกระแส ความคิดจะนําไปสู่การยุบเลิกการปกครองส่วนภูมิภาคให้ประเทศไทยมีการปกครองแค่ ๒ ระดับ ก็คือส่วนกลาง แล้วก็ส่วนท้องถิ่น เหมือนกับประเทศอังกฤษแล้วก็ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งหากเกิดกรณีดังกล่าวขึ้นในประเทศไทยแล้วอาจจะส่งผลกระทบต่อส่วนราชการทุกสังกัด ที่ตั้งอยู่ในเขตจังหวัด ประเทศไทยเรายังมีความจําเป็นที่จะต้องมีการปกครองส่วนภูมิภาคอยู่ต่อ เนื่องจากประเทศเรานั้นมีขนาดไม่ใหญ่มากเหมือนกับประเทศสหรัฐอเมริกา ประกอบกับ ความพร้อมวัฒนธรรมของคนไทยและสังคมไทยต่อการใช้สิทธิในการปกครองตนเองเต็มขั้น ในขณะนี้สุ่มเสี่ยงต่อความมั่นคงของรัฐได้ นอกจากนี้ก็ควรจะระบุให้ชัดเจนไปในรัฐธรรมนูญใหม่ ด้วยว่าการปกครองส่วนภูมิภาคนั้นมี ๔ รูปแบบด้วยกัน ได้แก่ จังหวัด อําเภอ ตําบล หมู่บ้าน โดยสร้างสถานะความชัดเจนให้เห็นว่าตําบล หมู่บ้านนั้นจัดอยู่ในการปกครองส่วนภูมิภาคด้วย

ประเด็นที่ ๒ ควรเน้นการบูรณาการการทํางานของหน่วยงานของรัฐทุกหน่วย ในพื้นที่จังหวัด เนื่องจากปัจจุบันได้มีหน่วยงานส่วนกลางขึ้นตรงกับส่วนกลางต้นสังกัดไปตั้ง หน่วยงานบริการสาธารณะด้านต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัดเป็นจํานวนมาก โดยที่จังหวัดในฐานะ เป็นราชการส่วนภูมิภาคนั้นไม่ได้มีส่วนร่วมรับผิดชอบด้วย ทําให้การแก้ไขปัญหาให้กับ ประชาชนนั้นขาดเอกภาพแล้วก็มีความซ้ําซ้อนในการปฏิบัติงานในพื้นที่เดียวกัน จึงควรที่จะ กําหนดให้ราชการส่วนกลางที่ทําหน้าที่จัดบริการสาธารณะเกี่ยวกับประชาชนนั้นได้เข้ามา ร่วมกันในเรื่องของการจัดทําแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด กลุ่มจังหวัด ร่วมกันกับ จังหวัดแล้วก็ทางอําเภอ รวมตลอดถึงการใช้งบประมาณจัดทําโครงการต่าง ๆ ในพื้นที่ จังหวัดร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นงบฟังก์ชัน (Function) ก็ดี งบกลุ่มจังหวัด งบจังหวัด หรืองบ ท้องถิ่น

ประเด็นที่ ๓ นั้นก็คือเรื่องการปกครองส่วนท้องถิ่น เนื่องจากการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านมานั้นได้มีแนวความคิดที่จะยุบเลิกการปกครองส่วนภูมิภาคโดยการกําหนดให้มีองค์กร ที่ชื่อว่าองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นเต็มพื้นที่จังหวัด และประเด็นที่ต้องการให้มีการกระจาย อํานาจอย่างไม่มีขีดจํากัด ซึ่งผมขออนุญาตแสดงความคิดเห็นเป็นประเด็นดังนี้นะครับ

ประการแรก ก็คือการบริหารราชการแผ่นดินนั้นจะต้องยืนหยัดในหลักการ ๓ ระดับ ก็คือ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค แล้วก็ส่วนท้องถิ่น โดยส่วนภูมิภาคนั้นมีความสําคัญ ในการนํานโยบายของรัฐบาลแล้วก็ส่วนกลางไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในฐานะที่เป็น ตัวแทนของรัฐบาลกลางในพื้นที่ แล้วก็ทําหน้าที่ที่สําคัญก็คือการให้ส่วนภูมิภาคนั้น ไปกํากับดูแลการบริหารงานส่วนท้องถิ่นให้ท้องถิ่นที่มีความพร้อม แล้วก็ดําเนินการจัดทํา บริการสาธารณะนั้นให้เป็นไปตามหลักของกฎหมายแล้วก็ความเหมาะสม

ประการที่ ๒ ก็คือการกระจายอํานาจ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบันได้มีการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งที่ผ่านมา หลายภารกิจได้ถูกกระจายไปในท้องถิ่นทั้งที่มีความสําเร็จแล้วก็ไม่สําเร็จ ซึ่งถ้าหากเกิด ความไม่สําเร็จนั้นผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนโดยตรงก็คือประชาชนในพื้นที่ครับ ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้จึงควรที่จะมีการทบทวนเรื่องการกระจายอํานาจใหม่ ทั้งระบบว่ากระจายแล้วประชาชนจะได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงหรือไม่ อย่างไร ท้องถิ่น ทําได้หรือไม่ เพราะอะไร หากท้องถิ่นทําไม่ได้ก็ควรที่จะต้องเอากลับไปให้ส่วนกลาง แล้วก็ ส่วนภูมิภาคได้ดําเนินการต่อไป แต่ถ้าอันไหนที่ท้องถิ่นทําได้ก็ต้องให้ท้องถิ่นดําเนินการต่อ

ประการที่ ๓ ก็คือการได้มาซึ่งผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น ควรทบทวนในเรื่องที่มาของความหลากหลายเพื่อให้ได้บุคลากรหรือบุคคลที่มีคุณภาพ คุณธรรมมาบริหารราชการส่วนท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง

และอันสุดท้าย ประการที่ ๔ ก็คือมาตรา ๑ ในทุกรัฐธรรมนูญที่ผ่านมานั้น ได้บัญญัติถึงหลักการความเป็นรัฐเดี่ยว เป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกไม่ได้ เจตนารมณ์ของมาตรา ๑ นี้ก็คือหลักความมั่นคงของรัฐ การที่จะนําเสนอในร่างรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านมาให้มีองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นเต็มพื้นที่จังหวัดหรือการใช้หลักปกครองตนเอง เป็นการยุบเลิกการบริหารราชการส่วนภูมิภาคในพื้นที่อย่างชัดเจน ซึ่งการร่างรัฐธรรมนูญใหม่นี้ หากจะมีการนําเสนอองค์กรในลักษณะเช่นนี้อีกจะต้องทบทวนอย่างรอบคอบเพื่อมิให้ขัดกับ หลักการของความมั่นคงแห่งรัฐ อันนี้ก็เป็นข้อเสนอครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะท่านธวัชชัย ต่อไปเป็นคุณหมออําพล ท่านเป็นเลขาธิการ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ อดีตสมาชิก สปช. อดีตประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูป สังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส เชิญคุณหมออําพลค่ะ

นายอําพล จินดาวัฒนะ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่เคารพครับ ผม อําพล จินดาวัฒนะ สปท. ครับ ผมจะขออนุญาตอภิปรายเพื่อแสดง ความเห็นเกี่ยวกับการยกร่างรัฐธรรมนูญเพียง ๒ ประเด็นใหญ่นะครับ โดยขออนุญาต ท่านประธานแจกเอกสารประกอบการอภิปรายเพื่อจะได้มอบให้ทางคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ นําไปพิจารณาตามสมควร ได้ทําบันทึกถึงท่านแล้วครับ

ประเด็นที่ ๑ ที่อยากเรียนก็คือว่าผมคิดว่าท่านประธานและทุกท่าน จะทราบดีว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมายแม่บทสูงสุดของประเทศนะครับ อันนี้ทุกท่านทราบ โดยทั่วไป ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญควรจะต้องเป็นการวางปรัชญาหลักคิดสําคัญ ระบบ และโครงสร้าง และกติกาสําคัญของบ้านเมืองที่ทุกฝ่ายเห็นและยึดถือตรงกันเพื่อจะนําไปสู่ การปฏิบัติในทางเดียวกัน ผมขออนุญาตพูดประเด็นนี้เพื่อจะดึงมาเป็นภาพใหญ่นะครับ ที่ผ่านมานั้นบ้านเมืองของเรายิ่งพัฒนาไปความเหลื่อมล้ํามากขึ้น ความเป็นธรรมน้อยลง รวยกระจุกอยู่ที่คนส่วนน้อยที่มีอํานาจและมีโอกาสมากกว่า ส่วนจนนั้นกระจายไปอยู่ คนส่วนใหญ่ที่มีอํานาจและโอกาสน้อยกว่า นานวันไปก็ยิ่งเกิดอาการป่วยครับ ถ้าว่าไปแล้ว ความแตกแยกในบ้านเมืองที่เกิดขึ้นทุกวันนี้สาเหตุก็มาจากความเหลื่อมล้ําและความไม่เป็นธรรม นั่นเองนะครับ แสดงว่าปรัชญา หลักคิด ระบบโครงสร้างและกติกา รวมทั้งการบริหาร กิจการบ้านเมืองต้องมีความผิดปกติแน่นอน

ประเด็นสําคัญที่ผมอยากกราบเรียนก็คือเรื่องดุลอํานาจในสังคมครับ ซึ่งมี ท่านสมาชิกบางท่านได้แตะไปบ้างแล้วนะครับ ดุลอํานาจในสังคมของเรานั้นรวมศูนย์อยู่ ข้างบน คนส่วนน้อยได้อํานาจ มีอํานาจ ใช้อํานาจ ตัดสินใจแทน ทําแทน คนส่วนใหญ่ไม่มี อํานาจครับ หรือมีก็น้อยเต็มที กลายเป็นผู้ที่รอคอยการจัดการของคนส่วนน้อยข้างบน ระบบ และโครงสร้างอํานาจเช่นนี้บิดเบี้ยวไม่สมดุล ล้มง่ายครับ แล้วก็จะล้มแล้วล้มอีกครับ ถ้ายังคงเป็นเช่นเดิม รัฐธรรมนูญในอดีตที่ผ่านมาวางปรัชญา หลักคิด ระบบ และโครงสร้าง ไปในแนวนั้นครับ ซึ่งเป็นการเน้นประชาธิปไตยแบบตัวแทน ทําให้คนส่วนน้อยเป็นแทน คิดแทน ตัดสินใจแทน ทําแทน จะเห็นว่าเมื่อเวลาเราพูดถึงรัฐธรรมนูญทีไรจะวนอยู่ในเรื่องของระบบและการเลือกตั้ง เข้าสู่อํานาจข้างบนนะครับ อย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ มีการปรับทิศ การเขียนเพื่อจะสร้างดุลอํานาจให้มากขึ้น เพื่อให้เกิดความสมดุลกว่าในอดีตที่ผ่านมา มีความพยายามปรับมาสู่ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม หรือบางท่านเรียกว่าประชาธิปไตย แบบถกแถลงมากขึ้น แต่ระบบและโครงสร้างกติกาและการบริหารจัดการบ้านเมือง ยังปรับเปลี่ยนค่อนข้างน้อยครับ ในทางตรงกันข้ามนั้นเกิดการรวบอํานาจของผู้ที่ ได้อํานาจมาจากประชาชน ใช้อํานาจในทางมิชอบ เกิดความเสียหายซ้ําร้ายเข้าไปอีก ท่านประธานครับ ผมคิดว่าสิ่งที่ควรเขียนในรัฐธรรมนูญไม่ใช่แค่เรื่อง ส.ส. ส.ว. จะมีกี่คน มาจากไหน ใช้อํานาจอย่างไร ตรวจสอบอย่างไร ซึ่งเหล่านั้นก็สําคัญนะครับ รวมถึงไม่ใช่ เรื่องว่าจะมีอํานาจซูเปอร์เพาเวอร์ (Super power) จะมากํากับรัฐบาลเหมือน ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้านี้หรือไม่เท่านั้น สิ่งเหล่านั้นก็มีความสําคัญครับ แต่ทั้งหมดนั้นยังคิดเรื่องระบบและโครงสร้างเพื่อรองรับประชาธิปไตยแบบตัวแทน เป็นสําคัญ ดุลอํานาจในสังคมยังบิดเบี้ยวเช่นเดิมครับ กระผมคิดว่าสิ่งสําคัญที่ต้องคิดให้มาก และเขียนในร่างรัฐธรรมนูญน่าจะเป็นการวางดุลอํานาจในสังคมให้สมดุลครับ ลดอํานาจ ของคนส่วนน้อยข้างบน เพิ่มอํานาจคนส่วนใหญ่ข้างล่างให้มีนัยสําคัญ จะจัดอํานาจอย่างไร ระหว่างอํานาจรัฐ อํานาจรัฐบาล ราชการส่วนกลาง ภูมิภาคท้องถิ่น ซึ่งมีบางท่านกล่าวถึง ไปแล้ว จะเพิ่มหรือจัดอํานาจอย่างไรให้กับชุมชน ท้องถิ่น ประชาชน และพลเมือง เพื่อจะให้ อํานาจนี้สมดุล ไม่ลุกล้ม ล้มลุกกันอีก ถ้าเป็นโครงสร้างแบบเดิมก็จะเหมือนเดิมครับ รัฐธรรมนูญควรเน้นการเกลี่ยอํานาจที่กระจุกให้กระจาย กําหนดระบบและโครงสร้างรองรับ การใช้อํานาจแต่ละระดับให้เหมาะสม เพื่อให้เกิดระบบการอภิบาลแบบหุ้นส่วน กัฟเวอร์แนนซ์ บาย พาร์ทเนอร์ชิพ (Governance by partnership) หรือบาย เน็ตเวิร์ก (By network) นะครับ ซึ่งตรงนี้เป็นประเด็นสําคัญ ที่ผ่านมานั้นเราเน้นเรื่องการอภิบาล โดยรัฐเป็นใหญ่ก็คือประชาธิปไตยแบบตัวแทน เรามีอภิบาลโดยตลาดอีกแบบหนึ่ง ซึ่งเคลื่อนอยู่ในสังคม เราจะทําอย่างไรให้สมดุล ก็คือต้องทําให้เกิดการอภิบาลแบบหุ้นส่วน หรือเครือข่าย ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมจะได้เกิดจริงครับ ท่านประธานครับ เรื่องการอภิบาลก็คือเรื่องของประชาธิปไตยนั่นเอง ในแนวคิดเดิมที่สังคมเราใช้มาตลอด ในบ้านเมืองเราเราให้ความหมายการอภิบาลเป็นความหมายดั้งเดิม คือบอกว่าหมายถึง การปกครองที่เต็มไปด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน โดยเล็งเห็น คุณค่าศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ เป็นการปกครองที่มุ่งให้ทุกคน ทั้งผู้ปกครอง และผู้ถูกปกครองได้รับประโยชน์สุขสูงสุดและมีความสุข อันนี้ก็คืออภิบาลโดยรัฐซึ่งเป็น ดั้งเดิมนะครับ ในอดีตอาจจะได้ผลดี ปัจจุบันนี้เปลี่ยนไปเยอะแล้วครับ ปัจจุบันความหมาย อภิบาลในโลกปัจจุบันได้ให้ความหมายใหม่แล้วครับว่าเป็นปฏิสัมพันธ์กันของรัฐ องค์กร สาธารณะต่าง ๆ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาและความท้าทายต่าง ๆ ในสังคม รวมทั้งการสร้างสรรค์โอกาสใหม่ ๆ ในสังคม อันนี้เป็นการอภิบาลแบบหุ้นส่วน หรือแบบเครือข่ายแน่นอน สอดคล้องกับประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม หรือประชาธิปไตย แบบถกแถลง กระผมคิดว่ารัฐธรรมนูญต้องออกแบบสิ่งเหล่านี้ครับ ไม่ใช่ไปมะรุมมะตุ้ม อยู่เพียงแค่เรื่องการออกแบบให้การเข้าสู่อํานาจ การใช้อํานาจในประชาธิปไตยแบบตัวแทน แล้วก็จะเกิดวงจรที่จะล้มแล้วลุก ลุกแล้วล้มอยู่อย่างนี้ต่อไปเพราะอํานาจไม่สมดุลครับ กระผมอยากจะกราบเรียนอันนั้นเป็นประเด็นที่ ๑ ซึ่งเป็นประเด็นสําคัญซึ่งจะนําไปสู่ การออกแบบต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญครับ ถ้าจะสามารถเขียนรัฐธรรมนูญในแนวที่สะท้อน แบบที่กระผมกราบเรียนได้แล้วก็จะเกิดคุณประโยชน์ต่อบ้านเมือง แล้วเมื่ออํานาจ มีความสมดุลเกิดขึ้น ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการจัดการกิจการของบ้านเมือง ไม่ใช่เป็นเพียงคนส่วนใหญ่เป็นผู้ที่รอคอยให้คนอื่นคิดแทน ทําแทน หรือทําให้เท่านั้น บ้านเมืองเราจะไปได้ ความสมดุลจะมากขึ้น ความเป็นธรรมจะสูงขึ้น ความเหลื่อมล้ํา จะลดลง อันนี้คือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างอํานาจ ซึ่งกระผมคิดว่าในรัฐธรรมนูญควรให้ ความสําคัญตรงนี้ครับ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตไปประเด็นที่ ๒ ซึ่งจะไม่ยาวนะครับ ประเด็นมิติเกี่ยวกับด้านสังคม ซึ่งผมและคณะได้มีโอกาสให้ข้อคิดเห็นต่อการยกร่าง รัฐธรรมนูญในตอนที่เป็นสภาปฏิรูปแห่งชาติ แล้วก็ได้มีการทํางานในเครือข่าย เราคิดว่าประเทศไทยของเราด้านสังคมอาจจะถูกละเลย ค่อนข้างเยอะนะครับ เราไปให้ความสําคัญกับเรื่องอํานาจ เรื่องประชาธิปไตย เรื่องการเลือกตั้ง เรื่องของเศรษฐกิจเยอะมาก เรื่องกฎหมาย เรื่องการเมือง เรื่องสังคม จริง ๆ แล้วสังคมเรา ประกอบด้วยส่วนย่อยต่าง ๆ ซึ่งกระทบถึงกันหมด สัมพันธ์กันหมด เรื่องดีเรื่องร้ายที่เกิดขึ้นนี้ ก็สัมพันธ์และเชื่อมโยงกันหมดนะครับ ประเทศเราวันนี้เราตกหล่มความขัดแย้งติดขัด มากมาย วิ่งไปข้างหน้าด้วยความยากลําบากครับ แต่เราก็หยุดอยู่กับที่ไม่ได้ สังคมต้องการ ปฏิรูป ปรับเปลี่ยนหลักคิด ระบบ และโครงสร้าง ท่านประธานครับ กระผมคิดว่า ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ สิ่งสําคัญที่จะต้องเขียนก็คือเรื่องปรัชญา หลักคิด ระบบโครงสร้าง ที่ให้ทุกฝ่ายใช้อ้างอิงที่ผมกราบเรียนตอนนั้นแล้วนะครับ กระผมคิดว่ามีคําถามสําคัญว่า ในโลกปัจจุบันและในอนาคตเรายังยินดีที่จะเดินตามกระแสทุนนิยมเสรีสุดโต่ง ปลาใหญ่ กินปลาเล็ก คนแข็งแรงเอาเปรียบคนอ่อนแอ คนมีอํานาจมากเอาเปรียบคนมีอํานาจน้อย เช่นนี้อยู่ต่อไปหรือไม่ หรือถึงเวลาที่เราจะน้อมนําแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมากําหนดไว้เป็นปรัชญาและหลักคิดสําคัญของชาติ ในรัฐธรรมนูญจะปักหมุดอันนี้มากน้อยแค่ไหน และคนในสังคมเห็นด้วยหรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ สําหรับข้อเสนอสารบัญญัติที่ควรพิจารณาใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ที่เกี่ยวข้องกับด้านสังคมนะครับ กระผมได้ทําเอกสารแนบไว้อีก ๑ ชุด มีทั้งหมดด้วยกัน ๖ ประเด็น ซึ่งก็จะได้มอบให้กับท่านประธานที่ได้กรุณาผ่านมือไปถึงทางคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญได้โปรดพิจารณา ประกอบไปด้วยประเด็นขอบเขต และการคุ้มครองของ รัฐธรรมนูญ ประเด็นเรื่องสิทธิเสรีภาพและหน้าที่ของประชาชนมีอยู่ ๙ ข้อ ประเด็นเรื่อง ความเสมอภาคและความเท่าเทียมกันและการไม่เลือกปฏิบัติ ๒ ข้อครับ ประเด็นเรื่อง สิทธิชุมชนซึ่งเป็นเรื่องใหญ่นะครับ เมื่อสักครู่ผมพูดถึงอํานาจในสังคม ถ้าชุมชน สังคม คนเล็กคนน้อย คนข้างล่าง ท้องถิ่นไม่มีอํานาจ ไม่มีสิทธิในการจัดการตนเองมากขึ้น ในระดับหนึ่ง เราจะมีปัญหาวิกฤติไปอีกเรื่อย ๆ เสนอว่ามีอยู่ทั้งหมด ๕ ประเด็น สิทธิ ทางด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และนโยบายสาธารณะ ที่เสนอไว้ในเอกสารมีอยู่ ๘ ประเด็น และข้อที่ ๖ คือประเด็นทิศทางการปฏิรูป หลักการ และแนวทางทางด้านสังคม รวมทั้ง สุขภาพหรือสุขภาวะด้วย ซึ่งอาจจะอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญ หรืออาจจะไปอยู่ในกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูปก็เป็นเรื่องของการกําหนดในอนาคต แต่ได้เสนอ สาระสําคัญไว้ ๔ ข้อ กระผมขออนุญาตใช้เวลาเท่านี้ครับเพื่อจะกราบเรียนท่านประธาน ไปถึงทางท่านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญด้วยความเคารพ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ตรงเวลาพอดีเลยนะคะ ขอบพระคุณคุณหมออําพลนะคะ เพราะว่าเอกสารที่ท่านทํามาเราจะใช้เอกสารนี้ส่งไปที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเลย ที่ท่านแนบมาให้ สําหรับท่านที่อภิปรายไปแล้วแล้วไม่มีเอกสารก็อย่างที่ได้เรียนท่านวิทยา แก้วภราดัย ไปแล้วว่าเจ้าหน้าที่จะถอดเทป (Tape) แล้วจดประเด็นออกมา แต่ก็อาจจะ ไม่ครบถ้วน ไม่ตรงใจท่าน เพราะฉะนั้นท่านไหนที่อภิปรายไปแล้วหรือยังไม่ได้อภิปรายนะคะ อยากจะส่งเอกสารเพื่อจัดทําเป็นความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเสนอคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญก็ส่งได้นะคะ ส่งได้ที่เจ้าหน้าที่ค่ะ เพราะดิฉันคิดว่าการที่เจ้าหน้าที่จะจด ประเด็นออกมาจากที่ท่านอภิปรายคงจะไม่ครบถ้วนเหมือนอย่างที่คุณหมออําพลได้ทํามา อย่างนี้ครบถ้วนสมบูรณ์แน่ ขอบพระคุณค่ะ

ลําดับต่อไปนะคะ ดิฉันจะอ่านอีก ๓ ชื่อ เรามีอีก ๑๐ กว่าท่าน เพราะฉะนั้น การรักษาเวลานี้จะช่วยให้ทุกท่านได้พูดนะคะ อีก ๓ ท่านคือ ท่านชูชัย ศุภวงศ์ พลเอก ชูศิลป์ คุณาไทย ท่านศานิตย์ นาคสุขศรี เรียนเชิญท่านที่ ๑ คือท่านชูชัย ศุภวงศ์ ท่านเป็น อดีตเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เชิญเลยค่ะ ท่านอยู่ไหมคะ ท่านไหนนั่งใกล้ท่านชูชัย ไม่อยู่ ใช่ไหมคะ ไม่อยู่ เพราะฉะนั้นดิฉันจะขออนุญาตข้ามไปก่อนนะคะ เป็นท่านพลเอก ชูศิลป์ คุณาไทย อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ท่านอยู่ไหมคะ เชิญค่ะ

พลเอก ชูศิลป์ คุณาไทย 🔗

เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่เคารพ กระผม พลเอก ชูศิลป์ คุณาไทย สมาชิก สปท. หมายเลข ๐๔๕ ผมมีพื้นฐาน การทํางานที่เป็นศัลยแพทย์ และมีโอกาสเป็น สปช. เป็นกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข ผมจึงขออภิปรายเฉพาะด้านสาธารณสุขเท่านั้น ท่านประธานสภาครับ เป้าหมายของ การสาธารณสุขคือต้องการให้คนไทยทุกคนมีสุขภาพดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีเพื่อเป็นกําลังสําคัญ ของชาติในการร่วมพัฒนาประเทศในทุกด้าน สุขภาพดีหมายถึงสุขภาวะที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย ทางจิตใจ ทางสังคม และทางปัญญา มีความเป็นองค์รวมของสุขภาพที่เชื่อมโยงทั้ง ๔ มิติ สุขภาวะทั้ง ๔ มิตินี้เกิดขึ้นได้จะต้องประกอบด้วยตัวบุคคล ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อบรรลุตามเป้าหมายของการสาธารณสุข ผมขอเสนอแนะในการยกร่างรัฐธรรมนูญ เฉพาะด้านสาธารณสุขดังต่อไปนี้ เกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย มี ๔ ประเด็น ด้วยกันคือ

