สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๙ · ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

ชูชัย ศุภวงศ์ หารือเรื่องการปฏิรูปประเทศ และขอให้สมาชิกสภานิติบัญญัติไทยตั้งคําถามหรือตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องรัฐธรรมนูญและความมั่นใจในการปฏิรูปประเทศ และส่งเจตจำนงประชาชนที่เขาเรียบเรียงให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญพิจารณา

นายชูชัย ศุภวงศ์

กราบเรียนท่านประธาน กระผม นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ สมาชิกหมายเลข ๐๔๐ ก่อนอื่นต้องขอบคุณทางท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ นะครับ และ กรธ. ที่ให้โอกาสได้มาเสนอความเห็นในวันนี้ ผมอยากจะเรียนว่าผมขออภิปรายเพียง ประเด็นเดียวครับท่านประธาน ประเด็นเดียวแต่อาจจะต้องใช้เวลาคือเรื่องหมวดปฏิรูปที่ บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ผมในฐานะที่เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ไม่ได้รับความเห็นชอบนั้นละครับ ได้ตรวจสอบ ได้พิจารณาโครงสร้างของ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันแล้วไม่ปรากฏว่ามีหมวดปฏิรูปอยู่ จึงเกรงว่าเจตจํานงของ ประชาชนจะไม่ได้รับการสานต่อ หากมีคําตอบว่าจะเขียนไว้ ๑ มาตราในบทเฉพาะกาล และให้ไปออก พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ ถ้าเป็นเช่นนี้ผมก็ยิ่ง แสดงความห่วงความกังวลว่าการปฏิรูปประเทศอาจจะไม่บังเกิดผล ท่านประธานครับ ผมจะเรียบเรียงพัฒนาการของการปฏิรูปในช่วง ๑ ทศวรรษที่ผ่านมา และจะตั้งคําถาม หรือตั้งข้อสังเกต คําถามถ้าไปกระทบความรู้สึกของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญโดยที่ไม่ได้ ตั้งใจก็ขอกราบอภัยด้วยนะครับ เพราะว่าจะมีข้อเสนอโดยที่ไม่ได้มีอคติใด ๆ ทั้งสิ้น ใน ๑ ทศวรรษที่ผ่านมาผมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่ามีการชุมนุมเรียกร้องของกลุ่มต่าง ๆ ในสังคมไทยมากมายอย่างต่อเนื่องนะครับ กลุ่มต่าง ๆ ที่ชุมนุมนั้นมีความคิดเห็น ทางการเมืองต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือต้องการเห็นการปฏิรูปประเทศในด้านต่าง ๆ สิ่งที่ เหมือนกันคือต้องการเห็นการเปลี่ยนใหญ่ของบ้านเมือง ในช่วงปี ๒๕๕๓ ก็มีกลไก ๒ กลไก ชื่อว่าคณะกรรมการปฏิรูปที่มีท่านอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปซึ่งมีท่านอาจารย์หมอประเวศ วะสี เป็นประธาน ก็ได้ ดําเนินการเรื่องปฏิรูปประเทศเรื่อยมา โดยเฉพาะชุดของท่านอาจารย์หมอประเวศ ได้ดําเนินการต่อเนื่องมาถึง ๓ ปี และได้มีมติสมัชชาปฏิรูปประเทศ ๒๑ มติด้วยกันนะครับ ผมเป็นประธานติดตามการดําเนินงานตามมติ ซึ่งก็ต้องย้ํายอมรับว่าในขณะนั้นไม่สามารถ ที่จะทําให้มติต่าง ๆ ขับเคลื่อนได้ ในขณะนั้นเรายังไม่อาจสร้างความรับรู้ต่อสังคมเท่าไรนัก จนเมื่อมีประชาชนออกมาชุมนุมหลายล้านคนเรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศหลายครั้ง อย่างต่อเนื่อง แล้วในที่สุดบ้านเมืองก็เข้าถึงทางตันนะครับ แล้วก็เกิดการยึดอํานาจ โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือที่เรารู้จักกันในนาม คสช. นะครับ แต่ประเด็นที่ ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตนะครับว่า คสช. ยังได้สานต่อเจตจํานงการปฏิรูปประเทศของ ประชาชนไว้ดังที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ กําหนดให้มี สภาปฏิรูปแห่งชาติหรือที่เราเรียกว่า สปช. ทําหน้าที่ปฏิรูปประเทศด้านต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๗ ที่กําหนดไว้ว่า ๑๑ ด้าน และตามกรอบแนวทางตามมาตรา ๓๕ ตลอดจน สปช. สามารถที่จะ ทําการปฏิรูปนอกเหนือจากมาตรา ๒๗ และมาตรา ๓๕ ต่อมาเมื่อ สปช. ได้ดําเนินการก็ได้ตั้ง คณะกรรมาธิการปฏิรูปทั้งหมด ๑๘ ด้านด้วยกัน และคณะกรรมาธิการ ๑๘ ด้านนั้น ได้ทํางานร่วมกับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็ทําใน ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งก็คือจะต้อง สกัดเรื่องปฏิรูปที่มีสาระสําคัญบรรจุในรัฐธรรมนูญ อีกส่วนหนึ่งก็มากําหนดเป็น ๓๗ วาระ การปฏิรูป ดังที่ทาง สปท. จะได้ทําการขับเคลื่อนต่อไป ท่านประธานครับ ในเบื้องต้น ผมอยากจะเรียนว่าสาระสําคัญที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ผมเองได้ทํางานกับคณะกรรมาธิการปฏิรูป ๑๘ ด้าน ๑๘ คณะด้วยกัน เราจึงต้องบัญญัติถึง ๑๕ มาตรา ๑๕ มาตราที่จะบรรจุในรัฐธรรมนูญ แต่ต่อมาเมื่อมีการรับฟังความคิดเห็น มีการ ให้เสนอคําขอแก้ไขรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดท่านอาจารย์บวรศักดิ์ นั่นละครับ ก็มีภาคส่วนต่าง ๆ เสนอความคิดเห็นและทําคําขอแก้ไขออกมา ทั้ง สปช. ทั้ง ครม. ทั้ง คสช. และภาคส่วนต่าง ๆ ที่เราได้เปิดเวทีรับฟัง ประเด็นสําคัญที่ ครม. ได้กังวลมากก็คือหมวดปฏิรูปที่ผมรับผิดชอบนี้ละครับ แต่ว่าเหตุผลที่ ครม. กังวลนั้นส่วนหนึ่ง เกิดจากการเรียกร้อง หรือการร้องเรียนไปที่ ครม. ว่าเกรงว่าจะเกิดปัญหาอย่างน้อย ๒ ประการด้วยกัน

