นิกร จํานง เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญและพรรคการเมือง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของพรรคการเมืองในการส่งผ่านความต้องการของประชาชน และเสนอให้แบ่งประเภทสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรออกเป็น 2 ประเภท พร้อมเรียกร้องให้มีฝ่ายผลิตนโยบายที่มีความชำนาญเฉพาะทาง นอกจากนี้ ยังหารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของวุฒิสภา โดยเสนอให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่การแต่งตั้ง และเสนอให้มีการกลั่นกรองกฎหมายด้วยการสรรหา นิกร จํานง ยังหารือเรื่ององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยเสนอให้ไม่ควรอยู่นานเกินไป และให้คัดเลือกกรรมการจากความหลากหลายทั้ง 2 ทาง เพื่อความเชื่อถือ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกที่เคารพ ด้วยนะครับ ผม นิกร จํานง สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๗๙ นะครับ ผมเองมาดํารงตําแหน่งนี้ในนามหรือในฐานะเป็นตัวแทนพรรคชาติไทยพัฒนานะครับ มาชัด ๆ แบบนี้ ดังนั้นสิ่งที่ผมจะให้ความเห็นต่อจากนี้ถือเป็นความเห็นของพรรคนะครับ เพราะว่าแม้ว่าเราไม่สามารถจะประชุมพรรคได้แต่ว่าได้มีการหารือกัน หาข้อสรุปแล้วก็ส่ง ความเห็นไปยังท่านอาจารย์มีชัย เนื่องจากว่าท่านได้ส่งจดหมายไปว่าเรามีความเห็นในนามพรรค เป็นอย่างไร แล้วก็ได้เรียนไปในเบื้องต้นว่าในขณะนี้คือขั้นยกร่างยังไม่มีตุ๊กตาให้เห็นชัด ว่าเป็นอย่างไรบ้าง เราก็เสนอความเห็นในเชิงหลักการไปก่อนแล้วก็ขอไว้ว่าหลังจาก มีการยกร่างเสร็จแล้วอาจจะขอให้ความเห็นไปอีกสักครั้งหนึ่งนะครับ เพราะเราจะได้เห็นชัด ว่าเราควรจะมีความเห็นอย่างไร เรื่องที่เสนอไปเนื่องจากเชื่อว่าทางคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญคงจะถามไปหลายหน่วยมาก ก็เสนอไปเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องที่ชัดเจนก็คือ ในส่วนของพรรคการเมือง ส่วนของรัฐสภาก็คือ ส.ส. แล้วก็ ส.ว. นะครับ และต่อจากนั้น อีกส่วนหนึ่งก็คือเรื่ององค์กรอิสระเท่านั้นเองที่เสนอไป ผมมีประเด็นที่ได้นําเสนอก็เท่ากับว่า เอกสารฉบับนี้ได้ส่งไปแล้วไม่ทราบว่าทางคณะกรรมการได้เห็นหรือยัง แต่ว่าอยากจะเป็น การแลกเปลี่ยนกับท่านสมาชิก แล้วก็จะได้ฝากความเห็นไว้ในที่นี้ด้วยจะได้ชัดเจนไป กรณี พรรคการเมืองที่ได้เสนอไปก็คือได้ยินได้ฟังว่าต่อจากนี้จะมีการเข้าไปกํากับเรื่องนโยบาย ของพรรคการเมืองที่ออกมานะครับ ความเห็นที่ออกมาในสื่อก็เป็นกังวลมาก เพราะว่าอย่างที่ เขาบอกกันว่าพรรคการเมืองเป็นสถาบันการเมืองไม่ใช่เป็นเรื่องที่เกินไป พรรคการเมือง อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสําหรับการเมืองในทุกประเทศแต่ว่าเป็นรอยต่อ เป็นตัวเชื่อม เป็นการ ส่งผ่านจากประชาชน ความต้องการของเขา ปัญหาของเขาที่ผมเคยเรียนแล้วว่าในระบบ การเมือง ถ้าไม่มีพรรคการเมืองเขาไม่รู้จะส่งไปที่ใคร เขาจะพุ่งเข้าไปสู่รัฐบาลโดยตรงเลยหรือ เพราะฉะนั้นเราก็เลยมีพรรคการเมืองเราก็ถือเป็นสถาบันในการส่งผ่านตรงนี้ ทีนี้ผมเรียนว่า ถ้าผมจะบอกว่านโยบายของพรรคการเมืองเป็นตัวทําให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ ยุติธรรมก็คือ การซื้อเสียงน้อยลงผมพูดได้ ผมเรียนว่าอาจจะอ้างหลักการสักนิดหนึ่งนะครับว่าพฤติกรรม การลงคะแนนเลือกตั้งเราไม่ค่อยคิดกัน เราคิดเฉพาะกฎหมาย เราคิดเฉพาะ กกต. จะทํา อย่างไร เราคิดกันว่านักการเมืองจะทําอย่างไร แต่ว่าด้านของประชาชนเราไม่คิดว่าเขาคิด อะไร พฤติกรรมการไปลงคะแนนเลือกตั้งของประชาชนมีการพัฒนาเป็นลําดับ ลําดับแรกคือ เป็นการเลือกตั้งในเชิงบุคคล คือคนนี้เป็นญาติ คนนี้เป็นคนสนิท คนนี้เคยมาทอดกฐินเราจะ เลือกคนนี้ไม่สําคัญว่าคนนี้จะอยู่พรรคไหน อันนี้เป็นการเลือกตั้ง เป็นพฤติกรรมการเลือกตั้ง ที่มีลักษณะพัฒนาน้อยที่สุดไปอยู่พรรคไหนก็ได้ ชั่วหรือดีไม่รู้ แต่ถ้ารู้จักแล้วมีบุญคุณจะกา คนนี้ละ พัฒนาต่อมาอีกระดับหนึ่งก็เป็นการเลือกตั้งแบบ ผมขออนุญาตใช้คําภาษาอังกฤษ ก็เป็นปาร์ตี้ไอเด็นติฟิเคชัน (Party identification) ผมสังกัดพรรคชาติไทยพัฒนาก็จะ ลงพรรคชาติไทยพัฒนา สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ก็จะลง คือพรรคใดพรรคหนึ่งก็ลงพรรคนั้น ตรงนี้ทาง กกต. เราพยายามมากว่าจะให้คนไปสังกัดพรรคเสียให้หมดแล้วการเมืองจะพัฒนา ไม่ใช่ ผมเองมีโอกาสได้ไปดูการเลือกตั้งที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเขาเชิญไป ไปกับคุณจาตุรนต์ ฉายแสง ในนามประเทศไทย ไปกัน ๕๐ กว่าประเทศ เราพบว่าในยุคหนึ่งมีการเปลี่ยนแปลง สมาชิกพรรคในประเทศสหรัฐอเมริกาเองเขาจะระบุชัดว่าใครอยู่พรรคไหน พรรคเดโมแครต หรือพรรครีพับลิกัน ยุคนั้นพรรคเดโมแครตลองไปเคาะประตูบ้านถามเขาจะเลือกพรรครีพับลิกัน หมดเลยช่วงหนึ่ง เหตุผลเพราะว่านโยบายตอนนั้นเป็นเรื่องของการให้สวัสดิการ มาตรา ๑๕๗ ของรัฐธรรมนูญของประเทศสหรัฐอเมริกาก็ปรากฏว่ามันพัฒนาไปอีกชั้นหนึ่ง หมายความว่าคนที่อยู่พรรคนี้จะเลือกข้ามพรรคแล้วเป็นเรื่องการเลือกตามนโยบาย หรือโพลิซีโหวตติง (Policy voting) อันนี้ถือเป็นการพัฒนาขั้นสูงสุดของการลงคะแนน