สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๙ · ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

อลงกรณ์ พลบุตร ขอขอบคุณผู้เสนอแนะ และหารือเรื่องรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหานักการเมืองที่ทุจริตและประพฤติมิชอบ พร้อมเสนอแนวคิดในการปฏิรูปตํารวจและความหมายของกฎหมาย เพื่อแก้ไขปัญหาการเมืองที่เกิดจากการเล่นการเมืองของนักการเมืองที่ไม่มีจริยธรรม และการเข้ามาของทุนสามานย์ในการเล่นการเมือง

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านสมพงษ์ สระกวี นะครับ เชิญท่าน พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน อดีตผู้บัญชาการตํารวจภูธรภาค ๑ ครับ

พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน สมาชิกลําดับที่ ๑๙๗ ผมจะพูดสั้น ๆ เพียง ๓ เรื่อง คือเรื่องในอดีต เรื่องปัจจุบัน และเรื่องในอนาคต ในอดีตผมขออนุญาตอ่านสัก ๓-๔ บรรทัดครับ ท่านประธาน เนื่องจากมีความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศขยายตัวเป็นวงกว้าง จนทําให้ประชาชนแตกแยกเป็นฝ่ายต่าง ๆ ไม่สามัคคี บางครั้งเกิดความรุนแรง ใช้อาวุธสงคราม เข้าทําร้ายกัน ส่งผลให้เกิดปัญหาด้านต่าง ๆ มากมาย การใช้อํานาจในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร และในทางตุลาการ บังคับใช้กฎหมายไม่ได้ผล นับเป็นวิกฤติร้ายแรงที่ไม่เคย ปรากฏมาก่อน แม้รัฐจะแก้ปัญหาโดยกลไกและมาตรการทางกฎหมายแต่ก็ไม่เป็นผลสําเร็จ นั่นเป็นอดีตครับ อดีตคือก่อนวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ปัจจุบันล่ะ ปัจจุบันจําเป็นต้องใช้ รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ปี ๒๕๕๗ ปัจจุบันเป็นการศึกษาประวัติศาสตร์ในอดีต การเรียน ประวัติศาสตร์ไม่ใช่ต้องการที่จะรู้อดีตเท่านั้น ต้องนําประวัติศาสตร์มาเพื่อแก้ปัญหาในปัจจุบัน รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) จึงคิดการที่จะแก้ปัญหาด้วยการนําอดีตมาศึกษาและมาเขียนไว้ ในรัฐธรรมนูญซึ่งมีไม่กี่มาตราตามที่ท่านสมพงษ์ต้องการละครับ มีไม่กี่มาตรา ในมาตรา ๓๕ เป็นมาตราที่สําคัญที่สุดในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ขออนุญาตเอ่ยนาม เมื่อเช้านี้ ท่านคํานูณ สิทธิสมาน ได้พูดเรื่องนี้ไปแล้ว บัญญัติ ๑๐ ประการ ผมขออนุญาต ผมพูด เรื่องนี้ไปบ้างแล้วแต่ผมพูดเฉพาะปัญหา ผมไม่ได้พูดว่าจะบรรจุอะไรลงในรัฐธรรมนูญ เพื่อแก้ปัญหาให้ถูกจุด เพื่อแก้ปัญหาในอดีตให้หมดสิ้น ขออนุญาต ไม่ใช้เวลามากนักครับ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๕ (๔) บางท่านอาจจะคิดว่าผมเป็นคนวิกลจริต พูดซ้ําซากเรื่องเดิม แต่เรื่องนั้นยังไม่ได้แก้ครับ ผมจะพูดจนกว่าจะแก้ ผมจะพูดจนกว่าจะมีรัฐธรรมนูญ ในเรื่องของนักการเมืองที่ทุจริต ในเรื่องของการนักการเมืองที่ประพฤติมิชอบ พูดตรง ๆ ก็คือนักการเมืองที่โกงบ้านโกงเมือง รัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดครับว่าห้ามไม่ให้มายุ่งเกี่ยวกับ การเมืองอีก เป็นอลัชชีแล้ว ต้องขาดจากการเป็นสงฆ์ ไม่มีคุณสมบัติที่จะเข้ามายุ่งเกี่ยวได้อีก ไม่ใช่โลกวัชชะ ในต่างประเทศเราเห็นกันครับ ประธานาธิบดีถูกจับโกงได้ สํานึกผิดกระโดด ฆ่าตัวตายที่หน้าผา ในต่างประเทศเราเห็นกันครับ นายกรัฐมนตรีจะเมาเครื่องบิน หรือเมาไวน์ไม่ทราบ ไปนั่งแถลงข่าวแล้วหลับสัปหงก กลับถึงประเทศลาออก บ้านเรา เมืองเรานักการเมืองเมา น้ําในหูไม่เท่ากัน ก็มาเล่นการเมืองต่อ ต้องเขียนให้ชัดครับว่า สื่อแขนงไหนก็ได้ครับ ไม่ใช่ความเห็นของสภานี้ ไม่ใช่ความเห็นของ สปช. เป็นความเห็น ของผม อํานวย นิ่มมะโน ครับ เห็นด้วยกับการที่จะให้นักการเมืองที่ทุจริตเว้นวรรคไป ตลอดชีวิต อลัชชีแล้ว ยอมรับความจริงเสียบ้าง

