ชาลี เอียดสกุล เสนอการเปลี่ยนแปลงกรอบเวลาการเลือกตั้ง โดยกำหนดให้นักการเมืองมีวาระละ 2-4 ปี และไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน เพื่อให้คนรุ่นใหม่สามารถเข้ามาบริหารจัดการบ้านเมืองได้ และแก้ไขปัญหาทุนนิยมในระบบการเลือกตั้ง
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพครับ กระผม นายชาลี เอียดสกุล สปท. ในลําดับที่ ๓๘ อดีตผู้อํานวยการ โรงเรียนอนุบาลพัทลุง อดีต สปช. และอดีตกรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัดพัทลุงครับ ท่านประธานครับ บรรยากาศของการอภิปรายวันนี้กระผมเองมีความรู้สึกผิดหวังไปนิดหนึ่ง เนื่องจากเข้าใจว่าทางท่านประธานหรือคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้มีโอกาสมารับฟังด้วย ซึ่งจะทําให้การบรรยายหรืออภิปรายในวันนี้จะมีความเข้มข้นและมีกําลังใจมากขึ้น แต่ก็ได้รับทราบจากเหตุผลของท่านประธานแล้วก็ยอมรับครับ ท่านประธานครับ ประเด็นที่ ผมจะนําเรียนเพื่อเสนอแนะท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ในคราวนี้เพื่อให้เหมาะกับเวลาขออนุญาตนําเสนอเพียงเรื่องเดียว นั่นก็คือเรื่องกรอบ ระยะเวลาการปฏิบัติหน้าที่ด้านการเมืองของนักการเมืองซึ่งไม่ค่อยมีใครได้พูดถึงมากเท่าไรนัก ประเด็นก็คือว่านักการเมืองเมื่อเข้ามาแล้วก็ควรจะมีกรอบระยะเวลาของการปฏิบัติหน้าที่ ที่ควรจะบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน เป็นต้นว่าในระดับชาติทั้งด้านฝ่ายบริหารก็ดี ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีลงมา ส.ส. ส.ว. เป็นต้น ระดับท้องถิ่นอันได้แก่ นายก อบจ. นายก อบต. นายกเทศบาล หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นก็ดีครับ ควรที่จะได้บัญญัติไว้ว่า ให้ดํารงตําแหน่งวาระละกี่ปี จะ ๒ ปี ๓ ปี ๔ ปี ผมไม่ติดใจ แต่ขอให้ได้เขียนไว้บัญญัติไว้ แล้วก็ให้ดํารงตําแหน่งไม่เกิน ๒ วาระติดต่อกัน ท่านประธานครับ ประเทศที่ได้รับ การยอมรับว่ามีการพัฒนาประชาธิปไตยมาอย่างต่อเนื่องและเป็นแบบอย่างของสังคมโลกได้ นั่นคือประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ประเทศสหรัฐอเมริกาได้กําหนดไว้ว่าประธานาธิบดี ดํารงตําแหน่งได้เพียง ๒ วาระ วาระละ ๔ ปีเท่านั้นเอง ทําไมต้องเป็นอย่างนี้ครับ
-๓๙/๑ ผมขออนุญาตเรียนว่าการเมืองเป็นเรื่องของผลประโยชน์ซึ่งไม่สามารถจะปฏิเสธได้ นักการเมืองเมื่อเข้ามาแล้วมาบริหารประเทศแล้วในระบบการเมืองก็ต้องย่อมแสวงหา ไม่มากก็น้อย ผมกล่าวอย่างนี้นักการเมืองที่ดีก็มีครับที่ต้องการสร้างเกียรติยศและชื่อเสียง เราก็ควรยกย่องและส่งเสริม แต่ก็ขอเรียนว่าปัญหาของสังคมไทยปัจจุบันนี้มีไม่น้อยที่ นักการเมืองเข้ามาแล้วแสวงหาผลประโยชน์ มิฉะนั้นแล้วเขาไม่กล้าที่จะไปซื้อเสียง การที่กล้าซื้อเสียงให้ได้มาซึ่งตําแหน่งไม่ว่าจะกี่ล้านบาทเขากล้าเพราะมองเห็นแล้วว่า เข้าไปบริหารแล้วตําแหน่งนี้จะได้ประโยชน์คุ้มค่ากับเรื่องที่ลงทุนไป ท่านครับ เพราะฉะนั้น เราควรที่จะกําหนดกรอบระยะเวลา กําหนดพื้นที่ให้บุคคลเหล่านี้ได้มาบริหารในช่วง ระยะเวลาที่พอดีและมีความเหมาะสม กระผมจึงขอเสนอว่าต้องบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในเรื่องของกรอบระยะเวลา อย่าง ส.ว. ขอให้แก้ปีเดียวไม่ว่าจะ ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง ในช่วงระยะเวลาใด เป็นมาแล้วกี่เดือนกี่ปีก็แล้วแต่ก็ถือว่า ๑ สมัยนะครับ ไม่ต้องมี การยกเว้น ไม่ต้องไปเขียนแทรกไว้ในบทเฉพาะกาลเหมือนรัฐธรรมนูญฉบับที่ตกไป เมื่อไม่นานมานี้นะครับ ผมขออนุญาตนําเสนอว่าถ้าได้เขียนไว้อย่างนี้จะมีผลดีอย่างไร
ประการแรกครับ จะช่วยลดปัญหาในเรื่องของการซื้อเสียงได้ในระดับหนึ่ง ถึงแม้ว่าไม่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะอะไรครับ เพราะนักการเมืองที่เข้ามาแล้วเขามีเวลาสั้น ที่จะไปคิดถอนทุน หรือทอนทุนแล้วถอนทุนไม่ครบ ถอนไม่ทัน อาจจะสุ่มเสี่ยงกับ การตรวจสอบขององค์กรหรือของพี่น้องประชาชนทําให้ลดน้อยถอยลงไป
ประการที่ ๒ ครับ ก็จะช่วยลดวงจรหรือระบบที่เป็นการประพฤติมิชอบมีอยู่ ๒-๓ ขั้นตอน ผมขออนุญาตนําเรียนว่าขั้นตอนแรกก็คือการซื้อเสียง ขั้นตอนที่ ๒ เมื่อเข้า มาแล้วถอนทุน ขั้นตอนที่ ๓ สะสมเสบียงเพื่อที่จะทําอย่างไรกลับไปซื้อเสียงอีกแล้วก็ได้มาอีก ในที่สุดประเทศเราก็จะได้นักการเมืองคนเดิม ความคิดเดิม ๆ และสุดท้ายประเทศชาติก็จะ พบกับปัญหาเดิม ๆ ครับ
ประการสุดท้าย ประโยชน์ในเรื่องของการกําหนดกรอบเวลาก็เพื่อที่จะ เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เข้ามาบริหารจัดการบ้านเมือง เปลี่ยนให้คนรุ่นใหม่ได้มีโอกาส เปลี่ยนกลุ่มทุนขจัดปัญหาทุนนิยมในระบบการเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ขอนําเรียนว่า ปัญหานี้ถ้าไม่คิดแก้เสียในช่วงระยะนี้ระยะเปลี่ยนผ่านในเวทีต่อไปจะไม่มีโอกาส เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตนําเรียนเสนอท่านประธานได้นําเรียนผ่านไปยังท่านประธาน คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญครับ ขอบพระคุณครับ