กษิต ภิรมย์ หารือเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยระบุประเด็นปัญหาที่ทำให้รัฐธรรมนูญในอดีตล้มเหลว และเสนอแนะว่าควรระบุจุดยืน อุดมการณ์ จำนวนสมาชิก นโยบาย และการบริหารเงินทองให้ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนทุกคนเข้าไปตรวจสอบได้ นอกจากนี้ยังพูดถึงการบริหารประเทศในระบอบประชาธิปไตย การฝึกอบรมและให้ความรู้เกี่ยวกับการเมืองและประชาธิปไตยแก่ผู้ที่จะเข้ารับตำแหน่งในองค์กรอิสระ และการกระจุกตัวของอำนาจที่กรุงเทพฯ โดยเสนอแนวคิดที่จะแบ่งกระทรวงออกเป็น 2 ส่วน และโอนงานการบริหารจัดการทั้งหมดให้ท้องถิ่น
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. อันดับที่ ๗ ท่านประธานครับ ในการที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นเราคงมีความจําเป็นที่จะต้องทบทวน ความล้มเหลวของรัฐธรรมนูญในอดีต แล้วก็ความล้มเหลวของระบอบการเมือง ประชาธิปไตย ของไทยว่ามีประเด็นปัญหาที่ทําให้ล้มเหลว หรือว่าไปอย่างทุลักทุเลจนมีการประท้วง มีการยึดอํานาจโดยฝ่ายทหารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วยเหตุผลอันใด ผมก็อยากจะขอใช้เวลา อันสั้นนี้ทบทวนว่าประเด็นปัญหาทั้งหมดอยู่ที่ไหนบ้าง เพื่อเราจะได้แก้ปัญหา หรือว่า ใช้ยาให้ถูกกับอาการป่วย
อันแรก ก็คือตัวพรรคการเมืองที่จะเป็นกลไกสําคัญของการบริหาร หรือการใช้อํานาจรัฐ ก็จะเห็นได้ว่าพรรคการเมืองส่วนใหญ่เป็นพรรคเฉพาะกิจ เป็นพรรค ของครอบครัว เพราะฉะนั้นในกฎหมายรัฐธรรมนูญ แล้วก็อาจจะมีกฎหมายลูกว่าด้วย พรรคการเมือง ต้องระบุให้ชัดว่าพรรคการเมืองนั้นจะต้องมีจุดยืน อุดมการณ์ให้ประชาชน ได้รับทราบ จะต้องมีจํานวนสมาชิกที่เชื่อถือได้ จะกี่หมื่นกี่พันคนก็ต้องระบุให้แน่ชัด แล้วก็ ต้องมีนโยบายที่จะประกาศเป็นเจตนารมณ์แล้วก็ผูกมัดตนเองในการเข้าร่วมรัฐบาล หรือจะเป็นฝ่ายค้านก็ตาม และที่ไปที่มาของเงินทองต้องให้ชัดว่าไปอย่างไร มาอย่างไร แล้วใช้อะไรบ้าง แล้วก็สามารถที่จะให้ประชาชนทุกคนเข้าไปตรวจสอบได้ นั่นก็เป็นประเด็นที่ ๑ ให้เกี่ยวกับพรรคการเมือง
ประเด็นที่ ๒ ความเป็นไปในรัฐสภาหรือโดยเฉพาะในสภาผู้แทนราษฎร ที่ผ่านมาก็มีลักษณะของเสียงข้างมากเป็นเผด็จการรัฐสภาเสียงข้างมากเป็นใหญ่ ซึ่งมันขัดกับหลักประชาธิปไตยของการอยู่ร่วมกัน ระหว่างเสียงข้างมากมีสิทธิในการบริหารประเทศ แต่ว่าเสียงข้างน้อยมีสิทธิในการที่จะยับยั้งทักท้วง และทั้งเสียงข้างมากแล้วก็เสียงข้างน้อย มันต้องอยู่กันได้ในรัฐสภาแล้วก็ในการบริหารราชการ และในการนี้ก็ต้องมีกติกาที่จะพูด ให้แน่ชัดว่าจะใช้เสียงข้างมากยุติการประชุม ใช้เสียงข้างมากลงคะแนน แล้วก็ใช้เสียงข้างมาก กู้เงินมากมายมหาศาลต่าง ๆ เหล่านี้เป็นไปไม่ได้ เพราะละเมิดกฎเกณฑ์อื่น ๆ แล้วก็ กฎเกณฑ์ของการตรวจสอบการมีวินัยทางการคลังต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น อีกทั้งเสียงข้างมาก ก็จะได้รับการถ่วงดุลคานอํานาจมิใช่โดยเสียงข้างมากในสภาเท่านั้น แต่ก็โดยองค์กรอิสระ จะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ป.