สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๕๓ · ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๘

ขอเรียนเชิญคณะกรรมาธิการได้เข้าประจําที่ด้วยนะครับ

(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

เนื่องจาก คณะกรรมาธิการเสนอรายงานภายหลังที่ได้นําความเห็นข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุง แก้ไขพร้อมทั้งจัดทําร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องจํานวน ๓ ฉบับ เพื่อให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ พิจารณา และเนื่องจากพระราชบัญญัติทั้ง ๓ ฉบับเปึนเรื่องที่มีความเกี่ยวเนื่องกัน ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาผมจะขอให้ประธานกรรมาธิการได้แถลงรายงานเฉพาะส่วนที่ ปรับปรุงแก้ไขและแถลงหลักการและเหตุผล ความจําเปึน รวมถึงสาระสําคัญอย่างย่อ ในร่างพระราชบัญญัติแต่ละฉบับจนครบทั้ง ๓ ฉบับ และให้สมาชิกได้อภิปรายรายงานและ ร่างพระราชบัญญัติ ทั้ง ๓ ฉบับไปในคราวเดียวกัน จากนั้นผมจะให้ที่ประชุมลงมติ ให้ความเห็นชอบด้วยกั บรายงานและหลักการของร่างพระราชบัญญัติในแต่ละฉบับ ตามลําดับนะครับ

ด้วยในคราวประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ ครั้งที่ ๑๗/๒๕๕๘ วันจันทร์ที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๘ ที่ประชุมได้พิจารณาและรับทราบรายงานการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการปัองกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบแล้ว โดยให้คณะกรรมาธิการ นําความเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปเปึนแนวทางในการพัฒนารายงาน วิธีการ และกระบวนการปฏิรูปพร้อมทั้งแผนการดําเนินการเพื่อเสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ พิจารณาอีกครั้งหนึ่งนั้น

บัดนี้ คณะกรรมาธิการได้ดําเนินการพิจารณาศึกษาและปรับปรุงรายงาน วาระปฏิรูปนี้เสร็จแล้ว พร้อมทั้งยกร่างร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๓ ฉบับเรียบร้อยแล้ว จึงได้เสนอรายงานและร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวให้ที่ประชุมพิจารณาในวันนี้

เนื่องจากเปึนการพิจารณารายงานในรอบที่ ๒ ผมใคร่ขอความร่วมมือจาก คณะกรรมาธิการแถลงรายงานเฉพาะส่วนที่ปรับปรุงแก้ไข และแถลงหลักการ เหตุผล ความจําเปึน รวมถึงสาระสําคัญอย่างย่อของร่างพระราชบัญญัติแต่ละฉบับ โดยแสดงให้เห็น ว่าร่างพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการเสนอมาจะมีส่วนสําคัญในการผลักดันให้การปฏิรูป ประสบผลสําเร็จได้อย่างไร

โดยใคร่ขอให้ท่านคณะกรรมาธิการแถลงอย่างกระชับและอยู่ในประเด็นเนื้อหาของรายงาน สําหรับการอภิปรายของท่านสมาชิกกรุณาอภิปรายเฉพาะในส่วนที่ให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม และไม่ซ้ํากับรอบแรกนะครับ ผมขอขอบคุณล่วงหน้า ด้วยประธานกรรมาธิการได้มีหนังสือ ขออนุญาตให้อนุกรรมาธิการเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมเพื่อให้การแถลงรายงานเปึนไปด้วย ความถูกต้องครบถ้วนและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ซึ่งประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติได้อนุญาตแล้ว ตามข้อบังคับการประชุม ข้อ ๙๗ วรรคท้าย ขอเรียนเชิญ พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ เข้าชี้แจงต่อที่ประชุมด้วยนะครับ ขอเรียนเชิญท่านประธานกรรมาธิการแถลงรายงาน พร้อมทั้งหลักการและเหตุผล รวมถึงสาระสําคัญอย่า งย่อในร่างพระราชบัญญัติที่จะเปึน แนวทางในการปฏิรูปต่อไปด้วยครับ เรียนเชิญครับ

นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูป แห่งชาติ กระผม ประมนต์ สุธีวงศ์ ปฏิบัติหน้าที่ประธาน กรรมาธิการ ปฏิรูปการปัองกันและปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบ ครั้งนี้เปึนครั้งที่ ๒ ที่จะเสนอแผนงานรายละเอียดของทางด้านกรรมาธิการ แล้วก็เปึนไปตามที่ ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติได้กล่าวไว้ว่าเราคงจะสรุปสั้น ๆ ในประเด็นต่าง ๆ ผมขอเรียนว่าอย่างนี้ครับ ทางกรรมาธิการในการทํางานที่มาสู่จุดนี้ได้ใช้แนวความ คิด ที่เรียกว่า ๓ ประสาน คือทํางานร่วมกับรัฐบาล ทํางานร่วมกับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็ทํางานร่วมกับทางคณะกรรมาธิการอื่นในสภาปฏิรูปแห่งชาตินี้ด้วยกัน เพื่อที่จะนํามาถึงข้อสรุปที่เปึนแผนงานที่จะนําเสนอท่านในวันนี้ ในส่วนที่ทํางานร่วมกับ รัฐบาลก็ใช้กระบวนการที่ว่าอะไรที่ทําได้ทันที ทําได้เสร็จอย่างรวดเร็ว ก็นําเสนอผ่านไปทาง คณะรัฐบาล ซึ่งในปัจจุบันที่ผ่านมามีคณะกรรมการ ๒ คณะของรัฐบาลที่เรามีโอกาส ได้ทํางานร่วมด้วยอย่างใกล้ชิด ชุดแรกก็คือชุดที่เปึนกรรมการนโยบายกํากับรัฐวิสาหกิจ หรือที่เรียกว่า ซูเปอร์ บอร์ด (Super board) ชุดที่ ๒ ก็คือคณะกรรมการต่อต้าน การทุจริต แห่งชาติ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีเปึนประธาน ความจริงท่านก็เปึนประธาน ทั้ง ๒ คณะ แล้วก็ในคณะนี้ก็มีผู้แทนของคณะกรรมาธิการ ๓ ท่าน คือ อาจารย์จุรี วิจิตรวาทการ อาจารย์สังศิต พิริยะรังสรรค์ และผมเองเปึนคณะกรรมการอยู่ด้วย หลักการที่พูดถึงว่า ทํางานร่วมกับคณะรัฐบาลนี่คือพยายามทําในสิ่งที่เราเห็นว่าใช้อํานาจบริหารดําเนินการ ได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องรอที่จะทําการปฏิรูป ผมจะขอยกตัวอย่างว่าในสิ่งที่ได้ทําร่วมกับ

ทางรัฐบาล ยกตัวอย่างว่าในการปรับปรุงรัฐวิสาหกิจได้มีข้อเสนอของเราเข้าไปว่าขอให้ มีการกํากับรัฐวิสาหกิจอย่างเป่ดเผย โดยที่ขอให้ทําบัญชีและเป่ดเผยข้อมูลในระดับมาตรฐาน ที่เหมือนกับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งนี้เพื่อให้เปึนการมั่นใจว่าการทํางานของรัฐวิสาหกิจนั้น เปึนที่โปร่งใส ส่วนที่ ๒ ได้มีการนําข้อเสนอที่ว่าในการประมูลงานของรัฐวิสาหกิจ สําคัญ ๆ ให้นําหลักการที่ต่างชาติได้ใช้ในการที่ทําให้มีผู้ทรงคุณวุฒิเข้าไปร่วมในการที่จะร่วม รับรู้ในการจัดซื้อจัดจ้าง เราใช้คอนเซปต์ (Concept) ภาษาอังกฤษเรียกว่าคอส (CoST) ซึ่งย่อมาจากคําว่า คอนสตรักชัน เซกเตอร์ ทรานสแพเรนซี อินิชิเอทีฟ (Construction Sector Transparency Initiative) ซึ่งกําลังใช้ในสุวรรณภูมิเฟส ๒ (Phase 2) ในตอนนี้ อันนั้นก็เปึนตัวอย่าง อีกเรื่องหนึ่งที่ทางคณะรัฐบาลได้นําไปใช้แล้วโครงการที่เรานําเสนอ ในสภานี้แล้วคือโครงการที่จะทําให้หลักสูต รโตไปไม่โกงเปึนที่ใช้แพร่หลายทั่วประเทศ นอกจากที่ใช้ใน กทม. ในปัจจุบัน ขณะนี้ทางรัฐบาลโดยคณะ คสช. ก็ได้รับแล้วก็บรรจุ ให้เปึนหลักสูตรที่กระทรวงศึกษาธิการจะนําไปใช้ ทั่วประเทศอันนี้ก็เปึนตัวอย่างอีกอันหนึ่ง ที่ทางคณะรัฐบาลได้รับข้อเสนอของกรรมาธิการชุดนี้ก็คือการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ในการเข้าไปรับรู้และสังเกตการณ์ในการประมูลการจัดซื้อจ้างโดยทั่ว ๆ ไป ผ่านโครงการ ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่าอิน เทกกริตี แพกต์ (Integrity Pact) หรือภาษาไทยก็คือ สัญญาคุณธรรม อันนี้ก็เปึนเรื่องที่ขณะนี้ได้ทําไปในหลายหน่วยงาน อันที่เห็นผลชัดเจนก็คือ การจัดซื้อรถ ขสมก. ๕๐๐ คันที่ได้กําลังดําเนินการอยู่ในขณะนี้ อันนี้เปึนงานที่ทําได้ทันที ที่ร่วมประสานกับรัฐบาลและได้นําเสนอไปแล้ว ในการสร้างความยั่งยืน การที่ทํางานร่วมกับ รัฐบาลแล้วเราอยากเห็นการปฏิรูปไม่ใช่เพียงแต่ว่าทําในรัฐบาลนี้ ก็ได้พูดกันว่าทําอย่างไร สิ่งที่เราได้นําเสนอไปแล้วปฏิบัติอยู่แล้วนี่จะมีความยั่งยืน

ความยั่งยืนอันนี้ก็จะเกิดขึ้นถ้าเผื่อว่าเราสามารถจะทําให้เกิดจะเปึนพระราชบัญญัติก็ดี หรือข้อกําหนดก็ดีที่จะทําต่อไปในอนาคต ผมยกตัวอย่างว่าในเรื่องของรัฐวิสาหกิจนะครับ ท่านคงได้ติดตามข่าวว่าไ ด้มีดําริที่จะจัดตั้งโฮลดิง คัมพะนี (Holding company) เคยเกิดขึ้น อันนั้นก็เปึนแนวความคิดที่ทางคณะของเราได้ร่วมในการนําเสนอ การจัดทํา โฮลดิง คัมพะนีในอนาคตก็คือว่าจะทําให้มีการปลอดจากการที่นักการเมืองเข้าไปก้าวก่าย ในการทํางานของรัฐวิสาหกิจ การแต่งตั้งกรรมการต่าง ๆ ก็จะมาตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ กําลังอยู่ในระหว่างการยกร่างนะครับ ในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อให้เกิดความถาวรเช่นกัน ขณะนี้ทางรัฐบาลก็รับข้อเสนอว่าจะเอาระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ ยกขึ้นมาเปึนพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้าง และดําเนินการผ่าน ครม. แล้ว กําลังรอเข้าไป ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทางกรรมาธิการชุดนี้ได้มีส่วนร่วมในการทํางานร่วมกับ กระทรวงการคลังในการยกร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อว่าในอนาคตสิ่งต่าง ๆ ที่เรากําลังทําอยู่ในปัจจุบันนี้ก็จะต้องปฏิบัติต่อเนื่องไม่ว่าเปึนรัฐบาลไหนมาก็ดีนะครับ อีก ๒-๓ เรื่องที่รัฐบาลได้ทําแล้วก็สอดคล้องกับที่เราได้เสนอไปคือพระราชบัญญัติอํานวย ความสะดวกเรื่องการออกใบอนุญาตซึ่งกําลังจะมีผลในเดือนนี้นะครับ อันนั้นก็สอดคล้องกับ แนวความคิดที่เราได้พูดถึงว่าทําอย่างไรถึงจะให้การใช้ดุลยพินิจของภาครัฐลดลง การกําหนดให้มี พ.ร.บ. อํานวยความสะดวกก็จะทําให้การไปติดต่อขอใบอนุญาตมีขั้นตอน ที่ชัดเจน แล้วก็เจ้าหน้าที่จะต้องมีหน้าที่ในการที่จะตอบรับตามระยะเวลาที่กําหนดนะครับ เรื่องพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญของ ป.ป.ช. ที่เพิ่งออกมาก็เปึนอีกแนวทางหนึ่ง ที่เราได้เสนอไปแล้วว่าเพื่อให้การปราบปรามการทุจริตมีผลและสอดคล้องกับทา งที่อนุมัติ ตามสัญญาระหว่างประเทศ ยูเอ็นซีเอซี ๒๐๐๓ (UNCAC 2003) ที่เราได้ทําข้อตกลงไว้ แล้วท่านจะเห็นว่ามีประเด็นเรื่องที่เกี่ยวกับโทษถึงการประหารชีวิตที่ได้มีการกล่าวขานกัน มากมาย อันนี้ก็เปึนมาตรการที่เราได้ทําร่วมกันเพื่อทําให้เกิดความยั่งยืนนะครับ ในส่วนที่ ๒ ที่ผมพูดถึงเรื่องของการที่เราได้ทํางานร่วมกับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เปึนประเด็นสําคัญอีกเหมือนกันว่าหลายเรื่องที่เราทํานี่ความตั้งใจของเราก็คืออยากจะเห็น ความยั่งยืน ความยั่งยืนความถาวรในลักษณะที่ว่าถ้ามีการเปลี่ยนรัฐบาลแล้วนี่การกระทํา ต่าง ๆ นี่จะต้องทําอย่างต่อเนื่องแล้วก็ไม่สามารถที่จะไปเปลี่ยนเปึนอย่างอื่นได้ง่าย ๆ ในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเราได้ขอให้มีการบัญญัติไว้ว่าสิทธิของพลเมือง

ที่จะเข้าถึงข้อมูลนี่เปึนเรื่องสําคัญเพราะว่าเราเห็นว่าการที่ทําให้กำรทํางานโปร่งใสได้นี่ การเข้าถึงข้อมูลเปึนประเด็นสําคัญซึ่งก็จะขอกําหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ การมีส่วนร่วม ในการตรวจสอบภาครัฐดังที่ผมได้พูดถึง ๒-๓ เรื่องที่กําลังทําอยู่ก็จะมีบทบัญญัติไว้เพื่อให้ แน่ใจว่าจะเปึนมาตรฐานในการที่จะกําหนดในกฎหมายต่อไป การใช้มาตรการภาษี ในการตรวจสอบการทุจริตซึ่งก็เปึนหัวใจสําคัญที่เราได้นําเสนอแล้วก็ขอให้บรรจุไว้ ในรัฐธรรมนูญ การปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมให้รวดเร็วแล้วก็ต่อเนื่อง แล้วก็การปรับ โครงสร้างขององค์กรต่อต้านการทุจริตทุกประเภท ก็จะขอให้มีกําหนดอย่างน้อยรูปแบบที่ เปึนหลักสําคัญไว้ในรัฐธ รรมนูญเสียก่อนแล้วถึงค่อยมาเขียนกฎหมายลูก ในส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ทางกรรมาธิการได้มีส่วนร่วมในการทํางานร่วมกับทางคณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญมาตลอด แล้วก็ส่วนใหญ่เราก็ได้รับการตอบสนองที่ดีนะครับ ในส่วนสุดท้าย ที่ทางกรรมาธิการชุดนี้ดําเนินการประสานงานภายในกับ สปช. เอง แล้วก็เปึนการนําเสนอ ส่วนใหญ่ในวันนี้นะครับ ก็คือส่วนที่เราเน้นว่าการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเราจะเน้น เรื่องของการเปลี่ยนแปลงเรื่องโครงสร้างซึ่งไม่สามารถจะทําได้สะดวกในการบริหาร ประจําวัน ต้องมีการใช้เวลาแล้วก็ต้องมีการทําอย่างต่อเนื่องนะครับ หรือว่าการที่เราจะมี มาตรการในการสร้างความยั่งยืนให้กับมาตรการต่าง ๆ ที่เราได้ทําไปแล้วนะครับ ทางกรรมาธิการได้เคยนําเสนอว่ายุทธศาสตร์ที่เราทําไว้ประกอบด้วย ๓ ป ด้วยกัน คือ การปลูกฝัง ปัองกัน แล้วก็ปราบปรามการทุจริต ในยุทธศาสตร์ ๓ ป นี่เดี๋ยวผมจะขอให้ อาจารย์จุรีในฐำนะเปึนประธานอนุกรรมาธิการชุดแรกในเรื่องการปลูกฝังช่วยนําสรุป ในชุดที่ ๒ เรื่องของการปัองกันและการปราบปรามอาจารย์สังศิตซึ่งเปึนประธานคณะชุดนี้ จะนําสรุปให้ท่านทราบว่าแผนงานจะเปึนอย่างไร มีพระราชบัญญัติ ๓ ฉบับที่สอดคล้องกับ การที่จะทําให้การปฏิรูปยั่งยืน

พระราชบัญญัติฉบับแรก คือร่างพระราชบัญญัติ ข้อมูลข่าวสาร สาธารณะ พ.ศ. .... เปึนการปรับปรุง พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสาร พ.ศ. ๒๕๔๐ ให้สอดคล้องกับสิ่งที่เราเห็นว่า เปึนอุปสรรคในอดีตในการที่จะเข้าถึงข้อมูล คุณวสันต์ ภัยหลีกลี้ จะเปึนผู้นําเสนอ ร่าง พ.ร.บ. การโฆษณาประชาสัมพันธ์ ของภาครัฐ พ.ศ. .... ซึ่งการใช้เงินของรัฐ ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์จะไม่อนุญาตให้เปึนการโฆษณาส่วนตัวคือไม่ให้เอาผลงานของ บุคคลใดบุคคลหนึ่งมาเปึนที่โฆษณา อันนี้ก็จะเปึน พ.ร.บ. ฉบับสําคัญที่จะทําให้การใช้เงิน ของภาครัฐในอนาคตในเรื่องนี้มีความถูกต้องมากขึ้น และ พ.ร.บ. ฉบับสุดท้ายคือร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัด กันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคล และประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. .... ซึ่งอันนี้ก็จะเปึนส่วนที่จะทําให้ทางการติดสินบนหรือการที่จะมีการขัด ซึ่งผลประโยชน์การใช้อํานาจในทิศทางที่ผิดลดลงได้ ท่าน พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ เปึนผู้นําเสนอในเรื่องนี้ ในวันนี้ผมก็หวังว่าท่านสมาชิกหลังจากที่ได้รับฟังข้อสรุปแล้ว ท่านมีเรื่องที่จะแก้ไขอะไรเพิ่มเติมหรือว่าจะให้ความเห็นเพิ่มเติม ทางคณะกรรมาธิการก็ยินดี ที่จะรับฟังครับ ขอบพระคุณมากครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูป แห่งชาติ

ขอเชิญ อาจารย์จุรีครับ

นางจุรี วิจิตรวาทการ กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพและสมาชิก สปช. นะคะ เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ที่ให้ไว้ไม่ทราบจะฉายได้หรือไม่ ดิฉันไม่แน่ใจ แต่อย่างไรก็ตามดิฉันจะทําตามนโยบายของท่านประธานว่าจะสรุปโดยสั้นที่สุด เพราะว่า เคยเสนอไปแล้ว ๑ รอบ กรอบแนวคิดคนไทยไม่โกง อันนี้คือหัวข้อที่เรากํา หนดไว้สําหรับ อนุกรรมาธิการปลูกฝัง ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วม ในการปัองกันการทุจริต และประพฤติมิชอบ เราจะมีกรอบมาตรการทางยุทธศาสตร์ อันนี้เปึนอันใหม่ สิ่งที่ใหม่ที่ดิฉันคิดว่าจะพูดในวันนี้โดยสรุปสั้น ๆ นะคะ มาตรการ ตามยุทธศาสตร์ที่เราเรียกว่าคนไทยไม่โกงนั้นมี ๓ แนวทาง และ ๗ กลุ่มเปัาหมาย ๓ แนวทางนี้ คือ การที่จะปลูกฝัง ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และปัองกันการทุจริต ประพฤติมิชอบ เรามองอีกแนวทางหนึ่งคือปลูกจิตสํานึก แนวทาง ๒ คือสร้างแรงกดดัน ทางสังคม และแนวทางขยายพื้นที่หรือสร้างเครือข่ายการจัดการองค์การ ๗ กลุ่มเปัาหมาย ที่ว่านี่มีเด็กและเยาวชน กรอบแรกนี้คือกรอบที่เราเคยเสนอไปแล้ว ตอนนี้เราขอไป

กรอบที่ ๒ ก็คือว่ากลุ่มเด็กและเยาวชนคือกลุ่มเปัาหมายที่เราต้องทํางานด้วย กลุ่มข้าราชการและ เจ้าหน้าที่ของรัฐคือกลุ่มเปัาหมายที่ ๒ กลุ่มนักการเมือง ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง และพรรคการเมืองกลุ่มเปัาหมายที่ ๓ กลุ่มธุรกิจเอกชนกลุ่มเปัาหมายที่ ๔ กลุ่มสื่อมวลชน กลุ่มประชาสังคม และกลุ่มประชาชน เพราะฉะนั้น ๓ แนวทางที่เราพูดถึงเราจะขับเคลื่อน ได้อย่างไร สําหรับกลุ่มเด็กและเยาวชน เราก็มีการสร้างพื้นที่ เด็กและเยาวชนให้เรียนรู้ มีหลักสูตรให้มีการรณรงค์เด็กตั้งแต่ดูแลในบ้าน ในครอบครัวนั้นจะมีการดูแลปกครอง พี่เลี้ยงเด็กจะเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันอย่างไร เพื่อให้ส่งผลต่อเด็กในการปลูกฝัง จิตสํานึก ส่วนเด็กนั้นจะมีการไดอะล อก (Dialogue) มีการแลกเปลี่ยนความคิดกัน ในโรงเรียนอย่างไรตามหลักสูตรที่กําหนดขึ้น และมีหลักสูตรปลูกจิตสํานึก ในการสร้างคุณธรรมจริยธรรม เช่น โตไปไม่โกง และหลักสูตรอื่น ๆ อบรมผู้บริหาร สถานศึกษาก่อนเข้ำสู่ตําแหน่ง แล้วก็สร้างเครือข่ายครู นักเรียน ผู้ปกครอง เช่น สร้างไซเบอร์คิดส์ (Cyberkids) ไซเบอร์ทีน (Cyberteens) ให้มาร่วมกันใส่ใจสนใจเรื่องนี้ และใช้สื่อมวลชนช่วยรณรงค์ด้วย สําหรับกลุ่มที่ ๒ คือกลุ่มข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ สถาบันฝ๊กอบรมจริยธรรมของรัฐมีอยู่แล้ว แต่ทําอย่างไรให้เข้มแข็งขึ้น ให้สร้างเครือข่าย ให้มีกลไกสนับสนุน กลไกบริหารงานบุคคล กลไกวัฒนธรรมองค์กร กลไกระบบงานจริยธรรม ทั้งหมดให้สอดคล้องเคลื่อนกันไปด้วยกัน รวมทั้งทําอย่างไรที่จะมีการสร้างค่านิยม หลัก ของวัฒนธรรมองค์การให้ใส่ใจเรื่องคุณธรรมจริยธรรมด้วย อันนี้ก็คือโทน ฟรอม เดอะ ทอป (Tone from the top) การเปึนแบบอย่างที่ดี แม้กระทั่งวิธีการที่ได้ใช้ไปแล้ว ในวันที่ ๘ เดือนที่แล้ว ก็จะมีอินเทกกริที เพลดจ์ (Integrity pledge) คือว่าให้ปฏิญาณตน เปึนเครื่องมือที่สร้างอะแวร์เนส (Awareness) การรับรู้ขององค์การ

แล้วก็สร้างวัฒนธรรมไม่ยอมรับการโกงเพื่อให้คนในองค์การรู้สึกว่าทิศทางที่ไปตั้งแต่นี้ต่อไป เปึนเอาจริง ส่วนการอบรมงานคุ้มครองจริยธรรมนั้นในอดีตก็มีการทํามา แต่ทําอย่างไร ให้นําไปใช้ให้เข้มแข็งขึ้น และให้สร้างฐานข้อมูลเนม แอนด์ เชม ดาตาเบส (Name and shame database) คือว่าใครที่เคยทําผิดนั้นควรจะต้องมีการให้รับทราบ เพื่อที่จะทําให้เกรงกลัว ไม่ประพฤติมิชอบ ส่วนต่อไปกลุ่มเปัาหมายที่เปึนกลุ่มนักการเมือง ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง และพรรคการเมืองนั้นก็จะมีมาตรการหลายอย่างซึ่งอาจจะ ซ้ํากับกลุ่มอื่นที่เคยเสนอไปแล้วตอนเสนอร่างรัฐธรรมนูญ เช่นการเข้าสู่ตําแหน่งนั้นต้องแสดง วิสัยทัศน์ด้านการต่อต้านการทุจริต การเป่ดเผยทรัพย์สิน ประวัติการจ่ายภาษีและประวัติ การทํางานให้เปึนที่รับรู้ของทุกคน ส่วนกลไกบริหารงานพรรคการเมืองเองเราก็คิดว่า เรื่องคุณธรรมจริยธรรมเปึนเรื่องสําคัญ ต้องเปึนคุณสมบัติอันหนึ่งของนักการเมืองที่จะเข้าสู่ การเมือง และเป่ดเผยกลไกการคัดเลือกเป่ดเผยให้ทราบว่าพรรคนั้นมีกลไกคัดเลือก ตรวจสอบประวัติกลั่นกรองผู้บริหารพรรคและผู้สมัครอย่างไรเพื่อความโปร่งใส บังคับใช้ ประมวลจริยธรรมพรรคการเมืองและนักการเมือง รวมทั้งแสดงให้เห็นถึงกลไกกํากับ จริยธรรมในพรรคการเมืองด้วย ส่วนกลไกการตรวจสอบนั้นให้สร้างความตระหนักรับรู้ แก่ประชาชน เครือข่ายการเมืองสะอาด สร้างระบบตรวจสอบจากภายนอก รวมทั้ง มีฐานข้อมูลนักการเมืองแบบประเทศเกาหลีทํา ซึ่งให้ประชาชนได้รับทราบตลอดเวลาว่า การเคลื่อนไหวพฤติกรรมของนักการเมืองเปึนอย่างไร ทีนี้กลุ่มธุรกิจเอกชนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่เราคิดว่ามีบทบาทสําคัญยิ่งในสังคมไทย สร้างจิตสํานึกเพื่อสังคม ธุรกิจเองได้มีบทบาท สําคัญ แต่ว่าทําอย่างไรที่ให้มี รายชื่อเอทิเคิล สตาร์ (Ethical star) คือธุรกิจที่มีผลงานดี ทางคุณธรรมจริยธรรม อย่างในเมืองนอกที่เขามีการพับบลิช (Publish) เรื่องเหล่านี้แล้วก็ เชิญชวนให้ประชาชนซื้อสินค้า บริการ ของบริษัทที่เปึนเอทิเคิล สตาร์ เปึนดาวที่ดีทางด้าน คุณธรรม จริยธรรม เป่ดเผยรายชื่อองค์การธุรกิจที่มีปัญหา อันนี้ก็คือทําในสิ่งที่ สมัชชาคุณธรรมที่คราวที่แล้วเสนอสมัชชาคุณธรรมมีหน้าที่คล้าย ๆ อย่างนี้คือการให้ข้อมูล รับรู้รับทราบให้ประชาชนได้ตัดสินใจกันเอง ห้ามภาครัฐทําธุรกรรมกับองค์กรธุรกิจ ที่มีปัญหา อันนี้ก็เปึนมาตรการหนึ่ง แล้วตรวจสอบจริยธรรมโดย ผู้ถือหุ้น นักลงทุน เปึนคนกํากับ ดูแล ในหลายประเทศเขาจะมีการซื้อหุ้นของบริษัทต่าง ๆ อาจจะไม่ใช่ จํานวนมาก แต่พวกเอนจีโอ (NGO) ที่ดูแลด้านนี้จะเข้าไปประชุมประจําป้เพื่อไปถามปัญหา

ที่ไม่ถูก ทํานองคลองธรรม หรือว่าบริษัททําอะไรที่ไม่ชอบมาพากลจะมี การถูกไต่สวน สอบสวน ในที่ประชุมผู้ถือหุ้น แล้วก็กลไกบริหารและวัฒนธรรมองค์การ อันนี้ก็ต้องเริ่มตั้งแต่ การรับพนักงาน มีเครื่องมืออะไรบ้างที่ได้สอบถามทางจริยธรรมของพนักงานที่จะเข้ามา ในองค์การ มีกิจกรรม มีพื้นที่ มีเครือข่ายพนักงานทางด้านจริยธรรมไหมให้สร้างสิ่ งเหล่านี้ แล้วก็ให้มีกลไกการกํากับความสุจริตของคู่ค้าให้ทราบด้วย อย่างของยูเอ็น โกลบอล คอมแพกต์ (UN Global Compact) ก็จะกําหนดไว้ชัดเจนว่าบริษัทที่อยู่ในเครือข่ายของ โกลบอล คอมแพกต์จะไม่ทําธุรกรรมกับคู่ค้าที่ไม่สุจริต แล้วก็จะให้มีรณรงค์ไม่ยอมรับ การโกงในหน่วยงาน และมีมาตรการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสภายในองค์การเองของภาคธุรกิจ ทีนี้กลไกบรรษัทภิบาลขณะนี้เรามีไอโอดี (IOD) ซึ่งเปึนส่วนหนึ่งที่ร่วมมือกับองค์การ ต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชน ได้มีซีเอซีซี (CACC) คือเครือข่ายแนวร่วมปฏิบัติต้าน คอร์รัปชันอันนี้ก็เปึนสิ่งที่ดี บริษัทที่เข้ามาลงนามด้วยจะต้องใส่ใจในเรื่องจริยธรรม คุณธรรม การเซอร์ติฟาย (Certify) ให้เปึนบริษัทที่อยู่ในซีเอซีซีได้มีขั้นตอนกระบวนการที่ทําให้บริษัท ตระหนักรับรู้ในเรื่องจริยธรรมและบรรษัทภิบาล เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้คือเครื่องมือใหม่ ๆ ที่จะทําให้บรรษัทภิบาลเกิดขึ้นมากยิ่งขึ้น แล้วก็กลไกส่งเสริมและกํากับจริยธรรม สร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจมีจริยธรรม อันนี้ก็เปึนอะไรที่ภาคธุรกิจทําแต่สังคมในส่วนร่วม ก็ช่วยกันผลักดันได้

ทีนี้มาถึงกลุ่มสื่อมวลชนนะคะ อันนี้เราก็รู้ว่าสื่อมวลชนมีบทบาทสําคัญ ประเด็นที่ดิฉัน อยากจะเน้นในตรงนี้ก็คือว่าระบบตรวจสอบกันเองควรจะมีประสิทธิภาพระหว่างสื่อมวลชนเอง ไม่ใช่ตรวจสอบแล้วก็ลาออกถ้าไม่พอใจอะไรอย่างนี้นะคะ หรือว่ากลไกการตรวจสอบที่เชื่อมกับ ประชาชน อันนี้คือหัวใจค่ะ เพราะว่าประชาชนมีส่วนร่วมแค่ไหน ประชาชนต้องมีส่วนร่วม ในการกํากับจริยธรรมสื่ออย่างจริงจัง ส่วนนี้คือส่วนที่ต้องรณรงค์กันอย่างจริงจังและแท้จริง แล้วก็ทําอย่างไรที่จะสร้างเครือข่าย สื่อที่ทําหน้าที่ตรวจสอบให้เข้มแข็งขึ้น และมีระบบ สนับสนุนสื่อที่รณรงค์สร้างจิตสํานึกให้มีการสนับสนุนอย่างจริงจัง ต่อมาในภาคประชาสังคม ซึ่งเปึนกลุ่มบุคคลสําคัญในการที่ติดตามตรวจสอบเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน ทําอย่างไรที่จะสร้าง แอนตี คอร์รัปชัน อะเจนดา (Anti corruption agenda) ให้ภาคประชาสังคมใส่ใจมากขึ้น สมัยที่คุณรสนา ขอเอ่ยชื่อนะคะ เปึนภาคประชาสังคมที่ติดตามเรื่องทุจริตยาได้สร้างผลงาน ไว้เยอะแยะ อันนั้นคือตัวอย่างที่ภาคประชาสังคมสามารถที่จะมีบทบาทสําคัญในการช่วย แอนตี คอร์รัปชัน อะเจนดา ประเด็นของการติดตาม ติดตามไปเรื่อย ๆ แบบลักษณะที่ทําให้ สังคมตื่นตัวและใส่ใจ ทําอย่างไรที่จะสนับสนุนการ ทํางานต่อต้านการทุจริตให้มากขึ้น ขั้นเชื่อมโยงเครือข่ายของภาคประชาสังคมที่ทํางานด้านนี้ แล้วก็ภาคประชาสังคมถ้าดูใน ประเทศอื่นภาคประชาสังคมมีพลังมากกว่าในการที่จะเป่ดเผยชื่อขององค์การที่มีปัญหา ทางด้านการทุจริต เพราะว่าภาครัฐก็อาจจะมีเงื่อนไ ขบางอย่าง ธุรกิจก็ยังมีเงื่อนไข แต่ประชาสังคมอิสระที่สุด ควรจะเปึนกลไกสําคัญที่จะเป่ดเผยสิ่งเหล่านี้ แต่ในเวลาเดียวกัน เราก็เล็งเห็นว่าเพื่อให้ภาคประชาสังคมเปึนที่ยอมรับของสังคม จําเปึนอย่างยิ่งที่ต้องสร้าง ธรรมาภิบาลให้กับภาคประชาสังคมในการลดปัญหาการทุจริต จะไปตรวจสอบคนอื่น แต่ตัวเองจําเปึนจะต้องสร้างธรรมาภิบาลในองค์การและมีระบบรายงานที่โปร่งใสและ ตรวจสอบได้ให้กับสังคมรับรู้รับทราบเปึนที่ยอมรับ ในกลุ่มเปัาหมายประชาชนนะคะ กลุ่มเปัาหมายต่อไปคือกลุ่มประชาชน ตรงนี้นี่แหละเปึนเปัาหมายหลักที่ประชาชนทั่วไป ต้องตระหนัก สนใจ และรังเกียจการทุจริตคอร์รัปชัน จะทําอย่างไรที่จะทําให้เกิดอย่างนี้ กลไกสื่อรณรงค์สําคัญมาก สื่อรณรงค์ที่ต่อเนื่องตอกย้ําทําให้ประชาชนได้รับทราบและ ถูกซึมซับถ่ายทอดเรื่องเหล่านี้ไปประจําจนเกิดจิตสํานึกในการที่จะทั้งตระหนัก ทั้งสนใจ และรังเกียจการทุจริตคอร์รัปชัน ภาคส่วนต่าง ๆ ของประชาชนที่ทําด้านนี้เปึนแคทะลิสต์ (Catalyst) ที่สําคัญ ขาดการที่จะมอบรางวัลคนดีของคนที่ทํางานด้านนี้ สร้างความตระหนัก

ต่อหน้าที่ในการตรวจสอบจริยธรรมของนักการเมือง ของสื่อ เครือข่ายคนไทยไม่โกงเปึนอีก วิธีการหนึ่ง เปึนกลไกการมีส่วนร่วมที่จะรณรงค์ให้คนเข้ามามีบทบาท เครือข่ายผู้แจ้ง เบาะแสหรือว่าสร้างกลไกเชื่อมโยงและให้อํานาจภาคประชาชนมากขึ้น เปึนนิว โซเซียล มูฟเมนต์ (New social movement) เปึนมูฟเมนต์ (Movement) แบบใหม่ที่ประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมกัน รณรงค์ไม่ยอมรับการโกง มาตรการตรวจสอบของภาคประชาชน ก็สําคัญ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นประชาชนเองก็ต้องมีมาตรฐาน มีคุณภาพในการตรวจสอบ มาตรการ คุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสอันนี้ก็เปึนเรื่องที่สําคัญ เราก็มีตัวชี้วัดด้วย แต่ดิฉันคิดว่าเดี๋ยวให้ท่าน อ่านเองแล้วกันนะคะ เพราะว่าดิฉันจะไม่ใช้เวลาของท่านอื่น ๆ ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูป ห่งชาติ

เชิญ อาจารย์สังศิตครับ

นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ประเด็นเรื่องของการคอร์รัปชันไม่ได้เปึนแต่เพียงวาระของประเทศไทยในขณะนี้ แต่ว่า เปึนวาระของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกที่มีการร่วมมือกันที่จะหาทางควบคุมการคอร์รัปชัน แรงต่อต้านการคอร์รัปชันในสังคมไทยระบาดไปทั่วนะครับอันเนื่องมาจากปัญหาเศรษฐกิจ สังคม ของสังคมไทยมีความรุนแรงมากขึ้น ตั้งแต่เรื่องของปัญหาภัยแล้งก็ดีที่เกิดจาก กลุ่มธุรกิจ เจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมืองได้ตัดไม้ทําลายป์าตลอด ๕๐ ป้ที่ผ่านมา ปัญหาคุณภาพของนักเรียน นักศึกษาของไทยที่เกิดจากการทุจริตในกระทรวงศึกษาธิการ

รวมทั้งปัญหาความยากจนของคนไทยส่วนใหญ่ที่เกิดจากหน่วยงานของภาครัฐ หลายหน่วยงาน ด้วยเหตุนี้ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปัองกันและปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบจึงได้ทํารายงานนําเสนอเรื่อง การปัองกันและปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบ หลักคิดที่สําคัญของการร่างเอกสารฉบับนี้ก็คือประการแรกเราต้อง หลีกเลี่ยงที่จะไม่ใช้องค์กรใดองค์กรหนึ่งหรือเพียงองค์กรเดียวในการที่จะเข้าไปจัดการกับ ปัญหาการทุจริต หลักคิดประการที่ ๒ ก็คือการต่อต้าน หรือการควบคุมการทุจริต หรือการคอร์รัปชัน ต้องใช้ความคิดที่หลากหลายไม่ใช่ความคิดใดความคิดหนึ่งเช่นความคิด เฉพาะด้านกฎหมาย เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นว่าคณะกรรมการที่ทํางานด้านของการต่อต้าน การทุจริตจึงควรจะประกอบด้วยบุคลากรที่มาจากหลากหลายสาขาวิชาชีพ ทั้งนักกฎหมาย นักการเงิน นักบัญชี นักบริหารราชการแผ่นดิน เปึนต้น รวมทั้งองค์ประกอบของ คณะกรรมการสรรหาก็ไม่ควรจะมาจากผู้ประกอบวิชาชีพใดวิชาชีพหนึ่ง แต่ควรจะใช้ กรรมการสรรหาที่มาจากผู้ชํานาญการหลายสาขาวิชาชีพ ประการที่ ๓ การที่จะเอาชนะ ปัญหาคอร์รัปชันต้องใช้องค์กรที่ทําหน้าที่ในการตรวจสอบควบคุมการทุจริตหลายองค์กร ทํางานในลักษณะที่เปึนบูรณาการ ประการที่ ๔ ก็คือการที่ควรจะเก็บรับบทเรียนที่ดี ของต่างประเทศที่สามารถควบคุมการคอร์รัปชันอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เอามาปรับใช้กับสังคมไทย และประการที่ ๕ องค์กรที่จะทําหน้าที่ตรวจสอบแล้วก็ควบคุม การคอร์รัปชันจะต้องอยู่บนหลักการของการทํางาน ก็คือ ประการแรกต้องมีความโปร่งใส แล้วก็มีระบบที่ประชาชนสามารถจะเข้าถึงข่าวสารข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างทันกาล เพื่อให้รู้ว่า คดีนี้องค์กรที่รับคดีไปแล้วได้ดําเนินการอย่างไร ขั้นตอนไปถึงไหน และคาดว่าจะยุติลงได้ เมื่อไร ประการที่ ๓ ต้องสนใจที่จะเอาวัฒนธรรมของไทยมาเปึนส่วนหนึ่งในการรณรงค์ต่อสู้ กับการทุจริตด้วยการส่งเสริมเรื่องของคุณค่าความสุจริตให้เปึนคุณค่าที่สําคัญสําหรับคนไทย และควรจะเริ่มต้นตั้งแต่ในระดับครอบครัวซึ่งจะต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตต่อกัน จนกระทั่ง ไปถึงกลุ่มนักเรียน นักศึกษา แล้วก็ประชาชนทั่วไป ประการที่ ๔ องค์กรที่ทําหน้าที่ ตรวจสอบการทุจริต นอกจากโปร่งใสแล้วจะต้องมีความเปึนอิสระ และไม่ถูกแทรกแซง จากอํานาจทางการเมือง หรืออิทธิพลใด ๆ ไม่ว่าจะเปึน ป.ป.ช. ป.ป.ท. สตง. ตํารวจ อัยการ ศาล และ ปปง. ผมคิดว่าในเอกสารรายงานได้แสดงให้เห็นว่าจุดอ่อนบางประการ ของพระราชบัญญัติ ป.ป.ช. ที่เปึนอยู่ในขณะนี้ ซึ่งเปึนองค์กรที่ประชาชนให้ความหวัง

มากที่สุด ก็คือใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ไม่ได้มีการแยกอํานาจระหว่างฝ์ายของคณะกรรมการ ซึ่งเปึนผู้ที่กําหนดนโยบายและมีอํานาจในการวินิจฉัยแยกออกจากสํานักงาน ด้วยเหตุนี้ กรรมการ ป.ป.ช. จึงต้องลงไปทํางานดูแลเรื่องของการแต่งตั้ง โยกย้าย ดูแลเรื่องของ งบประมาณ แล้วก็ไปเปึนประธานอนุกรรมการทุกคณะ ซึ่งก็ทําให้ผลงานของ ป.ป.ช. ที่ออกมาไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างเพียงพอ เนื่องจากว่ายังมีจํานวนคดี คั่งค้างกว่าหมื่นคดีอยู่ใน ป.ป.ช.