เพราะว่าถ้าคนสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมเขาจะเลือกเรื่องสิ่งแวดล้อมนโยบายข้อนี้ข้อนั้น สนใจ เรื่องพลังงานก็จะเลือกตรงนี้แล้วก็จะดูพรรคการเมือง ความเป็นสมาชิกพรรคจะลดต่ําลงไป ตรงนี้เป็นการพัฒนาขั้นสูงสุด แต่ขณะนี้ผมเรียนว่าเราอาจจะมีเรื่องราวที่ว่าเป็นประชานิยมบ้าง อะไรบ้าง แต่ขณะนี้พรรคการเมืองไม่ให้เขามีอิสระในการเสนอนโยบายนี้ไม่ได้ เพราะประชาชนจะคาดหวังอะไรไม่ได้เลย คาดเสียงของเขา คาดสิทธิของเขา ๕๐๐ มันจะมี ความสําคัญ แต่ถ้าหากว่าพรรคใดพรรคหนึ่งมีนโยบายเรื่องยางพารา เขาก็คิดว่าราคายางพาราเขาตลอด ๔ ปีจะได้มากกว่านี้เขาไม่เอาเงินซื้อเสียงหรอก เขาไม่ขาย เพราะว่าสิ่งที่เขาจะได้จะมากกว่า หรือเขามีความเห็นต่อเรื่องใด ๆ เป็นนักที่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมเขาก็จะเลือกพรรคที่มี เรื่องสิ่งแวดล้อม ผมเสนอในนี้เราเสนอไปว่าให้พรรคการเมืองมีโอกาส เพราะตรงนี้ เป็นการพัฒนาทางการเมือง อย่าไปปิดกั้น เข้าไปตรวจเรื่องประชานิยมนั้นได้ ไม่มีปัญหา แต่ว่าไม่ให้มีนโยบายโดยอิสระนี่ไม่ได้ เป็นการขัดกับการพัฒนาประชาธิปไตย ข้อที่ ๒ เรื่องพรรคการเมือง ที่เราเสนอไปก็คือเรื่องการยุบพรรค พรรคชาติไทยมีอายุมา ๓๖ ปี ผมย้ายมาอยู่พรรคนี้ตอนนั้นก็หวังว่าจะมาอยู่พรรคการเมืองสักพรรคแล้วก็จะอยู่กัน กะว่าจะเอารูปตัวเองตอนตายแล้วติดไว้ที่ผนังพรรคเป็นฮอล ออฟ เฟรม (Hall of frame) คิดไปในใจ ไม่อยากจะย้ายพรรค อยู่ไปอยู่มากลายเป็นว่าพรรคก็ถูกยุบไปแล้วก็โรยผ้าดํา ลงมาปิด ขณะนี้ป้ายของพรรคชาติไทยอยู่แต่ว่าเราเอาอย่างอื่นปิดทับไว้ ก็หวังว่าจะกลับมา ใช้ได้อีก มันเป็นความช้ําใจ สมาชิกพรรค ๔,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน แล้วก็มีการทําผิด ซึ่งปรู๊ฟ (Prove) ไม่ได้ว่าตอนหลังนี้ผิดจริงหรือไม่ พรรคถูกยุบไป สูญหายไป สมาชิก ก็หมดไป ตรงนี้เป็นการขัดกับหลักการประชาธิปไตยมาก ก็เลยขอว่าพรรคการเมืองนี้ ไม่ควรจะไปยุบ ถ้าใครทําผิดก็ว่าไปเป็นคน ๆ ไปนะครับ รวมทั้งผมก็โดนไป ๕ ปี เป็นกรรมการบริหารพรรคกับเขาด้วยในคราวนั้น แล้วก็มีการยุบพรรค แล้วโดยกฎหมาย ก็คือตัดสิทธิทางการเมืองไป ๕ ปี ก็ลําบากอยู่นะครับ ตรงนี้ก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม แต่เขาก็คุยกันแล้วว่าตรงนี้ก็จะไม่มีนะครับ
ประเด็นต่อมาก็คือเรื่อง ส.ส. สภานะครับ เราส่งความเห็นไปว่า ส.ส. ต้องสังกัดพรรคการเมืองเท่านั้น ตรงนี้ก็ย้ําไปอีกทีเพราะคราวที่แล้วมีการพูดถึง กลุ่มการเมือง เนื่องจากมีพระราชบัญญัติควบคุมอยู่โดยละเอียด ตรงนี้ก็คิดว่าน่าจะเป็น การเหมาะสม แล้วก็ต้องขออภัยท่านวิทยาเพราะว่าผมมีความเห็นต่างไปก็คือเราเห็นว่า ควรจะมี ส.ส. ๒ ประเภท แบบบัญชีรายชื่อด้วย ถ้าจะพูดกันประเด็นที่ว่าสําหรับนโยบาย ที่ผมพูดถึงเมื่อสักครู่นี้ เราต้องมีฝ่ายการตลาดก็คือคนที่ไปพบปะประชาชนโดยตรงในพื้นที่ อีกฝ่ายหนึ่งถ้าเราจะทํานโยบายกันจริง ๆ ต้องมีฝ่ายผลิตนโยบายด้วย กลุ่มตรงนี้มาเป็น ฝ่ายผลิตนโยบาย จํานวนไม่ต้องมาก มีความชํานาญเฉพาะทาง แบบนี้นโยบายจะได้ ออกมาดี ๆ ท่านวิทยากับผมก็สนิทกันดี ผมเป็น ส.ส. เขตก็เป็นแล้วนะครับ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ตอนหลังไปสู้ท่านวิทยาแถวภาคใต้ไม่ได้ ผมเป็นคนจังหวัดสงขลา ความเข้มแข็ง ของพรรค ความเป็นพรรคสูงเหลือเกิน สู้ลําบากมาก ทางพรรคก็ให้ผมลง ส.ส. แบบบัญชี รายชื่อ ผมก็ได้เป็น ส.ส. เข้ามานั่งในสภาทํางานร่วมกับท่านวิทยาอยู่หลายครั้ง ประเด็นก็คือ ท่านก็คงทราบว่าผมเองไม่ได้ร่ํารวยอะไร แล้วตอนเป็นรัฐมนตรีก็ไม่ได้จ่ายเงินจ่ายทองให้ใคร ตรงนี้ลองถามท่านวิทยาดูก็คงจะทราบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ตรงนี้มีความเห็นว่า ควรจะมี ๒ แบบ
สมาชิกวุฒิสภาที่เสนอไปก็คือว่ามาแบบไหนให้มองจากอํานาจ ประเด็นแรก ถ้าหากว่าขอบเขตอํานาจเป็นลักษณะที่ไม่ได้มีอํานาจในการแต่งตั้งถอดถอนเหมือนที่เป็นอยู่ ปัจจุบันนี้ต้องมาจากการเลือกตั้ง เนื่องจากว่าไปถอดถอนบุคคลที่ประชาชนเขาเลือกมา หรือสภาที่ประชาชนเลือกแล้วแต่งตั้งผู้มีอํานาจทางการเมืองต้องให้มีศักดิ์มีศรีเหมือนกัน ก็คือมาจากการเลือกตั้งเหมือนกันแล้วไปถอดถอนนะครับ ตรงนี้ต้องมาจากการเลือกตั้ง ทั้งหมดถ้าเป็นแบบนั้น แต่ในประเด็นอีกอย่างหนึ่งก็ไปเสนอไปด้วยว่าถ้ามีขอบเขตอํานาจ ในการกลั่นกรองกฎหมายให้มาจากการสรรหาได้ ผมอยากจะนําเรียนว่าตรงนี้ใครบอกว่า ไม่ดี เมื่อปี ๒๕๓๙ ผมได้มีโอกาสเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีบรรหาร ศิลปอาชา ตอนนั้น เรามีวุฒิสภาขึ้นมาชุดหนึ่งมาจากการแต่งตั้งล้วน ๆ นะครับ มาจากการสรรหาล้วน ๆ ๒๖๐ คน มีบุคคลสําคัญที่แยกเป็นกลุ่ม ๆ นะครับ ปัจจุบันนี้มีที่เป็นองคมนตรีก็มี แล้วก็ทางด้านเศรษฐกิจมีท่านจัตุมงคล ท่านวีรพงษ์ รามางกูร ที่เป็นทหาร ตํารวจ ก็มี ท่านพจน์ ท่านวสิษฐ เดชกุญชร ท่านเกาะหลัก ท่านจรัญ ผมจะพูดว่านี่คือกลุ่มที่ตั้งขึ้นมา ที่อยู่ในห้องนี้ก็มีนะครับ ที่เป็น สปท. ก็มีท่านยงยุทธก็อยู่ในวุฒิสภาชุดนั้น ท่านยุทธศักดิ์ ศศิประภา ขออภัยที่เอ่ยนาม ก็อยู่ในชุดนั้น ท่านสุชน ชาลีเครือ ก็ใช่ มีบุคคลหนึ่ง ที่ผมอยากจะนําเรียนเป็นกรณีพิเศษก็คือท่านสุธรรม วิชชุไตรภพ ฟังว่าในการเลือกคราวนั้น ท่านเป็นตัวแทนของเกษตรกรที่ทํางานเกษตรกรมาก
