สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๙ · ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

เลิศรัตน์ รัตนวานิช เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญ โดยชี้ให้เห็นว่ากรรมการร่างรัฐธรรมนูญมีคุณวุฒิและประสบการณ์ในการทำงาน และเชื่อมั่นว่าการร่างรัฐธรรมนูญภายใต้การทํางานของกรธ. ทั้งคณะนี้น่าจะสามารถดําเนินการให้ครอบคลุมในเรื่องต่าง ๆ ที่มีความสําคัญ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการสืบต่อการปฏิรูปประเทศ การป้องกันไม่ให้ผู้ที่เคยทุจริตหรือประพฤติมิชอบเข้าสู่การเมือง และเสนอให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญว่าไม่ให้ผู้ที่เคยถูกไล่ออกหรือถอดถอนออกจากตำแหน่งเพราะเหตุการทุจริตหรือประพฤติมิชอบเข้าสู่การเมือง

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขออนุญาตให้ข้อคิดเห็น ต่อการร่างรัฐธรรมนูญที่ดําเนินการอยู่ในขณะนี้ ตามที่ท่านประธานได้ให้พวกเราดําเนินการ ที่จริงในฐานะที่เคยเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมาก่อนทํางานมากว่า ๙ เดือน แล้วก็ ได้ติดตามการร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ. ชุดปัจจุบัน ผมก็มีความมั่นใจว่ากรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๒๑ ท่านเป็นผู้มีคุณวุฒิ มีวัยวุฒิ แล้วก็มีประสบการณ์ในการทํางาน ในการยกร่างรัฐธรรมนูญมาก่อนหลายท่าน เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องต่าง ๆ เรื่องกระบวนการ ยุติธรรม เรื่องกฎหมาย เรื่องการเลือกตั้งต่าง ๆ ค่อนข้างจะครบถ้วน ก็เชื่อมั่นว่าการร่าง รัฐธรรมนูญภายใต้การทํางานของ กรธ. ทั้งคณะนี้น่าจะสามารถดําเนินการให้ครอบคลุม ในเรื่องต่าง ๆ ที่มีความสําคัญนะครับ แต่เมื่อท่านประธานอยากให้พวกเราเสนอความเห็น ซึ่งผมได้ฟังเพื่อนสมาชิก สปท. ประมาณ ๑๐ ท่านได้อธิบายไปแล้วก็ได้เน้นย้ําในมุม ต่าง ๆ กัน ซึ่งก็คิดว่าจะเป็นประโยชน์ ด้วยความจํากัดของเวลาก็คงจะขอกราบเรียนเสนอ สัก ๓-๔ ประเด็นสั้น ๆ เพื่อเป็นการเน้นย้ําว่าสิ่งเหล่านี้น่าจะได้รับการบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ ถึงแม้ส่วนใหญ่ก็คงจะตรงใจกับท่าน กรธ. ทั้งหลายนะครับ

ประเด็นแรก ก็ในเรื่องของการบัญญัติหลักนิติธรรม ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่มี ความสําคัญยิ่ง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นฉบับแรกที่เริ่มพูดถึงหลักนิติธรรมแต่พูดไว้คําเดียว ที่เดียวคือในวรรคสองของมาตรา ๓ ว่าให้ทุกหน่วย ทุกองค์กรยึดหลักนิติธรรมในการดําเนินการ คําว่า หลักนิติธรรม มีความหมายที่กว้างขวาง ลึกซึ้ง แล้วก็เป็นพื้นฐานของระบบ การปกครองประชาธิปไตยที่ใช้กฎหมาย ที่ใช้คําว่า นิติรัฐ มันพูดถึงความเป็นรัฐธรรมนูญ ความเป็นกฎหมายที่เหนืออําเภอใจหรือเหนือความคิดเห็นของบุคคล ของส่วนบุคคล พูดถึง การคุ้มครองศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ความเสมอภาค เสรีภาพต่าง ๆ พูดถึงกระบวนการ ยุติธรรมที่ต้องเป็นธรรมกับทุกคนที่เป็นผู้ถูกปกครอง เพราะฉะนั้นหลักนิติธรรมจึงเป็นเรื่องที่ มีความสําคัญยิ่ง ผมอยากเห็นการขยายหลักนิติธรรมนี้ให้กว้างขวางขึ้นในรัฐธรรมนูญที่กําลัง ร่างอยู่

ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องของการสืบต่อการปฏิรูปที่พวกเรากําลังดําเนินการอยู่ สปท. ดําเนินการการปฏิรูปต่อจาก สปช. เมื่อผ่านไปอีก ๑๘-๑๙ เดือนเมื่อมีสภาใหม่ผมก็ คิดว่าการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศยังเป็นเรื่องที่มีความสําคัญยิ่ง ประเทศไทยก็เหมือนกับ คนป่วยแต่ป่วยหลายโรคมาก ป่วยตั้งแต่ศีรษะจรดฝ่าเท้า เพราะฉะนั้นถ้าจะรักษากันแค่ปี ๒ ปีที่เรามีเวลาอยู่นี้คงจะไม่สามารถทําให้ประเทศไทยมีความแข็งแรงที่จะไปแข่งขันกับเขา ในระดับสากลหรือแม้แต่ในอาเซียน (ASEAN) ได้ ก็จึงคิดว่าน่าจะมีหน่วยงาน องค์กรที่ทําหน้าที่ ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศมีอํานาจพอสมควรนะครับ การจัดองค์กรนั้นก็น่าจะเป็นการจัด คล้าย ๆ กับที่ สปท. ดําเนินการอยู่คือแบ่งเป็นด้าน ๆ ที่มีความสําคัญต่อการปฏิรูปประเทศ แล้วก็อาจจะอยู่ภายใต้องค์กร ซึ่งมีเอกภาพแล้วก็มีอํานาจหน้าที่ในการที่จะดําเนินการให้ การปฏิรูปสัมฤทธิผลตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย

ประเด็นที่ ๓ ผมคิดว่าน่าจะบัญญัติไว้ในบทเฉพาะกาลถึงการทํางานของ สปท. ในมุมมองของกระผมเองคิดว่า สปท. น่าจะอยู่ปฏิบัติหน้าที่ในการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศและในการเตรียมการเรื่องการปฏิรูปประเทศไปจนถึงวันที่มีการประชุมรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญใหม่ ก็จะเป็นไปตามโรดแมป (Road map) ที่ทาง คสช. และรัฐบาลวางไว้ คือน่าจะอยู่ถึงประมาณอีก ๑๘-๑๙ เดือนจากวันนี้

ประเด็นที่ ๔ ในตอนร่างรัฐธรรมนูญเราก็ได้พูดกันถึงเรื่องนี้ว่าเรามีองค์กร ตามรัฐธรรมนูญ บางทีก็เรียกว่าองค์กรอิสระอยู่ ๕-๖ องค์กร มีกรรมการหรือมีตําแหน่ง ต่าง ๆ แต่ก็ปรากฏว่าใน ๒-๓ ปีที่ผ่านมาเราเห็นการหมุนเวียนของบุคลากรในองค์กรเหล่านี้ ที่เป็นระดับกรรมการลาออกจากตรงนั้นไปสมัครตรงนี้นะครับ แทนที่จะอยู่ให้ครบเทอม ต่าง ๆ กระผมจึงคิดว่าน่าจะได้มีการบัญญัติไว้ว่า ผู้ซึ่งดํารงตําแหน่งหรือเคยดํารงตําแหน่ง กรรมการการเลือกตั้ง กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน กรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือผู้ตรวจการ แผ่นดิน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ และตามรัฐธรรมนูญนี้ คือฉบับใหม่นี้นะครับ จะเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการหรือผู้ดํารงตําแหน่งต่าง ๆ ในองค์กรตามรัฐธรรมนูญดังกล่าวนี้มิได้ ถ้าเราบัญญัติอย่างนี้ก็จะเป็นการให้คนอื่นเขาได้มี โอกาสเข้ามาเป็นกรรมการบ้าง แล้วก็เป็นการไม่ให้กรรมการไปลาออกจากคณะที่ตัวเอง เป็นอยู่โดยยังไม่ครบเทอม