- ๖๘/๑   สงฆ์ยังมีวินัยตั้ง ๒๐๐ กว่าข้อ ท่านไม่สามารถรับวินัยได้ก็อย่ามาเล่นการเมืองอีก ต้องเขียนไว้ ในรัฐธรรมนูญครับท่านสมพงษ์ คุณธรรมจริยธรรมของคนที่เป็นนักการเมืองต้องมากกว่าสงฆ์ เพราะคุณคือตัวแทนของคนทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะคนที่นับถือศาสนาพุทธเหมือนสงฆ์ ดังนั้นในรัฐธรรมนูญจะต้องมีสิ่งนี้ปรากฏครับ ห้ามเลยครับ ห้ามย้อนหลังด้วย ผมไม่อยากจะ อ้างว่าเป็นโพล (Poll) สํานักไหนเดี๋ยวจะรู้ว่าเป็นนิด้าโพล (NIDA Poll) สํารวจแล้วประชาชน เห็นด้วยกับการตัดสิทธินักการเมืองที่โกงไปตลอดชีวิตและให้ย้อนหลังด้วยครับ

อันที่ ๒ ใน (๕) พรรคการเมือง ผมอภิปรายไปแล้วเมื่อคราวที่แล้วว่าต้องเป็น พรรคการเมืองของประชาชน ต้องเป็นนักการเมืองของประชาชน ไม่ใช่เป็นพรรคการเมือง ของนายทุน หรือนายทุนสามานย์ มีเงินมาตั้งพรรค มีเงินมาซื้อ ส.ส. แล้วครองบ้านครองเมือง ทําอย่างไรครับ ผมยังไม่ได้พูดวันนี้ต้องพูดเพราะต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างใดอย่างหนึ่ง จะเขียนขึ้นเองหรือเขียนตามที่ผมเสนอแนะก็แล้วแต่ แต่ต้องมี ก็คือจะต้องตัดทุนสามานย์ ออกจากพรรคการเมืองและนักการเมือง นายทุนบางคน นักธุรกิจบางคนไม่ได้เล่นการเมือง หรอกครับ แต่เป็นท่อน้ําเลี้ยง พอเป็นท่อน้ําเลี้ยงก็แปลว่าประเทศนี้ตัวเองยึดครองครับ เพราะส่งคนเข้ามาครองเมือง คนที่มาครองเมืองก็ต้องเอื้อกันกับธุรกิจของนักธุรกิจเหล่านั้น ให้พรรคการเมืองเป็นพรรคการเมืองของประชาชนก็แปลว่าประชาชนทุกคนส่งเงินสนับสนุนพรรค เข้าเป็นสมาชิกพรรคหักจากภาษีเข้าไป พรรคการเมืองก็จะเป็นพรรคการเมืองของประชาชน จะได้ดูแลประชาชน ไม่ใช่รับใช้ทุนสามานย์รอรับคําสั่งจากต่างประเทศบ้าง ในประเทศบ้าง

