อําพล จินดาวัฒนะ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการวางปรัชญาหลักคิด ระบบ โครงสร้าง และกติกาสําคัญของบ้านเมือง เพื่อให้บ้านเมืองมีความเป็นธรรมและไม่มีความเหลื่อมล้ํา นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการสร้างดุลอํานาจในสังคมให้สมดุล เพื่อให้เกิดระบบการอภิบาลแบบหุ้นส่วนหรือเครือข่าย
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่เคารพครับ ผม อําพล จินดาวัฒนะ สปท. ครับ ผมจะขออนุญาตอภิปรายเพื่อแสดง ความเห็นเกี่ยวกับการยกร่างรัฐธรรมนูญเพียง ๒ ประเด็นใหญ่นะครับ โดยขออนุญาต ท่านประธานแจกเอกสารประกอบการอภิปรายเพื่อจะได้มอบให้ทางคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ นําไปพิจารณาตามสมควร ได้ทําบันทึกถึงท่านแล้วครับ
ประเด็นที่ ๑ ที่อยากเรียนก็คือว่าผมคิดว่าท่านประธานและทุกท่าน จะทราบดีว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมายแม่บทสูงสุดของประเทศนะครับ อันนี้ทุกท่านทราบ โดยทั่วไป ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญควรจะต้องเป็นการวางปรัชญาหลักคิดสําคัญ ระบบ และโครงสร้าง และกติกาสําคัญของบ้านเมืองที่ทุกฝ่ายเห็นและยึดถือตรงกันเพื่อจะนําไปสู่ การปฏิบัติในทางเดียวกัน ผมขออนุญาตพูดประเด็นนี้เพื่อจะดึงมาเป็นภาพใหญ่นะครับ ที่ผ่านมานั้นบ้านเมืองของเรายิ่งพัฒนาไปความเหลื่อมล้ํามากขึ้น ความเป็นธรรมน้อยลง รวยกระจุกอยู่ที่คนส่วนน้อยที่มีอํานาจและมีโอกาสมากกว่า ส่วนจนนั้นกระจายไปอยู่ คนส่วนใหญ่ที่มีอํานาจและโอกาสน้อยกว่า นานวันไปก็ยิ่งเกิดอาการป่วยครับ ถ้าว่าไปแล้ว ความแตกแยกในบ้านเมืองที่เกิดขึ้นทุกวันนี้สาเหตุก็มาจากความเหลื่อมล้ําและความไม่เป็นธรรม นั่นเองนะครับ แสดงว่าปรัชญา หลักคิด ระบบโครงสร้างและกติกา รวมทั้งการบริหาร กิจการบ้านเมืองต้องมีความผิดปกติแน่นอน
ประเด็นสําคัญที่ผมอยากกราบเรียนก็คือเรื่องดุลอํานาจในสังคมครับ ซึ่งมี ท่านสมาชิกบางท่านได้แตะไปบ้างแล้วนะครับ ดุลอํานาจในสังคมของเรานั้นรวมศูนย์อยู่ ข้างบน คนส่วนน้อยได้อํานาจ มีอํานาจ ใช้อํานาจ ตัดสินใจแทน ทําแทน คนส่วนใหญ่ไม่มี อํานาจครับ หรือมีก็น้อยเต็มที กลายเป็นผู้ที่รอคอยการจัดการของคนส่วนน้อยข้างบน ระบบ และโครงสร้างอํานาจเช่นนี้บิดเบี้ยวไม่สมดุล ล้มง่ายครับ แล้วก็จะล้มแล้วล้มอีกครับ ถ้ายังคงเป็นเช่นเดิม รัฐธรรมนูญในอดีตที่ผ่านมาวางปรัชญา หลักคิด ระบบ และโครงสร้าง ไปในแนวนั้นครับ ซึ่งเป็นการเน้นประชาธิปไตยแบบตัวแทน ทําให้คนส่วนน้อยเป็นแทน คิดแทน ตัดสินใจแทน ทําแทน