เพราะฉะนั้นในข้อเสนอของเราก็เห็นว่าควรที่จะทําให้องค์กรที่ทําหน้าที่ตรวจสอบ ไม่ใช่ แต่เพียง ป.ป.ช. นะครับ องค์กรต่าง ๆ ควรจะยึดหลักธรรมาภิบาลก็คือแยกอํานาจระหว่าง ฝ์ายคณะกรรมการกับฝ์ายบริหารออกจากกัน ให้ฝ์ายบริหารทํา งานประจําวัน แล้วก็ให้ กรรมการเปึนผู้ที่มีอํานาจในการวินิจฉัย ป.ป.ช. ไม่ควรจะเปึนอํานาจกึ่งตุลาการ แต่ควร จะเปึนองค์กรที่ทําหน้าที่รวบรวม สืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อส่งให้อัยการและศาล ในการดําเนินคดีต่อไป นอกจากนี้จุดอ่อนของระบบการตรวจสอบของประเทศไทย ก็คือการที่มี การตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมานี้นะครับ ซึ่งคณะอนุกรรมการเหล่านี้ไม่มีการเป่ดเผยที่มาที่ไป ว่าเปึนใคร ไม่ต้องรายงานทรัพย์สินของตัวเอง เพราะฉะนั้นอาจจะเปึนไปได้ว่าการแต่งตั้ง อนุกรรมการบางท่านเข้ามานี้อาจจะมีความขัดแย้งในเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนเกิดขึ้นได้ รวมทั้งคดีความต่าง ๆ ที่หมดอายุนะครับ ก็เปึนเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจว่า จะทําอย่างไรให้องค์กรที่ทําหน้าที่ตรวจสอบสามารถทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่สําคัญที่เราเห็นก็คือเรื่องคุณภาพของเจ้าหน้าที่ในองค์กรตรวจสอบที่ควรจะต้อง ให้ความสําคัญมากเปึนพิเศษในการฝ๊กอบรมและพัฒนาบุคลากรเหล่านี้นะครับ ในเอกสาร ได้แสดงให้เห็นว่าในการต่อต้านคอร์รัปชันในภาครัฐนี้หน่วยงานต่าง ๆ สมควรได้รับ การปรับปรุงเหมือนกัน ตั้งแต่ กกต. ป.ป.ช. ป.ป.ท. สตง. ผู้ตรวจการแผ่นดิน แล้วก็ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาตินะครับ ในรายงานของเรานี้ให้การสนับสนุนให้ สตง. เปึนหน่วยงานที่จะทํางานกับศาลคดีวินัยการคลังและงบประมาณ เพื่อเปึนช่องทางในการเรียกรับ ในการที่จะฟัองร้องเรียกเงินของแผ่นดินคืน ในขณะเดียวกันในส่วนของคดีอาญา ก็ส่งไปที่ศาลคดีทุจริต ซึ่งเราเห็นว่าน่าจะเปึนประโยชน์นะครับ จะทําให้คดีความต่าง ๆ ของ ป.ป.ช. ที่ได้มีการพิจารณาเสร็จเรียบร้อยแล้วนี้สามารถที่จะขึ้นสู่ศาลคดีทุจริต ซึ่งจะเปึนศาล ที่ประกอบด้วยผู้พิพากษาที่ได้ผ่านการฝ๊กฝน อบรม ให้มีความรู้ในเรื่องของการทุจริต นอกจากนี้เราก็ให้ข้อสังเกตว่าหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ทั้งตํารวจ อัยการ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ศูนย์ดํารงธรรมของกระทรวงมหาดไทย สํานักงาน ก.พ.ร. และคณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรมก็ควรจะได้รับการส่งเสริมในเรื่องของการมี ธรรมาภิบาลภายในองค์กรให้มากขึ้น สุดท้ายองค์กรภาคประชาสังคม จะเปึนองค์กรที่มี ความสําคัญที่สุดในระยะยาวในการที่จะให้การสนับสนุนรัฐบาลและองค์กรภาครัฐในการที่จะ เอาชนะปัญหาคอร์รัปชันของประเทศไทยนอกเหนือจากการที่เราต้องทํางานร่วมกับ

องค์การระหว่างประเทศนี่นะครับ สนช. นี้ได้มีการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ. ของ ป.ป.ช. ไปแล้ว ได้นําเอาข้อความของอนุสัญญาของ องค์การสหประชาชาติส่วนหนึ่งบรรจุไว้ใน พ.ร.บ. ป.ป.ช. ฉบับที่เพิ่งออกมา แต่ว่าก็ยังไม่พอเพียงครับ ในอนุกรรมาธิการที่จะปรับปรุง พ.ร.บ. ป.ป.ช. นี้ของ สปช. ได้ดึงเอาอนุสัญญาทั้งหมดขององค์การระหว่างประเทศนี้มาบรรจุไว้ใน พ.ร.บ. ฉบับใหม่ของ ป.ป.ช. ซึ่งจะเปึนผลดีกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่จะมีการตั้งศูนย์ที่จะต่อสู้ กับการทุจริตเกิดขึ้นในทุกหน่วยงานของภาครัฐนี้นะครับ

แล้วก็สุดท้ายเรำคิดว่านอกเหนือจากการปัองกันแล ะการปราบปรามก็เปึนเรื่องที่มี ความสําคัญ แต่เนื่องจากข้อจํากัดเวลาของคณะกรรมาธิการแล้วก็ของ สปช. เราก็คิดว่า กฎหมายบางอันที่ควรจะให้ผู้ที่เข้ามารับงานต่อไปได้ผลักดัน ไม่ว่าจะเปึนพระราชบัญญัติ การจ่ายเงินรางวัลให้แก่ผู้แจ้งเบาะแส การกระทําความผิดตามกฎหมาย หรือว่า พ.ร.บ. ที่เกี่ยวกับการให้รางวัลและการให้สินบนตามอนุสัญญาขององค์การสหประชาชาติก็สมควร ที่จะได้รับการผลักดันต่อไป รวมทั้งพระราชบัญญัติปัองกันและปราบปรามการทุจริต ในการเลือกตั้ง ซึ่งในปัจจุบันการซื้อสิทธิขายเสียงไม่ใช่ไปซื้อสิทธิขายเสียงกันตอนที่จะมี การเลือกตั้ง แต่ว่าเปึนการซื้อกันตลอด ๔ ป้ก่อนเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นการปรับตัวของ กฎหมายต่าง ๆ ก็จะต้องมีความทันกาล ขอบพระคุณครับ

นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกครับ ในการต่อสู้กับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน การปัองกัน เปึนยุทธศาสตร์หนึ่งที่สําคัญนะครับ และในบรรดาการปัองกันที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ การทําให้ทุกอย่างโปร่งใส ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและดูแลผลประโยชน์ ของส่วนรวมครับ พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสาร ของทางราชการได้ใช้มาตั้งแต่ป้ ๒๕๔๐ ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปัองกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ได้เห็นว่าควรจะมีการปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับสาธารณชน เพื่อเปึนกลไกหนึ่งในการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันนะครับ ขณะเดียวกันคณะทํางาน ของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองก็เห็นความจําเปึนของการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการตรวจสอบอํานาจรัฐ ส่วนคณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยี สารสนเทศก็เห็นว่าถึงเวลาที่จะต้องปรับปรุงกฎหมายนี้เพื่อให้ประชาชนรวมทั้งสื่อมวลชน สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะได้ง่ายขึ้น เพื่อประโยชน์ของสังคมโดยส่วนรวม อันนี้ก็เลยเปึนที่มาของการร่วมมือกันของ ๓ คณะกรรมาธิการ ภายใต้คณะอนุกรรมาธิการ พิจารณาแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ ครับ ในการศึกษาเรื่องนี้เราได้ต่อยอดจากงานที่ได้มีการศึกษามาก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเปึนงานของ ท่านอาจารย์เธียรชัย ณ นคร จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช งานของทีดีอาร์ไอ (TDRI) แล้วก็ได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนหน่วยงานภาครัฐมาให้ข้อมูล อาทิเช่นตัวแทน

จากสํานักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการหรือ สขร. สํานักงานรัฐบาล อิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) สํานักงานข่าวกรองแห่งชาติ และกระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร ยุทธศาสตร์ในการปัองกันที่สําคัญอย่างหนึ่งที่เราเห็นพ้องกัน ก็คือว่าการสร้างเสริมระบบธรรมาภิบาลโดยการสร้างมิติทางการ บริหารที่โปร่งใสและ ให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้โดยใช้แนวทางรัฐบาลเป่ดเผยหรือโอเพน กัฟเวิร์นเมนต์ (Open government) หรือว่าโอเพน ดาตา (Open data) เหตุผลที่เราคิดว่าจะต้องมีการปฏิรูป ในเรื่องสิทธิในการรับรู้และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะนี้ก็คือว่ากฎหมายนี้ ใช้บังคับมาตั้งแต่ป้ ๒๕๔๐ ยังมีปัญหาและอุปสรรคในการบังคับใช้ ในการทําให้ประชาชนได้รับ การคุ้มครองสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างแท้จริง และเหตุผลหนึ่งที่เห็นว่าควรจะมี การปรับแก้ด้วยก็คือว่าเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป เทคโนโลยีที่พัฒนา ไปอย่างรวดเร็ว แล้วก็เพื่อคุ้มครองสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชน เราจึงเห็นควรปรับปรุงกฎหมายนี้ชนิดที่เรียกว่ายกเครื่องใหม่นะครับ

ถ้าท่านสังเกตดี ๆ นะครับ ในโปสเตอร์ (Poster) ที่ปรากฏในหน้าจอก็จะเห็นถึงสาระสําคัญ ของ พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการที่มีการบังคับใช้อยู่ว่าสาระสําคัญหลัก ๆ มีอะไรบ้าง อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาก็ยังมีจุดโหว่ ยังมีเรื่องที่ควรจะปรับปรุงอยู่จํานวนมาก เราก็ได้ มีการพูดคุยกันแล้วก็เห็นว่าการแก้ไขปรับปรุงนี้มีความสําคัญต่อกา รสร้างความโปร่งใส ในการบริหารราชการแผ่นดิน แล้วก็เปึนหลักประกันให้กับประชาชนในการคุ้มครองสิทธิ ในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอันจําเปึนนะครับ รวมทั้งแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ในด้านกฎหมายที่จะต้องมีการปฏิรูป ในเรื่องสําคัญเรื่องหนึ่งก็คือว่าเดิมกฎหมายเรียกว่า พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ เราเห็นว่าที่ควรจะเปลี่ยนไป ประการแรกก็คือว่าควรจะ เปึนเรื่องของ พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ เพราะว่าสิ่งที่จะต้องมีการเป่ดเผย ให้สาธารณชน ให้กับประชาชนโดยทั่วไปได้รับรู้ รับทราบก็คือเรื่องราวข้อมูลข่าวสาร สาธารณะทั้งหลาย ไม่ใช่เฉพาะในความครอบครองของราชการเท่านั้น แต่ว่าข้อมูลที่อยู่ ในความครอบครองของเอกชน หรือว่าผู้ที่ได้รับสัมปทาน ผู้ที่ใช้จ่ายเงินของแผ่นดิน ก็ควรจะต้องมีการเป่ดเผยด้วย ในแง่กรอบหลักการสําคัญ ๆ หรือสาระสําคัญของกฎหมาย ฉบับนี้ ก็คือว่าจะต้องมีการคุ้มครองสิทธิของประชาชนโดยการกําหนดให้หน่วยงานของรัฐ มีหน้าที่ต้องเป่ดเผยข้อมูลภายใต้หลักการเป่ดเผยเปึนหลัก ปกป่ดเปึนรอง และกําหนด ช่องทาง กําหนดหน้าที่รับผิดชอบ กําหนดรูปแบบที่ชัดเจน ลดภาระการเป่ดข้อมูลที่ต้อง ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เน้นให้ทุกหน่วยงานต้องเป่ดเผยข้อมูลผ่านระบบสารสนเทศ มีการจัดเก็บข้อมูลเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ มีการขยายขอบเขตการบังคับใช้กฎหมาย โดยการขยายขอบเขตการบังคับใช้กฎหมายจากเดิมเพียงข้อมูลข่าวสารของราชการ ให้เปึนข้อมูลข่าวสารสาธารณะ ไม่ว่าข้อมูลข่าวสารเช่ นว่านั้นอยู่ในหน่วยงานใด หากเปึนข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับเงินงบประมาณแผ่นดิน การใช้สิทธิหน้าที่ของ หน่วยงานรัฐ หรือกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน ชุมชน ท้องถิ่น หรือประโยชน์สาธารณะ จะต้องเป่ดเผยเปึนพื้นฐาน นอกจากนั้นจะต้องมีการปรับปรุงประสิทธิภาพ การดําเนินงานโดยการกําหนดให้ทุกหน่วยงานจัดทําช่องทางกําหนดรูปแบบการเป่ดเผย ข้อมูลข่าวสารสาธารณะที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็วทันต่อ สถานการณ์และถูกต้อง และมีการกําหนดอํานาจหน้าที่โดยการกําหนดหน้าที่ของหน่วยงาน

ทุกแห่งภายใต้กฎหมายนี้ให้มีหน้าที่จะต้องเป่ดเผยข้อมูลข่าวสารสาธารณะ ทั้งที่ต้อง ประกาศผ่านราชกิจจานุเบกษา หรือว่าต้องประกาศผ่านทางหน้าเว บไซต์ (Web site) ของหน่วยงาน รวมทั้งการกําหนดจุดให้บริการแก่ประชาชน โดยมีการกําหนดกระบวนการ ขั้นตอน และระยะเวลาที่ชัดเจน อีกประการหนึ่งก็คือว่าต้องมีการเพิ่มศักยภาพในการทํางาน ขององค์กร โดยการจัดองคาพยพใหม่ให้สํานักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ ซึ่งจะเปลี่ยนไปเปึนสํานักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารสาธารณะนี้นะครับ มีประธานผู้ตรวจการแผ่นดินเปึนประธาน แล้วก็องค์ประกอบของกรรมการมีราชการลดลง ที่สําคัญก็มีเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา มีเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ นอกจากนั้นก็ให้เปึนผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่าง ๆ นอกจากนี้ก็จะต้องมีการขับเคลื่อน ดําเนินการตามอํานาจหน้าที่ที่กฎหมายกําหนดอย่างชัดเจน ให้ครบถ้วน ถูกต้อง เพื่อถ่วงดุล แล้วก็สร้างระบ บการตรวจสอบการทํางานของหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นใหม่ด้วยนะครับ ที่ผ่านมาเราคิดว่าปัญหาอุปสรรคก็คือว่าสํานักงานแห่งนี้ซึ่งทําหน้าที่ในเรื่องการส่งเสริม การเป่ดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการ ในช่วงระยะแรกของการก่อตั้งได้รับการสนับสนุนจาก ทางฝ์ายการเมืองแล้วก็ผู้กํากับดู แล

แล้วการทํางานก็เรียกว่ามีประสิทธิภาพ แต่หลังจากนั้นมาก็อาจจะไม่ได้รับการใส่ใจ เท่าที่ควร งบประมาณก็ถูกตัดถูกลดลง เราคิดว่าโดยภารกิจของสํานักงานแห่งนี้น่าจะ สอดคล้องกับสํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ก็เลยคิดว่าควรจะให้ไปเปึนภารกิจหนึ่งของ สํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดินนะครับ นั่นก็เปึนเรื่องของ พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ ซึ่งทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปัองกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบเห็นว่า ตรงนี้จะช่วยสร้างความโปร่งใสในสังคมไทยแล้วก็ช่วยแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันนะครับ ในขณะที่ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองก็คิดว่าตรงนี้จะเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของ ประชาชนในการตรวจสอบอํานาจรัฐ ขณะที่ทางด้านสื่อเองก็ถือว่าจะทําให้เปึนการส่งเสริม สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารแล้วก็การรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน สําหรับ ร่างพระราชบัญญัติการโฆษณาประชาสัมพันธ์ของภาครัฐ พ.ศ. .... ซึ่งเปึน ร่างพระราชบัญญัติอีกร่างหนึ่งที่ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปัองกันและปราบปราม การทุจริตและประพฤติมิชอบร่วมมือกับคณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชน และเทคโนโลยีสารสนเทศ วันนี้เราก็ได้นําเสนอต่อที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติได้โปรด พิจารณาด้วยนะครับ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ มีวาระปฏิรูป ที่ ๓๔ เรื่องการปัองกันกา รแทรกแซงสื่อ ซึ่งการแทรกแซงสื่อนี่ก็มีทั้ง จากรัฐและทุน การแทรกแซงโดยใช้โฆษณาประชาสัมพันธ์ภาครัฐก็เปึนเรื่องหนึ่ง ในขณะที่ ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปัองกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ก็เห็นว่าที่ผ่านมาเรื่องของการโฆษณาประชาสัมพันธ์ภาครัฐมีการทุจริต มีการรั่วไหล เปึนจํานวนมาก งบประมาณที่มีอยู่ป้หนึ่งประมาณ ๘,๐๐๐ ล้านบาท รวมทั้งงบประมาณ ในการจัดอีเวน ต์ (Event) อีกประมาณป้ละ ๘,๐๐๐ ล้านบาทเช่นกันนี่ถูกเบียดบัง ถูกหาผลประโยชน์ไปเปึนจํานวนมาก บางคนบอกว่าในการทําโฆษณาให้กับรัฐนี่จะต้อง มีการจ่ายคิกแบก (Kickback) ให้กับนักการเมือง บางที ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ บางงานนี่จะต้องถึงกับ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เราลองนึกดูว่างบประมาณของแผ่นดิน ๑๐๐ บาท เนื้องานจริง ๆ อาจจะมีอยู่แค่ ๓๐ บาท ๕๐ บาท แต่ว่าที่เหลือนี่ถูกเบียดบังไปเพื่อ ผลประโยชน์ของฝ์ายการเมืองหรือว่าผู้ที่มี อํานาจทั้งหลาย ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูป การปัองกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะช่วย แก้ไขปัญหาการเบียดบังผลประโยชน์ของรัฐตรงนี้ไปได้ด้วย สภาพปัญหาอีกอย่างก็คือว่า

นอกจากจะมีการเบียดบังในเรื่องของเงินงบประมาณแผ่นดินตรงนี้ไปแล้ว มีการใช้ งบประมาณส่วนนี้ไปแทรกแซงสื่อ อีกอย่างหนึ่งก็คือว่ามีการนําโฆษณาเหล่านี้ไปโฆษณา ตัวบุคคล ไปโฆษณาพรรคการเมือง ไปโฆษณาพวกพ้อง เราคงเห็นปัายโฆษณาใหญ่ ๆ ตามทางด่วน หรือแม้กระทั่งโฆษณาตามโทรทัศน์ที่มีหน้าของนักการเมืองเรียกว่าเกือบจะ เต็มจอ หรือมีเนื้อหาสาระที่เกี่ยวกับงานเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง แต่ว่าเนื้อหาส่วนใหญ่ หรือสิ่งที่นําเสนอออกไปส่วนใหญ่เปึนเรื่องของการไปส่งเสริมภาพลักษณ์ หรือส่งเสริม ความนิยมให้กับนักการเมือง ให้กับข้าราชการระดับสู ง อันนี้เปึนปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วง ที่ผ่านมา ในการศึกษาเรื่องนี้เราก็เริ่มต้นมาจากการที่เดิมองค์กรวิชาชีพสื่อ ๔ องค์กรด้วยกัน แล้วก็องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันประเทศไทยได้เรียกร้องให้มีการตรากฎหมายนี้ออกมา เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น จากนั้นเมื่อเรามีคณะอนุกรรมาธิการ คณะอนุกรรมาธิการ เราก็ได้ศึกษาโดยเชิญผู้ที่เกี่ยวข้อง แล้วก็เชิญผู้ทรงคุณวุฒิต่าง ๆ มาร่วมให้ข้อคิดเห็น

ผมขออนุญาตยกตัวอย่างเรามีตัวแทนจากสถาบันวิจัยเพื่อ การพัฒนาประเทศไทยหรือว่า ทีดีอาร์ไอมาให้ข้อคิดเห็น ให้ข้อมูล มีผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินมาให้ข้อมูล มีตัวแทนจาก สํานักมาตรฐานการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มีตัวแทนจากสํานักงานคณะกรรมการปัองกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มีตัวแทนจากสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สภาวิชาชีพ ข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศ ไทยมาให้ข้อมูล แล้วเราก็คุยกันมีข้อเสนอซึ่งเปึนแนวทางในการแก้ไขปัญหานี้ด้วยการเสนอว่าเนื่องจาก ปัญหานี้เปึนปัญหาที่รุนแรง มีการใช้เงินโฆษณาประชาสัมพันธ์ภาครัฐ เน้นโฆษณา ประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ส่วนตัวของนักการเมือง รัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการ มากกว่าข้อมูลข่าวสารที่จะเปึนประ โยชน์ต่อการรับรู้ของประชาชน และยังมีการรั่วไหล มีการทุจริต มีการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากเงินส่วนนี้ ที่สําคัญมีการนําเม็ดเงิน โฆษณาประชาสัมพันธ์ไปครอบงํา ไปแทรกแซง ส่งผลต่อความเปึนอิสระในการทําหน้าที่ ของสื่อ เราพบปัญหานี้แล้วเราก็เสนอว่าควรจะต้องมีมาตรการใ นการแก้ไข จะต้องมีการ กําหนดมาตรการ กระบวนการ และกลไก เพื่อที่จะกลั่นกรองการใช้งบประมาณ โฆษณาประชาสัมพันธ์ขอ งภาครัฐ ไม่ว่าจะเปึนกระทรวง ทบวง กรม จังหวัด องค์การมหาชน รัฐวิสาหกิจ หรือว่าหน่วยงานรูปแบบพิเศษใด ๆ ก็ตาม กําหนดให้ต้องมีการ จัดทําแผนงาน มีการประมาณการงบประมาณที่ชัดเจนแล้วก็มอบหมายให้คณะกรรมการ กํากับดูแลการโฆษณาประชาสัมพันธ์ภาครัฐและสํานักงบประมาณได้ทําหน้าที่วิเคราะห์ ข้อเสนอและแผนงานของหน่วยงานต่าง ๆ ในลักษณะที่เรียกว่าประเมินกันก่อนว่ามีเหตุผล มีความสมเหตุสมผลที่จะใช้งบประมาณส่วนนี้ เนื่องจากว่าที่ผ่านมาการใช้งบบางครั้งตั้งเปึน โครงการแทรกเข้าไปในโครงการซ่อนเอาไว้อยู่ หรือมีการโยกงบมาใช้ในส่วนนี้แล้วเหตุผล ความจําเปึนในการใช้ไม่ชัดเจน เราคิดว่าควรจะมีแผนงานมีโครงการแล้วก็มีการตรวจสอบ กลั่นกรองให้ดีเสียก่อน เราเห็นว่าควรจะกําหนดและพัฒนาระบบให้มีการเป่ดเผยข้อมู ล การใช้จ่ายงบประมาณในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ของภาครัฐนี้ เราคิดว่าการใช้เงินใช้ทอง ของภาครัฐ ใช้เงินใช้ทองแผ่นดินประชาชนควรจะมีสิทธิรับรู้ ควรจะมีการเป่ดเผยข้อมูล เหล่านี้ให้ประชาชนได้ช่วยกันเปึนหูเปึนตาได้ช่วยกันตรวจสอบ มีข้อเสนอว่าควรจะกําหนด มาตรการหรือว่าข้อห้ามการใช้เงินงบประมาณหรือเงินแผ่นดินในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ที่มีเนื้อหาสาระที่เปึนนัยสําคัญนําไปสู่การเอื้อประโยชน์แก่บุคคลที่เปึนนักการเมืองหรือผู้นํา

ผู้บริหารในหน่วยงานภาครัฐ อันนี้ในต่างประเทศเขาก็มีการห้ามกัน บางประเทศกําหนดเปึน กฎหมาย บางประเทศก็ถือว่าเปึนจริยธรรมของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง มีการห้ามที่จะ ใช้โฆษณาเหล่านี้มาโฆษณาตัวเอง นอกจากนั้นเราก็คิดว่ามาตรการต่าง ๆ รวมทั้งกลไก การกลั่นกรองควรจะมีการกําหนดเปึนกฎกติกาและแนวทางในการปฏิบัติให้ชัดเจน เพื่อความสุจริตและโปร่งใส่ เรายังเห็นว่าควรจะมีการพัฒนาศักยภาพให้กับบุคลากรของ สตง. ในการตรวจสอบการใช้เงินส่วนนี้ในลักษณะที่เปึนโพสต์ ออดิต (Post audit) ด้วยนะครับ และให้มีการเอาผิดกับผู้ที่ทุจริตคอร์รัปชันในเรื่องของการโฆษณาประชาสัมพันธ์ นอกจากนั้นกระตุ้นให้องค์การพัฒ นาภาคเอกชน องค์กรคุ้มครองผู้บริโภค หรือภาคประชาชนตื่นตัวเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบมากขึ้น ในการตรากฎหมายนี้ เราก็เห็นว่าควรจะมีคณะกรรมการระดับชาติขึ้นมาคณะหนึ่ง ตัวแทนก็จะประกอบด้วย ตัวแทนจากภาครัฐ ๓ ท่าน คือ ผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ มีอธิบดีกรมบัญชีกลาง และอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ที่เหลือเปึนผู้ทรงคุณวุฒิอีก ๖ คน

ทั้ง ๙ ท่านนี้ก็จะต้องมาประเมินในเรื่องเหตุผลความจําเปึนแล้วก็โครงการของ การโฆษณาประชาสัมพันธ์ พิจารณาประเมินความเหมาะสมของโครงการ แผนงาน กําหนดนโยบาย ระเบียบ และแนวทางปฏิบัติในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ กําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ภาครัฐ ติดตาม แล้วก็ประเมินผลการโฆษณาประชาสัมพันธ์ภาครัฐ ข้อเสนอที่เราเสนอมานี้เราก็หวังว่า จะทําให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะ เกิดความสุจริต โปร่งใส เปึนธรรม แล้วก็เกิดความคุ้มค่า ในการใช้จ่ายงบประมาณของแผ่นดิน อีกทั้งไม่ถูกนําไปใช้ในลักษณะที่เปึนการแทรกแซงสื่อ ขอบคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

เชิญ พลอากาศเอก วีรวิทครับ

พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ กระผม พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ อนุกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมาย เพื่อปัองกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ในคณะกรรมาธิการปฏิรูป การปัองกันและปราบปรามการทุจรติและประพฤติมิชอบ สภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอรายงาน สรุปผลการพิจารณาจัดทําร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่าง ประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. .... สําหรับที่มาของกฎหมายฉบับนี้ ผมอยากกราบเรียนว่าเปึนสิ่งที่ทั่วโลกเขาเริ่มมีความตื่นตัว แล้วก็มีความปรารถนา ที่จะขจัดคอร์รัปชัน สิ่งสําคัญก็คือว่าความร่วมมือกันระหว่างประเทศ ในขณะที่จะดําเนินการ ปราบปรามคอร์รัปชันในสิ่งที่เห็นว่าเปึนปัจจัยที่เสี่ยงต่อการทุจริตมากที่สุด จากการจัดอันดับดรรชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันจากองค์กรเพื่อความโปร่งใสหรือ ทรานสแพเรนซี อินเตอร์เนชันแนล (Transparency International) ปรากฏว่าประเทศไทยเรา ได้รับการประเมินในเกณฑ์ต่ํามาตลอด โดยเฉลี่ยจะประมาณ ๓๕-๓๘ ในอดีตนั้น เปึนการประเมินจากคะแนนเต็ม ๑๐ คะแนน แต่ในปัจจุบันนั้นเปึนการประเมินจากคะแนน ๑๐๐ คะแนน เราได้เพียง ๓๘ คะแนน และเปึนอันดับประมาณ ๘๐ เศษจาก ๑๗๘ ประเทศ ถ้าเรามองดูวัตถุประสงค์ของทีไอ (TI) หรือทรานสแพเรนซี อินเตอร์เนชั นแนล ในการประเมินนั้นเขาจะเน้นสิ่งสําคัญก็คือการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคล และประโยชน์ส่วนรวมของเจ้าหน้าที่ของรัฐเปึนสําคัญ ซึ่งประเทศไทยเราเองเราไม่ได้ให้

ความสนใจตรงนี้ออกมาเปึนบทบัญญัติที่แน่นอน แต่เรื่องนี้ความจริงตั้งแต่เราลงนาม ในข้อตกลงเมื่อป้ ๒๕๔๖ เราก็มีการศึกษาแล้วเรามีการจัดทํากฎหมายต่าง ๆ มากมาย จนกระทั่งในป้ ๒๕๕๐ รัฐบาลของ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้เล็งเห็นความสําคัญของเรื่อง การขัดกันแห่งผลประโยชน์ที่ผมได้เรียนให้ทราบแล้ว จึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วย ความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยในครั้งนั้นได้ให้เหตุผลว่าเนื่องจากหลักการประการ สําคัญ ในการบริหารราชการแผ่นดินจะต้องเปึนไปด้วยความโปร่งใส เกิดประโยชน์สูงสุด ต่อประชาชน รวมทั้งต้องปราศจากความเคลือบแคลงสงสัยในความซื่อสัตย์สุจริต ในการบริหารราชการแผ่นดิน อันเนื่องมาจากการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคล ของเจ้าหน้าที่ของรัฐและประโยชน์ส่วนร วม แต่โดยที่บทบัญญัติของกฎหมายปัจจุบัน ไม่มีความชัดเจน และครอบคลุมการปัองกันและแก้ไขการกระทําลักษณะดังกล่าว ที่เปึนการขัดกันระหว่า งประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ ส่วนรวม สมควรกําหนด หลักเกณฑ์ให้ชัดเจน และมีมาตรการในการปัองกันการกระทํา ดังนั้นเพื่อให้เกิด มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตลอดจนมีการเสริมสร้างธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นในภาครัฐอย่างมั่นคง กฎหมายฉบับนี้ได้รับการพิจารณาแล้วผ่านมติเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ป้ ๒๕๔๙ ไปเมื่อประมาณเดือนตุลาคม ๒๕๕๐ แต่หลังจากนั้นมีสมาชิกกลุ่มหนึ่งได้ยื่นต่อ ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้พิจาร ณาสาระในบางประการ ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาว่า ยังไม่ได้พิจารณาเรื่องสาระแต่พิจารณาเรื่องกระบวนการ ก็เลยทําให้กฎหมาย ฉบับนี้ ไม่มีผลใช้บังคับ อย่างไรก็ดีเรื่องของกฎหมายประโยชน์ทับซ้อนนั้นเปึนสิ่งสําคัญที่เรา ให้สัญญา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ลงสัตยาบันในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วย การต่อต้านการทุจริต เมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๕๔ จึงเปึนหลักที่รัฐบาลทุกรัฐบาลจะต้อง ตรากฎหมาย

ผมขออนุญาตนํานโยบายของรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ได้มีการเสนอต่อรัฐสภา แห่งนี้เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ ซึ่งเปึนหลังจากที่ให้สัตยาบันแล้วนะครับ เธอได้กล่าวว่า ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเพื่อปัองกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบโดยขยาย การบังคับใช้บทบัญญัติในเรื่องการห้ามการกระทําที่เปึนการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ให้ครอบคลุมผู้ใช้อํานาจรัฐในตําแหน่งสําคัญและตําแหน่งระดับสูงอย่างทั่วถึง ความสําคัญ ของตรงนี้ครับก็คือการขัดกัน ระหว่างผลประโยชน์จะเกิดขึ้น และเกิดผลกระทบต่อ ประเทศชาติมากก็คือในเรื่องของผู้ใช้อํานาจรัฐในระดับสูงนะครับ ต่อมาในการแถลงนโยบาย ของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๗ ก็ได้กล่าวถึง กฎหมายฉบับนี้นะครับ โดยได้กล่าวไว้ว่าปรับปรุงและจัดให้มีกฎหมายเพื่อให้ครอบคลุม การปัองกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ และการมีผลประโยชน์ทับซ้อน ในภาครัฐทุกระดับ โดยถือว่าเรื่องนี้เปึนวาระเร่งด่วนแห่งชาติและต้องเปึนเรื่องที่แทรกอยู่กับ การปฏิรูปทุกด้าน นี่คือความเปึนมาของร่างกฎหมายฉบับนี้ที่ทําให้อนุกรรมาธิการ เพื่อปฏิรูปกฎหมายได้จับเรื่องนี้ขึ้นมา โดยเอาร่างที่ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่ให้ความเห็นชอบ ในการตราเปึนกฎหมายแล้วเปึนพื้นฐานที่มาศึกษา จากนี้เราก็ได้พิจารณาว่าสิ่งที่น่าจะ มีการปรับปรุงก็คือน่าจะนําสาระตรงนี้ ในร่างที่เกิดขึ้นนั้นคงจะต้องพิจารณาสิ่งที่ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการคอร์รัปชัน ค.ศ. ๒๐๐๓ ได้กําหนดไว้นะครับว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดนั้นคือข้อบัญญัติที่เราควรกําหนด และนอกจากนั้นก็ได้นําร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักไทย พุทธศักราช .... ที่มีการร่างโดยคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เปึนผู้ดําเนินการในสาระที่เกี่ยวข้องเข้ามาใส่ในร่างที่ท่านได้รับอยู่ในมือของท่าน สําหรับ หลักการของกฎหมายฉบับนี้ก็คือให้มีพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกัน ระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. .... ส่วนเหตุผลนั้นมี ๔ ประการครับ ประการแรกนั้น เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเปึนไปด้วยความโปร่งใสและปราศจากทุจริต ประการที่ ๒ ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้าน การทุจริต ค.ศ. ๒๐๐๓ จึงมีผลให้ประเทศไทยเปึนรัฐภาคีของอนุสัญญาตั้งแต่วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๔ จึงต้องอนุวัตการกฎหมายในบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ประการที่ ๓ กฎหมายปัจจุบันไม่มีความชัดเจนและครอบคลุมในการปัองกันและแก้ไขการกระทําที่เปึน ลักษณะของการขัดกันแห่งผลประโยชน์ระหว่างส่วนบุคคลกับส่วนรวม และประเด็นสุดท้ายก็คือ

เพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นในภาครัฐอย่างมั่นคงและยั่งยืน ในส่วนสาระนั้นมีทั้งหมด ๑๔ ประการนะครับ ประเด็นแรกนั้นก็คือห้ามผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ ของรัฐกระทําการใด ๆ อันเปึนการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม ประการที่ ๒ ปรับบทนิยามคําว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้สอดคล้องกับอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการต่อต้านคอร์รัปชันที่ผมได้กราบเรียนแล้วนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิยาม ของเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นจะสอดคล้องกับการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาที่เพิ่งผ่าน ความเห็นชอบจาก สนช. ไปแล้วนะครับ ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐจะหมายถึงผู้ใช้อํานาจรัฐ แต่เดิมนั้นมีความเห็นว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐคือผู้ที่ได้รับเงินเดือนจากรัฐ แต่ในนิยามใหม่นั้น จะเปึนผู้ใช้อํานาจรัฐ ไม่ว่าจะเปึนการถาวรหรือเปึนการชั่วคราว ไม่ว่าจะได้รับค่าตอบแทน หรือไม่ก็ตาม จะถือว่าเปึนเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งหมดนะครับ ประการที่ ๓ ปรับบทนิยามคําว่า ญาติ ให้สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่เดิมนั้นคําว่า ญาติ ค่อนข้างจะกว้างขวาง แต่เรามาให้สอดรับกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่คือมี ๓ ชั้นเท่านั้นเอง คือ บิดา ตัวเอง แล้วก็บุตร ประการที่ ๔ ห้ามผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐรับของขวัญและ ของที่ระลึก เงินหรือประโยชน์อื่นใดที่คํานวณเปึนเงินได้ สิ่งที่สําคัญเรื่องการรับเงินนั้น ชัดเจนครับ แต่เรื่องของประโยชน์อื่นใดที่คํานวณเปึนเงินได้นั้นกฎหมายฉบับนี้ได้เขียนไว้ ทั้งหมด ๑๑ ลักษณะ ซึ่งเปึนมาตรฐานสากลและลักษณะทั้ง ๑๑ ประการนั้นอยู่ใน พระราชบัญญัติพรรคการเมืองที่มีผลบังคับอยู่ในปัจจุบัน ประการที่ ๕ การขัดกัน แห่งผลประโยชน์เปึนความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่และกระบวนการยุติธรรม ซึ่งจะต้อง ดําเนินการตามประมวลกฎหมายอาญา ประการที่ ๖ การดําเนินการของคู่สมรสและบุตร และเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยอาศัยอํานาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐถือเปึนการกระทําของ เจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยนะครับ

ประการที่ ๗ กระทําการของญาติที่อาศัยตําแหน่งหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเจ้าหน้าที่ ของรัฐรู้เห็นเปึนใจและยินยอมด้วย ถือว่าเปึนการกระทําของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในข้อ ๖ กับ ข้อ ๗ นี้มีสาระที่แตกต่างกันก็คือถ้าเปึนคนในครอบครัว เจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องรับผิดชอบ โดยอัตโนมัติ แต่ถ้าเผื่อในกรณีเขาเปึนญาตินอกเหนือจากนั้นแล้วมาใช้อํานาจรัฐจะต้องมี การพิสูจน์ทราบว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐเปึนผู้ให้ความยินยอมในการใช้อํานาจตรงนั้น ประการที่ ๘ บุคคลใดที่ได้รับประโยชน์จากการกระทําของเจ้าหน้าที่ของรัฐ คู่สมรส บุตร และญาติ ถือว่าผู้นั้นเปึนคนที่มีส่วนร่วมสนับสนุนแล้วก็ผู้ใช้จ้างวานตามประมวลกฎหมายอาญา ในประเด็นที่ ๙ กําหนดให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทําการไต่สวนข้อเท็จจริงและวินิจฉัย ให้เสร็จภายใน ๑๘๐ วันนับตั้งแต่คณะกรรมการ ป.ป.ช. พบว่ามีมูลความผิด ประการที่ ๑๐ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่พ้นจากตําแหน่งหน้าที่ไม่เกิน ๒ ป้ จะดํารงตําแหน่งในภาคเอกชน ที่เกี่ยวข้องกับงานวิชาชีพโดยตรงหรือการปฏิบัติหน้าที่ที่ดูแลอยู่ในระหว่างรับราชการไม่ได้ ซึ่งอันนี้ถือว่าเปึนการขัดกันแห่งผลประโยชน์ในลักษณะหนึ่ง แล้วก็มีกฎหมายหลายฉบับ ที่ได้กําหนดไว้แล้วว่า ๒ ป้ อันนี้ก็มาบรรจุไว้ แต่สาระจะเปึนอย่างไรทาง สนช. ก็คงพิจารณา อีกครั้งหนึ่ง ข้อ ๑๑ การกําหนดหลักเกณฑ์ขอให้กรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนเพื่อระงับ การดําเนินการโครงการของรัฐ อันนี้หมายความว่าในกรณีที่ใช้อํานาจรัฐที่ทําให้เกิด โครงการใด ๆ ก็ตาม แล้วโครงการนั้นเปึนผลที่เกิดจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ผู้ร้อง สามารถที่จะให้ดําเนินการและกรรมการของ ป.ป.ช. ไต่สวนเพื่อดําเนินการให้สัญญานั้น เปึนโมฆะได้ซึ่งการเปึนโมฆะนั้นผลประโยชน์ที่ได้รับก็จะต้องคืนเปึนโมฆะหมด ในประเด็นที่ ๑๓ ให้กรรมการ ป.ป.ช. จัดทําข้อกําหนดคู่มือป ฏิบัติของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองหรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งมีอํานาจการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม และอันสุดท้ายก็คือให้มีการจัดตั้งสํานักงานใน คณะกรรมการปัองกันและปราบปรามการทุจริต เรื่องของการตั้งสํานักงานนั้นผมมีส่วนร่วม ในการที่พิจารณาตั้งแต่สมัยป้ ๒๕๔๙ ก็เรียนว่าคิดกันมาก แต่สิ่งสําคัญก็คือหน่วยงานอันนี้ เปึนหน่วยงานที่จะให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกคนว่าสิ่งใดที่จะเปึนการขัดกัน แห่งผลประโยชน์ สิ่งใดที่จะเปึนเรื่องของไม่ขัดกัน การเรียนรู้ตรงนี้คือสิ่งที่เราจะช่วยกันแก้ไข ปัญหาการทุจริต เพราะว่าที่ผ่านมานั้นเราอาจจะมีการกระทําใด ๆ ที่เรามีความรู้สึกว่า ไม่น่าจะผิดหรือทําจนคุ้นชิน แต่ลักษณะเหล่านั้นท่านลองอ่านดูใน ๑๑ ข้อ ในร่างกฎหมาย

ฉบับนี้ว่าบางครั้งเราไม่ทราบว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องของการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ผลที่ได้รับ จากร่างกฎหมายฉบับนี้ก็คือทําให้เจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นได้เรียนรู้และเข้าใจในเรื่องของ การใช้อํานาจที่ถูกต้องเพื่อความเปึนธรรม ซึ่งอันนี้เปึนหัวใจของเรื่องธรรมาภิบาล และสิ่งที่ผม อยากกราบเรียนอีกทีว่าถ้าเราสามารถจะผลักดันในเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ออกมา เปึนกฎหมายและมีบทบังคับให้เจ้าหน้าที่ของรัฐดําเนินการอย่างนี้ การประเมินค่าหรือ มุมมองจากสายตาต่างประเทศในการที่จะให้ความเชื่อถือศรัทธาและไว้วางใจคนไทยและ รัฐบาลไทยก็จะมีมากขึ้น ขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ทางคณะกรรมาธิการได้รายงานครบถ้วนแล้วนะครับ ผมจะขอเชิญท่านสมาชิกให้ความเห็น ท่านละไม่เกิน ๕ นาที ที่แสดงความจํานงไว้นะครับ มีคุณอลงกรณ์ พลบุตร พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ ดอกเตอร์วินัย ดะห์ลัน คุณเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง และคุณหาญณรงค์ เยาวเลิศ เชิญคุณอลงกรณ์ พลบุตร ครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ วันนี้เปึนรอบสุดท้ายสําหรับพิมพ์เขียวปฏิรู ป ที่สําคัญอย่างยิ่งก็คือการปัองกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งมีสาระ ค่อนข้างมากทั้งในส่วนของตัวรายงานแล้วก็ในส่วนของร่างกฎหมาย ผมมีเพียงคําถาม เพราะว่าในรอบแรกได้แสดงความเห็นไปแล้ว ประเด็นคําถามก็คือว่าการคอร์รัปชันเปึนโจทย์ สําคัญมากสําหรับการปฏิรูปประเทศครั้งนี้ จึงได้กําหนดไว้เปึนโจทย์และหน้าที่

ที่ต้องแก้ไขให้ได้ในรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้อยู่ปัจจุบัน การออกแบบทั้งกลไกแล้วก็ในส่วน ของโครงสร้างและระบบของการแก้ปัญหาการคอร์รัปชันนั้น ก็ดูประหนึ่งว่าได้ตอบโจทย์ เกือบทั้งหมดแล้ว เพียงแต่ว่าระยะเวลาในเรื่องของศาลชํานั ญพิเศษ ซึ่งในส่วนนี้ ดูประหนึ่งว่าจะยังไม่ได้ตอบในเรื่องของความรวดเร็วฉับไวในการที่จะปัองกันและ ปราบปรามการทุจริตและคอร์รัปชัน โดยที่จะต้องอนุ วัต ตามยูเอ็นซีเอซี แต่ว่าประเด็นดังกล่าวนั้นผมคิดว่าอยากได้ฟังคําชี้แจงเพิ่มเติมนะครับ เพราะท่านก็ได้ มีการชี้แจงประเ ด็นหนึ่งก็คือปัญหาการคอร์รัปชัน ก็คือความล่าช้าในเรื่องของ การปราบปราม ผมเคยเปึนประธานตรวจสอบทุจริตของรัฐสภา ๔-๕ ป้ ก็โดนไปเกือบ ๒๐ คดี ตรวจสอบคดีไหนเขาก็ฟัองว่าหมิ่นประมาท แต่มีคดีหลายคดีใช้เวลา ๑๐ กว่าป้ กว่าที่ ป.ป.ช. จะชี้มูล นี่แค่การชี้มูลใช้เวลาประมาณ ๑๔ ป้ ดังนั้นประเด็นที่เราเรียกร้อง ก็คือว่ากลไกที่จะแก้ปัญหานี้ได้ประการหนึ่งก็คือการต้องมีศาลชํานัญพิเศษในระบบไต่สวน และมีตัวกฎหมายวิธีพิจารณาคดีที่แตกต่าง ตอบโจทย์ได้ เพราะฉะนั้นการคอร์รัปชัน ไม่ว่าในวงการเมือง คอร์รัปชันในวงราชการนั้น และรวมทั้งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ก็จะเกิดความเกรงกลัวต่อการกระทําผิด ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าอยากฟังคําอธิบาย เพิ่มเติมในเรื่องของการคอร์รัปชันโอกาส อย่างที่เราทราบมันมี ๓ ประสานของ การคอร์รัปชัน มีนักการเมือง มีข้าราชการ มีนักธุรกิจ แต่การคอร์รัปชันที่เปึน ซอฟต์ คอร์รัปชัน (Soft corruption) ก็คือการชิงความได้เปรียบ เช่น การเข้ามาจัดตั้ง พรรคการเมือง สนับสนุนพรรคการเมือง จนอาจจะกล่าวได้ว่าพรรคการเมืองนั้น กลายเปึนบริษัทการเมืองไปแล้วในระยะหลัง เพราะต้องพึ่งทุน ทางการเมือง มันก็สมประโยชน์ด้วยกันทุกฝ์าย มีการคอร์รัปชันเชิงนโยบาย การจัดซื้อจัดจ้างป้หนึ่ง ทั้งภาครัฐ และการลงทุนรัฐวิสาหกิจป้หนึ่งประมาณ ๒ ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่าสูงมาก กฎหมายปัองกันการฮั้วจัดการแทบไม่ไ ด้เลย แต่ความได้เปรียบในการแข่งขันทางการค้า การผูกขาดทางธุรกิจ และนํามาสู่การผูกขาดทางการเมือง เราก็ได้เห็นประการหนึ่งว่า มันมีการคอร์รัปชันโอกาสครับ ข้าราชการระดับสูงก็ถูกจ้างไปเปึนที่ปรึกษาบ้าง ไปเปึนกรรมการบริษัทบ้าง บริษัทเหล่านั้นก็โตขึ้นแล้วก็ใช้อํานำจของเส้นสายเครือข่าย ของอดีตข้าราชการ อดีตนักการเมือง หรือว่าพรรคการเมือง นักการเมือง ทั้ง ส.ส. ส.ว. รัฐมนตรี ก็เข้ามาผูกขาดสร้างฐานอํานาจทางเศรษฐกิจ นี่คือประชาธิปไตยเทียม ๆ

ที่ผมได้เคยนิยามไว้ แล้วท่านได้แก้ไขอย่า งไรครับ มีร่างกฎหมายข้อใดไหมครับ ใน ๓ ร่างกฎหมายนี้ มีข้อเสนอใดหรือไม่ที่จะปัองกันประเด็น ๑. ก็คือข้าราชการระดับสูง จะต้องไม่ไปเปึนที่ปรึกษา หรือในทางกลับกันอีกด้านหนึ่งก็คือว่าสามารถจ้างได้ จะเปึนปลัดกระทรวง อธิบดี รองปลัดกระทรวง ผู้ว่าราชการจังหวัด ไปเปึนได้เลย แต่บริษัทนั้นจะต้องไม่ทําธุรกิจ ธุรกรรม ที่เกี่ยวข้องกับอํานาจหน้าที่เดิมของข้าราชการ เหล่านั้นครับ ผมอยากฟังคําชี้แจงครับ เพราะนี่คือของจริงแล้วมันเกิดขึ้นทั้งการคอร์รัปชัน โดยตรง การชิงความได้เปรียบที่ว่าเปึนซอฟต์ คอร์รัปชัน ขอคําชี้แจงว่ามันมีบทบัญญัติไหน หรือไม่ อย่างไรครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ 🔗

เดี๋ยวรวมไว้แล้ว ค่อยตอบนะครับ พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ เชิญครับ

พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ : กราบเรียนประธานสภาปฏิรูป แห่งชาติที่เคารพ กระผม พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกสภาปฏิรูป แห่งชาติจากจังหวัดมุกดาหาร จากรายงานของวาระปฏิรูปที่ ๑ การปัองกันและปราบปราม การทุจริตและประพฤติมิชอบ (รอบ ๒) ซึ่งผมได้ดูเหตุผลและความจําเปึนในการปฏิรูปของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการปัองกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบแล้ว ก็ขอชื่นชมนะครับว่ามีเจตนารมณ์แน่วแน่ที่จะแก้ไขปัญหาการทุจริตในประเทศไทย ให้ลดน้อยลงและหมดไปในที่สุด จะเห็นได้ว่าการทุจริตที่เกิดขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบันนี้ได้มีการวิจัยออกมาแล้วว่าประกอบด้วยบุคคล ๓ ฝ์าย ก็คือ ๑. ฝ์ายการเมือง ๒. ฝ์ายข้าราชการประจํา ๓. ฝ์ายเอกชนหรือประชาชนที่มีความร่วมมือเพื่อผลประโยชน์ของ ตนเองหรือผู้อื่น อันนี้ก็สรุปได้เลยนะครับว่าการทุจริตก็คือการแสวงหาประโ ยชน์ที่มิควรได้ โดยชอบด้วยกฎหมายสําหรับตนเองหรือผู้อื่น และที่สําคัญกว่านั้นในอดีตก็ได้มีข้อความที่ว่า การฉ้อราษฎร์คืออะไร การบังหลวงคืออะไร นี่แหละครับคือการทุจริตที่แท้จริง การฉ้อราษฎร์ก็คือการที่ข้าราชการรับเงินสินบนหรือเงินใต้โต๊ะจากราษฎรแล้วนําไปเปึน ประโยชน์ส่วนตน หรือประโยชน์ผู้อื่น การบังหลวงก็คือการที่ข้าราชการร่วมมือกับ นักการเมืองและภาคเอกชนเพื่อเบียดบังเอาเงินงบประมาณที่ได้จากการจัดซื้อจัดจ้าง โครงการต่าง ๆ ไปเปึนของตนเองหรือของผู้อื่น อันนี้คือแนวคิดของการทุจริตคอร์รัปชัน ในประเทศไทย จะเห็นได้ว่าแนวคิดทฤษฎีโตไปไม่โกง อันนี้ผมก็ยืนยันนะครับว่าเปึนแนวคิดที่ดี ในอนาคต อันนี้จะเห็นว่าเริ่มต้นตั้งแต่เด็ก แต่ว่าที่สําคัญก็คือท่านไปสนใจเฉพาะเด็กที่ เข้าโรงเรียนแล้วเท่านั้น แต่เด็กที่อยู่ในบ้านท่านลืมครับ ท่านผ่านไป เพราะฉะนั้นผมจึงขอ เสนอแนะให้ว่าตั้งแต่ป้ ๒๕๕๘ ป้ ๒๕๕๙ เปึนต้นไป ผมอยากจะให้โครงการนี้บรรจุ แนวความคิดปลูกฝังลักษณะนิสัยของเด็กตั้งแต่ในบ้าน ตั้งแต่เกิด รู้ความ ตั้งแต่ในบ้าน จนโตเข้าโรงเรียน โตเข้ามหาวิทยาลัย แล้วหลังจากเรียนจบแล้วก็เข้าสู่วัยแรงงานและ การรับราชการ ดังนั้นโครงการนี้ผมจึงเสนอแนะให้คณะกรรมาธิการและ รัฐบาลร่วมกัน จัดสรรงบประมาณ จัดทําสติ กเกอร์ (Sticker) สติกเกอร์ยืนยันเลยว่าบ้านนี้ไม่โกง เด็กอ่านหนังสือได้ ใครเขาก็รู้เลยว่าบ้านนี้พ่อแม่ของเขาไม่โกง ญาติพี่น้องเขาไม่โกง ตื่นมา ก็เห็นเลยนะครับ ใส่ทั้งหน้าบ้านแล้วก็ในบ้านด้วย อันนี้เปึนเรื่องที่ดีมาก ผมสนับสนุน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นท่านก็ลืมอีกเหมือนกันว่าการกําจัดผู้ใหญ่ที่ในปัจจุบันนี้เปึนคนโกง ทําอย่างไร

จะกําจัดได้ ถ้าตราบใดที่ยังไม่กําจัดผู้ใหญ่ได้ ท่านก็อย่าหวังเลยครับว่าเด็กที่ท่านบอกว่า โตไปไม่โกงมันจะเอาอย่างท่าน มันไม่ตามนะครับ เพราะฉะนั้นต้องกําจัดผู้ใหญ่ในปัจจุบันนี้ ที่ทําธุรกิจสีเทา ที่ทําธุรกิจสีดําอยู่ในปัจจุบันนี้ ต้องกําจัดให้หมดนะครับ เช่น หวยใต้ดิน ต้องกําจัดให้หมด บ่อนการพนันผิดกฎหมายต้องกําจัดให้หมด บ่อนวิ่งทั้งหลายในประเทศไทย ท่านต้องกําจัดให้หมด แล้วการทุจริต ผมคิดว่าถ้ากําจัดผู้ใหญ่ที่โตอยู่ในขณะนี้ ที่โกงอยู่ใน ขณะนี้ ที่มีธุรกิจสีเทา รวมทั้งข้าราชการหรือนักการเมืองหรือนักธุรกิจทั้งหลายที่ร่วมกัน เก็บส่วยก็ดี เป่ดธุรกิจสีเทาก็ดี เอื้อประโยชน์กันอยู่ หมดไปเมื่อไรนั่นแหละครับประเทศไทย ผมรับรองว่าได้หมายเลข ๑ แน่นอนในการปัองกันและปราบปรามการทุจริต เพราะว่า ธุรกิจสีเทามันเกิดจากอะไรครับ ผมยืนยันได้เลยว่า ๑. เกิดจากการฟอกเงิน ๒. อํานาจรัฐ ไม่สามารถจัดการได้โดยเด็ดขาด แล้วอันที่ ๓ รัฐบาลเสียผลประโยชน์ก็คือ ไม่สามารถ เก็บภาษีเงินได้จากบุคคลที่ประกอบธุรกิจสีเทาได้เลย ยกตัวอย่างธุรกิจสีเทาที่ว่านะครับ ไม่ว่าจะเปึนหวยใต้ดิน บ่อนการพนันผิดกฎหมาย บ่อนวิ่งทั้งหลายในประเทศไทย

ในเมื่อข้าราชการหลับหูหลับตาไปเก็บส่วยมาได้ ราชการนั้นเปึนเงินได้ก็ไม่เสียภาษีอีก เปึนเงินนอกกระเปิา แล้วนักธุรกิจสีเทาก็เช่นเดียวกันได้รับเงินมาแล้วก็ไม่เสียภาษี อันนี้ รัฐก็เสียประโยชน์นะครับ เพราะฉะนั้นกําจัด ผู้ใหญ่ที่โกงในปัจจุบันให้หมดไป แล้วอนาคตประเทศไทยก็จะไม่มีคนโกงครับ กราบขอบคุณครับ

ขอบคุณนะครับ เชิญอาจารย์วินัย ดะห์ลัน ครับ

นายวินัย ดะห์ลัน 🔗

ขอบคุณมากครับท่านประธาน ท่านประธาน ท่านกรรมาธิการ ผม วินัย ดะห์ลัน หมายเลข ๑๘๕ ก่อนอื่นต้องขออนุญาตชื่นชมการทํางาน ของคณะกรรมาธิการ เรื่องของการดูแลการทุจริตแล้วก็ความประพฤติมิชอบนี่นะครับ ในที่สุดแล้วก็จะเปึนความหวังที่สําคัญอย่างยิ่งสําหรับสังคมไทย ถ้าเราสามารถที่จะทําให้ หมดไปได้นั้นผมเชื่อว่าสังคมเราจะดีขึ้นอีกมาก แต่อย่างไรก็ตามขออนุญาตใช้ประสบการณ์ ของตัวเองในการที่จะเสนอแนะประสบการณ์ในการที่ทํางานบริหาร ประสบการณ์ในการที่ ทํางานทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ ถ้าสมมุติว่าทางกรรมาธิการเห็นว่าเปึนประโยชน์ ผมก็ยินดีนะครับ เรื่องแรกเลยก็คือชื่อที่ตั้งคือการปัองกันและปราบปรามการทุจริตและ ประพฤติมิชอบ เน้นไปที่เรื่องของการทุจริต หากว่าเราเน้นไปที่เรื่องของการทุ จริต โดยไม่สนับสนุนส่วนที่สุจริตเลย ถ้าเปึนเช่นนี้ก็อาจจะมีประเด็นปัญหาไปได้ เหมือนอย่าง การรักษาโรค ในเรื่องของการรักษาโรคโดยเรามีอยู่ ๒ ส่วน ก็คือส่วนที่ว่าด้วยโรคกับส่วนที่ว่า ด้วยสุขภาพ ต้องมองทั้ง ๒ ส่วนเลยนะครับ ถ้าเรารักษาโรคโดยที่ไม่ดูแลสุขภาพเลยนั้ น ในที่สุดแล้วการรักษาโรคนั้นไม่จีรังครับ ผมก็อยากจะนําเสนอว่าการที่เราดูแลในเรื่องของ โรคอย่างเดียวโดยไม่ได้ดูแลส่วนที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ในที่นี้ก็คือเรื่องของสุจริต ก็อาจจะ ทําให้เราไปไม่ถึงเปัาหมายที่เราฝัน กรอบคิดในเรื่องของสุขภาพในทางสาธารณสุขนั้นมีอยู่ ๒ ส่วน ก็คือสุขภาพและโรค ในส่วนของการส่งเสริมสุขภาพและการปัองกันและรักษาโรค เราแบ่งเปึน ๔ องค์ ก็คือ เรื่องของการส่งเสริมสุขภาพ การปัองกันโรค การรักษาโรค แล้วก็ เรื่องของการฟุ๋นฟูสุขภาพ เราจะเห็นได้ว่ามีเรื่องของสุขภาพอยู่ ๒ ส่วน เรื่องของโรคอยู่ ๒ ส่วน ฉันใดฉันนั้นนะครับในเรื่องของการปัองกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ก็จะเปึนลักษณะแบบเดียวกัน ถ้าเรามองว่าทุจริตและการประพฤติมิชอบนั้นเปึนโรค เราก็ควรจะต้องมองทางด้านสุขภาพก็คือเรื่องของสุจริตด้วย วิธีการบริหารจัดการน่าจะ

คล้ายคลึงกัน ไม่ว่าจะเปึนเรื่องไหนก็แล้วแต่สามารถที่จะนํามาประยุกต์ได้ กรรมาธิการ ได้นําเสนอแนวทางไว้ ๓ แนว ปลูกฝังหรือสร้างจิตสํานึก จากนั้นก็ปัองกันและปราบปราม หากเปรียบเทียบดูแล้วกับเรื่องของสุขภาพเราจะเห็นได้ว่ามีอยู่ ๒ ส่วนที่หายไป ส่วนแรกเลย ก็คือส่วนของการส่งเสริม หากจะบอกว่าการปลูกฝังเปึนการส่งเสริมก็คงจะไม่ถูกทั้งหมด การปลูกฝังนั้นเปึนการเน้นไปที่การไม่โกง แต่การส่งเสริมสุขภาพนั้นเราไม่ได้คิดแค่เรื่องโรค หรือว่าการกําจัดทุจริตอย่างเดียว ควรจะต้องส่งเสริมเพื่อที่จะทําให้สังคมนั้นให้การสนับสนุน ให้การเชิดชูคนที่สุจริตด้วย ดังนั้นในเรื่องของการที่เราจะส่งเสริม การที่จะมีสังคมดีได้นั้น จึงจําเปึนที่จะต้องปลูกฝังให้นอกจากคนไม่โกงแล้วจําเปึนที่จะต้องส่งเสริมคนที่สุจริตด้วย ประการแรกที่เรามักมองข้ามก็คือเราจะต้องไม่ปล่อยให้สังคมนั้นชาชินกับเรื่องของ การกระทําผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ผมก็อยากจะฝากเรื่องนี้ไปด้วย เพราะว่าการกระทําความผิด เล็ก ๆ น้อย ๆ นั้นจะกลายไปเปึนความผิดใหญ่ กลายเปึนปัญหาใหญ่ของสังคมในที่สุด มีงานวิจัยรองรับในเรื่องนี้อยู่ นะครับ งานวิจัยของโปรเฟสเซอร์ โธมัส ซัดเดนดอร์ฟ ของมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ที่ในประเทศออสเตรเลียเขาบอกว่าอย่างนี้ครับ เขาสรุปไว้ใน หนังสือชื่อเดอะ แกพ บอกว่ามนุษย์จะชาชินกับสิ่งเล็ก ๆ จนกระทั่งมองกลายไปเปึน เรื่องปกติของสังคม

จากนั้นจึงพัฒนาสิ่งที่คิดว่าเปึนปกตินั้นให้กลายไปเปึนพฤติกรรมและนิสัย สิ่งใดที่ดีสังคม ก็ควรจะส่งเสริมให้ทํานะครับ ส่วนไหนที่ไม่ดีนั้นควรจะต้องระงับยับยั้งไว้ ผมจะยกตัวอย่าง ที่เห็นกันได้ชัดเจน ไม่อย่างนั้นแล้วถ้าเราไม่แก้ไขปัญหาตรงด้านนี้ ท่านทํางานเหนื่อยกันแค่ไหน ก็แล้วแต่อาจจะมีปัญหานะครับ ยกตัวอย่าง การที่สังคมปล่อยให้เกิดการทําผิดกฎจราจร ขับรถย้อนศร หรือว่าในเรื่องอื่น ๆ ในลักษณะแบบนั้นจนกระทั่งกลายเปึนความชาชิน ยากครับที่จะสอนให้เด็กเราหันมาสนใจในเรื่องของการปัองกันการทุจริต เพราะเขามองเห็น อยู่ทุกวันครับ อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะฝากไว้ก็คือในเรื่องของส่วนที่ขาดไป ก็คือส่วนของ การฟุ๋นฟู เราควรจะลงทุนในเรื่องของการปรับปรุงสภาพแวดล้อมของเมืองให้เปึนที่อยู่ของ สังคมที่ดี การที่เราจะดูในเรื่องของการปัองกันการทุจริตหรือว่าการปราบปรามการทุจริต อย่างเดียว โดยไม่ดูสิ่งแวดล้อม สภาพแวดล้อมของเมือง ไม่ดูเรื่องของศีลธรรมจรรยาบรรณ ของสังคมในเมือง ไม่มีเรื่องของการทําให้เกิด การส่งเสริมคนดี เกิดการส่งเสริมคนสุจริต เกิดการให้รางวัลคนสุจริตนี่นะครับ ผมก็คิดว่าเราก็อาจจะไปได้ไม่ถึงฝัืงฝัน เพราะฉะนั้น ก็อยากจะฝากให้ทางคณะกรรมาธิการดูแลในเรื่องทางด้านบวกด้วยนะครับ นอกเหนือจาก การที่เราจะไปเน้นในเรื่องของการจับคนทุจริตเพียงอย่างเดียว ขอขอบคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง ครับ

นายเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพอย่างสูงครับ ท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่ เคารพ ผม เกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๐๑๕ ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมมองเห็นของการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันนั้นมันเกิดขึ้นมานาน ประเทศไทย ตกไปอยู่อันดับท้าย ๆ ของการทุจริตคอร์รัปชัน แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเราไม่เคยปรับปรุงเลย นั่นก็คือ การเอื้อประโยชน์พวกพ้อง สิ่งที่ผมพูดตรงนี้นั่นหมายความว่าอะไรครับ ท่านประธานครับ การเอื้อประโยชน์พวกพ้อง ใน ป.ป.ช. เองนั่นแหละครับ ท่านเห็นไหมครับ มีอยู่ บางท่านถูกชี้มูลมีความผิด แต่ยังนั่งทํางานอยู่บอกว่าศาลยังไม่ตัดสิน มันหมายความว่า อะไรท่านประธาน นี่หรื อครับองค์กรที่ดํารงความยุติธรรมให้กับประเทศชาติ หลายคดีใหญ่ ๆ ท่านประธานครับ ปล่อยให้หมดอายุความ ท่านมาดูท้องถิ่นเล็ก ๆ อย่างพวกผมสิครับ ผอ. กองการศึกษา นายกเทศมนตรี หรือข้าราชการ ก.พ. ถูก ป.ป.ช.