เรื่องต่อไปใน (๕) นโยบายประชานิยมเมื่อสักครู่ก็พูดไปแล้ว ท่านสมพงษ์ก็พูด ตัวนี้เราอภิปรายกันมาเยอะเป็นตัวทําลายชาติบ้านเมือง นักการเมืองที่เข้ามาสู่สภา ขออภัยครับ ผมไม่ได้มองนักการเมืองว่าเลวร้ายไปทั้งหมด มีเจตนารมณ์อยู่ ๒ อย่าง ๑. เข้ามาใช้งบประมาณแผ่นดิน กับ ๒. เข้ามาเพื่อแต่งตั้งข้าราชการ การใช้งบประมาณ แผ่นดินถ้าใช้ให้เกิดประโยชน์กับชาติบ้านเมืองกับประชาชนผมเห็นด้วย ถ้าเข้ามาเพื่อผลาญ งบประมาณเอางบประมาณไปซื้อเสียง เอางบประมาณไปทําปู้ยี่ปู้ยํา ในรัฐธรรมนูญ ต้องเขียนครับ เขียนการใช้งบประมาณแผ่นดินครับ ต้องฉีดวัคซีนด้วยครับ ต้องมีเซรุ่มไว้ครับ อย่าให้ออกนอกลู่ นโยบายประชานิยมต้องไม่มี ถามว่าทําอย่างไรครับ จะต้องมีองค์กรขึ้นมา ตรวจสอบนโยบาย จะเป็น กกต. หรือที่ไหนก็แล้วแต่สร้างกลไกนี้ขึ้นมา พรรคไหนมีนโยบาย อย่างไรเอานโยบายมาดู ถ้าเป็นนโยบายประชานิยมเลิกไม่ให้ทํา ไม่ให้หาเสียง มันชัดนี่ครับ นโยบายนี้ประชานิยมดูไม่ยากครับ เพราะฉะนั้นจะต้องมีกลไกเหล่านี้เกิดขึ้นในรัฐธรรมนูญ ให้ได้ ไม่อย่างนั้นท่านไม่ตอบโจทย์เลยครับ