ประการแรก ในหมวดรัฐธรรมนูญเรากําหนดองค์กร กลไกต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น มากมาย และเกรงว่าจะเป็นภาระต่องบประมาณสําหรับรัฐบาลหน้าที่จะมาถึง แล้วก็มี ความเห็นว่าในบางส่วน ในบางมาตราใน ๑๕ มาตรานั้นเราได้กําหนดลงไปว่าเร่งรัดให้ทําเสร็จ ภายใน ๑ ปีบ้าง ๒ ปีบ้าง ซึ่งก็มีความกังวลว่าฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการปฏิรูปในเรื่องนั้น ๆ ก็อาจจะเกิดความไม่พอใจ แล้วก็เกิดสภาวะที่นําไปสู่ความขัดแย้งในสถานการณ์ที่บ้านเมือง ยังไม่สู้ปกตินัก ผมคิดว่าเหตุผลทั้งหมดที่เราได้รับมามีความเป็นจริงอยู่ไม่น้อย ในที่สุด คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนําคําขอแก้ไขของ ครม. และหน่วยงานต่าง ๆ ดังที่ ผมกล่าวแล้วมาพิจารณา ในที่สุดหมวดปฏิรูปจาก ๑๕ มาตรา ก็ลดลงเหลือ ๔ มาตรา แต่ว่า แม้จะเหลือ ๔ มาตรา ในร่างรัฐธรรมนูญเรายังคงเป้าหมาย ทิศทาง สาระการปฏิรูปต่าง ๆ ไว้อย่างครบถ้วนทั้ง ๑๗ ด้าน ผมจะสรุปให้ฟังสั้น ๆ ว่าใน ๔ มาตราทั้ง ๑๗ ด้านการปฏิรูป คือมาตราว่าด้วยการเมือง การปกครอง และกระบวนการยุติธรรม อันนั้นเป็นมาตราหนึ่ง มาตราว่าด้วยการปฏิรูปสังคมและวัฒนธรรม กับมาตราว่าด้วยการปฏิรูปเศรษฐกิจ เศรษฐกิจ นี่ทั้งมหภาค และทั้งรายภาค และมาตราว่าด้วยการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทั้งหมดนั้นได้นําความไปหารือกับท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ เครืองาม ซึ่งท่านเป็นตัวแทนของ ครม. ท่านรับฟัง แล้วก็ไม่ได้ตั้งคําถามเห็นแย้งใด ๆ เหมือนเช่นครั้งแรกที่ผ่านมา ผมก็เข้าใจนะครับ รวมทั้งเข้าใจว่าท่านอาจารย์บวรศักดิ์ ท่านก็เห็นชอบ เพราะเราได้อธิบายความว่าได้แก้ปัญหาข้อกังวลใจต่าง ๆ ดังที่ผมกราบเรียน ไว้แล้วนะครับ ดังนั้นต่อมาคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจึงถือเอา ๔ มาตราหลักนี้ ดําเนินการต่อไป แต่ว่าเวลาไปรับฟังความเห็นของประชาชนในเวทีต่าง ๆ นั้นมักจะถาม ให้เราสรุปว่ามีความมั่นใจที่การบรรจุไว้ หรือบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญสามารถเดินหน้า การปฏิรูปประเทศได้อย่างจริง คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจึงได้เขียนบันทึก เจตนารมณ์ขยายความใน ๔ มาตราในการปฏิรูป ๑๗ ด้านอย่างชัดเจน และเดี๋ยวผมจะเรียน ตอนหลังว่าบันทึกเจตนารมณ์มีความหมายอย่างไร และเป็นครั้งแรกที่บันทึกเจตนารมณ์ มีความหมายว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับขยาย อันนี้เป็นภาษาที่ผมคิดเอาเองนะครับ นอกเหนือจาก ๔ มาตราในรัฐธรรมนูญแล้ว และบันทึกเจตนารมณ์ขยายความเป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับขยายความแล้ว ท่านอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และผมในฐานะรองประธาน คณะกรรมาธิการที่รับผิดชอบเรื่องนี้ ได้ขอหารือในที่ประชุมวิป (Whip) ของ สปช. ที่ประกอบด้วยประธานคณะกรรมาธิการทั้ง ๑๘ คณะ และได้ข้อสรุปร่วมกันว่าเราจะจัดตั้ง กลไกมาศึกษาเตรียมการจัดทําร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ เพื่อความมั่นใจว่าจะเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นจริงในประเทศ เพื่อความมั่นใจว่าเจตจํานง ของประชาชนได้รับการขานรับ ในที่สุดเราก็ร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูปประเทศจนเสร็จสิ้น และนําเสนอ สปช. เพื่อรับทราบ ผมเป็นประธานในชุดนี้นะครับ เมื่อเช้าท่าน พลเอก จิระ ได้อ้างถึงบางส่วนในเรื่องของการปฏิรูปกีฬา สรุปรวมความว่าสิ่งที่ สปช. และกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้ทํางานร่วมกัน