สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๙ · ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

เพิ่มพงษ์ เชาวลิต เสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำความสำคัญของการปฏิบัติตามข้อกำหนดของรัฐธรรมนูญ การมีองค์กรอิสระที่มีอำนาจหน้าที่ในการคัดกรองบุคคลเข้าสู่การเมือง และการเพิ่มสิทธิชุมชนและบทบาทของประชาชนในการจัดการตนเองของชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของทรัพยากรและปัญหาที่ชุมชนอยากจัดการ เพื่อให้ระบอบประชาธิปไตยยั่งยืน

นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต

เรียนท่านประธานสภา สปท. ที่เคารพ กระผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. ที่ ๑๑๐ ขออนุญาตนําเสนอ ๕ ประเด็นสั้น ๆ นะครับเกี่ยวกับ ข้อคิดเห็นเสนอแนะเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ

เรื่องแรกก็คือเท่าที่ได้อ่าน ได้ศึกษารัฐธรรมนูญมา ๓ ฉบับ ทั้งปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ แล้วก็ปัจจุบันที่ได้ล้มไปนี่ แต่มีข้อสังเกตว่ารัฐธรรมนูญฉบับเก่า ๆ มีข้อกําหนดของ รัฐธรรมนูญหลายข้อที่เป็นข้อที่ดี แล้วก็ได้มีการให้มีการปฏิบัติ แต่ว่าเท่าที่ดูแล้วยังไม่ได้มี การปฏิบัติเท่าที่ควร แม้แต่ระยะเวลาล่วงไปเป็น ๑๐ ปี หรือ ๒๐ ปีมาแล้ว เพราะฉะนั้น ผมอยากเสนอว่าควรจะมีข้อกําหนดในรัฐธรรมนูญที่จะให้พรรคการเมืองทุกพรรคที่ได้มี การส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งต้องมีนโยบาย แล้วก็มาตรการและแนวทางที่นําเอาสิ่งที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญเป็นนโยบายของพรรค แล้วก็แปรไปสู่การปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจัดตั้งองค์กร สร้างกลไก สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่ให้กับประชาชนต่าง ๆ เหล่านี้ถ้าสามารถที่จะนําไปสู่นโยบายของพรรคการเมืองได้ถือว่า เป็นสัญญาประชาคม ผมคิดว่าสิ่งนี้จะเป็นประโยชน์ว่าข้อกําหนดในรัฐธรรมนูญจะได้รับ การปฏิบัตินะครับ

ข้อ ๒ อยากเสนอให้องค์กรอิสระ เมื่อเช้านี้เราได้มีการพูดกันมากเรื่องของ การกลั่นกรองคนที่เข้ามาสู่ระบบทางการเมือง แล้วก็ได้มีการพูดถึงข้อห้ามต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แต่ผมคิดว่าอยากจะเสริมอันหนึ่งที่ได้มีการพูดไปแล้วก็คือองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ในการ คัดกรองบุคคลเข้าสู่การเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กกต. เป็นเรื่องที่สําคัญนะครับ ผมคิดว่า รัฐธรรมนูญควรเขียนให้ กกต. มีความเข้มแข็ง มีอํานาจหน้าที่ชัดเจน แล้วก็สามารถที่จะ บูรณาการหน่วยงานต่าง ๆ ได้ แล้วก็ออกข้อกําหนดต่าง ๆ ได้ สามารถที่จะให้ศักยภาพ ของ กกต. ในการระดมกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อจํากัดบุคคลที่ไม่พึงปรารถนาเข้าสู่ระบบ การเมืองได้ ผมคิดว่าเรื่องนี้เราน่าจะดําเนินการให้ดียิ่งขึ้นนะครับ ถ้าสิ่งใดก็ตามที่ให้ กกต. มีความอ่อนแอลงไปผมคิดว่าจะทําให้ระบบการเลือกตั้งของเราอาจจะมีปัญหาอุปสรรค ในการกลั่นกรองคนเข้ามาได้นะครับ

ประเด็นที่ ๓ ก็คือเรื่องของการเข้าสู่ตําแหน่งทางการเมืองนะครับ ผมคิดว่า เท่าที่สังเกตดูเราไม่ได้มีการพูดถึงมากนัก ถ้าลองเทียบเคียงดูองค์กรอิสระนะครับ องค์กรอิสระ ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. สตง. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน กรรมการต่าง ๆ เหล่านี้ ก่อนที่จะ เข้ามาดํารงตําแหน่งกรรมการในองค์กรอิสระนั้นจะมีการตรวจสอบจากสภาค่อนข้างมากนะครับ และต้องมีการรับรองจากสภา ไม่ว่าตรวจสอบประวัติ ตรวจสอบที่มา ตรวจสอบอะไร หลาย ๆ เรื่องนะครับ แต่เท่าที่ดูแล้วคนที่ดํารงตําแหน่งทางการเมืองในสาขาการบริหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะรัฐมนตรี ไม่มีการตรวจสอบในลักษณะนี้ ผมคิดว่าถ้าเราใช้หลักการ แบบเดียวกับการตรวจสอบองค์กรอิสระน่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะว่าถ้าเรา เปรียบเทียบอํานาจของรัฐมนตรีกับองค์กรอิสระ ผมเชื่อว่าทุกท่านก็ได้เห็นว่าอํานาจ ของรัฐมนตรีมีมากกว่า สามารถที่จะให้คุณให้โทษอะไรต่าง ๆ ได้มากมาย ผมคิดว่า ถ้าเรามีบัญญัติลงไปตรงนี้ก็จะเป็นประโยชน์ โดยการคัดกรองคนเข้าสู่ตําแหน่งทางการเมือง ได้อย่างหนึ่งครับ