ชี้มูลว่ามีความผิดปุ็บต้องหลุดจากตําแหน่งทันที เทียบเคียงกันสิครับท่านประธาน เกิดอะไรขึ้น เมื่อเขาเหล่านั้นสู้คดีครับ ข้าราชการตัวเล็ก ๆ สู้คดี ผมถามกลับไปว่าศาลตัดสิน ให้มีความผิด ๕ ป้ ๑๐ ป้ ตัดสินแล้วกลับไปทํางานอีกได้ไหม ไม่ได้ครับท่านประธานครับ ใครดูแลเขา ใครเยียวยาเขา ใครดูแลครอบครัวของเขา ผมอยากให้กรรมาธิการคํานึงถึง ตรงนี้ แต่พอ ป.ป.ช. มีเรื่องขึ้นเงินเดือนตัวเองบ้างอะไรบ้าง ไม่มีความผิด ท่านลองกลับไป คิดสิครับท่านจะปฏิรูปประเทศอย่างไรในเมื่อองค์กรที่รักษาความยุติธรรมสูงที่สุดที่เรียกว่า องค์กรอิสระยังไม่ยุติธรรมต่อสังคมเลย พวกผมเองเปึนท้องถิ่นครับ ท้องถิ่นมันมีเยอะเกือบ ๘,๐๐๐ แห่ง ๗,๘๕๓ แห่ง มีท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ๒ แห่งคือ กทม. กับพัทยา ถูกกล่าวหา เปึนประจํา แต่เราไม่ได้แก้ข้อกล่าวหาตรงนั้น ไม่มีโอกาสเพราะเราเปึนท้องถิ่นเล็ก ๆ พูดอะไรออกไปไม่เคยมีน้ําหนัก ผมเคยพูดแห่งนี้ครับท่านประธาน สํานักวิจัยที่เปึนกลาง ที่สุดเคยออกไปวิจัยท้องถิ่นทั้งประเทศเมื่อป้ ๒๕๕๕ ป้ ๒๕๕๖ ออกมาแล้วว่ามันมีแค่ ๒ เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ ทั่วประเทศ มาเทียบกับส่วนกลางละครับ

พวกผม ๒ เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ ก็ประมาณ ๒๐๐ กว่าแห่ง ๓๐๐ แห่ง แต่ส่วนกลาง มีเท่าไรครับ ส่วนภูมิภาคมีเท่าไรครับ พอโดนไป ๔-๕ แห่งเงียบ นี่คือความรู้สึกน้อยเนื้อต่ําใจ ของท้องถิ่น ล่าสุดพวกผม ๑๗ คนโดนมาตรา ๔๔ ครับท่านประธาน ทั้ง ๆ ที่ ป.ป.ช. ยังไม่ชี้มูล แค่ สตง. ส่งเรื่องไปที่ ป.ป.ช. ท่านกลับไปดูได้ครับ นี่หรือความยุติธรรมในประเทศ จะปฏิรูปประเทศ ป.ป.ช. อายุ ๙ ป้ ผมไม่เห็นด้วยครับ ผมไม่เห็นด้วยเปึนอย่างยิ่ง บางคน สืบติดกับอํานาจ พอสืบติดอํานาจก็แสวงหาผลประโยชน์ อยู่นานเท่าไรมันยิ่งเหมือน นายดาบอยู่ต่างจังหวัดครับ บางจังหวัดนี่นายดาบตํารวจใหญ่กว่าผู้กํากับ เพราะอะไรครับ เพราะเขาเปึนคนท้องถิ่น เขาเปึนตํารวจมานาน อํานาจบารมีเยอะ เพราะฉะนั้นตรงนี้ ท่านกรรมาธิการกลับไปคิด กลับไปแก้ว่าส่วนที่มาของ ป.ป.ช. ทั้งประเทศทําอย่างไร ท่านประธานครับ แล้วข้าราชการตัวเล็ก ๆ เหล่านั้นที่โดน ป.ป.ช. ชี้มูลนี่แล้วศาลยกฟัองแล้ว ท่านจะเยียวยาเขาอย่างไร เขากลับมารับราชการได้อีกหรือไม่ ถึงตอนนั้นกลับมารับราชการ อายุราชการเหลือป้เดียวครับ มันควรเยียวยาเขา เพราะฉะนั้นตรงนี้แหละครับท่านประธาน ผมอยากฝากไปที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญคิดให้หนัก ๆ ครับว่า ป.ป.ช. นั้นเปึนอย่างไร ทุกท่านเองนั้นล้วนมีความรู้ความสามารถ ก่อนที่จะปราบคนอื่นต้องปราบตัวเองก่อน เหมือนที่ผมจะปฏิรูปท้องถิ่นผมจะปฏิรูปท้องถิ่นก่อนให้มีความโปร่งใส ซื่อสัตย์ ประหยัด และยุติธรรม เพราะผมไม่มีอํานาจหน้าที่ไปปราบใคร แต่ผมอยากให้ผู้มีอํานาจฟังผู้ปฏิบัติบ้าง ฟังพวกผมบ้าง ฟังข้าราชการตัวเล็ก ๆ บ้าง ฟังเขาแล้วมารวบรวมประมวลไม่ใช่ท่านนั่งเทียน เขียนอยู่ในห้องแอร์ (Air) ท่านมานั่งคิดเอาใช้อํานาจที่มีอยู่ท่านต้องคิด เพราะฉะนั้นประเทศเรา จะเดินหน้า ผมเองนั้นกําลังคิดว่าทําอย่างไรท้องถิ่นทั้งประเทศที่มีเงินสะสมหรือทุนสํารอง เงินสะสมอยู่ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่พวกเรามีทั้งประเทศบางแห่งก็ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๖๐๐,๐๐๐ บาท ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๑๐ ล้านบาท ๒๐ ล้านบาท เรา ๗,๐๐๐ แห่ง ผมกําลังคิดว่า จะเอาเงินเหล่านี้ไปทําอย่างไรช่วยเหลือประเทศชาติ จ้างแรงงานทําถนนหนทาง จ้างแรงงานกวาดขยะหรือ เพื่อให้ครัวเรือนทุกครัวเรือนนั้นมีรายได้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เราต้องคิด ผมพยายามที่จะชี้แจงตรงนี้ไว้หลายทีว่าอย่าเห็นประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม เมื่อท่านมานั่งเปึนกรรมาธิการ ท่านมานั่งเปึน สปช. ตอนอยากมาอยากมาใจแทบขาด อยากเปึนสภาขับเคลื่อนวิ่งใจแทบขาด แต่พอได้เปึนแล้วท่านถามตัวท่านเองหรือไม่ว่า ท่านทําอะไรให้สังคม ท่านใช้เวลาของ ป.ป.ช. เอื้อประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องหรือไม่

ท่านประธานครับ ผมพูดจากใจครับเพราะผมเปึนท้องถิ่นเล็ก ๆ เปึนนายกเทศมนตรีตําบลเล็ก ๆ เพราะฉะนั้นอยากฝากตรงนี้ไว้ให้นําไปพิจารณา ขอกราบขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณหาญณรงค์ เยาวเลิศ ครับ

นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม หาญณรงค์ เยาวเลิศ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ คือผมคิดว่ารายงานครั้งนี้มาเปึนครั้งที่ ๒ ก็ทําตามที่ ท่านประธานว่าครับ ถ้าอันไหนที่เห็นด้วยก็ไม่อยากที่จะอภิปรายเพิ่มเติม แต่เนื่องจากว่า บทเรียนจากการที่สมาชิกให้ข้อเสนอแนะในกรรมาธิการก็อาจจะต้องไปปรับแก้ในบางอัน ที่ผมอยากเสนอก็คืออยากเสนอตามรายงานที่ท่านว่ามานี่ พอดีมีภาคผนวกที่เขียนด้วย พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ มีองค์กรที่ท่านให้ไปสังกัดคือ คณะกรรมการที่ยังไม่มี ตามกฎหมาย แต่ว่าเคยร่างไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่วันนี้เขาเอาออกไปแล้วในหน้า ๑๐ ตามเอกสารแนบคือสํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิมนุษยชน คือให้สํานักงาน คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารไปอยู่กับสํานักงานนี้ แต่คณะกรรมการชุดนี้ยังไม่มีเลยท่านประธาน ผมไม่แน่ใจว่าไปอยู่กับผู้ตรวจการแผ่นดินหรือเปล่า

แล้วก็มีอยู่ในหลายหน้าด้วยกัน ซึ่งผมคิดว่าถ้าท่านอยากจะส่งเอกสารเพิ่มเติมไปยังรัฐบาล หรือไปยัง สนช. ผมอยากให้ท่านแก้ไขสิ่งเหล่านี้ตลอดทั้งฉบับนะครับเพราะมีอยู่ประมาณ ๒๐ มาตรา คือไปเขียนไว้ในหลายจุดครับท่านประธาน เช่นมาตรา ๒๘ ให้ประธาน ผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิมนุษยชนเปึนประธาน และสํานักงานก็ไปอยู่ในสํานักงานนี้ เหมือนกัน ในมาตรา ๒๘ ในวรรคท้าย แล้วก็เรื่องของการพ้นจากตําแหน่ง แล้วก็ในมาตรา ๓๑ ทั้งหมดมีหลายมาตราผมไม่ได้ท้วงติงอะไรมากหรอกครับ ก็อยากให้ท่านเอาข้อท้วงติงผม เพื่อไปสู่การปรับแก้ในร่างที่ท่านเสนอมา ในร่างที่จะเสนอไปยังรัฐบาลหรือสภาต่อไปครับ ก็ขอใช้เวลาแค่นี้ ขอบคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณ คุณหาญณรงค์นะครับ ก่อนจะเรียนถัดไปนะครับ เรียนย้ําท่านสมาชิกอีกครั้งหนึ่ง เราพิจารณาเรื่องนี้เปึนรอบ ๒ แล้วก็ร่างพ ระราชบัญญัติกรุณาเน้นเฉพาะในส่วนที่มี ความเห็นที่ไม่ตรงกับที่กรรมาธิการเสนอและเพื่อปรับปรุงแก้ไข แล้วก็จะเปึนประโยชน์นะครับ ถัดไปคุณเชื้อ ฮั่นจินดา รองศาสตราจารย์สืบพงศ์ ธรรมชาติ ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ คุณเตือนใจ สินธุวณิก และคุณประชา เตรัตน์ เชิญคุณเชื้อ ฮั่นจินดา ครับ

นายเชื้อ ฮั่นจินดา 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม เชื้อ ฮั่นจินดา ครับ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๐๗๐ สําหรับวาระที่ทางด้านคณะกรรมาธิการได้นําเสนอ ในวันนี้ ส่วนใหญ่แล้วจะเห็นด้วยกับทางด้านกรรมาธิการที่นําเสนอนะครับ แต่ก็มีประเด็นปลีกย่อย ที่อยากจะให้ทางด้านกรรมาธิการได้เอาไปคิดแล้วก็ไปพิจารณาดูครับ เหตุที่นําเสนออย่างนี้ ก็เพราะว่าผมเข้าใจว่าตามร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่าง ประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. .... นี่นะครับ ถ้าเราดูตาม ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เราก็จะเห็นว่ามาตราที่ว่าด้วยความผิดของผู้ที่ทําหน้าที่นั้นจะมี การระบุความชัดเจนไว้ค่อนข้างจะเยอะว่าผู้ที่เกี่ยวข้อง ตัวการผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้ร่วมการกระทํา มีใครบ้าง อันนี้ก็มีความชัดเจน เห็นด้วยแล้วก็สนับสนุน แต่ปัญหาที่ผมกําลังจะนําเสนอก็คือ เรื่องของคนที่มาทําหน้าที่ในการตรวจสอบ ตรวจสอบตามร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ครับ ก็คือ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ถ้าเราดูเบื้องต้นก็จะเห็นว่าคนที่จะมาเปึนคณะกรรมการ ป.ป.ช. นั้น มีที่มาจากการสรรหาของคณะกรรมการในการมาไต่สวนข้อมูล ข้อเท็จจริง เมื่อไปดู คุณสมบัติผมค่อนข้างจะห่วงครับ โดยเฉพาะคุณสมบัติของ ป.ป.ช. ที่จะทําหน้าที่ตาม

ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ไม่แน่ใจว่าไปกําหนดคุณสมบัติไว้อย่างไรบ้าง แต่สิ่งที่ผมอยากจะ ฝากก็คือว่าคนที่ทํา หน้าที่ในการตรวจสอบ คนที่ทําหน้าที่ในการตรวจข้อเท็จจริง ชี้มูล หรือกระทําการอันใดก็แล้วแต่ตามร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ผมเข้าใจว่าคนเหล่านี้จะต้องมีที่มาที่ไป ที่ชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องของคุณสมบัติ ไม่ว่าจะเรื่องของการแสดงบัญชีทรัพย์สิน หลักฐานการเสียภาษี พฤติกรรม หรืออะไรก็แล้วแต่ที่สามารถทําให้ประชาชนเชื่อมั่น อย่างเปึนที่ประจักษ์ได้ว่าคนเหล่านี้เข้ามาทําหน้าที่แล้วเปึนที่เชื่อถือของสังคม โดยเฉพาะ มาตรฐานของคุณสมบัติ ผมคิดว่าคณะกรรมการในองค์กรอิสระที่ทําหน้าที่นั้นควรจะมี มาตรฐาน ๒ เท่าของคนที่ทําหน้าที่ปฏิบัติ ทั่วไปในการบริหารจัดการ ถ้าเรากําหนดให้ นักการเมืองต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน สมมุติว่า ๓ ป้ แสดงหลักฐานการเสียภาษีย้อนหลัง ๓ ป้ คนที่มาเปึนกรรมการในองค์กรอิสระต้อง ๒ เท่าของคนเหล่านี้ครับ เพราะคนที่ ทําหน้าที่นี้ต้องมีมาตรฐานสูงกว่าคนเหล่านั้น อันนี้คือสิ่งที่ฝาก อันที่ ๒ เมื่อเราไปดูหน้าที่ ของคณะกรรมการองค์กรอิสระ โดยเฉพาะ ป.ป.ช. มีหน้าที่ในการวินิจฉัยแล้วก็ส่งเรื่องให้กับ วุฒิสภา มีอยู่ ๑ ข้อ

ผมจะนําเรียนต่อไปว่าการที่ให้วุฒิสภามาลงมติถอดถอนหรือทําอะไรก็แล้วแต่ ผมลากยาว ไปถึงที่มาของวุฒิสภา คณะกรรมาธิการต้องไปดูและประสานกับคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญด้วยนะครับว่าถ้าเราให้วุฒิสภาซึ่งมีหน้าที่ในการควบคุมองค์กรอิสระ มีฐานที่มาเดียวกับนักการเมืองโดยเฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมให้ข้อคิดว่ามันจะมีปัญหา ในวันข้างหน้า เพราะฉะนั้นองค์กรที่ดูแลควบคุมองค์กรอิสระนี่นะครับ ฐานที่มาของวุฒิสภา ต้องต่างจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครับ ถ้าฐานที่มาเปึนที่เดียวกันเมื่อไร เชื่อผมเถอะครับว่า การลากโยงของการไปขอความช่วยเหลือการสื่อสารถึงกันและกันในการที่จะไม่ถอดถอน ในวันข้างหน้ามันก็อาจจะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นวุฒิสภาต้องเปึนองค์กรที่เหนือกว่าหรือองค์กร ที่มาต่างจากสภาผู้แทนราษฎร ผมสนับสนุนที่จะให้กรรมาธิการไปเสนอต่อคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญว่าวุฒิสภาไม่ควรจะมาจากการเลือกตั้ง แม้จะมาจากฐานจังหวัดก็แล้วแต่ อันที่ ๓ ความชัดเจนของบทลงโทษ ความชัดเจนของบทลงโทษในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ พยายามไปเขียนบอกว่าเปึนความผิดตามประมวลกฎห มายอาญา เราใส่ความชัดเจน ในบทลงโทษในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้ไหมครับว่าถ้าเปึนนักการเมือง เปึนข้าราชการ ต้องมีบทลงโทษอย่างไร จําคุกอย่างไร ต้องถอดถอนอย่างไร ถ้าเกิดใส่ความชัดเจนลงไป ผมว่าไม่ต้องไปอ่านกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับ แต่อยู่ในฉบับเดียวกัน อีกประเด็นหนึ่งครับ ประเด็นสุดท้าย ถ้าเราดูโทษตามร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกัน ระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. .... จะเห็นว่าหน้าที่ทั้งหมด ตามร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เราจะเขียนโยงให้เฉพาะคณะกรรมการองค์กรอิสระที่ชื่อว่า ป.ป.ช. เท่านั้น ท่านอย่าลืมว่าตามนัยความหมายที่ท่านเขียนเอาไว้นี่ข้าราชการมีตั้งแต่ซี ๑ ยันซี ๑๑ เพราะฉะนั้นอะไรที่เปึนการแบ่งแยกตามกฎหมายอื่นที่บอกว่าข้าราชการ ระดับ ๘ ระดับ ๙ ลงมาให้ ป.ป.ท. ไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการตรวจสอบข้อเท็จจริง ก็ไปเขียนแยกให้มันชัดเจน อย่าไปเขียนโยงใยให้ ป.ป.ช. ทั้งหมด เพราะว่าวันนี้เราเองก็ทราบกันอยู่ดีว่า ป.ป.ช. เองนั้น ก็งานล้นมือ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดไปใส่แยกได้ว่าใครที่ทําความผิดตามร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ถ้าความเปึนนักการเมือง เปึนข้าราชการระดับนี้ขึ้นไปให้เปึนอํานาจในการสอบสวน ไต่สวน ของ ป.ป.ช. ถ้าเปึนระดับนี้ลงมา ให้เปึนอํานาจของ ป.ป.ท. อันนี้ด้วยความเคารพครับ ฝากให้คณะกรรมาธิการเอาไปเปึนข้อคิด กราบขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญอาจารย์สืบพงศ์ ธรรมชาติ ครับ

รองศาสตราจารย์สืบพงศ์ ธรรมชาติ 🔗

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สืบพงศ์ ธรรมชาติ รหัส ๒๑๖ จังหวัดนครศรีธรรมราช เรื่องคุณธรรมจริยธรรม เกี่ยวกับเรื่องการไม่ทุจริตเปึนเรื่องของคณะกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนาโดยตรง ซึ่งเรื่องนี้ทางคณะกรรมาธิการก็ได้มี ส่วนในการที่จะทํา เรื่องนี้อยู่แล้ว และรองศาสตราจารย์จุรี วิจิตรวาทการ ท่านเปึนประธานฝ์ายค่านิยม และเรื่องนี้อยู่ ผมได้ยินชื่อท่านประธานประมนต์ สุธีวงศ์ มานานแล้วครับ ในฐานะผู้ที่ช่วยดูแลเรื่องการไม่ทุจริตของประเทศไทยเรา หรือการสุจริตนั่นเองนะครับ ก็ถือว่ำท่านได้ทําหน้าที่ตรงนี้ร่วมกับคณะอย่างดี ผมไม่บอกว่าผมชื่นชมหรอกครับ แต่เมื่ออ่านเอกสารแล้วผมว่าค่อนข้างจะครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะมีสถาบันฝ๊กอบรม จริยธรรม ตัวนี้ละครับทําคนให้เปึนคน เมื่อทําคนให้เปึนคนได้ก็คือรู้ว่าอะไรควรไม่ควร อะไรดีอะไรไม่ดี อันนั้นละ ครับก็คือการสร้างคนขึ้นมาให้เปึนคนที่มีคุณภาพ แม้จะมีผู้พยายามใช้คําว่ามนุษย์นั้นดีกว่า คําว่าคน แต่ที่จริงคนเปึนภาษาไทยก็คือคนดี หรือคนไม่ดีเราก็พูดได้ มนุษย์เราก็พูดว่ามนุษย์ดี และมนุษย์ไม่ดีก็ยังได้ ต่างกันเฉพาะว่า เปึนภาษาไทยแท้กับภาษาสันสกฤตแค่นั้นเองครั บ เพราะฉะนั้นทําคนให้เปึนคนดีเท่านั้น ก็ถือว่าถูกต้องแล้ว

ทุกวันนี้มีคํากล่าวว่าอํานาจและการสืบทอดอํานาจเพื่อทุจริต อํานาจและการสืบทอดอํานาจ เพื่อทุจริตแล้วเปึนจริงครับ เพราะฉะนั้นบางหน่วยบางคนพยายามจะหวงอํานาจไว้เพื่อที่จะ แสวงหาผลประโยชน์ ไม่ยอมลงจากฐานอํานาจนั้นเพื่อที่จะสืบทอดต่อจะด้วยอะไรก็แล้วแต่ นี่คือเรื่องหนึ่งที่เราต้องแก้ไขให้ได้ นี่คือช่องทางในการเป่ดทางให้เกิดการทุจริตระยะยาว ในแง่ของการใช้คําในเอกสารบอกว่าคนไทยไม่โกง คําว่าคนไทยไม่โกงที่จริงก็พอจะเข้าใจละครับ โดยภาพกว้าง แต่คําว่าโกงมีความหมายอย่างหนึ่งคือเปึนคนที่รู้สึกว่าตัวเองมีอํานาจ แล้วก็แสดงลักษณะท่าทีข่มเ หงผู้อื่น นั่นคือความหมายคําว่าโกงอีกประการหนึ่ง แต่ความหมายในเอกสารนี้ผมเข้าใจว่าจะหมายถึงว่าการไม่ทุจริตนั่นเอง คือการสุจริตก็คือ คนไทยไม่โกง ซึ่งผู้หลักผู้ใหญ่พยายามใช้คํานี้บอกกล่าว ในเรื่องของกลุ่มเปัาหมาย ๗ กลุ่ม ที่กล่าวเอาไว้ในหน้า ๕ เปัาหมาย ๗ กลุ่มนี้ผมเห็นว่ายังไม่ชัดเจนเท่าไรครับท่านกรรมาธิการ ลองดูว่า ๗ กลุ่มที่ว่านี้เราจะเอาอย่างไรในหน้า ๕ ที่บอกว่า ๗ กลุ่มเปัาหมายมี ๑-๗ และ ประชาชนทั่วไป ว่ากลุ่มเปัาหมายหลักการปฏิรูป ๗ กลุ่มได้แก่ทั้งหมดนี้นะครับ คือเราจะ ปฏิรูปอย่างไร เช่น ปฏิรูปเด็กและเยาวชนว่าให้มีคุณธรรมจริยธรรม ข้าราชการมีคุณธรรม จริยธรรม นักการเมือง ธุรกิจเอกชน สื่อมวลชน ประชาสังคม ประชาชนทั่วไป อันนี้ ๖ และ ๗ เราจะปฏิรูปให้มีคุณธรรมเรื่องการไม่คดโกงอย่างไร นั่นก็เปึนส่วนหนึ่งนะครับ ลองดูว่า ถ้าให้ชัดเจนกว่านี้ก็คงจะดีละครับ ในหน้า ๗ ผมว่าข้อ ๗ อ่านแล้วข้อความยังไม่ค่อยชัดเจนนะครับ หน้า ๗ อันนี้ผมพยายามอ่านรายละเอียดเพื่อที่จะได้เห็นว่าเราจะปรับแก้อย่างไร ข้อ ๗ บอกว่ากลไกการแทรกแซงทางการเมืองเช่นการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงและ คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจด้วยระบบคุณธรรม และจริยธรรม อันนี้ผมว่าเดี๋ยวไปลองปรับ ขยายประโยคให้ชัดเพราะยังสื่อความหมายไม่ค่อยชัด ทีนี้ในหน้า ๑๑ ข้อ ๑๑ (๑) นักการเมืองไม่ใช่ของพรรคการเมือง ทีนี้มันมีที่ไม่ใช่เข้าพรรคการเมืองก็มี นักการเมืองนะครับ เพราะนักการเมืองที่ไม่อยู่พรรคการเมืองก็มีที่เล่นการเ มืองในระดับ ต่าง ๆ ในข้อนั้น หน้า ๑๓ สื่อที่ใช้ในการรณรงค์ สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะเพิ่มเข้าไปที่น่าจะถึง ประชาชนได้ดีในหน้า ๑๓ ก็คือสื่อของแต่ละภาค พวกสื่อพื้นบ้านต่าง ๆ ถ้าภาคอีสานก็พวก หมอลํา ทางภาคเหนือพวกข้าวซอยต่าง ๆ ทางภาคใต้พวกมโนราห์ หนังตะลุง เพลงบอก อะไรพวกนี้ เพราะฉะนั้นในเรื่องของการไม่ให้โกงนั้นทําอย่างไรก็คงจะต้องช่วยกันทุกฝ์ายครับ ถ้าหากว่าฝ์ายใดฝ์ายหนึ่งไม่ช่วยก็คงจะลําบาก แล้วก็มีคํากล่าวของเพื่อนสมาชิก

ท่านหนึ่งบอกว่าก่อนที่จะดําเนินการนี้เรื่องของหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่า ป.ป.ช. ป.ป.ท. กกต. คตง. ปปง. ทั้งหลายก็ควรจะดูตรงนี้เสียก่อนภายใน ดูแลตัวเองให้เรียบร้อยแล้วถึงจะไป ดําเนินการตรงอื่นได้ ผมขอจบว่า ไม่โกงกินแผ่นดินจะเรืองรุ่ง ถ้าโกงกินจะยุ่งไทยเหี่ยวเฉา ใครโกงกินต้องให้สิ้นหรือให้เบา ประเทศไทยของเราจึงรุ่งเรือง ขอบคุณท่านประธานครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณครับ เชิญคุณกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ครับ

ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านประธานกรรมาธิการ ผมมีข้อสังเกตกฎหมาย ๒ ฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ พ.ศ. .... กับร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่าง ประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. .... นะครับ สําหรับ ร่าง พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ พ.ศ. .... เรื่องข้อมูลส่วนบุคคลผมคิดว่าอาจจะต้องมีความจําเปึน ที่จะต้องไปขยายความ เพราะว่าเราได้มีการเสนอเรื่องปฏิรูปโครงสร้างภาษี เรื่องข้อมูล ของฐานผู้มีเงินได้หรือผู้เสียภาษีกับข้อมูลของนักการเมืองที่จะต้องยื่นเสียภาษี ผมคิดว่า ในกฎหมายอาจจะยังไม่ชัดเจนพอว่าจะมีการเป่ดเผยข้อมูลตรงนี้ได้

ยกตัวอย่างเช่นข้อมูลข้ามกระทรวง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงการคลัง ถ้าดูตาม กฎหมายอย่างนี้อาจจะไม่ได้ด้วยซ้ําไป เพราะมันไปติดประมวลสรรพากร ไปติดกฎหมายอื่น ๆ ผมก็อยากจะฝากข้อสังเกต เพราะว่าถ้าเมื่อไรเราเปึนโอเพน กัฟเวิร์นเมนต์ ข้อมูลพวกนี้ มันต้องครอส (Cross) กันได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลด้วย ผมก็ อยากฝากไว้ข้อที่ ๑ ข้อที่ ๒ คือร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. .... ผมคิดว่าท่านมีเจตนารมณ์ดี ผมมีข้อสังเกต นิดหนึ่งว่าการที่มีเขียนครอบคลุมเจ้าพนักงานของรัฐอย่างกว้างขวางนี่อาจจะทําให้เกิด ปัญหาในทางปฏิบัติได้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพนักงานของรัฐในระดับล่าง เดี๋ยวผมจะ ยกตัวอย่างที่จะมีปัญหำ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าจะต้องเขียนให้ชัดขึ้นว่าจะค รอบคลุม เจ้าหน้าที่ของรัฐส่วนไหนที่อยู่ใน ป.ป.ช. ที่อยู่ใน ป.ป.ท. หรือที่อยู่หน่วยงานอื่น ผมคิดว่า ผมเห็นด้วยกับท่านเชื้อ ขออนุญาตเอ่ยนาม ว่าการไปยึดโยงโทษตามประมวลกฎหมายอาญานี่ ผมคิดว่าอาจจะไม่เหมาะสม อันนี้เปึนความผิดโดยเฉพาะ อาจจะต้องเขียนกฎหมายพิเศษ เรื่องความโทษไว้โดยเฉพาะใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ นั่นประการที่ ๑ ซึ่งท่านคงมีเวลาไปตอนที่ เข้าสภา สนช. อาจจะมีการปรับปรุงได้ อีกอันหนึ่งที่ผมเกรงว่าจะมีปัญหาในเรื่องของการใช้ กลไก กฎหมายนี้ทําให้การประมูลงานบางอย่างของราช การเกิดความล่าช้าได้ เพราะว่า มาตราหนึ่งที่บอกว่าถ้าพฤติการณ์เชื่อได้ว่า ก็อาจจะส่งไปหน่วยงานแล้วก็อาจจะระงับ ซึ่งผม เกรงว่าจะเปึนช่องทางให้ผู้ยื่นประมูลนี่จะใช้ประโยชน์ เพราะว่าใช้แค่คน ๕,๐๐๐ คน ใช้แค่ ส.ส. ๘ คน ซึ่งผมคิดว่าคนเหล่านี้ต้องมีแอกเคาน์ทาบิลิตี (Accountability) ด้วย ไม่ใช่ไปยื่น เพื่อจะดีเลย์ (Delay) หรือเตะสกัดงานพวกนี้ ผมคิดว่าคนที่ยื่นนี่จะต้องถ้าเกิด ป.ป.ช. คือ ไม่มีมูลจริง ๆ แล้วนี่จะต้องมีการรับผิดชอบในการที่จะไปยื่นด้วย ผมคิดว่าการให้สิทธิก็ต้อง มีหน้าที่ด้วย เพราะฉะนั้นไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะเกิดความล่าช้าในกลไกของการพัฒนาประเทศ อันหนึ่งที่ผมอ่านแล้วผมไม่มั่นใจคือมาตรา ๔ ที่กําหนดเรื่องของการที่จะเปึน การขัดผลประโยชน์เรื่องรับหรือไม่รับนี่ มันจะมีกรณีหลายกรณี เช่น เจ้าหน้าที่ของรัฐ ไปเปึนที่ปรึกษา ไปเปึนกรรมการหน่วยงานเอกชนอย่างนี้ ผมคิดว่าอาจจะต้องเขียนให้ชัดเจน เพราะวันนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ของรัฐไปนั่งเปึนกรรมการบริษัทเอกชนเยอะมากเลย ซึ่งเขาอาจจะอ้างว่า ไม่เกี่ยวกับเขา เขาอาจจะอยู่กระทรวงนี้ แต่ว่าไม่ได้ดูแล ก็ไปนั่งงานที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเขาเลย ผมคิดว่ามาตรา ๔ อาจจะต้องเขียนให้ชัดเจนขึ้น อีก อันหนึ่งที่ผมเปึนห่วงก็คือ

เรื่องของมาตรา ๕ เรื่องการกําหนดนโยบายหรือเสนอกฎหมายที่ตนหรือคู่สมรสมีส่วนได้เสีย นี่ผมกลัวอย่างนี้ครับ มันต้องส่วนได้เสียโดยตรง เช่นผมจะเสนอกฎหมายลดภาษีอากรนี่ คู่สมรสผมก็ได้ด้วยนะครับ เดี๋ยวก็จะยุ่งใหญ่เลยว่าลดภาษีอากร แต่ลดตรงนั้นตรงนี้ เกิด ส.ส. หรือใครก็ตามที่มีคู่สมรส บอกเสนอไม่ได้หรอกกฎหมายนี้เพราะว่าจะทําให้คู่สมรส เราได้ประโยชน์ ผมคิดว่าต้องเขียนให้ชัด อันนี้คือสิ่งที่ผมเปึนห่วงว่าเขียนกว้าง ๆ แบบนี้ จะทําให้คนที่ผมจะเรียกว่าศรีธนญชัยก็ได้ที่ใช้กลไกกฎหมายแบบนี้เล่นงานฝ์ายตรงกันข้าม ซึ่งเขาอาจจะมีเจตนาดี เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะฝากตรงนี้ไว้ อีกอันหนึ่งซึ่งเราไม่เห็น ในเมืองนอกเปึนเรื่องเปึนราวมากก็คือว่าเราพูดกันถึงรับเงิน โอกาสอย่างที่ท่านอลงกรณ์พูด การให้ลูกหลานเข้าทํางานในบริษัท ตอนนี้ที่เมืองจีนโดนสอบแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นผมว่า ตรงนี้อาจจะต้องเขียนเผื่อไว้ว่าไม่ใช่ต้องเปึนตัวเงิน โอกาสนี่ออพเพอร์ทูนิตี (Opportunity) ในหลาย ๆ เรื่อง การเข้าทํางานหรือแม้แต่การเข้าเรียนหลักสูตรต่าง ๆ ก็อาจจะมีกลไก พวกนี้ให้ชัดเจนได้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าตรงนี้ก็มีความสําคัญ แล้วประการต่อมาสุดท้ายก็คือ เรื่องของการคูลลิง พีเรียด (Cooling period) มาตรา ๑๒ ที่บอกว่าห้ามไปทํางานเปึนเวลา ๒ ป้ ผมว่ามันจะต้องเขียนให้ชัดว่าเฉพาะระดับสูงเท่านั้น ไม่อย่างนั้นข้าราชการต่อไป ที่ลาออกจากราชการแล้ว อย่างกรมสรรพากรนี่ไปนั่งที่ไหนไม่ได้เลย ผมคิดว่ามันจะต้อง เขียนว่าจะต้องเปึนเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีสัญญาโดยตรง หรือโดยอะไรต่าง ๆ กับหน่วยราชการ หรือระดับอธิบดีที่มีอํานาจควบคุมโดยตรง ไม่ใช่เหมารวมไปหมดว่าเจ้าพนักงานของรัฐ นี่กลายเปึนว่าระดับล่าง ๆ ก็ต้องติดข้อตรงนี้ ผมคิดว่าจะต้องให้ความเปึนธรรมกับบรรดา เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เขาสุจริตด้วย ผมคิดว่าเราตั้งใจจะเล่นงานคนที่มีอํานาจโดยตรง ผมก็ฝาก ประเด็นนี้เพื่อที่จะได้ฝากตอนที่แก้ไขกฎหมายด้วย ขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณเตือนใจ สินธุวณิก ครับ

นางเตือนใจ สินธุวณิก 🔗

กราบเรียนท่านประธานและท่านคณะกรรมาธิการ ดิฉัน นางเตือนใจ สินธุวณิก สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๐๘๔ สาขาสื่อสารมวลชน ดิฉันขออนุญาตอภิปรายแสดงความคิดเห็นในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติ การโฆษณาประชาสัมพันธ์ของภาครัฐ พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ของภาครัฐ พ.ศ. .... สําหรับร่างพระราชบัญญัตินี้ดิฉันเองก็ได้เปึนอนุกรรมาธิการด้วย แล้วถือว่าเปึนเสียงข้างน้อย ดังนั้นขอสงวนที่จะมาแปรญัตติหรือพูดในที่ประชุมนี้ นั่นก็คือ ดิฉันจะไม่เห็นด้วยกับสัดส่วนของคณะกรรมการกํากับดูแลการโฆษณาประชาสัมพันธ์ภาครัฐ ซึ่งจะอยู่ในมาตรา ๗ และมาตรา ๘ ของร่างพระราชบัญญัตินี้ โดยขอให้ข้อสังเกตดังนี้ว่า สําหรับคณะกรรมการกํากับดูแลการโฆษณาประชาสัมพันธ์ภาครัฐนั้นถือเปึนคณะกรรมการ ที่จะมีบทบาทอย่างยิ่งในการที่จะปัองกันและกําจัดการทุจริตคอร์รัปชันเกี่ยวกับเรื่องของ การใช้งบประมาณของภาครัฐ ซึ่งท่านกรรมาธิการได้บอกว่าใช้เงินจํานวนถึง ๘,๐๐๐ ล้านบาทต่อป้ ซึ่งในเงินงบประมาณ ๘,๐๐๐ ล้านบาทของการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ภาครัฐนั้น รวมทั้งการโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่ถูกต้องไม่ได้มีการทุจริตด้วยนะคะ อันนี้อยากจะขอเรียนดังนี้ ขอเรียนว่าสัดส่วนนั้นดิฉันไม่เห็นด้วยตรงที่ว่าเราจะมี คณะกรรมการกํากับดูแลการโฆษณาประชาสัมพันธ์ภาครัฐ ถ้าท่านดูตามจะมีผู้ที่เปึน กรรมการที่เรียกว่าเปึนก รรมการเพอร์มาเนนต์ (Permanent) หรือว่าแน่นอนแล้ว คือมีผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ มีท่านอธิบดีกรมบัญชีกลาง อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เพียง ๓ ท่านเท่านั้นจากส่วนราชการ ส่วนกรรมการอื่น ๆ อีก ๖ ท่าน ทางผู้ร่างได้เขียนว่า แต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิผู้มีความรู้ประสบการ ณ์ และที่สําคัญคือเขียนว่าเปึนผู้ที่มีผลงาน หรือเคยปฏิบัติงานที่แสดงให้เห็นถึงการเปึนผู้มีความรู้และมีความเชี่ยวชาญด้านการโฆษณา ด้านประชาสัมพันธ์ ด้านสื่อสารมวลชน ด้านวางแผนยุทธศาสตร์การใช้สื่อ ด้านธรรมาภิบาล และด้านคุ้มครองผู้บริโภค ด้านละ ๑ คน ด้านอื่นดิฉันไม่ขัดแย้งเลยค่ะ แต่ดิฉันได้เคยพูดว่า สําหรับคณะกรรมการกํากับดูแลโฆษณาประชาสัมพันธ์ภาครัฐนั้น และมีการคัดเลือก คณะกรรมการ มี ๙ คนที่จะคัดเลือกผู้ที่จะไปเปึนคณะกรรมการอีกถึง ๖ ท่าน โดยที่จะมี ส่วนราชการเพียง ๓ ท่าน จะเห็นว่าสัดส่วนนี่เปึนสัดส่วนที่น่าจะไม่ถูก ต้อง ดิฉันเสนอว่า สําหรับคณะกรรมการคัดสรรนั้นถึงแม้ท่านอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์จะเปึนคณะกรรมการ เพอร์มาเนนต์ที่แน่นอนอยู่แล้ว แต่ท่านเปึนหน่วยราชการที่ดูแลการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ

ทั้งประเทศ อยู่ภายใต้สํานักนายกรัฐมนตรีทําหน้าที่เปึนเลขานุการของท่านปลัด สํานักนายกรัฐมนตรี เปึนผู้ช่วยของท่านปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี ดังนั้นขอเสนอดังนี้ ดิฉันได้บอกว่าให้มีท่านอธิบดีด้วยในคณะกรรมการคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมาธิการ ท่านอื่นหรือท่านประธานบอกว่าจะเกิดขัดกันด้านผลประโยชน์หรือว่าคอนฟลิ กต์ ออฟ อินเทอเรสต์ (Conflict of interest) เพราะท่านอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์นั้นเปึนข้าราชการ อาจจะมีนักการเมืองมาชี้ว่าให้เลือกคนนั้นคนนี้เปึนผู้ทรงคุณวุฒิ แต่ดิฉันถามว่าการที่ ท่านตั้งเอกชนแล้วเขียนลงไปในนี้ถือว่าเปึนผู้ที่มีผลงานหรือเคยปฏิบัติงานที่แสดงให้เห็นถึง เปึนผู้มีความรู้ความสามารถเชี่ยวชาญด้านการประชำสัมพันธ์นั้น อันนี้เปึนการล็อกสเปก (Lock spec) หรือไม่ เพราะว่าท่านได้ให้นายกสมาคมมีเดียเอเยนซีและธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย ได้เข้ามาเปึนกรรมการคัดสรรด้วย ดิฉันเลยถาม ที่ประชุมว่าอันนี้ไม่ใช่คอนฟลิกต์ ออฟ อินเทอเรสต์หรือ ในเมื่อนายกสมาคมมีเดียเอเยนซี ต่าง ๆ นั้นแน่นอนท่านต้องมีเครือข่าย มีสมาชิกเปึนสมาคมโฆษณา และสมาคมโฆษณา และธุรกิจเอเยนซีเหล่านี้ ก็คือคนที่มารับงานจากราชการ แล้วเราเคยได้ยินไหมคะ และมีประสบการณ์ว่าบริษัทต่าง ๆ เหล่านี้ บริษัทโฆษณาหรือบริษัทที่รับงานอีเวนต์ต่าง ๆ นั้น ไม่ใช่โทษข้าราชการอย่างเดียว หรือนักการเมืองอย่างเดียว แต่บริษัทพวกนี้มีการเสนอ ที่จะให้เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ําไป เพื่ออะไรคะ เพื่อแข่งขันให้ได้งานมาค่ะ อันนี้เราต้องให้ ความเปึนธรรมกับข้าราชการและนักการเมืองด้วย

ดังนั้นดิฉันขออนุญาตว่าจะขอโต้แย้งว่าไม่เห็นด้วยกับสัดส่วนอันนี้ จะเห็นว่าคณะกรรมการ กํากับดูแลการโฆษณาประชาสัมพันธ์ภาครัฐ ดิฉันขออนุญาตเสนอว่าต้องมี ประธานคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติหรือ กพช. ซึ่งเปึนคณะกรรมการที่อยู่ภายใต้ สํานักนา ยกรัฐมนตรีอยู่ในขณะนี้แล้วค่ะ เพราะว่าจะเปึนคณะกรรมการที่จะดูแล การโฆษณาประชาสัมพันธ์ภาครัฐโดยภาพรวมทั้งประเทศ ซึ่งเปึนหน่วยงานภาครัฐ ขอเพิ่มเติมท่านปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีซึ่งท่านจะเปึนเลขา นุการของคณะกรรมการ ประชาสัมพันธ์ภาครัฐหรือคณะกรรมการ กพช. นี้ด้วย ในคณะกรรมการกํากับดูแล การโฆษณาประชาสัมพันธ์ภาครัฐผู้จะมีบทบาทอย่าง ยิ่งในการที่จะควบคุมดูแลและไม่ให้ เกิดการทุจริตคอร์รัปชันในการใช้เงินหลวงในการโฆษณาให้เปึนไปตามเจตนารมณ์ของ คณะอนุกรรมาธิการและกรรมาธิการที่แต่งตั้งนี้ ส่วนการสรรหาคณะบุคคลคือ คณะกรรมการสรรหาทั้ง ๙ คนนั้นให้ข้อสังเกตว่ามีหน่วยงานที่ท่านไปดึงเอา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน โอเค (OK) นะคะ เลขาธิการคณะกรรมการปัองกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติหรือ ป.ป.ช. ดีแล้ว แต่ยังมีเลขาธิการสํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดินด้วย ซึ่งอันนี้หน้าที่ท่านจะใหญ่ขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ดิฉันอยากจะขออนุญาตท่านได้โปรดพิจารณาว่า คณะกรรมการกํากับดูแลการโฆษณาประชาสัมพันธ์ภาครัฐซึ่งมีภาคราชการเพียง ๓ ท่าน ขอให้เพิ่มเติมปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ เข้าไป แล้วก็ขอให้ตัดข้อความว่าเปึนผู้ที่มีผลงานหรือเคยปฏิบัติงานที่แสดงให้เห็นถึงความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านโฆษณา ด้านการประชาสัมพันธ์ เพราะนี่เปึนการล็อกสเปกว่าจะต้องมี หน่วยงานคนที่จะมาคัดเลือกนั้นต้องมีผลงานก็คือทําโฆษณาแล้วก็นํามาขอรับงบจาก ราชการ ซึ่งอันนี้ดิฉันขออนุญาตท่านอนุกรรมาธิการด้วยความเคารพว่าแย้งตรงนี้ ด้วยการเห็นประโยชน์ของประเทศชาติอย่างแท้จริง โดยไม่มีอคติใด ๆ ทั้งสิ้น ขอบพระคุณ ท่านประธานและขออภัยที่ใช้เวลาเกินค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณประชา เตรัตน์ ครับ

นายประชา เตรัตน์ 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายประชา เตรัตน์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ลําดับที่ ๑๒๕ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปัองกัน และปราบปรามการทุจริต

และประพฤติมิชอบของสภาปฏิรูปแห่งชาติที่ได้พยายามรวบรวบและประมวลถึงแนวทาง วิธีการต่าง ๆ สิ่งที่ผมสนใจคือในแนวทาง ที่ทางท่านกรรมาธิการได้นําเสนอนั้น ที่กลุ่มเปัาหมาย ๗ กลุ่ม ผมให้ความสนใจในกลุ่มที่ ๑ คือกลุ่มเด็กและเยาวชน แล้วก็กลุ่มที่ ๗ กลุ่มประชาชน แน่นอนที่สุดในการวางพื้นฐานที่จะให้ปลูกฝังคนในชาติให้ระลึก และตระหนักรู้ถึงความเสียหายต่อการทุจริตและประพฤติมิชอบในบ้าน เมืองซึ่งเกิดขึ้น มากมายนับแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองป้ ๒๔๗๕ เปึนต้นมา ๘๐ กว่าป้เต็ม ที่เราได้มอบอํานาจการบริหารราชการแผ่นดินให้กับฝ์ายการเมืองและข้าราชการทั่ว ๆ ไป รากฐานสําคัญที่เรายึดโยงและชัดเจนแล้วว่าการทุจริตและประพฤติมิชอบที่เปึนขนาดใหญ่ ลักษณะเชิงนโยบายก็ดีที่เปึนขนาดมหาศาลนั้นนี่ ฝ์ายการเมืองนั้นไม่สามารถที่จะโกงหรือ ทําทุจริตด้วยตัวเองได้ ความร่วมมือระหว่างฝ์ายภาคประจําหรือข้าราชการและการเมือง จึงเปึนส่วนสําคัญที่สุดที่จะต้องวางกลไกและวางระบบปัองกันแก้ไข ซึ่งในนี้ก็มีหลาย ๆ ส่วน ก็ได้วางไว้แล้ว แล้วแม้แต่รัฐธรรมนูญฉบับที่กําลังร่างอยู่ก็ได้มีวางมาตรการอันนี้ไว้ เช่นเดียวกัน สิ่งที่กระผมเองจะขอให้ความสนใจเปึนพิเศษก็คือในกลุ่มของเด็ก และเยาวชน และเด็กนักศึกษา นักเรียน และรวมถึงเด็กนอกที่ไม่ได้อยู่ในภาคโรงเรียนด้วยก็เช่นกัน การปลูกฝังสําคัญที่สุดนั้นเริ่มตั้งแต่ครอบครัว เริ่มที่ตัวตนของพ่อแม่เปึนหลัก แล้วก็สถาบันการศึกษาทั้งหลาย เปึนที่น่าเสียดายว่าในเรื่องของการศึกษานั้นเราไปมุ่ง ความดีเด่นความรู้ทางการศึกษา แต่เรื่องคุณธรรม จริยธรรมเรากลับห่างเหิน สิ่งเหล่านี้ ควรจะต้องกําหนดในมาตรการในเรื่องของการศึกษาเปึนสําคัญยิ่ง ประเทศไทยเรานับถือ ศาสนาพุทธ ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์

เพราะฉะนั้นโรงเรียนวิถีพุทธทั้งหลาย การให้พี่น้องประชาชนโดยเฉพาะเด็กและนักเรียน เยาวชนนั้นได้เข้าถึงหลักศาสนาที่แท้จริง สําหรับเยาวชนที่อยู่ศาสนาอื่น ๆ เช่น อิสลามหรือ คริสต์ เขาก็มีวิธีการและต้องปลูกฝังให้เขาสํานึกถึงคําสอนของศาสนาของตัวเองเช่นเดียวกัน ผมมั่นใจว่าถ้าเราปลูกฝังเด็กและเยา วชนตั้งแต่เล็กขึ้นไปให้สํานึกถึงคุณธรรมจริยธรรม ตามคําศาสนาและหลักธรรมะแล้ว อย่างน้อยที่สุดความรู้สึกหิริโอตตัปปะ ความละอายต่อบาป ที่จะไม่กระทําสิ่งที่ไม่ดีเมื่อตัวเองได้มีตําแหน่งหน้าที่การงานในอนาคตนั้นก็จะดีขึ้น กลุ่มที่ ๗ กลุ่มประชาชน เราใช้กลไกไม่ว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็ดี ส.ว. ก็ดี มีองค์กรอิสระ ตั้งแต่ป้ ๒๕๔๐ เปึนต้นมาก็ดี มีทั้ง ป.ป.ช. มีทั้ง สตง. มีทั้งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผู้ตรวจการแผ่นดิน เราก็พบว่าก็ยังสามารถสกัดกั้นการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ แล้วก็ทางวงการเมืองได้ไม่ดีนัก แต่ทั่วประเทศในทั่วโลกเราพบว่าวิธีที่จะช่วยเหลือ ในการปัองกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการและการเมืองได้ดีที่สุดนั้น อยู่ที่ภาคการมีส่วนร่วมของประชาชนเปึนหลัก สําคัญยิ่ง แต่ในกลุ่มที่ ๗ นั้นรู้สึกว่า อยากจะให้กรรมาธิการปฏิรูปการปัองกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบของ สภาปฏิรูปแห่งชาติช่วยขยายรูปแบบกลไกให้ชัดเจนหน่อย เพราะพูดมาว่าให้มีกลไกเชื่อม จริง ๆ การมีภาคการมีส่วนร่วม ของประชาชนในการปัองกันและปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบจะเปึนห น่วยงานองค์กรที่ไม่ใช่องค์กร ครับ เปึนกระบวนการ ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด แล้วเราจะทําอย่างไรครับ ผมเสียดายนะครับ แม้แต่ใน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันของเรา เราแค่อยากให้มีกลไกตรวจสอบภาคประชาชนขึ้นมา มีสภาตรวจสอบภาคพลเมืองขึ้นมาปัูบ เปึนที่หวั่นวิตกทั้งของข้าราชการและฝ์ายการเมือง ผมก็ไม่เข้าใจ ทั้ง ๆ ที่เปึนกลไกที่สําคัญที่สุด ทุกคนร้องโวยวายว่าเดี๋ยวขัดขวางการทํางาน มันไม่ใช่ ถ้าคุณสุจริตคุณไม่ต้องกลัวถูกขัดขวางการทํางาน จะให้ทําอย่างไรภาคประชาชน จะสทรินเจนต์ (Stringent) เขาเรื่องนี้อย่างไรเขียนออกมาให้ชัดอีกนิดหนึ่งในกลุ่มที่ ๗ ที่เขียนมาตรงนี้ผมว่ามันยังอ่อนมาก ไม่รู้จะเข้าไปอย่างไร แค่ประชาชนจะเข้าไปขอ ข้อมูลข่าวสารในเรื่องของต่าง ๆ ก็ถูกกีดกันตั้งแต่แรกแล้ว แล้วถ้าเราสามารถปูพื้นฐาน เน้นไปที่ภาคแอเรีย เบส (Area based) ในพื้นที่ อบต. เทศบาลระดับจังหวัดพอ ตรงนี้ จะเปึนส่วนที่เขารักษาผลประโยชน์ ประชาชนได้รักษาประโยชน์ ทั้งภาษีที่เขาใช้จ่ายไป งบประมาณที่ใช้ในการพัฒนาพื้นที่ไม่ว่าระดับ อบต. เทศบาลหรือ อบจ. ก็ตาม ตรงนี้เปึนส่วนที่

เขาอยู่ใกล้ชิดที่สุด และผมยืนยันว่าพี่น้องประชาชนเขาทราบดี โครงการแต่ละโครงการ หรืออะไรก็ตาม เขาใช้ไปเม็ดเงินมันคุ้มไม่คุ้มเขาทราบดี แต่เขาไม่รู้ว่าจะเข้าไปนั่นอย่างไร ทุกวันนี้บ อกให้เปึนแค่คน เฝัาระวัง เปึนวอตช์ดอก (Watchdog) เปึนคนเฝัาระวัง ๆ เขาแจ้งไปแล้ว แจ้งแล้วแจ้งอีกก็ไม่มีผลอะไร เมื่อเขาแจ้งแล้วแจ้งอีก ซ้ํา ๆ ๓-๔ หนมันน่าจะ ให้อํานาจเขาสามารถที่จะฟัองร้องเองอะไรได้บ้าง ไม่ใช่ศาลปกครองบอกว่าประชาชนไม่ใช่ ผู้เสียหายอะไรอย่างนี้มันไม่ใช่ สาธารณสมบัติของแผ่นดินของบ้านเราที่มันต้องสูญเสีย ไปเยอะแยะมากมายเพราะคําที่ว่าประชาชนไม่ใช่ผู้เสียหายนี่แหละครับ เพราะฉะนั้น จะทําอย่างไรก็ตามใน กลุ่ม ที่ ๗ กลุ่ม ประชาชน สิ่งหนึ่งที่เราพยายามออกแบบ ในรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้พลเมืองเปึนใหญ่ก็ประเด็นตรงนี้ ทําอย่างไรประชาชนได้มีส่วน มาปกปัองสาธารณสมบัติแผ่นดินก็ดี ปกปัองแผนงาน โครงการที่ใช้จากภาษีของประชาชนก็ ดี เมื่อประชาชนเปึนผู้จ่ายภาษีโครงการทุกอย่างที่มาจากพระราชบัญญัติงบประมาณขึ้นมา จะมาบอกว่าประชาชนไม่ใช่ผู้เสียหายนี่ผมไม่ค่อยสบายใจ สิ่งเหล่านี้คืออยากจะฝากไว้นะครับ ท้ายที่สุดก็ต้องขอบคุณทางกรรมาธิการที่ได้มีความพยายาม หลายส่วนประมาณ ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์คิดว่าไปได้แล้ว แล้วก็ปรับปรุงอีกสักนิดหน่อยเพื่อเพิ่มความเข้ มแข็ง ในการระวังปัองกันระดับเด็ก และเยาวชน แล้วก็ภาคประชาชน ขอบคุณมากครับ ท่านประธาน

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ อีก ๕ ท่าน ท่านรองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ณรงค์ พุทธิชีวิน คุณชาลี เจริญสุข อาจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ และคุณทนงศักดิ์ ทวีทอง นะครับ เรียนเชิญอาจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ ครับ

รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากจังหวัดสงขลา ขออนุญาตที่จะชื่นชมสักนิดหนึ่งนะครับ ถึงแม้ว่าจะเปึนข้อห้าม แต่ก็เรียนว่ากรรมาธิการ ก็ได้ทําการศึกษาในรอบ ๒ นี้มาครบถ้วนมากขึ้น

แต่ก็มีบางประเด็นที่อ่านแล้วก็คิดว่าอยากจะขอแลกเปลี่ยน ขอเพิ่มเติมนะครับ โดยเฉพาะในเรื่องของการปลูกฝัง อันที่จริงเรื่องปัองกันและเรื่องปราบปรามก็เปึนเรื่อง สําคัญมาก แต่ว่าเรื่องปลูกฝังผมก็ถือว่าในฐานะที่อยู่ในวงการการศึกษาถึงแม้ว่าจะไม่ได้ ร่ําเรียนมาทางการศึกษา แต่ว่าทําหน้าที่รับราชการอยู่ทางการศึกษาก็เห็นว่าเรื่องของ การปลูกฝังกับเรื่องการศึกษานั้นเปึนเรื่องที่มีความเชื่อมโยงและสําคัญเปึนอย่างยิ่ง ขออนุญาตในรายงานในหน้า ๕ เรื่องปลูกฝัง โดยเฉพาะในเรื่องของการที่จะสร้างเครือข่าย และกลไกเชิงสถาบัน ในข้อ ๒ ในเรื่องของ ๓ แนวทางที่กําหนดไว้ซึ่งตรงนั้นก็ได้พูดถึง การที่จะทําอย่างไรให้เกิดการยกย่องเชิดชูให้มีสถาบันที่ไปทําหน้าที่ช่วยส่งเสริมคนดีและ สร้างคนดี ก็อยากจะเรียนว่าในข้อนี้ผมอยากจะให้มีความชัดเจนในเรื่องของการส่งเสริม สนับสนุน เชิดชู และยกตัวอย่าง ถึงแม้ว่าจะเขียนเอาไว้เปึนข้อความไว้บ้างแล้ว แต่ผมคิดว่า เพื่อให้เกิดความชัดเจนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอยากจะให้เชื่อมโยงระหว่างข้อ ๑ ของ ๗ กลุ่มเปัาหมาย คือข้อ ๑ และข้อ ๕ ใน ๗ กลุ่มเปัาหมายนั้นทําอย่างไรถึงจะทําให้ เรื่องของเด็กและเยาวชนกับสื่อมวลชนได้มีความเชื่อมโยงกัน สื่อนั้นทําอย่างไรถึงจะ ให้สื่อสารในเรื่องที่ดี ๆ เรื่องที่เปึนตัวอย่างให้มากขึ้น รายการต่าง ๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ ส่วนใหญ่เปึนรายการตบตี ชกต่อยกันเสียมากกว่า เรื่องดี ๆ มากมายที่มีอยู่ในสังคม สื่อแทบจะไม่ได้หยิบมาเลย ในส่วนของเปึนข่าวนั้นทุกท่านก็ทราบอยู่แล้วว่าในเรื่องของข่าวดี ต้องจ่าย ข่าวร้ายลงให้ฟรี ในลักษณะอย่างนี้ทําอย่างไรในเรื่องดี ๆ ที่สื่อควรจะไม่ต้องจ่าย แล้วละครับ พยายามทําอย่างไรให้มีรายการที่ดี ๆ ที่เปึนตัวอย่าง สิ่งที่เขาทําดีอยู่แล้ว รีบยกมาเปึนตัวอย่างให้มากขึ้น อย่างนี้เปึนต้น ให้เปลี่ยนจากอย่างที่ว่ามาเปึนข่าวดีให้คงไว้ ข่าวร้ายคัดกรองออกมาเสียบ้าง นอกจากข่าวร้ายที่จะเปึนอุทาหรณ์หรือข่าวร้ายที่อาจจะ เปึนภัยต่อสังคมอาจจะยกมาเปึนตัวอย่างได้ แต่ว่าข่าวดี ๆ ทั้งหลายที่จะได้เปึนตัวอย่าง และทําให้เยาวชนได้รู้สึกว่ากรณีที่มีกิจกรรมดี ๆ เรื่องดี ๆ การกระทําดีถือว่าได้มีโอกาส ลงหน้าสื่อ ออกหน้าสื่อ เปึนข่าวในทางสื่อ ตรงนี้เองผมคิดว่าจะเชื่อมโยงข้อ ๑ กับข้อ ๖ ใน ๗ กลุ่มเปัาหมายได้ดีขึ้น ส่วนที่ ๒ ซึ่งจะอยู่ในหน้า ๙ ที่จะขอมีความเห็นก็คือทําอย่างไร ที่จะทําให้ผู้ที่มีการกระทําดีในเรื่องของการมีลักษณะของการประพฤติที่สุจริต ไม่ชอบหรือรังเกียจการคดโกงหรือได้มีการกระทําใด ๆ ที่ส่อให้เห็นว่าได้มีการกระทํา

ที่สนับสนุนเรื่องการกระทําทุจริตนี่ ได้มีที่นั่งในสถานศึกษาทุกระดับนะครับ ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา ชั้นมัธยมศึกษา ชั้นอุดมศึกษา ให้มีที่นั่งให้กับคนเหล่านี้ นอกเหนือจากการแข่งขันกันในเรื่องความสามารถทางการเรียนอย่างเดียวแล้ว การที่เขามี พฤติกรรมที่ดีแล้วเปึนตัวอย่างได้มีโอกาสในการที่จะมีที่นั่ง ในสถานศึกษาควบคู่กันไปกับ เรื่องความสามารถด้านการเรียนด้วย แต่ว่าเปึนลักษณะเพิ่มเติมให้กับคนเหล่านี้ เพราะผมคิดว่าอันนี้คือทางออกทางหนึ่งที่จะช่วยให้คนที่กระทําดี โดยเฉพาะในเรื่องของ การมีพฤติกรรมที่ส่งเสริมการกระทําที่สุจริตได้มีที่นั่ง ได้มีโอกาสในการศึกษาได้มากขึ้น ส่วนที่ ๓ เช่นเดียวกัน น่าจะอยู่ในหน้า ๙ ก็คือในเรื่องของการที่จะทําให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องของการปลูกฝังเยาวชน ปลูกฝังในทางที่ดี กลุ่มบุคคลที่สําคัญที่สุดกลุ่มหนึ่งก็คือ ครูอาจารย์ ทําอย่างไรถึงจะให้มีครูอาจารย์ที่ดี ที่เปึนตัวอย่างของความซื่ อสัตย์สุจริต เข้ามาเปึนครูให้มากขึ้น ตั้งแต่การผลิตครู ผลิตอาจารย์ทั้งหลาย ผลิตคนที่จะมาเปึนอาจารย์ ให้มีคุณลักษณะของการทําความดีในเรื่องสุจริต การคัดเลือกไม่ใช่เปึนลักษณะว่าคัดเลือก รับครูเข้าเมื่อไร เรื่องทุจริตก็เปึนข่าวโฉ่เข้ามาทุกทีอย่างนี้เปึนต้น

ตรงนี้ต้องไม่ให้เกิดขึ้นอีกแล้วในอนาคตนะครับ แล้วก็การประเมินให้ความดีความชอบ ทั้งหลายทําอย่างไรถึงจะทําให้คนที่มีพฤติกรรมที่ดีส่งเสริมการมีพฤติกรรมที่สุจริตได้มีโอกาส มากกว่าคนอื่น ๆ ในวงการครูบาอาจารย์ ทําอย่างไรถึงจะคัดครูอาจารย์สีเทาออกจากระบบ ง่ายและเร็ว มีเกณฑ์มีเงื่อนไขที่แตกต่างจากบุคลากรด้านอื่นเพ ราะคนที่เข้ามาอยู่ในวงการ ครูอาจารย์ต้องเปึนตัวอย่างในเรื่องของการกระทําดีแล้วก็มีความซื่อสัตย์สุจริต เพราะฉะนั้น กรณีนี้อาชีพครูอาจารย์ต้องเปึนอาชีพตัวอย่างซึ่งจะเปึนการช่วยปลูกฝังเด็กและเยาวชน ตั้งแต่ต้นไม่ใช่คัดใครมาก็ได้ เรียนเก่งหรืออาจจะเข้ามาในลักษณะที่ มีการทุจริตเกิดขึ้น ยังหลุดเข้ามาเปึนครูบาอาจารย์ได้ การประเมิน การสนับสนุน การส่งเสริม การได้ ดํารงตําแหน่งต่าง ๆ ก็ยังมีครูอาจารย์สีเทาเข้ามาดํารงตําแหน่งอยู่เยอะมา กมาย เพราะฉะนั้นตรงนี้เองนะครับที่อยากจะขอฝากไว้ซึ่งจะอยู่ในหน้า ๙ นะครับ ผมคิดว่า ถ้าอย่างไรขอให้พิจารณาและช่วยปรับปรุงเพิ่มเติมนะครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญท่านอาจารย์ณรงค์ครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ณรงค์ พุทธิชีวิน

ท่านประธานที่เคารพ ผม ณรงค์ พุทธิชีวิน สปช. ด้านการศึกษาหมายเลข ๐๗๔ ครับ ท่านประธานครับ ในเรื่องเปัาหมายของ การสร้างความบริสุทธิ์ยุติธรรมให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง ผมเห็นด้วยกับกรรมาธิการทั้งหมดครับ แต่เห็นต่างในเรื่องจุดมุ่งหมาย ถ้าเราเซ ตจุดมุ่งหมายที่ผิดกระบวนการก็จะผิด จุดมุ่งหมายที่ท่านเซ ตไว้ก็คือการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ เปึนปลายเหตุ สิ่งที่อยากที่จะให้ชัดเจนก็คือต้องสร้างความสุจริตยุติธรรมให้เกิดขึ้น อย่าลืมนะครับว่าสุจริตกับทุจริตนั้นมันเปึน เคาน์เตอร์ บีเฮฟวิเออร์ (Counter behavior) เปึนพฤติกรรมที่ตรงกันข้ามกัน ถ้าท่านสร้างพฤติกรรมที่สุจริตการทุจริตมันก็ไม่เกิดขึ้น ถ้าเชื่อเช่นนี้กระบวนวิธีในการสร้างความสุจริตก็อยากจะเสนอบางประการครับ อย่างแรก ผมมองว่าต้องสร้างองค์กรโปร่งใส องค์กรซื่อสัตย์สุจริต แต่ละองค์กรเดี๋ยวนี้มีการประเมินครับ แต่ประเมินหลายเรื่องทีเดียว ยกเว้นเรื่องของความสุจริต เปึนไปได้ไหมครับ ที่ต่อไปนี้ ทุกองค์กรต้องได้รับการประเมินเรื่องของความสุจริตโดยมีเคพีไอ (KPI) บางประการ เช่น อย่างแรก มีข่าวสารการปฏิบัติงานที่ชัดเจน มีรายงานผลการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับ ความสุจริตที่ชัดเจน มีคนสุจริต มีกระบวนการหรือพฤติกรรมที่สุจริตให้เห็นชัดเจน

สิ่งเหล่านี้ทําให้องค์กรสุจริตได้ และส่งนโยบายต่อไปดีไหมครับว่าต่อไปนี้ทุกจังหวัดต้องมี กระบวนการของการประกาศองค์กรสุจริตขึ้นทุกป้ อย่างน้อยเริ่มต้นจังหวัดหนึ่ง ๆ ต้องมี องค์กรสุจริตเกิดขึ้น ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด แล้วก็ให้เพิ่มทีละ ๕ เปอร์เซ็นต์ ๕ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ ป้ครับ เราสามารถจัดการกับความทุจริตได้ด้วยองค์กรโปร่งใส องค์กรสุจริตอย่างนี้ ลองประกวดเรื่องนี้ดูดีไหมครับ ผมเห็นหลายจังหวัดประกวดส้วมทองคําทํากันถึงขนาด ประกวดส้วมทองคํา แล้วก็มีการรับรางวัลกันอย่างเอิกเกริก ทําให้มีการรับรางวัลองค์กรสุจริต กันอย่างเอิกเกริกยิ่งกว่านั้นได้ไหมครับ ส่วนที่ ๒ ผมคิดว่าเรื่องสมัชชาธรรมาภิบาล ในหน่วยงานของรัฐควรจะมีในทุกหน่วยงานก่อนที่จะมีกระบวนการในการตัดสินใจต่าง ๆ ของระบบบริหารต้องผ่านกระบวนการหรือสมัชชาธรรมาภิบาลก่อนจะได้ไม่ต้องมาถกเถียง หรือตั้งข้อสงสัยในเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริตกัน

ในส่วนที่ ๓ ผมเห็นด้วยกับกรรมาธิการในเรื่องของการกําหนดกรอบการทํางานแต่ละเรื่อง ๆ ให้ชัดเจน แต่ผมตกใจนะครับ ในรายงานของท่านในหน้า ๑๖ เขียนว่าลดการใช้ดุลยพินิจ ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เขียนอย่างนี้ได้อย่างไรครับ การใช้ดุลยพินิจนี่คือหัวใจ ของการทํางาน แล้วไปเสนอว่าลดการใช้ดุลยพินิจ ต่อไปใครก็ทํางานราชการได้ ใครก็เปึน ผู้บริหารได้เพราะท่านเสนอให้ลดการใช้ดุลยพินิจ เรื่องนี้ต้องแก้ครับ แก้อย่างยิ่งเลย ผมเข้าใจเจตนาของท่านก็คือต้องการให้กรอบการทํางานต่าง ๆ มีระยะเวลาที่ชัดเจน แต่เรื่อง ของการลดการใช้ดุลยพินิจ คํานี้ต้องตัดออกครับ เมื่อเรามีกรอบในการทํางาน ต้องทําให้ ประชาชนผู้รับบริการรู้ว่ามีกลไกอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับเขา ที่เขาจะต้องไปผ่าน แล้วก็ พยายามลดกลไกเหล่านี้ลงให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ วันนี้ในการทํางาน ๑ ชิ้น ผ่าน ๕ กลไก ผ่าน ๕ โต๊ะ ป้หน้าต้องเหลือ ๔ โต๊ะ ป้ถัดไปต้องเหลือ ๓ โต๊ะ สิ่งเหล่านี้จะลด กระบวนการทุจริตคอร์รัปชันได้ เปึนเรื่องของการใช้ดุลยพินิจของหัวหน้าหน่วยงานในการทําให้ ราชการมีความโปร่งใสและสุจริต ยุติธรรม เรื่องสุดท้ายครับ ผมคิดว่าจะต้องมีคอล เซนเตอร์ (Call center) หรือไลน์ เซนเตอร์ (Line center) สําหรับการแจ้งข้อมูลข่าวสารเรื่องของ ความไม่สุจริต เพื่อที่จะทําให้เห็นว่ากระบวนการในการทุจริตนั้นมีกระบวนการ ตรวจสอบชัดเจน แล้วก็ปัองกันคนที่แจ้งข้อมูลข่าวสารให้เขาไม่ต้องรับความเดือดร้อน เคยได้ยินโครงการตาวิเศษไหมครับ ทําโครงการลักษณะเช่นนี้ขึ้นมา บอกข้อมูล ของความทุจริตหรือความไม่ชอบมาพากลก็จะทําให้องค์กรของเรามีความโปร่งใสได้ ชื่นชม ในความตั้งใจของกรรมาธิการครับ แต่อยากให้แก้แล้วก็ปรับตามที่เสนอเพื่อความสมบูรณ์ ของรายงานครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณชาลี เจริญสุข ครับ

นายชาลี เจริญสุข 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม นายชาลี เจริญสุข สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จังหวัดฉะเชิงเทรา สําหรับวันนี้ ขออภิปรายในเรื่องที่อาจจะเปึนการเสนอเพิ่มเติม เพื่อที่จะช่วยกันปฏิรูปประเทศของเรา ให้ปราศจากการทุจริตคอร์รัปชันเปึนเรื่องที่ใหญ่ จึงมีรายละเอียดที่ผมขอเสนอที่ค่อนข้างเยอะ นิดหนึ่ง เพราะว่ามันมีประเด็นที่จะต้องไปแตะกับหลายประเด็นตามรายงานถึง ๗ ประเด็น ด้วยกัน ประเด็นแรกผมอยากจะเสนออย่างนี้ครับว่าในเรื่องของข้อมูลข่าวสาร สําคัญมาก

ในการที่เราจะได้คนดีในเรื่องของการที่จะได้มาในหัวข้อเรื่องที่เกี่ยวกับการเมือง ผมยังมองว่า แม้แต่ในระบบปฏิรูปการเมืองเราก็ยังหากลไกที่จะปัองกันการทุจริตคอร์รัปชันมาเสริม ดังนั้นผมจึงเสนอว่าข้อมูลข่าวสารนี้สําคัญ อย่างเช่นกรณีที่การเช็ก (Check) ตรวจสอบประวัติ เปึนเรื่องที่สําคัญ เพราะอะไรทราบไหมครับ วันนี้สมมุติกลไกการสมัครการเปึนผู้แทน หรือเปึนนักการเมือง มันจะเปึนแบบเดิม ๆ เลยครับ ประชาชนทั่วไปก็จะมองไม่เห็นว่า เอ๊ะ เราได้ปฏิรูปอะไรลงไปบ้าง ผมยังเสนอว่าน่าจะมีกลไกในเรื่องของการตรวจสอบข้อมูล มีเพื่อนสมาชิกเคยเสนอหมายเลขบัตรประจําตัวประชาชน ๑๓ หลัก ถ้าเราเสียบบัตรไปปุ็บ เราต้องรู้เลยว่าบุคคลคนนี้เคยเสียภาษี บุคคลคนนี้มีการถูกร้องเรียนไหม โดยเฉพาะข้อมูล สําคัญมาก ๆ คืออะไรรู้ไหมครับ ศาลปกครองจะมีข้ อมูลเกี่ยวกับการร้องเรียน เรื่องการประพฤติมิชอบมาก ทั้งระบบของส่วนราชการ ทั้งส่วนราชการ ท่านเชื่อไหมครับว่า ถ้าประชาชนไม่เหลืออด ผมมองว่าเขาไม่ไปร้องศาลหรอกครับ ซึ่งศาลปกครองผมมองว่า เปึนศาลที่พึ่งสุดท้าย เพราะว่าจดหมายฉบับเดียวก็ถือว่าเปึนการฟัองร้องเรียน แต่ถ้าเรา บอกว่าไปเอาศูนย์ดํารงธรรมมาด้วยนะ ศูนย์ดํารงธรรมอย่างนี้มันเยอะไป เอาที่เปึนข้อมูล ที่ชัดเจนแล้วเอามาใส่ในฐานข้อมูลให้ได้

อันนี้ผมว่าจะเปึนส่วนหนึ่งในการที่เปึนข้อมูลในการที่จะปัองกันผู้ที่จะมาดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองทุกระดับ ถ้าคู่กับประวัติส่วนตัว ประวัติการศึกษา ทําได้แล้วรับรองประเทศนี้ เปลี่ยนแน่ ส่วนหนึ่งที่ผมเองผมอาจจะมองต่างมุมกับเพื่อนสมาชิก เรื่องของการใช้ดุลยพินิจ ผมมองอย่างนี้ว่าผมอยู่ส่วนภูมิภาคการใช้ดุลยพินิจมันอยู่ในชีวิตประจําวัน อย่างเช่นสังเกตไหม ว่าเราไปซื้อของ โดยไม่รู้ตัวนี่เราถูกตรวจสอบ ถ้าเปึนห้างสรรพสินค้าเราต้องได้รับใบเสร็จ ใช่ไหมครับ แม้แต่ร้านสะดวกซื้อเขาก็ให้ใบเสร็จ แต่ทําไมเราไปซื้อร้านทั่วไปเราไม่เคยทวง ใบเสร็จ มันเกิดอะไรขึ้นครับ ๑. คือว่าผู้ที่ขายก็ไม่ได้เอาไปเสียภาษีและการถูกประเมินภาษี ไม่ได้เข้าระบบ เมื่อไม่เข้าระบบใครที่ใช้ดุลยพินิจครับ ก็เปึนผู้ที่มารับขึ้นทะเบียนแล้วบอกว่า เกณฑ์ตรงนี้ไม่ต้องออกใบเสร็จเพราะว่าดุลยพินิจเหมาจ่าย มันเกิดขึ้นแล้วครับ คําว่า โตไปไม่โกง แต่ว่ามันยังอยู่ในชีวิตประจําวัน เราไม่รู้หรอกว่าการซื้อสินค้าแล้วไม่เรียกใบเสร็จ คือการร่วมมือกันคอร์รัปชันแล้วใช่ไหมครับ ฉะนั้นเรื่องนี้เปึนเรื่องใหญ่ พอระดับชาติไป มีการเสนอกลไก อย่างเช่นงบประมาณ ส.ส. มีผู้เสนอในรายการเสียงประชาชนที่จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๗ ที่ผ่านมา บอกว่าให้แยกเลย ฝ์ายบริหารไม่ต้องแตะเงิน ฝ์ายการเงิน ก็ใช้เงินโดยไม่ยุ่งกับฝ์ายบริหาร เพื่อไม่ให้เกิดการคอร์รัปชัน เพื่อไม่ให้มีคอมมิชชัน (Commission) คอมมิชชันนั่นแหละมันมาซึ่งคอร์รัปชันใช่ไหมครับ ก็มีการแยก แต่สุดท้าย ที่ผ่านมางบประมาณจากสภาส่งไปยังจังหวัด ปรากฏว่าไม่มีชื่อ ส.ส. หรอกครับ แต่ทําไม ส.ส. ไปได้คอมมิชชันได้อย่างไร เห็นไหมครับ แยกกันแล้ว แต่กลไกมันบิดเบือน แล้วเราจะทําอย่างไรให้มันโปร่งใส แล้วปราศจากคอร์รัปชัน เปึนเรื่องที่ยุ่งยากมาก และเปึนเรื่องที่ซับซ้อน ฉะนั้นเราก็ต้องตามปฏิรูปกันต่อไป เรื่องสุดท้ายเรื่องอะไรรู้ไหมครับ ราชการ ราชการนี่ตัวรู้ดีเลยครับ ในท้องถิ่นราชการมีคอร์รัปชันไหม มี มีอย่างไร พื้นที่เปึน พื้นที่สาธารณะถ้ามีการได้รับเงินจากการจัดงานใด ๆ ทั้งสิ้นแล้วไม่ได้ออกใบเสร็จ เกิดอะไรขึ้นครับ คอร์รัปชันไหมครับ ใช่ไหมครับ ต้องถามก่อนว่าใช่ไหมครับ แต่วันนี้ ในประเทศไทยยังมีครับ มีไหมครับ พื้นที่ของทางราชการหรือพื้นที่สาธารณะเมื่อมี การจัดงาน อย่างเช่น งานออร์แกไนซ์ (Organize) งานอะไรก็แล้วแต่ ได้รับเงินก้อนมา ๑ ก้อน เสร็จแล้วไม่มีใบเสร็จให้เขา และไม่มีการชี้แจง หรือการประกาศว่าเงินที่ได้มานั้น ได้ใช้จ่ายอะไรไปบ้าง นี่คือต้นเหตุของการคอร์รัปชัน ผมฝากคณะกรรมาธิการว่าเปึนเรื่องที่ อยากจะเห็นภาพการปฏิรูปที่ชัดเจนจริง ๆ ว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติเข้ามาแล้วเราทํางานแล้ว

จาก ๑๐๐ หน้านี่เราสามารถไปบอกประชาชนได้ทันทีว่านี่คือการปฏิรูปสําเร็จแล้ว ในเรื่องของการปัองกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญอาจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ครับ

นายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ เรื่องแรกผมคิดว่ากฎหมายที่เกี่ยวกับการปัองกันและปราบปราม การทุจริตคอร์รัปชันมันกระจัดกระจายอยู่หลายที่เหลือเกิน ผมคิดว่าน่าจะต้องจัดทําเปึน ประมวลกฎหมายเหมือนกับกฎหมายอื่น ๆ มันจะได้รวมอยู่ในที่เดียวกัน ผมก็เข้าใจว่า กรรมาธิการชุดนี้ก็คงทําไม่ทัน แต่ก็ควรจะทําเปึนเรื่องส่งต่อว่าต่อไปควรจะเปึน ประมวลกฎหมายว่าด้วยการปัองกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน เพื่อให้เนื้อหา ต่าง ๆ มันสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้อย่างดี เรื่องที่ ๒ อย่างเช่น เรื่องให้ประชาชน หรือภาคประชาชนสามารถเปึนผู้เสียหายได้ เนื่องจากมันมีกฎหมายอยู่หลายที่ เราเลยไม่แน่ใจว่ามันมีที่ไหนไหมที่สามารถเขียนแล้วให้มันคลุมได้ทุกเรื่อง ภาคประชาชน แล้วก็ในเรื่องการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันแล้วก็เปึนผู้เสียหายได้

