เสรี สุวรรณภานนท์ หารือเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญ โดยเสนอแนวทางวิธีการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ โดยแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือ ส่วนของเนื้อหาในรัฐธรรมนูญ และส่วนวิธีการจัดเขตหรือวิธีนับคะแนน ให้ไปอยู่ในกฎหมายลูก
ขอบพระคุณท่านประธานครับ ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะเข้าใจผิดก็เพราะท่านประธานพูดแบบนี้ละครับ ผมเพียงแต่บอกว่าถ้าท่านให้เกียรติน่าจะมาสัก ๑ ท่านมานั่งฟังแทนที่จะไปนั่งฟังข้างนอก ผมไม่ได้ว่าท่านไม่ฟังนะครับ ฟังอยู่ครับ เพราะฉะนั้นผมไม่ได้กล่าวหาว่าท่านไม่ให้เกียรติ ต้องกราบเรียนท่านประธานครับว่าข้อเสนอแนะดังกล่าวนี้ผมเข้าใจว่าน่าจะล้วนเป็นประโยชน์ สิ่งที่ผมอยากจะเสนอแนะก็คือแนวทางวิธีการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ ช่วงที่ผมเป็น สปช. ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมได้เสนอแนวทาง การร่างรัฐธรรมนูญกับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในขณะนั้นร่วมกับคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการเมือง โดยจัดทําร่างรัฐธรรมนูญมีเนื้อหาสาระ ๑๑๕ มาตรา ใน ๑๑๕ มาตรา มีแนวทางของการแก้ปัญหาบ้านเมืองไว้ครบถ้วน การร่างรัฐธรรมนูญไม่จําเป็นต้องร่าง อย่างยืดยาวและมีรายละเอียดมากจนกลายเป็นปัญหาตามสิ่งที่ปรากฏอยู่ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ผมขอเสนอคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญว่าในการร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวนั้นเราได้จัดทํา แนวทางการแก้ปัญหาของประเทศมาตลอด รัฐธรรมนูญก็คือกลไกสําคัญในการบริหาร ประเทศ การบริหารประเทศที่ผ่านมาเป็นลักษณะของการบริหารในลักษณะทางการเมือง ที่ล้มเหลวมาตลอด การร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมาผมมีส่วนเกี่ยวข้องตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็เป็น ส.ส.ร. ในช่วงนั้น ทําให้เห็นปัญหาครับ ท่านประธาน ถ้าจะให้เสนอแนะหรือแนะนําคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญในช่วงเวลานี้ ก็อยากจะบอกว่าสิ่งที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้เสนอทางสื่อมวลชนในประเด็นต่าง ๆ นั้น เสมือนหนึ่งเป็นสูตรสําเร็จของการที่จะเขียนแนวทางการแก้ปัญหาไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ผลที่ออกมานั้นไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาประเทศได้เลย เพราะเวลาเราเขียนรัฐธรรมนูญครั้งใดก็ตามเราก็จะคิดอะไรใหม่ ๆ อยู่ตลอด ระบบ การเลือกตั้งที่กําหนดไว้เขียนรัฐธรรมนูญทีไรก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ไม่มีหลักการอะไร ที่แน่นอน บ้านเราจึงไม่มีการพัฒนาทางการเมืองที่ก้าวหน้าครับ ซ้ํากลายเป็นการเมืองที่ถอยหลัง ถ้าเปรียบเทียบกับการเมืองของประเทศเมียนมาหรือประเทศพม่านั้นเขาเป็นการพัฒนา ทางการเมืองที่มีความก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆ แต่ของเราพยายามคิดสูตรสําเร็จตลอด พอคิดสูตร สําเร็จแล้วก็เลยได้แต่เรื่องใหม่ ๆ ในแต่ละครั้งที่มีการยกร่างรัฐธรรมนูญ คราวนี้ ก็เช่นเดียวกันครับท่านประธาน จากการที่เราเลือกตั้งมาตั้งแต่ใช้รัฐธรรมนูญมาหลายครั้ง วิธีการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภานั้นไม่มีอะไรที่เป็นหลักการ สําคัญให้การพัฒนาทางการเมืองก้าวหน้าได้เลย เปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ผมได้ไปดูรัฐธรรมนูญ ในประเทศหลายประเทศแล้วก็ตรวจสอบมา แม้กระทั่งของประเทศเยอรมนีเองท่านประธาน ประเทศเกาหลี ประเทศญี่ปุ่น ประเทศสหรัฐอเมริกา หลายประเทศครับ ท่านไปดูเลยครับ วิธีร่างรัฐธรรมนูญของเขานี้ เขาไม่เอารายละเอียดนี้ไปเขียนในรัฐธรรมนูญว่าวิธีการเลือกตั้ง จะใช้วิธีอย่างไร จะนับคะแนนอย่างไร เขาไม่เขียนครับ แต่เขาไปเขียนไว้ในกฎหมายลูก ผมว่าสิ่งนี้อยากจะฝากไปทางท่านประธานผ่านไปยังกรรมการร่างรัฐธรรมนูญว่าถึงเวลานี้ ท่านจะต้องร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่นําความขัดแย้งเข้าไปอยู่ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ถ้าเป็นไปได้นี่นะครับ ท่านเสนอแนวคิดได้ครับว่าการเลือกตั้งจะแบบไหน วิธีนับคะแนน อย่างไร แต่ควรที่จะไปอยู่ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ไม่จําเป็นต้องใส่ในตัวรัฐธรรมนูญ เพราะถ้าหากว่าใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญแล้วพอเวลาเกิดปัญหาอะไรขึ้นมาก็แก้ยาก แก้ไม่ได้ แล้วเราก็ใช้รัฐธรรมนูญฉบับนั้นไปจนกระทั่งการเมืองล้มเหลวหรือสิ้นสภาพไป ผมต้องเรียน ท่านประธานว่าวิธีการร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวนี้อยากเสนอแบ่งเป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งก็คือ ส่วนของเนื้อหาในรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจจะไม่ต้องใส่รายละเอียดอะไรมาก แต่วางหลักการ สําคัญไว้ว่าเราจะมี ส.ส. ๕๐๐ คน ส.ส. บัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน หรือ ๑๕๐ คน ส.ส. เขต ๓๕๐ คน หรือ ๔๐๐ คน เราวางหลักไว้แค่นั้นครับ ส่วนวิธีการจัดเขตก็ดี หรือวิธีการ นับคะแนนก็ดี ให้ไปอยู่ในกฎหมายลูกเสีย บางครั้งพอเรากําหนด ส.ส. ๓๕๐ คน เป็น ส.ส. เขต บัญชีรายชื่ออีก ๑๕๐ คน มันมีคําถามครับว่าทําไมถึงกําหนดตัวเลขไว้อย่างนี้ การกําหนด พื้นที่นี้เราต้องเข้าใจว่าเรากําลังทําอะไร เรากําลังเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็คือ ตัวแทนของประชาชนครับ ตัวแทนของประชาชนทําหน้าที่อะไรครับ ทําหน้าที่ดูแลทุกข์สุข นําปัญหาของประชาชนมาแก้ปัญหา ที่ผ่านมาเขาจึงกําหนดว่าประชาชน ๑๕๐,๐๐๐ คน ได้ ส.ส. ๑ คน แล้วเราก็เฉลี่ยออกมาก็จะตกประมาณ ๔๐๐ คน จริง ๆ มาถึงปัจจุบันนี้ ผมไม่เห็นความจําเป็นจะต้องมีบัญชีรายชื่อเลยหรือปาร์ตี้ลิสต์ (Party list) เลย แต่ที่ผ่านมา เราใช้บัญชีปาร์ตี้ลิสต์ (Party list) ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๐ มาแล้ว ผมไม่อยากขัดใจนักการเมืองครับ พอเราบอกว่าเคยเสนอไปว่าจะไม่มีบัญชีรายชื่อ ก็ออกมา โวยวายตีโพยตีพายก็มีนะครับ ถ้าหากว่าเราต้องการตัวแทนประชาชนครับท่านประธาน เราควรจะยึดหลักว่าคนที่มาเป็นตัวแทนประชาชนนั้นควรที่จะดูแลทุกข์สุขของประชาชนได้ จึงให้ประชาชนมีตัวแทนของเขา ก็คือ ๑๕๐,๐๐๐ คน ได้ ส.ส. ๑ คน เฉลี่ยแล้วก็จะได้ ส.ส. เขต ๔๐๐ คน มันมีเหตุมีผลครับ แทนที่ท่านจะไป ๓๕๐ คน กับบัญชีรายชื่อ ๑๕๐ คน ทีนี้สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะฝากกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญไปครับ ที่ผมบอกว่าการเขียนรัฐธรรมนูญคราวนี้ต้องแยกเนื้อหารัฐธรรมนูญ ไว้ส่วนหนึ่ง แต่ส่วนการแก้ปัญหาบ้านเมืองนี่นะครับ ควรอยู่ที่ไหนครับ ควรอยู่ในบทเฉพาะกาล เมื่ออยู่ในบทเฉพาะกาลแล้วถ้าจะกําหนดวิธีการอย่างไรก็ตาม ต้องมีความชัดเจนว่า มันเป็นเรื่องของการทดลองครับ การทดลอง ส.ส. ให้มี ส.ส. เขต หรือบัญชีของ พรรคการเมืองนี่นะครับ ถ้ากําหนดไว้อย่างนี้ไปใส่ในบทเฉพาะกาลเลยเพราะว่าสิ่งที่ปรากฏ คือเราไม่รู้ว่ามันดีจริงหรือเปล่า เราไม่รู้ว่ามันเหมาะสมกับประเทศไทยจริงหรือเปล่า ดังนั้น ผมเสนอกรรมการผ่านท่านประธานนะครับ ถ้าเลือกตั้งคราวต่อไปอย่าเพิ่งไปกําหนดเวลา ให้ดํารงตําแหน่ง ๔ ปี หรือวาระละ ๔ ปีครับ เอาแค่ ๒ ปีก่อน ๒ ปีดูว่าการเลือกตั้ง สุจริตเที่ยงธรรมไหม ๒ ปีแรกมีการซื้อสิทธิขายเสียงหรือเปล่า แก้ปัญหาได้จริงไหม ๒ ปีแรกนี่ดูสิว่าการทําหน้าที่ของคนที่ได้รับเลือกตั้งใช้อํานาจอยู่ในกรอบ ในร่องในรอย ใช้อํานาจโดยการบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ผมว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ มันเป็นบทพิสูจน์ ถ้าหากว่าเราใช้วิธีนี้นะครับ ใช้การเลือกตั้งสัก ๒ ครั้ง ครั้งละ ๒ ปี การซื้อสิทธิขายเสียงผมเชื่อว่าลดลงแน่ ใครอยากจะเสียเงินเยอะ ๆ กับการลงเลือกตั้งล่ะครับ ถามว่าประเทศอื่นมีไหม มีครับ บางประเทศหลายประเทศเขาก็กําหนดระยะเวลาให้สั้นลง และกําหนดอย่างยั่งยืนด้วยซ้ําไปนะครับ ดังนั้นจริง ๆ ผมก็เข้าใจท่านประธานนะครับว่า ท่านต้องการบริหารเวลา ผมเข้าใจครับ