ป.ช. ปปง. ต่าง ๆ เหล่านี้ก็ต้องมีการระบุให้แน่ชัดว่า เสียงข้างมากมิใช่เป็นเผด็จการที่จะทําอะไรได้ตามอําเภอใจนะครับ
ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง ก็คือว่าด้วยองค์ความรู้ของประชาชนโดยทั่วไป ก็อาจจะ ถูกมอมเมาด้วยนโยบายประชานิยม ถูกบิดเบือน ในขณะเดียวกันผู้ที่อาสาเข้ามารับใช้ บ้านเมือง จะเป็นนักการเมืองก็ดี ที่จะมาอยู่ในตําแหน่งขององค์กรอิสระต่าง ๆ เหล่านี้ก็ดี ประเด็นปัญหาที่มีอยู่ก็คือองค์ความรู้ว่าด้วยเรื่องประชาธิปไตยค่อนข้างจะจํากัด ในองค์กรอิสระส่วนใหญ่ก็จะเป็นนักกฎหมาย เป็นอดีตข้าราชการ อดีตนายทหารต่าง ๆ เหล่านี้ ก็ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาอยู่ในองค์กรต่าง ๆ ที่มีอํานาจหน้าที่ในการที่จะถ่วงดุล ฝ่ายการเมือง ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายรัฐสภา แต่ปรากฏว่าองค์ความรู้พื้นฐานทางด้านประชาธิปไตย ว่าด้วยสิทธิหน้าที่และบทบาทของตนเองไม่มี เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะขอเสนอให้ ในรัฐธรรมนูญนี้มีการระบุอย่างแน่ชัดว่าจะต้องมีการให้การศึกษาว่าด้วยหน้าที่พลเมือง แล้วก็เรื่องเกี่ยวกับการเมือง หรือขอใช้คําภาษาอังกฤษเรียกว่าซีวิก แอนด์ โพลิติคัล เอดูเคชัน (Civic and political education) นอกจากนั้นแล้วผู้ที่จะอาสาเข้ามาดํารงตําแหน่งในการเมืองต่าง ๆ ทุกอย่างจะเป็นในสภา หรือว่าจะเป็นในคณะรัฐบาล แล้วก็องค์กรอิสระทั้งหลายจะต้องผ่าน การฝึกอบรมสัก ๓ เดือน ๖ เดือน แล้วเราก็มีสถาบันพระปกเกล้า ก็น่าจะหันกลับมาทํางาน ในสิ่งที่ควรจะทํา คือให้ความรู้แล้วก็ฝึกอบรมเพื่อให้บุคลากรเหล่านี้จะไปอยู่ใน กกต. จะอยู่ไปใน ป.ป.ช. หรือจะไปที่ศาลปกครองต่าง ๆ เหล่านี้ซึ่งเป็นองค์กรตรวจสอบทั้งนั้น จะต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นองค์ประมุข แล้วต้องมีจิตใจหรือใช้คําภาษาอังกฤษว่ามีไมนด์เซต (Mindset) ที่จะเป็น นักประชาธิปไตยเพื่อที่จะไปทําหน้าที่บทบาทในองค์กรประชาธิปไตยได้
ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง ก็คือประเด็นปัญหาของการแทรกแซงโดยอํานาจรัฐ หรือเสียงข้างมากในรัฐสภาและรัฐบาลในองค์กรอิสระต่าง ๆ ในระบบราชการ โดยเฉพาะในสื่อ แล้วก็ในกระบวนการยุติธรรม อันนี้ต้องมีการวางกติกาให้แน่ชัดในรัฐธรรมนูญนี้เพื่อป้องกัน มิให้ฝ่ายบริหารเข้าไปแทรกแซงได้ แล้วบทลงโทษก็จะต้องเป็นสําคัญนะครับ
ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง ก็คือว่าที่เราได้พูดกันมาก อํานาจกระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพฯ ก็ต้องมาถามก่อนว่าเรามี ๒๐ กระทรวงนั้นอาจจะแบ่งออกมาเป็น ๒ ส่วน กระทรวงที่มี การปฏิบัติการ เช่น กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม กระทรวงยุติธรรม กระทรวงการคลัง เหล่านี้มักจะเป็นหน่วยงานที่มีการปฏิบัติการ แต่อีก ๑๐ กว่ากระทรวงนั้นน่าจะเป็น หน่วยงานวางแผนผู้ที่กํากับกติกาแล้วก็ให้มีความสมดุลหรือยุติธรรมระหว่างผู้บริโภคกับผู้ผลิต ระหว่างผู้ที่ใช้อํานาจกับผู้ที่รองรับอํานาจต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วก็จะได้โอนงานของการบริหารจัดการ ทั้งหมดไปให้ท้องถิ่น ซึ่งในแง่ของกระผมก็คิดว่าในท้องถิ่นนั้นมี ๓ ระดับด้วยกัน คือระดับจังหวัด ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องมาจากการเลือกตั้งดังที่ได้เกิดขึ้นในประเทศอินโดนีเซีย ในประเทศฟิลิปปินส์ ในประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี ผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการเลือกตั้ง แต่กําหนดหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดให้ชัด ๓-๔ เรื่องด้วยกัน ดูแลถนนหนทาง ความปลอดภัย แล้วก็ดูเรื่องโรงเรียนมัธยมไหม แล้วก็ทอนอํานาจส่วนระดับเทศบาลก็บอกว่า จะมีกี่ระดับตามจํานวนประชากรและหน้าที่ ที่เหลือเมื่อสักครู่นี้ผมก็เห็นด้วยว่าน่าจะรักษา ตําแหน่งหน้าที่ของกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ก็มอบอํานาจไปก็ทอนกันได้ แล้วในขณะเดียวก็จะไล่ข้าราชการจากกระทรวงวางแผนทั้งหมด หรือกระทรวงกํากับดูแล จะเป็นกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เหล่านี้ ก็เชิญกลับมาอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่ถ้าเผื่ออยากจะอยู่ที่ต่างจังหวัดก็ต้องเข้าไปเป็นพนักงาน หรือว่าเจ้าหน้าที่ หรือข้าราชการของท้องถิ่น ซึ่งจะมีตําแหน่งหน้าที่ มียศถาบรรดาศักดิ์ ก็เหมือนข้าราชการส่วนกลาง ต่าง ๆ เหล่านี้ก็อยู่ในวิสัยที่จะทําได้
ส่วนประเด็นสุดท้าย ผมก็อยากจะขอยกตัวอย่างของประเทศเนเธอฺร์แลนด์ ว่ายุทธศาสตร์แห่งชาติ เมื่อสักครู่นี้มีอดีตท่านผู้ว่าราชการจังหวัดได้พูดไว้ เขาก็บอกว่า เรื่องการบริหารจัดการน้ําเป็นยุทธศาสตร์ชาติ และเป็นเรื่องที่การเมืองจะมีสองฝักสองฝ่ายไม่ได้ ภาษาอังกฤษใช้คําว่านอนปาร์ตี้ เซต (Non-party set) คือต้องเป็นเรื่องของชาติของคน ทั้งหมดเลย เพราะฉะนั้นการบริหารจัดการน้ํานี้เขามีองค์กรอิสระ ไม่ขึ้นกับรัฐบาล รัฐบาล