ประเด็นที่ ๑ กําหนดให้ประชาชนได้รับการบริการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน และสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานที่เท่าเทียมกัน

ประเด็นที่ ๒ ผู้พิการและผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการ สาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ประเด็นที่ ๓ การป้องกันโรคและขจัดโรคติดต่ออันตรายรัฐต้องจัดให้แก่ ประชาชนโดยไม่คิดมูลค่าและทันต่อเหตุการณ์

ประเด็นที่ ๔ ประชาชนมีสิทธิได้รับข้อมูลด้านสุขภาพที่ถูกต้องและทันสมัย จากรัฐ

สําหรับในเรื่องสิทธิและเสรีภาพของประชาชนนั้น ผมอยากให้ ร่างรัฐธรรมนูญได้กําหนดสิทธิลงไปเลยว่าส่วนไหนซึ่งเป็นส่วนที่รัฐควรจะต้องจัดทําให้ ประชาชนเป็นการบริการฟรีโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ส่วนไหนต้องการให้ประชาชนหรือมี ความจําเป็นที่จะให้ประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมในการเสียค่าบริการ อันนี้ควรจะกําหนด ลงไปในเรื่องสิทธิให้แน่ชัด เพราะว่าการที่ไม่ได้กําหนดลงไปให้แน่ชัดแล้วเราเปิดประเด็น กว้างไว้ก็เป็นช่องทางที่จะทําให้มีโครงการประชานิยมแปรมาสู่เป็นนโยบายสาธารณะ ซึ่งได้สร้างปัญหามากมายในเรื่องของการบริการสาธารณสุขในด้านนี้นะครับ

ส่วนต่อไปที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของชนชาวไทยมี ๑ ประเด็นคือ ประชาชน มีหน้าที่ต้องดูแลระบบสุขภาพส่วนตน ครอบครัว และชุมชน สําหรับในเรื่องหน้าที่ของ ประชาชนก็สอดคล้องกับสิทธิในการที่จะได้รับข้อมูลด้านสุขภาพที่ถูกต้องและทันสมัยจากรัฐ ซึ่งทางรัฐจะต้องสนับสนุนให้ประชาชนได้รับข้อมูล ให้เขาสามารถที่จะเข้าถึง เข้าใจ และนําไปใช้ประโยชน์ของข้อมูลด้านสุขภาพที่เขาได้ใช้ เพื่อที่จะทําหน้าที่ในการดูแลสุขภาพส่วนตน ครอบครัว และสังคม ซึ่งอันนี้ผมคิดว่าจะเป็น ประโยชน์ต่อระบบการสาธารณสุขอย่างมากครับ ก็มีข้อที่โต้แย้งกันว่าการที่จะกําหนดหน้าที่ ในการดูแลสุขภาพของตนลงไปในหน้าที่ของประชาชนชาวไทยเช่นเดียวกับการที่จะต้องทําหน้าที่ เพื่อสังคมและประเทศชาตินั้นในหน้าที่อันนี้อาจจะไปขัดต่อเสรีภาพ ซึ่งผมมีความเห็นว่า การที่จะให้มีเสรีภาพแต่ไปกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่นก็เป็นสิ่งที่ไม่ควร แล้วผม เห็นว่าหน้าที่ที่เราจะกําหนดลงไปนี้ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก ทั้งประโยชน์กับตัวเอง แล้วก็ประโยชน์กับประเทศชาติ ผมอยากจะยกตัวอย่างนะครับ อย่างเช่นว่าการออกกฎหมาย ให้สวมหมวกกันน็อค ถ้าพูดถึงตามสิทธิเสรีภาพแล้วก็บอกว่าไปขัดขวางต่อเสรีภาพ เพราะว่าถ้าจะบาดเจ็บก็บาดเจ็บเรื่องของตัวเองอันนี้ก็ไม่ถูกต้อง เพราะว่าพอบาดเจ็บ ขึ้นมาแล้วรัฐก็จะต้องเสียค่าใช้จ่าย สถานบริการของรัฐก็จะต้องมาดูแลซึ่งเป็นการที่จะไป รบกวนสิทธิและเสรีภาพของคนอื่น ตัวอย่างอีกอันหนึ่งที่ผมอยากจะยกนะครับ ในกรณีที่ ประชาชนถ้าป่วยเป็นโรคติดต่อแล้วก็ไม่ระมัดระวังตน ไม่ควบคุมตน ไม่ควบคุมแล้วก็ป้องกัน ไม่ให้โรคติดต่อร้ายแรงนั้นแพร่กระจายไปยังผู้อื่น อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ไม่สมควรเพราะว่าไป กระทบกับผู้อื่น ก็เป็นเรื่องที่จะต้องมีหน้าที่อันนี้ขึ้นมา ซึ่งอันนี้ก็คงจะเห็นแล้วว่า เป็นประโยชน์จริง ๆ ผมก็อยากจะฝากท่านประธานถึงท่านกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ ช่วยใส่ประเด็นของหน้าที่ของประชาชนที่จะมีหน้าที่ในการดูแลสุขภาพของตนเอง ชุมชน และสังคมนะครับ ยังมีอีก ๔ ประเด็นที่เกี่ยวกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ๔ ประเด็น

ประเด็นแรกก็คือ ยังมีเวลานะครับ ผมจะขออ่านผ่าน ๆ สุขภาพ ของประชาชนต้องเป็นพื้นฐานสําคัญที่รัฐมีหน้าที่เสริมสร้าง พัฒนา ปกป้อง คุ้มครอง และดูแลให้บุคคลสามารถอยู่ในสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะโดยการกําหนด นโยบายเพื่อพัฒนาประเทศในทุกด้าน ต้องมิให้เกิดผลกระทบต่อด้านสุขภาพต่อประชาชน

ประเด็นที่ ๒ รัฐมีหน้าที่สนับสนุนและจัดสรรทรัพยากรสําหรับบริการ สาธารณะให้เพียงพอและยั่งยืน สอดคล้องกับสภาวการณ์ของเศรษฐกิจและสังคม ให้คํานึงถึงมาตรฐาน ความทั่วถึง เป็นธรรม ประสิทธิภาพ และประสิทธิผล

ประเด็นต่อไป รัฐต้องสนับสนุน ส่งเสริม พัฒนา และอนุรักษ์การแพทย์ แผนไทยในระบบบริการสาธารณสุข

ประเด็นสุดท้าย รัฐต้องสนับสนุน ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน และภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการจัดการบริการด้านสาธารณสุขที่ครบถ้วน ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณท่าน พลเอก ชูศิลป์มากนะคะ ต่อไปดิฉันขออนุญาตกลับมาที่ท่านชูชัย ศุภวงศ์ ท่านเข้ามาแล้ว เรียนเชิญค่ะ ภายในเวลา ๑๐ นาทีนะคะ จะใช้น้อยกว่านั้นก็ได้ เพราะตอนนี้เรามีสถิติมาแล้ว เราอภิปรายกันมาประมาณ ๓ ชั่วโมงเศษแล้วยังเหลืออีก มากมายเลยค่ะ

นายชูชัย ศุภวงศ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน กระผม นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ สมาชิกหมายเลข ๐๔๐ ก่อนอื่นต้องขอบคุณทางท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ นะครับ และ กรธ. ที่ให้โอกาสได้มาเสนอความเห็นในวันนี้ ผมอยากจะเรียนว่าผมขออภิปรายเพียง ประเด็นเดียวครับท่านประธาน ประเด็นเดียวแต่อาจจะต้องใช้เวลาคือเรื่องหมวดปฏิรูปที่ บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ผมในฐานะที่เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ไม่ได้รับความเห็นชอบนั้นละครับ ได้ตรวจสอบ ได้พิจารณาโครงสร้างของ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันแล้วไม่ปรากฏว่ามีหมวดปฏิรูปอยู่ จึงเกรงว่าเจตจํานงของ ประชาชนจะไม่ได้รับการสานต่อ หากมีคําตอบว่าจะเขียนไว้ ๑ มาตราในบทเฉพาะกาล และให้ไปออก พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ ถ้าเป็นเช่นนี้ผมก็ยิ่ง แสดงความห่วงความกังวลว่าการปฏิรูปประเทศอาจจะไม่บังเกิดผล ท่านประธานครับ ผมจะเรียบเรียงพัฒนาการของการปฏิรูปในช่วง ๑ ทศวรรษที่ผ่านมา และจะตั้งคําถาม หรือตั้งข้อสังเกต คําถามถ้าไปกระทบความรู้สึกของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญโดยที่ไม่ได้ ตั้งใจก็ขอกราบอภัยด้วยนะครับ เพราะว่าจะมีข้อเสนอโดยที่ไม่ได้มีอคติใด ๆ ทั้งสิ้น ใน ๑ ทศวรรษที่ผ่านมาผมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่ามีการชุมนุมเรียกร้องของกลุ่มต่าง ๆ ในสังคมไทยมากมายอย่างต่อเนื่องนะครับ กลุ่มต่าง ๆ ที่ชุมนุมนั้นมีความคิดเห็น ทางการเมืองต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือต้องการเห็นการปฏิรูปประเทศในด้านต่าง ๆ สิ่งที่ เหมือนกันคือต้องการเห็นการเปลี่ยนใหญ่ของบ้านเมือง ในช่วงปี ๒๕๕๓ ก็มีกลไก ๒ กลไก ชื่อว่าคณะกรรมการปฏิรูปที่มีท่านอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปซึ่งมีท่านอาจารย์หมอประเวศ วะสี เป็นประธาน ก็ได้ ดําเนินการเรื่องปฏิรูปประเทศเรื่อยมา โดยเฉพาะชุดของท่านอาจารย์หมอประเวศ ได้ดําเนินการต่อเนื่องมาถึง ๓ ปี และได้มีมติสมัชชาปฏิรูปประเทศ ๒๑ มติด้วยกันนะครับ ผมเป็นประธานติดตามการดําเนินงานตามมติ ซึ่งก็ต้องย้ํายอมรับว่าในขณะนั้นไม่สามารถ ที่จะทําให้มติต่าง ๆ ขับเคลื่อนได้ ในขณะนั้นเรายังไม่อาจสร้างความรับรู้ต่อสังคมเท่าไรนัก จนเมื่อมีประชาชนออกมาชุมนุมหลายล้านคนเรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศหลายครั้ง อย่างต่อเนื่อง แล้วในที่สุดบ้านเมืองก็เข้าถึงทางตันนะครับ แล้วก็เกิดการยึดอํานาจ โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือที่เรารู้จักกันในนาม คสช. นะครับ แต่ประเด็นที่ ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตนะครับว่า คสช. ยังได้สานต่อเจตจํานงการปฏิรูปประเทศของ ประชาชนไว้ดังที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ กําหนดให้มี สภาปฏิรูปแห่งชาติหรือที่เราเรียกว่า สปช. ทําหน้าที่ปฏิรูปประเทศด้านต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๗ ที่กําหนดไว้ว่า ๑๑ ด้าน และตามกรอบแนวทางตามมาตรา ๓๕ ตลอดจน สปช. สามารถที่จะ ทําการปฏิรูปนอกเหนือจากมาตรา ๒๗ และมาตรา ๓๕ ต่อมาเมื่อ สปช. ได้ดําเนินการก็ได้ตั้ง คณะกรรมาธิการปฏิรูปทั้งหมด ๑๘ ด้านด้วยกัน และคณะกรรมาธิการ ๑๘ ด้านนั้น ได้ทํางานร่วมกับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็ทําใน ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งก็คือจะต้อง สกัดเรื่องปฏิรูปที่มีสาระสําคัญบรรจุในรัฐธรรมนูญ อีกส่วนหนึ่งก็มากําหนดเป็น ๓๗ วาระ การปฏิรูป ดังที่ทาง สปท. จะได้ทําการขับเคลื่อนต่อไป ท่านประธานครับ ในเบื้องต้น ผมอยากจะเรียนว่าสาระสําคัญที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ผมเองได้ทํางานกับคณะกรรมาธิการปฏิรูป ๑๘ ด้าน ๑๘ คณะด้วยกัน เราจึงต้องบัญญัติถึง ๑๕ มาตรา ๑๕ มาตราที่จะบรรจุในรัฐธรรมนูญ แต่ต่อมาเมื่อมีการรับฟังความคิดเห็น มีการ ให้เสนอคําขอแก้ไขรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดท่านอาจารย์บวรศักดิ์ นั่นละครับ ก็มีภาคส่วนต่าง ๆ เสนอความคิดเห็นและทําคําขอแก้ไขออกมา ทั้ง สปช. ทั้ง ครม. ทั้ง คสช. และภาคส่วนต่าง ๆ ที่เราได้เปิดเวทีรับฟัง ประเด็นสําคัญที่ ครม. ได้กังวลมากก็คือหมวดปฏิรูปที่ผมรับผิดชอบนี้ละครับ แต่ว่าเหตุผลที่ ครม. กังวลนั้นส่วนหนึ่ง เกิดจากการเรียกร้อง หรือการร้องเรียนไปที่ ครม. ว่าเกรงว่าจะเกิดปัญหาอย่างน้อย ๒ ประการด้วยกัน

ประการแรก ในหมวดรัฐธรรมนูญเรากําหนดองค์กร กลไกต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น มากมาย และเกรงว่าจะเป็นภาระต่องบประมาณสําหรับรัฐบาลหน้าที่จะมาถึง แล้วก็มี ความเห็นว่าในบางส่วน ในบางมาตราใน ๑๕ มาตรานั้นเราได้กําหนดลงไปว่าเร่งรัดให้ทําเสร็จ ภายใน ๑ ปีบ้าง ๒ ปีบ้าง ซึ่งก็มีความกังวลว่าฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการปฏิรูปในเรื่องนั้น ๆ ก็อาจจะเกิดความไม่พอใจ แล้วก็เกิดสภาวะที่นําไปสู่ความขัดแย้งในสถานการณ์ที่บ้านเมือง ยังไม่สู้ปกตินัก ผมคิดว่าเหตุผลทั้งหมดที่เราได้รับมามีความเป็นจริงอยู่ไม่น้อย ในที่สุด คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนําคําขอแก้ไขของ ครม. และหน่วยงานต่าง ๆ ดังที่ ผมกล่าวแล้วมาพิจารณา ในที่สุดหมวดปฏิรูปจาก ๑๕ มาตรา ก็ลดลงเหลือ ๔ มาตรา แต่ว่า แม้จะเหลือ ๔ มาตรา ในร่างรัฐธรรมนูญเรายังคงเป้าหมาย ทิศทาง สาระการปฏิรูปต่าง ๆ ไว้อย่างครบถ้วนทั้ง ๑๗ ด้าน ผมจะสรุปให้ฟังสั้น ๆ ว่าใน ๔ มาตราทั้ง ๑๗ ด้านการปฏิรูป คือมาตราว่าด้วยการเมือง การปกครอง และกระบวนการยุติธรรม อันนั้นเป็นมาตราหนึ่ง มาตราว่าด้วยการปฏิรูปสังคมและวัฒนธรรม กับมาตราว่าด้วยการปฏิรูปเศรษฐกิจ เศรษฐกิจ นี่ทั้งมหภาค และทั้งรายภาค และมาตราว่าด้วยการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทั้งหมดนั้นได้นําความไปหารือกับท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ เครืองาม ซึ่งท่านเป็นตัวแทนของ ครม. ท่านรับฟัง แล้วก็ไม่ได้ตั้งคําถามเห็นแย้งใด ๆ เหมือนเช่นครั้งแรกที่ผ่านมา ผมก็เข้าใจนะครับ รวมทั้งเข้าใจว่าท่านอาจารย์บวรศักดิ์ ท่านก็เห็นชอบ เพราะเราได้อธิบายความว่าได้แก้ปัญหาข้อกังวลใจต่าง ๆ ดังที่ผมกราบเรียน ไว้แล้วนะครับ ดังนั้นต่อมาคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจึงถือเอา ๔ มาตราหลักนี้ ดําเนินการต่อไป แต่ว่าเวลาไปรับฟังความเห็นของประชาชนในเวทีต่าง ๆ นั้นมักจะถาม ให้เราสรุปว่ามีความมั่นใจที่การบรรจุไว้ หรือบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญสามารถเดินหน้า การปฏิรูปประเทศได้อย่างจริง คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจึงได้เขียนบันทึก เจตนารมณ์ขยายความใน ๔ มาตราในการปฏิรูป ๑๗ ด้านอย่างชัดเจน และเดี๋ยวผมจะเรียน ตอนหลังว่าบันทึกเจตนารมณ์มีความหมายอย่างไร และเป็นครั้งแรกที่บันทึกเจตนารมณ์ มีความหมายว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับขยาย อันนี้เป็นภาษาที่ผมคิดเอาเองนะครับ นอกเหนือจาก ๔ มาตราในรัฐธรรมนูญแล้ว และบันทึกเจตนารมณ์ขยายความเป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับขยายความแล้ว ท่านอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และผมในฐานะรองประธาน คณะกรรมาธิการที่รับผิดชอบเรื่องนี้ ได้ขอหารือในที่ประชุมวิป (Whip) ของ สปช. ที่ประกอบด้วยประธานคณะกรรมาธิการทั้ง ๑๘ คณะ และได้ข้อสรุปร่วมกันว่าเราจะจัดตั้ง กลไกมาศึกษาเตรียมการจัดทําร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ เพื่อความมั่นใจว่าจะเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นจริงในประเทศ เพื่อความมั่นใจว่าเจตจํานง ของประชาชนได้รับการขานรับ ในที่สุดเราก็ร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูปประเทศจนเสร็จสิ้น และนําเสนอ สปช. เพื่อรับทราบ ผมเป็นประธานในชุดนี้นะครับ เมื่อเช้าท่าน พลเอก จิระ ได้อ้างถึงบางส่วนในเรื่องของการปฏิรูปกีฬา สรุปรวมความว่าสิ่งที่ สปช. และกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้ทํางานร่วมกัน ทั้งบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ๔ มาตราที่สําคัญ แล้วก็บันทึก เจตนารมณ์ รวมทั้งเอกสารเตรียมการจัดทําร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ ท่านประธานครับ มีคําถามว่าจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะเกิดการปฏิรูปประเทศได้จริง ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ มีคําตอบอย่างนี้ครับ ในมาตรา ๒๕๗ รัฐธรรมนูญได้เขียนไว้ว่า บทบัญญัติในภาคนี้ก่อให้เกิดความรับผิดชอบแก่รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หน่วยงานของรัฐ ทุกหน่วยงาน และประชาชน ที่ต้องจัดให้มีการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง ตามหลักการที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการนั้น ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการนั้นก็คืออย่างน้อยก็ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการปฏิรูปประเทศนะครับ แล้วก็ให้ดําเนินการตามยุทธศาสตร์การปฏิรูปประเทศ ตามคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูป ตลอดจนข้อเสนอของ สปช. นะครับ อันนี้ผมคง ไม่ขออ่านหมด ดังนั้นเมื่อกําหนดให้มีความรับผิดชอบ เมื่อให้มีความรับผิดชอบก็ก่อให้เกิด หน้าที่ หากละเลยหรือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ก็สามารถที่จะดําเนินการตามกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมได้ เขียนลงไปถึงขนาดนั้นนะครับ แล้วก็ ครม. รวมทั้งหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องก็ต้องรับผิดชอบ นอกจากนี้ท่านประธานครับ อย่างที่ผมได้กล่าวถึงว่า บันทึกเจตนารมณ์ขยายความจนชัดเจน ถ้าไม่ทําตามบันทึกเจตนารมณ์จะเกิดอะไรขึ้น ก็ได้มี บทบัญญัติในมาตรา ๒๗๖ วรรคสอง ดังนี้ ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจัดส่ง เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญไปพร้อมร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และร่างพระราชบัญญัติตามวรรคหนึ่งด้วย และให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา และศาล ใช้เจตนารมณ์ดังกล่าวในการจัดทํา และในการวินิจฉัยเกี่ยวกับ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและร่างพระราชบัญญัตินั้น ในการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและร่างพระราชบัญญัติตามวรรคหนึ่ง ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญและร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญนั้น ประกอบด้วยบุคคลที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญกําหนดไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งร่วมเป็น กรรมาธิการด้วย อันนี้เพื่อคงไว้ซึ่งเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ อันนี้แสดงให้เห็นว่าบทบัญญัติ ที่บัญญัติไว้แล้วว่าด้วยบันทึกเจตนารมณ์นั้นต้องดําเนินการตามบันทึกเจตนารมณ์ครับ ท่านประธาน

ในท้ายที่สุดผมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่าผมขอส่งผ่านเจตจํานง ของประชาชนที่ผมเรียบเรียงตามลําดับไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เพราะในที่สุดแล้วก็เชื่อว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะต้องนําไปสู่การลงประชามติต่อไป และขอขอบคุณท่านอาจารย์มีชัยและ กรธ. ที่ให้โอกาสผมและ สปท. ได้แสดงข้อคิดเห็น ต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนะครับ และหวังว่าคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ประสบความสําเร็จและโชคดี ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ต่อไปดิฉันเรียนเชิญท่านศานิตย์ นาคสุขศรี นะคะ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว อดีตสมาชิก สปช. เชิญค่ะ

นายศานิตย์ นาคสุขศรี 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพและท่านสมาชิกที่เคารพรักทุกท่าน กระผม นายศานิตย์ นาคสุขศรี สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๕๑ ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณ ท่านประธานเป็นอย่างสูงที่ให้โอกาสผมได้เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับหลักการที่ควรจะนํา เข้าไปสู่รัฐธรรมนูญที่กําลังร่างอยู่ขณะนี้นะครับ และสิ่งที่สําคัญท่านจะเห็นว่า ตลอดระยะเวลาที่เราติดตามข่าวสาร ไม่ว่าจะการร่างรัฐธรรมนูญที่ตกผลึกแล้วหรือยัง ไม่ตกผลึก รวมทั้งการที่นักวิชาการ ทั้งนักการเมือง แล้วก็ภาคต่าง ๆ ได้แสดงความคิดเห็น ส่วนใหญ่ก็จะเสนอความเห็นเกี่ยวกับเรื่องของการเมืองและการเลือกตั้งเป็นหลักนะครับ แต่อย่างไรก็ตามผมคิดว่าร่างรัฐธรรมนูญที่เราจะเสนอนี้มีส่วนประกอบกันหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นหลักพื้นฐานต่าง ๆ ทั่วไป หรือหลักเฉพาะด้าน และสิ่งที่สําคัญที่จะต้องคํานึงถึง เป็นอย่างยิ่งก็คือตามมาตรา ๒๗ ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ซึ่งเป็นสาระหลักสําคัญที่หลายท่านบอกว่าเป็นเรื่องของการขับเคลื่อนการปฏิรูป แต่จริง ๆ แล้ว มีหลายสิ่งที่มีความลึกซึ้งที่สามารถจะบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญได้เป็นอย่างดี ผมจึงขอเสนอแนวทางในการที่จะบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้รวม ๔ เรื่อง ซึ่งถือว่าเป็นสาระสําคัญที่เราจะเพิกเฉยไปไม่ได้นะครับ

ข้อที่ ๑ ในหลักของบททั่วไปในรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาในเรื่องของ การขับเคลื่อนประเทศหรือหลักในการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการคือศาล แม้แต่องค์กรตามรัฐธรรมนูญหรือหน่วยงานของรัฐทั่วไปใช้หลักนิติธรรม อย่างเดียวในการขับเคลื่อนประเทศมาตลอด ผมมีความเห็นว่า ณ ปัจจุบันหลักการ ขับเคลื่อนประเทศหรือหน้าที่ของส่วนต่าง ๆ ของทุกฝ่าย หลักนิติธรรมอย่างเดียวไม่สามารถ ที่จะใช้ในการขับเคลื่อนประเทศไปได้ เพราะปัญหาความซับซ้อนของสังคม ปัญหา สิ่งแวดล้อมอะไรมากมาย เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะต้องเพิ่มเติมขึ้นมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักที่ ผมเห็นว่าทรงคุณค่ามากที่สุดก็คือหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันนี้เป็นหลักที่จะเป็นศูนย์รวมจิตใจเป็นที่ยึดเหนี่ยวนะครับ ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไขต่าง ๆ ซึ่งสากลเขายอมรับ แต่คนไทยยังไม่เข้าใจจิตใจหรือยังเข้าไปไม่ถึงของหลักเศรษฐกิจพอเพียง เพราะฉะนั้นถ้าทุกองคาพยพของประเทศเรา หน่วยราชการทั้ง ๓ สถาบัน ๓ องค์กรต่าง ๆ รวมทั้งภาครัฐ รวมทั้งภาคประชาชน เอาหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการขับเคลื่อน ประเทศ ผมคิดว่าประเทศเราจะขับเคลื่อนไปได้อย่างมีคุณค่าแล้วสามารถยืนได้อย่างทรนง ก้าวเข้าสู่ประเทศที่มีอํานาจในการต่อสู้หรือต่อกรกับประเทศต่าง ๆ ในองค์กรโลกได้เป็น อย่างดีนะครับ เพราะฉะนั้นคิดว่าสิ่งที่เราจะต้องยึดเหนี่ยวมาตั้งแต่อดีต แต่ว่าหลักนิติธรรม เพียงประการเดียวคงไม่พอ เพราะฉะนั้นก็คิดว่าต่อไปนี้เราคงจะต้องยึดหลักเศรษฐกิจ พอเพียงขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเข้ามาอยู่ในบททั่วไปของรัฐธรรมนูญ ซึ่งคงไม่ต้องไปบัญญัติไว้ในหลาย ๆ ที่ อันนี้ถือเป็นแม่บทเลยนะครับ

