จินดา วงศ์สวัสดิ์ เสนอกรอบความคิดเกี่ยวกับระบบการเลือกตั้ง โดยเน้นความเสมอภาคระหว่างประชาชนกับพรรคการเมือง และเสนอระบบการเลือกตั้งใหม่ที่แตกต่างจากระบบการเลือกตั้งของกรรมาธิการ โดยมีจุดเน้นหลักการในการใช้สิทธิเท่าเทียมกันของประชาชนในการเลือกตั้ง และลดอิทธิพลของเงินในการซื้อเสียง
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม จินดา วงศ์สวัสดิ์ สมาชิก สปท. หมายเลขที่ ๒๖ วันนี้ผมจะเสนอท่านประธานผ่านไปถึงคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ก็คือเรื่องของระบบการเลือกตั้ง ซึ่งกรอบความคิดของผมเกี่ยวกับ ระบบการเลือกตั้งในวันนี้นั้นจะอยู่บนพื้นฐาน หรือเจตนาดังต่อไปนี้นะครับ
๑. ไม่มีเจตนากีดกัน หรือขัดขวางพรรคการเมืองใด ๆ ทั้งสิ้นนะครับ นี่คือ เจตนาข้อ ๑
๒. กรอบแนวความคิดของผมอยู่บนพื้นฐานของความเสมอภาคระหว่าง ประชาชนกับพรรคการเมือง คือให้สิทธิประชาชนกับพรรคการเมืองเท่าเทียมกัน
๓. อยู่บนพื้นฐานของประสบการณ์ของกระผมที่เสนอแก้ปัญหา อันเกิดจาก ระบบพรรคการเมือง และระบบการเลือกตั้งของประเทศในอดีตที่ผ่านมานะครับ
๔. เป็นการเสนอโดยสุจริต มุ่งแก้ไขปัญหาประเทศ ไม่ได้มุ่งประโยชน์แก่ บุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง โดยเฉพาะ
๕. ผมยินดีที่จะรับฟังความคิดเห็น ความแตกต่างจากเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ทุกกลุ่ม และทุกพรรคการเมืองที่ท่านมีสมาชิกนั่งในนี้ โปรดนําเอกสารของผมนําเสนอพรรค เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องในข้อคิดเห็นของผมได้ครับ
๖. ข้อเสนอนี้มีลักษณะใกล้เคียงกับระบบเลือกตั้งของกรรมาธิการ แต่จะแตกต่างกันในบางประเด็น ในบางข้อ แต่ใกล้เคียงกัน ขอเสนอเป็นทางเลือกสุดท้าย ของกรรมาธิการครับ ระบบการเลือกตั้งที่ผมเสนอวันนี้เป็นระบบการเลือกตั้ง ๒ ระบบ เหมือนกับกรรมาธิการ แต่ต่างกันตรงระบบเลือกและการใช้บัตรเลือกตั้ง ๒ ใบ เลือกตั้ง ระบบแรกก็คือใช้ระบบวันแมนทูโหวต (One man two vote) คือ ๑ คนมี ๒ เสียง ไม่ใช่วันแมนวันโหวต (One man one vote) เหมือนกับของกรรมาธิการเสนอ แล้วระบบบัญชีเลือกตั้ง ผมจะเสนอเป็นวันแมนเทนโหวต (One man ten vote) ก็คือ ๑ คนมี ๑๐ เสียง เจตนาที่ผมเสนอลักษณะเช่นนี้ก็คือหมายความว่าลักษณะของ การกระจายคะแนน แทนที่จะให้เอาคะแนน ๑ คะแนนแล้วเอามากระจายมาคิดเฉลี่ย ซึ่งโดนฟีดแบค (Feedback) กลับมามากมาย แต่ผมให้ประชาชนใช้สิทธิ ๑ คน ๒ เสียง คือเฉลี่ยคะแนนในระบบเขตเลือกตั้ง แล้วระบบบัญชีรายชื่อก็คือ ๑ คน ๑๐ เสียง เอาเสียงประชาชนเฉลี่ยออกมาคือเลือกได้ ๑๐ คน หลักการ เหตุผลของผม ให้ความเสมอภาค กับพรรคการเมืองและประชาชนเท่าเทียมกัน ให้ความเสมอภาคระหว่างชายและหญิง ลดอํานาจการใช้เงินซื้อเสียง ลดอํานาจทุนผูกขาดในพรรคการเมือง เคารพในหลักการ ประชาธิปไตยโดยให้ประชาชนผู้เลือกตั้งเป็นผู้แบ่งคะแนนและใช้สิทธิที่เท่าเทียมกันทุกคน เพียงแต่กําหนดให้ว่าแต่ละคนใช้สิทธิเท่าไรนะครับ ข้อ ๖ ลดข้อครหาการคิดคะแนน ที่กรรมาธิการได้เสนอคือการแบ่งปันคะแนนนะครับ ของผมก็เป็นลักษณะของการแบ่งปัน คะแนน แต่ให้ประชาชนเป็นผู้แบ่งเอง
๗. การเลือกตั้งมี ๒ ใบบัตรเลือกตั้งคือ ส.ส. เขตได้ ๑ คน แต่ประชาชน ๑ คนลงคะแนน ๒ เสียง รวมทั้งนับคะแนนกับโนโหวต (No vote) ด้วยนะครับ ลงคะแนน มากกว่า ๑ เสียงไม่ได้ น้อยกว่า ๒ เสียงก็ไม่ได้ คือกําหนดกรอบให้ประชาชนลง ส.ส. เขต ๒ คะแนน ส.ส. บัญชีรายชื่อให้ประชาชน ๑ คนลง ๑๐ คะแนน รวมทั้งโนโหวต (No vote) ลงมากกว่า ๑๐ คะแนนไม่ได้ ลงน้อยกว่า ๑๐ คะแนนก็ไม่ได้ อันนี้เป็นลักษณะของการล็อก (Lock) เพื่อจะป้องกันการซื้อเสียง และเป็นการกระจายคะแนน
๘. ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องสนใจวิธีการเลือกตั้งแบบใหม่นี้ ต้องมีหน้าที่ศึกษา วิธีการเลือกตั้ง แต่ต้องเป็นหน้าที่ของ กกต. ที่จะประชาสัมพันธ์วิธีการเลือกตั้งใหม่
๙. คือส่งเสริมให้คนดีมีความรู้ความสามารถลงสมัครเลือกตั้งได้มากขึ้น
๑๐. ลดการต่อต้านของพรรคการเมือง เพราะให้สิทธิเสมอภาคกันระหว่าง ประชาชนกับพรรคการเมืองนะครับ
ต่อไปเป็นหลักการเลือกตั้งระบบเขตเลือกตั้ง
๑. ให้พรรคการเมืองส่งผู้สมัคร ส.ส. ในนามพรรคได้เขตละ ๑ คนเท่านั้น อันนี้คือให้สิทธิพรรค แต่สมาชิกพรรคคนอื่นที่พรรคไม่ส่งลงสมัครในเขตนั้นมีสิทธิที่จะสมัคร ในนามอิสระได้ถึงแม้จะเป็นสมาชิกพรรค อันนี้คือให้สิทธิแล้ว ให้สิทธิประชาชนเท่ากับ พรรคการเมือง พรรคการเมืองจะไม่มีสิทธิมาบอกว่าพรรคละ ๑ คน ๑ เขต ไม่เช่นนั้น ใครไม่มีสิทธิ ไม่มีเส้นในพรรคจะไม่มีสิทธิลงคะแนน เพราะอันนี้เคยเกิดมาแล้ว ฉะนั้น ถ้าพรรคไม่ส่งเป็นตัวแทนพรรค ผู้ที่เป็นสมาชิกพรรคมีสิทธิไปสมัครเองได้ในนามอิสระ ไม่จําเป็นต้องลาออกจากพรรคการเมือง เพราะรัฐธรรมนูญเก่าเมื่อก่อนเคยกําหนดว่า ต้องไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือต้องลาออกแล้ว หรือเป็นสมาชิกไม่น้อยกว่ากี่วัน ถึงมีสิทธิสมัคร อย่างนี้เป็นข้อกําหนดซึ่งค่อนข้างจะรัดตัว อันนี้คือให้สิทธิ
๒. ประชาชนทั่วไปมีสิทธิที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคการเมืองก็มีสิทธิสมัครได้ เท่าเทียมกันในนามอิสระ
๓. ให้นับคะแนนผู้ที่ไม่ประสงค์ลงคะแนนรวมไปด้วย คือโนโหวต (No vote) ให้นับรวม
๔. เขตใดที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตนั้นได้ที่ ๑ แต่คะแนนน้อยกว่าโนโหวต (No vote) ไม่มีสิทธิเป็น ส.ส. อันนี้ก็คือหลักการเดียวกับร่างรัฐธรรมนูญที่ท่านกรรมาธิการ ได้เสนอ
๕. กําหนดให้ ๑ คนใช้สิทธิเลือกตั้ง ๒ คะแนน ถ้ากาน้อยกว่า ๑ คะแนน หรือกามากกว่า ๒ คะแนน ถ้ากาน้อยกว่า ๒ คะแนน หรือกามากกว่า ๒ คะแนนถือเป็นบัตรเสีย ไม่มีการนับคะแนน คือใช้หลักวันแมนทูโหวต (One man two vote) ฟิกซ์ (Fix) ตายตัว
๖. ถ้าเขตเลือกตั้งใดมีผู้สมัครเพียงคนเดียวจะไม่สามารถลง ๒ คะแนนได้ ต้องให้เลื่อนการรับสมัครออกไป อย่างน้อยต้องมีผู้สมัครเขตเลือกตั้งไม่น้อยกว่า ๒ คน เพราะรวมกับโหวตโน (Vote no) อีก ๑ คะแนน เป็น ๓ ประชาชนจะเลือกได้ ๒ คือเป็นถัวเฉลี่ยนะครับ อันนี้คือหลักข้อกําหนด คือกําหนดว่าอย่างน้อยต้องมีผู้สมัคร ๒ คน ต่อ ๑ เขต ถ้าไม่ถึง ๒ ต้องขยายเขตออกไป ขยายเวลาออกไปเพื่อให้เกิดการรับสมัครเพิ่มขึ้น
