สังศิต พิริยะรังสรรค์ แถลงว่าประเทศไทยมีปัญหาที่สำคัญหลายประการ รวมถึงการทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยเขาแนะนำให้ใช้ความหมายของคอร์รัปชันจากสหประชาชาติมาใช้ในการแก้ไขปัญหานี้ และเสนอให้ปรับปรุงกฎหมายป.ป.ช. เพื่อควบคุมการทุจริต นอกจากนี้ยังเสนอให้จัดตั้งศาลพิเศษที่มีความรู้ความสามารถในการพิจารณาคดีทุจริต และตัดสิทธิทางการเมืองของผู้ที่ถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดในเรื่องการทุจริตและประพฤติมิชอบ และยังเสนอให้เปิดเผยรายชื่อและทรัพย์สินของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคณะอนุกรรมการต่าง ๆ ของ ป.ป.ช. เพื่อให้ประชาชนที่ตรวจสอบได้อย่างไรว่าคนเหล่านี้มีความสุจริตและมีความโปร่งใส
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ ผมคิดว่าในบรรดาปัญหาสําคัญ ๆ ของประเทศไทยในปัจจุบันนอกเหนือจาก ปัญหาเรื่องของความยากจน เรื่องของคุณภาพการศึกษาแล้ว ปัญหาที่สําคัญที่สุด ปัญหาหนึ่งก็คือปัญหาการทุจริตแล้วก็ประพฤติมิชอบ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าคนไทย จํานวนมากยังขาดความรู้แล้วก็ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของการทุจริต โดยที่ไปทึกทักเอาว่า การทุจริตที่คนไทยเราเรียกการทุจริตและประพฤติมิชอบมีความหมายเท่ากับคอร์รัปชัน ที่องค์การสหประชาชาติ องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ แล้วก็ของธนาคารโลกพูดนะครับ ที่จริงมันมีอะไรหลายอย่างคล้ายกัน แต่มีอะไรหลายอย่างไม่ตรงกันครับ เพราะฉะนั้น ผมอยากจะเห็นการร่างรัฐธรรมนูญคราวนี้ได้เอาความหมายเรื่องของคอร์รัปชันในมุม ขององค์การสหประชาชาติมาใช้ในความหมายการทุจริตของไทยครับ เพราะว่าเรื่องคอร์รัปชัน ที่องค์การสหประชาชาติแล้วก็องค์กรอื่น ๆ ในระดับโลกที่เขาถือว่าสําคัญที่สุดก็คือเรื่องของ นักการเมือง แล้วก็ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่รัฐที่ทําความเสียหายทางด้านคุณธรรม และจริยธรรม อันนี้ถือเป็นคอร์รัปชันแล้วครับ แล้วก็ตัวอย่างอย่างเช่นว่าถ้านักการเมือง พูดโกหกอันนี้ไม่ถือว่าเป็นการทุจริต แต่ถ้าความหมายของคอร์รัปชัน อันนี้ถือเป็นการคอร์รัปชัน เพราะฉะนั้นผมอยากจะเห็นเอาหลักคิดเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมมาเป็นความหมายของ การทุจริตในประเทศไทย แล้วการทุจริตก็ไม่ได้มีความหมายแค่ทุจริตจากเงินงบประมาณแผ่นดิน หรือว่าทุจริตในการเลือกตั้งเท่านั้น ผมคิดว่าเราต้องเอาความหมายของสากลประเทศ ที่เขายอมรับกันนะครับเอามาใช้ ซึ่งก็มีตั้งแต่การคอร์รัปชันทางการเมือง ขออนุญาตพูด เป็นภาษาอังกฤษนะครับ โพลิติคัลคอร์รัปชัน (Political corruption) ไม่ใช่มีความหมาย เพียงแค่เรื่องของการไปทุจริตในการเลือกตั้ง แต่สําคัญที่สุดก็คือเมื่อได้มาเป็นรัฐบาลแล้ว เขาใช้อํานาจโดยมิชอบไปกลั่นแกล้งพรรคการเมืองฝ่ายค้าน หรือว่าสื่อมวลชน หรือเอ็นจีโอ (NGOs) หรือใครก็ตามที่คิดแตกต่างจากรัฐบาล พฤติกรรมอย่างนี้เขาเรียกว่า โพลิติคัล คอร์รัปชัน (Political corruption) หรือการคอร์รัปชันทางการเมืองนะครับ ท่านประธานครับ นอกจากนี้การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการโดยมิชอบด้วยการใช้อํานาจอย่างไม่มีเหตุไม่มีผล โดยการเอาญาติพี่น้อง คนใกล้ชิด หรือว่าพวกพ้องของตัวเองนี่นะครับ อันนี้ในความหมาย ขององค์การสหประชาชาติแล้วนี่ถือว่าเป็นการคอร์รัปชันในการบริหารราชการครับ ขอประทานโทษภาษาอังกฤษใช้คําว่า แอดมินิสเทรทีฟคอร์รัปชัน (Administrative corruption) ซึ่งในกรณีนี้บ้านเราก็ได้เกิดขึ้นครับ คือกรณีของคุณถวิล เปลี่ยนศรี ในรัฐบาลที่แล้ว อันนี้ถ้ากฎหมายของเราทําให้ได้มาตรฐานเดียวกับสากลประเทศ ก็ตัดสินได้ง่ายเลยว่าอันนี้เป็นการคอร์รัปชันในการบริหารราชการนะครับ ส่วนเรื่อง ของการทุจริตเรื่องเงินงบประมาณแผ่นดิน ผมคิดว่าเรื่องใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งที่ควรจะ ออกมาเป็นกฎหมายต่อไปก็คือเรื่องของการมีผลประโยชน์ทับซ้อน ขออนุญาตพูดเป็น ภาษาอังกฤษคือคอนฟลิกท์ ออฟ อินเทอเรสท์ (Conflict of interest) ในส่วนสุดท้าย ของการคอร์รัปชันก็คือการคอร์รัปชันในธุรกิจเอกชนนะครับ ผมคิดว่าเรามีความจําเป็น ที่จะต้องปรับปรุงกฎหมาย ป.ป.ช. ซึ่งตอนนี้ก็ปรับปรุงแล้วแต่ยังไม่ชัดเจน เอาให้ชัดเจนเลยว่า ผู้ที่ให้สินบนและผู้ที่รับสินบนถือว่าเป็นการทุจริตร่วมกัน ไม่อย่างนั้นมีแต่คนที่รับที่ผิด แต่ว่าคนที่ให้ไม่ผิด เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่าสิ่งที่เราจะต้องคิดกันนะครับ ก็คือเรื่องของ มาตรการต่าง ๆ ที่จะควบคุมการทุจริตของเรา ผมคิดว่าประการแรกครับท่านประธาน การได้มาซึ่งบุคคลที่จะทําหน้าที่เป็นกรรมการตรวจสอบในองค์กรอิสระ เช่น ป.ป.ช. กกต. คตง. นะครับ คณะกรรมการที่ทําหน้าที่พิจารณาคัดเลือกผู้สมัครเหล่านี้ ผมเสนอว่า ให้เอารายชื่อของผู้สมัครทั้งหมดเปิดเผยต่อสาธารณชน เพื่อให้สาธารณชน สื่อมวลชน ช่วยกันตรวจสอบประวัติย้อนหลัง ๖๐ วัน อันนี้จะช่วยกลั่นกรองไม่ให้คนที่มีพฤติกรรม ที่เลวร้ายในอดีตแล้วคนไม่รู้มาลงสมัคร ผมคิดว่าคนที่จะมาเป็นคณะกรรมการ ในองค์กรตรวจสอบภาครัฐต้องมีคุณธรรมจริยธรรมที่สูงกว่ามาตรฐานโดยทั่วไปครับ
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าการปรับปรุงองค์กรอิสระให้สามารถ ทํางานอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล นี่ก็เป็นเรื่องที่มีความสําคัญนะครับ ผมอยากจะ ขออนุญาตยกตัวอย่างองค์กร ป.ป.ช. นะครับ ซึ่งเป็นองค์กรที่คนมีความคาดหวังมาก มีคดีคั่งค้างอยู่น่าจะร่วม ๆ ๑๐,๐๐๐ คดีนี่นะครับ เนื่องจากว่ากรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง ๙ ท่าน ทุกท่านต้องมาเป็นประธานอนุกรรมการ ท่านละ ๑๐๐-๓๐๐ คดี ซึ่งเป็นภาระที่หนักเกินกว่า มนุษย์คนหนึ่งจะรับภาระไหวนะครับ การที่ระยะเวลาของคดีที่อยู่ใน ป.ป.