จะเห็นว่าเมื่อเวลาเราพูดถึงรัฐธรรมนูญทีไรจะวนอยู่ในเรื่องของระบบและการเลือกตั้ง เข้าสู่อํานาจข้างบนนะครับ อย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ มีการปรับทิศ การเขียนเพื่อจะสร้างดุลอํานาจให้มากขึ้น เพื่อให้เกิดความสมดุลกว่าในอดีตที่ผ่านมา มีความพยายามปรับมาสู่ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม หรือบางท่านเรียกว่าประชาธิปไตย แบบถกแถลงมากขึ้น แต่ระบบและโครงสร้างกติกาและการบริหารจัดการบ้านเมือง ยังปรับเปลี่ยนค่อนข้างน้อยครับ ในทางตรงกันข้ามนั้นเกิดการรวบอํานาจของผู้ที่ ได้อํานาจมาจากประชาชน ใช้อํานาจในทางมิชอบ เกิดความเสียหายซ้ําร้ายเข้าไปอีก ท่านประธานครับ ผมคิดว่าสิ่งที่ควรเขียนในรัฐธรรมนูญไม่ใช่แค่เรื่อง ส.ส. ส.ว. จะมีกี่คน มาจากไหน ใช้อํานาจอย่างไร ตรวจสอบอย่างไร ซึ่งเหล่านั้นก็สําคัญนะครับ รวมถึงไม่ใช่ เรื่องว่าจะมีอํานาจซูเปอร์เพาเวอร์ (Super power) จะมากํากับรัฐบาลเหมือน ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้านี้หรือไม่เท่านั้น สิ่งเหล่านั้นก็มีความสําคัญครับ แต่ทั้งหมดนั้นยังคิดเรื่องระบบและโครงสร้างเพื่อรองรับประชาธิปไตยแบบตัวแทน เป็นสําคัญ ดุลอํานาจในสังคมยังบิดเบี้ยวเช่นเดิมครับ กระผมคิดว่าสิ่งสําคัญที่ต้องคิดให้มาก และเขียนในร่างรัฐธรรมนูญน่าจะเป็นการวางดุลอํานาจในสังคมให้สมดุลครับ ลดอํานาจ ของคนส่วนน้อยข้างบน เพิ่มอํานาจคนส่วนใหญ่ข้างล่างให้มีนัยสําคัญ จะจัดอํานาจอย่างไร ระหว่างอํานาจรัฐ อํานาจรัฐบาล ราชการส่วนกลาง ภูมิภาคท้องถิ่น ซึ่งมีบางท่านกล่าวถึง ไปแล้ว จะเพิ่มหรือจัดอํานาจอย่างไรให้กับชุมชน ท้องถิ่น ประชาชน และพลเมือง เพื่อจะให้ อํานาจนี้สมดุล ไม่ลุกล้ม ล้มลุกกันอีก ถ้าเป็นโครงสร้างแบบเดิมก็จะเหมือนเดิมครับ รัฐธรรมนูญควรเน้นการเกลี่ยอํานาจที่กระจุกให้กระจาย กําหนดระบบและโครงสร้างรองรับ การใช้อํานาจแต่ละระดับให้เหมาะสม เพื่อให้เกิดระบบการอภิบาลแบบหุ้นส่วน กัฟเวอร์แนนซ์ บาย พาร์ทเนอร์ชิพ (Governance by partnership) หรือบาย เน็ตเวิร์ก (By network) นะครับ ซึ่งตรงนี้เป็นประเด็นสําคัญ ที่ผ่านมานั้นเราเน้นเรื่องการอภิบาล โดยรัฐเป็นใหญ่ก็คือประชาธิปไตยแบบตัวแทน เรามีอภิบาลโดยตลาดอีกแบบหนึ่ง ซึ่งเคลื่อนอยู่ในสังคม เราจะทําอย่างไรให้สมดุล ก็คือต้องทําให้เกิดการอภิบาลแบบหุ้นส่วน หรือเครือข่าย ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมจะได้เกิดจริงครับ ท่านประธานครับ เรื่องการอภิบาลก็คือเรื่องของประชาธิปไตยนั่นเอง ในแนวคิดเดิมที่สังคมเราใช้มาตลอด ในบ้านเมืองเราเราให้ความหมายการอภิบาลเป็นความหมายดั้งเดิม