เราก็ทราบดีว่าในประเทศเกาหลีก็อาศัยภาคประชาชนในการไล่ฟัองนักการเมือง แล้วก็ทําให้ นักการเมืองติดคุกติดต ะรางกันนี่นะครับ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องเป่ดโอกาสให้ ภาคประชาสังคมไทยในการที่จะทําเช่นนั้นนะครับ เรื่องที่ ๓ ก็คือเมื่อเราเป่ดโอกาสให้ ภาคประชาสังคมเข้าไปมีบทบาทนะครับ ในการขอข้อมูลข่าวสารก็ต้องเขียนให้ชัดว่า เพื่อประโยชน์ในการปัองกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันประชาชนมีสิทธิที่จะขอ ข้อมูลข่าวสารจากรัฐ ไม่ว่าเกี่ยวกับเรื่องภาษีอากร การฟอกเงิน และอื่น ๆ โดยอาศัยศาลสั่ง ผมเข้าใจครับ ถ้าให้ขอโดยตรงเราก็ไม่รู้ว่าอ้างเพื่อเรื่องนี้แต่ไปใช้ประโยชน์ในเรื่องอื่นก็ได้นะครับ อันนี้เราก็ให้ศาลสั่งได้ว่าจะขอไปใช้ในเรื่องเหล่านี้จริง ๆ ก็สั่งให้เอาข้อมูลข่าวสารอันนี้ไ ด้ ผมคิดว่าต้องใส่ไว้ตรงไหนตรงหนึ่งนะครับ นอกจากการขอข้อมูลข่าวสารแล้ว ผมคิดว่า การได้รับการสนับสนุนเรื่องเงินผมว่าก็เปึนเรื่องสําคัญ เปึนไปได้ไหมครับว่าเราสามารถ ที่จะเอาเงินจากที่ไปส่งเสริมการทุจริตกลับมาใช้ในการปัองกันและปราบปรามการทุจริต เช่น เงินของหวยใต้ดิน หรือถ้าต่อไปเรายอมให้มีบ่อนกาสิโนก็เอาเงินจากบ่อนกาสิโน อะไรก็ตามที่ของเสีย ๆ เอามาทําประโยชน์เราก็สามารถเอามาใช้ประโยชน์ในเรื่องนี้ได้นะครับ ผมคิดว่ามันต้องมีกองทุน ผมก็ไม่รู้มันอยู่ตรงไหน แล้วก็เอาเงินจากสลาก จะเปึนสลากการกุศล เพราะว่าถ้าเราไปเรียกสลากรัฐบาลเดี๋ยวไปเอาจากสํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลก็จะบอกว่า เปึนเรื่องเอียร์มาร์ ก แทกซ์ (Earmark Tax) ทําไม่ได้ ขัดต่อนโยบายกฎหมายการคลัง เราก็อาจจะเอาสลากการกุศลหรือถ้าท่านจะสนับสนุนต่อไปภายภาคหน้าซึ่งผมก็กําลังจะ เสนอเข้ามาต่อไปก็คือเปลี่ยนปรัชญาสํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลให้มันเปึนสลากวิสาหกิจ เพื่อสังคม แล้วก็เขียนไว้ชัดเลยว่าเอาเงินไปสนับสนุนการปัองกันและปราบปรามการทุจริต คอร์รัปชันได้ ซึ่งกรณีนั้นมันจะสามารถจะไปออกหวยบนดินแล้วก็เอาเงินมาใช้ ส่วนรัฐบาล อยากได้ก็เก็บภาษีไป อันนั้นเราก็ไม่ว่า อันนี้ผมว่ามันต้องมีกองทุนสนับสนุนภาคประชาสังคม ในการทํางานเกี่ยวกับการปัองกันและ ปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน และเราก็พบว่า จากประสบการณ์ของประเทศเกาหลี กลุ่มภาคประชาชนที่ร่วมกันไปฟัองนักการเมือง เขาก็เหนื่อยอ่อนในการที่จะถูกตามเล่นงานอยู่แล้วนะครับ เขาก็ทําได้สําเร็จ ก็ด้วยอาศัย มีการสนับสนุนเรื่องการเงินด้วย เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องนี้สําคัญเพื่อเอาเงินจากธุรกิจ ที่ไปส่งเสริมเรื่องการทุจริตคอ ร์รัปชันมาใช้ในการปัองกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ผมคิดว่ามันต้องมีที่หนึ่งที่เขียนที่จะไปรับเงินจากทางโน้นมา แล้วจากทางโน้นก็สามารถ

เขียนส่งมาได้โดยไม่ต้องอาศัยนักการเมือง แต่อาศัยโครงสร้างของกฎหมายที่มันมีตัวรับ และตัวส่ง เพราะฉะนั้นเพื่อให้มีตัวรับมันก็ต้องมีกองทุนที่เขียนชัดเจนว่ามีกองทุนที่จะ สนับสนุนภาคประชาชนในการปัองกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันโดยได้เงิน จากสลาก อันนี้ก็จะเปึนประโยชน์ ของคนพิการเราก็เขียนแบบนี้ครับแล้วเราก็สามารถขอให้ ออกสลากการกุศลได้ หรือถ้าต่อไปมีกฎหมายที่เปึนตัวส่งเรามีตัวรับมันก็จะส่งเข้ามาให้เรา เอามาใช้ในการปัองกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันได้ เพราะถ้าเราจะรอ งบประมาณจากรัฐบาลผมว่ายากครับ เพราะฉะนั้นผมว่าอันนี้ก็เปึนเรื่องสําคัญครับ ขอบคุณมากครับท่านประธานครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านทนงศักดิ์ ทวีทอง ค่ะ

นายทนงศักดิ์ ทวีทอง 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ กระผม นายทนงศักดิ์ ทวีทอง สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อีกฐานะหนึ่งเปึนนายก องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี

ซึ่งเปึนเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่าง ประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. .... ตามที่ทางคณะกรรมาธิการได้นําเสนอ แต่ก่อนอื่นอยากจะขอความกรุณาได้เรียนว่าได้มีข้อเสนอของอนุกรรมาธิการ สร้างความเข้มแข็งขององค์กรอิสระและหน่วยงานต่อต้านคอร์รัปชันภาครัฐ ในข้อเสนอนี้ ในส่วนหนึ่งที่พูดถึงในเรื่องของอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการปัองกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ ในข้อ ๔ ที่บอกว่าเสนอมาตรการความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี รัฐสภา ศาล หรือคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อให้มีการปรับปรุงการปฏิบัติราชการ หรือวางแผนงานโครงการส่วนของราชการ รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานของรัฐ กระผมเห็นว่า ไม่น่าจะเปึนหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในเรื่องที่จะไป ผมไม่อยากจะเรียกว่าเปึนการก้าวก่าย ต่อการทํางานของฝ์ายบริหารโดยเฉพาะคณะรัฐมนตรี และโดยเฉพาะรัฐสภาหรือศาล กลายเปึนการให้อํานาจ ป.ป.ช. ซึ่งไม่น่าจะตรงกับความเปึนจริงที่จะเกิดขึ้น อันนี้เปึนเรื่องแรก ที่อยากจะกราบเรียนในส่วนของกฎหมายที่อยากจะพูดในเรื่องของพระรา ชบัญญัติ แต่อย่างไรก็ตามในข้อเสนอของคณะกรรมาธิการนั้นก็ต้องยอมรับว่าเปึนความยากลําบาก ในการที่ท่านจะทําได้สําเร็จถึงขนาดนี้ และโดยเฉพาะได้ร่างกฎหมายถึง ๓ ฉบับ ก็ยอมรับว่า เปึนเรื่องที่มีความพยายามอย่างยิ่ง แต่ในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิด เกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. .... นั้น ก็อยากจะกราบเรียนว่าจริง ๆ แล้วเรามีกฎหมายหลายกฎหมายและโดยเฉพาะ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปัองกันและปราบปรามการทุจริต ในมาตรา ๑๐๐ ที่ได้ให้ อํานาจ ป.ป.ช. ได้ประกาศผู้ที่มีตําแหน่งเปึนนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ผู้บริหารท้องถิ่น และรองผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าเปึนเรื่องที่มีอยู่แล้ว แต่จริง ๆ แล้วอยากจะให้ กฎหมายใช้บังคับกับบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง กลายเปึนว่าวันนี้ พ.ร.บ. ป.ป.ช. มาตรา ๑๐๐ ใช้บังคับกับนา ยกรัฐมนตรี รัฐมนตรีและผู้บริหารท้องถิ่นและรอง ผู้บริหารท้องถิ่น จริง ๆ แล้วผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินนั้นมีอี กมากมาย งบประมาณแผ่นดินป้ ๒๕๕๙ ๒.๗ ล้านล้านบาทอยู่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่ที่ประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพราะฉะนั้นอีก ๒ ล้านล้านบาทไม่ได้อยู่ในส่วนของท้องถิ่น อยู่ในส่วนราชการต่าง ๆ เพราะฉะนั้นก็ควรที่จะต้องประกาศเกี่ยวข้องกับหัวหน้าส่วนราชการ ที่ได้อาจจะมีความผิดเกี่ยวกับมาตรา ๑๐๐ นะครับ ทีนี้ในส่วนของในเรื่องของรายมาตรา

ที่อยากจะลงไปบ้างซึ่งเวลาก็คงน้อยไม่สามารถที่จะพูดได้หมด แต่ในเรื่องของคําจํากัดความ บางคําจํากัดความที่พูดถึงคู่สมรส หมายความรวมถึงกรณีชายแล ะหญิงซึ่งอยู่กินกัน ฉันสามีภรรยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส ผมไม่แน่ใจว่าจะเปึนการนํามาปัองกันจากการที่มี ผู้บริหารระดับสูงของประเทศในสมัยที่ผ่านมาหรือเปล่า ซึ่งประเด็นนี้ผมไม่แน่ใจว่าจะขัดกับ ข้อกฎหมายอย่างไร และโดยเฉพาะคําว่าญาติ ผมคิดว่าท่านสมาชิกทั้งหลายอาจจะไม่ได้ มีโอกาสมีเวลาที่จะมาอ่านนะครับ ผมไม่แน่ใจว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้ไปย่อมาจากกฎหมาย ที่เคยถูกระงับไปที่พวกเราเรียกว่ากฎหมายเจ็ดชั่วโคตรหรือเปล่า ผมไม่แน่ใจว่าย่อมาหรือเปล่า แต่ก็เห็นคําว่าญาตินั่นหมายถึงบุพการีของตน พวกเรานั้นมาจากท้องถิ่นซึ่งไม่แน่ว่าคุณพ่อนั้น อาจจะทําโรงน้ําแข็ง ทําตลาด หรือทําบางสิ่งบางอย่างที่อาจจะต้องมีการอนุญาตจากลูก ซึ่งอาจจะเปึนนายกท้องถิ่น ซึ่งตรงนี้ผมไม่แน่ใจว่ากฎหมายฉบับนี้จะทําอย่างไร ถ้าสมมุติว่า จะต้องให้เขายกเลิกจากการเปึนเจ้าของกิจการ หรือแม้กระทั่งคู่สมรสของบุตรของตน กระผมก็นึกเหมือนกันว่าผมมีลูกสาวอยู่ยากที่จะหาลูกเขยได้ในขณะนี้ในขณะที่ผมเปึน นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอยู่ เพราะฉะนั้นพวกเราที่ดํารงตําแหน่ งทางการเมือง หรืออาจจะเปึนเจ้าหน้าที่ของรัฐ ต่อไปนี้ถ้ากฎหมายฉบับนี้มายากที่จะหาลูกสะใภ้ หาลูกเขย เพราะฉะนั้นก็อยากจะให้ได้พิจารณาด้วย โดยเฉพาะในเรื่องของข้อย่อย ๆ ออกมา

พวกเราทํางานท้องถิ่นซึ่งก็ต้องเกี่ยวข้องกับชุมชน ประชาชน ในการให้บริการสาธารณะ โดยเฉพาะการพูดถึงการให้ใช้สถานที่ ยานพาหนะ หรือทรัพย์สินโดยไม่คิดค่าเช่า ประมาณนี้ครับ การที่นําชุมชน นําประชาชนไปดูงาน ผมไม่แน่ใจว่าในการตีความนั้น จะออกมาถึงขนาดไหน โดยเฉพาะในเรื่องรายละเอียดต่าง ๆ นั้น ซึ่งมีหลายท่านได้พูดแล้ว ในเรื่องมาตรา ๕ มาตรา ๖ ซึ่งผมคิดว่าเปึนแนวคิด เปึนความคิดที่ดี แต่ผมว่าในการปฏิบัตินั้น ทําให้พวกเรายากในการทํางาน ซึ่งไม่ได้ปฏิเสธในการที่จะรับกฎหมายฉบับนี้ แต่พอดูเนื้อหาแล้วทําให้กังวลว่าผู้ที่จะควบคุมกํากับนั้นจะพิจารณาอย่างไร โดยเฉพาะ ให้โอกาสในการที่จะใช้อํานาจมาก และโดยเฉพาะในมาตรา ๑๘ ที่บอกว่าในกรณีคู่สมรส หรือญาติของเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทําความผิดตามมาตรา ๕ หรือมาตรา ๘ ให้ได้รับโทษ เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ผมว่ามันมีข้อปลีกย่อยต่าง ๆ มากมาย ที่อยากจะให้ได้พิจารณาให้ถ่องแท้ เพราะว่าถ้าเกิดมีการประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้ออกไป หรืออาจจะแม้กระทั่งส่งผ่านไปแล้ว ผมคิดว่ามันจะมีผลกระทบกับการทํางานของเจ้าหน้าที่ ของรัฐ ซึ่งไม่ใช่หมายถึงท้องถิ่นเท่านั้นอาจจะหมายถึงส่วนราชการต่าง ๆ ด้วย ทําให้พวกเรา ยากในการทํางาน ก็ด้วยความยินดีครับที่อยากให้มีมาตรการต่าง ๆ ที่มาบังคับใช้เพื่อทําให้ เกิดความสุจริตมากขึ้น ขอขอบพระคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านทรงชัย วงศ์สวัสดิ์ ค่ะ

นายทรงชัย วงศ์สวัสดิ์

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายทรงชัย วงศ์สวัสดิ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ตัวแทนจากจังหวัดลําพูนครับ ท่านประธานที่เคารพ กฎหมายนั้นไม่สามารถที่จะปัองกันและแก้ไขปัญหาทุก ๆ เรื่องได้ ตราบใดที่คนในสังคมนั้น ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงในการที่จะช่วยเหลือกัน ในการที่จะดูแลเอาใจใส่ ตรวจสอบได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผ่าน ๆ มานั้นปัญหาของการทุจริตคอร์รัปชันนั้น มีแทบทุกวงการ ไม่เฉพาะเจาะจงแต่วงการใดวงการหนึ่ง แต่ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ถูกชําระ สะสาง เนื่องจากว่าคนในสังคมนั้นยังมองดูว่าไม่ใช่ธุระแล้วก็ไม่กล้าที่จะออกมาต่อต้าน ผู้กระทําความผิดหรือผู้ที่คดโกง ผมอยากจะฝากท่านกรรมาธิการว่าทําอย่างไรที่จะทําให้คน ในสังคมนั้นรังเกียจคนทุจริตคอร์รัปชัน และทําอย่างไรให้คนในสังคมนั้นชื่นชมคนดี ในอดีตที่ผ่านมานั้นคนในสังคมมักจะมองว่าคนที่ร่ํารวยมักจะเปึนคนที่มีเกียรติ

คนที่ยากจนจะกลับถูกมองว่าเปึนคนที่ไม่มีเกียรติ ไม่มีศักดิ์ศรี ท่านประธานที่เคารพครับ ในอดีตไม่นานมานี้ผมเคยเห็นในสถานีโทรทัศน์บางสถานีมีการประชาสัมพันธ์ในเชิงประณาม คนโกงเช่นไม่ให้คนโกงมีที่ยืนในสังคม ท่านจําได้ไหมครับว่าคนโกงไปซื้อของในตลาด แม่ค้าไม่ยอมขายให้แล้วชี้หน้าว่าไอ้ขี้โกง มีข้าราชการทุจริตรับเงินใต้โต๊ะมาสั่งลูกน้อง ให้ปฏิบัติตาม แต่ลูกน้องต่อต้านไม่ยอมทําตาม ถ้าเราสามารถสร้างสังคมเราเปึนอย่างนี้ได้ ผมเชื่อว่าปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันก็จะจางหายไปและหมดไปใ นที่สุด แต่ว่าทุกวันนี้ ภาพยนตร์โฆษณาลักษณะอย่างนี้ไม่มีแล้วครับ ในระยะเริ่มต้นที่ออกมามันทําให้สังคม เขามีความตระหนักที่จะรังเกียจคนโกง ผมอยากจะเห็นภาพในภาพยนตร์โฆษณาอย่างนั้น ติดต่อกันไปเรื่อย ๆ ท่านประธานครับ ทําอย่างไรครับว่าภาพยนตร์ในลักษณะอย่างนั้น จะออกตลอดไปจนกว่าปัญหาคอร์รัปชันในสังคมไทยจะหมดไป

นอกจากเราประณามคนโกงแล้วเราต้องชื่นชมคนดีด้วยครับ สิ่งไหนที่เราไปพบไปเห็นสิ่งที่ดี ๆ และภาพใดที่จะเห็นว่าเปึนสิ่งดีเราควรจะสะท้อนออกมาให้สังคมได้รับรู้ว่าสิ่งเหล่านี้ คือสิ่งดี คือสิ่งที่น่ายกย่อง สรรเสริญ ทําอย่างไรถ้าเราสามารถทําอย่างนี้ได้ในเบื้องต้นในเรื่อ ง ของการเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ถ้าคนในสังคมมองถึงปัญหาทุจริตแล้วการเลือกตั้ง ต้องบริสุทธิ์ ต้องยุติธรรม ตราบนั้นเราจะได้คนดีเข้ามาบริหารชาติบ้านเมือง ปัญหาทุจริต ก็จะลดน้อยลงไป นอกจากนั้นความน่าเชื่อถือขององค์กร ตรวจสอบ ทําอย่างไรที่จะให้ องค์กรตรวจสอบนั้นเปึนองค์กรที่น่าเชื่อถือ อันนี้เปึนประเด็นสําคัญ เพราะทุกวันนี้ถ้าเขา ไม่เชื่อถือมันก็ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม ตรวจสอบดูดี ๆ ถูกต้อง แต่คนในสังคม ตั้งข้อสังเกต ตั้งข้อติฉินนินทา เช่นนี้ก็ไม่สามารถที่จะให้องค์กรตรวจสอบนั้นเปึนที่น่าเชื่อถือได้ ทําอย่างไรที่จะทําให้เขาน่าเชื่อถือ และประการต่อมา ทําอย่างไรครับที่จะให้ องค์กรตรวจสอบถูกตรวจสอบได้ด้วย นี่เปึนประเด็นสําคัญครับ ในการใช้ดุลยพินิจของ องค์กรตรวจสอบนั้นใช้ดุลยพินิจไปแล้วทําอย่างไรจะตรวจสอบดุลยพินิจของผู้ตรวจสอบได้ ถ้าเราสามารถสร้างคานอํานาจซึ่งกันและกันได้ แล้วผมเชื่อว่าการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ในสังคมไทยเราจะเจือจางลงแล้วก็หมดสิ้นไปในที่สุด กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านสายัณห์ จันทร์วิภาสวงศ์ ค่ะ

นายสายัณห์ จันทร์วิภาสวงศ์

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายสายัณห์ จันทร์วิภาสวงศ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ตามรายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูป การปัองกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบที่นําเสนอต่อสภานั้น ผมอยากจะ ขออนุญาตเรียนรายละเอียดเพิ่มเติมบางประการเพื่อเปึนข้อมูลที่คณะกรรมาธิการ จะได้นําไปเปึนข้อมูลเพื่อประกอบเพิ่มเติมนะครับ ในเอกสารที่ส่งมานั้น ทางคณะกรรมาธิการได้พูดถึงแนวทางการปฏิรูปโดยที่เน้นไปที่ ๗ กลุ่มเปัาหมายนะครับ ผมอยากจะหยิบยก ๓ กลุ่มเปัาหมายที่จะขอ ให้ความคิดเห็นเพิ่มเติม กลุ่มที่ ๑ ก็คือ กลุ่มข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ กลุ่มที่ ๒ ก็คือกลุ่มนักการเมือง ผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง และพรรคการเมือง กลุ่มที่ ๓ คือกลุ่มสื่อมวลชน รวมทั้งองค์กรวิชาชีพสื่อ ในกลุ่มข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นผมไม่เห็น ข้อความใดในรายงานฉบับนี้ ที่เจ้าหน้าที่รัฐตั้งแต่ซี ๘ หรือเทียบเท่าขึ้นไปนี่นะครับ ผมเรียนเสนอว่าเจ้าหน้าที่รัฐ

ตั้งแต่ซี ๘ หรือเทียบเท่าขึ้นไปควรจะต้องเป่ดเผยแสดงบัญชีทรัพย์สิน หนี้สิน ในรายงานนี้ ผมไม่เห็นข้อเสนอนะครับ ขณะเดียวกันในกลุ่มข้าราชการและเจ้าหน้าที่ ของรัฐนั้นก็ได้ มีการพูดถึงเรื่องของข้อสรุปแนวทางในการดําเนินการยกร่าง พ.ร.บ. ศุลกากรว่าด้วยการจัดตั้ง คลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทร้านค้าปลอดอากร พ.ศ. .... ซึ่งผมเสียดายว่าคณะกรรมาธิการ ไม่ได้เสนอแนวทางในการดําเนินการยกร่าง พ.ร.บ. ศุลกากรว่าด้วยเรื่องเงินสินบน และเงินรางวัล ซึ่งเปึนมาตรา ๑๐๒ ตรี อยู่ใน พ.ร.บ. ศุลกากร ๒๔๖๙ เรื่องของเงินสินบน และเงินรางวัลนั้นเปึนช่องทางหนึ่งในการทําให้การบริหารงานไม่โปร่งใสและนําไปสู่ การสูญเสียภาษีอากรที่ประเทศพึงควรได้ เพราะว่าภาษีอากรที่ปรับได้ ๑๐ ล้านบาทเปึนของ ผู้แจ้งจับ ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท เปึนของผู้ร่วมจับ ๒.๕ ล้านบาท เปึนเงินเข้ารัฐเพียงแค่ ๔.๕ ล้านบาท นี่คืออัตราเปอร์เซ็นต์พูดง่าย ๆ คือปรับได้เงินเท่าไรเปึนของคนที่ไปแจ้งจับ แล้วก็ร่วมจับ ๕๕ เปอร์เซ็นต์ ไปเข้ารัฐเพียงแค่ ๔๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเรื่องนี้เปึนเรื่องที่ มีมานานแล้วนะครับ แล้วก็องค์กรเอกชนหลายแห่งก็ได้พูดถึงเรื่องนี้กัน แต่ก็เสียดายว่า ไม่ได้มีการ ปฏิรูปเรื่องนี้ในรายงานฉบับนี้นะครับ ในส่วนของกลุ่มนักการเมือง ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง และพรรคการเมือง

ผมเสนอว่าน่าจะกําหนดให้มีการเป่ดเผยบัญชีทรัพย์สิน หนี้สินและประวัติการจ่ายภาษี ย้อนหลัง ต้องรวมถึงภรรยา สามีและทายาทด้วยครับ ในส่วนพรรคการเมืองนั้นผมเสนอว่า ต้องมีนโยบายที่เปึนรูปธรรมเรื่องการต่อต้านทุจริตในนโยบายพรรคการเมืองที่นําเสนอ ต่อประชาชน และในเรื่องของกลุ่มสื่อมวลชนนั้นควรใส่แรงกดดันจากภาคสังคมกับสื่อ ที่ไม่เปึนหรือไม่ยอมเปึนสมาชิกขององค์กรด้านสื่อสารมวลชน ซึ่งปัจจุบันนี้ก็มีบางองค์กร ที่เปึนด้านสื่อลาออกจากการเปึนสมาชิกขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับสื่อ ซึ่งองค์กรเหล่านี้ มีหน้าที่ควบคุมจรรยาบรรณและจริยธรรมต่าง ๆ ของการเปึนผู้ประกอบการด้านสื่อ แต่ปรากฏว่าสื่อบางสื่อได้ลาออกจากการเปึนสมาชิกขององค์กรเหล่านั้น ซึ่งสังคมนี้ ควรจะต้องกดดันว่าถามว่าทําไมถึงไม่เปึนสมาชิกขององค์กรเหล่านั้น กล่าวโดยสรุป ครับท่านประธาน ผมอยากเรียนว่าแนวทางการปฏิรูป ๗ กลุ่มเปัาหมายนั้น ใน ๓ กลุ่มเปัาหมายก็คือกลุ่มข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นควรจะต้องให้มีการ แสดงทรัพย์สินของผู้ที่ดํารงตําแหน่งตั้งแต่ซี ๘ หรือเทียบเท่าขึ้นไป ในส่วนของนักการเมือง ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง และพรรคการเมืองนั้นควรจะต้องเป่ดเผยบัญชีทรัพย์สิน หนี้สินและประวัติการจ่ายภาษี ทั้งนี้ต้องรวมถึงภรรยา สามีและทายาทด้วย และพรรคการเมืองนั้นต้องมีนโยบายที่ชัดเจนที่เปึนรูปธรรมด้านต่อต้าน คอร์รัปชัน ในนโยบายพรรคการเมืองที่นําเสนอต่ อประชาชน กลุ่มสื่อมวลชนนั้นควรจะต้องมี แรงกดดันทางสังคมว่าทําไมองค์กรสื่อบางองค์กรถึงไม่สังกัดองค์กรที่ตัวเองเคยเปึนอยู่ และสุดท้ายครับ น่าจะต้องฝากแนวคิดว่าควรจะต้องมีการปรับปรุงหรือดําเนินการยกร่าง พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. ๒๔๗๙ ตามมาตรา ๑๗๒ ตรี เกี่ยวกับเรื่องเงินสินบนและเงินรางวัล ขอบคุณท่านประธานครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง ค่ะ

นายเจิมศักดิ์ ป่ืนทอง

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง ผมอยากจะแสดงความเห็นเกี่ยวกับรายงานที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ภาครัฐ ท่านประธานครับ รายงานฉบับนี้ในหน้า ๓ ในภาคผนวกเขียนไว้ ดีมาก ๆ พูดถึงเรื่องการแทรกแซงสื่อเพื่อควบคุมสื่อมวลชนให้เอื้อประโยชน์กับผู้นําทางการเมือง พรรคการเมือง ผู้นําหน่วยงานของภาครัฐ มีอยู่หลายข้อผมว่าสมบูรณ์มาก ๆ ผมไม่ได้

มาชมเฉย ๆ นะครับ ท่านลองดู ประการที่ ๑ บอกฟัองหมิ่นประมาทเพื่อให้เปึนการปราม เปึนการแทรกแซงเสรีภาพของสื่อ ไม่ว่าจะฟัองต่อนักข่าว บรรณาธิการหรือคนนําสื่อ ทั้งหลายเพื่อให้เปึนภาระกวนใจ ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของการใช้อิทธิพลทางธุรกิจการเมือง เข้าแทรกแซง เข้าซื้อหุ้น เข้าบริหารสื่อ ขณะเดียวกันใช้ ปปง. ในการตรวจสอบทรัพย์สิน สื่อมวลชน ซึ่งในช่วง ๑๐ ป้ที่ผ่านมานี้ได้เคยทํามาแล้ว แล้วก็ใช้วิธีการปรับผังรายการ โดยอ้างว่ารายการไม่เหมาะสมบ้าง เปลี่ยนผังรายการบ้าง แล้วก็เอาผังรายการดังกล่าว ไปเอื้อกับพรรคพวกในระบบอุปถัมภ์เพื่อให้สื่อมีความเกรงใจ คนไหนที่ไม่เกรงใจก็ปรับออก แล้วก็ใช้เงินในการซื้อสื่อประชาสัมพันธ์เพื่อระบบอุปถัมภ์ ท่านประธานครับ ค่อนข้าง สมบูรณ์มากเลยในหน้า ๓ กับหน้า ๔ แต่พอท่านอ่านถัดไปทั้งหมด ถามว่าแล้วเราจะแก้ไข อย่างไร ท่านไม่พูดถึงเลย ท่านอ่านต่อไปสิครับ ผมนั่งอ่านอยู่ ๓ รอบจนกระทั่งไปถาม คุณวสันต์ว่าตกลงผมอ่านผิดห รือว่ามันไม่มี ก็ปรากฏว่ามันไม่มีจริง ๆ เพราะเขาต้องการ จะเน้นแต่เพียงเรื่องของการใช้เงินไปซื้อสื่อ ซื้อโฆษณาเพื่อครอบงําสื่อ เขาเน้นตรงนั้น แต่เขาเริ่มต้นมาสวยมาก ๆ เลย คําถามคือเราในฐานะสภาปฏิรูปแห่งชาติเราจะทําอย่างไร

ผมเห็นใจเขานะครับ เพราะเขาบอกแล้วว่าหัวข้อของเขาเขาจะพูดถึงเรื่องการใช้เงิน ในการไปโฆษณาประชาสัมพันธ์สื่อ แต่พอเขาสรุปให้ดูว่าปัญหามันหนักมากกว่าแค่นั้น แล้วเขาก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องอื่น ผมก็กลุ้มใจว่าแล้วที่เหลือเราจะทํากันอย่างไร เพราะเรื่องอื่น ๆ ยังเปึนเหมือนเดิมทุกประการเลย คนมีอํานาจเข้ามา ปรับผังรายการก็ดี ใช้วิธีฟัองสื่อก็ดี โดนกันถ้วนหน้าในช่วง ๑๐ ป้ที่ผ่านมา เมื่อก่อนนี้ไม่มีครับ เพราะฉะนั้นผมก็หวังว่า ท่านอาจารย์วสันต์ก็เปึนคนหนึ่งที่อยู่ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยี สารสนเทศ ก็หวังว่าคณะกรรมาธิการปฏิรูปสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ ต้องมีข้อเสนอ ต้องมีพระราชบัญญัติหรือจัดการอะไรเกี่ยวข้องกับข้อต่าง ๆ ที่เหลือ ผมสวมหมวกในฐานะสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติก็เห็นว่ามันยังขาดหายอะไรไปเยอะเลย และยังแก้ไขปัญหาได้ไม่ตรงจุด แก้เพียงแค่ ๑ ใน ๕ ๑ ใน ๖ ของปัญหาที่เกิดขึ้นเท่านั้นเอง คราวนี้พอมาเจาะถึงเรื่องการโฆษณา ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็เน้น ๑. ตั้งกรรมการ แล้วก็โยนให้กรรมการนี่ไปตั้งเอาอย่างอื่นต่อไป ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน อยากจะกราบเรียนกรรมาธิการ ขอเติมสักนิดเถอะครับ มีกรรมการผมไม่ว่าอะไรหรอก แต่เรื่องที่บอกว่าต้องให้ข้อมูลที่หน่วยงานของรัฐใช้เงินงบประมาณในการซื้อสื่อ ในการลง โฆษณาประชาสัมพันธ์กับสํานักพิมพ์ใดก็ตามต้องเป่ดเผยนี่ผมเห็นด้วย แต่ต้องมีข้อจํากัด ได้ไหมว่ารายหนึ่งต้องไม่เกินกี่เป อร์เซ็นต์ เช่น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ หรือจะ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านว่าไป ท่านปล่อยไว้อย่างนี้มันก็จะมีปัญหาว่าเขาก็จะไปกระจุกอยู่ที่หนึ่ง ท่านประธาน เคยได้ยินท่านนายกรัฐมนตรีพูดไหมครับ ท่านนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันนี้เคยให้สัมภาษณ์สื่อว่า คุณไปดูสิว่ากระทรวงมหาดไทยในสมัยรัฐบาลที่แล้วซื้อสื่อจากมติชนนี่มากเปึนพิเศษ อย่างไรบ้าง ท่านประธานครับ แล้วมันก็จะมีปัญหากับสื่อนั้นเองที่จะต้องเกรงใจ เพราะฉะนั้นถ้าใส่ข้อจํากัดเสียว่าจะต้องไม่เกินสํานักพิมพ์หรือสํานักข่าวหนึ่งนี่กี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอาจจะมีจุดอ่อนนิดหนึ่งคือเขาก็ไปตั้งบริษัทลูกหรือเอาบริษัทอื่นมารับ แต่ท่านประธานครับ มันเปึนจุดเริ่มต้นของการที่จะมีการส่อทุจริตต่อไปได้ ถ้าไม่มีแคพ (Cap) ไว้ ไม่มีแมกซิมัม (Maximum) ไว้เขาก็จะอ้างว่าไม่มีใครห้าม จะให้ทําอะไรก็ได้ ขอบพระคุณมากครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะอาจารย์ ต่อไปขอเชิญท่านภัทรียา สุมะโน ค่ะ

นางภัทรียา สุมะโน

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ดิฉัน ภัทรียา สุมะโน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ก็จะขออภิปรายในประเด็นที่ไม่เห็นด้วย ในร่างพระราชบัญญัติ ๒ ฉบับดังต่อไปนี้ค่ะ ฉบับแรกก็คือร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร สาธารณะ พ.ศ. .... ในมาตรา ๑๕ หมวด ๓ ย่อหน้าที่ ๒ ที่บอกว่าเจ้าหน้าที่อาจปฏิเสธคําขอ ตามวรรคหนึ่งได้ หากบุคคลผู้ขอนั้นขอข้อมูลข่าวสาร ของราชการซึ่งต้องจัดทํา เปึน เอกสารจํานวนมาก หรือบ่อยครั้ง โดยไม่มีเหตุผลอัน สมควร ดิฉันเห็นว่า ตามกฎหมาย ไม่ควรที่จะมีเรื่องของการปฏิเสธคําขอ ไม่ควรที่จะใส่ตรงนี้ไว้ เพราะว่ามันอาจเปึนไปได้ ในทางปฏิบัติก็ได้ว่าเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัตินี่ปฏิเสธคําขอ โดยอ้างเหตุผลเหล่านี้ว่าขอมากไป อันนี้ให้ไม่ได้ อย่างนั้นอย่างนี้ มันมีความเปึนไปได้คือน่าที่จะปัองกั นไว้ คือไม่ต้อง มีการปฏิเสธคําขอ ในเมื่อร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารสาธารณะ พ.ศ. .... เกิดขึ้นมา โดยวัตถุประสงค์ที่ว่าจะมีการเป่ดเผยข้อมูลให้ประชาชนก็ควรที่จะให้มีความสะดวก พระราชบัญญัตินี้เกิดขึ้นมาไม่นานประมาณป้ ๒๕๔๔ เมื่อเกิดขึ้นมาประชาชนมีความพอใจมาก เพราะว่าจะได้ขอข้อมูล ได้สะดวกอะไรต่าง ๆ

แต่ในทางปฏิบัติที่ผ่านมามันไม่ราบรื่นเท่าที่ควร ด้วยเหตุผลที่ว่ามีข้อจํากัดที่ระบุไว้ใน กฎหมาย อย่างเปึนต้นว่าข้อต่อไปมาตรา ๑๗ ในการร้องเรียน คือสมมุติว่าเจ้าหน้าที่ ไม่จัดหาให้ ประชาชนร้องเรียน คณะกรรมการก็ต้องพิจารณาเรื่องร้องเรียนให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน ถ้ามีเหตุจําเปึนให้ขยายอีกแต่ไม่เกิน ๖๐ วัน สรุปแล้วประชาชนอาจจะต้องรอถึง ๖๐ วัน ๑ เดือนยังไม่พอขยายไปอีกเจ้าหน้าที่ก็อาจจะอ้า งว่าไม่เสร็จ ยังพิจารณา เรื่องร้องเรียนไม่เสร็จอาจเปึนไปได้ ดิฉันไม่ได้มองโลกแง่ร้ายหรือให้ร้ายกับเจ้าหน้าที่ซึ่งเปึน ข้าราชการแต่คิดว่ามันน่าที่จะขจัดคําเขียนในกฎหมายที่ทําให้ประชาชนเกิดความไม่สะดวก หรือว่าล่าช้าหรือว่ารอนาน ต่อไปในหมวด ๗ มาตรา ๒๘ สํานักงานคณะ กรรมการ ข้อมูลข่าวสารสาธารณะให้สังกัดสํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิมนุษยชน หน่วยงานนี้ยังไม่เกิดขึ้นนะคะ แล้วก็ทราบว่าตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้แยกแล้วไม่รวมแล้ว ผู้ตรวจการแผ่นดินกับพิทักษ์สิทธิมนุษยชน แต่อย่างไรก็ตามตรงนี้คงต้องแก้ไขแน่ เมื่อกี้ก็มีสมาชิกท่านหนึ่งได้อภิปราย ดิฉันเห็นว่าควรจะสังกัดสํานักนายกรัฐมนตรีตามเดิม แต่ไม่ใช่สํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี เพราะว่าอยู่ตรงนั้นเปึนหน่วยงานที่เล็ก เจ้าหน้าที่น้อย การประชุมอะไรต่าง ๆ จะพิจารณาก็ใช้เวลา แล้วก็อุปกรณ์เครื่องมือ อะไรต่าง ๆ ข้อมูลข่าวสารที่จะเป่ดเผยอุปกรณ์ต้องทันสมัย ต้องมีเจ้าหน้าที่ที่มากพอ ควรจะเปึนหน่วยงานที่โตกว่าเดิมเพื่อที่จะให้บริการด้านข้อมูลข่าวสารกับประชาชน ได้รวดเร็วกว่าเดิม ดังนั้นจึงต้องแก้ไของค์ประกอบของคณะกรรมการนี้ด้วยที่บอกว่าประธาน ผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิมนุษยชนเปึนประธานกรรมการข้อมูลข่าวสารสาธารณะ เพราะตรงนี้ไม่มีหน่วยงานนี้ ดิฉันขอไปร่างพระราชบัญญัติการโฆษณาประชาสัมพันธ์ของภาครัฐ พ.ศ. .... นิดหนึ่ง ก็คือในมาตรา ๘ ย่อหน้าที่ ๒ ที่บอกว่าในกรณีไม่มีกรรมการสรรหาครบ ตามวรรคหนึ่ง ก็มีแค่ ๙ คนเอง ถ้าเกิดไม่ครบภายใน ๓๐ วันให้กรรมการสรรหาที่เหลือ ทําหน้าที่ได้แต่ต้องไม่น้อยกว่า ๖ คน ดิฉันไม่เห็นด้วย มีแค่ ๙ คน แล้ว ๙ คนนี้ก็คัดมาแล้ว ว่าเปึนหน่วยงานสาขานั้นสาขานี้ตามองค์ประกอบที่ควรจะเปึนสําหรับกรรมการ โฆษณาประชาสัมพันธ์ภาครัฐ แต่เราก็ปล่อยให้เหลือ ๖ คนก็ได้อย่างนี้อันนี้ดิฉันว่าไม่สมควร ไม่ควรที่จะมีย่อหน้านี้ไว้ และสุดท้ายมาตรา ๑๖ อํานาจหน้าที่ของกรรมการกํากับดูแล การโฆษณาประชาสัมพันธ์ภาครัฐ (๑) บอกว่าพิจารณาประเมินความเหมาะสมของแผนงาน โครงการและงบประมาณการโฆษณาอะไรต่าง ๆ แต่ไม่รวมเนื้อหาการโฆษณา ดิฉันเห็นว่า