จะไปจะมาห้ามเข้าไปแตะต้องคณะกรรมการน้ําแห่งชาติ แล้วการทํางานของเขาก็ตอบสนอง คําตอบคําถามต่อรัฐสภา แล้วเขาก็จะมีการวางงบประมาณล่วงหน้าไว้ ๒๐ ปี ฉันใดฉันนั้น เรื่องที่เราคิดว่าจะเป็นเรื่องที่สําคัญที่สุดของประเทศไทยสมมุติว่ามี ๔ เรื่อง คือเรื่องของ การศึกษาที่เราได้พูดกันมาก การสาธารณสุข เรื่องของพลังงาน แล้วก็เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งสาธารณูปโภค สมมุติว่าเราเอา ๔ เรื่องนี้เป็นเรื่องของยุทธศาสตร์แห่งชาติ แล้วอาจจะมี รายละเอียดอยู่ในแผนพัฒนา ๕ ปีของประเทศด้วย แต่ว่าให้มีการวางแผน มีองค์กรบริหาร จัดการที่ไม่ว่ารัฐบาลใดจะเข้าไปเข้ามาเข้าไปยุ่งเกี่ยวไม่ได้ มีหน้าที่ที่จะให้ความร่วมมือ รัฐสภาที่มีอยู่ก็มีหน้าที่ที่จะรับฟังข้อคิดเห็น ตรวจสอบได้ แล้วก็อนุมัติงบประมาณ แต่ว่า ๔ เรื่องสําคัญดังกล่าวเหมือนกับเรื่องการบริหารจัดการน้ําในประเทศเนเธอร์แลนด์นั้น ฝ่ายการเมืองเข้ามายุ่งไม่ได้เพราะเป็นเรื่องสําคัญของชาติ และไม่มีการเมืองที่จะต้องเข้ามา เกี่ยวข้อง ผมก็ขอ ๔-๕ ประเด็นเสนอไว้เพื่อประกอบในการที่จะเสนอต่อทางคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญ
อีกประเด็นครับท่านประธาน ผมคิดว่าวันนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะมาคุยกัน รอบเดียวจบ ผมคิดว่าเราน่าจะอยู่ในความยืดหยุ่นเพียงพอ และโดยเฉพาะที่เรามี คณะกรรมาธิการปฏิรูปทางด้านการเมือง การปกครองท้องถิ่น แล้วก็บริหารราชการ เราน่าจะอยู่ในวิสัยที่ยังจะทํางานกับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญของท่านมีชัยได้ ไม่อยากจะว่าวันนี้ม้วนเดียวจบมันคงจะไม่ใช่ แล้วก็ต้องเป็นการทํางานร่วมกัน
ส่วนประเด็นสุดท้ายจริง ๆ ครับท่านประธาน ผมไม่อยากจะให้มีวลีหรือว่า คําพูดเกี่ยวกับคําว่าปรองดองอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมขอเสนอให้เรื่องปรองดองนั้น ให้มีเรื่องยุติแล้วเสร็จภายใน ๒๐ เดือนนี้ เพื่อที่เราจะได้เริ่มต้นกันใหม่ ผมขอใช้อีกที คําภาษาอังกฤษคือคําว่าคัตออฟ (Cut off) เราจะเอาเรื่องปรองดองหรือความขัดแย้งที่มีมา ในช่วง ๑๐ ปีนั้นข้ามฟากพ้นวันเลือกตั้งของกลางปี ๒๕๖๐ ไม่ได้ครับ เราจะต้องยุติประเด็น ปัญหา เราต้องอภัยซึ่งกันและกันให้มากที่สุดเพื่อเราจะได้เริ่มต้นกันใหม่ เพราะฉะนั้น ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้จะต้องไม่มีเรื่องปรองดอง เพราะว่าในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ร่วมกับรัฐบาลแล้วก็แม่น้ําอีก ๔ สายทั้งหลายนี้เราจะต้องเอาเรื่องปรองดองให้มีข้อยุติ เราต้องอภัยซึ่งกันและกันแล้วก็เลิกกันไปครับ ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธาน