สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๙ · ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

วรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา หารือเรื่องการปฏิรูปการเมือง โดยเน้นแก้ไขปัญหาการถอนทุนและทุจริต โดยเสนอแนวทางปรับดุลอํานาจระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายข้าราชการประจํา และปฏิรูปการเลือกตั้งด้วยการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่เพื่อเพิ่มความยุติธรรม

นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา

ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ ผม วรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๓๑ นะครับ วันนี้ผมจะมานําเสนอเกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปการเมืองซึ่งเป็นวิกฤติ แล้วก็เป็นแนวคิด ที่ต่อเนื่องจากคราวที่แล้วที่ผมเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาตินะครับ ปัญหาที่เกิดขึ้น ผมเป็นนักสังเกตการณ์ทางการเมือง คือเป็นผู้สื่อข่าวด้วย เป็นสื่อมวลชน ทํางานด้าน การเมืองมา ๓๐ ปี ศึกษาแล้วก็บันทึก แล้วก็ดูปรากฏการณ์ต่าง ๆ ก็เห็นความเป็นไป แล้วก็อยากจะนําเรื่องนี้นําเสนอต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญว่ามันเกิดอะไรขึ้น เดี๋ยวขอเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) ด้วยนะครับทางเจ้าหน้าที่ครับ ผมทําเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) มา ก็วิเคราะห์ว่าปัญหาวิกฤตการณ์การเมืองของเราเกิดขึ้นเกิดจากการขาดการถ่วงดุล ของ ๔ ฝ่าย ถ่วงดุลอํานาจ ผมแบ่งเป็นฝ่ายการเมือง ฝ่ายราชการ ฝ่ายธุรกิจ และฝ่ายประชาชน เหตุตัวนี้เกิดขึ้นหลังจากเราใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งคิดว่ารัฐธรรมนูญนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ดี ข้อดีมีครับ แต่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้สร้างกลไกใหม่แล้วก็เปลี่ยนความสมดุลทางการเมือง ซึ่งเมื่อก่อนข้าราชการกับ ส.ส. สังเกตได้ ผู้ว่าราชการจังหวัดกับ ส.ส. จะเกรงใจซึ่งกันและกัน แต่หลังจากที่เราให้อํานาจฝ่ายการเมืองมากขึ้น ให้นายกรัฐมนตรีมีอํานาจมาก อยู่ได้นาน ถอดถอนยาก อํานาจนี้ได้ถ่ายทอดลงไปถึง ส.ส. ส.ส. กลายเป็นผู้ประเมินผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อข้าราชการอยู่ภายใต้อิทธิพลของฝ่ายการเมืองก็มีการกระทบกระทั่ง มีการแตกหัก ๒ ครั้งครับ ภายในเวลา ๑๗ ปี แตกหัก ๒ ครั้ง ครั้งแรกปี ๒๕๔๙ ครั้งที่ ๒ ปี ๒๕๕๗ การแตกหักบอกถึงอาการป่วยของการเมืองไทยที่เกิดจากผลพวงจากรัฐธรรมนูญที่เปลี่ยน โครงสร้างอํานาจนะครับ ขอสไลด์ (Slide) แผ่นที่ ๒ นะครับ เมื่อเกิดอาการป่วยมีอะไร ตามมา นั่นก็คือการเปลี่ยนโครงสร้างอํานาจทําให้นักการเมืองอยู่ได้นาน คนที่ฉลาดกว่า นักการเมืองคือนักธุรกิจครับ ก็โดดเข้ามาเล่นการเมือง ซึ่งนักการเมืองนี่ไม่ทันนะครับ สังเกต ได้จากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ประกาศใช้ ปี ๒๕๔๐ ถึงปี ๒๕๔๔ ไม่เกิดเรื่องอะไรมาก เท่าไรนัก แต่หลังจากปี ๒๕๔๔ ขึ้นไปแล้ว มีนักการเมืองรุ่นใหม่เข้ามา ที่เราเรียกว่า เป็นนักธุรกิจการเมืองบ้าง อะไรก็แล้วแต่ มีคอนเซปต์ (Concept) ก็คือลงทุน ทําอย่างไร ให้ได้เสียงเยอะ ๆ ได้อํานาจมา แล้วก็ใช้ประเทศทําประเทศให้เหมือนบริษัทเสีย เอา ส.ส. มาเหมือนลูกจ้างก็ทําให้เห็นอยู่ ที่สําคัญมีการทําลายระบบความเข้มแข็งของระบบราชการ ที่ผมพูดนี้ไม่ได้พูดเอาใจราชการนะครับ การผ่ากระทรวงเป็น ๒๐ กระทรวง เพิ่มกรม เพิ่มอะไรนี่นะครับ แต่อันหนึ่งขึ้นมามีระบบฟาสต์แทรค (Fast track) มีอะไรก็แล้วแต่ ทําให้ข้าราชการรุ่นพี่ที่มีอาวุโสกว่าแต่เส้นไม่ถึงมีประสบการณ์สูงกว่าถูกข้ามหัว สิ่งที่เกิดขึ้นมาก็คือไม่มีการถ่ายทอดความรู้จากรุ่นต่อรุ่นซึ่งสั่งสมมานาน ความรู้ ในระบบราชการอ่อนแอลง ข้าราชการที่เคยเป็นคนเก่ง ๆ ระยะหลังนี้ก็จะหาน้อยลง หาได้น้อยลงเรื่อย ๆ นะครับ ประการที่ ๓ เกิดธุรกิจการเมือง นั่นก็คือมีการจ่ายซื้อเสียง ล่วงหน้า ที่ กกต. จะไปจับการซื้อเสียงในวันก่อนลงคะแนน จับไม่ได้หรอกครับ ไม่มีครับ เขาซื้อกันทั้งปีนะครับ หัวหนึ่งตกประมาณ ๒,๐๐๐ บาทต่อปี ก็ผ่านการจัดสัมมนา การประชุม ประชุมบ่อย ๆ

