สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๙ · ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

ศานิตย์ นาคสุขศรี เสนอแนวทางในการบัญญัติหลักการที่ควรนำไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของหลักเศรษฐกิจพอเพียง การกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ การจัดบริหารราชการแผ่นดิน และการเปลี่ยนแปลงค่านิยมการกีฬา เพื่อให้ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

นายศานิตย์ นาคสุขศรี

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพและท่านสมาชิกที่เคารพรักทุกท่าน กระผม นายศานิตย์ นาคสุขศรี สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๕๑ ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณ ท่านประธานเป็นอย่างสูงที่ให้โอกาสผมได้เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับหลักการที่ควรจะนํา เข้าไปสู่รัฐธรรมนูญที่กําลังร่างอยู่ขณะนี้นะครับ และสิ่งที่สําคัญท่านจะเห็นว่า ตลอดระยะเวลาที่เราติดตามข่าวสาร ไม่ว่าจะการร่างรัฐธรรมนูญที่ตกผลึกแล้วหรือยัง ไม่ตกผลึก รวมทั้งการที่นักวิชาการ ทั้งนักการเมือง แล้วก็ภาคต่าง ๆ ได้แสดงความคิดเห็น ส่วนใหญ่ก็จะเสนอความเห็นเกี่ยวกับเรื่องของการเมืองและการเลือกตั้งเป็นหลักนะครับ แต่อย่างไรก็ตามผมคิดว่าร่างรัฐธรรมนูญที่เราจะเสนอนี้มีส่วนประกอบกันหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นหลักพื้นฐานต่าง ๆ ทั่วไป หรือหลักเฉพาะด้าน และสิ่งที่สําคัญที่จะต้องคํานึงถึง เป็นอย่างยิ่งก็คือตามมาตรา ๒๗ ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ซึ่งเป็นสาระหลักสําคัญที่หลายท่านบอกว่าเป็นเรื่องของการขับเคลื่อนการปฏิรูป แต่จริง ๆ แล้ว มีหลายสิ่งที่มีความลึกซึ้งที่สามารถจะบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญได้เป็นอย่างดี ผมจึงขอเสนอแนวทางในการที่จะบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้รวม ๔ เรื่อง ซึ่งถือว่าเป็นสาระสําคัญที่เราจะเพิกเฉยไปไม่ได้นะครับ

ข้อที่ ๑ ในหลักของบททั่วไปในรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาในเรื่องของ การขับเคลื่อนประเทศหรือหลักในการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการคือศาล แม้แต่องค์กรตามรัฐธรรมนูญหรือหน่วยงานของรัฐทั่วไปใช้หลักนิติธรรม อย่างเดียวในการขับเคลื่อนประเทศมาตลอด ผมมีความเห็นว่า ณ ปัจจุบันหลักการ ขับเคลื่อนประเทศหรือหน้าที่ของส่วนต่าง ๆ ของทุกฝ่าย หลักนิติธรรมอย่างเดียวไม่สามารถ ที่จะใช้ในการขับเคลื่อนประเทศไปได้ เพราะปัญหาความซับซ้อนของสังคม ปัญหา สิ่งแวดล้อมอะไรมากมาย เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะต้องเพิ่มเติมขึ้นมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักที่ ผมเห็นว่าทรงคุณค่ามากที่สุดก็คือหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันนี้เป็นหลักที่จะเป็นศูนย์รวมจิตใจเป็นที่ยึดเหนี่ยวนะครับ ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไขต่าง ๆ ซึ่งสากลเขายอมรับ แต่คนไทยยังไม่เข้าใจจิตใจหรือยังเข้าไปไม่ถึงของหลักเศรษฐกิจพอเพียง เพราะฉะนั้นถ้าทุกองคาพยพของประเทศเรา หน่วยราชการทั้ง ๓ สถาบัน ๓ องค์กรต่าง ๆ รวมทั้งภาครัฐ รวมทั้งภาคประชาชน เอาหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการขับเคลื่อน ประเทศ ผมคิดว่าประเทศเราจะขับเคลื่อนไปได้อย่างมีคุณค่าแล้วสามารถยืนได้อย่างทรนง ก้าวเข้าสู่ประเทศที่มีอํานาจในการต่อสู้หรือต่อกรกับประเทศต่าง ๆ ในองค์กรโลกได้เป็น อย่างดีนะครับ เพราะฉะนั้นคิดว่าสิ่งที่เราจะต้องยึดเหนี่ยวมาตั้งแต่อดีต แต่ว่าหลักนิติธรรม เพียงประการเดียวคงไม่พอ เพราะฉะนั้นก็คิดว่าต่อไปนี้เราคงจะต้องยึดหลักเศรษฐกิจ พอเพียงขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเข้ามาอยู่ในบททั่วไปของรัฐธรรมนูญ ซึ่งคงไม่ต้องไปบัญญัติไว้ในหลาย ๆ ที่ อันนี้ถือเป็นแม่บทเลยนะครับ

