คํานูณ สิทธิสมาน หารือเรื่องรัฐธรรมนูญและเสนอแนวคิดปฏิรูปประเทศ โดยเน้นย้ำว่ารัฐธรรมนูญเป็นสูติบัตรของประเทศที่จะพาประเทศไทยออกจากหล่มของความขัดแย้งและวิกฤติ และเรียกร้องให้มีการบัญญัติกรอบและแนวทางในการปฏิรูป เพื่อให้แน่ใจว่าบ้านเมืองจะไม่กลับไปเป็นเหมือนก่อน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนะครับ ท่านประธานครับ เรื่องรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องใหญ่ แล้วการปฏิรูปประเทศนั้นไม่ว่าจะขับเคลื่อนกันอย่างไรก็ตามแต่ แต่ขับเคลื่อนด้วยรัฐธรรมนูญนั้นเห็นผลทันตาเร็วที่สุดครับ เพราะว่านับตั้งแต่วันที่ รัฐธรรมนูญมีผลประกาศใช้ก็จะทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างการบริหารจัดการ ทั้งสิ้น ทั้งปวง ทั้งหมด เราได้เคยเห็นมาแล้วในช่วงประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ หรือแม้กระทั่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทันทีครับ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่กําลังร่างอยู่นี้มีความแตกต่างไปจากการร่างรัฐธรรมนูญทุกฉบับ ที่เคยมีมาในประเทศไทย เพราะว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกกําหนดธงไว้ล่วงหน้า คําว่า กําหนดธงไว้ล่วงหน้านี้ก็คือสารัตถะสําคัญที่รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๕๗ มาตรา ๓๕ บัญญัติไว้ ๑๐ อนุมาตรา ที่ผมมักจะเรียกเสมอว่าบัญญัติ ๑๐ ประการ ไม่ว่าใครจะมาร่างจะกี่คณะก็ตามแต่ครับ ไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะต้องร่างให้มีกรอบ ให้มีกลไกตามที่บัญญัติไว้ในบัญญัติ ๑๐ ประการนี้ ไม่อย่างนั้นก็ผิดรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๕๗ ครับ กระผมมีข้อเสนอที่ประสงค์ จะเสนอผ่านท่านประธานไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนะครับ โดยเสนอตามแนว ของกรอบบัญญัติ ๑๐ ประการนี้ใน ๔-๕ ประการด้วยกัน ก็ใช้เวลาเตรียมการเมื่อคืนนี้ ไม่ทราบเกิดแรงบันดาลใจอะไรขึ้นมานะครับ ก็ใช้เวลาการเตรียมการเขียนแนวคําอภิปรายมา ประมาณ ๘ หน้ากระดาษ แต่ว่าเพื่อรักษากติกานะครับ ไม่สามารถจะกล่าวได้ทั้งหมดหรอกครับ เพราะกล่าวไปแล้วมันเสียอรรถรสครับ เวลาเป็นการทําลายการเปรียบเปรยที่เตรียมไว้อย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นก็จะขออนุญาตเลือกสิ่งสําคัญที่สุดที่กระผมอยากจะพูดแล้วก็เคยพูดมาโดยตลอด ว่าความหมายของรัฐธรรมนูญ ก็จะมีคนให้ความหมายกันไปตามสํานักวิชาการต่าง ๆ รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชนบ้าง รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ของประเทศบ้าง แต่ความหมายที่ผมค่อนข้างจะกินใจมากที่สุดก็คือเมื่อครั้งที่คณะ คสช. แล้วก็องค์กรแม่น้ําทุกสายเชิญศาสตราจารย์ต่างประเทศมาบรรยายให้พวกเราฟังที่ กระทรวงการต่างประเทศ ท่านประธานก็คงจะไปนะครับ ศาสตราจารย์มิเชล ทรอปเปอร์ ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยปารีส ท่านให้คําจํากัดความไว้เหมาะสมกับประเทศไทย ในขณะนี้อย่างยิ่งครับว่ารัฐธรรมนูญเป็นสูติบัตรของประเทศ ผมอยากจะกราบเรียนว่า