ประเด็นสุดท้ายที่กระผมคิดว่ามีความสําคัญอย่างยิ่งที่อยากจะฝาก คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญไว้ ก็คือเรื่องการป้องกันไม่ให้ผู้เคยกระทําการทุจริต และประพฤติมิชอบ หรือเคยกระทําการอันทําให้การเลือกตั้งไม่สุจริต หรือไม่เที่ยงธรรมเข้าสู่ ตําแหน่งทางเมืองก็มีบางท่านได้พูดถึง กระผมขอเสนอให้บัญญัติไว้ในหลายแห่ง เพื่อครอบคลุมและเพื่อป้องกันไม่ให้คนที่ไม่ดี คนโกง ทั้งโกงการเลือกตั้งหรือคนที่ทุจริต เข้ามาสู่การเมืองได้อีกต่อไป จึงเห็นควรให้บัญญัติไว้ว่า ให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ บัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญเป็นคุณสมบัติต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิและสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือของผู้ดํารงตําแหน่งรัฐมนตรีดังนี้

ประการแรก คือเคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงาน ของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่ากระทําการทุจริตและประพฤติมิชอบ ในวงราชการ ๒. เคยต้องคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เพราะร่ํารวยผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ ๓. เคยต้องคําพิพากษาหรือคําสั่งที่ชอบ ด้วยกฎหมายว่ากระทําการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือกระทําการอันทําให้การเลือกตั้ง ไม่สุจริตหรือไม่เที่ยงธรรม และ ๔. เคยถูกถอดถอนออกจากตําแหน่ง เพราะเหตุที่มี พฤติการณ์ร่ํารวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทําผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ ราชการ หรือส่อว่ากระทําผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม

ประเด็นที่ ๒ คือให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ กรณีที่ผู้ใดถูกถอดถอนเพราะเหตุที่พฤติการณ์ร่ํารวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทําผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ หรือส่อว่ากระทําผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ ในการยุติธรรมให้มีผลเป็นการตัดสิทธิจากการดํารงตําแหน่งทางการเมืองหรือสิทธิในการ ดํารงตําแหน่งอื่นตลอดไป

ประการที่ ๓ คือกําหนดในบทเฉพาะกาลให้ยกร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ให้กําหนดโทษ การตัดสิทธิการดํารงตําแหน่งทางการเมืองหรือสิทธิในการดํารงตําแหน่งอื่นสําหรับผู้กระทํา การทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ จากเดิม ๕ ปีเป็นตลอดไป และ

ประเด็นที่ ๔ ที่อยากจะฝากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญคือให้กําหนด ในบทเฉพาะกาลให้ยกร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พุทธศักราช ๒๕๔๕ เสนอต่อ คณะรัฐมนตรีและสภานิติบัญญัติแห่งชาติโดยเพิ่มลักษณะต้องห้ามในมาตรา ๔๕ ดังนี้ ๑. เคยต้องคําพิพากษาหรือคําสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทําการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือกระทําการอันทําให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและไม่เที่ยงธรรม และ ๒. เคยถูกถอดถอนออกจากตําแหน่ง เพราะเหตุที่มีพฤติการณ์ร่ํารวยผิดปกติ ส่อไปทาง ทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทําผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ หรือส่อว่ากระทําผิดต่อตําแหน่ง หน้าที่ในการยุติธรรม ใน ๒ ข้อสุดท้ายที่ให้ไปบัญญัติไว้ในกฎหมายเลือกตั้งระดับท้องถิ่น เพราะว่าตําแหน่งตรงนั้นมีถึง ๑๕๐,๐๐๐ ตําแหน่ง ถ้าเราบัญญัติไว้ก็จะเป็นการป้องกันไม่ให้ คนที่ไม่ดีเข้าสู่การเมืองได้ ขอขอบพระคุณครับท่านประธาน