ประการที่ ๔ อันหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สําคัญแล้วก็น่าจะบัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญ ที่จริงรากฐานประชาธิปไตยมีสมาชิกบางท่านได้พูดไว้แล้วนะครับ ไม่ได้อยู่ที่ โครงสร้างส่วนบน ไม่ได้อยู่ที่การกําหนดขอบเขตอํานาจของกลไกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น รัฐมนตรีหรืออะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ผมคิดว่าเมื่อใดก็ตามเราไปเขียนสิ่งเหล่านี้มาก แสดงว่า อํานาจฐานล่างของประชาชนยังค่อนข้างน้อย อย่างประเทศสหรัฐอเมริกาเท่าที่ท่านสมาชิก ได้มีการพูดไปแล้ว เขาเขียนรัฐธรรมนูญค่อนข้างน้อย เพราะประชาธิปไตยฐานราก มีค่อนข้างมาก ความเข้มแข็งของประชาชน การรู้จักสิทธิของพลเมืองเขามีมาก เพราะฉะนั้น การเขียนรัฐธรรมนูญรู้สึกจะน้อย เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าสิ่งที่ควรบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ก็คือการเพิ่มสิทธิชุมชน แล้วก็เพิ่มบทบาทของประชาชนในการเข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคืออํานาจในการจัดการตนเองของประชาชนในท้องถิ่นต่าง ๆ ที่จริง เรื่องของประชาธิปไตยอาจจะไม่ใช่เรื่องของการเลือกตั้งอย่างเดียว การที่เขามีบทบาท อํานาจ สิทธิ แล้วก็สามารถจัดการตัวเองได้ในทรัพยากรหรือในปัญหาที่เขาอยากจัดการ ตนเองของชุมชน ถ้าให้อํานาจตรงนี้ได้ผมคิดว่าตรงนี้จะเป็นรากฐานของประชาธิปไตย อย่างดียิ่ง ที่เสนอตรงนี้ไม่ใช่เรื่องของการเพิ่มอํานาจให้กับปกครองส่วนท้องที่ หรือปกครอง ส่วนท้องถิ่น แต่การรวมตัวของประชาชน สิทธิชุมชนโดยตรงในการจัดการทรัพยากร และรัฐสามารถสนับสนุนได้เมื่อชุมชนมีการรวมตัว ถ้าส่งเสริมตรงนี้ให้มากยิ่งขึ้นผมคิดว่า ประชาธิปไตยจากฐานรากจะเป็นสิ่งสําคัญในการวางรากฐานของประชาธิปไตยในระยะยาว ผมอยากเห็นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มีการพูดตรงนี้อย่างชัดเจนนะครับ

ประเด็นสุดท้าย คือเรื่องของการยอมรับว่าขณะนี้เราอยู่ในช่วงของการปฏิรูป แล้วก็ของการเป็นระยะผ่าน เรามีการร่างรัฐธรรมนูญมาหลายฉบับ อาจจะเรียกว่าสิบ ๆ ฉบับแล้ว ตั้งแต่เราร่างมาตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ อาจจะล้มลุกคลุกคลานไปหลาย ๆ อย่างนะครับ

- ๗๑/๑   เพราะฉะนั้นเราต้องยอมรับว่าการเขียนรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นเราจะเอาไว้ในบทเฉพาะกาลหรือไม่ ประการใดก็ตามแต่ แต่การพูดถึงดุลยภาพทางสังคมที่เหมาะสมจะเป็นความยั่งยืนของ ระบบประชาธิปไตย เมื่อใดก็ตามที่เราเขียนไปในด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป ผมคิดว่าตรงนี้ จะเป็นปัญหาในการยั่งยืนของระบบประชาธิปไตยได้ ผมอยากให้ดูในประเทศเมียนมา เราอาจจะมองเขาว่าทางประชาธิปไตยอาจจะน้อยกว่าเราหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่เราเห็นว่า ในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมาถ้าเขาไม่เดินในดุลยภาพที่เหมาะสม ผมคิดว่าประเทศเขาก็เดินยาก แต่ขณะนี้เรามองว่าประชาธิปไตยเขามีความก้าวหน้าขึ้น มีการเลือกตั้งที่ดีขึ้น มีการยอมรับ อะไรต่าง ๆ มากขึ้น และผมคิดว่าการยอมรับในความสมดุลของพลังต่าง ๆ ในสังคม และปรากฏออกจากรัฐธรรมนูญจะเป็นเรื่องสําคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะนี้ผมคิดว่า คงจะมีอีกหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นที่มาของนายกรัฐมนตรีก็ดี เรื่องการบริหารกลไกต่าง ๆ เหล่านี้ เรื่องการแก้ไขปัญหาวิกฤติต่าง ๆ ในกรอบของรัฐธรรมนูญ ถ้าเราเขียนตรงนี้ไว้ได้ อย่างครอบคลุมผมคิดว่าการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของประเทศบนรากฐานของรัฐธรรมนูญ จะทําให้ระบอบประชาธิปไตยเรามีความยั่งยืน ขออนุญาตเรียนเสนอเท่านี้ครับ