ทั้งบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ๔ มาตราที่สําคัญ แล้วก็บันทึก เจตนารมณ์ รวมทั้งเอกสารเตรียมการจัดทําร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ ท่านประธานครับ มีคําถามว่าจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะเกิดการปฏิรูปประเทศได้จริง ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ มีคําตอบอย่างนี้ครับ ในมาตรา ๒๕๗ รัฐธรรมนูญได้เขียนไว้ว่า บทบัญญัติในภาคนี้ก่อให้เกิดความรับผิดชอบแก่รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หน่วยงานของรัฐ ทุกหน่วยงาน และประชาชน ที่ต้องจัดให้มีการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง ตามหลักการที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการนั้น ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการนั้นก็คืออย่างน้อยก็ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการปฏิรูปประเทศนะครับ แล้วก็ให้ดําเนินการตามยุทธศาสตร์การปฏิรูปประเทศ ตามคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูป ตลอดจนข้อเสนอของ สปช. นะครับ อันนี้ผมคง ไม่ขออ่านหมด ดังนั้นเมื่อกําหนดให้มีความรับผิดชอบ เมื่อให้มีความรับผิดชอบก็ก่อให้เกิด หน้าที่ หากละเลยหรือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ก็สามารถที่จะดําเนินการตามกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมได้ เขียนลงไปถึงขนาดนั้นนะครับ แล้วก็ ครม. รวมทั้งหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องก็ต้องรับผิดชอบ นอกจากนี้ท่านประธานครับ อย่างที่ผมได้กล่าวถึงว่า บันทึกเจตนารมณ์ขยายความจนชัดเจน ถ้าไม่ทําตามบันทึกเจตนารมณ์จะเกิดอะไรขึ้น ก็ได้มี บทบัญญัติในมาตรา ๒๗๖ วรรคสอง ดังนี้ ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจัดส่ง เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญไปพร้อมร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และร่างพระราชบัญญัติตามวรรคหนึ่งด้วย และให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา และศาล ใช้เจตนารมณ์ดังกล่าวในการจัดทํา และในการวินิจฉัยเกี่ยวกับ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและร่างพระราชบัญญัตินั้น ในการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและร่างพระราชบัญญัติตามวรรคหนึ่ง ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญและร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญนั้น ประกอบด้วยบุคคลที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญกําหนดไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งร่วมเป็น กรรมาธิการด้วย อันนี้เพื่อคงไว้ซึ่งเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ อันนี้แสดงให้เห็นว่าบทบัญญัติ ที่บัญญัติไว้แล้วว่าด้วยบันทึกเจตนารมณ์นั้นต้องดําเนินการตามบันทึกเจตนารมณ์ครับ ท่านประธาน

ในท้ายที่สุดผมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่าผมขอส่งผ่านเจตจํานง ของประชาชนที่ผมเรียบเรียงตามลําดับไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เพราะในที่สุดแล้วก็เชื่อว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะต้องนําไปสู่การลงประชามติต่อไป และขอขอบคุณท่านอาจารย์มีชัยและ กรธ. ที่ให้โอกาสผมและ สปท. ได้แสดงข้อคิดเห็น ต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนะครับ และหวังว่าคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ประสบความสําเร็จและโชคดี ขอบคุณครับ