- ๘๐/๑   เชิญไปหัวคะแนนก็คุมกันไปนะครับ ครั้งละ ๕๐๐ บาท ปีหนึ่ง ๔ ครั้ง ๒,๐๐๐ บาท ๔ ปี ๘,๐๐๐ บาท ทีนี้สิ่งที่เขาทําก็เกิดการถอนทุนอย่างรุนแรง ผมนําเสนอว่าเมื่อเรารู้แล้วสาเหตุ เกิดอะไรขึ้นมา

ขอสไลด์ (Slide) แผ่นที่ ๓ ก็คือหนทางการแก้ปัญหาคือการปรับดุลอํานาจ ระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายข้าราชการประจําให้อยู่ได้ให้พอ ๆ กัน ซึ่งคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญผมเห็นวิธีคิดแล้วก็เห็นว่าพยายามจะไปถึงจุดนี้อยู่ โดยเฉพาะเรื่องการ จัดสรรปันส่วน ส.ส. เพื่อให้พรรคเล็ก ๆ ขึ้นมาได้แทนที่จะมีการผูกขาดอํานาจอยู่คนกลุ่มเดียว อันนี้จะทําให้การผูกขาดอํานาจของฝ่ายการเมืองหรือธุรกิจการเมืองลดน้อยลง

อีกประเด็นหนึ่งที่จะต้องทําคือการปราบทุจริต รวดเร็ว รุนแรง เพื่อทําให้ นักธุรกิจการเมืองรู้สึกว่าไม่คุ้มแล้วละไม่กล้าเข้ามา เปิดทางให้เทคโนแครต (Technocrat) ที่อยากจะทํางานการเมืองจริง ๆ เข้าไป