คือบอกว่าหมายถึง การปกครองที่เต็มไปด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน โดยเล็งเห็น คุณค่าศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ เป็นการปกครองที่มุ่งให้ทุกคน ทั้งผู้ปกครอง และผู้ถูกปกครองได้รับประโยชน์สุขสูงสุดและมีความสุข อันนี้ก็คืออภิบาลโดยรัฐซึ่งเป็น ดั้งเดิมนะครับ ในอดีตอาจจะได้ผลดี ปัจจุบันนี้เปลี่ยนไปเยอะแล้วครับ ปัจจุบันความหมาย อภิบาลในโลกปัจจุบันได้ให้ความหมายใหม่แล้วครับว่าเป็นปฏิสัมพันธ์กันของรัฐ องค์กร สาธารณะต่าง ๆ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาและความท้าทายต่าง ๆ ในสังคม รวมทั้งการสร้างสรรค์โอกาสใหม่ ๆ ในสังคม อันนี้เป็นการอภิบาลแบบหุ้นส่วน หรือแบบเครือข่ายแน่นอน สอดคล้องกับประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม หรือประชาธิปไตย แบบถกแถลง กระผมคิดว่ารัฐธรรมนูญต้องออกแบบสิ่งเหล่านี้ครับ ไม่ใช่ไปมะรุมมะตุ้ม อยู่เพียงแค่เรื่องการออกแบบให้การเข้าสู่อํานาจ การใช้อํานาจในประชาธิปไตยแบบตัวแทน แล้วก็จะเกิดวงจรที่จะล้มแล้วลุก ลุกแล้วล้มอยู่อย่างนี้ต่อไปเพราะอํานาจไม่สมดุลครับ กระผมอยากจะกราบเรียนอันนั้นเป็นประเด็นที่ ๑ ซึ่งเป็นประเด็นสําคัญซึ่งจะนําไปสู่ การออกแบบต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญครับ ถ้าจะสามารถเขียนรัฐธรรมนูญในแนวที่สะท้อน แบบที่กระผมกราบเรียนได้แล้วก็จะเกิดคุณประโยชน์ต่อบ้านเมือง แล้วเมื่ออํานาจ มีความสมดุลเกิดขึ้น ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการจัดการกิจการของบ้านเมือง ไม่ใช่เป็นเพียงคนส่วนใหญ่เป็นผู้ที่รอคอยให้คนอื่นคิดแทน ทําแทน หรือทําให้เท่านั้น บ้านเมืองเราจะไปได้ ความสมดุลจะมากขึ้น ความเป็นธรรมจะสูงขึ้น ความเหลื่อมล้ํา จะลดลง อันนี้คือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างอํานาจ ซึ่งกระผมคิดว่าในรัฐธรรมนูญควรให้ ความสําคัญตรงนี้ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตไปประเด็นที่ ๒ ซึ่งจะไม่ยาวนะครับ ประเด็นมิติเกี่ยวกับด้านสังคม ซึ่งผมและคณะได้มีโอกาสให้ข้อคิดเห็นต่อการยกร่าง รัฐธรรมนูญในตอนที่เป็นสภาปฏิรูปแห่งชาติ แล้วก็ได้มีการทํางานในเครือข่าย เราคิดว่าประเทศไทยของเราด้านสังคมอาจจะถูกละเลย ค่อนข้างเยอะนะครับ เราไปให้ความสําคัญกับเรื่องอํานาจ เรื่องประชาธิปไตย เรื่องการเลือกตั้ง เรื่องของเศรษฐกิจเยอะมาก เรื่องกฎหมาย เรื่องการเมือง เรื่องสังคม จริง ๆ แล้วสังคมเรา ประกอบด้วยส่วนย่อยต่าง ๆ ซึ่งกระทบถึงกันหมด สัมพันธ์กันหมด เรื่องดีเรื่องร้ายที่เกิดขึ้นนี้ ก็สัมพันธ์และเชื่อมโยงกันหมดนะครับ ประเทศเราวันนี้เราตกหล่มความขัดแย้งติดขัด มากมาย วิ่งไปข้างหน้าด้วยความยากลําบากครับ แต่เราก็หยุดอยู่กับที่ไม่ได้ สังคมต้องการ ปฏิรูป ปรับเปลี่ยนหลักคิด ระบบ และโครงสร้าง ท่านประธานครับ กระผมคิดว่า ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ สิ่งสําคัญที่จะต้องเขียนก็คือเรื่องปรัชญา หลักคิด ระบบโครงสร้าง ที่ให้ทุกฝ่ายใช้อ้างอิงที่ผมกราบเรียนตอนนั้นแล้วนะครับ กระผมคิดว่ามีคําถามสําคัญว่า ในโลกปัจจุบันและในอนาคตเรายังยินดีที่จะเดินตามกระแสทุนนิยมเสรีสุดโต่ง ปลาใหญ่ กินปลาเล็ก คนแข็งแรงเอาเปรียบคนอ่อนแอ คนมีอํานาจมากเอาเปรียบคนมีอํานาจน้อย เช่นนี้อยู่ต่อไปหรือไม่ หรือถึงเวลาที่เราจะน้อมนําแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมากําหนดไว้เป็นปรัชญาและหลักคิดสําคัญของชาติ ในรัฐธรรมนูญจะปักหมุดอันนี้มากน้อยแค่ไหน และคนในสังคมเห็นด้วยหรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ สําหรับข้อเสนอสารบัญญัติที่ควรพิจารณาใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ที่เกี่ยวข้องกับด้านสังคมนะครับ กระผมได้ทําเอกสารแนบไว้อีก ๑ ชุด มีทั้งหมดด้วยกัน ๖ ประเด็น ซึ่งก็จะได้มอบให้กับท่านประธานที่ได้กรุณาผ่านมือไปถึงทางคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญได้โปรดพิจารณา ประกอบไปด้วยประเด็นขอบเขต และการคุ้มครองของ รัฐธรรมนูญ ประเด็นเรื่องสิทธิเสรีภาพและหน้าที่ของประชาชนมีอยู่ ๙ ข้อ ประเด็นเรื่อง ความเสมอภาคและความเท่าเทียมกันและการไม่เลือกปฏิบัติ ๒ ข้อครับ ประเด็นเรื่อง สิทธิชุมชนซึ่งเป็นเรื่องใหญ่นะครับ เมื่อสักครู่ผมพูดถึงอํานาจในสังคม ถ้าชุมชน สังคม คนเล็กคนน้อย คนข้างล่าง ท้องถิ่นไม่มีอํานาจ ไม่มีสิทธิในการจัดการตนเองมากขึ้น ในระดับหนึ่ง เราจะมีปัญหาวิกฤติไปอีกเรื่อย ๆ เสนอว่ามีอยู่ทั้งหมด ๕ ประเด็น สิทธิ ทางด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และนโยบายสาธารณะ ที่เสนอไว้ในเอกสารมีอยู่ ๘ ประเด็น และข้อที่ ๖ คือประเด็นทิศทางการปฏิรูป หลักการ และแนวทางทางด้านสังคม รวมทั้ง สุขภาพหรือสุขภาวะด้วย ซึ่งอาจจะอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญ หรืออาจจะไปอยู่ในกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูปก็เป็นเรื่องของการกําหนดในอนาคต แต่ได้เสนอ สาระสําคัญไว้ ๔ ข้อ กระผมขออนุญาตใช้เวลาเท่านี้ครับเพื่อจะกราบเรียนท่านประธาน ไปถึงทางท่านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญด้วยความเคารพ ขอบพระคุณครับ