เรื่องที่ ๒ ผมเห็นว่าที่ผ่านมาประเทศไทยเรา เราขาดยุทธศาสตร์ชาติที่สําคัญ ประเทศที่เขาเจริญแล้วหรือประเทศเพื่อนบ้านเราไม่ว่าจะเป็นอาเซียน (SAEAN) เขากําหนด ยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งถือว่ายุทธศาสตร์ชาตินี้เป็นเป้าหมายสําคัญที่ชัดเจนในการที่ประเทศเรา จะก้าวหน้าไปในทิศทางใด ที่ผ่านมาเราก็มียุทธศาสตร์ แต่เป็นยุทธศาสตร์เฉพาะส่วน อย่างเช่น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก็เป็นแผนระยะปานกลางส่วนหนึ่ง แล้วก็ เป็นเรื่องเฉพาะเศรษฐกิจและสังคม สภาความมั่นคงก็มีแผนเรื่องความมั่นคง หรือแม้แต่ แผนชาติของกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ แต่การบูรณาการแผนทุกแผนเข้ามาเป็นแผนชาติ มันไม่มี มีการศึกษาอยู่ใน วปอ. ก็เป็นการศึกษาเฉพาะกลุ่มนะครับ มีการนําเสนอ นายกรัฐมนตรีทุกปีของนักศึกษา วปอ. แต่ไม่ได้นํามาสู่การปฏิบัติ เพราะฉะนั้นประเทศไทยเรา ก็ขาดทิศทางที่แน่นอนในระยะยาวอย่าง ๒๐ ปีอะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นแผนชาติเรา ก็ไม่มีระยะยาว แผนที่ออกมาก็จะเป็นเฉพาะแผนของรัฐบาล เป็นแผนเฉพาะกลุ่ม หรือพรรคการเมืองเท่านั้นเพราะฉะนั้นเมื่อพรรคการเมืองเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนแผนชาติ แผนชาติก็จะไม่มี ก็จะเปลี่ยนไปด้วยตามนโยบายของพรรคการเมือง เพราะฉะนั้น ทิศทางของประเทศไทยเราจึงไม่แน่นอนนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราต้องคิดถึง ผลประโยชน์ของชาติ ผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสิ่งสําคัญ เพราะฉะนั้นถ้าเรากําหนด ยุทธศาสตร์ไว้ในรัฐธรรมนูญก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง จะทําให้ประเทศเรามีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี ๒๕๗๕ จะ ๑๐๐ ปีประชาธิปไตย สภาพัฒน์บอกว่า จะฉลอง ๑๐๐ ปีประชาธิปไตยให้ประเทศเรามียุทธศาสตร์ที่ประเทศเราจะเป็น ประเทศพัฒนา แต่ว่าถ้าเราไม่มียุทธศาสตร์ชาติ ผมว่าเราก้าวไปไม่ถึง รัฐบาลโดย ครม. ท่าน พลเอก ประยุทธ์ ได้แต่งตั้งคณะทํางานยุทธศาสตร์ชาติขึ้นมาคณะหนึ่ง ซึ่งกําลังขับเคลื่อนอยู่ แต่ก็เป็นมติ ครม. เพราะฉะนั้นสิ่งที่สําคัญที่จะให้ยุทธศาสตร์ชาติ จะบรรลุต่อไปต้องอยู่ในรัฐธรรมนูญ ขอฝากไว้ด้วยว่ายุทธศาสตร์ชาติเป็นยุทธศาสตร์สําคัญ ที่จะเป็นเข็มทิศและเป้าหมายในการบริหารประเทศที่ชัดเจนต่อไปนะครับ

ในเรื่องที่ ๓ ผมอยากจะเรียนว่าในเรื่องของการจัดบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อสักครู่ท่าน ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านธวัชชัย เทอดเผ่าไทย ได้กล่าวถึงการบริหารราชการ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่นไปแล้ว ผมอยากจะให้มีการกําหนดไว้ชัดเจนในเรื่องของ การบริหารราชการ ในรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาจะมีกําหนดไว้ในหมวดว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน แต่ในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่แล้วที่ผ่านไปไม่มี ผมก็ไม่ทราบว่าเป็นสาเหตุเพราะอะไร จริง ๆ แล้วหลักบริหาร ราชการแผ่นดินของเราที่ยึดถือมาหลังจากรัชกาลที่ ๕ ได้ปฏิรูปแล้วก็คือบริหารราชการ ประกอบด้วยราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น ในหลักคิดนั้นเราคิดว่า ณ สถานการณ์ปัจจุบันนี้ยังมีความจําเป็นที่เราจะต้องคงระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่นไว้อยู่ เพียงแต่ว่าเราจะต้องลดบทบาทของส่วนกลางไปเสริมสร้าง ความเข้มแข็งให้ภูมิภาคก็คือจังหวัด แล้วก็ไปกระจายอํานาจให้องค์กรปกครองท้องถิ่นอันนี้ แต่เมื่อสักครู่ท่านอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดคือท่านธวัชชัยอาจจะพูด ผมขอเพิ่มเติมไปนิดหนึ่ง เรามีสถาบันอีกสถาบันหนึ่งซึ่งอยู่คู่กับประเทศไทยมาและเป็นมรดกทางการปกครอง ที่ล้นเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานคือสถาบันกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งมีบุคลากรถึง ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน หลาย ๆ คนคงมาจากต่างจังหวัด ถ้าเรา คิดอะไรไม่ออกเราก็คิดถึงกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน เรามีปัญหาอะไรในอดีตเราจะคิดถึงกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน แต่เดี๋ยวนี้สถาบันนี้จะถูกเลือนหายไป กระแสการกระจายอํานาจสู่ท้องถิ่น จากตะวันตกเข้ามาทําให้เราลืมมรดกทางการปกครองของประเทศไทยเราแล้ว ผมว่าอันนี้ เป็นสิ่งที่สําคัญ เพราะว่าที่ผ่านมาเขาสามารถสร้างความเป็นปึกแผ่นร่มเย็นเป็นสุขให้กับ แผ่นดินไทยมาตลอด ถ้าเรามีท้องถิ่นทําไมเราจะไม่มีท้องที่กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน มันน่าจะ อยู่ด้วยกันได้เพียงแต่เราแบ่งบทบาทหน้าที่กันให้ชัดเจน เพราะฉะนั้นผมคิดว่า สถาบันปกครองท้องที่หรือกํานัน ผู้ใหญ่บ้านน่าจะมีที่ยืนอยู่ในรัฐธรรมนูญ หรือในระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน หรือถ้าหนักหนาสากรรจ์ก็อาจจะเกาะเกี่ยวอยู่ใน ภูมิภาคก็เป็นไปได้ เพราะฉะนั้นถ้าเราได้ให้ความสําคัญ การบริหารราชการแผ่นดิน ประกอบด้วยส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น ส่วนท้องที่ อาจจะรวมไปถึงภาคประชาชน ความเป็นปึกแผ่น ความสามัคคี ความแตกแยกในหมู่บ้านชนบท ในตําบล ในพื้นที่ต่าง ๆ ก็จะไม่มี ผมคิดว่าอันนี้ก็จะเป็นสิ่งสําคัญที่ถือว่าเราคงจะต้องกําหนดบทบาทความสัมพันธ์ ให้ชัดเจนระหว่างราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น และส่วนท้องที่ เพื่อเกิดความสามัคคี ความเป็นปึกแผ่นของแผ่นดินไทยต่อไปนะครับ

เรื่องที่ ๔ เป็นเรื่องสุดท้ายที่ผมจะกราบเรียนก็คือว่า ที่ผ่านมาปรัชญา ในเรื่องของการกีฬาเราใช้ปรัชญาการกีฬาเป็นการแข่งขันเพื่อชนะ เพราะฉะนั้นจะเห็นว่า เมื่อมีการแข่งขันในประเทศเราที่ผ่านมาถ้ากีฬาแพ้คนไม่แพ้ กีฬาแพ้กองเชียร์ไม่แพ้ จะเห็นว่าทีมฟุตบอลต่าง ๆ ในอดีตที่ผ่านมาจะมีการทะเลาะเบาะแว้งตีกันอะไรต่าง ๆ ตลอดเวลา สิ่งนี้เป็นสิ่งสําคัญว่าถ้าเราปลูกฝังใหม่ เมื่อภาคเช้าท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ก็ได้ อภิปรายว่ากีฬาไม่เคยอยู่ในรัฐธรรมนูญมาเลย ๘๐ กว่าปี ดังนั้นถ้าเราเปลี่ยนคอนเซปต์ (Concept) การกีฬาไม่ใช่การแข่งขัน การกีฬาเป็นการสร้างพลเมืองคุณภาพให้มีความพร้อม ทั้งร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา ถ้าอย่างนี้ผมว่าประเทศชาติเราจะสามารถก้าวเดินไปได้ อย่างเข้มแข็ง เราจะต้องให้กีฬาสามารถที่จะเป็นเครื่องที่จะทําให้ทุกคนมีน้ําใจเป็นนักกีฬา รู้จักแพ้ รู้จักชนะ และรู้จักอภัย ท่านเห็นไหมว่าพอเราส่งเสริมกีฬาให้เป็นการแข่งขัน มันส่งผลถึงบทบาททางการเมืองหรือการเลือกตั้งท้องถิ่น จะเห็นว่าเมื่อมีการแข่งขัน ถ้าฝ่ายแพ้ก็จะกลายเป็นฝ่ายแค้นจะค้านกัน ๔ ปีเต็ม เลือกตั้งใหม่ค่อยจะมาว่ากันใหม่ แต่ถ้าเราปลูกฝังใหม่ให้คนรุ่นใหม่ได้มีความพร้อมทั้งร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา ไม่ว่า เราจะพัฒนาด้านไหนประเทศไทยเราก็จะก้าวไปได้อย่างมีความมั่นคงนะครับ อันนี้ก็ฝากไว้ ด้วยว่าหลักของกีฬานั้นเป็นสิ่งสําคัญอย่างยิ่ง ถ้าเราสามารถบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญได้ว่า กีฬาเป็นส่วนหนึ่งที่เราจะต้องพัฒนาคุณภาพพลเมืองให้มีความพร้อมทั้งร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา จริง ๆ แล้วเราอยากจะบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญด้วยซ้ําไปว่าคนไทย ๑ คน เกิดมาต้องมีกีฬาประจําตัว ๑ อย่างตั้งแต่เกิดจนตาย แต่ว่ามันสามารถจะพัฒนาเป็นกีฬาอาชีพ ได้ต่อไปในอนาคตที่มีความพร้อมได้ เพราะฉะนั้นทั้ง ๔ ข้อที่ผมกราบเรียนมาหวังว่า คงได้เป็นสาระสําคัญที่จะบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับต่อไปครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ต่อไปดิฉันมีรายชื่อทั้งหมดในมือนี้อีก ๑๑ รายชื่อ ถ้าใช้เวลาท่านละ ๑๐ นาที ก็ประมาณอีก ๑๑๐ นาทีนะคะ ดิฉันจะอ่าน ๓ รายชื่อถัดไปก่อนนะคะ คือ ท่านธวัชชัย ฟักอังกูร ท่านกษิต ภิรมย์ ท่านวิวัฒน์ ศัลยกําธร เรียนเชิญท่านธวัชชัย ฟักอังกูร ท่านเป็นอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนะคะ เชิญค่ะ

นายธวัชชัย ฟักอังกูร 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายธวัชชัย ฟักอังกูร สปท. หมายเลข ๐๗๒ ผมขออภิปรายแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ การยกร่างรัฐธรรมนูญนะครับ จริง ๆ แล้วพวกผู้ว่าราชการจังหวัดก็มักจะเห็นอะไร คล้าย ๆ กันนะครับ ๒ ท่านที่พูดไปอภิปรายไปเกี่ยวกับเรื่องของการให้คงอยู่ของราชการ ส่วนภูมิภาคผมเองก็เตรียมเรื่องนี้ไว้ ก็จะไม่พูดซ้ํามาก เพียงแต่อยากจะเน้นนะครับว่า เหตุที่เกิดกระแสเรื่องนี้ขึ้นมาว่าจะยุบภูมิภาคบ้างอะไรทํานองนี้ ก็สืบเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญ ก่อนหน้านี้ได้มีการเขียนเอาไว้อย่างชัดเจนนะครับ ในแนวนโยบายแห่งรัฐที่ว่าด้วย การบริหารราชการแผ่นดิน แต่บังเอิญการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ตกไปเมื่อไว ๆ นี้ไม่มีราชการ ส่วนภูมิภาค ก็เลยเกิดกระแสว่าจะมีการยุบบ้างอะไรทํานองนี้ จนกระทั่งท่านนายกรัฐมนตรี ท่านได้มาพูดกับแม่น้ํา ๕ สายที่ห้องนี้ ท่านก็พูดชัดเจนบอกว่าราชการส่วนภูมิภาคไม่ยุบ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าในประเด็นแรกจําเป็นจะต้องกลับไปเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญให้ชัดเจนนะครับ เอาง่าย ๆ ในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ มาตรา ๗๘ ผมเสนอให้เขียนอย่างนี้เลยนะครับ สั้น ๆ กําหนดแนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน โดยจัดระบบการบริหารราชการ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ให้มีขอบเขต อํานาจหน้าที่ ความรับผิดชอบที่ชัดเจน เหมาะสม กับการพัฒนาประเทศ และสนับสนุนให้จังหวัดมีแผนและงบประมาณเพื่อพัฒนาจังหวัด เพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่ อันนี้ชัดเจน แล้วก็เป็นข้อความเดิมที่เคยมีในรัฐธรรมนูญ ที่เราพูดกันอยู่ทุกวันนี้เกี่ยวกับเรื่องของการปฏิรูป ๑๑ ด้าน ๑๒ ด้าน พูดเสร็จก็จะต้องทํา ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม กลไกของรัฐคือส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค จะเป็นผู้นําเอาแนวทางที่เรา กําลังจะปฏิรูปครับ ไปปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม นี่คือคําตอบสั้น ๆ ง่าย ๆ ว่าทําไมวันนี้ เรายังต้องมีกลไกของราชการบริหารส่วนภูมิภาค

ประเด็นต่อไปที่ผมอยากจะขอเสนอก็คือเรื่องการปกครองท้องถิ่น การปกครองท้องถิ่นในรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่าน ๆ มาก็จะมีประมาณ ๑๑ มาตรา ๑๒ มาตรา ๑๓ มาตรา ก็เห็นด้วยกับสาระที่เคยกําหนดเอาไว้เดิม แต่สิ่งที่อยากจะให้มีการกําหนด เพิ่มเติมในรัฐธรรมนูญฉบับที่กําลังจะร่างก็คือบนพื้นฐานของความคิดว่าเรามีองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นในปัจจุบัน เราก็หวังครับ หวังว่าจะให้องค์ปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นองค์กร ของประชาชน โดยประชาชน แล้วก็เพื่อประชาชน ปัจจุบันก็ถือว่าเป็นอยู่บ้างนะครับ แต่ก็ถือว่ายังไม่เต็มที่ เพราะเหตุที่บางครั้งกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ก็ทําเฉพาะในเรื่องของการเลือกตั้งนายก เลือกตั้งผู้บริหารสภาท้องถิ่น หลังจากนั้นอีก ๔ ปี ก็ค่อยมาว่ากันใหม่ ในระหว่าง ๔ ปีนี้ก็พูดกันว่าเมื่อเลือกเขาเข้ามาแล้วก็ควรจะต้องปล่อย ให้เขาทํางานไป ถ้าดีก็เลือกต่อ ถ้าไม่ดีก็เลือกคนใหม่

- ๖๒/๑   แต่สิ่งที่คิดว่าควรจะต้องปฏิรูปวันนี้ก็คือเราควรจะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้เปิดประตูบ้าน แล้วก็ให้ภาคประชาชนที่มีศักยภาพในหลาย ๆ ด้านที่อยู่ในตําบลนั้น ในเขตเทศบาลนั้นได้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารงานของท้องถิ่น หน่วยงานของรัฐ ในปัจจุบันนี้เรียนท่านประธานว่าเรามีการจัดองค์กรที่เรียกว่าองค์กรภายในของหน่วยงาน ที่ค่อนข้างทันสมัย บริหารงานในรูปของคณะกรรมการ ไม่ว่าจะเป็นรัฐวิสาหกิจที่มี คณะกรรมการบริหาร ไม่ว่าจะเป็นองค์กรต่าง ๆ ที่มีคณะกรรมการซึ่งมาจากหน่วยงานภายนอก มาเป็นองค์กรการบริหาร ถ้าเราปรับโครงสร้างการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เปิดโอกาสให้ประชาชนที่มีความรู้ความสามารถด้านต่าง ๆ ที่อยู่ในเขตนั้นเข้ามาทําหน้าที่ เป็นคณะกรรมการด้านต่าง ๆ ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอํานาจหน้าที่อาจจะเรียกได้ว่า ครอบคลุมคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งหมด ให้เขาเข้ามาดูอนุมัติแผนการดําเนินงาน ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้เขาเข้ามาดูให้ความเห็นชอบในงบประมาณโครงการต่าง ๆ ที่จะเสนอเข้าสู่สภาท้องถิ่น ที่จะเสนอเข้าสู่ความเห็นชอบของผู้บริหารท้องถิ่น ถ้าทําอย่างนี้ได้ และหลายแห่งทําแล้วนะครับ แต่บังเอิญทําได้ไม่เต็มที่เพราะกฎหมายไม่ได้เปิดโอกาส แต่ถ้าเราไปเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญเพียงแค่ประโยคเดียวว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาจ ใช้คําว่า อาจ นะครับ ปรับโครงสร้างการบริหารงานของตนเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นได้ตามที่กฎหมายบัญญัติ เพียงแค่นี้ก็จะทําให้ประชาชนได้มีโอกาสเข้ามา แล้วก็จะทําให้การบริหารงานขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนมากขึ้น ผมขอเสนอความคิดเห็น แต่เพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณท่านผู้ว่าราชการธวัชชัยค่ะ ต่อไปกราบเรียนเชิญท่านกษิต ภิรมย์ ท่านเป็น เอกอัครราชทูต ท่านเป็นรัฐมนตรี และเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ กราบเรียนเชิญค่ะ

นายกษิต ภิรมย์ 🔗

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. อันดับที่ ๗ ท่านประธานครับ ในการที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นเราคงมีความจําเป็นที่จะต้องทบทวน ความล้มเหลวของรัฐธรรมนูญในอดีต แล้วก็ความล้มเหลวของระบอบการเมือง ประชาธิปไตย ของไทยว่ามีประเด็นปัญหาที่ทําให้ล้มเหลว หรือว่าไปอย่างทุลักทุเลจนมีการประท้วง มีการยึดอํานาจโดยฝ่ายทหารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วยเหตุผลอันใด ผมก็อยากจะขอใช้เวลา อันสั้นนี้ทบทวนว่าประเด็นปัญหาทั้งหมดอยู่ที่ไหนบ้าง เพื่อเราจะได้แก้ปัญหา หรือว่า ใช้ยาให้ถูกกับอาการป่วย

อันแรก ก็คือตัวพรรคการเมืองที่จะเป็นกลไกสําคัญของการบริหาร หรือการใช้อํานาจรัฐ ก็จะเห็นได้ว่าพรรคการเมืองส่วนใหญ่เป็นพรรคเฉพาะกิจ เป็นพรรค ของครอบครัว เพราะฉะนั้นในกฎหมายรัฐธรรมนูญ แล้วก็อาจจะมีกฎหมายลูกว่าด้วย พรรคการเมือง ต้องระบุให้ชัดว่าพรรคการเมืองนั้นจะต้องมีจุดยืน อุดมการณ์ให้ประชาชน ได้รับทราบ จะต้องมีจํานวนสมาชิกที่เชื่อถือได้ จะกี่หมื่นกี่พันคนก็ต้องระบุให้แน่ชัด แล้วก็ ต้องมีนโยบายที่จะประกาศเป็นเจตนารมณ์แล้วก็ผูกมัดตนเองในการเข้าร่วมรัฐบาล หรือจะเป็นฝ่ายค้านก็ตาม และที่ไปที่มาของเงินทองต้องให้ชัดว่าไปอย่างไร มาอย่างไร แล้วใช้อะไรบ้าง แล้วก็สามารถที่จะให้ประชาชนทุกคนเข้าไปตรวจสอบได้ นั่นก็เป็นประเด็นที่ ๑ ให้เกี่ยวกับพรรคการเมือง

ประเด็นที่ ๒ ความเป็นไปในรัฐสภาหรือโดยเฉพาะในสภาผู้แทนราษฎร ที่ผ่านมาก็มีลักษณะของเสียงข้างมากเป็นเผด็จการรัฐสภาเสียงข้างมากเป็นใหญ่ ซึ่งมันขัดกับหลักประชาธิปไตยของการอยู่ร่วมกัน ระหว่างเสียงข้างมากมีสิทธิในการบริหารประเทศ แต่ว่าเสียงข้างน้อยมีสิทธิในการที่จะยับยั้งทักท้วง และทั้งเสียงข้างมากแล้วก็เสียงข้างน้อย มันต้องอยู่กันได้ในรัฐสภาแล้วก็ในการบริหารราชการ และในการนี้ก็ต้องมีกติกาที่จะพูด ให้แน่ชัดว่าจะใช้เสียงข้างมากยุติการประชุม ใช้เสียงข้างมากลงคะแนน แล้วก็ใช้เสียงข้างมาก กู้เงินมากมายมหาศาลต่าง ๆ เหล่านี้เป็นไปไม่ได้ เพราะละเมิดกฎเกณฑ์อื่น ๆ แล้วก็ กฎเกณฑ์ของการตรวจสอบการมีวินัยทางการคลังต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น อีกทั้งเสียงข้างมาก ก็จะได้รับการถ่วงดุลคานอํานาจมิใช่โดยเสียงข้างมากในสภาเท่านั้น แต่ก็โดยองค์กรอิสระ จะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ป.ป.ช. ปปง. ต่าง ๆ เหล่านี้ก็ต้องมีการระบุให้แน่ชัดว่า เสียงข้างมากมิใช่เป็นเผด็จการที่จะทําอะไรได้ตามอําเภอใจนะครับ

ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง ก็คือว่าด้วยองค์ความรู้ของประชาชนโดยทั่วไป ก็อาจจะ ถูกมอมเมาด้วยนโยบายประชานิยม ถูกบิดเบือน ในขณะเดียวกันผู้ที่อาสาเข้ามารับใช้ บ้านเมือง จะเป็นนักการเมืองก็ดี ที่จะมาอยู่ในตําแหน่งขององค์กรอิสระต่าง ๆ เหล่านี้ก็ดี ประเด็นปัญหาที่มีอยู่ก็คือองค์ความรู้ว่าด้วยเรื่องประชาธิปไตยค่อนข้างจะจํากัด ในองค์กรอิสระส่วนใหญ่ก็จะเป็นนักกฎหมาย เป็นอดีตข้าราชการ อดีตนายทหารต่าง ๆ เหล่านี้ ก็ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาอยู่ในองค์กรต่าง ๆ ที่มีอํานาจหน้าที่ในการที่จะถ่วงดุล ฝ่ายการเมือง ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายรัฐสภา แต่ปรากฏว่าองค์ความรู้พื้นฐานทางด้านประชาธิปไตย ว่าด้วยสิทธิหน้าที่และบทบาทของตนเองไม่มี เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะขอเสนอให้ ในรัฐธรรมนูญนี้มีการระบุอย่างแน่ชัดว่าจะต้องมีการให้การศึกษาว่าด้วยหน้าที่พลเมือง แล้วก็เรื่องเกี่ยวกับการเมือง หรือขอใช้คําภาษาอังกฤษเรียกว่าซีวิก แอนด์ โพลิติคัล เอดูเคชัน (Civic and political education) นอกจากนั้นแล้วผู้ที่จะอาสาเข้ามาดํารงตําแหน่งในการเมืองต่าง ๆ ทุกอย่างจะเป็นในสภา หรือว่าจะเป็นในคณะรัฐบาล แล้วก็องค์กรอิสระทั้งหลายจะต้องผ่าน การฝึกอบรมสัก ๓ เดือน ๖ เดือน แล้วเราก็มีสถาบันพระปกเกล้า ก็น่าจะหันกลับมาทํางาน ในสิ่งที่ควรจะทํา คือให้ความรู้แล้วก็ฝึกอบรมเพื่อให้บุคลากรเหล่านี้จะไปอยู่ใน กกต. จะอยู่ไปใน ป.ป.ช. หรือจะไปที่ศาลปกครองต่าง ๆ เหล่านี้ซึ่งเป็นองค์กรตรวจสอบทั้งนั้น จะต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นองค์ประมุข แล้วต้องมีจิตใจหรือใช้คําภาษาอังกฤษว่ามีไมนด์เซต (Mindset) ที่จะเป็น นักประชาธิปไตยเพื่อที่จะไปทําหน้าที่บทบาทในองค์กรประชาธิปไตยได้

ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง ก็คือประเด็นปัญหาของการแทรกแซงโดยอํานาจรัฐ หรือเสียงข้างมากในรัฐสภาและรัฐบาลในองค์กรอิสระต่าง ๆ ในระบบราชการ โดยเฉพาะในสื่อ แล้วก็ในกระบวนการยุติธรรม อันนี้ต้องมีการวางกติกาให้แน่ชัดในรัฐธรรมนูญนี้เพื่อป้องกัน มิให้ฝ่ายบริหารเข้าไปแทรกแซงได้ แล้วบทลงโทษก็จะต้องเป็นสําคัญนะครับ

ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง ก็คือว่าที่เราได้พูดกันมาก อํานาจกระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพฯ ก็ต้องมาถามก่อนว่าเรามี ๒๐ กระทรวงนั้นอาจจะแบ่งออกมาเป็น ๒ ส่วน กระทรวงที่มี การปฏิบัติการ เช่น กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม กระทรวงยุติธรรม กระทรวงการคลัง เหล่านี้มักจะเป็นหน่วยงานที่มีการปฏิบัติการ แต่อีก ๑๐ กว่ากระทรวงนั้นน่าจะเป็น หน่วยงานวางแผนผู้ที่กํากับกติกาแล้วก็ให้มีความสมดุลหรือยุติธรรมระหว่างผู้บริโภคกับผู้ผลิต ระหว่างผู้ที่ใช้อํานาจกับผู้ที่รองรับอํานาจต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วก็จะได้โอนงานของการบริหารจัดการ ทั้งหมดไปให้ท้องถิ่น ซึ่งในแง่ของกระผมก็คิดว่าในท้องถิ่นนั้นมี ๓ ระดับด้วยกัน คือระดับจังหวัด ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องมาจากการเลือกตั้งดังที่ได้เกิดขึ้นในประเทศอินโดนีเซีย ในประเทศฟิลิปปินส์ ในประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี ผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการเลือกตั้ง แต่กําหนดหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดให้ชัด ๓-๔ เรื่องด้วยกัน ดูแลถนนหนทาง ความปลอดภัย แล้วก็ดูเรื่องโรงเรียนมัธยมไหม แล้วก็ทอนอํานาจส่วนระดับเทศบาลก็บอกว่า จะมีกี่ระดับตามจํานวนประชากรและหน้าที่ ที่เหลือเมื่อสักครู่นี้ผมก็เห็นด้วยว่าน่าจะรักษา ตําแหน่งหน้าที่ของกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ก็มอบอํานาจไปก็ทอนกันได้ แล้วในขณะเดียวก็จะไล่ข้าราชการจากกระทรวงวางแผนทั้งหมด หรือกระทรวงกํากับดูแล จะเป็นกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เหล่านี้ ก็เชิญกลับมาอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่ถ้าเผื่ออยากจะอยู่ที่ต่างจังหวัดก็ต้องเข้าไปเป็นพนักงาน หรือว่าเจ้าหน้าที่ หรือข้าราชการของท้องถิ่น ซึ่งจะมีตําแหน่งหน้าที่ มียศถาบรรดาศักดิ์ ก็เหมือนข้าราชการส่วนกลาง ต่าง ๆ เหล่านี้ก็อยู่ในวิสัยที่จะทําได้

ส่วนประเด็นสุดท้าย ผมก็อยากจะขอยกตัวอย่างของประเทศเนเธอฺร์แลนด์ ว่ายุทธศาสตร์แห่งชาติ เมื่อสักครู่นี้มีอดีตท่านผู้ว่าราชการจังหวัดได้พูดไว้ เขาก็บอกว่า เรื่องการบริหารจัดการน้ําเป็นยุทธศาสตร์ชาติ และเป็นเรื่องที่การเมืองจะมีสองฝักสองฝ่ายไม่ได้ ภาษาอังกฤษใช้คําว่านอนปาร์ตี้ เซต (Non-party set) คือต้องเป็นเรื่องของชาติของคน ทั้งหมดเลย เพราะฉะนั้นการบริหารจัดการน้ํานี้เขามีองค์กรอิสระ ไม่ขึ้นกับรัฐบาล รัฐบาล จะไปจะมาห้ามเข้าไปแตะต้องคณะกรรมการน้ําแห่งชาติ แล้วการทํางานของเขาก็ตอบสนอง คําตอบคําถามต่อรัฐสภา แล้วเขาก็จะมีการวางงบประมาณล่วงหน้าไว้ ๒๐ ปี ฉันใดฉันนั้น เรื่องที่เราคิดว่าจะเป็นเรื่องที่สําคัญที่สุดของประเทศไทยสมมุติว่ามี ๔ เรื่อง คือเรื่องของ การศึกษาที่เราได้พูดกันมาก การสาธารณสุข เรื่องของพลังงาน แล้วก็เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งสาธารณูปโภค สมมุติว่าเราเอา ๔ เรื่องนี้เป็นเรื่องของยุทธศาสตร์แห่งชาติ แล้วอาจจะมี รายละเอียดอยู่ในแผนพัฒนา ๕ ปีของประเทศด้วย แต่ว่าให้มีการวางแผน มีองค์กรบริหาร จัดการที่ไม่ว่ารัฐบาลใดจะเข้าไปเข้ามาเข้าไปยุ่งเกี่ยวไม่ได้ มีหน้าที่ที่จะให้ความร่วมมือ รัฐสภาที่มีอยู่ก็มีหน้าที่ที่จะรับฟังข้อคิดเห็น ตรวจสอบได้ แล้วก็อนุมัติงบประมาณ แต่ว่า ๔ เรื่องสําคัญดังกล่าวเหมือนกับเรื่องการบริหารจัดการน้ําในประเทศเนเธอร์แลนด์นั้น ฝ่ายการเมืองเข้ามายุ่งไม่ได้เพราะเป็นเรื่องสําคัญของชาติ และไม่มีการเมืองที่จะต้องเข้ามา เกี่ยวข้อง ผมก็ขอ ๔-๕ ประเด็นเสนอไว้เพื่อประกอบในการที่จะเสนอต่อทางคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญ

อีกประเด็นครับท่านประธาน ผมคิดว่าวันนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะมาคุยกัน รอบเดียวจบ ผมคิดว่าเราน่าจะอยู่ในความยืดหยุ่นเพียงพอ และโดยเฉพาะที่เรามี คณะกรรมาธิการปฏิรูปทางด้านการเมือง การปกครองท้องถิ่น แล้วก็บริหารราชการ เราน่าจะอยู่ในวิสัยที่ยังจะทํางานกับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญของท่านมีชัยได้ ไม่อยากจะว่าวันนี้ม้วนเดียวจบมันคงจะไม่ใช่ แล้วก็ต้องเป็นการทํางานร่วมกัน

ส่วนประเด็นสุดท้ายจริง ๆ ครับท่านประธาน ผมไม่อยากจะให้มีวลีหรือว่า คําพูดเกี่ยวกับคําว่าปรองดองอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมขอเสนอให้เรื่องปรองดองนั้น ให้มีเรื่องยุติแล้วเสร็จภายใน ๒๐ เดือนนี้ เพื่อที่เราจะได้เริ่มต้นกันใหม่ ผมขอใช้อีกที คําภาษาอังกฤษคือคําว่าคัตออฟ (Cut off) เราจะเอาเรื่องปรองดองหรือความขัดแย้งที่มีมา ในช่วง ๑๐ ปีนั้นข้ามฟากพ้นวันเลือกตั้งของกลางปี ๒๕๖๐ ไม่ได้ครับ เราจะต้องยุติประเด็น ปัญหา เราต้องอภัยซึ่งกันและกันให้มากที่สุดเพื่อเราจะได้เริ่มต้นกันใหม่ เพราะฉะนั้น ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้จะต้องไม่มีเรื่องปรองดอง เพราะว่าในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ร่วมกับรัฐบาลแล้วก็แม่น้ําอีก ๔ สายทั้งหลายนี้เราจะต้องเอาเรื่องปรองดองให้มีข้อยุติ เราต้องอภัยซึ่งกันและกันแล้วก็เลิกกันไปครับ ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธาน

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีมากค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านวิวัฒน์ ศัลยกําธร ท่านเป็นอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติและประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง อยู่ไหมคะ ท่านวิวัฒน์ ศัลยกําธร อยู่ไหมคะ ไม่อยู่ใช่ไหมคะ ไม่อยู่อย่างนั้นดิฉันขอข้ามชื่อต่อไป เลยนะคะ ต่อไปท่านสมพงษ์ สระกวี อดีตวุฒิสมาชิกจังหวัดสงขลา อยู่ไหม เชิญค่ะท่าน

นายสมพงษ์ สระกวี 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สมพงษ์ สระกวี ๑๖๑ ท่านประธานที่เคารพครับ ที่จริงเรื่องการเสนอแนะจาก สปท. เพื่อไปสู่คณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญซึ่งกําลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในขณะนี้นั้นนะครับ

- ๖๕/๑   กระผมคงจะไม่เสนอข้อเสนอการปฏิรูปอะไรมากมายนักเพราะเหตุดังนี้ครับ ท่านประธานครับ กระผมไม่เห็นด้วยเลยที่รัฐธรรมนูญของประเทศเรานั้นนับวันจะยาวยืดขึ้นทุกวัน ท่านประธานทราบดีว่ารัฐธรรมนูญของประเทศไทยนั้นยาวเป็นอันดับ ๒ ของโลก แล้วในปัจจุบัน มีความยาว มีมาตรา ซึ่งกดลงไปในกูเกิล (Google) เพื่อจะเช็ก (Check) ดูว่ารัฐธรรมนูญ ที่ยาวที่สุดในโลกนั้นเป็นของประเทศใด เป็นของประเทศอินเดียครับ ยาว ๔๔๔ มาตรา แต่กระนั้นก็ตามเขาก็ใช้มาตั้งแต่ปี ๑๙๕๐ ซึ่งก็ ๖๔-๖๕ ปีแล้ว รัฐธรรมนูญของเราบัดนี้ ก็ยาวเกือบจะ ๓๐๐ มาตราเข้าไปแล้ว จึงได้กลายเป็นอันดับ ๒ ของโลกต่อจากประเทศอินเดีย ทําไมถึงเป็นเช่นนั้นครับท่านประธาน ต้องตั้งคําถามนะครับ ทําไมถึงเป็นเช่นนั้น ผมคงไม่ยก เอารัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาซึ่งยาวเพียงแค่ ๗ มาตราใช้มา ๒๐๐ กว่าปี เพิ่มขึ้น เพียงแค่อีก ๒๗ มาตรา เพิ่มขึ้นแค่ ๒๗ มาตรานะครับ ๒๐๐ กว่าปี นั่นประเทศเมืองแม่ ของระบอบประชาธิปไตย เอาละประเทศไทยก็คือประเทศไทยเราจะมีรัฐธรรมนูญ ที่ยาวเป็นอันดับ ๒ ของโลกก็เรื่องของเรา แต่ท่านประธานครับ ฉุกคิดกันสักนิดไหมละครับ ว่าทําไมรัฐธรรมนูญของเราถึงได้ยาวเอา ๆ ก็เพราะว่าเราได้เอานโยบายบ้าง เอาวิธีปฏิบัติบ้าง ไปยัดใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ เมื่อเช้าท่านประธานเสรีพูดเรื่องวิธีการเลือกตั้ง ซึ่งท่านประธานครับ เอาวิธีการเลือกตั้งใส่ลงไปในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นรายละเอียดมากมายโดยไม่จําเป็น แล้วเป็น อย่างไรครับ ปรากฏว่าพอเวลาจะแก้แก้ลําบากมาก เพราะเป็นการแก้รัฐธรรมนูญไม่ใช่เป็น การแก้กฎหมายเลือกตั้ง ท่านประธานคงจําได้นี่ครับว่าเลือกตั้งเมื่อก่อนนั้นสมาชิกสัดส่วน แบ่งเป็นเขต ๘ เขต ปั่นป่วนหมด ตอนหลังก็มาเปลี่ยนจาก ๘๐ คน ขอเพิ่มเป็น ๑๒๕ คน เมื่อก่อนเลือกเป็นพวงก็มาเลือกเป็นแบ่งเขต คือพูดง่าย ๆ ว่ารัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายหลัก กลับมาลงรายละเอียดให้เป็นกฎหมายรอง ให้เป็นกฎหมายปฏิบัติ แก้ไขแต่ละทีก็แสนยาก แล้วก็เห็นอยู่แล้วว่าแก้กันไม่ได้หยุด ผมจําได้ตอนท่านประธานนั่งอยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ ก็ขอแก้รัฐธรรมนูญว่าด้วยเขตการเลือกตั้งนี่ละครับ ว่าด้วยวิธีการเลือกตั้งนี่ละครับ แล้ววันนี้ ที่ผมได้ยินเถียง ๆ กันอยู่ทั้งในที่ประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญแล้วก็นอกสภาก็เถียงกัน เรื่องวิธีการเลือกตั้งนี่ครับ มันเรื่องอะไรละครับ นอกจากจะทําให้รัฐธรรมนูญของเรายาว เป็นอันดับ ๒ ของโลกแล้วยังทําให้รัฐธรรมนูญเราเสียความศักดิ์สิทธิ์เพราะลงรายละเอียดมาก ลงไปสู่ข้อถกเถียงมาก ทําให้รัฐธรรมนูญไม่กลายเป็นรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายหลัก หรือเป็นกฎหมายอันศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่ฟุ่มเฟือย ถือโอกาสจะแก้ทั้งทีทําไมไม่แก้เสียตอนนี้ละครับ แต่นี่คิดจะแก้อย่างไรครับท่านประธาน ใส่นโยบายของรัฐลงไป ๑๐๐ มาตราแล้ว สภาปฏิรูป เราก็คิดเรื่องปฏิรูปอีก นี่กะว่าจะใส่อีกกี่สิบมาตราครับท่านประธานถึงจะพอใจในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะลงเรื่องรัฐธรรมนูญอีกกี่เรื่องครับท่านประธาน รัฐธรรมนูญถึงยาวเอา ๆ หนักไปกว่านั้น ท่านประธานผมไม่นึกว่าจะเกิดขึ้น คือบางพวกใส่นโยบายลงไปในรัฐธรรมนูญ นโยบาย ไม่ต้องใส่ในรัฐธรรมนูญครับ นโยบายเดี๋ยวก็เปลี่ยน หนักไปกว่านั้นครับท่านประธาน ใส่เรื่อง ข้อห้ามว่าอย่ามีนโยบายเข้าไปอีกเกิดขึ้นแล้วใน พ.ศ. นี้ ผมได้ยินการอภิปรายบอกว่าอย่าใส่ นโยบายประชานิยม ห้ามมีนโยบายประชานิยมของพรรคการเมือง อีกหน่อยก็จะใส่รายละเอียดว่านโยบายประชานิยมที่ห้ามใส่คือจํานําข้าว ค่าแรง ๓๐๐ บาท รถยนต์คันแรก อย่างนี้จะไปไกลเลยนะครับท่านประธาน เขาไม่ทํากันนะครับ เพราะนโยบาย ดีวันหนึ่ง วันหนึ่งจะไม่ดีแล้วนะครับ นโยบายรถยนต์คันแรกอาจจะดีใน พ.ศ. นี้นะครับ พอดี ๓ ปีไม่ดีแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องของนโยบายเขาจะไม่ยอมใส่ลงไปในรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะควรทําหรือไม่ควรทํา ใส่ควรทําเข้าไป ๑๐๐ ข้อ ใส่ไม่ควรทําอีก ๒๐ ข้อ กลายเป็น ๑๒๐ ข้อ ท่านประธานครับ เป็นเช่นนี้รัฐธรรมนูญก็จะหาความศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ ก็จะกลายเป็น รัฐธรรมนูญที่ยาวเป็นอันดับ ๒ ของโลก และเป็นรัฐธรรมนูญซึ่งยากแก่การแก้ไข แต่นโยบายนั้น แก้ไขได้ เปลี่ยนแปลงได้ ท่านประธานครับ ผมจึงเห็นว่าต้องทบทวนนะครับว่าอย่าใส่อะไร ลงไปเปรอะไปหมดในรัฐธรรมนูญ เพราะหลายเรื่องไม่จําเป็นจริง ๆ ครับท่านประธาน ผมพยายามนั่งอ่านนะครับ ขอบคุณที่สมัยนี้ข้อมูลข่าวสารอ่านได้ง่าย อย่างเช่น ใส่เข้าไป ดูดีนะครับท่านประธาน คือเรื่องสิทธิหรือเสรีภาพ ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานอิงมาจาก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ผมอ่านดูแล้วไม่จําเป็นนี่ครับ เพราะเป็นสิทธิเสรีภาพตามธรรมชาติ อาทิเช่น บอกว่าบุคคลย่อมมีเสรีภาพที่จะประกอบกิจการอาชีพ และจะเกณฑ์แรงงาน หรือจะเอาคนมาเป็นทาสมิได้ อันนี้ผมเติมเองนะครับ อันนี้ไม่ต้องเขียนหรอกครับ นี่เป็นเสรีภาพ เลยว่าประชาชนมีสิทธิที่จะประกอบกิจการอาชีพ และเขียนไว้หน่อยบอกจะเกณฑ์แรงงานมิได้ แต่ผมก็มาเติมอีกอันหนึ่งจะเอาคนลงมาเป็นทาสไม่ได้ การเกณฑ์แรงงานหรือเป็นทาสนั้น เป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ไปแล้ว ไม่ใส่ลงไปก็ไม่เป็นไร หรือถ้าเกิดรัฐธรรมนูญเขียนบอกว่า ย่อมมีสิทธิที่จะหายใจอย่างนี้ครับท่านประธาน ไม่ต้องเขียนหรอกครับ บุคคลย่อมมีสิทธิ ที่จะออกกําลังกาย กินอาหาร ๕ หมู่ รักษาสุขภาพให้ดี ๆ จะได้มีอายุยืน ๆ อย่างนี้ไม่ต้องเขียน หรอกครับ อย่างนี้เขาเป็นสิทธิตามธรรมชาติ และเป็นเสรีภาพตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่พอ เขียนลงไป ผมยกตัวอย่าง บุคคลย่อมมีสิทธิรับค่าจ้างที่เป็นธรรม ทั้งนี้ตามกฎหมายกําหนด อ้ายอย่างนี้เขียนลงไปทําไมครับ คนทํางานก็ต้องได้ค่าจ้างที่เป็นธรรม แต่ความหมายของ ค่าจ้างที่เป็นธรรมจะต้องได้ค่าแรงขั้นต้น ๓๐๐ บาท หรือ ๔๐๐ บาท ในที่สุดก็ต้องเขียนไว้ ในรัฐธรรมนูญอยู่ดี ทั้งนี้ตามกฎหมายกําหนด นี่ครับ มันเป็นสิทธิเสรีภาพตามธรรมชาติ อยู่แล้วว่าบุคคลย่อมมีสิทธิได้รับค่าจ้างที่เป็นธรรม ไม่เขียนผมก็จะเรียกร้อง ไม่อยู่ในรัฐธรรมนูญ คนทํางานก็ต้องเรียกร้องค่าจ้างที่เป็นธรรม และในที่สุดก็ต้องอยู่ในกฎหมายลูกอยู่ดีว่า ทั้งนี้เป็นไปตามกฎหมายกําหนด เหมือนกันครับ บอกว่าประเทศไทยปกครองด้วยระบอบ ประชาธิปไตย ก็คงไม่ต้องเขียนแล้วละครับ เพราะคําว่า ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย มันค้ําประกันสิทธิ เสรีภาพ อย่างเช่นในรัฐธรรมนูญที่เขียนมานะครับ บอกว่ามีเสรีภาพ ในการชุมนุมโดยสงบ จะจํากัดเสรีภาพข้อนี้จะกระทํามิได้ ก็ไม่ต้องเขียนหรอกครับ สิทธิ เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบนี้เป็นสิทธิ เสรีภาพโดยพื้นฐานอยู่แล้ว ไม่เขียนไว้ใน รัฐธรรมนูญ ประเทศอื่นเขาก็ไม่เขียนนะครับ ก็ถ้าปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยย่อมรู้ ได้ว่าประชาชนย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธหรือความรุนแรงอะไรก็ตาม และในที่สุดก็เขียนลงไป พอเขียนลงไปก็ต้องเขียนต่ออีกว่าถึงแม้จะจํากัดเสรีภาพในข้อนี้ จะกระทํามิได้ เว้นแต่อาศัยอํานาจตามกฎหมาย เพราะฉะนั้นพอเราอ่านรัฐธรรมนูญนะครับ ในหมวดว่าสิทธิ เสรีภาพ สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนอะไรก็ตามซึ่งไม่ต้องเขียน ถ้าเป็น สิทธิ เสรีภาพตามธรรมชาติ แต่พอเขียนในที่สุดก็ต้องบอกว่าทั้งนี้ตามกฎหมายกําหนดอยู่ดี เพราะฉะนั้นสิทธิ เสรีภาพของผมที่จะหายใจ สิทธิ เสรีภาพของผมที่จะกินอาหาร ๕ หมู่ สิทธิ เสรีภาพของผมที่จะออกกําลังกาย หรือสิทธิ เสรีภาพของผมที่จะทํางานแล้วได้สตางค์ สิทธิ เสรีภาพของผมที่จะประกอบอาชีพอะไรก็ได้ หรือสิทธิ เสรีภาพของผมที่จะชุมนุมโดยสงบ ในที่สุดเขียนลงไปในรัฐธรรมนูญยาวเสีย ๖๐-๗๐ มาตรา และในที่สุดก็ต้องตบท้ายลงว่า ทั้งนี้แล้วแต่กฎหมายจะกําหนดอยู่ดี ก็ไปอยู่ในกฎหมายที่กําหนดเสียสิครับ อย่ามาเขียน ให้ยืดยาวในรัฐธรรมนูญเลยครับ ขอบพระคุณครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดําเนินการประชุมต่อไป)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง 🔗

ขอบคุณท่านสมพงษ์ สระกวี นะครับ เชิญท่าน พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน อดีตผู้บัญชาการตํารวจภูธรภาค ๑ ครับ

พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน สมาชิกลําดับที่ ๑๙๗ ผมจะพูดสั้น ๆ เพียง ๓ เรื่อง คือเรื่องในอดีต เรื่องปัจจุบัน และเรื่องในอนาคต ในอดีตผมขออนุญาตอ่านสัก ๓-๔ บรรทัดครับ ท่านประธาน เนื่องจากมีความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศขยายตัวเป็นวงกว้าง จนทําให้ประชาชนแตกแยกเป็นฝ่ายต่าง ๆ ไม่สามัคคี บางครั้งเกิดความรุนแรง ใช้อาวุธสงคราม เข้าทําร้ายกัน ส่งผลให้เกิดปัญหาด้านต่าง ๆ มากมาย การใช้อํานาจในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร และในทางตุลาการ บังคับใช้กฎหมายไม่ได้ผล นับเป็นวิกฤติร้ายแรงที่ไม่เคย ปรากฏมาก่อน แม้รัฐจะแก้ปัญหาโดยกลไกและมาตรการทางกฎหมายแต่ก็ไม่เป็นผลสําเร็จ นั่นเป็นอดีตครับ อดีตคือก่อนวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ปัจจุบันล่ะ ปัจจุบันจําเป็นต้องใช้ รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ปี ๒๕๕๗ ปัจจุบันเป็นการศึกษาประวัติศาสตร์ในอดีต การเรียน ประวัติศาสตร์ไม่ใช่ต้องการที่จะรู้อดีตเท่านั้น ต้องนําประวัติศาสตร์มาเพื่อแก้ปัญหาในปัจจุบัน รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) จึงคิดการที่จะแก้ปัญหาด้วยการนําอดีตมาศึกษาและมาเขียนไว้ ในรัฐธรรมนูญซึ่งมีไม่กี่มาตราตามที่ท่านสมพงษ์ต้องการละครับ มีไม่กี่มาตรา ในมาตรา ๓๕ เป็นมาตราที่สําคัญที่สุดในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ขออนุญาตเอ่ยนาม เมื่อเช้านี้ ท่านคํานูณ สิทธิสมาน ได้พูดเรื่องนี้ไปแล้ว บัญญัติ ๑๐ ประการ ผมขออนุญาต ผมพูด เรื่องนี้ไปบ้างแล้วแต่ผมพูดเฉพาะปัญหา ผมไม่ได้พูดว่าจะบรรจุอะไรลงในรัฐธรรมนูญ เพื่อแก้ปัญหาให้ถูกจุด เพื่อแก้ปัญหาในอดีตให้หมดสิ้น ขออนุญาต ไม่ใช้เวลามากนักครับ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๕ (๔) บางท่านอาจจะคิดว่าผมเป็นคนวิกลจริต พูดซ้ําซากเรื่องเดิม แต่เรื่องนั้นยังไม่ได้แก้ครับ ผมจะพูดจนกว่าจะแก้ ผมจะพูดจนกว่าจะมีรัฐธรรมนูญ ในเรื่องของนักการเมืองที่ทุจริต ในเรื่องของการนักการเมืองที่ประพฤติมิชอบ พูดตรง ๆ ก็คือนักการเมืองที่โกงบ้านโกงเมือง รัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดครับว่าห้ามไม่ให้มายุ่งเกี่ยวกับ การเมืองอีก เป็นอลัชชีแล้ว ต้องขาดจากการเป็นสงฆ์ ไม่มีคุณสมบัติที่จะเข้ามายุ่งเกี่ยวได้อีก ไม่ใช่โลกวัชชะ ในต่างประเทศเราเห็นกันครับ ประธานาธิบดีถูกจับโกงได้ สํานึกผิดกระโดด ฆ่าตัวตายที่หน้าผา ในต่างประเทศเราเห็นกันครับ นายกรัฐมนตรีจะเมาเครื่องบิน หรือเมาไวน์ไม่ทราบ ไปนั่งแถลงข่าวแล้วหลับสัปหงก กลับถึงประเทศลาออก บ้านเรา เมืองเรานักการเมืองเมา น้ําในหูไม่เท่ากัน ก็มาเล่นการเมืองต่อ ต้องเขียนให้ชัดครับว่า สื่อแขนงไหนก็ได้ครับ ไม่ใช่ความเห็นของสภานี้ ไม่ใช่ความเห็นของ สปช. เป็นความเห็น ของผม อํานวย นิ่มมะโน ครับ เห็นด้วยกับการที่จะให้นักการเมืองที่ทุจริตเว้นวรรคไป ตลอดชีวิต อลัชชีแล้ว ยอมรับความจริงเสียบ้าง