เรื่องที่ ๒ ผมเห็นว่าที่ผ่านมาประเทศไทยเรา เราขาดยุทธศาสตร์ชาติที่สําคัญ ประเทศที่เขาเจริญแล้วหรือประเทศเพื่อนบ้านเราไม่ว่าจะเป็นอาเซียน (SAEAN) เขากําหนด ยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งถือว่ายุทธศาสตร์ชาตินี้เป็นเป้าหมายสําคัญที่ชัดเจนในการที่ประเทศเรา จะก้าวหน้าไปในทิศทางใด ที่ผ่านมาเราก็มียุทธศาสตร์ แต่เป็นยุทธศาสตร์เฉพาะส่วน อย่างเช่น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก็เป็นแผนระยะปานกลางส่วนหนึ่ง แล้วก็ เป็นเรื่องเฉพาะเศรษฐกิจและสังคม สภาความมั่นคงก็มีแผนเรื่องความมั่นคง หรือแม้แต่ แผนชาติของกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ แต่การบูรณาการแผนทุกแผนเข้ามาเป็นแผนชาติ มันไม่มี มีการศึกษาอยู่ใน วปอ. ก็เป็นการศึกษาเฉพาะกลุ่มนะครับ มีการนําเสนอ นายกรัฐมนตรีทุกปีของนักศึกษา วปอ. แต่ไม่ได้นํามาสู่การปฏิบัติ เพราะฉะนั้นประเทศไทยเรา ก็ขาดทิศทางที่แน่นอนในระยะยาวอย่าง ๒๐ ปีอะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นแผนชาติเรา ก็ไม่มีระยะยาว แผนที่ออกมาก็จะเป็นเฉพาะแผนของรัฐบาล เป็นแผนเฉพาะกลุ่ม หรือพรรคการเมืองเท่านั้นเพราะฉะนั้นเมื่อพรรคการเมืองเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนแผนชาติ แผนชาติก็จะไม่มี ก็จะเปลี่ยนไปด้วยตามนโยบายของพรรคการเมือง เพราะฉะนั้น ทิศทางของประเทศไทยเราจึงไม่แน่นอนนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราต้องคิดถึง ผลประโยชน์ของชาติ ผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสิ่งสําคัญ เพราะฉะนั้นถ้าเรากําหนด ยุทธศาสตร์ไว้ในรัฐธรรมนูญก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง จะทําให้ประเทศเรามีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี ๒๕๗๕ จะ ๑๐๐ ปีประชาธิปไตย สภาพัฒน์บอกว่า จะฉลอง ๑๐๐ ปีประชาธิปไตยให้ประเทศเรามียุทธศาสตร์ที่ประเทศเราจะเป็น ประเทศพัฒนา แต่ว่าถ้าเราไม่มียุทธศาสตร์ชาติ ผมว่าเราก้าวไปไม่ถึง รัฐบาลโดย ครม. ท่าน พลเอก ประยุทธ์ ได้แต่งตั้งคณะทํางานยุทธศาสตร์ชาติขึ้นมาคณะหนึ่ง ซึ่งกําลังขับเคลื่อนอยู่ แต่ก็เป็นมติ ครม. เพราะฉะนั้นสิ่งที่สําคัญที่จะให้ยุทธศาสตร์ชาติ จะบรรลุต่อไปต้องอยู่ในรัฐธรรมนูญ ขอฝากไว้ด้วยว่ายุทธศาสตร์ชาติเป็นยุทธศาสตร์สําคัญ ที่จะเป็นเข็มทิศและเป้าหมายในการบริหารประเทศที่ชัดเจนต่อไปนะครับ