ประเด็นที่ ๓ คือจัดระบบเลือกตั้งปิดทางการแฝงตัวของนักธุรกิจการเมือง ประการแรกตรงนั้นก็คือต้องตัด ส.ส. บัญชีรายชื่อทิ้ง ซึ่งเมื่อเช้าผมฟังท่าน สปท. หลายท่าน เสนอเรื่องนี้อยู่ซึ่งตรงกันนะครับ เพราะว่าที่ผ่านมาได้บอกว่ามี ส.ส. บัญชีรายชื่อเพื่อให้ คนเก่ง ๆ เข้ามา ผมไม่เห็นเลยครับ ไม่มีนะครับ มีอยู่ ๒ อย่าง มี ส.ส. เกษียณเดินหาเสียง ไม่ไหวแล้วครับเพราะเข่าไม่ดี ก็ขอไปเป็นปาร์ตี้ลิสต์ (Party list) ก็แล้วกัน แล้วก็อีกส่วนหนึ่งก็คือ เป็นนายทุน พวกนี้ไม่เคยไหว้ประชาชนมาถึงก็เอาเงินมาแล้วก็เอา ส.ส. มาเดินตาม ทีนี้ ผมคิดว่าจะทําอย่างไรที่จะตัดรายชื่อ ส.ส. บัญชีรายชื่อทิ้ง แล้วก็ทําอย่างไรให้คนที่เป็น ส.ส. จริง ๆ เป็นผู้แทนราษฎรที่ผมเคยเห็นในอดีตก็คือไปไหว้ประชาชน แล้วก็เคารพความคิด ของประชาชนไม่กล้านอกลู่นอกทาง เพราะว่าต้องเจอชาวบ้านอยู่เป็นประจํา นั่นก็คือ ต้องจัดการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ แทนที่จะทําแบบเดิมผมเสนอเป็นเขตใหญ่ไม่เรียงเบอร์ การเลือกตั้งวิธีนี้จะไปแบบจัดสรรปันส่วนก็ได้ แต่จัดสรรปันส่วนไปมีปาร์ตี้ลิสต์ (Party list) ซึ่งอันนี้ผมไม่เห็นด้วย แต่การเลือกตั้งแบบเขตใหญ่ไม่เรียงเบอร์นี่นะครับ ผมลองเอาสถิติประชากร ปี ๒๕๕๖ มา มี ๖๔ ล้านคน ถ้าเกิดกําหนดว่า ส.ส. ในสภามี ๓๕๐ คน ประชากร ๑๘๕,๐๐๐ คน จะได้ ส.ส. ๑ คน สไลด์ (Slide) ต่อไปขอแผ่นที่ ๕ ครับ เมื่อเอามาเรียงดูลําดับจังหวัดที่มี ส.ส. ๑ คน ทางซ้ายสุดคือ ๑ คนจะมีอยู่ ๗ จังหวัด มี ส.ส. ในสภา ๗ คน แล้วก็ไล่มาเรื่อย ๆ จังหวัดที่มี ๒ คน มี ๑๒ จังหวัดมี ส.ส. ๒๔ คน ทีนี้อย่างนี้ครับ เจ้าหน้าที่ขอไปแผ่นที่ ๖ นะครับ ถ้าเราบอกว่าเอาอย่างนี้แบ่งเขตเป็นเขตละ ๓ คนก็แล้วกัน มันก็จะแบ่งอย่างนี้ครับ ในอดีต ที่เขาแบ่งกันถ้าเกิด ส.ส. ๗ คน ก็จะเป็น ๓ บวก ๒ บวก ๒ ถ้า ๑๐ คนก็เป็น ๓ บวก ๓ บวก ๒ บวก ๒ ขอแผ่นที่ ๗ ครับ ทีนี้ถ้าแบ่งอย่างนี้จะเกิดอะไรขึ้นครับ จริง ๆ แล้วบอกว่าแบ่งเขต ๓ คน เขตละ ๓ คนจริง ๆ ไม่ใช่ เพราะว่าถ้าแบ่ง ๓ คนจะเกิดเขต ๒ คน เขต ๑ คนที่เป็น เศษ ๆ หลุดออกมาเยอะแยะเลย ก็จะได้ ส.ส. เขตละ ๑ คน ๗ เขต ๒ คน ๕๙ เขต แล้วก็ ๓ คน ๗๕ เขต ขอแผ่นที่ ๘ ครับ แม้นว่า ๓ คน ผมว่าถ้าจะให้ซื้อเสียงก็ยังพอเป็นไปได้อยู่ แต่ถ้าเกิดทําให้เขตใหญ่มาก ๆ เช่นใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งการซื้อเสียงก็ยากแล้ว ยิ่งไม่เรียงเบอร์ด้วยนะครับไม่ทราบว่าจะซื้อเหมากันอย่างไร ขอแผ่นที่ ๙ ครับ ผมสมมุติอย่างนี้ เอาว่าเขตละ ๕ คน พรรค ก ส่ง ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ พรรค ข ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๕ คนเหมือนกันหมด นอกจากนั้นปกติเราจะจับสลากในวันที่ไปสมัคร อันนี้ไม่ครับ สมัครให้เสร็จก่อน พอครบ ปิดวันรับสมัครจับเบอร์ทีเดียวเลยแล้วเบอร์ก็จะไม่เรียงกันครับ เพราะแต่ละคนจะได้เบอร์ ไม่เรียง ขอแผ่นที่ ๑๐ ครับก็จะเกิดขึ้น พรรค ก อาจจะได้เบอร์ ๓ สีแดง ๆ คือเบอร์ที่จับได้ คนที่ ๒ ได้เบอร์ ๕ เบอร์ ๑๒ เบอร์ ๑ เบอร์ ๑๑ สังเกตได้ว่าเบอร์ไม่เรียงกัน ฉะนั้นเวลาจะ ซื้อแพค (Pack) ซื้อเสียงแพค (Pack) อธิบายยากมาก แล้วก็ที่สําคัญคือเรามีตัวอย่างครับ เกิดขึ้นแล้วเมื่อปี ๒๕๔๓ ขอแผ่นที่ ๑๑ ครับ ก็เกิด การเลือกตั้งเขตใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ส.ว. ปี ๒๕๔๓ จะเกิดผลดังนี้ครับ คือตอนนั้น ส.ว. ตอนนั้นปี ๒๕๔๓ ยอมรับได้มีคนที่มีชื่อเสียง แล้วก็ประวัติดี ๆ เข้ามาเยอะ อาจจะมี คนหลุดมาบ้างนิด ๆ หน่อย ๆ นี้นะครับ ซึ่งผมว่าแม้เป็นปัญหาขอให้เสียงส่วนใหญ่เป็นคนดี ไว้ก่อน ขอแผ่นที่ ๑๒ ผมมาลองตั้งสมมุติฐาน ถ้าเกิดเราแบ่ง ส.ส. ถ้าเขตหนึ่ง ๔ คนขึ้นไป เราจะได้ ส.ส. ที่มาจากเขต ๔ คนถึง ๒๒๓ คน แล้วก็มาจากเขตที่ตั้งแต่ ๓ คนลงไป ๑๒๗ คน ถ้าเอาที่ ๕ คนเป็นเกณฑ์ คนเขตที่เล็กลงไปจะมีได้ ๑๖๗ คน แต่เขตตั้งแต่ ๕ คน ขึ้นไปจะได้ ๑๘๓ คน ทีนี้ผลที่คาดว่าจะได้รับ ผลลัพธ์ที่คาดว่าจะได้ ขอแผ่นที่ ๑๓ เขตใหญ่ ซื้อเสียงยาก แล้วก็เพิ่มต้นทุน ข้อ ๒ เบอร์ไม่เรียงทําให้ประชาชน แล้วก็กําหนดให้ประชาชน มีสิทธิเลือกได้คนเดียว เขาก็จะมีเลือกคนที่รักมากกว่าเลือกที่เงิน อันที่ ๓ พรรคการเมือง มีอิทธิพลน้อยลง เพราะว่าตัวผู้สมัครต้องพึ่งตัวเองมากขึ้น แล้วก็ ส.ส. จะพ้นจากสภาพ การเป็นลูกจ้างของนักธุรกิจการเมือง แล้วกลับมาเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทยจริง ๆ ข้อ ๔. พรรคการเมืองติดเทอร์โบ (Turbo) ไม่ได้ซึ่งท่านจะสงสัยว่าทําไมถึงติดเทอร์โบ (Turbo) ไม่ได้ นั่นก็คือก่อนวันลงคะแนน ถ้าดูแล้วเสียงไม่พอสู้คู่แข่งได้นิดหน่อยยังห่าง ๆ กันอยู่เขาก็จะทุ่มลงไป สัญญาหรือว่าเอาหัวหน้าพรรคไปโบกมือนะครับ อันนี้ถ้าเกิดเบอร์ เรียงกันเป็นชุด ๆ จะได้กันทั้งแพค (Pack) เลยทั้งหมดนี้ ข้อ ๕ เมื่อสักครู่ผมพูดไปแล้วทั้งหมดนี้ ผมก็ได้เสนอเพิ่มเติมนิดว่าการเปิดเผยบัญชีภาษีย้อนหลัง ๕ ปีจะทําให้คนที่อยากลงสมัคร ก็ต้องระมัดระวังตัว แล้วคนที่มีพฤติกรรมที่จะต้องหาเงินหาทองเขาไม่กล้าเข้ามานะครับ หรือถ้าเอาแบบประเทศญี่ปุ่นนี้ห้ามทําบุญ หรือมอบทรัพย์สินให้ในเขตเลือกตั้งของตังเอง แล้วก็ถ้าเป็นไปได้คือ กกต. หาเสียงให้ สิ่งเหล่านี้จะเปิดทางให้เทคโนแครต (Technocrat) หรือคนดีกล้าเข้ามาสู้ในสนามเลือกตั้งครับ ขอบพระคุณครับ