- ๖๘/๑   สงฆ์ยังมีวินัยตั้ง ๒๐๐ กว่าข้อ ท่านไม่สามารถรับวินัยได้ก็อย่ามาเล่นการเมืองอีก ต้องเขียนไว้ ในรัฐธรรมนูญครับท่านสมพงษ์ คุณธรรมจริยธรรมของคนที่เป็นนักการเมืองต้องมากกว่าสงฆ์ เพราะคุณคือตัวแทนของคนทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะคนที่นับถือศาสนาพุทธเหมือนสงฆ์ ดังนั้นในรัฐธรรมนูญจะต้องมีสิ่งนี้ปรากฏครับ ห้ามเลยครับ ห้ามย้อนหลังด้วย ผมไม่อยากจะ อ้างว่าเป็นโพล (Poll) สํานักไหนเดี๋ยวจะรู้ว่าเป็นนิด้าโพล (NIDA Poll) สํารวจแล้วประชาชน เห็นด้วยกับการตัดสิทธินักการเมืองที่โกงไปตลอดชีวิตและให้ย้อนหลังด้วยครับ

อันที่ ๒ ใน (๕) พรรคการเมือง ผมอภิปรายไปแล้วเมื่อคราวที่แล้วว่าต้องเป็น พรรคการเมืองของประชาชน ต้องเป็นนักการเมืองของประชาชน ไม่ใช่เป็นพรรคการเมือง ของนายทุน หรือนายทุนสามานย์ มีเงินมาตั้งพรรค มีเงินมาซื้อ ส.ส. แล้วครองบ้านครองเมือง ทําอย่างไรครับ ผมยังไม่ได้พูดวันนี้ต้องพูดเพราะต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างใดอย่างหนึ่ง จะเขียนขึ้นเองหรือเขียนตามที่ผมเสนอแนะก็แล้วแต่ แต่ต้องมี ก็คือจะต้องตัดทุนสามานย์ ออกจากพรรคการเมืองและนักการเมือง นายทุนบางคน นักธุรกิจบางคนไม่ได้เล่นการเมือง หรอกครับ แต่เป็นท่อน้ําเลี้ยง พอเป็นท่อน้ําเลี้ยงก็แปลว่าประเทศนี้ตัวเองยึดครองครับ เพราะส่งคนเข้ามาครองเมือง คนที่มาครองเมืองก็ต้องเอื้อกันกับธุรกิจของนักธุรกิจเหล่านั้น ให้พรรคการเมืองเป็นพรรคการเมืองของประชาชนก็แปลว่าประชาชนทุกคนส่งเงินสนับสนุนพรรค เข้าเป็นสมาชิกพรรคหักจากภาษีเข้าไป พรรคการเมืองก็จะเป็นพรรคการเมืองของประชาชน จะได้ดูแลประชาชน ไม่ใช่รับใช้ทุนสามานย์รอรับคําสั่งจากต่างประเทศบ้าง ในประเทศบ้าง

เรื่องต่อไปใน (๕) นโยบายประชานิยมเมื่อสักครู่ก็พูดไปแล้ว ท่านสมพงษ์ก็พูด ตัวนี้เราอภิปรายกันมาเยอะเป็นตัวทําลายชาติบ้านเมือง นักการเมืองที่เข้ามาสู่สภา ขออภัยครับ ผมไม่ได้มองนักการเมืองว่าเลวร้ายไปทั้งหมด มีเจตนารมณ์อยู่ ๒ อย่าง ๑. เข้ามาใช้งบประมาณแผ่นดิน กับ ๒. เข้ามาเพื่อแต่งตั้งข้าราชการ การใช้งบประมาณ แผ่นดินถ้าใช้ให้เกิดประโยชน์กับชาติบ้านเมืองกับประชาชนผมเห็นด้วย ถ้าเข้ามาเพื่อผลาญ งบประมาณเอางบประมาณไปซื้อเสียง เอางบประมาณไปทําปู้ยี่ปู้ยํา ในรัฐธรรมนูญ ต้องเขียนครับ เขียนการใช้งบประมาณแผ่นดินครับ ต้องฉีดวัคซีนด้วยครับ ต้องมีเซรุ่มไว้ครับ อย่าให้ออกนอกลู่ นโยบายประชานิยมต้องไม่มี ถามว่าทําอย่างไรครับ จะต้องมีองค์กรขึ้นมา ตรวจสอบนโยบาย จะเป็น กกต. หรือที่ไหนก็แล้วแต่สร้างกลไกนี้ขึ้นมา พรรคไหนมีนโยบาย อย่างไรเอานโยบายมาดู ถ้าเป็นนโยบายประชานิยมเลิกไม่ให้ทํา ไม่ให้หาเสียง มันชัดนี่ครับ นโยบายนี้ประชานิยมดูไม่ยากครับ เพราะฉะนั้นจะต้องมีกลไกเหล่านี้เกิดขึ้นในรัฐธรรมนูญ ให้ได้ ไม่อย่างนั้นท่านไม่ตอบโจทย์เลยครับ

เรื่องต่อไปครับรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญเป็นเสาหลักของประเทศเห็นด้วยกับ ท่านสมพงษ์ว่าบางเรื่องไม่ควรไปเขียน คําว่า เสาหลัก ก็คือเสาเอก เสาหลักเมืองก็ไม่มี หน้าต่าง ไม่มีประตู ไม่มีห้องนอน ไม่มีห้องน้ํา เป็นเสาจริง ๆ เป็นหลักจริง ๆ เมื่อเป็น เสาหลักก็แปลว่าจะต้องไม่ถูกทําลายหลักการของเสาหลักได้โดยง่าย ดังนั้นจะต้องสร้างกลไก ขึ้นมา ไม่ใช่ให้ใครมาครองสภาแล้วจะแก้รัฐธรรมนูญอย่างไรก็ได้ แก้เป็นอย่างไรก็ได้ ตัวอย่างเช่นใครก็แล้วแต่จะกระทําการใดที่เป็นการล้มล้างเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผู้ใดพบเห็นให้ไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ต่อมาเมื่อศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยไปอย่างนั้น มีประชาชนไปยื่น มีหลายคนไปยื่นก็มีการเถียงกันว่ายื่นโดยตรงต่อ ศาลไม่ได้ ต้องยื่นผ่านอัยการเท่านั้น จนกระทั่งศาลออกมาวินิจฉัยว่ายื่นผ่านโดยตรงต่อศาลได้ ท้ายที่สุดมีความพยายามที่จะแก้ประเด็นนี้ว่าห้ามศาลรัฐธรรมนูญรับ เราต้องสร้างกลไก ตรงนี้ขึ้นมาครับ เพื่อรักษาหลักสําคัญตามรัฐธรรมนูญไว้ ต้นแบบศาลรัฐธรรมนูญมาจาก ประเทศเยอรมนี ที่ประเทศเยอรมนีศาลรัฐธรรมนูญไม่ต้องมีใครไปร้องครับ ศาลรัฐธรรมนูญ ไปนั่งร้านกาแฟ ไปอ่านหนังสือพิมพ์เจอว่ากําลังจะมีการกระทําเพื่อล้มล้างหลักการ ตามรัฐธรรมนูญ เปิดศาลไต่สวนเลยครับ เพราะเราเป็นระบบไต่สวน ระบบไต่สวนต่างกับระบบ กล่าวหาตรงที่ว่าระบบไต่สวนนี่ศาลลงจากบัลลังก์ไปค้นหาความจริงเองได้ ไม่ใช่นั่งรอบนบัลลังก์ ในระบบกล่าวหาให้เขามาร้องต่อศาล แล้วก็พิจารณาพยานหลักฐานตามที่ร้อง เราต้องสร้าง กลไกอย่างนั้นขึ้นมาให้ได้ครับ ถ้าเราสร้างไม่ได้ เราจะไม่ตอบโจทย์ในอดีตเลยครับ ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งหนึ่งที่ผมพูดอยู่เมื่อสักครู่ว่านักการเมืองเดินเข้ามาเพื่อมาใช้ งบประมาณ เพื่อมาแต่งตั้งข้าราชการ มันก็จะไปตอบโจทย์อีกแล้วครับ เมื่อเราเขียนรัฐธรรมนูญว่า ห้ามนักการเมืองเข้ามาผลาญงบประมาณแผ่นดินที่ไม่ทําให้ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ชาติบ้านเมือง กับประชาชนโดยตรง ไปเขียนอย่างไรก็แล้วแต่ ๒๑ ท่านเขียนเป็นอยู่แล้ว เขียนต่อไปว่า ข้าราชการทุกคนต้องฟังนโยบายรัฐบาล อันนั้นไม่ว่า แต่เขียนต่อไปว่า ห้ามไปแทรกแซง แต่งตั้งข้าราชการ อันนี้จบถูกต้อง แปลว่าข้าราชการจะได้ไม่ตกเป็นทาสนักการเมือง พอเขียนอย่างนี้จบปั๊บ ผมจะเอาตรงนี้ไปแก้ พ.ร.บ. ตํารวจ เอานักการเมืองออกจาก การแต่งตั้งตํารวจ ปฏิรูปตํารวจเสร็จแล้วครับ กฎหมายใดก็แล้วแต่ที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ฉบับที่จะเกิดขึ้นนี้ให้เป็นผลใช้บังคับไม่ได้ จบ ผมไปแก้ พ.ร.บ. ตํารวจ ให้ตํารวจเป็นตํารวจ ของประชาชนกับของพระมหากษัตริย์ จบแล้วครับ เท่านั้นละครับ ดังนั้นฝากสุดท้ายเลยครับ คล้าย ๆ กับท่านสมพงษ์ สระกวี ขออนุญาตที่เอ่ยนาม รัฐธรรมนูญนี่เขียนเยอะมาก หลายเรื่องไม่ควรใส่อย่าใส่เข้าไป กฎหมายยิ่งเขียนยาว ความหมายจะสั้น ถ้าเขียนสั้น ความหมายจะยาว ผู้ใดลักโต๊ะ ลักเก้าอี้ ลักรถยนต์ ลักคอมพิวเตอร์ เป็นลักทรัพย์ ยาวความหมายสั้นครับ แต่ถ้าเขียนว่าผู้ใดลักทรัพย์ของผู้อื่น ไปลักทรัพย์ ความหมายยาวมาก ก็แปลว่าลักอะไรไปลักทรัพย์หมด แต่ถ้าเขียนแบบแรก ลักโต๊ะ ลักเก้าอี้ ลักคอมพิวเตอร์ เป็นลักทรัพย์ ถ้าอย่างนั้นลักสตางค์ไม่เป็นลักทรัพย์ ลักสมุดไม่เป็นลักทรัพย์แล้ว เขียนให้สั้น ๆ ความหมายจะยาว เขียนยาวความหมายจะสั้นนะครับ ก็ฝากสะท้อนสิ่งเหล่านี้ไปยัง คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญด้วยความเคารพ อาจารย์ของผมทั้งนั้นครับ ๒๑ ท่านเป็นอาจารย์ ของผมเสีย ๒๒ ท่านครับ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ ตั้งแต่อดีต ปัจจุบันถึงอนาคตนะครับ ฝากให้กรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญ ต่อไปผมจะประกาศรายชื่อ ๓ ท่านเลยนะครับ ท่านต่อไปคือ ท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต อดีตเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ข้าราชการบํานาญและอดีตสมาชิกวุฒิสภา แล้วก็ท่านชูชาติ อินสว่าง ประธาน ชมรมสหกรณ์ภาคเกษตรแห่งประเทศไทย และเป็นอดีต สปช. ด้วยนะครับ เชิญครับ

นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต 🔗

เรียนท่านประธานสภา สปท. ที่เคารพ กระผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. ที่ ๑๑๐ ขออนุญาตนําเสนอ ๕ ประเด็นสั้น ๆ นะครับเกี่ยวกับ ข้อคิดเห็นเสนอแนะเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ

เรื่องแรกก็คือเท่าที่ได้อ่าน ได้ศึกษารัฐธรรมนูญมา ๓ ฉบับ ทั้งปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ แล้วก็ปัจจุบันที่ได้ล้มไปนี่ แต่มีข้อสังเกตว่ารัฐธรรมนูญฉบับเก่า ๆ มีข้อกําหนดของ รัฐธรรมนูญหลายข้อที่เป็นข้อที่ดี แล้วก็ได้มีการให้มีการปฏิบัติ แต่ว่าเท่าที่ดูแล้วยังไม่ได้มี การปฏิบัติเท่าที่ควร แม้แต่ระยะเวลาล่วงไปเป็น ๑๐ ปี หรือ ๒๐ ปีมาแล้ว เพราะฉะนั้น ผมอยากเสนอว่าควรจะมีข้อกําหนดในรัฐธรรมนูญที่จะให้พรรคการเมืองทุกพรรคที่ได้มี การส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งต้องมีนโยบาย แล้วก็มาตรการและแนวทางที่นําเอาสิ่งที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญเป็นนโยบายของพรรค แล้วก็แปรไปสู่การปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจัดตั้งองค์กร สร้างกลไก สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่ให้กับประชาชนต่าง ๆ เหล่านี้ถ้าสามารถที่จะนําไปสู่นโยบายของพรรคการเมืองได้ถือว่า เป็นสัญญาประชาคม ผมคิดว่าสิ่งนี้จะเป็นประโยชน์ว่าข้อกําหนดในรัฐธรรมนูญจะได้รับ การปฏิบัตินะครับ

ข้อ ๒ อยากเสนอให้องค์กรอิสระ เมื่อเช้านี้เราได้มีการพูดกันมากเรื่องของ การกลั่นกรองคนที่เข้ามาสู่ระบบทางการเมือง แล้วก็ได้มีการพูดถึงข้อห้ามต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แต่ผมคิดว่าอยากจะเสริมอันหนึ่งที่ได้มีการพูดไปแล้วก็คือองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ในการ คัดกรองบุคคลเข้าสู่การเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กกต. เป็นเรื่องที่สําคัญนะครับ ผมคิดว่า รัฐธรรมนูญควรเขียนให้ กกต. มีความเข้มแข็ง มีอํานาจหน้าที่ชัดเจน แล้วก็สามารถที่จะ บูรณาการหน่วยงานต่าง ๆ ได้ แล้วก็ออกข้อกําหนดต่าง ๆ ได้ สามารถที่จะให้ศักยภาพ ของ กกต. ในการระดมกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อจํากัดบุคคลที่ไม่พึงปรารถนาเข้าสู่ระบบ การเมืองได้ ผมคิดว่าเรื่องนี้เราน่าจะดําเนินการให้ดียิ่งขึ้นนะครับ ถ้าสิ่งใดก็ตามที่ให้ กกต. มีความอ่อนแอลงไปผมคิดว่าจะทําให้ระบบการเลือกตั้งของเราอาจจะมีปัญหาอุปสรรค ในการกลั่นกรองคนเข้ามาได้นะครับ

ประเด็นที่ ๓ ก็คือเรื่องของการเข้าสู่ตําแหน่งทางการเมืองนะครับ ผมคิดว่า เท่าที่สังเกตดูเราไม่ได้มีการพูดถึงมากนัก ถ้าลองเทียบเคียงดูองค์กรอิสระนะครับ องค์กรอิสระ ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. สตง. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน กรรมการต่าง ๆ เหล่านี้ ก่อนที่จะ เข้ามาดํารงตําแหน่งกรรมการในองค์กรอิสระนั้นจะมีการตรวจสอบจากสภาค่อนข้างมากนะครับ และต้องมีการรับรองจากสภา ไม่ว่าตรวจสอบประวัติ ตรวจสอบที่มา ตรวจสอบอะไร หลาย ๆ เรื่องนะครับ แต่เท่าที่ดูแล้วคนที่ดํารงตําแหน่งทางการเมืองในสาขาการบริหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะรัฐมนตรี ไม่มีการตรวจสอบในลักษณะนี้ ผมคิดว่าถ้าเราใช้หลักการ แบบเดียวกับการตรวจสอบองค์กรอิสระน่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะว่าถ้าเรา เปรียบเทียบอํานาจของรัฐมนตรีกับองค์กรอิสระ ผมเชื่อว่าทุกท่านก็ได้เห็นว่าอํานาจ ของรัฐมนตรีมีมากกว่า สามารถที่จะให้คุณให้โทษอะไรต่าง ๆ ได้มากมาย ผมคิดว่า ถ้าเรามีบัญญัติลงไปตรงนี้ก็จะเป็นประโยชน์ โดยการคัดกรองคนเข้าสู่ตําแหน่งทางการเมือง ได้อย่างหนึ่งครับ

ประการที่ ๔ อันหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สําคัญแล้วก็น่าจะบัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญ ที่จริงรากฐานประชาธิปไตยมีสมาชิกบางท่านได้พูดไว้แล้วนะครับ ไม่ได้อยู่ที่ โครงสร้างส่วนบน ไม่ได้อยู่ที่การกําหนดขอบเขตอํานาจของกลไกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น รัฐมนตรีหรืออะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ผมคิดว่าเมื่อใดก็ตามเราไปเขียนสิ่งเหล่านี้มาก แสดงว่า อํานาจฐานล่างของประชาชนยังค่อนข้างน้อย อย่างประเทศสหรัฐอเมริกาเท่าที่ท่านสมาชิก ได้มีการพูดไปแล้ว เขาเขียนรัฐธรรมนูญค่อนข้างน้อย เพราะประชาธิปไตยฐานราก มีค่อนข้างมาก ความเข้มแข็งของประชาชน การรู้จักสิทธิของพลเมืองเขามีมาก เพราะฉะนั้น การเขียนรัฐธรรมนูญรู้สึกจะน้อย เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าสิ่งที่ควรบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ก็คือการเพิ่มสิทธิชุมชน แล้วก็เพิ่มบทบาทของประชาชนในการเข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคืออํานาจในการจัดการตนเองของประชาชนในท้องถิ่นต่าง ๆ ที่จริง เรื่องของประชาธิปไตยอาจจะไม่ใช่เรื่องของการเลือกตั้งอย่างเดียว การที่เขามีบทบาท อํานาจ สิทธิ แล้วก็สามารถจัดการตัวเองได้ในทรัพยากรหรือในปัญหาที่เขาอยากจัดการ ตนเองของชุมชน ถ้าให้อํานาจตรงนี้ได้ผมคิดว่าตรงนี้จะเป็นรากฐานของประชาธิปไตย อย่างดียิ่ง ที่เสนอตรงนี้ไม่ใช่เรื่องของการเพิ่มอํานาจให้กับปกครองส่วนท้องที่ หรือปกครอง ส่วนท้องถิ่น แต่การรวมตัวของประชาชน สิทธิชุมชนโดยตรงในการจัดการทรัพยากร และรัฐสามารถสนับสนุนได้เมื่อชุมชนมีการรวมตัว ถ้าส่งเสริมตรงนี้ให้มากยิ่งขึ้นผมคิดว่า ประชาธิปไตยจากฐานรากจะเป็นสิ่งสําคัญในการวางรากฐานของประชาธิปไตยในระยะยาว ผมอยากเห็นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มีการพูดตรงนี้อย่างชัดเจนนะครับ

ประเด็นสุดท้าย คือเรื่องของการยอมรับว่าขณะนี้เราอยู่ในช่วงของการปฏิรูป แล้วก็ของการเป็นระยะผ่าน เรามีการร่างรัฐธรรมนูญมาหลายฉบับ อาจจะเรียกว่าสิบ ๆ ฉบับแล้ว ตั้งแต่เราร่างมาตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ อาจจะล้มลุกคลุกคลานไปหลาย ๆ อย่างนะครับ