จะต้องรวม เมื่อพิจารณาแล้วควรจะรวมการพิจารณาเนื้อหาการโฆษณาด้วย เพราะว่า เนื้อหานั้นเปึนหัวใจสําคัญของเรื่องเปึนข้อความที่จะถูกเผยแพร่ออกไป ดังนั้นจึงอยากจะ ขอเสนอให้เปลี่ยนคําว่าไม่รวมเนื้อ หาการโฆษณาเปึนรวมทั้งเนื้อหาการโฆษณาด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านอาจารย์ดอกเตอร์ชาติชาย ณ เชียงใหม่ ค่ะ

นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติครับ ผมขอให้ความเห็นในร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารสา ธารณะ พ.ศ. .... ที่ได้เสนอมา ผมมี ๒ ประเด็นครับ ที่จริงเรื่องนี้ประเด็นสําคัญที่มีการยกร่างอันนี้ขึ้นมา ประเด็นแรกก็คือ การเปลี่ยนความคิดในเรื่องของข้อมูลข่าวสารจากเดิมที่เรามีฐานความเชื่อโดยเฉพาะข้อมูล ข่าวสารของทางราชการเปึนเรื่องของการที่ราชการเปึนเจ้าของเปึนผู้ตัดสินใจที่จะเผยแพร่ หรือที่จะนําไปใช้ประโยชน์อย่างไรก็ตามตามที่ทางราชการเห็นสมควร เราเปลี่ยนชื่อมาเปึน ข้อมูลข่าวสารสาธารณะนั่นหมายถึงว่าเรากําลังลดบทบาทรัฐลง ลดขอบเขตการใช้อํานาจรัฐลง และเป่ดพื้นที่ของประชาชนมากขึ้น

การมีส่วนร่วมมากขึ้น ให้รู้เห็นมากขึ้น ซึ่งอันนี้เปึนหัวใจสําคัญอันหนึ่งที่จะต้องชัดเจน ในรายละเอียดในมาตราต่าง ๆ ในร่างกฎหมายฉบับนี้ เพราะว่าชื่อนั้นนําไปสู่มิติใหม่ของ การมีส่วนร่วมของการใช้อํานาจรัฐ ของการที่ว่าจะต้องรับผิดชอบร่วมกันระหว่างรัฐ กับประชาชน อันนี้เปึนหัวใจ ซึ่งเดี๋ยวผมก็จะขอนําเสนอในประเด็นนี้ ประเด็นที่ ๒ ในกฎหมายนี้เข้าใจว่าพยายามที่จะแก้ไขจุดอ่อนหรือประสิทธิภาพของการเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร ซึ่งในกฎหมายป้ ๒๕๔๐ นั้นได้ใช้คําว่าของทางราชการ ขอเริ่มจากประเด็นแรก ในเรื่องของการเปลี่ยนชื่อจากของราชการมาเปึนของสาธารณะ การเปลี่ยนชื่ออย่างนี้ อย่างที่ผมเรียนว่ามันเปึนการลดบทบาทรัฐลงเพิ่มพื้นที่ประชาชนขึ้น ในตรงนี้ผมพยายามดู ในมาตราต่าง ๆ ยังเห็นได้ว่ายังไม่มีมาตราไหนเลยที่เป่ดช่องหรือเป่ดโอกาสให้ประชาชน ในนามของกลุ่ม หรือองค์กร หรืออะไรก็แล้วแต่เข้าไปอยู่ในกระบวนการของคณะกรรมการ ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ ซึ่งในร่างนี้ได้ย้ายหรือว่าได้เลิกจากที่สังกัดในฝ์ายบริหารซึ่งเปึน สํานักงานเดิมให้มาอยู่กับฝ์ายองค์กรตามรัฐธรรมนูญก็คือสํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เปึนฝ์ายมารับอุทธรณ์แทนเสีย ซึ่งประเด็นนี้ก็จะย้ายก็จะเห็น ได้อาจจะไปคิดว่าเพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพในการที่จะอุทธรณ์ เพราะมันเปึนหน้าที่ของหน่วยราชการที่จะต้องตอบคําถาม ของประชาชนอยู่แล้ว ในเชิงประสิทธิภาพเขาจึงอุทธรณ์มาเยอะ ประเด็นก็คือว่าถ้าย้ายมา อยู่ที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน นั่นแสดงว่าเชื่อว่าถ้ามาอยู่ที่ผู้ตรวจการแผ่นดิ นแล้วจะทํา การอุทธรณ์แก้ไขข้อข้องใจให้แก่ประชาชนก่อนที่ประชาชนจะไปศาลปกครองอีกทีได้เร็วขึ้น หรือเปล่า อันนี้ไม่ได้ปรากฏอะไรชัดเจนในร่างกฎหมายอันนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการทํางานทั้งหมดตั้งแต่มาตรา ๒๓ ที่กําหนดว่าคณะกรรมการอาจจะมี สํานักข่าวกรองแห่งชาติ สภาความมั่นคงแห่งชาติ หน่วยงานต่าง ๆ ยังให้อํานาจกับ คณะกรรมการซึ่งคณะกรรมการอันนี้ก็คือตั้งขึ้นโดยประธานของผู้ตรวจการแผ่นดิน เปึนผู้กําหนดหลักเกณฑ์วิธีการว่าหน่วยงานของรัฐจะกําหนดว่าข้อมูลสาธารณะใดจะเป่ดเผย ได้หรือไม่ก็ได้แต่ประชาชนก็ไม่ได้มาเกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นหลักเกณฑ์ วิธีการ หน่วยงานต่าง ๆ ก็เหมือนเดิมที่กําหนดได้ว่าอันนี้เปึนความลับของราชการอะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นผมเกรงว่า ถ้าไม่มีกลไกอะไรที่เปึนส่วนของประชาชนที่จะไปเห็นด้วยหรือว่าไปค้านหรือว่าไปแสดง ความอะไรก็แล้วแต่ให้ชี้แจงมันก็จะเหมือนเดิม มันก็จะเหมือนเดิมคือเปลี่ยนแต่ชื่อว่า จากราชการเปึนสาธารณะ แต่เอาเข้าจริง ๆ ช่องทางของประชาชนที่จะเข้าไปรับรู้ตั้งแต่

เรื่องที่ดิน เรื่องทรัพยากรหรืออะไรต่าง ๆ มันก็จะไม่เห็นชัดเจน ทีนี้มาในประเด็นที่ ๒ ในเรื่องของประสิทธิภาพ ที่ผ่านมา เท่า ที่ผมรับทราบแล้วก็เคยร่วมกับทาง คณะอนุกรรมาธิการทางด้านของการเรียนรู้การเมืองของสภาเรานี่ก็พบว่าการทํางานที่ผ่านมา หน่วยราชการที่มันมีจุดปัญหาเยอะ เพราะราชการไม่เข้าใจกฎสาระสําคัญของการที่ต้อง เป่ดเผยข้อมูล แล้วก็ไม่แน่ใจไม่มีใครไปฟ่ต (Fit) ซ้อมเขาว่าเรื่องนี้เป่ดได้เป่ดไม่ได้ พอไม่แน่ใจเขาก็บอกว่าเปึนความลับหรือเขาก็ไม่กล้าเป่ดเผย แล้วหลายต่อหลายเรื่องนั้น เปึนคําถามในเชิงนโยบายซึ่งเกี่ยวพันหลายหน่วย แล้วมันต้องตอบพร้อมกันเปึนก้อน แต่ความจริงมันไม่พร้อมกัน เพราะระบบข้อมูลของทางราชการไม่ได้เชื่อมโยง กัน มีคอมพิวเตอร์ก็จริงแต่มันไม่ได้ลิง ก์ (Link) กัน แล้วก็ไม่มีการสานเครือข่ายทางนโยบาย ที่ตอบคําถามประชาชนได้ตรงได้ดีพอ เพราะฉะนั้นก็ตอบได้ถ้าถามว่าทําไมในเรื่องอุทธรณ์ เรื่องส่วนตัว แต่ถ้าถามอะไรที่เปึนเรื่องของนโยบายสาธารณะ จริง ๆ แล้วตอบประชาชน ได้ยากมาก แล้วส่วนนี้ที่ผมคิดว่าในร่างกฎหมายนี้ก็ยังเห็นไม่ชัดว่าท่านจะแก้ประสิทธิภาพนี้ ได้อย่างไร ก็ไม่ได้พูดถึงเพียงแต่ย้ายที่อยู่ ย้ายคณะกรรมการอุทธรณ์จากฝ์ายบริหารมาอยู่ องค์กรอิสระแล้วก็เปลี่ยนชื่อให้เปึนสาธารณะ แต่ก็ไม่มีกลไกที่ประชาชนจะเข้าไปร่วม ไปคิดอะไรให้มันเปึนสาธารณะได้จริง ๆ ก็ยังคงอํานาจของการเปึนภาครัฐไว้อยู่ อันนี้ก็เสนอ ความเห็นด้วยความเคารพว่าขอลองพิจารณาปรับปรุง เพราะดีแล้วที่เปลี่ยนเปึนสาธารณะ ส่วนว่าจะไปอยู่ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินหรือไม่นั้นก็ขอให้ดูอีกที ขอบคุณมากครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านสรณะ เทพเนาว์ ค่ะ

นายสรณะ เทพเนาว์ 🔗

ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คณะกรรมาธิการการปฏิรูปการปัองกันและปราบปรามการทุจริตและประพ ฤติมิชอบ และท่านผู้มีเกียรติที่นั่งห้องประชุมแห่งนี้ที่เคารพครับ กระผม นายสรณะ เทพเนาว์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านประธานครับ การกําจัดคอร์รัปชันก้าวแรกของการปฏิรูป ประเทศไทยขจัดคอร์รัปชัน ให้ความสําคัญการปลูกจิตสํานึกและต่อต้านคอร์รัปชัน สถาบันอุดมศึกษาต่อต้านการปฏิรูปคอร์รัปชัน ขจัดคอร์รัปชัน ทุจริต คนผิดต้องถูกลงโทษ สํานวนเหล่านี้ถูกบันทึกไว้หลายครั้งที่มีการสัมมนา ท่านประธานครับ ผมเคยอภิปราย การทุจริตคอร์รัปชัน และตัวกระผมเองก็เปึนคนแอนตี (Anti) คอร์รัปชันด้วย จากข้อเสนอ ที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการปัองกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบได้เสนอมา ประเด็นหัวใจสําคัญก็คือผมเปึนห่วงร่างพระราชบัญญัติการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ของภาครัฐ พ.ศ. .... หรือร่างกฎหมายควบคุมซื้อสื่อ สาระสําคัญเรื่องแรกคือการจัดตั้ง คณะกรรมการขึ้นมา ๑ ชุด มีสมาชิก ๙ คน ประกอบด้วยผู้แทนภาครัฐ ๓ คน ซึ่งมีอธิบดี มีผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ อธิบดีกรมบัญชีกลาง แล้วก็อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ตามที่ท่านสมาชิกบางท่านตั้งข้อสังเกตไว้ ส่วนอีกคนมีตัวแทนจากภาคเอกชนนั้นเปึนผู้ที่ ช่วยกลั่นกรองโฆษณา ผมอยากจะทราบว่ามีวิธีการดําเนินการสรรหาและการคัดเลือก อย่างไร ประเด็นข้อที่ ๑ ในการตั้งข้อสังเกตไว้ ส่วนข้อที่ ๒ ปัญหางบประชาสัมพันธ์ของ สื่อสารมวลชนของภาครัฐที่เปึนปัญหาอยู่ ๓ ประเด็นด้วยกัน ๑. การใช้งบที่มีมูลค่ารวม ๘,๐๐๐ ล้านบาทต่อป้ ไม่รวมงบจัดอีเวน ต์อีกประมาณ ๘,๐๐๐ ล้านบาทต่อป้ มีปัญหาคือ ๑. ทําให้เกิดคอร์รัปชันที่เรียกเงินใต้โต๊ะ ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์ จนกระทั่งสูงสุด ตามที่ทางคุณวสันต์ ภัยหลีกลี้ ได้เสนอก็คือสูงสุดถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้เปึนลักษณะ ที่เปึนการเอื้อให้ประโยชน์กับพวกพ้องหรือบรรดาที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองบางพรรค ที่ผ่านการเปึนรัฐบาลมาแล้ว ท่านจะต้องแก้ไขเรื่องนี้ยกเปึนประเด็นสําคัญ ประเด็นที่ ๒ การใช้เงินอย่างไม่มีประสิทธิภาพของฝ์ายการเมือง โดยตั้งบริษัทงบโฆษณาเพื่อรองรับ งบประมาณดังกล่าว อันที่ ๓ เกิดการแทรกแซงของสื่อโดยใช้งบโฆษณาเปึนเครื่องมือ สื่อนําเสนอแต่ข่าวผู้มีอํานาจทางการเมืองหรือพรรคพวกของตัวเอง อันนี้ตั้งข้อสังเกตไว้นะครับ ส่วนที่ ๓ ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคล และประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. .... ฝากไปยังท่าน พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ ในฐานะที่

ท่านรับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง อดีตท่านเปึนสมาชิกวุฒิสภา ประเด็นที่ ๑ เจ้าหน้าที่ของรัฐ จะกระทําการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตําแหน่งสําคัญและตําแหน่งระดับสูง กระทําการ ในลักษณะที่มีส่วนได้ส่วนเสียไม่ว่าทางตรงและทางอ้อม ท่านมีวิธีการดําเนินการอย่างไร ประเด็นที่ ๒ การขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม ต่อไปจะกระทํามิได้ การกระทําที่ถือว่าขัดผลประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม ข้อเสนอของตัวกระผม ๑. การกระทําที่บัญญัติไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การปัองกันและปราบปรามการทุจริต ตรงนี้ฝากไปยังท่านว สันต์ ในฐานะที่เปึน อนุกรรมาธิการที่รับผิดชอบร่วมกับตัวกระผมไปยังนายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ ซึ่งประธาน ยกร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญจะต้องดําเนินการแก้ไขเรื่องนี้เปึนการด่วน ประเด็นที่ ๒ ในการใช้ข้อมูลภายในของทางราชการซึ่งเปึนความลับ ตรงนี้ตั้งข้อสังเกตไว้ ประเด็นที่ ๓ การใช้ทรัพย์สินของทางราชการหรือหน่วยงานของรัฐเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองหรือ บุคคลอื่นซึ่งไม่มีสิทธิในการดําเนินการ ทรัพย์สินที่เปึนของทางราชการเราจะต้องแก้ไข

ส่วนที่ ๔ ก็คือโดยทุจริตให้ริเริ่มเสนอการจัดทําและอนุมัติโครงการของรัฐเพื่อเอื้อประโยชน์ ต่อตนเองหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ๕. การใช้อํานาจหน้าที่ซึ่งตนมีอยู่ไปมีอิทธิพล ต่อการตัดสินใจโดยอิสระในการใช้อํานาจตามตําแหน่งหน้าที่ของเ จ้าหน้าที่ของรัฐ ความหมายดิวิชั น (Division) ของเจ้าหน้าที่ของรัฐครอบคลุมถึงข้าราชการพลเรือน และข้าราชการท้องถิ่น รวมทั้งข้าราชการการเมือง สุดท้ายผมอยากจะฝากความเห็นว่า ให้ยึดหลัก ๔ ประการครับท่านประธาน ความโปร่งใส มีประสิทธิภาพประสิทธิผล และการตรวจสอบจําเปึนที่จะต้องกําหนดสัญญาคุณธรรมและระบบคอสต์เพื่ออํานวยความสะดวก ให้กับประชาชน และกําหนดบทลงโทษในกรณีกระทําความผิดถึงการคอร์รัปชัน อย่างเด็ดขาด ไม่ใช่ให้ประเภทแบบประเทศเกาหลี ประธานาธิบดีกระโดดตึก กระโดดภูเขาตาย แต่เราต้องลงโทษด้วยมีบทลงโทษอย่างเคร่งครัดและชัดเจน และมิให้เปึนเยี่ยงอย่าง ในการประพฤติมิชอบในวงราชการ ขอกราบขอบคุณท่านประธานด้วยความเคารพครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ท่านสมาชิกคะ ขณะนี้สมาชิกจํานวน ๒๑ ท่านที่ได้แจ้งความประสงค์ จะอภิปรายให้ความเห็นรายงานวาระปฏิรูปที่ ๑ การปัองกันและปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบ (รอบ ๒) แล้วก็ให้ความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๓ ฉบับ ได้อภิปรายครบแล้ว ต่อไปดิฉันจะขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการตอบชี้แจงข้อซักถามค่ะ ขอเชิญค่ะ

นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพครับ ผมคิดว่าวันนี้ทางท่านสมาชิกได้ให้ข้อคิดเห็น เพิ่มเติมเพื่อความสมบูรณ์ บางข้อคิดเห็นก็เห็นต่างในประเด็นที่ได้ทําเอาไว้ แล้วก็มีคําถาม ในบางเรื่อง ผมก็คิดว่านี่เปึนส่วนที่ทางคณะกรรมาธิการจะต้องรับเอาไป แล้วก็ไปดู ในรายละเอียดเพิ่มเติมก่อนที่จะทําให้สมบูรณ์ที่สุด เดี๋ยวผมจะขอให้แต่ละท่านที่รับผิดชอบนี้ มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นเล็กน้อยต่อข้อเสนอของสมาชิก แต่โดยหลักปฏิบัติแล้ว ผมเข้าใจว่าอะไรที่ผ่านจากสภาปฏิรูปแห่งชาติออกไปเมื่อไปถึงรัฐบาลแล้วถ้ารัฐบาลเห็นชอบ ที่อยากจะขับเคลื่อน พ.ร.บ. ฉบับที่เราให้ความเห็นไปแล้วนี่ก็คงจะต้องมีการทํางานกันอีก รอบหนึ่ง ในลักษณะที่ว่าความเห็นของภาครัฐกับของเรานี่ต้องมาทําซึ่งตอนนั้นก็เพิ่มเติม หรือว่าเปลี่ยนแปลงได้ แล้วกว่าจะไปผ่านกระบวนการกลั่นกรองของแต่ละกระทรวง

ทบวง กรม อย่างที่เปึนอยู่ หน้าตาของ พ.ร.บ. ฉบับนี้หรือฉบับที่เรากําลังเสนอ ๓ ฉบับนี่ ก็อาจจะมีความแตกต่างไปมากพอสมควร แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับกระบวนการ สําหรับเรื่อง ของข้อคิดเห็นอย่างที่ผมเรียนว่าเรารับข้อคิดเห็นทั้งหมดไป แล้วก็จะไปดูสิว่าส่วนไหนถ้าเปึน การแก้ไขในเรื่องของความถูกต้อง เรื่องชื่อ เรื่องอะไรต่าง ๆ อันนั้นไม่มีปัญหาอะไร แล้วก็จะรับไป เพราะฉะนั้นผมขอเชิญท่าน พลอากาศเอก วีรวิทซึ่งจะต้องรีบไปก่อน ให้ความเห็นในเรื่องของร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่าง ประโยชน์ ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. .... ก่อนเลยครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอเชิญค่ะ

พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ ในฐานะอนุกรรมาธิการ ที่รับผิดชอบในเรื่องกฎหมายประโยชน์ทั บซ้อน ขออนุญาตจะเรียนว่าต้องขอขอบคุณ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติหลายท่านที่ให้ความสนใจ แล้วก็ให้ข้อคิดเห็นหลายประการ แต่ผมอยากกราบเรียนอย่างนี้โดยเบื้องต้นว่ากฎหมายฉบับนี้มีปัญหาที่มา สืบเนื่องมาจาก อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตป้ ๒๐๐๓ หรือยูเอ็นซีเอซี เพราะฉะนั้น สิ่งต่าง ๆ ที่กําหนดไว้เปึนเรื่องของการกระทําของเจ้าหน้าที่ของรัฐ บทบัญญัติของนิยาม เจ้าหน้าที่ของรัฐจึงเปลี่ยนไป แต่การเปลี่ยนไปนั้นมันหมายถึงว่าจะเปึนเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกคน กรอบความคิดแล้วก็ปรัชญาในการทํากฎหมายฉบับนี้เปึนเรื่องของข้าราชการที่เปึน เจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งมาจากการเมือง แล้วก็เปึนข้าราชการประจําที่ใช้อํานาจรัฐเพื่อประโยชน์ สิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพราะฉะนั้นยูเอ็นซีเอซีนั้นสืบเนื่องมาจากกฎหมายในเรื่องเกี่ยวข้องกับ เรื่องของการก่อการร้าย เรื่องของการต่อต้านยาเสพติดเกี่ยวกับเรื่องเงิน เพราะฉะนั้นสาระ จึงเปึนเรื่องของการให้สินบน ประโยชน์ทับซ้อนที่จะทําให้เอื้อประโยชน์กับตัวเอง และพวกพ้อง และสุดท้ายก็คือเรื่องของการติดตามทรัพย์สินคืนให้กับเจ้าของทรัพย์

แล้วก็เปึนกฎหมายนานาชาติก็คือว่าเราจะต้องอนุวัตการกฎหมายเพื่อให้สอดรับกัน ระหว่างประเทศด้วย ซึ่งในเรื่องนี้ก็เปึนปัญหาที่จะต้องออกมาว่าบางเรื่องท่านอาจจะมี ความรู้สึกว่าทําไมจะต้องมาบังคับหัวใจกันนักเรื่องของกำรทํา เพราะว่าในเมื่อเราไปให้ สัตยาบันในอนุสัญญาแล้วเราก็ต้องปฏิบัติตาม ในป้นี้สหประชาชาติได้ส่งคนมาตรวจสอบว่า ประเทศไทยได้มีการอนุวัตการกฎหมายไปครบถ้วนหรือไม่ อย่างไร เพราะฉะนั้นก็เปึน ส่วนหนึ่งเหมือนกันว่าเราก็จะถูกตรวจเหมือนกับไอเคโอ (ICAO) หรือเอฟเอเอ (FAA) หรืออะไรต่าง ๆ หรืออียูยู (EUU) นี่นะครับ เรื่องของยูเอ็นซีเอซีเราก็ถูกตรวจสอบเหมือนกัน ถ้าเราไม่ทําตามกฎหมายที่เปึนมาตรฐานโลกแล้ว เราก็คงจะลําบากในการที่จะอยู่ภายใต้ โลกที่มีการเปลี่ยนแปลง ในเรื่องสาระกฎหมายที่ท่านถามมาในหลายประเด็นนะครับ ผมขออนุญาตชี้แจงในประเด็นแรกเลยที่ท่านพูดในเรื่องของคําว่าญาติ ผมได้เรียนในเบื้องต้น แล้วว่ากฎหมายฉบับนี้เปึนกฎหมายที่เคยผ่านความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ป้ ๒๕๔๙ นั่นหมายความว่าก็เปึนรหัส ๗ ที่ท่านว่านี่นะครับ แต่เราก็ได้มาตรวจสอบแล้วก็มี การปรับให้สอดรับกับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตแล้วก็สอดรับ กับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กําลังร่างขึ้นมานะครับ ในเรื่องของญาตินั้นเราลดลงมาให้เหลือ ๓ ชั้น จาก ๗ ชั้น ลงมาเหลือ ๓ ชั้น แต่ประเด็นที่ยังค้างไว้แล้วท่านถามก็คือเรื่องของคู่สมรส ในทางพฤตินัย เรื่องนี้ผมอยากกราบเรียนพวกเราว่ามันเปึนมาตรฐานโลกใหม่คือเราไม่ได้ใช้ กฎหมายอาญาว่าจะต้องเปึนนิตินัยเท่านั้น ท่านลองไปดูกฎหมายสินบนของประเทศอังกฤษ ก็เขียนระบุไว้เลยว่า แต่เขาใช้ระยะเวลาในการที่อยู่กินกันทางพฤตินัยนั้นไม่น้ อยกว่า ๒ ป้ ถือว่าเปึนคู่สมรสในทางพฤตินัย เพราะฉะนั้นก็เรียนชี้แจงว่าประโยคนี้คงไม่ใช่เปึนสิ่งที่ กรรมาธิการยกร่างในสมัยนั้นยกขึ้นมาเอง แต่เปึนเรื่องที่เปึนกติกาสากลที่เขากําหนด แล้วขณะนี้เราต้องยอมรับว่านักการเมืองและเจ้าหน้าที่ผู้ใหญ่ที่จะต้องอยู่ภายใต้กฎ หมาย มักจะใช้จุดอ่อนของนิตินัยทางคู่สมรสนั้นนี่เอาไปหย่า ก็คงทราบนะครับ อย่างสมัยที่แล้ว สมาชิกวุฒิสภาเองก็มีการแยกทางกันแล้วก็สมัครเปึน ส.ว. ทั้ง ๒ คนแล้วก็ได้ แต่ในทางพฤติ นัยท่านก็ยังอยู่อย่างนี้ครับ เพราะฉะนั้นกฎหมายมันก็เลยต้องออกมารองรับ การเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่เกิดขึ้น ประเด็นที่ ๒ ที่ท่านพูดถึงแล้วก็มีความกังวลเกี่ยวกับเรื่อง ความผิดในลักษณะของเด็กเล็กหรือไปถึงไหนนี่นะครับ ขออนุญาตขอความกรุณาท่านดู

ในมาตรา ๕ ในมาตรา ๕ วรรคสอง (๑) ถึง (๔) เปึนสิ่งที่คณะกรรมาธิการได้ไปเอามาจากที่ ร่างรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นที่ท่านมีข้อสังเกตว่าร่างรัฐธรรมนูญจะต้องมีการปรับแก้นั้น ก็คือใน (๑) (๒) (๓) (๔) นี่นะครับ ตั้งแต่การกําหนดนโยบายแล้วเสนอกฎหมายนี่ เปึนเรื่องที่อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับเดิม ทีนี้ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงร่างรัฐธรรมนูญเปึนอย่างอื่น ก็มีการแปรญัตติได้ในช่วงของ สนช. อันนี้ก็เปึนสิ่งที่เราได้มองแล้วว่าควรจะปรับสาระ ให้ทันสมัยสอดรับกับรัฐธรรมนูญ ในเรื่องของการดําเนินการนั้นขอความกรุณาดู ในวรรคต่อไปนะครับ ในช่วงแรกว่าความผิดที่เปึนประโยชน์ทับซ้อนนั้นไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ นะครับ เอาเฉพาะ ๔ เรื่องใหญ่ ๆ ก็คือ (๑) อนุมัติ อนุญาต รับจดทะเบียน และให้สิทธิประโยชน์ อันอาจคํานวณเปึนเงินได้ (๒) ให้สัมปทาน ทําสัญญา ทํานิติกรรม อันเปึนการให้ประโยชน์ แก่บุคคลใด บุคคลหนึ่งนะครับ (๓) บรรจุ แต่งตั้ง เลื่อนขั้น เงินเดือน โอน ย้าย หรือให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในบังคับบัญชาห รือกํากับดูแลเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตาม (๘) พ้นจากตําแหน่ง หรือพ้นจาก การปฏิบัติ หน้าที่ และ (๔) ไม่แจ้งความหรือร้องทุกข์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ใน ๔ อนุมาตรานี้ในวรรคต่อมาได้เขียนไว้ว่า การกระทําใดตามวรรคสอง (๑) (๒) (๓) (๔) ที่จะถือว่าเปึนการขัดกัน ระหว่างประโยชน์ ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม เฉพาะในกรณีที่ ป.ป.ช. กําหนดและหลักเกณฑ์และ เงื่อนไข ประกาศไว้ในแนวทางไม่ได้หมายความว่าจะบังคับหมดทุกตําแหน่ง จะบังคับ เฉพาะที่ ป.ป.ช. ออกมาประกาศกําหนดเท่านั้นนะครั บ

ส่วนข้อหาในอีก ๓ ข้อนั้นเปึนเรื่องที่ชัดเจนก็คือไม่ฟัอง ไม่ดําเนินคดี ไม่ถอนฟัอง ไม่ว่าจะเปึนคดีแพ่งหรือคดีอาญา ไม่บังคับทางปกครองและบังคับคดี การกระทําอื่น หรือไม่กระทําตามที่ ป.ป.ช. กําหนด ซึ่งจะเห็นว่าทั้งหมดในมาตรา ๕ ที่เปึนบทหลัก และเปึนความผิดนั้นเปึนเรื่องของข้าราชการระดับสูงทั้งนั้น ไม่ได้หมายถึงข้าราชการ ระดับล่าง อันนี้ก็ขอให้ทําความเ ข้าใจว่าปลาซิวปลาสร้อยจะไม่เกี่ยว ขออนุญาตพูดกัน ตรง ๆ ว่านี่คือจับเสือ ประเด็นที่ท่านถามอีกประเด็นในเรื่องข้อกฎหมายในตัวร่างนี่นะครับ คือในมาตรา ๑๔ การยกเลิกโครงการนั้นมันเปึนโครงการในบางอย่างที่เปึนประโยชน์ สาธารณะ ไม่ได้หมายความว่าเปึนโครงการตามงบประมาณประจําป้ แต่เปึนการริเริ่ม นโยบายในลักษณะที่อาจจะเปึนประชานิยม หรือเปึนนโยบายที่ออกมาเพื่อเอื้อประโยชน์ อย่างใดอย่างหนึ่ง ผมขออนุญาตยกตัวอย่างเช่นอยู่ดี ๆ ท้องถิ่นมีกระบวนการในการที่จะ กําหนดให้มีปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม อย่างเช่นอนุญาตให้มีการถมที่แล้วก็เปึนการที่วางระบบ ระบายน้ําอย่างนี้เปึนต้น ในกรณีนี้ประชำชน ๕,๐๐๐ คนสามารถจะยื่น ป.ป.ช. เพื่อจะแก้ไขได้และหยุดโครงการนี้ ไม่ได้หมายถึงว่าเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างปกตินะครับ เปึนนโยบายที่ริเริ่มโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอํานาจแล้วก็สิ่งอันนั้นเกิดผล ซึ่งผมคิดว่า พวกท่านคงนึกออกในภาพที่ผ่านมาว่ามี อะไรบ้างที่เข้าข่ายในมาตรา ๑๔ ในเรื่องนี้ ก็เช่นเดียวกันว่าลักษณะ หรือประเภท หรือโครงการ หรือคู่สัญญาของรัฐ และหลักเกณฑ์ ที่จะเข้าชื่อของผู้มีสิทธิเลือกตั้งนั้นเปึนไปตามที่คณะก รรมการ ป.ป.ช. กําหนดโดยประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเหมือนกัน ไม่ได้หมายความว่าบังคับทุกกรณีนะครับ อันนี้ก็คือ ให้กรรมการ ป.ป.ช. ท่านมีดุลยพินิจ ในอีกประเด็นหนึ่งที่ท่านบอกว่าเรื่องของมาตรา ๑๕ เรื่องการกํากับดูแลแล้วก็การให้ความรู้ ผมอยากกราบเรียนว่าเรื่องของประโยชน์ทับซ้อนนั้น เปึนเรื่องที่จะต้องให้ความรู้กัน เพราะว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐบางทีเราก็ทําโดยไม่ทราบนะครับ มีท่านสมาชิกท่านหนึ่งเปึนกังวลเกี่ยวกับเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ในสภา ซึ่งมาตรฐาน สากลโลกในขณะนี้การทําหน้าที่ในสภาก็จะต้องระมัดระวังเรื่องของประโยชน์ทับซ้อน ในประมวลจริยธรรมของสภาเกือบทุกประเทศได้กําหนดในเรื่องนี้ไว้เปึนเรื่องหลัก ในประมวลจริยธรรม เพราะฉะนั้นสิ่งอะไรก็แล้วแต่ที่ไม่ว่าท่านจะอภิปราย ไม่ว่าจะเสนอ ความเห็น กระทู้ ญัตติ หรือร่าง พ.ร.บ. อะไรก็แล้วแต่ ท่านจะต้องแจ้งด้วยว่าสิ่งที่ท่านจะทํา กิจกรรมในสภานั้น ท่านมีประโยชน์จากการนี้หรือไม่ โดยแจ้งให้กับคณะกรรมการจริยธรรม

ของสภา อันนี้อยู่ในประมวลจริยธรรมของวุฒิสภาอังกฤษ อันนี้ท่านก็ไปดูได้ว่าต่อไปนั้น หลาย ๆ อย่างที่การทํากิจกรรมที่พวกเรา ผมทราบดีว่าระบบของไทย เราจะเอาตัวแทน กลุ่มผลประโยชน์มาแล้วก็มาดีเฟนด์ (Defend) ในเรื่องนั้นก็อาจจะทําได้ แต่เรื่องนี้เปึนเรื่อง ละเอียดอ่อนที่จะต้องมีการอธิบายกัน ท่านจะต้องแจ้งว่าสิ่งที่ท่านทํานั้นท่านจะมีประโยชน์ ในเรื่องใดบ้าง ในเรื่องนี้คงไม่ได้เปึนเรื่องที่จะไปจับผิดหรอกครับ แต่เปึนการแสดงจิตสํานึก ว่าท่านตระหนักในเรื่องของประโยชน์ ทับซ้อนหรือมองเรื่อง ประโยชน์ของประชาชน เปึนที่ตั้ง ในประมวลจริยธรรมของประเทศอังกฤษได้บอกไว้อีกอย่างหนึ่งว่ากรรมการจริยธรรม มีหน้าที่วินิจฉัยว่าในการที่ท่านแสดงกิจกรรมในสภานั้นเปึนเรื่องประโยชน์ที่ท่านได้รับ หรือเปึนเรื่องของเปึนประโยชน์กับประชาชน ถ้าเปึนประโยชน์กับประชาชนเปึนสิ่งที่ กระทําได้ แต่ถ้าเปึนประโยชน์เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือกลุ่มของท่าน เปึนเรื่องที่ขัดต่อ จริยธรรม ซึ่งจะมีการทําอะไรต่อไปก็เปึนเรื่องของกฎหมายที่ว่ากันไป ท่านเปึนกังวล เรื่องของระยะเว้นวรรคกี่ป้ ซึ่งอันนี้ก็มีการพูดจากันในกรรมาธิการค่อนข้างเยอะ ผมอยากกราบเรียนว่าในขณะนี้ประเทศไทยเรากําหนดไว้หลายแห่งและจํานวนไม่เท่ากัน บางแห่งก็ ๒ ป้บ้าง บางแห่งก็ ๓ ป้บ้าง แต่เงื่อนไขของการที่จะไม่ทํางานนั้นไม่ได้หมายถึง ระดับเล็ก ๆ แต่เปึนระดับคนที่มีอํานาจอนุมัติ อย่างเช่นอนุมัติสัมปทานอะไรต่าง ๆ นี่นะครับ พอพ้นจากปลัดกระทรวงปุ็บ ท่านไปเปึน ที่ปรึกษาบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ สัมปทานอันนี้ ถือว่าเปึนการผิดในลักษณะอันนี้นะครับ

