สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๙ · ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

วิทยา แก้วภราดัย เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้ง โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการป้องกันการทุจริต และเสนอวิธีการแก้ไข เช่น การมีหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ การใช้คนเป็นกรรมการหน่วยเลือกตั้งจำนวนมาก การโอนการจัดการเลือกตั้งกลับไปที่กระทรวงมหาดไทย และการหารือกับศาลยุติธรรมในการแยกแผนกคดีอาญาขึ้นทุกศาลจังหวัด นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการปราบปรามการทุจริตและขายเสียงในการเลือกตั้ง โดยเสนอให้กำหนดกองทุนปราบปรามการทุจริตและให้รางวัลแก่ผู้แจ้งคนซื้อหรือขายเสียง และยังชี้ว่าระบบการเลือกตั้งยังไม่สะอาด ทำให้เงินมีอิทธิพลต่อการเมือง และเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งหาวิธีการให้พรรคการเมืองเป็นพรรคของประชาชนจริง ๆ

นายวิทยา แก้วภราดัย

ถ้าอย่างนั้นก็จะเป็นประโยชน์มากครับ ถ้าหลังจากถอดเทป (Tape) เสร็จและประมวลเสร็จนะครับ ท่านประธานกรุณาส่งให้กับผู้อภิปราย แต่ละท่านด้วยว่าตรงกับเจตนารมณ์ที่ท่านได้นําเสนอในที่ประชุมสภาหรือเปล่านั่นก็จะเป็น ๒ ความเห็นนะครับ ผมขออนุญาตอภิปรายในกรอบเวลาที่ท่านประธานจะพยายามกําหนด ใน ๑๐ นาที ประเด็นที่ ๑ เท่าที่ติดตามคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญมาจนถึงวันนี้ ในเรื่องหมวดสิทธิเสรีภาพ เดี๋ยวผมจะว่าอีกที แต่ในหมวดว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรและที่มาของรัฐบาลค่อนข้างจะเป็นแนวที่ออกมาชัดเจนว่าคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญเสนอวิธีการลงคะแนนเลือกตั้งโดยกาบัตรลงคะแนนให้มี ส.ส. ๒ ระบบ ๑. ระบบเขตเลือกตั้ง ๒. ระบบบัญชีรายชื่อ การกาบัตรลงคะแนนกาบัตรเดียวนับใครชนะ นําสุดก็ได้เป็น ส.ส. เขตเลือกตั้ง แล้วก็เอาคะแนนนั้นเก็บสะสมรวมไว้เพื่อไปคํานวณ ทั้งประเทศเป็นขอบข่ายของ ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อ ผมขออนุญาตแสดงความคิดเห็น ใน ๒ ประเด็น

ประเด็นที่ ๑ ผมไม่ขัดข้องในการที่จะเลือกบัตรเดียว แล้วก็เลือกได้ ทั้ง ๒ คะแนน แต่ที่ผมต้องออกความคิดเห็นไว้ก่อน ก็คือผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับการมี ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อ เนื่องจากระบบนี้เป็นระบบที่เราคิดกันไว้นานแล้วว่าจะอุดช่องว่าง เพราะถ้า ให้มีการเลือกตั้งโดยตรงอย่างเดียว คนดี คนมีความสามารถ คนมีคุณธรรม สู้ในระบบวิธีการ เลือกตั้งไม่ได้เขาก็จะไม่มีโอกาสเป็นสมาชิกในสภาอันทรงเกียรติ เพราะฉะนั้นก็กําหนดว่า ให้บุคคลเหล่านี้เข้าสู่กระบวนการของการเลือกตั้งโดยวิธีเข้าระบบบัญชีรายชื่อ ของพรรคการเมือง เราตั้งใจอย่างนั้นครับ อยากให้คนดีได้ลงระบบบัญชีรายชื่อ แต่ประสบการณ์ จากการเลือกตั้งผ่านมา ๔ ครั้งตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ ปรากฏว่าระบบบัญชีรายชื่อกลายเป็นแหล่ง แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ของพรรคการเมือง เราจะเห็นบรรดานายทุนคนมีสตางค์ไปอยู่ บัญชีรายชื่อหมดครับ ก็ให้มีหน้าเก่า ๆ ครับ นักเลือกตั้งที่ถูกประณามมาตลอดเป็นคนที่สู่ สนามการเลือกตั้ง และเวลาไต่เต้าในตําแหน่งสูง ๆ นักเลือกตั้งก็เหมือนใกล้บริวารที่ทําหน้าที่ แบกหามบัญชีรายชื่อเข้าสู่สภา แล้วนักบัญชีรายชื่อก็ขึ้นไปเป็นรัฐมนตรีผู้บริหารประเทศ ไม่โดนมลทินเลยว่าทุจริตซื้อเสียงเพราะเขาคือนายทุนที่จ่ายสตางค์ให้คนไปทุจริต การเลือกตั้งกันมาเป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าเราป้องกันการเลือกตั้งไม่ให้มี การทุจริตได้เลิกบัญชีไปดีกว่า แต่ถ้ากรรมการร่างรัฐธรรมนูญไม่เป็นที่ยุติว่าเลือกตั้ง เที่ยวหน้าเรายังป้องกันการทุจริตไม่ได้ มีบัญชีรายชื่อก็เป็นระยะผ่านได้ครับท่านประธาน วันข้างหน้าต้องเลิก ถ้าประชาชนเขาเลือกตั้งโดยสุจริตเที่ยงธรรมได้เมื่อไร คนดีก็ลงสนามได้ครับ ไม่ต้องเขินอายแอบอยู่หลังม่านครับ ลงประกาศความดีได้ ถ้าประชาชนเขาตรงไปตรงมา แต่ถ้าระยะผ่านก็ได้ครับ ปล่อยให้มีบัญชีรายชื่อได้บ้าง แต่ตัวเลขที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญเสนอว่าเป็น ส.ส. เขตเลือกตั้ง ๓๕๐ คน เป็นบัญชี รายชื่อ ๑๕๐ คน ผมขออนุญาตท่านประธานฝากต่อรองไปหน่อยครับ เขตเลือกตั้งเป็น ๔๐๐ คนเถอะครับ บัญชีรายชื่อเหลือสัก ๑๐๐ คน หรือสัก ๕๐ คนพอครับ มันก็พอเป็น ทางออกได้ แล้วท่านก็ไม่ต้องฟังมากครับ ผมเป็นนักการเมือง เสียงที่ออกมาในวันนี้ ที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญแต่ละข้อโดนวิพากษ์วิจารณ์จากนักการเมืองครับ คนนั้นได้ก็เชียร์ คนหนึ่งเสียก็วิจารณ์ เพราะฉะนั้นไม่ต้องฟังครับ กระบวนการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไรก็ได้ แต่กระบวนการที่ต้องคิดต่อจากนั้นไปครับว่าเสนอวิธีการเลือกตั้งบัตรใบเดียวและทําอย่างไร อย่าให้มีการซื้อเสียง ทําอย่างไรอย่าให้มีการทุจริตการเลือกตั้ง เลือกแบบไหนก็ตามครับ ถ้าซื้อเสียงได้ล้มเหลวครับการเลือกตั้ง ไม่ได้สะท้อนเจตนารมณ์จริง ๆ ของประชาชน เพราะฉะนั้นผมขอเสนอนะครับว่าควรจะมีการคิดมาตรการในการป้องกันทุจริตการเลือกตั้ง ขออนุญาตที่จะนําเสนอผ่านไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนะครับ เป็นประเด็น ๆ ดังต่อไปนี้ ผมคิดว่าวันข้างหน้าเวลาจัดการเลือกตั้ง เราต้องมีหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ ต้องใช้คนเป็นกรรมการหน่วยเลือกตั้งประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคนสําหรับการเลือกตั้ง ทั่วไปของ ส.ส. เสนอครับว่าทุ่นค่าใช้จ่ายที่สุด โอนการจัดการเลือกตั้งกลับไปที่ กระทรวงมหาดไทยครับ เอาออกจาก กกต. เลยครับ วัตถุประสงค์ของเราตั้ง กกต. ขึ้นมา ครั้งแรกเราตั้งมาเพื่อกํากับการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม แต่พอตั้งขึ้นมาเสร็จ ปรากฏว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งกลายเป็นคนจัดการเลือกตั้งด้วย แล้วก็กํากับ การเลือกตั้งด้วย สุดท้ายครับ คณะกรรมการการเลือกตั้งกลายเป็นผู้วินิจฉัยการเลือกตั้งด้วย เพื่อลดภารกิจให้คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ทําหน้าที่กํากับได้อย่างรอบด้าน และมีประสิทธิภาพยุติการจัดการเลือกตั้ง โอนกลับไปให้กระทรวงมหาดไทยครับ ให้ กกต. ทําหน้าที่จัดการการเลือกตั้งทุกระดับให้เป็นไปโดยความสุจริตเที่ยงธรรม ทําหน้าที่ ในการสืบหา