ช. ยาวนานมาก ก็เนื่องจากว่าเมื่อมีผู้มาร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. นี่ ป.ป.ช. จะต้องจัดตั้งคณะอนุกรรมการ หรือคณะทํางานเพื่อไปแสวงหาข้อเท็จจริง ซึ่งในขั้นตอนนี้จะใช้เวลานานเท่าไรไม่มีใครตอบ ได้เลย แต่ว่าเมื่อมีการตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทํางานเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง เรียบร้อยแล้ว ก็ต้องเสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อจัดตั้งคณะอนุกรรมการแสวงหา ข้อเท็จจริง อันนี้ครับจะมีตัวเลขที่ชัดเจนว่าการรวบรวมข้อเท็จจริงเฉลี่ยประมาณ ๓ ปี จึงจะเรียบร้อย เมื่อคณะอนุกรรมการชุดนี้ทําเสร็จแล้วก็ต้องส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่งตั้ง คณะอนุกรรมการไต่สวน ซึ่งขั้นตอนนี้ก็ใช้เวลาโดยเฉลี่ยคดีละ ๓ ปีครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ป.ป.ช. จะเป็น ๖ ปีขึ้นไป เฉพาะใน ป.ป.ช. นะครับ แต่พอ ป.ป.ช. ทําเสร็จก็ต้องส่งให้สํานักงานอัยการสูงสุด ซึ่งเฉลี่ยคดียากง่าย ก็มีระหว่าง ๑ ปี ๑ เดือน ถึง ๔ ปีต่อคดี และเมื่ออัยการสูงสุดเห็นว่าควรจะฟ้องแล้ว ก็ส่งขึ้นศาลอาญาต่อไป ในกรณีที่เป็นเรื่องของศาลอาญานะครับ คดีไม่ซับซ้อน ใช้เวลา ๓ ศาลประมาณสัก ๕-๖ ปี ส่วนถ้าเป็นคดีที่ซับซ้อนก็ต้องใช้เวลามากกว่า ๑๐ ปีขึ้นไป ส่วนคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของนักการเมืองโดยเฉลี่ยก็ใช้เวลาประมาณ ๑ ปี ๖ เดือน ท่านประธานครับ การลงโทษการทุจริตของคนคนหนึ่งกว่าจะรู้แพ้รู้ชนะกัน ใช้เวลาประมาณสัก ๑๓-๑๕ ปีครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการปฏิรูปเรื่องของการควบคุม การทุจริตให้มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลมากขึ้นนะครับ อันแรกสุดผมคิดว่าต้องใช้ หลักธรรมาภิบาลเข้ามาบริหารในองค์กร ป.ป.ช. โดยการแยกอํานาจระหว่างกรรมการ ป.ป.ช. กับอํานาจของฝ่ายบริหารที่มีเลขาธิการออกจากกัน ทุกวันนี้กรรมการ ป.ป.ช. ต้องดูแลเรื่องงบประมาณ เรื่องการแต่งตั้ง โยกย้าย เรื่องทําสําบัดสํานวน ทําทุกอย่างครับ ผมคิดว่าโดยหลักธรรมาภิบาลแล้วกรรมการ ป.ป.ช. ทําหน้าที่วินิจฉัยครับ มีอํานาจ ในการวินิจฉัย ส่วนเรื่องอื่น ๆ ให้เลขาธิการเป็นคนที่รับผิดชอบไป รวมทั้งเรื่องงบประมาณ เรื่องแต่งตั้งบุคลากร เรื่องสํานวนคดี ผมคิดว่าอย่างนี้จะแก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น
เรื่องที่ ๒ เพื่อที่จะทําให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เรามีความจําเป็นต้อง จัดตั้งศาลพิเศษที่เป็นศาลชํานาญการพิเศษ ผู้พิพากษามีความรู้ความสามารถในการ พิจารณาคดีทุจริตโดยเฉพาะ แล้วผู้พิพากษาในศาลต้องผ่านการเรียนรู้ แล้วก็การอบรม เรื่องเกี่ยวกับการคอร์รัปชันในมาตรฐานของสากลประเทศ