- ๗๑/๑   เพราะฉะนั้นเราต้องยอมรับว่าการเขียนรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นเราจะเอาไว้ในบทเฉพาะกาลหรือไม่ ประการใดก็ตามแต่ แต่การพูดถึงดุลยภาพทางสังคมที่เหมาะสมจะเป็นความยั่งยืนของ ระบบประชาธิปไตย เมื่อใดก็ตามที่เราเขียนไปในด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป ผมคิดว่าตรงนี้ จะเป็นปัญหาในการยั่งยืนของระบบประชาธิปไตยได้ ผมอยากให้ดูในประเทศเมียนมา เราอาจจะมองเขาว่าทางประชาธิปไตยอาจจะน้อยกว่าเราหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่เราเห็นว่า ในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมาถ้าเขาไม่เดินในดุลยภาพที่เหมาะสม ผมคิดว่าประเทศเขาก็เดินยาก แต่ขณะนี้เรามองว่าประชาธิปไตยเขามีความก้าวหน้าขึ้น มีการเลือกตั้งที่ดีขึ้น มีการยอมรับ อะไรต่าง ๆ มากขึ้น และผมคิดว่าการยอมรับในความสมดุลของพลังต่าง ๆ ในสังคม และปรากฏออกจากรัฐธรรมนูญจะเป็นเรื่องสําคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะนี้ผมคิดว่า คงจะมีอีกหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นที่มาของนายกรัฐมนตรีก็ดี เรื่องการบริหารกลไกต่าง ๆ เหล่านี้ เรื่องการแก้ไขปัญหาวิกฤติต่าง ๆ ในกรอบของรัฐธรรมนูญ ถ้าเราเขียนตรงนี้ไว้ได้ อย่างครอบคลุมผมคิดว่าการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของประเทศบนรากฐานของรัฐธรรมนูญ จะทําให้ระบอบประชาธิปไตยเรามีความยั่งยืน ขออนุญาตเรียนเสนอเท่านี้ครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ เชิญท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ครับ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ ขอบคุณ ที่ท่านเรียกตําแหน่งยศของผมถูก ผม พลอากาศตรี ไม่ใช่พลตํารวจตรี ด้วยความขอบคุณครับ ท่านประธาน วันนี้เป็นการอภิปรายทั่วไปแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องรัฐธรรมนูญ ถ้าท่านประธานจําได้ปี ๒๕๕๖ ประมาณกลางปี ผมจําได้ว่าผมยืนอยู่ที่ตําแหน่งนี้ วันนั้นประมาณตีสองมีการอภิปรายร่วมกันของรัฐสภาเพื่อแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๑๘ ตีสองครับผมไม่ได้พูดผิด ใครจะนึกบ้างว่าตีสองสมาชิกรัฐสภากําลังดําเนินการเพื่อที่จะแก้ไข รัฐธรรมนูญอยู่ นั่นคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณปีเศษที่ผ่านมา จึงเป็นคํากล่าว ที่เรียกว่าเผด็จการเสียงข้างมาก หรือเสียงข้างมากทําอะไรก็ได้ เสียงข้างมากเป็นเผด็จการ ไม่เคารพ ไม่ยําเกรง ไม่ให้เกียรติเสียงข้างน้อย แต่ผ่านมาปีเศษ ๆ ตรงนี้ ตําแหน่งนี้ผมกําลัง อภิปรายรัฐธรรมนูญกระโดดข้ามฉบับที่ ๑๘ ข้ามฉบับที่ ๑๙ กําลังอภิปรายเพื่อให้ข้อเสนอแนะ ในการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๒๐ นี่คือเหตุการณ์ของบ้านเมือง มีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้น มากมาย ผมไม่กล่าวถึงปัญหาแต่จะพูดถึงข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะที่สมาชิกหลายท่าน ได้อภิปราย และยืนยันด้วยเสียงหนักแน่นว่าเราจะหาช่องทางทุกวิถีทางที่จะสกัดนักการเมือง ที่มีความผิด ถูกคําพิพากษา หรือคําสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายไม่ให้เข้าสู่การเมืองได้อีก ขีดเส้นใต้ต่อไปครับ ตลอดชีวิต ไม่ได้พูดผิดครับ ตลอดชีวิต โพล (Poll) แทบจะทุกโพล (Poll) ไม่ต้อง นิด้าโพล (NIDA Poll) สวนดุสิตโพล (SUANDUSIT POLL) หรือว่าเอแบคโพล (ABAC Poll) หรือโพล (Poll) อะไรละครับ คนไทยเรายืนยันหนักแน่นว่าเป็นประวัติศาสตร์ หน้าใหม่ของการเมืองแล้วละ เราต้องการที่จะสกัดกั้นนักการเมืองที่มีปัญหา เปรียบถ้าเป็น รถไฟขบวนต่าง ๆ มีหลายโบกี้ (Bogie) เรายอมที่จะตัดทิ้งโบกี้ (Bogie) ที่มีปัญหา ที่มีมลทิน จอดอยู่กับที่ครับประเทศไทย ขบวนรถไฟของประเทศไทยจะได้เดินไปข้างหน้า เราเจ็บป่วย มามากแล้วสาหัสอยู่ในห้องผ่าตัด อยู่ในห้องไอซียู (ICU) ผมได้กล่าวอภิปรายก่อนหน้านี้ไว้แล้ว ขณะนี้เราอยู่ในห้องพักฟื้น ห้องรีคัฟเวอรีรูม (Recovery room) มีสายน้ําเกลือ มีเครื่องช่วยหายใจ มีสายอะไรระโยงระยางเต็มไปหมด มอนิเตอร์ (Monitor) ตรวจวัดความดันชีพจรต่าง ๆ ดูทุกอย่าง นั่นคือกฎหมายหรือกติกาต่าง ๆ ที่เราจะต้องช่วยกันทํา มิใช่เฉพาะเพียง กรธ. หรือกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ สมาชิก สปท. ทุกคนต้องช่วยกันระดมความคิด แต่ผมเสียใจที่บรรยากาศในวันนี้คล้ายกันเลยกับสมัยที่ผมเป็นสมาชิกวุฒิสภาอภิปราย ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ ซึ่ง ส.ว. ไม่มีสิทธิที่จะแปรญัตติ ไม่มีตัวแทนจากฝ่ายรัฐบาลเข้ามานั่งฟังแม้แต่คนเดียว แต่มีครับสมัยท่านอภิสิทธิ์ ท่านอภิสิทธิ์อุตส่าห์ส่งคนเข้ามานั่งฟังก็ฝากขอบคุณท่านด้วย แต่วันนี้สิ่งที่เรากําลังดําเนินการเราหามาตรการหรือหาวิธีการต่าง ๆ แทบจะทุกอย่าง เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เรารู้แล้วว่าปัญหาในอดีตคืออะไร ปัจจุบัน กําลังดําเนินการอยู่ อนาคตละครับ เท่าที่ผมคิดได้เป็นจุดเล็ก ๆ แต่ผมคิดว่าเป็นจิ๊กซอว์ (Jigsaw) ตัวใหญ่ ๆ เป็นเหมือนเส้นผมบังภูเขาแต่เป็นเส้นผมเส้นใหญ่ ๆ ที่ขออนุญาต อภิปรายเสนอเจ้าหน้าที่ช่วยกรุณาบันทึก แต่โดยส่วนตัวผมได้ทําหนังสือเป็นส่วนตัวไปถึง คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญแล้ว เพื่อที่จะให้ท่านช่วยกรุณาพิจารณา ท่านประธานครับ ในเรื่องของการป้องกันปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันนั้น พระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันมีประเด็นของการดําเนินการ ที่จะต้องแก้ไขกฎหมายใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญได้ยิ่งดี รัฐธรรมนูญแทบจะทุกฉบับที่ผ่านมา เขียนไว้แทบจะลอกกันมา ฉบับปี ๒๕๕๐ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองดังต่อไปนี้มีหน้าที่ ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต่อคณะกรรมการป้องกันปราบปรามการทุจริตแห่งชาติทุกครั้งที่เข้ารับตําแหน่งหรือพ้น จากตําแหน่ง ผมขีดเส้นใต้คําว่า ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ นี่ละครับที่ผมกล่าวว่านี่คือช่องโหว่ นี่คือรูโหว่ที่บัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญ และในกฎหมายประกอบเขียนไว้ทําไมว่าบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ผมเคยเสนอ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่ถูกทอดทิ้งไป ผมจึงเสนอในวันนี้ว่าให้ขีดคําว่า ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ออก เน้นนะครับ ให้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตร ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คือหมายความว่าผู้ดํารง ตําแหน่งทางการเมืองจะต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินของตน ของคู่สมรส และของบุตร ทุกคนครับ ไม่มีเหตุผล แล้วในปี ๒๕๕๘-๒๕๕๙ ที่จะละเว้นให้เป็นยื่นบัญชีเฉพาะบุตร ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ เพราะนี่คือช่องโหว่ที่เกิดขึ้นในการดําเนินการของนักการเมือง ท่านเอาทรัพย์สินของท่านไปซุก ผมใช้คําว่า ซุกไว้กับบุตรที่บรรลุนิติภาวะแล้ว ท่านอาจจะ ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินว่ามีทรัพย์สิน ๑๐-๒๐ ล้านบาท แต่บุตรที่บรรลุนิติภาวะแล้ว ของท่านอาจจะมีทรัพย์สินอยู่เป็น ๑๐๐ ล้านบาท หรือ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ตราบใดที่เรา ยังไม่แก้ไขปัญหาตรงนี้ จิ๊กซอว์ (Jigsaw) อันใหญ่ของการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันจะไม่ได้รับ การแก้ไข ถ้ามีการแก้ไขท่านเชื่อไหมครับ นักการเมืองที่ขึ้นบัญชีว่าเป็นนักการเมือง หรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองในอนาคต ส.ส. ส.ว. รัฐมนตรี รวมทั้งองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ถ้าท่านแก้ไขบทบัญญัติตรงนี้ได้จะมีคนสละสิทธิขอบาย (Bye) ครับ ไม่สมัคร ส.ส. ส.ว. หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะถ้าสมัครบัญชีตรงนี้ที่เรียกว่าบัญชีผีจะปรากฏขึ้นทันที บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญใหม่ที่ถูกล่มไปท่านเขียนไว้ว่าให้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีด้วย อันนั้นผมเห็นด้วย แต่ถ้าจะใช้ยาแรงให้เขียนไว้ด้วยครับว่ายื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สิน ของบุตรด้วย ผมขอยื่นขอเสนอกับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญท่านช่วยกรุณาพิจารณา ตรงนี้ด้วย อันนี้ยังพอมีเวลา

ท่านประธานครับ ในเรื่องต่อไปที่ผมขออนุญาตอภิปรายคําว่า ประชานิยม ๒๕๕๘ เป็นของแสลงเสียแล้ว แต่จริง ๆ แล้วคํานิยามของคําว่า ประชานิยม ไม่มีใครเขียน ไม่มีใครบัญญัติไว้ที่ไหน ผมก็ต้องขออนุญาตขอบคุณคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับอาจารย์บวรศักดิ์ฉบับที่แล้วที่ถูกล่มไป ท่านไม่ได้เขียนคํานิยามเอาไว้แต่ท่านเขียน วิธีการแก้ปัญหาที่กําลังเกิดขึ้นกับประเทศไทยในระบบการเงิน การคลัง และการงบประมาณ ของประเทศไว้อย่างดี ผมขอขอบคุณท่าน และอยากขอเสนอให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดของอาจารย์มีชัย กรุณาอย่าถือทิฐิ กรุณาอย่าถือเขาถือเรา ถ้าเป็นของดีท่านรับไว้พิจารณาใส่ไว้ได้ ในกฎหมายรัฐธรรมนูญของท่านยิ่งดี กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดที่แล้วท่านเขียนเอาไว้ อย่างดีในหมวดการคลังและการงบประมาณ มาตรา ๑๘๙ วรรคสอง เพื่อป้องกัน การดําเนินการนโยบายที่มุ่งสร้างความนิยมทางการเมืองที่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย ต่อเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนในระยะยาว การอนุมัตินโยบาย มาตรการ หรือโครงการใด ๆ ให้มีการวิเคราะห์ภาระงบประมาณและภาระทางการคลังทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม และให้ระบุปริมาณและแหล่งที่มา ของเงินในการสนับสนุนการดําเนินนโยบายดังกล่าว นี่ละครับที่ผมกล่าวว่าเป็นของดี ถ้าท่านจะลอกเอาไว้เลยผมว่าไม่น่าเกลียดหรอกครับ เป็นสิ่งดีมีคุณค่าที่ควรใส่ไว้ใน รัฐธรรมนูญอย่างยิ่ง นโยบายใดที่จะสร้างภาระงบประมาณแก่ประเทศ ถ้าหากว่าใครทําเอาไว้ วิเคราะห์เอาไว้ คิดเอาไว้แล้ว ท่านรับเอาไว้ดําเนินการได้เลย มิเพียงเท่านั้นท่านประธานครับ ยังมีสิ่งที่เรียกว่าศาลปกครองแผนกคดีวินัยการคลังและการงบประมาณ อยู่ในมาตรา ๑๙๕ ในกรณีที่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใด ก่อให้เกิดการใช้จ่ายเงินแผ่นดินอันวิญญูชนพึงเห็นได้ว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ อย่างร้ายแรง ......... อาจไต่สวนข้อเท็จจริงและสรุปสํานวนยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง แผนกคดีวินัยการคลังและการงบประมาณ และให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยโดยไม่ชักช้า ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ นี่ก็เป็นของดีอีกอย่างหนึ่งที่อยากให้ใส่ไว้ ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กล่าวโดยสรุปท่านประธานครับ นวัตกรรมต่าง ๆ ถ้าจะใส่เอาไว้ แล้วทําให้เกิดคุณูปการแก่ประเทศ ใครคิดขึ้นมาไม่สําคัญ สําคัญที่ว่าประเทศชาติ ประชาชน ได้ประโยชน์มากน้อยเพียงใด สมควรรับไว้พิจารณา ขอความกรุณาคัดลอกสิ่งที่ผมได้อภิปราย ส่งให้กับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญด้วย ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม นะครับ ไม่ได้ตั้งเป็น พลตํารวจตรีนะครับ ก่อนที่ท่านชูชาติ อินสว่าง จะใช้สิทธิอภิปรายนะครับ จะประกาศ รายชื่อสมาชิกที่แสดงความจํานง ๓ ท่านสุดท้ายนะครับ คือ พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ อดีตปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ดอกเตอร์กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ อดีต สปช. อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนะครับ และท่านสุดท้ายคือท่านวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา รองบรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ และอดีตสมาชิก สปช. เชิญท่านชูชาติ อินสว่าง ประธานชมรมสหกรณ์ภาคเกษตรแห่งประเทศไทย แล้วก็เป็นอดีต สปช. ด้วยครับ

นายชูชาติ อินสว่าง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ชูชาติ อินสว่าง สปท. ๐๔๑ ผมลุกขึ้นอภิปรายท่านประธานคงนึกออกแล้วนะครับว่าผมจะพูด เรื่องอะไร เพราะผมพูดอยู่เรื่องเดียว ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้มีโอกาสเป็น สปช. อยู่ ๑๑ เดือน ตลอดระยะเวลา ๑๑ เดือนผมได้พยายามอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องของ การเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหกรณ์การเกษตร ซึ่งถือว่าเป็นองค์กรธุรกิจแบบที่มีบทบาท ทางเศรษฐกิจมากมายเกือบทุกด้าน ทั้งด้านการผลิต การจําหน่าย และการบริโภค รวมทั้ง เรื่องแรงงาน เรื่องของการใช้ปัญญา เรื่องของทุนต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนําพาซึ่งปรัชญา ของการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือตัวเอง รวมตัวกันด้วยความสมัครใจโดยมีพื้นฐาน แบบประชาธิปไตยเบื้องต้นทีเดียว ท่านประธานที่เคารพครับ ปัจจุบันต้องยอมรับว่า เศรษฐกิจทั้งโลกไม่ค่อยจะเข้มแข็ง แข็งแรงนัก ก็ลามปามมาจนถึงประเทศไทย เศรษฐกิจ ก็เลยพลอยไม่ดีไปด้วย แต่ระยะเวลาที่เศรษฐกิจไม่ดีมาโดยตลอด มีองค์กรหนึ่งก็คือ ตัวสหกรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหกรณ์ภาคเกษตรเราไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับ ประเทศชาติเลยนะครับ ยกตัวอย่างเช่นโครงการรับจํานําข้าวเปลือก ทันทีที่รัฐไม่มีเงิน จ่ายค่าข้าวเปลือก

- ๗๔/๑         คนที่มีเงินจ่ายค่าข้าวเปลือกก็คือสหกรณ์ภาคเกษตรต่าง ๆ เรามีเงินทุนของเราเอง เราสามารถที่จะดูว่าใครมีใบประทวน สามารถที่จะเอามาให้สหกรณ์ดูแล้วเอาเงินสหกรณ์ ไปใช้ก่อนได้ เพราะใบประทวนนั้นก็คือเช็คฉบับหนึ่งนั่นเอง สหกรณ์ถือเป็นเช่นนั้น วันใด ที่สหกรณ์ที่สมาชิกเกษตรกรเดือดร้อนไม่มีเงินทุน ไม่มีค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานทั้งสิ้น ก็มาพึ่งพาเกษตรกร มาพึ่งพาสหกรณ์ ท่านประธานที่เคารพครับ วันหนึ่งมีโครงการ รับจํานําข้าวเปลือกเขาไม่ให้สหกรณ์ภาคเกษตรเข้าไปยุ่งเกี่ยวเรื่องการรับจํานําข้าวเลยครับ แม้แต่ขอเปิดจุดการรับจํานําข้าวก็ไม่เคยให้เปิดจุดรับจํานําข้าว เพราะฉะนั้นถ้าเกิด การเสียหายขึ้นมาแล้วสหกรณ์นี่นะครับก็ได้ลงไปช่วยในเรื่องของโครงการรับจํานําข้าว นี่จะเห็นได้ว่าสหกรณ์มีส่วนช่วยเหลือในการพัฒนาประเทศและช่วยเหลือเกษตรกรอย่างแท้จริง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่าสหกรณ์ในประเทศไทยขณะนี้นี่นะครับ มีรวมทั้งสิ้น ๘,๐๓๕ แห่ง เป็นสหกรณ์การเกษตรเสีย ๔,๓๑๕ แห่ง มีจํานวนสมาชิก ๖,๔๖๐,๐๐๐ กว่าคน เป็นสหกรณ์ประมงเสีย ๑๐๗ แห่ง เป็นสหกรณ์นิคมเสีย ๙๕ แห่ง และนอกนั้นเป็นสหกรณ์นอกภาคเกษตร เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์ มีสมาชิก ๑,๔๗๖ แห่ง สหกรณ์ร้านค้า ๒๔๓ แห่ง รวมเป็นสมาชิกสหกรณ์ทั้งสิ้นถึง ๑๑ ล้านคน จากคน ๖๖ ล้านคน เป็นสมาชิกสหกรณ์เสีย ๑๑ ล้านคน แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านคงจํา ได้ว่าผมเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติผมอภิปรายเรื่องสหกรณ์ ท่านประธานก็กรุณารับปากว่า จะมีคําว่า ระบบสหกรณ์ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เข้าไปอยู่ในรัฐธรรมนูญ แต่ปรากฏว่าขึ้นต้นเป็นลําไม้ไผ่เหลา ๆ ลงไปก็กลายเป็นบ้องกัญชา ไม่มีในมาตราใดมาตราหนึ่ง เลยนะครับ มีไปอยู่ในมาตรา ๘๗ เท่าที่ผมจําได้ ไปอยู่ในวรรคหก ไปรวมกับวิสาหกิจชุมชน อะไรยุ่งวุ่นวายไปหมดเลย และนอกจากนั้นไปค้นดูรายละเอียดก็ไปอยู่ในหมวดปฏิรูป เสียมากกว่า ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าจะพูดถึงระบบหรือวิธีการอะไรก็แล้วแต่นี่นะครับ ระบบสหกรณ์เป็นระบบที่สามารถที่จะเกื้อหนุนให้กระบวนการการเกษตรประสบความสําเร็จ อย่างมากทีเดียว ผมอยากให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้เอาระบบสหกรณ์ตามหลัก ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเข้าไปใส่ไว้แนวนโยบายพื้นฐานของรัฐสักมาตราหนึ่งเถอะครับ เพื่อเป็นขวัญและกําลังใจให้กับกระบวนการสหกรณ์ทั่วประเทศ แล้ววันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ก็จะเป็นวันที่ครบ ๑๐๐ ปีของกระบวนการสหกรณ์ในประเทศไทย ซึ่งเกิดขึ้นที่จังหวัดพิษณุโลก เป็นสหกรณ์ไม่จํากัดสินใช้ สหกรณ์วัดจันทร์ แล้ววันนี้เราก็ครบ ๑๐๐ ปี ให้เป็นของขวัญ ให้กับพี่น้องสหกรณ์ทั่วประเทศ ๑๒ ล้านคนนะครับ โดยใช้ระบบสหกรณ์ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ เป็นแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคงจะใช้เวลาไม่นาน เพราะว่า ถ้าจะพูดไปก็เหมือนเอามะพร้าวห้าวไปขายสวน ระบบสหกรณ์เป็นระบบที่ดีที่สุดครับ และต้องฝากท่านประธานกราบขอบพระคุณ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขออนุญาตด้วยความเคารพครับว่าท่านไปที่ไหนท่านก็พูดถึงเรื่องสหกรณ์ อยากให้สหกรณ์เข้มแข็ง อยากจะให้สหกรณ์ช่วยกันพัฒนา ขณะนี้นี่นะครับภัยแล้งเข้ามา ผมได้ระดมสรรพกําลัง ระดมทุนต่าง ๆ ของสหกรณ์ว่าสหกรณ์ไหนที่ช่วยตัวเองได้ให้รีบทํา ทันทีครับ ไม่ต้องไปรอรัฐบาล เพราะรัฐบาลเองก็มีงานเต็มไม้เต็มมืออยู่แล้ว มีทุนดําเนินงานเองได้ ก็เอาออกมาช่วยกัน ควักกระเป๋ามาช่วยกัน ขออย่างเดียวอย่าทุจริต อย่าโกงกันแค่นั้นเอง กระบวนการสหกรณ์ของเราก็จะเจริญก้าวหน้า ยิ่งขณะนี้ด้วยความเข้มแข็งนี่นะครับ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีก็อยากให้พวกเราสมัครสมานสามัคคีกันจัดการระบบของเราให้ถูกต้อง สุดท้ายครับระบบสหกรณ์มีทุกอย่าง เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ยามมีให้ฝากครับ ไปฝากที่สหกรณ์ได้นะครับ ยามยากให้ถอน เดือดร้อนให้กู้ ไม่รู้เราแนะนํามา สิ้นกรรมมา สหกรณ์ยังสงเคราะห์อีกด้วยครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง 🔗

ขอบคุณท่านชูชาตินะครับ หวังว่าทางท่านมีชัยและคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญคงจะบรรจุให้เป็นของขวัญ ๑๐๐ ปีนะครับ ผมก็เป็นที่ปรึกษาสันนิบาตสหกรณ์ มาหลายปี แล้วก็สหกรณ์ถือว่าเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจฐานรากของเรานะครับ เชิญท่านอดีตปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี ท่าน พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ท่านรองประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ วลัยรัตน์ ศรีอรุณ ได้อนุญาตไว้แล้วในการใช้การนําเสนอด้วย เพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) นะครับ เชิญครับ

พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ : กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ สปท. ๑๑๘ ขอเรียนสั้น ๆ เพียง ๒-๓ ประเด็น

ประเด็นที่ ๑ ในเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติตามที่ท่านประธานได้แจ้งที่ประชุม ว่าทางคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญอยากได้ความเห็น ซึ่งกระผมได้ส่งความเห็นไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ ๓ พฤศจิกายน แล้ววันนี้ได้มีการส่งเอกสารเพิ่มเติมในเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ และได้กล่าวถึงยุทธศาสตร์ชาติในที่ประชุมแห่งนี้หลายครั้งแล้ว และหลายท่านก็ได้มี การพูดถึงยุทธศาสตร์ชาติ กระผมจะไม่พูดถึงอีกในประเด็นนั้น ยกเว้นอยู่ประเด็นเดียว คือหลายท่านจะเป็นห่วงว่ายุทธศาสตร์ชาติที่กําหนดไว้ ๒๐ ปีนั้นผูกพันรัฐบาลอื่น ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในการพิจารณายุทธศาสตร์ชาตินั้น ขอเรียนว่าประการที่ ๑ การจัดทํา ยุทธศาสตร์ชาตินั้นจะต้องรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วน นั่นประการที่ ๑ ประการที่ ๒ ในการจัดทํานั้นนอกจากรับฟังความคิดเห็นแล้ว เรากําหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ ว่าอาจปรับปรุงได้ทุก ๕ ปี และเมื่อมีเหตุการณ์ที่กระทบต่อยุทธศาสตร์ชาติมีนัยสําคัญ ก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ฉะนั้นตรงนี้ที่ว่าไม่จําเป็นจะต้องรอถึง ๒๐ ปีแล้วถึงมาแก้ นอกจากนั้นแล้วยุทธศาสตร์ชาติต้องผ่านรัฐสภา ถึงแม้ในสมัยนี้จะต้องมาเป็น สนช. แต่ว่า ยังมีกฎหมายอื่นอีกมากมายที่ผ่าน สนช. แล้วสามารถบังคับใช้อยู่ตั้ง ๕๐ ปี หรือ ๑๐๐ ปี ก็เป็นได้ ฉะนั้นก็เลยอยากจะเรียนตรงนี้เพื่อความสบายใจ

ประเด็นที่ ๒ นอกจากเรื่องยุทธศาสตร์ชาติแล้วอยากจะเรียนว่า ในประเด็น ของเรื่องปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง ในเรื่องของปฏิรูปและสร้างความปรองดองนั้น บางท่านอาจจะเห็นว่าไม่น่าจะจําเป็นจะต้องบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ผมเห็นว่าเรื่องนี้ มีความสําคัญต่อยุทธศาสตร์ชาติ เพราะการที่จะทําให้ยุทธศาสตร์ชาติบรรลุผลสําเร็จนั้น จะต้องมีการปฏิรูปซึ่งถือเป็นแรงผลัก ในขณะเดียวกันต้องลดแรงต้าน ก็คือความไม่ปรองดอง หรือความเหลื่อมล้ํา หรือการทุจริตทั้งหลายให้ลดลงเหล่านี้เป็นต้น แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีบางท่านที่อภิปรายในวันนี้ว่าไม่น่าจะต้องมีองค์กรเหล่านี้อยู่ เพราะจะมีองค์กรเพิ่มเติมมากมาย ก็อยากจะเรียนเสนอว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ว่าให้บทบาทในการปฏิรูปและการสร้างเสริม ความปรองดองนั้นเป็นบทบาทหนึ่งของหน้าที่ของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ นั่นเป็น ประเด็นที่ ๒ ที่กราบเรียนนะครับ

ประเด็นที่ ๓ กระผมเห็นว่ามีความสําคัญมากแต่ยังไม่มีการพูดถึง โดยเฉพาะ ในเรื่องของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในเรื่องของวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม ทุกท่านคงทราบดีว่าประเทศในเอเชีย ยกเฉพาะประเทศในเอเชีย ๓๐ ปีที่แล้วความเจริญก้าวหน้า ยังน้อยมาก แต่ด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมทําให้ประเทศเหล่านั้นมีรายได้สูง ประเทศเจริญกว่าที่เป็นอยู่เมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว

กล่าวโดยสรุปก็คือว่าทั้ง ๓ ประเด็นนี้น่าจะเป็นประเด็นสําคัญที่น่าจะได้รับ การพิจารณาในกฎหมายรัฐธรรมนูญ นอกจากนั้นกระผมอยากเรียนเพิ่มเติมว่าในเรื่องของ กฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นอาจจะมีหลายส่วนที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาว่า อาจจะมีความเห็นแตกต่างกัน กระผมขอเสนอว่าถ้ายึดหลักผลประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นหลัก ประโยชน์สูงสุดของประเทศเป็นหลัก ตรงนั้นน่าจะเป็นสิ่งที่จะวินิจฉัยได้ว่า บทบัญญัติที่ควรจะกําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นควรจะกําหนดไว้เพียงใด ขอบพระคุณครับ

ตกลงท่านไม่ใช้เพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) นะครับ ที่จะนําเสนอ ด้วยเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) นะครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ทําการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ : ในระหว่างที่พูดไปแล้ว เพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) ผ่านไปแล้ว ผมว่าคงไม่ต้องนะครับ เพราะว่าได้มีการแจกไว้แล้ว รูปเครื่องบินนะครับ ไหน ๆ ท่านประธานให้โอกาสแล้วเจ้าหน้าที่ทันไหม รูปเครื่องบินนี้ ท่านอาจจะเห็นอยู่บ่อยนะครับ แล้วต่อไปท่านอาจจะเห็นบ่อยขึ้นนะครับ ที่ว่าแผนการบิน ที่เป็นยุทธศาสตร์ชาติ ที่วงเล็บตัวแดง ๆ ที่ผมเขียนเพิ่มเติมขึ้นมาหลังจากที่อยู่ในชุดกรรมาธิการของบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของนักบินหรือว่าผู้ช่วยนักบินที่ว่าจะต้องเป็นผู้นํา หรือว่าเป็นข้าราชการ ระดับสูงที่มีคุณภาพ ตรงนี้ก็คือเป็นไปตามพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไว้ว่าส่งเสริมคนดีให้ปกครองบ้านเมือง ฉะนั้นในกระบวนการเข้าสู่การเมืองก็ถือเป็นส่วนหนึ่ง ที่จะส่งเสริมคนดีให้มีอํานาจ