ป้องกันการทุจริต ขอความร่วมมือกับข้าราชการ พี่น้องตํารวจ ทหาร ประชาชนทั้งหมด รณรงค์ในการป้องกันการทุจริต และรวบรวมพฤติกรรมของการทุจริต ทั้งหมด รวบรวมเสร็จแล้วไม่ต้องตัดสินว่าใครผิดใครถูกครับ ยื่นฟ้องศาลครับ เห็นควรให้ คณะกรรมการการเลือกตั้งหารือกับศาลยุติธรรมในการแยกแผนกคดีอาญาขึ้นทุกศาลจังหวัด ทั่วประเทศ เป็นแผนกคดีที่จะรับเรื่องของการวินิจฉัยการเลือกตั้งทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ทั่วไป แผนกคดีอาจจะกําหนดรายละเอียดได้ครับว่าทําการไต่สวนและพิพากษาคดีให้แล้วเสร็จ ภายใน ๑ เดือน ซึ่งถ้าเขตเลือกตั้งไหนมีปัญหาก็รอคําพิพากษาครับ ยุติการเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งนั้นไป รอคําพิพากษา คําพิพากษาเสร็จค่อยมาจัดการเลือกตั้งกันใหม่ ใครทุจริต ก็ว่าไปอย่างที่อาจารย์วันชัยเขาว่าครับว่าใครทุจริตการเลือกตั้งตลอดชีวิตอย่าให้เข้าเส้นทาง การเมืองและไม่ต้องนับตั้งแต่วันนี้ครับ ย้อนหลังไปเลยก็ได้ครับ เพราะเราเกลียดคนชั่วกันครับ เกลียดตัวอย่ากินไข่ เกลียดปลาไหลอย่ากินน้ําแกงครับ ถ้าห้ามก็ห้ามไปเลย ตั้งแต่ทุจริตชั่ว มาตั้งแต่ ๑๐ ปีที่แล้วชาตินี้ไม่ต้องเจอกันในเวทีการเลือกตั้ง เราจะได้กรองหาคนดีครับ เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งทําหน้าที่กํากับการเลือกตั้งอย่างนั้นล้วน ๆ แล้ว ถ้าศาล พร้อมจะตั้งแผนกคดีในการวินิจฉัยคดีขึ้นครับ กระบวนการต่าง ๆ ก็จะมีความโปร่งใสแล้วก็ เป็นธรรมมากขึ้น วันนี้คณะกรรมการการเลือกตั้งถูกข้อครหามากพอสมควรครับ ท่านประธาน ในหมวดหน้าที่พลเมือง สิทธิพลเมือง เรากําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญตั้งแต่ ปี ๒๕๔๐ ครับว่าประชาชนพลเมืองมีหน้าที่ในการรักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ประชาชน มีหน้าที่ในการปฏิบัติตามกฎหมาย ประชาชนมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เมื่อมีหน้าที่ ประชาชนต้องมีสิทธิครับ ประชาชนมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นประชาชนต้องมีสิทธิ ในการปกป้องการเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรม แต่ที่ผ่านมาครับ กระบวนการเราไม่เคย ให้ประชาชนมีสิทธิครับ ครั้งหนึ่งในอดีตคณะกรรมการการเลือกตั้งระดับประเทศ ถูกประชาชนฟ้องข้อหาเข้าด้วยช่วยเหลือกับพรรคการเมืองอื่น ปฏิบัติหน้าที่ทุจริตโดยมิชอบ ศาลชั้นต้นลงโทษพิพากษาจําคุก ศาลอุทธรณ์ลงโทษพิพากษาจําคุก ศาลฎีกายกฟ้อง เพราะประชาชนคนนั้นไม่ใช่ผู้เสียหาย เพราะฉะนั้นเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญให้ชัดครับ วันข้างหน้าประชาชนจะเป็นผู้เสียหายในกรณีที่ความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ประชาชนจะเป็น ผู้เสียหายฟ้องคดีได้เองถึงแม้ตํารวจใครจะไม่ฟ้องสําหรับคดีที่มีการทําลายระบอบ ประชาธิปไตยหรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว เจ้าพนักงานทุจริตประพฤติมิชอบประชาชนจะทําได้ก็ไปร้อง ป.ป.ช. ถ้าอยากดําเนินคดีก็ไป แจ้งความตํารวจ ตํารวจก็ต้องส่ง ป.ป.ช. ถ้าโทษความผิดเป็นเจ้าพนักงานของรัฐรอกัน ชาติหน้าครับ ทั้ง ป.ป.ช. กับตํารวจไม่รู้ฮั้วกันหรือยัง ประชาชนเห็นตําตาทําอะไรไม่ได้ ต่อไป ให้ประชาชนมีสิทธิฟ้องนําคดีขึ้นสู่ศาลได้ นั่นก็คือกําหนดให้ทุกอย่างที่ประชาชนมีหน้าที่ ประชาชนต้องมีสิทธิในฐานะผู้เสียหายตามกฎหมายด้วย