ประการที่ ๓ ท่านประธานครับ ผมคิดว่านักการเมืองหรือข้าราชการ คนใดก็ตามที่ถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดในเรื่องของการทุจริตและประพฤติมิชอบ ไม่ว่าจะเป็นความผิดทางด้านทุจริตการเมือง ทุจริตในการแต่งตั้งโยกย้าย ทุจริตเรื่องเงิน เรื่องทอง หรือว่าทุจริตร่วมกับเอกชน สมควรถูกตัดสิทธิห้ามมิให้ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ตลอดชีวิต ผมคิดว่านี่เป็นหลักประกันอันหนึ่งที่เราจะกรองนักการเมืองในระดับชาติ แล้วก็ระดับท้องถิ่นที่ไม่มีมลทินเข้ามาเป็นตัวแทนประชาชน นอกจากนี้ผู้ที่มีความผิด จากฐานการทุจริตเลือกตั้งในอดีตจนได้ใบแดง เป็นเหตุให้เกิดการยุบพรรค แล้วก็ถูก เพิกถอนสิทธิทางการเมือง ในฐานะที่เป็นผู้บริหารของพรรคก็สมควรถูกตัดสิทธิทางการเมือง ตลอดชีวิตด้วยครับ นอกจากนี้ครับท่านประธาน ความไม่โปร่งใสอันหนึ่งของ ป.ป.ช. ซึ่งควรทําให้โปร่งใสเสียก็คือ คณะอนุกรรมการต่าง ๆ ที่ ป.ป.ช. แต่งตั้งขึ้นทุกวันนี้มีจํานวน มากกว่า ๑,๐๐๐ ท่านครับ บุคคลเหล่านี้สมควรต้องเปิดเผยรายชื่อ เพราะว่าไม่อย่างนั้น ผู้ที่ถูกกล่าวหาก็ดี สังคมก็ดี ประชาชนก็ดี จะตรวจสอบได้อย่างไรว่าคนเหล่านี้มีความสุจริต มีความโปร่งใสหรือไม่ รวมทั้งบุคคลเหล่านี้สมควรต้องเปิดเผยทรัพย์สินและหนี้สินของตน ต่อกรรมการ ป.ป.ช. ด้วยครับ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าสิ่งที่องค์กรเพื่อความโปร่งใส นานาชาติ ขอประทานโทษ ภาษาอังกฤษครับ ทรานส์พาเรนซีอินเตอร์เนชันนัล (Transparency International) ได้สํารวจเมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๖ พบว่าหน่วยงานในประเทศไทย ที่มีการทุจริตมากที่สุดคือพรรคการเมือง และองค์กรตํารวจ ดังนั้นการปฏิรูปการเมือง และปฏิรูประบบราชการในคราวนี้ควรให้ความสนใจแก่องค์กรทั้งสองเป็นพิเศษ
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตพูดถึงประเด็นสุดท้ายก็คือการที่เราจะ ควบคุมการทุจริตจะใช้องค์กรอิสระมาเป็นเจ้าภาพแบบเดิมไม่ได้หรอกครับ ไม่มีทางสําเร็จครับ เพราะการทุจริตมันไปเกิดขึ้นในภาคราชการ ภาครัฐ เพราะฉะนั้นต้องให้รัฐบาลเป็นเจ้าภาพเลย รับผิดชอบเลยว่าคุณต้องมีหน้าที่ในการทํางานเรื่องควบคุมการทุจริตนะครับ อันนี้จึงจะทําให้ ส่งผลถึงขีดความสามารถของการแข่งขันในประเทศไทยก็ดี เรื่องของความโปร่งใสทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ ทางสังคมก็ดี ดีขึ้น ที่ผ่านมาเราให้องค์กรอิสระเป็นเจ้าภาพซึ่งเขามีหน้าที่ ตรวจสอบ เขาจะมาเป็นผู้นําในการควบคุมการทุจริตไม่ได้หรอกครับ แล้วสิ่งที่ผมอยากจะ ฝากไว้ก็คือว่ามันมีคํากล่าวในประเทศเยอรมนีนะครับว่ารัฐบาลจะเข้มแข็งหรือไม่เข้มแข็ง ไม่สําคัญเท่ากับภาคประชาสังคมต้องเข้มแข็งกว่ารัฐบาลครับ การควบคุมการทุจริตรัฐบาล สําคัญที่สุดที่จะทําหน้าที่แล้วก็แสดงเจตจํานง แต่ถึงจะมีรัฐบาล ถึงจะมีองค์กรตรวจสอบที่ดี มีความสุจริตก็วางใจไม่ได้หรอกครับ คนที่ดีแต่ไม่ถูกตรวจสอบก็เป็นคนเลวได้ครับ แล้วคนที่จะตรวจสอบรัฐบาลและองค์กรอิสระได้ดีที่สุดก็คือภาคประชาสังคมที่เข้มแข็ง ขอบคุณท่านประธานครับ