สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๙ · ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

กอบศักดิ์ ภูตระกูล แสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ และการกำหนดเป้าหมายสูงสุดของรัฐในการลดความเหลื่อมล้ำ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการจัดสรรงบประมาณเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ การปรับระบบงบประมาณ การให้ความสำคัญกับภาระงบประมาณและภาระการคลัง และการปฏิรูปประเทศ โดยเน้นย้ำความสำคัญของการวางยุทธศาสตร์ชาติระยะยาว และการจัดสรรงบประมาณของรัฐให้เหมาะสมกับการปฏิรูปประเทศ

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล

ขอบคุณครับ กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพอย่างสูงครับ แล้วก็ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม กอบศักดิ์ ภูตระกูล สมาชิกหมายเลข ๐๐๙ ครับ ในการอภิปรายแสดงความคิดเห็น ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ กระผมมีประเด็นสําคัญ ๓ เรื่องที่อยากจะเสนอผ่าน ท่านประธานไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อบรรจุในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ประเด็นแรก ก็คือเรื่องของการแก้ไขปัญหาของความเหลื่อมล้ําที่ผมได้พูดไป เมื่อวานนี้ สิ่งที่ประชาชนมักจะถามเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญโดยมากเขาจะถามครับว่าเขาจะ ได้อะไรจากรัฐธรรมนูญบ้าง ชีวิตเขาจะดีขึ้นอย่างไร แล้วเขาก็จะถามว่ารัฐธรรมนูญจะช่วย ลดช่องว่างระหว่างความเหลื่อมล้ําในสังคมไทยแล้วจะนําไปสู่สังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ได้อย่างไร ผมว่านี่คือคําถามที่เวลาผมไปเจอประชาชนในช่วงที่ผ่านมาเขาก็จะถามลักษณะนี้ ว่าปากเขาเขาได้อะไร เขาจะมีชีวิตอยู่อย่างไร ในเรื่องนี้รัฐธรรมนูญที่กําลังจะร่างขึ้นนะครับ นอกจากจะช่วยจัดสรรอํานาจระหว่างภาคนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ตามที่เราเห็น โดยปกติแล้ว ด้วยมาตรการที่เหมาะสม มาตราที่เหมาะสม รัฐธรรมนูญยังจะมีส่วนสําคัญ ในการวางนโยบายและกําหนดกรอบในการจัดสรรผลประโยชน์ระหว่างคนในกลุ่มต่าง ๆ นําไปสู่การลดปัญหาความเหลื่อมล้ําในระยะยาวได้อีกด้วย โดยรัฐธรรมนูญนั้นน่าจะให้ ความสําคัญกับเรื่องต่าง ๆ ดังนี้ครับ

เรื่องที่ ๑ ก็คือเรื่องของการกําหนดให้การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ํานั้น เป็นเป้าหมายสําคัญของรัฐโดยอยู่ในรัฐธรรมนูญ โดยที่รัฐบาลต้องมีการจัดกลไกกลาง ในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างบูรณาการเป็นรูปธรรม

เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องของการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อลดความเหลื่อมล้ํา โดยให้ความสําคัญกับพื้นที่ที่ยากจน การกําหนดให้มีภาษีรูปแบบต่าง ๆ อย่างครบถ้วน เพื่อลดความเหลื่อมล้ําอย่างที่เมื่อวานนี้ท่านประธานสมชัยเคยพูดไปนะครับว่าต้องมีภาษี ให้ครบขา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมรดก ที่ดิน อื่น ๆ การสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจ ฐานราก การส่งเสริมให้ประชาชนได้รับความเท่าเทียมทางโอกาสในมิติต่าง ๆ อย่างที่พูดไป เมื่อวานคือเรื่องของการศึกษา การเงิน ความยุติธรรม การดําเนินการเพื่อให้เกิดการถือครอง ที่ดินอย่างเป็นธรรม การจัดให้มีระบบสวัสดิการพื้นฐานให้เกิดขึ้นเพื่อเป็นมาตรฐานขั้นต่ํา ในการดํารงชีพของประชาชน อันนี้ผมขอเน้นคําว่า พื้นฐาน และการพัฒนาระบบบํานาญแห่งชาติ ให้เกิดขึ้น อันนี้คือประเด็นที่อยากจะขอให้บรรจุไว้ในส่วนต่าง ๆ ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งทั้งหมด จะประกอบรวมกันเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาของความเหลื่อมล้ํา แล้วพอบวกกับงาน ของทาง สปท. ก็จะวางกรอบการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ําของประเทศต่อไป