ประการต่อไปที่จะขอนําเสนอมาตรการในการจัดการปราบปรามการทุจริต การเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญควรที่จะกําหนดให้มีการจัดตั้งกองทุนปราบปรามการทุจริต การเลือกตั้ง ประเทศนี้กองทุนเยอะครับ ถ้าท่านอยู่สํานักงบประมาณเก่าท่านก็กวาด ไม่หมดหรอกครับ บรรดากองทุนที่ตั้ง ๆ มาในประเทศนี้ผมว่าร่วม ๒๐๐ กองทุนครับ ตั้งอีกสักกองทุนครับ เอาว่าประเดิมสัก ๑,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ง่าย ๆ ครับ ต่อไปการซื้อสิทธิ ขายเสียง ซื้อก็ผิด ขายก็ผิดครับ ใครจับคนซื้อได้มารับรางวัล ใครจับคนขายได้มารับรางวัล ใครไปกลั่นแกล้งว่าเขาซื้อเขาขายนอกจากไม่ได้รับรางวัลก็ไปติดคุก เพราะฉะนั้นวันข้างหน้า ผมเกิดซูเอี๋ยจะซื้อท่านประธานครับ ขอท่านประธานสักเสียงเถอะครับเอาไปเท่าไร ท่านประธานกับผมก็มุบมิบรับอย่างนี้ต่างคนต่างไม่รู้ แต่ถ้าผมเอาไปให้ท่านประธาน ท่านประธานเสียงนี้ ๑,๐๐๐ บาทท่านประธานคว้าแบงก์พันเสร็จท่านประธานก็ไปแจ้ง ท่านประธานก็จะได้รับรางวัลจากกองทุน ๕๐๐,๐๐๐ บาท หรือว่าง ๆ ผมก็เห็น ท่านประธานชอบซื้อเสียงผมก็ไปแกล้งท่านประธานเอาสตางค์ไปล่อท่านประธาน ท่านประธานรับสตางค์เมื่อไรผมถ่ายวีดีโอ (Video) ให้เสร็จ ผมไปร้องท่านประธาน เป็นคนขายเสียงผมก็ได้รางวัล ใครแจ้งก่อนได้ก่อน มันจะได้ทําให้ใครคิดจะซื้อจะขาย ก็ตั้งหลักกันสักนิดหนึ่ง แล้วก็เงินไม่ต้องใช้เยอะครับ

ประเด็นสุดท้ายครับ ฝากคณะกรรมการการเลือกตั้งไปเรื่องพรรคการเมือง ด้วยครับ ช่วยหาวิธีการให้พรรคการเมืองเป็นพรรคของประชาชนจริง ๆ ผมเข้าใจว่าสมาชิก ที่เคยเป็น ส.ส. หลายคนที่นั่งในสภานี้ก็เบื่อหน่ายครับ เป็นพรรคที่ต้องขึ้นกับนายทุน แต่ถ้า ระบบการเลือกตั้งยังไม่สะอาดอย่างนี้เงินยังมีอํานาจในการที่จะโน้มน้าวมนุษย์ วัตถุเดียว ที่ลงบนหัวมนุษย์แล้วไม่โกรธก็คือเงินครับ อย่างอื่นขว้างลงบนตักก็โกรธครับ แต่ถ้าขว้าง แบงก์พันสัก ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทตกบนตักใครก็มีความสุขครับ เพราะฉะนั้นตราบใดที่ระบบ การเงินยังมีอํานาจเหนือความรู้สึกที่ดีของประชาชนเราก็แก้ปัญหาไม่ได้ พรรคการเมือง ควรจะเป็นพรรคการเมืองที่ดูแลโดยภาครัฐจริง ๆ ตั้งแต่ข้อ ๑ สมาชิก ๕๐๐ คน ผมไม่ได้ว่าครับ เพราะสิทธิประโยชน์ของ ส.ส. กับสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไม่ได้ต่างกันครับ ท่านที่มานั่งในนี้รู้สึกว่ามีเงินเดือนรายได้เท่าไร ส.ส. ก็ได้ขนาดนี้ละครับ ไม่ได้ต่างกันเลย ถ้าเราจะจ่ายคน ๕๐๐ คนกินเงินเดือนขนาดนี้ประเทศนี้ไม่ล่มหรือครับ เพราะเงินเดือน ส.ส. ไทยต่ํากว่าเงินเดือน ส.ส. เขมรด้วย สมาชิก สปท. ไทยเงินเดือนต่ํากว่า ส.ส. เขมรครับ เพราะฉะนั้นจํานวน ส.ส. ที่นําเสนอมาผมเห็นชอบ แต่กระบวนการที่นําเสนอ ๒-๓ ประเด็น ผมขออนุญาตเสนอผ่านท่านประธานสภาไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเป็นข้อเสนอ เบื้องต้น และหลังจากนี้ผมก็จะหารือกับสมาชิก สปท. ซึ่งอยู่ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เพื่อหามาตรการในการสกัดคนชั่วไม่ให้สู่การเมือง และเอื้อโอกาสให้คนดีไม่ต้องเป็นอีแอบลงสมัคร ส.ส. ได้ ขอบพระคุณครับ