ภาพที่ ๒ ครับ ทันไหมครับเจ้าหน้าที่ เรื่องนี้ในการพูดถึงที่เป็นห่วงว่า การกําหนดยุทธศาสตร์ชาติที่ว่าผูกพันรัฐบาลต่อไป รัฐบาลอื่นที่ไม่ได้มีส่วนในการกําหนด นโยบายนั้น ถ้าในภาพนี้ท่านจะเห็นว่าคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี ประธานวุฒิสภา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านเหล่านี้ก็จะเป็นนักการเมือง อยู่แล้ว ถัดจากนั้นลงมาคณะกรรมการบริหารยุทธศาสตร์ชาติทางขวามือของท่าน มีภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ภาควิชาการ ภาครัฐนั่นก็คือผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งแผนงาน แผนเงิน แผนคน ซึ่งก็เป็นข้าราชการอยู่แล้ว ฉะนั้นถ้ารัฐบาลใดเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินก็น่าจะ คุยกับบุคคลที่อยู่ในกลุ่มนี้ได้ สิ่งที่น่าสนใจต่อไปอยากจะกราบเรียนว่าขณะนี้แผนพัฒนา ของเราผ่านมาแล้ว ๑๑ แผน แต่ว่าการบูรณาการแผนพัฒนาต่าง ๆ ยังไม่ดีพอ ฉะนั้นในรูปแบบนี้ ในเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติเราจะจัดการบูรณาการแผนต่าง ๆ เข้ามาแล้วจัดลําดับความสําคัญ กําหนดตัวชี้วัดนะครับ แล้วในเรื่องใดที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติแล้วสอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์ชาติจะมีการจัดสรรงบประมาณให้กับโครงการและแผนงานนั้น ๆ นี่คือภาพที่ ๒ ที่กราบเรียนท่านประธานแล้วก็ที่ประชุมเพื่อกรุณาทราบ

ภาพที่ ๓ ครับ ภาพนี้ได้ถ่ายเอกสารไว้แล้ว ท่านประธานได้กรุณาอนุญาต ให้แจกแล้ว ก็คือว่าในส่วนซ้ายมือของท่านในเรื่องของวาระปฏิรูป ๓๗ และวาระพัฒนา บวกบวกนะครับ ทางขวาคือเรื่องของปรองดอง ทั้ง ๒ ส่วนเป็นยุทธศาสตร์ที่สําคัญ สู่ยุทธศาสตร์ชาติและไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนอยู่ข้างบน กราบเรียนเพิ่มเติมด้วยครับ ณ วันนี้ต้องขอบพระคุณท่านประธานสภา แล้วก็ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ทุกท่านที่กรุณาเห็นชอบให้กระผมเป็นประธานกรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดิน อยากกราบเรียนว่าการบริหารราชการแผ่นดินนั้นจะปฏิรูปได้ไม่ใช่เฉพาะคณะกรรมาธิการ ที่กระผมเป็นประธานอยู่เท่านั้น ทุกคณะจะมีส่วนอย่างสําคัญในการที่จะช่วยกันขับเคลื่อน การปฏิรูป อยากขอความกรุณาว่าหากท่านใดมีความเห็นใดที่จะแจ้งให้ทราบนะครับ ท่านใส่ซอง ไว้ที่ตรงหน้าห้องเซ็นชื่อ กระผมจะดูทุกเรื่องแล้วก็จะตอบทุกเรื่องว่าเรื่องใดสามารถทําได้ และทําไม่ได้ มีเวลาเหลืออยู่นิดเดียวนะครับท่านประธาน ถ้าอนุญาตให้กล่าวต่อไปได้ ผมใช้เวลาให้คุ้มก็แล้วกันแต่เป็นประโยชน์ครับ คุยกันในระหว่างกลุ่มนะครับว่า เราจะขับเคลื่อนอย่างไรให้เร็ว ในเรื่องของคณะกรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดินคิดอยู่ว่าจะมี คณะอนุกรรมาธิการอยู่ ๓ ส่วน ๑. คือโครงสร้าง ๒. ก็คือในเรื่องของกลไกและบริหารงานบุคคล

ขออนุญาตท่านประธานครับ เดี๋ยวค่อยพูดในวาระ

พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ : โอเค (Okay) ครับ ขอบคุณครับ

ขอบคุณมากครับสําหรับเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ ความจริงท่านยงยุทธ สาระสมบัติ ถือว่าเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ (Brand ambassador) ด้านนี้นะครับ แล้วท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้มีคําสั่งแต่งตั้งโดยมติคณะรัฐมนตรีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ขึ้นมาทันทีนะครับ มีท่านเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ขณะนี้ก็เดินหน้าขับเคลื่อน ทํายุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ซึ่งประเทศไทยไม่เคยมีเลย แล้วก็จะบูรณาการกับแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตลอดจนแผนปฏิรูปแห่งชาติในการที่จะทําให้ประเทศของเรานั้น มีเป้าหมายชัดเจน วิสัยทัศน์ ๒๐ ปีข้างหน้า แล้วก็เคารพต่อสิทธิของรัฐบาลที่เข้ามาในช่วง ๔ ปี ก็ต้องเดินหน้าไปสู่เป้าหมายและทิศทางที่เห็นตรงกันนะครับ นอกจากนั้นแล้วเครื่องบิน ของท่านก็จะส่งมอบให้กับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนะครับ เพราะว่าเป็นตัวสะท้อนที่ดีมาก อธิบายภาพของประเทศได้ดีมาก เราจะต้องมีเครื่องยนต์อะไรใหม่ ๆ เราจะต้องมีลีดเดอร์ชิป (Leadership) หรือภาวะผู้นําอะไรที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนความเหลื่อมล้ํา ที่ทําให้ปีกเครื่องบินเอียงซ้ายเอียงขวาที่ผ่านมาจนกระทั่งเรียกว่าเกือบตกหรือว่าตกไปแล้ว ก็ไม่ทราบ ตรงนี้จะเป็นอุทาหรณ์ของคนทั้งประเทศได้เห็นก็จะส่งมอบให้ทั้งภาพ ทั้งแผน ทั้งคําอภิปรายของท่านนะครับ ต่อไปเชิญดอกเตอร์กอบศักดิ์ ภูตระกูล ครับ

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล 🔗

ขอบคุณครับ กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพอย่างสูงครับ แล้วก็ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม กอบศักดิ์ ภูตระกูล สมาชิกหมายเลข ๐๐๙ ครับ ในการอภิปรายแสดงความคิดเห็น ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ กระผมมีประเด็นสําคัญ ๓ เรื่องที่อยากจะเสนอผ่าน ท่านประธานไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อบรรจุในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ประเด็นแรก ก็คือเรื่องของการแก้ไขปัญหาของความเหลื่อมล้ําที่ผมได้พูดไป เมื่อวานนี้ สิ่งที่ประชาชนมักจะถามเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญโดยมากเขาจะถามครับว่าเขาจะ ได้อะไรจากรัฐธรรมนูญบ้าง ชีวิตเขาจะดีขึ้นอย่างไร แล้วเขาก็จะถามว่ารัฐธรรมนูญจะช่วย ลดช่องว่างระหว่างความเหลื่อมล้ําในสังคมไทยแล้วจะนําไปสู่สังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ได้อย่างไร ผมว่านี่คือคําถามที่เวลาผมไปเจอประชาชนในช่วงที่ผ่านมาเขาก็จะถามลักษณะนี้ ว่าปากเขาเขาได้อะไร เขาจะมีชีวิตอยู่อย่างไร ในเรื่องนี้รัฐธรรมนูญที่กําลังจะร่างขึ้นนะครับ นอกจากจะช่วยจัดสรรอํานาจระหว่างภาคนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ตามที่เราเห็น โดยปกติแล้ว ด้วยมาตรการที่เหมาะสม มาตราที่เหมาะสม รัฐธรรมนูญยังจะมีส่วนสําคัญ ในการวางนโยบายและกําหนดกรอบในการจัดสรรผลประโยชน์ระหว่างคนในกลุ่มต่าง ๆ นําไปสู่การลดปัญหาความเหลื่อมล้ําในระยะยาวได้อีกด้วย โดยรัฐธรรมนูญนั้นน่าจะให้ ความสําคัญกับเรื่องต่าง ๆ ดังนี้ครับ

เรื่องที่ ๑ ก็คือเรื่องของการกําหนดให้การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ํานั้น เป็นเป้าหมายสําคัญของรัฐโดยอยู่ในรัฐธรรมนูญ โดยที่รัฐบาลต้องมีการจัดกลไกกลาง ในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างบูรณาการเป็นรูปธรรม

เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องของการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อลดความเหลื่อมล้ํา โดยให้ความสําคัญกับพื้นที่ที่ยากจน การกําหนดให้มีภาษีรูปแบบต่าง ๆ อย่างครบถ้วน เพื่อลดความเหลื่อมล้ําอย่างที่เมื่อวานนี้ท่านประธานสมชัยเคยพูดไปนะครับว่าต้องมีภาษี ให้ครบขา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมรดก ที่ดิน อื่น ๆ การสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจ ฐานราก การส่งเสริมให้ประชาชนได้รับความเท่าเทียมทางโอกาสในมิติต่าง ๆ อย่างที่พูดไป เมื่อวานคือเรื่องของการศึกษา การเงิน ความยุติธรรม การดําเนินการเพื่อให้เกิดการถือครอง ที่ดินอย่างเป็นธรรม การจัดให้มีระบบสวัสดิการพื้นฐานให้เกิดขึ้นเพื่อเป็นมาตรฐานขั้นต่ํา ในการดํารงชีพของประชาชน อันนี้ผมขอเน้นคําว่า พื้นฐาน และการพัฒนาระบบบํานาญแห่งชาติ ให้เกิดขึ้น อันนี้คือประเด็นที่อยากจะขอให้บรรจุไว้ในส่วนต่าง ๆ ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งทั้งหมด จะประกอบรวมกันเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาของความเหลื่อมล้ํา แล้วพอบวกกับงาน ของทาง สปท. ก็จะวางกรอบการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ําของประเทศต่อไป

ประเด็นที่ ๒ ที่บางท่านได้กล่าวมาแล้วก็คือเรื่องของการวางกรอบวินัย การเงิน การคลัง หนึ่งในปัญหาสําคัญของไทยในช่วงที่ผ่านมานะครับ ก็คือการขาดวินัย ทางการคลังและการงบประมาณ โดยเฉพาะ ๑๐ ปีที่ผ่านมาเราจะพบว่ารัฐบาลมุ่งการใช้จ่าย เพื่อสร้างความนิยม แล้วก็บางครั้งอาจจะนําไปสู่ความเสียหายระยะยาวให้แก่ประเทศ รัฐบาลหลายแห่งครับ รวมถึงในระหว่างการเลือกตั้งก็มีการแข่งกันออกมาตรการต่าง ๆ เหล่านี้ออกมา รัฐธรรมนูญก็จึงควรให้ความสําคัญกับการวางกรอบการใช้จ่ายทางการคลัง โดยมีประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ

อันที่ ๑ ก็คือเรื่องของการวางระบบงบประมาณใหม่ให้กับประเทศ ในอดีต จะเป็นงบประมาณรายจ่ายอย่างเดียว ในอนาคตก็ควรจะเป็นงบประมาณประเภท ๒ ขา คือมีทั้งรายรับและรายจ่าย จะได้อย่างไรครับสิ่งที่จะจ่ายออกไปจะหาเงินมาจากไหน

ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าจะต้องปรับระบบงบประมาณโดยการให้ความสําคัญ นอกจากภารกิจของหน่วยงาน เช่น กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ แต่พิจารณาเพิ่มเติม เป็นงบเชิงพื้นที่และงบเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวอย่างที่ท่านยงยุทธพูดว่ายุทธศาสตร์ชาติ

เรื่องที่ ๓ ก็คือเรื่องของการให้ความสําคัญกับภาระงบประมาณแล้วก็ภาระ การคลังทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยมีกรอบงบประมาณที่เรียกว่ามัลติ เยียร์ บัดเจตติง (Multi year budgeting) การจัดระบบภาษี ๒ ระดับก็คือระดับชาติแล้วก็ระดับของท้องถิ่น เพื่อให้ท้องถิ่นนั้นสามารถเก็บภาษีได้เพียงพอแล้วก็เป็นการกระจายอํานาจสู่ท้องถิ่น เช่นเดียวกัน การกําหนดให้เมื่อมีการแปรญัตติของสมาชิก ส.ส. เพื่อตัดทอนรายการ หรือจํานวนใดใน พ.ร.บ. งบประมาณประจําปีกําหนดไว้ว่าไม่สามารถนําไปจัดสรร ไม่ว่าจะเป็นโครงการที่มีอยู่เดิมหรือจัดตั้งขึ้นมาใหม่ เว้นแต่การนําไปใช้จ่ายสําหรับเงินกู้ ดอกเบี้ยเงินกู้ หรือชดใช้เงินคงคลัง อันนี้ก็จะทําให้โครงการต่าง ๆ ที่คิดออกมาโดยที่ไม่มี การเตรียมการอย่างดีและเป็นที่มาของความเสียหายเชิงงบประมาณไม่เกิดขึ้น อันนี้ก็จะเป็น สิ่งที่เป็นวินัยที่สําคัญที่ควรจะกําหนดไว้ การให้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับวินัย ทางการคลังครอบคลุมไปถึงการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณและการสร้างภาระผูกพันต่าง ๆ ด้วย จะพบว่า พ.ร.บ. งบประมาณที่เราเขียนตั้งแต่ปี ๒๕๐๒ เป็นการเขียนในอดีต ในปัจจุบัน มีการใช้จ่ายนอกงบประมาณเยอะและขณะเดียวกันก็มีการใช้จ่ายประเภทเงินงบผูกพัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นช่องโหว่ทางการคลังที่ไม่ได้คิดไว้เมื่อ ๕๐ ปีที่แล้ว เราก็ควรที่จะอาศัย การเขียนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในการกําหนดวินัยการเงิน การคลังดังกล่าว แล้วการให้ รัฐธรรมนูญนั้นกําหนดให้มีกฎหมายประกอบหรือ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การคลังการงบประมาณ ซึ่งจะเป็นกฎหมายสําคัญที่จะวางกรอบวินัยการเงิน การคลัง ของประเทศในอนาคต

ท้ายที่สุดครับ ประเด็นนี้มีหลายคนพูดทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย กระผมคิดว่าต้องมีมาตรการเพื่อป้องกันและลงโทษผู้ที่ทําให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ อย่างร้ายแรง

ประเด็นสุดท้ายก็คือเรื่องของการวางโครงสร้างในการปฏิรูปประเทศ ปัญหาของประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมาก็คือว่าเราให้ความสําคัญกับการปฏิรูปและยุทธศาสตร์ การพัฒนาประเทศระยะยาวน้อยมากครับ ทุกรัฐบาลที่เข้ามามักจะให้ความสําคัญ กับความนิยมในระยะสั้นทํามาตรการประมาณ ๑ ปี ทําให้การวางรากฐานใหม่ในการพัฒนา ประเทศนั้นเกิดขึ้นได้อย่างจํากัด จนกระทั่ง ณ ปัจจุบันเป็นที่น่าเสียใจว่าประเทศไทย ไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ได้ดีเหมือนเคย แล้วก็เริ่มสูญเสียขีดความสามารถ ในการแข่งขันของเรายังจะเห็นว่าประเทศเพื่อนบ้านบางแห่งเริ่มเป็นผู้นําเมื่อเทียบกับเราแล้ว ในการส่งออกทั้ง ๆ ที่แต่ก่อนเราเป็นเบอร์ ๑ เบอร์ ๒ ของภูมิภาค ในหลาย ๆ เรื่อง เราก็เริ่ม เสื่อมถอยเมื่อเทียบกับเขา ดังนั้นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ควรจะให้ความสําคัญกับเรื่องที่ ๑ ก็คือการกําหนดให้มียุทธศาสตร์ชาติระยะยาวอย่างที่ท่านยงยุทธและหลาย ๆ คนได้พูดไป เพื่อให้แต่ละรัฐบาลเมื่อกําหนดแนวนโยบายรัฐก็ให้นํายุทธศาสตร์ชาตินั้นมาเป็นกรอบ แล้วมันควรจะมีมากกว่านั้นครับ ในรัฐธรรมนูญก็ยังสามารถกําหนดได้ว่าการจัดสรรงบประมาณ ของรัฐในแต่ละปี การดําเนินมาตรการต่าง ๆ ต้องให้ความสําคัญกับการดําเนินการ ตามยุทธศาสตร์ชาติ ผมคิดว่ามันจะเป็นสิ่งที่ประกอบรวมกัน แล้วทําให้ยุทธศาสตร์ชาติ ที่จะสร้างขึ้นมานั้นมีนัยความสําคัญ

ประเด็นที่ ๒ ก็คือการกําหนดให้มีโครงสร้างใหม่ในประเทศที่จะดูแล รับผิดชอบขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในด้านต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันนี้ในเอกชน ทุกองค์กรที่ประสบความสําเร็จจะมีองค์กรที่เรียกว่าเชนจ์ แมเนจเมนท์ ยูนิต (Change management unit) เป็นองค์กรต่างหากที่ไม่ได้ทําธุรกิจในแต่ละวัน แต่เป็นองค์กรที่คิดไป ในอนาคตว่าเราจะเปลี่ยนแปลงบริษัทเรา องค์กรของเราอย่างไรให้แข่งขันได้ ประเทศไทย ไม่มีองค์กรส่วนนี้เรามีแต่องค์กรทํามาหากินทํานโยบายต่าง ๆ ระยะสั้นทั้งนั้น เราควรที่จะมี โครงสร้างใหม่ขึ้นมาภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่จะดูแลขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในด้านต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยทํางานควบคู่กับรัฐบาลในการให้คําปรึกษา เป็นทิงก์แท็งก์ (Think tank) แล้วก็เป็นผู้ช่วยขับเคลื่อนวาระปฏิรูปต่าง ๆ

ประเด็นสุดท้ายก็คือการกําหนดให้รัฐธรรมนูญกําหนดว่าต้องมี พ.ร.บ. ว่าด้วยการปฏิรูป ซึ่งอันนี้จะมีความสําคัญอย่างยิ่งนะครับ แล้วผมคิดว่าสภาขับเคลื่อน ของเรานั้นควรจะเป็นผู้ที่ทํางานอย่างใกล้ชิดกับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็ช่วย ยกร่างรายละเอียดของการปฏิรูปสําคัญทั้ง ๑๑ ด้านที่เรากําลังจะทําขึ้นมา ซึ่งมันจะเป็น กรอบไปข้างหน้าแล้วก็จะเป็นกฎหมายสําคัญว่าด้วยการปฏิรูปของประเทศไทยต่อไป ซึ่งถ้าเกิดทําได้เช่นนี้ผมคิดว่าก็จะช่วยตอบโจทย์สําคัญของประเทศแล้วก็จะวางอนาคต ที่สดใสให้กับประชาชนคนไทยทุกคนครับ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณดอกเตอร์กอบศักดิ์นะครับ ซึ่งมีเอกสารนําส่ง ก็อนุญาตที่จะให้แจก สมาชิก นําส่งสมาชิก แล้วก็ส่งให้ กรธ. นะครับ ท่านสมาชิกที่มีการนําส่งเอกสาร เจ้าหน้าที่ ประสานขอไฟล์ (File) ที่เป็นดิจิทัล (Digital) ด้วยนะครับ เราจะได้ไม่ไปเสียเวลาต้องพิมพ์ซ้ํา หรือว่าเป็นสําเนาดูไม่สวยงาม แล้วก็จะได้เอาไปอยู่ในเว็บไซต์ (Web site) ฐานข้อมูลสมาชิก สามารถเปิดดูคําอภิปรายของทุกท่านได้นะครับ ท่านสุดท้ายได้นําส่งเรื่องของเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) ในการนําเสนอประกอบการอภิปราย ท่านวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา อนุญาตนะครับ เชิญครับ

นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา 🔗

ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ ผม วรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๓๑ นะครับ วันนี้ผมจะมานําเสนอเกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปการเมืองซึ่งเป็นวิกฤติ แล้วก็เป็นแนวคิด ที่ต่อเนื่องจากคราวที่แล้วที่ผมเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาตินะครับ ปัญหาที่เกิดขึ้น ผมเป็นนักสังเกตการณ์ทางการเมือง คือเป็นผู้สื่อข่าวด้วย เป็นสื่อมวลชน ทํางานด้าน การเมืองมา ๓๐ ปี ศึกษาแล้วก็บันทึก แล้วก็ดูปรากฏการณ์ต่าง ๆ ก็เห็นความเป็นไป แล้วก็อยากจะนําเรื่องนี้นําเสนอต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญว่ามันเกิดอะไรขึ้น เดี๋ยวขอเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) ด้วยนะครับทางเจ้าหน้าที่ครับ ผมทําเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) มา ก็วิเคราะห์ว่าปัญหาวิกฤตการณ์การเมืองของเราเกิดขึ้นเกิดจากการขาดการถ่วงดุล ของ ๔ ฝ่าย ถ่วงดุลอํานาจ ผมแบ่งเป็นฝ่ายการเมือง ฝ่ายราชการ ฝ่ายธุรกิจ และฝ่ายประชาชน เหตุตัวนี้เกิดขึ้นหลังจากเราใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งคิดว่ารัฐธรรมนูญนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ดี ข้อดีมีครับ แต่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้สร้างกลไกใหม่แล้วก็เปลี่ยนความสมดุลทางการเมือง ซึ่งเมื่อก่อนข้าราชการกับ ส.ส. สังเกตได้ ผู้ว่าราชการจังหวัดกับ ส.ส. จะเกรงใจซึ่งกันและกัน แต่หลังจากที่เราให้อํานาจฝ่ายการเมืองมากขึ้น ให้นายกรัฐมนตรีมีอํานาจมาก อยู่ได้นาน ถอดถอนยาก อํานาจนี้ได้ถ่ายทอดลงไปถึง ส.ส. ส.ส. กลายเป็นผู้ประเมินผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อข้าราชการอยู่ภายใต้อิทธิพลของฝ่ายการเมืองก็มีการกระทบกระทั่ง มีการแตกหัก ๒ ครั้งครับ ภายในเวลา ๑๗ ปี แตกหัก ๒ ครั้ง ครั้งแรกปี ๒๕๔๙ ครั้งที่ ๒ ปี ๒๕๕๗ การแตกหักบอกถึงอาการป่วยของการเมืองไทยที่เกิดจากผลพวงจากรัฐธรรมนูญที่เปลี่ยน โครงสร้างอํานาจนะครับ ขอสไลด์ (Slide) แผ่นที่ ๒ นะครับ เมื่อเกิดอาการป่วยมีอะไร ตามมา นั่นก็คือการเปลี่ยนโครงสร้างอํานาจทําให้นักการเมืองอยู่ได้นาน คนที่ฉลาดกว่า นักการเมืองคือนักธุรกิจครับ ก็โดดเข้ามาเล่นการเมือง ซึ่งนักการเมืองนี่ไม่ทันนะครับ สังเกต ได้จากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ประกาศใช้ ปี ๒๕๔๐ ถึงปี ๒๕๔๔ ไม่เกิดเรื่องอะไรมาก เท่าไรนัก แต่หลังจากปี ๒๕๔๔ ขึ้นไปแล้ว มีนักการเมืองรุ่นใหม่เข้ามา ที่เราเรียกว่า เป็นนักธุรกิจการเมืองบ้าง อะไรก็แล้วแต่ มีคอนเซปต์ (Concept) ก็คือลงทุน ทําอย่างไร ให้ได้เสียงเยอะ ๆ ได้อํานาจมา แล้วก็ใช้ประเทศทําประเทศให้เหมือนบริษัทเสีย เอา ส.ส. มาเหมือนลูกจ้างก็ทําให้เห็นอยู่ ที่สําคัญมีการทําลายระบบความเข้มแข็งของระบบราชการ ที่ผมพูดนี้ไม่ได้พูดเอาใจราชการนะครับ การผ่ากระทรวงเป็น ๒๐ กระทรวง เพิ่มกรม เพิ่มอะไรนี่นะครับ แต่อันหนึ่งขึ้นมามีระบบฟาสต์แทรค (Fast track) มีอะไรก็แล้วแต่ ทําให้ข้าราชการรุ่นพี่ที่มีอาวุโสกว่าแต่เส้นไม่ถึงมีประสบการณ์สูงกว่าถูกข้ามหัว สิ่งที่เกิดขึ้นมาก็คือไม่มีการถ่ายทอดความรู้จากรุ่นต่อรุ่นซึ่งสั่งสมมานาน ความรู้ ในระบบราชการอ่อนแอลง ข้าราชการที่เคยเป็นคนเก่ง ๆ ระยะหลังนี้ก็จะหาน้อยลง หาได้น้อยลงเรื่อย ๆ นะครับ ประการที่ ๓ เกิดธุรกิจการเมือง นั่นก็คือมีการจ่ายซื้อเสียง ล่วงหน้า ที่ กกต. จะไปจับการซื้อเสียงในวันก่อนลงคะแนน จับไม่ได้หรอกครับ ไม่มีครับ เขาซื้อกันทั้งปีนะครับ หัวหนึ่งตกประมาณ ๒,๐๐๐ บาทต่อปี ก็ผ่านการจัดสัมมนา การประชุม ประชุมบ่อย ๆ

- ๘๐/๑   เชิญไปหัวคะแนนก็คุมกันไปนะครับ ครั้งละ ๕๐๐ บาท ปีหนึ่ง ๔ ครั้ง ๒,๐๐๐ บาท ๔ ปี ๘,๐๐๐ บาท ทีนี้สิ่งที่เขาทําก็เกิดการถอนทุนอย่างรุนแรง ผมนําเสนอว่าเมื่อเรารู้แล้วสาเหตุ เกิดอะไรขึ้นมา

ขอสไลด์ (Slide) แผ่นที่ ๓ ก็คือหนทางการแก้ปัญหาคือการปรับดุลอํานาจ ระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายข้าราชการประจําให้อยู่ได้ให้พอ ๆ กัน ซึ่งคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญผมเห็นวิธีคิดแล้วก็เห็นว่าพยายามจะไปถึงจุดนี้อยู่ โดยเฉพาะเรื่องการ จัดสรรปันส่วน ส.ส. เพื่อให้พรรคเล็ก ๆ ขึ้นมาได้แทนที่จะมีการผูกขาดอํานาจอยู่คนกลุ่มเดียว อันนี้จะทําให้การผูกขาดอํานาจของฝ่ายการเมืองหรือธุรกิจการเมืองลดน้อยลง

อีกประเด็นหนึ่งที่จะต้องทําคือการปราบทุจริต รวดเร็ว รุนแรง เพื่อทําให้ นักธุรกิจการเมืองรู้สึกว่าไม่คุ้มแล้วละไม่กล้าเข้ามา เปิดทางให้เทคโนแครต (Technocrat) ที่อยากจะทํางานการเมืองจริง ๆ เข้าไป

ประเด็นที่ ๓ คือจัดระบบเลือกตั้งปิดทางการแฝงตัวของนักธุรกิจการเมือง ประการแรกตรงนั้นก็คือต้องตัด ส.ส. บัญชีรายชื่อทิ้ง ซึ่งเมื่อเช้าผมฟังท่าน สปท. หลายท่าน เสนอเรื่องนี้อยู่ซึ่งตรงกันนะครับ เพราะว่าที่ผ่านมาได้บอกว่ามี ส.ส. บัญชีรายชื่อเพื่อให้ คนเก่ง ๆ เข้ามา ผมไม่เห็นเลยครับ ไม่มีนะครับ มีอยู่ ๒ อย่าง มี ส.ส. เกษียณเดินหาเสียง ไม่ไหวแล้วครับเพราะเข่าไม่ดี ก็ขอไปเป็นปาร์ตี้ลิสต์ (Party list) ก็แล้วกัน แล้วก็อีกส่วนหนึ่งก็คือ เป็นนายทุน พวกนี้ไม่เคยไหว้ประชาชนมาถึงก็เอาเงินมาแล้วก็เอา ส.ส. มาเดินตาม ทีนี้ ผมคิดว่าจะทําอย่างไรที่จะตัดรายชื่อ ส.ส. บัญชีรายชื่อทิ้ง แล้วก็ทําอย่างไรให้คนที่เป็น ส.ส. จริง ๆ เป็นผู้แทนราษฎรที่ผมเคยเห็นในอดีตก็คือไปไหว้ประชาชน แล้วก็เคารพความคิด ของประชาชนไม่กล้านอกลู่นอกทาง เพราะว่าต้องเจอชาวบ้านอยู่เป็นประจํา นั่นก็คือ ต้องจัดการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ แทนที่จะทําแบบเดิมผมเสนอเป็นเขตใหญ่ไม่เรียงเบอร์ การเลือกตั้งวิธีนี้จะไปแบบจัดสรรปันส่วนก็ได้ แต่จัดสรรปันส่วนไปมีปาร์ตี้ลิสต์ (Party list) ซึ่งอันนี้ผมไม่เห็นด้วย แต่การเลือกตั้งแบบเขตใหญ่ไม่เรียงเบอร์นี่นะครับ ผมลองเอาสถิติประชากร ปี ๒๕๕๖ มา มี ๖๔ ล้านคน ถ้าเกิดกําหนดว่า ส.ส. ในสภามี ๓๕๐ คน ประชากร ๑๘๕,๐๐๐ คน จะได้ ส.ส. ๑ คน สไลด์ (Slide) ต่อไปขอแผ่นที่ ๕ ครับ เมื่อเอามาเรียงดูลําดับจังหวัดที่มี ส.ส. ๑ คน ทางซ้ายสุดคือ ๑ คนจะมีอยู่ ๗ จังหวัด มี ส.ส. ในสภา ๗ คน แล้วก็ไล่มาเรื่อย ๆ จังหวัดที่มี ๒ คน มี ๑๒ จังหวัดมี ส.ส. ๒๔ คน ทีนี้อย่างนี้ครับ เจ้าหน้าที่ขอไปแผ่นที่ ๖ นะครับ ถ้าเราบอกว่าเอาอย่างนี้แบ่งเขตเป็นเขตละ ๓ คนก็แล้วกัน มันก็จะแบ่งอย่างนี้ครับ ในอดีต ที่เขาแบ่งกันถ้าเกิด ส.ส. ๗ คน ก็จะเป็น ๓ บวก ๒ บวก ๒ ถ้า ๑๐ คนก็เป็น ๓ บวก ๓ บวก ๒ บวก ๒ ขอแผ่นที่ ๗ ครับ ทีนี้ถ้าแบ่งอย่างนี้จะเกิดอะไรขึ้นครับ จริง ๆ แล้วบอกว่าแบ่งเขต ๓ คน เขตละ ๓ คนจริง ๆ ไม่ใช่ เพราะว่าถ้าแบ่ง ๓ คนจะเกิดเขต ๒ คน เขต ๑ คนที่เป็น เศษ ๆ หลุดออกมาเยอะแยะเลย ก็จะได้ ส.ส. เขตละ ๑ คน ๗ เขต ๒ คน ๕๙ เขต แล้วก็ ๓ คน ๗๕ เขต ขอแผ่นที่ ๘ ครับ แม้นว่า ๓ คน ผมว่าถ้าจะให้ซื้อเสียงก็ยังพอเป็นไปได้อยู่ แต่ถ้าเกิดทําให้เขตใหญ่มาก ๆ เช่นใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งการซื้อเสียงก็ยากแล้ว ยิ่งไม่เรียงเบอร์ด้วยนะครับไม่ทราบว่าจะซื้อเหมากันอย่างไร ขอแผ่นที่ ๙ ครับ ผมสมมุติอย่างนี้ เอาว่าเขตละ ๕ คน พรรค ก ส่ง ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ พรรค ข ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๕ คนเหมือนกันหมด นอกจากนั้นปกติเราจะจับสลากในวันที่ไปสมัคร อันนี้ไม่ครับ สมัครให้เสร็จก่อน พอครบ ปิดวันรับสมัครจับเบอร์ทีเดียวเลยแล้วเบอร์ก็จะไม่เรียงกันครับ เพราะแต่ละคนจะได้เบอร์ ไม่เรียง ขอแผ่นที่ ๑๐ ครับก็จะเกิดขึ้น พรรค ก อาจจะได้เบอร์ ๓ สีแดง ๆ คือเบอร์ที่จับได้ คนที่ ๒ ได้เบอร์ ๕ เบอร์ ๑๒ เบอร์ ๑ เบอร์ ๑๑ สังเกตได้ว่าเบอร์ไม่เรียงกัน ฉะนั้นเวลาจะ ซื้อแพค (Pack) ซื้อเสียงแพค (Pack) อธิบายยากมาก แล้วก็ที่สําคัญคือเรามีตัวอย่างครับ เกิดขึ้นแล้วเมื่อปี ๒๕๔๓ ขอแผ่นที่ ๑๑ ครับ ก็เกิด การเลือกตั้งเขตใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ส.ว. ปี ๒๕๔๓ จะเกิดผลดังนี้ครับ คือตอนนั้น ส.ว. ตอนนั้นปี ๒๕๔๓ ยอมรับได้มีคนที่มีชื่อเสียง แล้วก็ประวัติดี ๆ เข้ามาเยอะ อาจจะมี คนหลุดมาบ้างนิด ๆ หน่อย ๆ นี้นะครับ ซึ่งผมว่าแม้เป็นปัญหาขอให้เสียงส่วนใหญ่เป็นคนดี ไว้ก่อน ขอแผ่นที่ ๑๒ ผมมาลองตั้งสมมุติฐาน ถ้าเกิดเราแบ่ง ส.ส. ถ้าเขตหนึ่ง ๔ คนขึ้นไป เราจะได้ ส.ส. ที่มาจากเขต ๔ คนถึง ๒๒๓ คน แล้วก็มาจากเขตที่ตั้งแต่ ๓ คนลงไป ๑๒๗ คน ถ้าเอาที่ ๕ คนเป็นเกณฑ์ คนเขตที่เล็กลงไปจะมีได้ ๑๖๗ คน แต่เขตตั้งแต่ ๕ คน ขึ้นไปจะได้ ๑๘๓ คน ทีนี้ผลที่คาดว่าจะได้รับ ผลลัพธ์ที่คาดว่าจะได้ ขอแผ่นที่ ๑๓ เขตใหญ่ ซื้อเสียงยาก แล้วก็เพิ่มต้นทุน ข้อ ๒ เบอร์ไม่เรียงทําให้ประชาชน แล้วก็กําหนดให้ประชาชน มีสิทธิเลือกได้คนเดียว เขาก็จะมีเลือกคนที่รักมากกว่าเลือกที่เงิน อันที่ ๓ พรรคการเมือง มีอิทธิพลน้อยลง เพราะว่าตัวผู้สมัครต้องพึ่งตัวเองมากขึ้น แล้วก็ ส.ส. จะพ้นจากสภาพ การเป็นลูกจ้างของนักธุรกิจการเมือง แล้วกลับมาเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทยจริง ๆ ข้อ ๔. พรรคการเมืองติดเทอร์โบ (Turbo) ไม่ได้ซึ่งท่านจะสงสัยว่าทําไมถึงติดเทอร์โบ (Turbo) ไม่ได้ นั่นก็คือก่อนวันลงคะแนน ถ้าดูแล้วเสียงไม่พอสู้คู่แข่งได้นิดหน่อยยังห่าง ๆ กันอยู่เขาก็จะทุ่มลงไป สัญญาหรือว่าเอาหัวหน้าพรรคไปโบกมือนะครับ อันนี้ถ้าเกิดเบอร์ เรียงกันเป็นชุด ๆ จะได้กันทั้งแพค (Pack) เลยทั้งหมดนี้ ข้อ ๕ เมื่อสักครู่ผมพูดไปแล้วทั้งหมดนี้ ผมก็ได้เสนอเพิ่มเติมนิดว่าการเปิดเผยบัญชีภาษีย้อนหลัง ๕ ปีจะทําให้คนที่อยากลงสมัคร ก็ต้องระมัดระวังตัว แล้วคนที่มีพฤติกรรมที่จะต้องหาเงินหาทองเขาไม่กล้าเข้ามานะครับ หรือถ้าเอาแบบประเทศญี่ปุ่นนี้ห้ามทําบุญ หรือมอบทรัพย์สินให้ในเขตเลือกตั้งของตังเอง แล้วก็ถ้าเป็นไปได้คือ กกต. หาเสียงให้ สิ่งเหล่านี้จะเปิดทางให้เทคโนแครต (Technocrat) หรือคนดีกล้าเข้ามาสู้ในสนามเลือกตั้งครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง 🔗

ขอบคุณคุณวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา ท่านสมาชิกครับ เราได้ใช้เวลา ในการอภิปรายแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีสมาชิก ทั้งสิ้น ๓๔ ท่าน ใช้เวลาอภิปรายรวม ๕ ชั่วโมง ๑๓ นาที โดยที่จะได้ส่งความเห็น และข้อเสนอแนะของสมาชิกไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อประกอบการจัดทํา ร่างรัฐธรรมนูญต่อไป ทั้งนี้ย้ําอีกครั้งหนึ่งว่าการเสนอความเห็นของสมาชิกแต่ละท่าน เป็นอิสระและเอกสิทธิ์ ไม่ใช่เป็นมติหรือความเห็นของ สปท. ก็จะนําส่งให้กับกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมกับเอกสารที่ท่านได้ขออนุญาตในการที่จะแจกในที่ประชุมก็ดี หรือที่ขอให้ส่งไปยังกรรมการร่างรัฐธรรมนูญในนามของสมาชิก

สําหรับเรื่องที่อยากจะเรียนก่อนที่จะปิดการประชุม ก็คือว่าในวันพรุ่งนี้จะมี คณะกรรมาธิการสามัญประจําสภา ๑๐ คณะประชุม ส่วนวันนี้มีคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปการศึกษาได้ประชุมไปแล้วนะครับ ท่านมีเวลา ๓๐ วันในการส่งการบ้านรอบแรก เพราะฉะนั้นก็ต้องทํางานอย่างที่ท่านประธานได้เรียนอย่างรวดเร็ว ฟิต (Fit) นะครับ ก็เชื่อว่า ทุกคนกําลังฟิต (Fit) มากเตรียมที่จะผลิตผลงานการปฏิรูปของเราบัดนี้เราได้ผ่านโรดแมป (Road map) ระยะที่ ๑ ๑ บวก ๑ บวก ๑๘ แล้ว คือการยกร่างสร้างกลไก จากนี้ไปก็คือ การกรองกลั่นข้อเสนอก็คือวาระการปฏิรูปทั้งหลายที่ทาง สปช. ได้ส่งมาแล้ว แล้วก็ในแต่ละด้าน การปฏิรูปใน ๑๑ ด้านนั้นมีวาระที่กําหนดไว้ชัดเจนที่ทางท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบให้กับ สปท. วันนั้นก็ชัดเจนแล้วว่ามี ๓๗ วาระกระจายอยู่ใน ๑๑ ด้านอะไรบ้าง ตรงนั้นเป็นกรอบในการที่จะไปจัดลําดับความสําคัญในการที่จะมุ่งคํานึงถึงผลสัมฤทธิ์ แห่งการปฏิรูปโดยเร็วก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นก็ต้องส่งการบ้านใน ๓๐ วันนะครับ แล้วคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภา สปท. นั้นก็จะประชุมนัดแรกในวันพฤหัสบดี ซึ่งจะเป็นคณะกรรมาธิการที่จะกําหนดเกี่ยวกับเรื่องของวาระการประชุม เรื่องแผนปฏิรูป ก้าวเดินแนวทางของ สปท. โดยรวมนะครับ ก็จะมีท่านประธาน รองประธาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประธานของคณะกรรมาธิการทุกคณะอยู่ที่ตรงนั้นด้วย นอกจากนั้นแล้วในสัปดาห์หน้า เราได้กําหนดวาระการประชุมไว้ เหลือการอภิปรายทั่วไปนั้นอีก ๒ วัน ก็คือ วันจันทร์ที่ ๑๖ พฤศจิกายน ซึ่งจะมีวาระปฏิรูปด้านอื่น ๆ ครับ โดยเฉพาะด้านป้องกัน และปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ด้านการกีฬา ด้านศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรม และการศาสนา อาจจะมีปรับปรุงวาระเพิ่มเติมในเรื่องที่ตกค้างมานะครับ ก็คือเรื่อง ของการปฏิรูปเศรษฐกิจเรียลเซกเตอร์ (Real sector) ที่ท่านเกริกไกร จีระแพทย์ เป็นประธาน และสมาชิกเห็นว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งน่าจะได้มีการนําเสนอนะครับ ก็จะดูว่าจะเป็นวันที่ ๑๖ หรือวันที่ ๑๗ นะครับ ส่วนวันที่ ๑๗ ท่านประธานได้กําหนด วาระการประชุมนะครับ นั่นก็คือการอภิปรายทั่วไปเพื่อเสนอวิธีการปฏิรูปประเทศ ๑๑ ด้าน ในด้านสังคม ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ตรงนี้ก็เป็นการแจ้งล่วงหน้า ซึ่งความจริง ท่านประธานก็ได้เห็นชอบแต่ว่าจะต้องเข้าไปคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศในวันพฤหัสบดีนะครับ ทั้งหมดนั้นก็เป็นการขับเคลื่อนการปฏิรูปของเรา บัดนี้เครื่องยนต์กลไกของเราก็เกือบพร้อม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แล้วนะครับ พร้อมที่จะเดินหน้า ขอแจ้งสําหรับวันพรุ่งนี้อีกครั้งหนึ่งนะครับ ตามนโยบายการสื่อสารเชื่อมไทยเชื่อมโลก ของ สปท. ตามนโยบายท่านประธาน ดอกเตอร์ทินพันธุ์ ก็คือว่าเราจะมีการจัดบรรยายสรุป ให้กับทูตานุทูต องค์การระหว่างประเทศ ก็ได้รับการตอบรับดีมากครับ มีตั้งแต่ระดับ เอกอัครราชทูตหลายประเทศทีเดียวนะครับ แล้วก็องค์การระหว่างประเทศเกือบจะทุกด้าน รวมไปถึงกงสุลกิตติมศักดิ์ด้วย เพราะฉะนั้นในช่วงเวลาตั้งแต่ ๐๙.๔๕ นาฬิกา โดยพิธีการ กระบวนการทางการทูต คณะทูตานุทูตเหล่านั้นท่านก็จะเริ่มเดินทางมาถึงตรงบริเวณ ถนนระหว่างอาคาร ๑ กับอาคาร ๓ ข้างห้องสารนิเทศ ซึ่งก็ขอเชิญท่านที่ประชุม คณะกรรมาธิการเสร็จแล้วมาช่วยให้การต้อนรับ ที่เราอาจจะคับแคบหน่อยนะครับ แต่ว่าอบอุ่นครับ จากนั้นก็จะเป็นช่วงเวลาของการบรรยายสรุปแล้วก็ซักถาม โดยที่มี ท่านประธาน มีผมที่ท่านประธานได้มอบหมายนะครับ ทีมโฆษกโดยเฉพาะท่านโฆษก ฝ่ายต่างประเทศของเราก็คือท่านสุวัฒน์ จิราพันธุ์ ซึ่งเป็นรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ก็ทํางานร่วมกับทีมสํานักวิเทศสัมพันธ์ของเราอย่างใกล้ชิด ก็เตรียมการไว้พร้อมนะครับ ท่านใดที่จะกรุณาสละเวลามาช่วยกันต้อนรับ โดยเฉพาะท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ กษิต ภิรมย์ ท่านแสดงความจํานงที่จะมาช่วยตั้งแต่ต้นเลยนะครับ นอกจากนั้นแล้วในช่วงเวลาหลังจากที่มีการบรรยายสรุปเสร็จแล้ว ในช่วงของเวลา ๑๑.๓๐ นาฬิกา เราก็จะเชิญบรรดาแขกของเราผู้มีเกียรติทั้งหลายขึ้นมาที่ชั้น ๒ จะเป็นรีเซพชัน (Reception) แบบค็อกเทลสไตล์ (Cocktail style) ตรงนั้นก็อยากให้บรรดาท่านสมาชิกได้มา ช่วยกันรับแขกนะครับ เพราะว่าเรายังมีกิจกรรมอย่างนี้เป็นระยะ ๆ ครับ ผมคิดว่า การทําความเข้าใจเป็นหน้าที่ของเรา ส่วนเขาจะเข้าใจมากน้อยแค่ไหนก็เป็นอิสระนะครับ แต่ว่าเรามีหน้าที่ที่จะให้เขาเห็นถึงความตั้งใจมุ่งมั่นของเราในการที่จะต้องปฏิรูปประเทศ ในการที่จะเดินหน้าพาประเทศไปสู่ระบอบประชาธิปไตยตามโรดแมป (Road map) ของเรา ตรงนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยประเทศในการสร้างความเชื่อมั่น แล้ววันที่ ๑๔ ก็จะมีการไปบรรยายสรุป ให้กับทูตานุทูตของไทยและกงสุลที่มาจากทั่วโลกที่กระทรวงการต่างประเทศ ทางกระทรวง ก็ให้เกียรติในการที่จะเชิญไปบรรยายสรุปนะครับ จากนั้นก็จะมีการบรรยายสรุปกับสื่อต่างประเทศทุกสํานักในประเทศไทยแล้วก็สื่อไทย ของเราเองเพื่อที่จะได้เกิดความเข้าใจตรงกันในภารกิจการทํางานของเราและโรดแมป (Road map) ของแม่น้ํา ๕ สาย โดยเฉพาะในส่วนของโรดแมป (Road map) ของทาง สปท. ของเรานะครับ ต่อไปก็จะเป็น ภาคเอกชนจะบรรยายสรุปไปยังหอการค้าต่างประเทศ ในประเทศไทย แล้วก็ ๔ องค์กรหลักภาคเอกชนของเราไม่ว่าจะเป็นสภาหอการค้าก็ดี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยก็ดี สภาการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยก็ดี สมาคมธนาคารไทย เราจะเดินหน้าอย่างนี้ครับ นอกเหนือจากงานที่ทําด้านกรรมาธิการที่เหมือนห้องปฏิบัติการ โรงงานผลิตแผนปฏิรูปประเทศ ท่านประธานอดีตประธานคณะกรรมาธิการสื่อสาร เพื่อการประชาสัมพันธ์ของ สปช. ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านอ่อนอุษา ลําเลียงพล เราได้พูดกันว่า ตอนที่ สปช. ทําพิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศ เราใช้คําว่าบลูพรินต์ ฟอร์ เชนจ์ (Blueprint for change) ท่านก็เป็นนายกสมาคมการโฆษณาแห่งประเทศไทยและเป็นประธานบริษัท เรียล เบอร์เน็ท ท่านก็บอกว่าถ้าเช่นนั้น สปท. ก็จะเป็นเชนจ์ อิน แอคชัน (Change in action) ครับ เรามีบลูพรินต์ ฟอร์ เชนจ์ (Blueprint for change) ในยุค สปช. คราวนี้เชนจ์ อิน แอกชัน (Change in action) ก็เป็นของฝากเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับพวกเราว่าจากนี้ไปเราจะได้เห็น ความสําเร็จ ความคืบหน้าตามนโยบายท่านนายกรัฐมนตรีแล้วในส่วนของเจตนารมณ์ ของทุกคนที่มาทํางานร่วมกันในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศครั้งนี้ อยากเห็นประเทศไทย เดินหน้าสู่การเป็นประเทศชั้นนํา แล้วเดินหน้าสู่การก้าวข้ามแม่น้ําแห่งความขัดแย้ง แม่น้ําของประชาธิปไตยที่ไม่พึงประสงค์ด้วยสะพานของแม่น้ํา ๕ สายที่เราทํางาน อย่างเป็นเอกภาพนะครับ นอกจากนั้นแล้วก็เรียนเพิ่มเติมว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้ง คณะกรรมการประสานงานวิป (Whip) ของแม่น้ํา ๓ สายเรียบร้อย คือ คณะรัฐมนตรี สนช. และ สปท. ก็จะเห็นว่าท่านขับเคลื่อนเร็วมาก ไม่อยากบอกวันที่ว่าแต่งตั้งเมื่อไรแต่ว่าเร็วมาก ก็แล้วกัน หนังสือก็มาถึงท่านประธานวันนี้ ก็เรียนว่าเราต้องทําแข่งกับเวลา ท่านประธานถึงบอกว่าเราต้องฟิต (Fit) และทําให้เร็ว แต่ว่ารวดเร็ว แล้วต้องรอบคอบ รอบด้าน และมีส่วนร่วมพร้อมกับเชื่อมโยงในส่วนของแม่น้ํา ๔ สาย พบประชาชน ซึ่งทาง สนช. เป็นหลักเพราะว่าทํา สนช. พบประชาชนมาตั้งแต่สมัยยังมีวุฒิสภาอยู่ บัดนี้ สนช. ทําหน้าที่รัฐสภา ทําหน้าที่ทั้ง ส.ส. สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาด้วย ก็ดําเนินการ โครงการนี้เป็นประจําทุกเดือน และมามีนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีว่าให้ออกไปเป็น ๔ ประสาน ส่วน คสช. ก็ดูแลความเรียบร้อย ความสงบ เพื่อให้เกิดบรรยากาศของการสื่อสาร พบประชาชนทั่วทั้งภูมิภาคทั่วประเทศ ในเดือนพฤศจิกายนก็เป็นการวอร์มอัพ (Warm up) ก็ไปที่จังหวัดแพร่และจังหวัดน่านช่วงวันที่ ๑๓-๑๕ ในส่วนนี้ก็จะเป็น สนช. กรธ. และทาง สปท. ก็จะส่งคนเข้าไป คณะรัฐมนตรีก็ส่งคนเข้าไป แต่เดือนธันวาคมจะเต็มรูปแบบ เพราะฉะนั้นท่านสมาชิกที่สนใจก็มาแสดงความจํานงได้ เราจะต้องออกไปพบประชาชน ให้มากที่สุดให้เกิดความเข้าใจในความตั้งใจและโรดแมป (Road map) ของเรา และทั้งหมด ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ท่านประธานฝากมาให้เรียนกับท่านสมาชิกนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องเสนอใหม่ ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ไม่มี

วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้ว ขอขอบคุณสมาชิกที่มาประชุมทุกท่าน แล้วก็เจ้าหน้าที่ทุกคนนะครับ ผมขอปิดประชุมครับ

เลิกประชุมเวลา ๑๖.๒๕ นาฬิกา