ในเรื่องที่ ๓ ผมอยากจะเรียนว่าในเรื่องของการจัดบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อสักครู่ท่าน ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านธวัชชัย เทอดเผ่าไทย ได้กล่าวถึงการบริหารราชการ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่นไปแล้ว ผมอยากจะให้มีการกําหนดไว้ชัดเจนในเรื่องของ การบริหารราชการ ในรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาจะมีกําหนดไว้ในหมวดว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน แต่ในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่แล้วที่ผ่านไปไม่มี ผมก็ไม่ทราบว่าเป็นสาเหตุเพราะอะไร จริง ๆ แล้วหลักบริหาร ราชการแผ่นดินของเราที่ยึดถือมาหลังจากรัชกาลที่ ๕ ได้ปฏิรูปแล้วก็คือบริหารราชการ ประกอบด้วยราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น ในหลักคิดนั้นเราคิดว่า ณ สถานการณ์ปัจจุบันนี้ยังมีความจําเป็นที่เราจะต้องคงระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่นไว้อยู่ เพียงแต่ว่าเราจะต้องลดบทบาทของส่วนกลางไปเสริมสร้าง ความเข้มแข็งให้ภูมิภาคก็คือจังหวัด แล้วก็ไปกระจายอํานาจให้องค์กรปกครองท้องถิ่นอันนี้ แต่เมื่อสักครู่ท่านอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดคือท่านธวัชชัยอาจจะพูด ผมขอเพิ่มเติมไปนิดหนึ่ง เรามีสถาบันอีกสถาบันหนึ่งซึ่งอยู่คู่กับประเทศไทยมาและเป็นมรดกทางการปกครอง ที่ล้นเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานคือสถาบันกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งมีบุคลากรถึง ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน หลาย ๆ คนคงมาจากต่างจังหวัด ถ้าเรา คิดอะไรไม่ออกเราก็คิดถึงกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน เรามีปัญหาอะไรในอดีตเราจะคิดถึงกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน แต่เดี๋ยวนี้สถาบันนี้จะถูกเลือนหายไป กระแสการกระจายอํานาจสู่ท้องถิ่น จากตะวันตกเข้ามาทําให้เราลืมมรดกทางการปกครองของประเทศไทยเราแล้ว ผมว่าอันนี้ เป็นสิ่งที่สําคัญ เพราะว่าที่ผ่านมาเขาสามารถสร้างความเป็นปึกแผ่นร่มเย็นเป็นสุขให้กับ แผ่นดินไทยมาตลอด ถ้าเรามีท้องถิ่นทําไมเราจะไม่มีท้องที่กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน มันน่าจะ อยู่ด้วยกันได้เพียงแต่เราแบ่งบทบาทหน้าที่กันให้ชัดเจน เพราะฉะนั้นผมคิดว่า สถาบันปกครองท้องที่หรือกํานัน ผู้ใหญ่บ้านน่าจะมีที่ยืนอยู่ในรัฐธรรมนูญ หรือในระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน หรือถ้าหนักหนาสากรรจ์ก็อาจจะเกาะเกี่ยวอยู่ใน ภูมิภาคก็เป็นไปได้ เพราะฉะนั้นถ้าเราได้ให้ความสําคัญ การบริหารราชการแผ่นดิน ประกอบด้วยส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น ส่วนท้องที่ อาจจะรวมไปถึงภาคประชาชน ความเป็นปึกแผ่น ความสามัคคี ความแตกแยกในหมู่บ้านชนบท ในตําบล ในพื้นที่ต่าง ๆ ก็จะไม่มี ผมคิดว่าอันนี้ก็จะเป็นสิ่งสําคัญที่ถือว่าเราคงจะต้องกําหนดบทบาทความสัมพันธ์ ให้ชัดเจนระหว่างราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น และส่วนท้องที่ เพื่อเกิดความสามัคคี ความเป็นปึกแผ่นของแผ่นดินไทยต่อไปนะครับ