ประเด็นที่ ๒ ที่บางท่านได้กล่าวมาแล้วก็คือเรื่องของการวางกรอบวินัย การเงิน การคลัง หนึ่งในปัญหาสําคัญของไทยในช่วงที่ผ่านมานะครับ ก็คือการขาดวินัย ทางการคลังและการงบประมาณ โดยเฉพาะ ๑๐ ปีที่ผ่านมาเราจะพบว่ารัฐบาลมุ่งการใช้จ่าย เพื่อสร้างความนิยม แล้วก็บางครั้งอาจจะนําไปสู่ความเสียหายระยะยาวให้แก่ประเทศ รัฐบาลหลายแห่งครับ รวมถึงในระหว่างการเลือกตั้งก็มีการแข่งกันออกมาตรการต่าง ๆ เหล่านี้ออกมา รัฐธรรมนูญก็จึงควรให้ความสําคัญกับการวางกรอบการใช้จ่ายทางการคลัง โดยมีประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ

อันที่ ๑ ก็คือเรื่องของการวางระบบงบประมาณใหม่ให้กับประเทศ ในอดีต จะเป็นงบประมาณรายจ่ายอย่างเดียว ในอนาคตก็ควรจะเป็นงบประมาณประเภท ๒ ขา คือมีทั้งรายรับและรายจ่าย จะได้อย่างไรครับสิ่งที่จะจ่ายออกไปจะหาเงินมาจากไหน

ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าจะต้องปรับระบบงบประมาณโดยการให้ความสําคัญ นอกจากภารกิจของหน่วยงาน เช่น กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ แต่พิจารณาเพิ่มเติม เป็นงบเชิงพื้นที่และงบเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวอย่างที่ท่านยงยุทธพูดว่ายุทธศาสตร์ชาติ

เรื่องที่ ๓ ก็คือเรื่องของการให้ความสําคัญกับภาระงบประมาณแล้วก็ภาระ การคลังทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยมีกรอบงบประมาณที่เรียกว่ามัลติ เยียร์ บัดเจตติง (Multi year budgeting) การจัดระบบภาษี ๒ ระดับก็คือระดับชาติแล้วก็ระดับของท้องถิ่น เพื่อให้ท้องถิ่นนั้นสามารถเก็บภาษีได้เพียงพอแล้วก็เป็นการกระจายอํานาจสู่ท้องถิ่น เช่นเดียวกัน การกําหนดให้เมื่อมีการแปรญัตติของสมาชิก ส.ส. เพื่อตัดทอนรายการ หรือจํานวนใดใน พ.ร.บ. งบประมาณประจําปีกําหนดไว้ว่าไม่สามารถนําไปจัดสรร ไม่ว่าจะเป็นโครงการที่มีอยู่เดิมหรือจัดตั้งขึ้นมาใหม่ เว้นแต่การนําไปใช้จ่ายสําหรับเงินกู้ ดอกเบี้ยเงินกู้ หรือชดใช้เงินคงคลัง อันนี้ก็จะทําให้โครงการต่าง ๆ ที่คิดออกมาโดยที่ไม่มี การเตรียมการอย่างดีและเป็นที่มาของความเสียหายเชิงงบประมาณไม่เกิดขึ้น อันนี้ก็จะเป็น สิ่งที่เป็นวินัยที่สําคัญที่ควรจะกําหนดไว้ การให้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับวินัย ทางการคลังครอบคลุมไปถึงการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณและการสร้างภาระผูกพันต่าง ๆ ด้วย จะพบว่า พ.ร.บ. งบประมาณที่เราเขียนตั้งแต่ปี ๒๕๐๒ เป็นการเขียนในอดีต ในปัจจุบัน มีการใช้จ่ายนอกงบประมาณเยอะและขณะเดียวกันก็มีการใช้จ่ายประเภทเงินงบผูกพัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นช่องโหว่ทางการคลังที่ไม่ได้คิดไว้เมื่อ ๕๐ ปีที่แล้ว เราก็ควรที่จะอาศัย การเขียนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในการกําหนดวินัยการเงิน การคลังดังกล่าว แล้วการให้ รัฐธรรมนูญนั้นกําหนดให้มีกฎหมายประกอบหรือ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การคลังการงบประมาณ ซึ่งจะเป็นกฎหมายสําคัญที่จะวางกรอบวินัยการเงิน การคลัง ของประเทศในอนาคต

ท้ายที่สุดครับ ประเด็นนี้มีหลายคนพูดทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย กระผมคิดว่าต้องมีมาตรการเพื่อป้องกันและลงโทษผู้ที่ทําให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ อย่างร้ายแรง