เรื่องต่อไปครับรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญเป็นเสาหลักของประเทศเห็นด้วยกับ ท่านสมพงษ์ว่าบางเรื่องไม่ควรไปเขียน คําว่า เสาหลัก ก็คือเสาเอก เสาหลักเมืองก็ไม่มี หน้าต่าง ไม่มีประตู ไม่มีห้องนอน ไม่มีห้องน้ํา เป็นเสาจริง ๆ เป็นหลักจริง ๆ เมื่อเป็น เสาหลักก็แปลว่าจะต้องไม่ถูกทําลายหลักการของเสาหลักได้โดยง่าย ดังนั้นจะต้องสร้างกลไก ขึ้นมา ไม่ใช่ให้ใครมาครองสภาแล้วจะแก้รัฐธรรมนูญอย่างไรก็ได้ แก้เป็นอย่างไรก็ได้ ตัวอย่างเช่นใครก็แล้วแต่จะกระทําการใดที่เป็นการล้มล้างเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผู้ใดพบเห็นให้ไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ต่อมาเมื่อศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยไปอย่างนั้น มีประชาชนไปยื่น มีหลายคนไปยื่นก็มีการเถียงกันว่ายื่นโดยตรงต่อ ศาลไม่ได้ ต้องยื่นผ่านอัยการเท่านั้น จนกระทั่งศาลออกมาวินิจฉัยว่ายื่นผ่านโดยตรงต่อศาลได้ ท้ายที่สุดมีความพยายามที่จะแก้ประเด็นนี้ว่าห้ามศาลรัฐธรรมนูญรับ เราต้องสร้างกลไก ตรงนี้ขึ้นมาครับ เพื่อรักษาหลักสําคัญตามรัฐธรรมนูญไว้ ต้นแบบศาลรัฐธรรมนูญมาจาก ประเทศเยอรมนี ที่ประเทศเยอรมนีศาลรัฐธรรมนูญไม่ต้องมีใครไปร้องครับ ศาลรัฐธรรมนูญ ไปนั่งร้านกาแฟ ไปอ่านหนังสือพิมพ์เจอว่ากําลังจะมีการกระทําเพื่อล้มล้างหลักการ ตามรัฐธรรมนูญ เปิดศาลไต่สวนเลยครับ เพราะเราเป็นระบบไต่สวน ระบบไต่สวนต่างกับระบบ กล่าวหาตรงที่ว่าระบบไต่สวนนี่ศาลลงจากบัลลังก์ไปค้นหาความจริงเองได้ ไม่ใช่นั่งรอบนบัลลังก์ ในระบบกล่าวหาให้เขามาร้องต่อศาล แล้วก็พิจารณาพยานหลักฐานตามที่ร้อง เราต้องสร้าง กลไกอย่างนั้นขึ้นมาให้ได้ครับ ถ้าเราสร้างไม่ได้ เราจะไม่ตอบโจทย์ในอดีตเลยครับ ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งหนึ่งที่ผมพูดอยู่เมื่อสักครู่ว่านักการเมืองเดินเข้ามาเพื่อมาใช้ งบประมาณ เพื่อมาแต่งตั้งข้าราชการ มันก็จะไปตอบโจทย์อีกแล้วครับ เมื่อเราเขียนรัฐธรรมนูญว่า ห้ามนักการเมืองเข้ามาผลาญงบประมาณแผ่นดินที่ไม่ทําให้ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ชาติบ้านเมือง กับประชาชนโดยตรง ไปเขียนอย่างไรก็แล้วแต่ ๒๑ ท่านเขียนเป็นอยู่แล้ว เขียนต่อไปว่า ข้าราชการทุกคนต้องฟังนโยบายรัฐบาล อันนั้นไม่ว่า แต่เขียนต่อไปว่า ห้ามไปแทรกแซง แต่งตั้งข้าราชการ อันนี้จบถูกต้อง แปลว่าข้าราชการจะได้ไม่ตกเป็นทาสนักการเมือง พอเขียนอย่างนี้จบปั๊บ ผมจะเอาตรงนี้ไปแก้ พ.ร.บ. ตํารวจ เอานักการเมืองออกจาก การแต่งตั้งตํารวจ ปฏิรูปตํารวจเสร็จแล้วครับ กฎหมายใดก็แล้วแต่ที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ฉบับที่จะเกิดขึ้นนี้ให้เป็นผลใช้บังคับไม่ได้ จบ ผมไปแก้ พ.ร.บ. ตํารวจ ให้ตํารวจเป็นตํารวจ ของประชาชนกับของพระมหากษัตริย์ จบแล้วครับ เท่านั้นละครับ ดังนั้นฝากสุดท้ายเลยครับ คล้าย ๆ กับท่านสมพงษ์ สระกวี ขออนุญาตที่เอ่ยนาม รัฐธรรมนูญนี่เขียนเยอะมาก หลายเรื่องไม่ควรใส่อย่าใส่เข้าไป กฎหมายยิ่งเขียนยาว ความหมายจะสั้น ถ้าเขียนสั้น ความหมายจะยาว ผู้ใดลักโต๊ะ ลักเก้าอี้ ลักรถยนต์ ลักคอมพิวเตอร์ เป็นลักทรัพย์ ยาวความหมายสั้นครับ แต่ถ้าเขียนว่าผู้ใดลักทรัพย์ของผู้อื่น ไปลักทรัพย์ ความหมายยาวมาก ก็แปลว่าลักอะไรไปลักทรัพย์หมด แต่ถ้าเขียนแบบแรก ลักโต๊ะ ลักเก้าอี้ ลักคอมพิวเตอร์ เป็นลักทรัพย์ ถ้าอย่างนั้นลักสตางค์ไม่เป็นลักทรัพย์ ลักสมุดไม่เป็นลักทรัพย์แล้ว เขียนให้สั้น ๆ ความหมายจะยาว เขียนยาวความหมายจะสั้นนะครับ ก็ฝากสะท้อนสิ่งเหล่านี้ไปยัง คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญด้วยความเคารพ อาจารย์ของผมทั้งนั้นครับ ๒๑ ท่านเป็นอาจารย์ ของผมเสีย ๒๒ ท่านครับ ขอบคุณครับ