เรื่องที่ ๔ เป็นเรื่องสุดท้ายที่ผมจะกราบเรียนก็คือว่า ที่ผ่านมาปรัชญา ในเรื่องของการกีฬาเราใช้ปรัชญาการกีฬาเป็นการแข่งขันเพื่อชนะ เพราะฉะนั้นจะเห็นว่า เมื่อมีการแข่งขันในประเทศเราที่ผ่านมาถ้ากีฬาแพ้คนไม่แพ้ กีฬาแพ้กองเชียร์ไม่แพ้ จะเห็นว่าทีมฟุตบอลต่าง ๆ ในอดีตที่ผ่านมาจะมีการทะเลาะเบาะแว้งตีกันอะไรต่าง ๆ ตลอดเวลา สิ่งนี้เป็นสิ่งสําคัญว่าถ้าเราปลูกฝังใหม่ เมื่อภาคเช้าท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ก็ได้ อภิปรายว่ากีฬาไม่เคยอยู่ในรัฐธรรมนูญมาเลย ๘๐ กว่าปี ดังนั้นถ้าเราเปลี่ยนคอนเซปต์ (Concept) การกีฬาไม่ใช่การแข่งขัน การกีฬาเป็นการสร้างพลเมืองคุณภาพให้มีความพร้อม ทั้งร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา ถ้าอย่างนี้ผมว่าประเทศชาติเราจะสามารถก้าวเดินไปได้ อย่างเข้มแข็ง เราจะต้องให้กีฬาสามารถที่จะเป็นเครื่องที่จะทําให้ทุกคนมีน้ําใจเป็นนักกีฬา รู้จักแพ้ รู้จักชนะ และรู้จักอภัย ท่านเห็นไหมว่าพอเราส่งเสริมกีฬาให้เป็นการแข่งขัน มันส่งผลถึงบทบาททางการเมืองหรือการเลือกตั้งท้องถิ่น จะเห็นว่าเมื่อมีการแข่งขัน ถ้าฝ่ายแพ้ก็จะกลายเป็นฝ่ายแค้นจะค้านกัน ๔ ปีเต็ม เลือกตั้งใหม่ค่อยจะมาว่ากันใหม่ แต่ถ้าเราปลูกฝังใหม่ให้คนรุ่นใหม่ได้มีความพร้อมทั้งร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา ไม่ว่า เราจะพัฒนาด้านไหนประเทศไทยเราก็จะก้าวไปได้อย่างมีความมั่นคงนะครับ อันนี้ก็ฝากไว้ ด้วยว่าหลักของกีฬานั้นเป็นสิ่งสําคัญอย่างยิ่ง ถ้าเราสามารถบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญได้ว่า กีฬาเป็นส่วนหนึ่งที่เราจะต้องพัฒนาคุณภาพพลเมืองให้มีความพร้อมทั้งร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา จริง ๆ แล้วเราอยากจะบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญด้วยซ้ําไปว่าคนไทย ๑ คน เกิดมาต้องมีกีฬาประจําตัว ๑ อย่างตั้งแต่เกิดจนตาย แต่ว่ามันสามารถจะพัฒนาเป็นกีฬาอาชีพ ได้ต่อไปในอนาคตที่มีความพร้อมได้ เพราะฉะนั้นทั้ง ๔ ข้อที่ผมกราบเรียนมาหวังว่า คงได้เป็นสาระสําคัญที่จะบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับต่อไปครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