ภาระหน้าที่สําคัญที่สุดของร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั้น นอกจากจะต้องตอบโจทย์ บัญญัติ ๑๐ ประการ ซึ่งกระผมเชื่อว่าเขียนไว้ได้ครอบคลุมแล้วก็มองทุกปัญหาไว้แล้ว นี่ก็คือ จุดสูงสุดก็คือว่ารัฐธรรมนูญจะต้องให้กําเนิดประเทศไทยใหม่ เป็นสูติบัตรของประเทศ ที่จะพาประเทศไทยออกจากหล่มของความขัดแย้ง ออกจากหล่มของวิกฤติที่มีมายาวนาน เกือบ ๑๐ ปีเต็ม วิกฤติที่เกิดขึ้น ๑๐ ปีเต็มนี้กระผมไม่คิดว่าเป็นเรื่องของสี กระผมไม่คิดว่า เป็นเรื่องของพรรคการเมือง กระผมไม่คิดว่าเป็นเรื่องของกลุ่มบุคคลหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ที่จะมีความขัดแย้งกัน กล่าวโดยสรุปก็คือวิกฤติที่เกิดขึ้น ๑๐ ปีนี้มันเป็นอาการของโรค ที่ปรากฏเป็นเสมือนยอดของภูเขาน้ําแข็งที่โผล่พ้นน้ําขึ้นมา แต่ฐานของภูเขาน้ําแข็งใต้น้ํา ที่สะสมมายาวนานอันเป็นสมุฏฐานของโรคนั้น กระผมคิดว่าสิ่งที่ตอบคําถามได้ดีที่สุดก็คือ การรายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลังของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่รายงานในวาระเมื่อวานนี้ ท่านอาจารย์สมชัย ฤชุพันธุ์ ท่านกอบศักดิ์ ภูตระกูล ขออนุญาตเอ่ยชื่อท่าน ท่านก็เป็นสมาชิก สปท. ในขณะนี้ด้วยนะครับ โดยเฉพาะชาร์ต (Chart) ที่ท่านกอบศักดิ์นํามารายงานนั้นชัดเจนมากครับ ความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจ ปัญหารวยกระจุกจนกระจาย ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นสะสมมา ผมว่าไม่ต่ํากว่า ๕๐ ปี ของการพัฒนาเศรษฐกิจในระบบทุนนิยมของประเทศไทย เราได้จีดีพี (GDP) ที่เติบโตขึ้นมหาศาล แต่ความเหลื่อมล้ําไม่ได้แก้ไข ตรงกันข้ามครับ ความเหลื่อมล้ํา เพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าประเทศไทยเราจะหลุดออกจากความขัดแย้งคงไม่ใช่เพียงสร้าง เวทีแล้วนําคู่ขัดแย้งมาเจรจากัน แม้กระทั่งเซ็นสัญญากันว่าจะไม่ขัดแย้งกันอีก แต่การแก้ ปัญหาที่พื้นฐานสําคัญที่สุดก็คือการเปลี่ยนแปลงประเทศ ขจัดความเหลื่อมล้ําให้ได้มากที่สุด ซึ่งก็คือการปฏิรูปประเทศที่เรากําลังทําอยู่ ณ ขณะนี้ แต่เวลานี้ผ่านมา ๑ ปีเศษ เหลือเวลาอีกเพียง ๑๙ เดือน ผมเชื่อว่าเราคงจะเปลี่ยนแปลง ประเทศได้บ้าง แต่ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงได้ทั้งหมดหรอกครับ เพราะฉะนั้นคําถาม สําคัญที่ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านหัวหน้า คสช. ได้ถามมาโดยตลอด และผมเชื่อว่าก็อยู่ในใจ ของพวกเรามาโดยตลอดก็คือว่าก็มีระบอบปกติ มีรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้งแล้ว ๑. เราจะกลับไปเป็นเหมือน ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ก่อนหน้านั้นหรือไม่ ๒. ถ้ามีวิกฤติ ขนาดที่ระบบปกติเยียวยาไม่ได้แล้วเราจะแก้ปัญหากันอย่างไร หรือว่าอีก ๔-๕ ปี หรือ ๗-๘ ปีก็ค่อยมารัฐประหารกันอีกครั้งหนึ่ง กระผมเห็นว่าทางหนึ่งที่ร่างรัฐธรรมนูญ จะต้องยอมรับความเป็นจริงก็คือว่าเราจะต้องมีกลไกพิเศษที่เดินหน้าขับเคลื่อนในการปฏิรูป การเปลี่ยนแปลงประเทศอย่างต่อเนื่องคู่ขนานไปกับระบบบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ตามปกติครับ ท่านประธานครับ การเปลี่ยนแปลงประเทศ การปฏิรูปประเทศ เป็นเรื่องที่ กระทบผู้คนจํานวนมาก พรรคการเมือง นักการเมืองตามปกติผมเชื่อว่าหลายท่านอยากจะ เปลี่ยนแปลงประเทศครับ แต่ข้อจํากัดมีมาก โดยเฉพาะข้อจํากัดที่จําเป็นจะต้องรักษา คะแนนนิยมทางการเมืองซึ่งก็มีต่างกลุ่มชนกันเอาไว้ทําให้การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นได้ยาก และถ้าจะเกิดขึ้นก็ใช้ระยะเวลายาวนาน เพราะฉะนั้นนอกเหนือจากที่เราจะใช้เวลา ๑๘ เดือนนี้ดําเนินการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศให้สัมผัสได้ ให้เห็นผลในระดับหนึ่งแล้ว กระผมเห็นว่าเป็นความจําเป็นอย่างถึงที่สุดที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องบัญญัติให้มี กลไกและกระบวนการพิเศษที่ทําหน้าที่ ประการหนึ่งสําคัญที่สุดก็คือเดินหน้าการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศอย่างต่อเนื่อง
ประการที่ ๒ เราอาจจะฝากการทําหน้าที่เป็นเวทีสร้างความปรองดอง ไว้ให้กับกลไกและกระบวนการพิเศษที่เกิดขึ้นนั้น และที่สําคัญที่สุดครับ แม้ว่ากลไก และกระบวนการพิเศษนี้จะไม่เคยมีในรัฐธรรมนูญฉบับใดมาก่อน แต่ว่าสถานการณ์วิกฤติ ของประเทศในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมานี้ก็ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยมาก่อนครับ เพราะฉะนั้น นี่เป็นสิ่งสําคัญที่จะต้องมีบัญญัติไว้ ในขณะเดียวกันเนื้อหาในการปฏิรูปในการเปลี่ยนแปลง ประเทศนั้นก็จําเป็นที่จะต้องมีบัญญัติเป็นกรอบเอาไว้ด้วยครับ เพื่อที่จะทําให้ผลงาน ของ สปช. ที่เราอภิปรายกันมายาวนานนั้นไม่สูญเปล่า และเพื่อที่จะทําให้แผนปฏิบัติการ ของ สปท. ที่กําลังจะทําภายใน ๓๐ วันจากนี้ไป และภายใน ๑๘ เดือนต่อจาก ๓๐ วันนี้ไป ไม่สูญเปล่าครับ จําเป็นจะต้องบัญญัติกรอบ บัญญัติแนวทางไว้ จะเป็นหมวด ๑ จะเป็น ๓ มาตรา จะเป็น ๔ มาตราไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กระผมเห็นว่าจําเป็นอย่างยิ่ง ในขณะเดียวกันก็จะต้องมีกลไกและกระบวนการพิเศษที่แยกออกมาจากรัฐบาลตามปกติ ไม่ใช่ไปครอบงํารัฐบาลครับ ไม่ใช่สืบทอดอํานาจครับ แต่เป็นหลักประกันว่าบ้านเมือง จะไม่กลับไปเป็นเหมือนก่อน ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ และกระผมคิดว่าไม่ต้องกังวล กับข้อกล่าวหาใด ๆ เพราะเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่จะต้องชี้แจงความจําเป็น กับประชาชนในการลงประชามติที่จะถึง ถ้าประชาชนเห็นด้วยว่าประเทศต้องการ เปลี่ยนแปลง ประเทศต้องการระบอบประชาธิปไตยในระยะเปลี่ยนผ่านก่อนที่จะกลับไปเป็น ระบอบประชาธิปไตยสมบูรณ์ที่ไม่ใช่เผด็จการทหารและเผด็จการรัฐสภาในอนาคตนั้น จําเป็นที่จะต้องมีการบริหารจัดการเป็นวาระพิเศษ กระผมก็พยายามรักษากติกา อย่างถึงที่สุดแล้วก็ใช้เวลาอย่างจํากัดที่สุด ทั้งหมดก็จะอยู่ในเอกสาร ความจริงมีอีก หลายประเด็นที่เห็นเป็นความจําเป็น ก็กราบเรียนท่านประธานได้ช่วยรวบรวมเป็นเอกสาร ส่งไปให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แล้วถ้าเพื่อนสมาชิกจะอ่านผมก็ให้เขาแจก แต่ยังไม่เห็นนะครับ กราบขอบพระคุณครับ