๗. ไม่กําหนดว่าเป็นเพศหญิงเพศชายมีสิทธิสมัคร ส.ส. ได้เท่าเทียมกัน
๘. ส.ส. เขตหาเสียงได้
ต่อไปเป็นหลักการของ ส.ส. บัญชีรายชื่อที่ผมเสนอนะครับ สมมุติว่า ส.ส. บัญชีรายชื่ออย่างกรรมาธิการเสนอมี ๑๕๐ คน แต่ผมสมมุติว่าให้มี ๑๐๐ คน หลักการ ผมแตกต่างกับกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนิดหนึ่งคือ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คนของผมนี้ ผมจะให้แบ่งเป็นผู้ชายได้ ๕๐ คน คือแบ่งให้ ส.ส. ผู้หญิง ๕๐ คน คือให้สิทธิเท่ากันระหว่าง ผู้หญิงผู้ชายเป็นระบบบัญชีรายชื่อ อันนี้คือหลักการที่ผมเสนอ คือให้บัญชีรายชื่อแต่แยก หญิงชาย บัญชีเลือกตั้งหญิงกับชายสําหรับบัญชีรายชื่อ ให้ผู้หญิงเลือกผู้หญิง ผู้ชายเลือกผู้ชาย แล้วให้ประชาชน ๑ คนมีสิทธิลงคะแนน ๑๐ คะแนน หลักการเหมือนกับ ส.ส. เขต แต่ ๑๐ คะแนนนี้ฟิกซ์ (Fix) ตายตัว รวมทั้งโนโหวต (No vote) ถ้าเลือก ๙ คน โนโหวต (No vote) ๑ คนก็ถือว่าถูก ถ้าเลือกน้อยกว่า ๑๐ คะแนนลงมาบัตรนั้นเป็นบัตรเสียทั้งหมด มากกว่า ๑๐ คะแนนเป็นบัตรเสียทั้งหมดนะครับท่านประธาน นี่ก็คือหลักการเฉลี่ยคะแนน เพราะว่าเมื่อก่อนนั้นระบบเลือกตั้งเดิมคือ ๑ คนต้อง ๑ เสียง แต่ ๑ เสียง ขออนุญาต ท่านประธานพูดอีกนิดเพราะเป็นหลักการสําคัญเหลืออีกนิดเดียวครับท่านประธาน เมื่อก่อนนั้นให้ ๑ คน ๑ เสียง แต่พรรคส่งคะแนน พรรคส่ง ๑ คนนี่ ๑๐๐ คน เอาคะแนนไป ๑๐๐ คนครับไปเลือก เหมือนกับคนเดียวนี่เลือก ๑ คะแนน แต่เลือกทั้ง ๑๐๐ คน แต่ผม ๑ คน เลือก ๑๐ คน มีโอกาสเลือกคนดีได้นะครับ แล้วหลักการอีกอันหนึ่งคือหลักการสําคัญก็คือหมายความว่า ระบบบัญชีรายชื่อที่ผมเสนอนี้จะไม่ให้สิทธิพรรคการเมืองเสนอในระบบบัญชีรายชื่อ เพราะอะไร เพราะระบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้นใครเส้นสายดี ใครมีสตางค์อยู่อันดับ ๑ ๒ ๓ มีการซื้อขายกัน อันนี้เป็นเรื่องจริงนะครับทุกคนรู้ สื่อมวลชนรู้ เพียงแต่ว่าเราไม่มีหลักฐาน ของผมนี้ไม่ให้ส่งในนามของพรรค แต่สมัครได้ในฐานะสมาชิกพรรค แต่สมัครเป็นตัวบุคคล เป็นอิสระ พรรคอาจจะส่งเป็น ๑๐๐ คนก็ได้ครับ แต่จะไม่มีบอกว่า ๑ ใน ๑๐๐ นี้ของพรรคนี้ ไม่เกี่ยว อันนี้คือสิทธิเสมอภาคกันระหว่างพรรค พรรคจะไม่มีสิทธิส่งว่าบัญชีผมมีเท่านี้นะกี่คน ถ้าระบบนั้นเป็นระบบทุนผูกขาดของพรรคการเมือง ผมให้สิทธิสมาชิกพรรคทุกพรรคเสนอ สมัครได้โดยอิสระ ไม่รับในระบบบัญชีรายชื่อ ๒. ประชาชนมีสิทธิสมัครบัญชีรายชื่อได้ เท่ากับพรรคการเมือง เพราะระบบเก่านั้นถ้าเป็นระบบพรรคการเมืองแล้วประชาชนทั่วไป ไม่มีสิทธิสมัคร ประชาชนถูกตัดสิทธิ ฉะนั้นก็จะอยู่ภายใต้ของกรอบพรรคการเมือง ของผมนี้ ให้สิทธิประชาชนเท่ากับพรรคการเมือง ในประเด็นของบัญชีรายชื่อนะครับ อันนี้ประเด็น ที่ผมว่าเห็นความแตกต่างนะครับ