- ๔๗/๑ ท่านนายกรัฐมนตรีบรรหารให้ผมเป็นคนติดต่อ เขาอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ตอนผมโทรศัพท์ไปตอนเย็นเขาไม่อยู่เขาอยู่ในสวนยาง ผมก็ไม่รู้จัก ท่านนายกรัฐมนตรี ก็ไม่รู้จัก แต่ผมเป็นคนโทรศัพท์ไปติดต่อแล้วก็เชิญท่านมาเป็นสมาชิกวุฒิสภา ปัจจุบันนี้ ๒๐ ปีแล้วท่านยังทํางานในด้านเกษตรกรอยู่เลยนะครับ อีกท่านหนึ่งเรื่องศาสนา มีการแต่งตั้งในคราวนั้นเป็นกรรมการอิสลามประจําจังหวัด ท่านอาศิส พิทักษ์คุมพล ปัจจุบันนี้ ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นจุฬาราชมนตรี เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเอามาเพื่อกลั่นกรองกฎหมาย มาจากการสรรหาก็ได้ มาจากกลุ่มอาชีพต่าง ๆ แล้วจะมีประโยชน์ เพราะจะได้มาช่วยดูแล เรื่องนี้ ดังนั้นที่พรรคเสนอไปวุฒิสภาให้ดูอํานาจ ถ้าแต่งตั้ง ถอดถอน มาจาก การแต่งตั้งมาจากการเลือกตั้ง ถ้าหากว่าการกลั่นกรองกฎหมายให้มาจากการสรรหาก็ได้ ไม่แปลกอะไรอยู่ที่อํานาจ
สุดท้ายนี่นะครับ ผมเองได้มีโอกาสเป็นกรรมาธิการศึกษาเรื่ององค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้ศึกษาไป แล้วก็ได้พบว่าที่เราศึกษากัน โดยสภาแห่งนี้ องค์กรอิสระขอเวลาท่านประธานนิดเดียวนะครับว่า เรามีความเห็นกันว่า ไม่ควรจะอยู่นานขณะนี้ตั้งขึ้นมา ๙ ปี เพราะฉะนั้นควรจะมีที่เสนอกันไว้ก็คือที่พรรคเสนอ ไปตามนี้ด้วยก็คือว่าไม่ควรยาวนานเกินไปสัก ๖ ปีก็น่าจะพอ หรือถ้าจะมีการเชื่อมกันว่า ออกไปส่วนหนึ่งแล้วค่อยกลับเข้ามาใหม่ส่วนหนึ่งจะได้ต่อ เพราะว่าชุดตรงนี้เราจะเห็นว่า องค์กรอิสระส่วนใหญ่ให้โทษทั้งนั้น ให้คุณน้อยกับบุคคล เพราะฉะนั้นยิ่งอยู่นานศัตรูยิ่งมาก แล้วก็เราไม่พูดถึงว่าไปมีอํานาจมากขึ้น ส่วนที่ ๒ อยากจะเรียนว่าในที่มานะครับ ท่านประธานที่เราเสนอไปถึงอาจารย์มีชัยก็คือว่าการคัดเลือกกรรมการต้องมาจาก ความหลากหลายทั้ง ๒ ทาง ก็คือกรรมการมาจากหลายส่วน ที่แล้วมาก่อนหน้านี้อย่าง กกต. มาจากศาล ๓ คน อีก ๒ คนมาจากที่ศาลเลือก ก็คือมาจากศาลทั้ง ๕ คนนั่นละ แบบนี้ มันจะเป็นวงแคบแล้วความเชื่อถือก็จะมีปัญหา ดังนั้นขอให้มีความสามารถในเรื่องนั้น ๆ เช่น สตง. ก็ควรจะมาจากบัญชีบ้างจะได้ตรวจสอบบัญชีได้ กระผมนําเรียนว่ามีประเด็น เกี่ยวกับเรื่องพรรคการเมือง เกี่ยวกับรัฐสภา เกี่ยวกับองค์กรอิสระที่ได้เสนอไปตามที่ผม ได้นําเรียน แล้วก็ขอไปว่าพอเสร็จแล้วคงจะให้ความเห็นไปอีกครั้ง ก็เลยนําเรียนต่อที่ประชุมนี้ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนนะครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