ประเด็นสุดท้ายก็คือเรื่องของการวางโครงสร้างในการปฏิรูปประเทศ ปัญหาของประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมาก็คือว่าเราให้ความสําคัญกับการปฏิรูปและยุทธศาสตร์ การพัฒนาประเทศระยะยาวน้อยมากครับ ทุกรัฐบาลที่เข้ามามักจะให้ความสําคัญ กับความนิยมในระยะสั้นทํามาตรการประมาณ ๑ ปี ทําให้การวางรากฐานใหม่ในการพัฒนา ประเทศนั้นเกิดขึ้นได้อย่างจํากัด จนกระทั่ง ณ ปัจจุบันเป็นที่น่าเสียใจว่าประเทศไทย ไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ได้ดีเหมือนเคย แล้วก็เริ่มสูญเสียขีดความสามารถ ในการแข่งขันของเรายังจะเห็นว่าประเทศเพื่อนบ้านบางแห่งเริ่มเป็นผู้นําเมื่อเทียบกับเราแล้ว ในการส่งออกทั้ง ๆ ที่แต่ก่อนเราเป็นเบอร์ ๑ เบอร์ ๒ ของภูมิภาค ในหลาย ๆ เรื่อง เราก็เริ่ม เสื่อมถอยเมื่อเทียบกับเขา ดังนั้นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ควรจะให้ความสําคัญกับเรื่องที่ ๑ ก็คือการกําหนดให้มียุทธศาสตร์ชาติระยะยาวอย่างที่ท่านยงยุทธและหลาย ๆ คนได้พูดไป เพื่อให้แต่ละรัฐบาลเมื่อกําหนดแนวนโยบายรัฐก็ให้นํายุทธศาสตร์ชาตินั้นมาเป็นกรอบ แล้วมันควรจะมีมากกว่านั้นครับ ในรัฐธรรมนูญก็ยังสามารถกําหนดได้ว่าการจัดสรรงบประมาณ ของรัฐในแต่ละปี การดําเนินมาตรการต่าง ๆ ต้องให้ความสําคัญกับการดําเนินการ ตามยุทธศาสตร์ชาติ ผมคิดว่ามันจะเป็นสิ่งที่ประกอบรวมกัน แล้วทําให้ยุทธศาสตร์ชาติ ที่จะสร้างขึ้นมานั้นมีนัยความสําคัญ

ประเด็นที่ ๒ ก็คือการกําหนดให้มีโครงสร้างใหม่ในประเทศที่จะดูแล รับผิดชอบขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในด้านต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันนี้ในเอกชน ทุกองค์กรที่ประสบความสําเร็จจะมีองค์กรที่เรียกว่าเชนจ์ แมเนจเมนท์ ยูนิต (Change management unit) เป็นองค์กรต่างหากที่ไม่ได้ทําธุรกิจในแต่ละวัน แต่เป็นองค์กรที่คิดไป ในอนาคตว่าเราจะเปลี่ยนแปลงบริษัทเรา องค์กรของเราอย่างไรให้แข่งขันได้ ประเทศไทย ไม่มีองค์กรส่วนนี้เรามีแต่องค์กรทํามาหากินทํานโยบายต่าง ๆ ระยะสั้นทั้งนั้น เราควรที่จะมี โครงสร้างใหม่ขึ้นมาภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่จะดูแลขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในด้านต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยทํางานควบคู่กับรัฐบาลในการให้คําปรึกษา เป็นทิงก์แท็งก์ (Think tank) แล้วก็เป็นผู้ช่วยขับเคลื่อนวาระปฏิรูปต่าง ๆ

ประเด็นสุดท้ายก็คือการกําหนดให้รัฐธรรมนูญกําหนดว่าต้องมี พ.ร.บ. ว่าด้วยการปฏิรูป ซึ่งอันนี้จะมีความสําคัญอย่างยิ่งนะครับ แล้วผมคิดว่าสภาขับเคลื่อน ของเรานั้นควรจะเป็นผู้ที่ทํางานอย่างใกล้ชิดกับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็ช่วย ยกร่างรายละเอียดของการปฏิรูปสําคัญทั้ง ๑๑ ด้านที่เรากําลังจะทําขึ้นมา ซึ่งมันจะเป็น กรอบไปข้างหน้าแล้วก็จะเป็นกฎหมายสําคัญว่าด้วยการปฏิรูปของประเทศไทยต่อไป ซึ่งถ้าเกิดทําได้เช่นนี้ผมคิดว่าก็จะช่วยตอบโจทย์สําคัญของประเทศแล้วก็จะวางอนาคต ที่สดใสให้กับประชาชนคนไทยทุกคนครับ ขอบคุณครับ