เพราะฉะนั้นเรื่องจํานวนป้ที่จะมีการเว้นวรรคนั้นคงจะต้องมีการพิจารณากันในรายละเอียด เมื่อเข้าไปถึงในฝ์ายนิติบัญญัตินะครับ เรื่องการเป่ดเผยทรัพย์สินผมเรียนว่าเปึนเรื่องใหญ่ ที่ท่านบอกว่ากรรมการ ป.ป.ช. หรือใครก็คงจะต้องขึ้นอยู่กับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ว่าท่านจะกําหนดให้ใครเปึนผู้จะต้องเป่ดเผยทรัพย์สินบ้าง ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ กําหนด ไว้แค่ ๓ กลุ่ม ก็คือ คณะรัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. เท่านั้น เมื่อตอนที่ทํากฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. เมื่อป้ ๒๕๕๓ ที่มาออกในป้ ๒๕๕๔ เราได้เคยมีการพูดจากันว่า กรรมการ ป.ป.ช. เป่ดเผยได้ไหม ท่านก็บอกว่าไม่ได้เพราะกฎหมายไม่ให้เป่ด เราก็บอกว่า ก็เปึนเรื่องนี้ละครับ เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ใครเป่ดบ้างนั้นก็ขึ้นอยู่กับผู้ร่างรัฐธรรมนูญ จะกําหนดว่าจะให้ใครเป่ด แต่ในเรื่องนี้ทุกประเทศเขาเริ่มมีว่าการยื่นต่อหน่วยงานต้นสังกัด ของประเทศอังกฤษเขาไม่มีการยื่นบัญชีทรัพย์สินกับ ป.ป.ช. หรือหน่วยงานใด แต่เปึนการยื่นต่อ คณะกรรมการที่รัฐสภากําหนดแล้วไม่ต้องเป่ดเผย แต่กรณีที่มีปัญหาขึ้นมาก็มีการตรวจสอบ และดําเนินการ ซึ่งอันนี้ก็เปึนเรื่องที่จะฝากเรียนไว้ในเรื่องของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่า ท่านจะพิจารณาตรงนี้ได้อย่างไร ในสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนอีกประเด็นหนึ่งซึ่งคงจะเปึน ประเด็นสุดท้าย เรื่องของประโยชน์ทับซ้อนนั้นมันเปึนเรื่องค่อนข้างละเอียดอ่อนแล้วคนไทยเรา ไม่ค่อยได้คุ้นชิน อย่างที่ผมยกตัวอย่างว่าเราทํากันมาในลักษณะของสภานั้นเปึนการที่ทําแล้ว เกิดประโยชน์กับใครก็ได้ แต่ต่อไปนี้มันต้องมีการคิดขึ้นมาแล้วก็มีการกระทําที่เป่ดเผย ขึ้น ในกรณีของการใช้อํานาจหน้าที่ในการรับของขวัญเหมือนกัน หลายท่านแต่เดิมกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา ๑๐๐ ถึงมาตรา ๑๐๓ ได้มีคู่มือแนวทางปฏิบัติเปึนซีดี (CD) แผ่นหนึ่ง แต่เชื่อไหมครับ เจ้าหน้าที่ของรัฐไทยก็ยังปฏิบัติตามแล้วไม่มีใครเอาผิดด้วย สิ่งที่เราผิดกันมาก เช่นการรับเชิญไปดูงานต่างประเทศ ไม่ได้นะครับ ถือว่าเปึนการขัดกันแห่งผลประโยชน์ มันมีวิธีการในการที่จะต้องดําเนินการ กฎหมาย ป.ป.ช. ในปัจจุบันก็มีอยู่ก็ขอความกรุณา ไปดูด้วยว่าอันนี้แนวทางเปึนอย่างไร มีประเด็นหนึ่งท่านสมาชิกพูดถึงเรื่องของดุลยพินิจ ผมอยากกราบเรียนว่าหลักสําคัญของธรรมาภิบาลหรือกูด กัฟเวิร์นแนนซ์ (Good governance) นั้นคือการจํากัดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันนี้เปึนหลักนะครับ หลักวิชาการเลย ทีนี้เมื่อเปึนอย่างนี้ก็ถามว่าแล้วจะทําอย่างไร เขาก็เลยมีแนวทางอยู่ว่า จะต้องออกกฎหมายมหาชนที่บอกชัดเจนว่าอะไรทําได้ อะไรทําไม่ได้ หรือที่ภาษาอังกฤษ เขาใช้คําว่า ดู (Do) และดอนต์ (Don’t) ถ้าบัญญัติเปึนกฎหมายไม่ได้ก็ให้บัญญัติเปึน

ประมวลจริยธรรมเพื่อให้เปึนการสอน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐรู้ว่าการใช้ดุลยพินิจนั้น ท่านจะต้องใช้อะไร นอกจากนั้นก็มีระบบคู่มือการตัดสินใจ ซึ่งอันนี้ก็เปึนรายละเอีย ด ซึ่งผมคิดว่าเราคงจะต้องพัฒนาในเรื่องของการมีธรรมาภิบาล ก็เลยอยากจะฝากท่านสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติเปึนโอกาสที่ผมจะเรียนว่าเรื่องของธรรมาภิบาลนั้นไม่ใช่เรื่องของ กระบวนการ แต่เปึนเรื่องของจิตสํานึกของเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าจะไม่ใช้อํานาจตามอําเภอใจ เพราะว่าอํานาจตา มอําเภอใจนั้น คือการเผด็จการนั่นเองครับ ก็คงจะเรียนในสาร ะ ที่ท่านได้สอบถามมาเกือบทั้งหมดเท่าที่ผมจดมา มีอีกประเด็นหนึ่งที่ท่านบอกว่าที่มาแล้ว กรรมการตรวจสอบ ป.ป.ช. นั้นจะต้องดําเนินการอย่างไร ผมเรียนว่า ป.ป.ช. ขณะนี้ ถ้าเผื่อทําผิดกฎหมายท่านจะต้องถูกลงโทษ ๒ เท่า ประชาชนธรรมดาถูกขัง ๕ ป้ ป.ป.ช. จะต้องโดน ๑๐ ป้ แต่ขณะนี้กระบวนการในการกล่าวหา ป.ป.ช. สามารถจะทําได้กรณีเดียว ในรัฐธรรมนูญเดิมแล้วก็อยู่ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญด้วยก็คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จํานวน ๑ ใน ๔ มีสิทธิกล่าวหาเพื่อให้ ป.ป.ช. นั้นออกจากตําแหน่ง แต่เท่าที่ผ่านมาก็ไม่ค่อยมี มีครั้งเดียวที่มีการเสนอไปที่วุฒิสภาส่วนหนึ่ง เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อจะทําได้นั้นก็อาจจะมี กระบวนการที่ทําให้มีการตรวจสอบ ป.ป.ช. ได้มากขึ้น ซึ่งในเรื่องนี้อาจารย์สังศิตก็ดู ในเรื่องของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็คงจะต้องมีการตรวจสอบ มากขึ้น ผมก็ขอขอบคุณท่านประธานแล้วก็ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่ให้โอกาสผม ชี้แจงในเรื่องนี้ ขอบพระคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

เชิญค่ะ

นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกครับ ผมขออนุญาตขอบพระคุณทุก ๆ ท่านที่กรุณาให้ความเห็นนะครับ ในส่วนของ พ.ร.บ. ๒ ฉบับที่ผมได้มีส่วนร่วมด้วยนี้นะครับ จะขออนุญาตชี้แจงเพิ่มเติม เล็กน้อยครับ ในส่วนของร่าง พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ พ.ศ. .... อย่างที่ท่านสมาชิก ได้อภิปราย อันนี้เปึนมิติใหม่นะครับ คือนิยามของข้อมูลข่าวสารเราจะไม่จํากัดเฉพาะ ข้อมูลข่าวสารทางราชการ แต่จะขยายให้ครอบคลุมถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะทั้งหลาย ที่มีผลกระทบต่อประชาชน แล้วก็เปึนสิ่งที่ประชาชนควรจะมีสิทธิ ในการเข้าถึงข้อมูล เหล่านั้นนะครับ ในเรื่องของสังกัดนะครับ สังกัดเดิมเราคิดว่าอาจจะมีปัญหา มีอุปสรรค ในเรื่องที่จะทําให้การเป่ดเผยข้อมูลเปึนหลัก ปกป่ดเปึนรอง เปึนจริงนะครับ เราคิดว่า การที่จะโยกให้สํานักงานข้อมูลข่าวสารของราชการนี้ไปสังกัดกับผู้ตรวจการแผ่นดิน และพิทักษ์สิทธิมนุษยชนน่าจะเปึนทางออกนะครับ แต่ก็ได้มีการคุยกันครับว่าในกรณีที่ ๒ หน่วยงานนี้ไม่ได้มีการรวมกันนะครับ เราก็เสนอว่าควรจะไปสังกัดผู้ตรวจการแผ่นดินนะครับ อันนี้เปึนข้อเสนอ ซึ่งก็เข้าใจว่าสามารถที่จะไปปรับแก้ได้ สาเหตุที่เราเสนอให้ไปสังกัดตรงนั้น เนื่องจากว่าคิดว่าภารกิจใกล้เคียงกัน แล้วก็เปึนการส่งเสริมความโปร่งใส เปึนการส่งเสริม ให้ประชาชนมีสิทธิ มีส่วน มีอํานาจในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้นนะครับ ในส่วนของ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ก็ขออนุญาตเรียนว่าโดยหลักแล้วสิ่งที่จะเป่ดเผยคือ ข้อมูลสาธารณะ ข้อมูลที่มีใครที่ใช้อํานาจรัฐหรือว่าใช้เงินของแผ่นดิน แล้วก็เปึนเรื่องที่ กระทบกับสาธารณชน เปึนเรื่องที่ควรจะเป่ดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลเปึนสิ่งที่ไม่จําเปึนต้อง เป่ดเผยนะครับ ก็มีบัญญัติเอาไว้ในหมวด ๔ เปึนข้อมูลข่าวสารสาธารณะที่ไม่ต้องเป่ดเผย มาตรา ๑๙ ระบุเอาไว้ชัดเจนว่าข้อมูลข่าวสารสาธารณะที่มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ อาจมีคําสั่งมิให้เป่ดเผยก็ได้ ซึ่งใน (๕) ก็ได้พูดถึงตรงนี้เอาไว้ว่า รายงานการแพทย์หรือข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล ซึ่งการเป่ดเผยจะเปึนการรุกล้ํา สิทธิส่วนบุคคลโดยไม่สมควร อันนี้จะต้องไม่มีการเป่ดเผย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อเปึนการส่งเสริม ให้เป่ดเผยเปึนหลักนี่นะครับ เรามีหมายเหตุเอาไว้ในมาตราเดียวกันนี้ว่าคําสั่งมิให้ เป่ดเผยข้อมูลข่าวสารสาธาร ณะจะต้องกําหนดเงื่อนไขอย่างใดนี่ต้องระบุเอาไว้ด้วยว่า ที่เป่ดเผยไม่ได้เพราะเปึนข้อมูลข่าวสารสาธารณะประเภทใด และเพราะเหตุใด คือจะต้อง มีการแจกแจง นอกจากนั้นก็จะมีการปรับแก้หลายอย่างอย่างที่ท่านได้ตั้งข้อสังเกต

เพื่อที่จะให้การเป่ดเผยข้อมูลข่าวสารเปึนไปได้ง่ายขึ้น รวดเร็ว และประชาชนสามารถ เข้าถึงได้นี่นะครับ เดิมการเป่ดเผยข้อมูลบางอย่างอาจจะมีโทษ แต่การไม่เป่ดเผยข้อมูล ไม่มีโทษนะครับ ในกฎหมายนี้เราก็มาแก้ไขข้อนี้นะครับ การไม่เป่ดเผยข้อมูลก็จะต้องมีโทษ โดยเฉพาะถ้าการเป่ดเผยข้อมูลนั้นเปึนการเป่ดเผยโดยสุจริต คนที่เป่ดเผยจะไม่มีโทษ แต่คนที่ไม่เป่ดเผยจะมีโทษ อันนี้ก็จะทําให้คนที่ใช้ดุลยพินิจในการเป่ดเผยไม่เป่ดเผยข้อมูล ก็จะได้ชั่งน้ําหนักได้ว่าการไม่เป่ดเผยข้อมูลนี้อาจจะมีโทษได้นะครับ ส่วนเรื่อง การกําหนดเวลาก็มีการกําหนดชัดเจนขึ้นนะครับว่าจะต้องมีการดําเนินการภายใน ๓๐ วัน ต่อได้ไม่เกิน ๓๐ วัน ขั้นตอนต่าง ๆ นี้ก็จะให้มีความชัดเจน ให้มีความกระชับมากขึ้น ในส่วนเรื่องของการพิจารณาเนื้อหานะครับ ท่านสมาชิกได้กรุณาแนะนําว่าควรจะมี การพิจารณาเนื้อหาด้วย ประเด็นนี้เรามีการถกเถียงกั นพอสมควรนะครับ ร่างแรกของ ๔ องค์กรวิชาชีพสื่อ แล้วก็ขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชันประเทศไทย ก็เสนอให้มี การตรวจสอบเนื้อหาก่อนที่จะมีการพิจารณาด้วย แต่เราเห็นว่า

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ถ้าเผื่อว่าท่านชี้แจงครบทุกประเด็นแล้วก็น่าจะโอเคแล้วค่ะ

นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมาธิการ

ถ้าอย่างนั้นขออนุญาตเพิ่มเติม นิดหนึ่งนะครับว่าเราคิดว่าไม่ควรจะไปดูแลในเรื่องเนื้อหาเพราะว่าอาจจะทําให้เกิดลักษณะ เซนเซอร์ (Censor)

หรือว่าทําให้เกิดภาวะคอขวดขึ้นครับ ส่วนอีกร่าง พ.ร.บ. หนึ่งขออนุญาตสั้น ๆ ว่าเรื่องของ กรรมการและวิธีการสรรหาก็ได้มีการระบุเอำไว้ชัดเจน เรื่องนี้ก็ได้มีการถกเถียงกันใน อนุกรรมาธิการพอสมควร สัดส่วนก็คิดว่าน่าจะเหมาะสมตามนี้ อย่างไรก็ตามสิ่งที่ ท่านทั้งหลายได้กรุณาแนะนําก็จะรับไปดูไปหารือกันอีกครั้งหนึ่งครับ ขอบคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ เปึนอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงานวาระปฏิรูปที่ ๑ การปัองกันและ ปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (รอบ ๒) นี้ แล้วก็ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ทั้ง ๓ ฉบับแล้ว ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมว่าท่านจะเห็นชอบด้วยหรือไม่กับรายงาน ที่นําเสนอ แล้วก็ท่านจะเห็นชอบด้วยหรือไม่กับหลักการและเหตุผลของร่างพระราชบัญญัติ แต่ละฉบับทั้ง ๓ ฉบับตามที่สมาชิกได้อภิปรายแล้ว ก่อนที่ดิฉันจะขอมติจากที่ประชุม จะขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะคะ

(นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)

รู้สึกว่าอยู่กันพร้อมเพรียงแล้วนะคะ ท่านกรุณาใช้สิทธิแสดงตนค่ะ ท่านกรุณาเสียบบัตร และกดที่ช่องแสดงตนค่ะ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ์มแสดงตน)

ทุกท่านแสดงตนแล้วนะคะ ป่ดการแสดงตนนะคะ กรุณาส่งผลค่ะ มีจํานวนผู้เข้าประชุม ๒๒๒ ท่าน ครบเปึนองค์ประชุมนะคะ

ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมว่าท่านจะเห็ นชอบกับรายงานของ คณะกรรมาธิการที่นําเสนอหรือไม่ ซึ่งหากท่านเห็นชอบด้วยจะได้ส่งรายงานพร้อมความเห็น และข้อเสนอแนะของสมาชิกไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปค่ะ

(นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
นายชาติชาย ณ เชียงใหม่

ของผมไม่ติดครับท่านประธาน

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ท่านอาจารย์ชาติชายว่าอย่างไรนะคะ

นายชาติชาย ณ เชียงใหม่

ของผมบัตรเสียบเข้าไปแต่ว่าดูเหมือนเครื่อง มันไม่ทํางานครับ เดี๋ยวขอเจ้าหน้าที่ดูให้หน่อยครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง 🔗

เปึน ๒๒๓ ท่านนะคะ ช่วยตรวจสอบเลขที่สมาชิกค่ะ ดิฉันจะขอมติของรายงานนี้ จากที่ประชุมว่าท่านจะเห็นชอบกับรายงานที่นําเสนอนี้หรือไม่ หากท่านเห็นชอบท่านกรุณา กดปุ์ม เห็นด้วย หากท่านไม่เห็นด้วยท่านกรุณากดปุ์ม ไม่เห็นด้วย หากท่านผู้ใดเห็นว่า ควรงดออกเสียงท่านกรุณากดปุ์ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติค่ะ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ์มลงคะแนน)

ป่ดการลงมติค่ะ ขอเชิญส่งผลค่ะ จํานวนผู้เข้าประชุม ๒๒๖ ท่าน เห็นด้วย ๒๑๘ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๗ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๑ ท่าน

เปึนอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบด้วยกับรายงานที่นําเสนอของ คณะกรรมาธิการในวาระปฏิรูปที่ ๑ การปัองกันและปราบปรามการทุจริตและ ประพฤติมิชอบ ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นํารายงานไปปรับปรุงก่อนจะส่งรายงาน พร้อมข้อเสนอแนะ ข้อสังเกตของสมาชิกไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปค่ะ

ต่อไปดิฉันจะขอมติในร่างพระราชบัญญัติแต่ละฉบับ โดยที่ดิฉันจะขอมติ จากที่ประชุมว่าท่านจะเห็นชอบด้วยหรือไม่กับหลักการและเหตุผล รวมทั้งสาระสําคัญ ของร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารสาธารณะ พ.ศ. .... ตามที่คณะกรรมาธิการเสนอมา ถ้าเผื่อท่านผู้ใดเห็นชอบ ถ้าเผื่อว่าท่าน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติเห็นชอบ จะได้ส่ง ร่างพระราชบัญญัติพร้อมความเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปให้คณะกรรมาธิการ เพื่อประกอบการพิจารณา แล้วก็ให้คณะกรรมาธิการพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน ๗ วัน นับแต่วันถัดจากวันที่สภามีมติ คือนับตั้งแต่วันพรุ่งนี้นะคะ ถ้าที่ประชุมไม่เห็นชอบก็ถือว่า ร่างพระราชบัญญัติเปึนอันตกไปนะคะ

(นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

เพราะฉะนั้นดิฉันคงไม่ต้องนับองค์ประชุมนะคะเพราะองค์ประชุมยังครบอยู่ค่ะ ดิฉันจะขอมติ จากท่านว่าท่านจะเห็นชอบด้วยหรือไม่นะคะ ถ้าท่านผู้ใดเห็นชอบได้โปรดก รุณากดปุ์ม เห็นด้วย หากผู้ใดไม่เห็นชอบกรุณากดปุ์ม ไม่เห็นด้วย ถ้าท่านผู้ใดเห็นควรงดออกเสียง ท่านกรุณากดปุ์ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติค่ะ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ์มลงคะแนน)

ทุกท่านลงแล้วนะคะ ดิฉันป่ดนะคะ ท่านผู้ใดที่ยังไม่ได้ลงมติมีไหมคะ

(ไม่มีสมาชิกยกมือ)

ถ้าไม่มีก็ส่งผลค่ะ จํานวนผู้เข้าประชุม ๒๒๖ ท่าน ท่านเห็นด้วย ๒๑๔ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๑๐ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน

เปึนอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบด้วยในหลักการ เหตุผล และสาระหลักของ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งสภาปฏิรูปแห่งชาติจะได้ส่งร่างพระราชบัญญัติพร้อมความเห็น ข้อเสนอแนะของสมาชิกไปให้คณะกรรมำธิการเพื่อประกอบการพิจารณา และให้ คณะกรรมาธิการพิจารณาให้แล้วเสร็จภาย ใน ๗ วันนับจากวันที่สภามีมติ คือวันนี้ โดยที่สมาชิกที่ประสงค์จะยื่นขอคําแก้ไขเพิ่มเติมในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ท่านยื่นต่อ ประธานกรรมาธิการภายใน ๓ วันนับตั้งแต่วันที่สภามีมติคือวันนี้เช่นเดียวกันค่ะ เปึนอันจบ การพิจารณาของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นะคะ

ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมว่าท่านจะเห็นชอบด้วยกับหลักการ เหตุผล และสาระสําคัญของร่างพระราชบัญญัติการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ของภาครัฐ พ.ศ. .... ตามที่คณะกรรมาธิการเสนอหรือไม่นะคะ ถ้าที่ประชุมเห็นชอบก็จะได้ส่งร่างพระราชบัญญัติ พร้อมความเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปให้คณะกรรมาธิการเพื่อประกอบการพิจารณา และให้คณะกรรมาธิการพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน ๗ วันนับแต่วันถัดจากวันที่สภามีมติ คือวันนี้เช่นเดียวกันค่ะ ถ้าที่ประชุมไม่เห็นชอบ ให้ถือว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เปึนอันตกไปค่ะ

(นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ดิฉันคงจะไม่ต้องนับองค์ประชุม เพราะว่าองค์ประชุมยังครบอยู่นะคะ ถ้าเผื่อท่านผู้ใดเห็นชอบท่านโปรดกรุณากดปุ์ม เห็นด้วย ถ้าท่านผู้ใดไม่เห็นชอบ ท่านกรุณากดปุ์ม ไม่เห็นด้ว ย หากท่านผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงท่านกรุณากดปุ์ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติค่ะ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ์มลงคะแนน)

ทุกท่านลงมติแล้วนะคะ ดิฉันป่ดการลงมตินะคะ ขอเชิญส่งผลค่ะ จํานวนผู้เข้าประชุม ๒๒๖ ท่านเห็นด้วย ๒๑๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี ท่านงดออกเสียง ๙ ท่าน ไม่ลงคะแนน ไม่มี

เปึนอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบด้วยในหลักการ เหตุผล และสาระหลักของ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งจะได้ส่งร่างพระราชบัญญัติพร้อมข้อความเห็น และข้อเสนอแนะของสมาชิกไปให้คณะกรรมาธิการเพื่อประกอบการพิจารณา และให้คณะกรรมาธิการพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน ๗ วันนับแต่วันถัดจากวันที่สภามีมติ โดยที่สมาชิกที่ประสงค์จะยื่นคําขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ให้ยื่นต่อ ประธานคณะกรรมาธิการภายใน ๓ วันนับจากวันถัดจากวันที่สภามีมติ คือนับตั้งแต่ วันพรุ่งนี้เปึนต้นไปค่ะ

ต่อไปเปึนร่างพระราชบัญญัติอีกฉบับหนึ่งนะคะ ซึ่งได้อภิปรายแล้ว เช่นเดียวกัน ดิฉันก็จะขอมติจากที่ประชุมว่าท่านจะเห็นชอบด้วยหรือไม่กับหลักการ และเหตุผล และสาระหลักของร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยควำมผิดเกี่ยวกับการขัดกัน ระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. .... ตามที่คณะกรรมาธิการ เสนอมาหรือไม่ ถ้าที่ประชุมเห็นชอบก็จะได้ส่งร่างพระราชบัญญัติพร้อมความเห็น และข้อเสนอแนะของสมาชิกไปให้กับคณะกรรมาธิการเพื่อประกอบการพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง และให้คณะกรรมาธิการพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน ๗ วันนับแต่วันถัดจากวันที่สภามีมติ นับตั้งแต่วันที่สภามีมติคือวันนี้นะคะ วันถัดไปคือพรุ่งนี้ ถ้าที่ประชุมไม่เห็นชอบก็ให้ถือว่าร่าง พระราชบัญญัติฉบับนี้เปึนอันตกไป ดังนั้นดิฉันจะขอมติเลยนะคะ

(นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ถ้าท่านผู้ใดเห็นชอบท่านกรุณากดปุ์ม เห็นด้วย หากท่านผู้ใดไม่เห็นชอบท่านกรุณากดปุ์ม ไม่เห็นด้วย หากท่านผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงท่านกรุณากดปุ์ม งดออกเสียง ขอเชิญค่ะ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ์มลงคะแนน)

มีท่านผู้ใดยังไม่ได้ลงมติไหมคะ

(ไม่มีสมาชิกยกมือ)

ถ้าเผื่อไม่มีดิฉันป่ดการลงมตินะคะ ขอเชิญส่งผลค่ะ จํานวนผู้เข้าประชุม ๒๒๖ ท่าน เห็นด้วย ๒๑๓ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑๓ ท่าน แล้วก็ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี

เปึนอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบด้วยในหลักการและเหตุผลของ ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วย ความผิดเกี่ยวกับ การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคล และประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. .... ซึ่งจะได้ส่งร่างพระราชบัญญัติพร้อมความเห็น และข้อเสนอแนะของสมาชิกไปให้คณะกรรมาธิการเพื่อ ประกอบการพิจารณา และให้ คณะกรรมาธิการพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน ๗ วันนับแต่วันถัดจากวันที่สภามีมติ โดยที่สมาชิกผู้ใดที่ประสงค์จะยื่นคําขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ท่านโปรดยื่นต่อ ประธานกรรมาธิการภายใน ๓ วันนับแต่วันถัดจากวันที่สภามีมติคือวันนี้ นับตั้งแต่ วันถัดไปคือวันพรุ่งนี้ ๓ วันค่ะ เปึนอันจบการพิจารณารายงานวาระปฏิรูปที่ ๑ การปัองกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ และร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๓ ฉบับแล้วนะคะ ดิฉันขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการอย่างมากค่ะ

ต่อไปจะเปึนการพิจารณาในระเบียบวาระที่ ๓.๒ รายงานของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ ในวาระปฏิรูป ๓ วาระด้วยกันคือ

วาระปฏิรูปที่ ๓๒ : การกํากับดูแลสื่อ (รอบ ๒)

วาระปฏิรูปที่ ๓๓ : สิทธิเสรีภาพสื่อบนความรับผิดชอบ (รอบ ๒)

วาระปฏิรูปที่ ๓๔ : การปัองกันการแทรกแซงสื่อ (รอบ ๒)

และร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และ มาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. ....

ดิฉันขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่ค่ะ

(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)

เนื่องจากคณะกรรมาธิการเสนอรายงานภายหลังจากที่ได้นําความเห็น ข้อเสนอแนะของ สมาชิกไปปรับปรุง พร้อมทั้งได้จัดทําร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องจํานวน ๑ ฉบับ นําเสนอเพื่อให้สภาปฏิรูปแห่งชาติพิจารณา รายงานทั้งหมดมีจํานวน ๓ วาระปฏิรูป และร่างพระราชบัญญัติ ๑ ฉบับ ซึ่งเปึนเรื่องที่มีความเกี่ยวเนื่องกัน ดังนั้นเพื่อประโยชน์ ในการพิจารณาดิฉันจะให้ประธานกรรมาธิการแถลงรายงานในแต่ละฉบับเฉพาะส่วนที่ ได้ปรับปรุงแก้ไข และให้นําเสนอหลักการ ละเหตุผลและสาระสําคัญอย่างย่อ ในร่างพระราชบัญญัติ โดยให้สมาชิกอภิปรายรายงานทั้ง ๓ วาระ และร่างพระราชบัญญัติ ไปในคราวเดียวกัน จากนั้นดิฉันจะให้ที่ประชุมลงมติให้ความเห็นชอบหรือไม่กับรายงาน วาระปฏิรูปทั้ง ๓ วาระปฏิรูปในแต่ละวาระ และเห็นชอบหรือไม่กับหลักการ เหตุผล และสาระหลักของร่างพระราชบัญญัติตามลําดับนะคะ

ด้วยในคราวประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ ครั้งที่ ๓๖ ประจําป้ ๒๕๕๘ เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๘ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๘ ที่ประชุมได้พิจารณารับทราบและ เห็นด้วยในหลักการ แนวทางการดําเนินงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชน และเทคโนโลยีสารสนเทศทั้ง ๓ วาระปฏิรูปแล้ว โดยให้คณะกรรมาธิการนําความเห็น และข้อเสนอแนะของสมาชิกไปเปึนแนวทางในการพัฒนารายงาน วิธีการ และกระบวนการ ปฏิรูป พร้อมแผนดําเนินการเพื่อเสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติพิจารณาอีกครั้งหนึ่งนั้น

บัดนี้ คณะกรรมาธิการได้ดําเนินการพิจารณาศึกษาและปรับปรุงรายงาน ทั้ง ๓ วาระปฏิรูปเสร็จเรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งดําเนินการยกร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครอง สิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... ขึ้นฉบับหนึ่ง เรียบร้อยแล้วเช่นกัน จึงได้นําเสนอรายงานและร่างพระราชบัญญัติเพื่อให้ที่ประชุมพิจารณา ในวันนี้

ท่านสมาชิกคะ เนื่องจากเปึนการพิจารณารายงานในรอบ ๒ ดิฉันจึงใคร่ขอ ความร่วมมือจากคณะกรรมาธิการแถลงรายงานทีละฉบับเฉพาะส่วนที่ปรับปรุงแก้ไข และแถลงหลักการและเหตุผลพร้อมสาระหลักอย่างย่อของร่างพระราชบัญญัติ

โดยแสดงให้เห็นว่าร่างพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการเสนอมานี้ นั้นจะมีส่วนสําคัญ ในการผลักดันให้การปฏิรูปประสบความสําเร็จได้อย่างไร โดยขอให้คณะกรรมาธิการแถลง อย่างกระชับและอยู่ในประเด็นเนื้อหาของรายงาน สําหรับการอภิปรายของท่านสมาชิก ท่านกรุณาอภิปรายเฉพาะในส่วนที่ให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม และไม่ซ้ํากับรอบแรกก็จะช่วยให้ การพิจารณาของเรากระชับมากขึ้น ท่านประธานกรรมาธิการพร้อมหรือยังคะ ดิฉันขอเชิญ ท่านประธานกรรมาธิการแถลงรายงาน พร้อมทั้งหลักการและเหตุผล รวมถึงสาระสําคัญ อย่างย่อในร่างพระราชบัญญัติที่จะได้เปึนแนวทางในการปฏิรูป แล้วก็เปึนแนวทางที่จะให้ สมาชิกได้อภิปรายให้ความเห็นต่อไปค่ะ ขอเชิญค่ะ

นายจุมพล รอดคําดี ประธานกรรมาธิการ

ขอบคุณครับ เรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านสมาชิ กผู้ทรงเกียรติทุกท่าน การรายงานการปฏิรูป ระบบการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศในวันนี้เปึนรอบ ๒ เราก็ขออนุญาตเสนอ ทั้ง ๓ วาระร่วมกันเลยเพราะว่ามีความเชื่อมโยงกัน รวมทั้งร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครอง สิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... อีก ๑ ร่าง โดยในการรายงานในครั้งนี้ผมขออนุญาตท่านประธานให้ท่านณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา เข้าร่วมชี้แจงในฐานะอนุกรรมาธิการด้วยครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

เชิญค่ะ

นายจุมพล รอดคําดี ประธานกรรมาธิการ 🔗

ในส่วนของการรายงาน ข้อเสนอการปฏิรูประบบการสื่อสารมวลช นและเทคโนโลยีสารสนเทศในครั้งนี้ เดิมทีในการรายงานครั้งแรกเราก็พูดถึงในเรื่องของความคิดรวบยอดที่เราพูดถึงในเรื่องของ สิทธิเสรีภาพ สื่อบนความรับผิดชอบว่าเปึนอย่างไร

แล้วก็การปัองกันการแทรกแซง การครอบงําสื่อเปึนอย่างไร แล้วก็รวมทั้งการกํากับดูแลสื่อ จะทําอย่างไร ซึ่งอันนั้นก็เปึนสิ่งที่เราได้รายงานไปแล้วในช่วงแรกช่วงต้น จากการที่เราได้มี การพิจาณาศึกษาวิเคราะห์กันแล้ว ผลก็คือว่าเราได้แผนปฏิรูปของการสื่ อสารมวลชน และเทคโนโลยีสารสนเทศขึ้นมาใน ๓ ด้านดังกล่าว แต่จะขอนําเสนอในลักษณะที่เปึน ประเด็นปฏิรูปที่ ๑ คือเรื่องสิทธิเสรีภาพสื่อบนความรับผิดชอบนั้นเราขอพูดเปึนประเด็นแรก และประเด็นที่ ๒ เปึนประเด็นในเรื่องการปัองกันการแทรกแซงและครอบงําสื่อ ประเด็นที่ ๓ ในการปฏิรูปก็เปึนเรื่องการกํากับดูแลสื่อที่มีประสิทธิภาพนี่จะทําได้ด้วยอย่างไร ในการรายงานครั้งที่ ๒ ครั้งนี้ ผมไม่ทราบมีเพาเวอร์พอยต์ด้วยหรือเปล่า ก็ประกอบไปด้วย วิสัยทัศน์ ซึ่งอันนี้วิสัยทัศน์เราก็ได้กล่าวไปแล้วตั้งแต่ตอนที่เรารายงานในรอบแรก ขอผ่านไปเลย อันนี้ก็เปึนส่วนที่เราพูดถึงในเรื่องของความคิดรวบยอดในครั้งแรกที่เราได้นําเสนอไป ซึ่งก็มีอยู่ด้วยกัน ๓ ด้านดังกล่าวไปแล้ว อันนี้ผ่านเลยครับ วิธีการพิจารณาศึกษาวิเคราะห์ เราก็มีการดําเนินการในลักษณะพิจารณาข้อเสนอร่างรัฐธรรมนูญ ด้านสื่อสารมวลชน และเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งอันนี้ก็ได้ดําเนินการไปแล้ว แล้วก็ตั้งคณะอนุกรรมาธิการ พิจารณาในแต่ละด้าน สรุปผลการศึกษาวิเคราะห์นี้เราก็ได้พบว่าสื่อมวลชนละเมิดจริยธรรม และขาดคุณภาพในด้านการประกอบวิชาชีพ แล้วก็มีผลประโยชน์ทางธุรกิจที่เข้ามามีส่วน ในการแทรกแซงและครอบงําสื่อ แล้วก็การที่ประชาชนยังไม่รู้เท่าทันสื่อ เพราะฉะนั้น การกํากับดูแลนี่เราก็อยำกให้ประชาชนได้เข้ามารู้เท่าทัน แล้วได้มีส่วนด้วย ซึ่งอันนี้ก็เปึน ส่วนหนึ่งที่เราได้ศึกษาแล้วก็ได้นํามาเพื่อที่จะปรับปรุงในเรื่องเหล่านี้จนกลายมาเปึน วาระการปฏิรูปทั้ง ๓ ด้าน ทีนี้ในวาระในแผนการปฏิรูปดังกล่าวที่ผมได้กล่าวไปแล้ว ผมขอสไลด์ (Slide) ไปที่ประเด็นปฏิรูปที่ ๑ เลย เรื่องสิทธิเสรีภาพสื่อบนความรับผิดชอบ โดยหลักการและเหตุผลนั้นเราก็ต้องการเน้นในเรื่องหลักประกันเสรีภาพและความเปึนอิสระ ของสื่อมวลชน แล้วก็อันที่ ๒ เราก็ต้องการดูที่กลไกที่สํา คัญและจําเปึน อย่างเช่นเรื่อง กฎหมายที่เปึนหลักประกันเสรีภาพ กลไกในการกํากับดูแลจะทําอย่างไร การปลูกฝัง จิตวิญญาณวารสารศาสตร์แก่ประชาชนจะทําอย่างไร กลไกการกํากับดูแลสื่อมวลชน โดยประชาชนจะทําได้อย่างไร ขออธิบายว่าระบบและกลไกด้านกฎหมายนี้เราก็เน้นในส่วน ให้มีกฎหมายประกันเสรีภาพสื่อบนความรับผิดชอบดังกล่าว แล้วก็ดูแลศึกษากฎหมายที่มีอยู่แล้ว ที่อาจจะมีผลกระทบต่อเสรีภาพของสื่อ กฎหมายที่มีหลักประกันเสรีภาพสื่อ

บนความรับผิดชอบนี่ ซึ่งเมื่อคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปัองกันและปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบก็มีเรื่องของ กฎหมายเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารสาธารณะซึ่งก็เปึน ครอส คัตติง (Cross cutting) ที่เราได้ไปร่วมกันในการพิจารณากฎหมายเหล่านี้ เสร็จแล้ว อีกอันหนึ่งก็เปึนกฎหมายเกี่ยวข้องกับเรื่องการจัดตั้งองค์การวิชาชีพสื่อมวลชน อันนี้เราก็จะ นําเสนอในวันนี้อยู่ด้วย ต่อไปก็เปึนเรื่องกลไกด้านมาตรฐานวิชาชีพ ว่ากลไกมาตรฐานวิชาชีพนี่ เราก็มีการกําหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อให้มีพันธสัญญากับองค์กรสื่อและองค์กรวิชาชีพสื่อ ด้วยจริยธรรมวิชาชีพ นั่นหมายความผู้ประกอบวิชาชีพทั้งหลายนี่จะต้องมีสังกัดที่แน่ชัด แล้วก็จะต้องปฏิบัติตามจริยธรรมขององค์กรสื่อที่ตัวเองสังกัดอยู่อย่างเคร่งครัด อันนี้ก็จะเปึน ส่วนหนึ่ง แล้วก็ตัวองค์กรก็จะต้องดูแล สิ่งเหล่านี้ด้วย อันต่อมาสถาบันการศึกษาทุกระดับ จะต้องปลูกฝังจิตวิญญาณวารสารศาสตร์ด้วยการให้ความสําคัญกับการเรียนการสอน จริยธรรมสื่อให้มากยิ่งขึ้น อันที่ ๓ จัดให้มีกลไกส่งเสริมงานวิจัยทางด้านเสรีภาพและจริยธรรมสื่อ แล้วก็มีทุนสนับสนุนในการศึกษาวิจัยเหล่านี้และมีการให้รางวัลกับผู้ที่ศึกษาในเรื่องเหล่านี้ด้วย ทีนี้มาดูอีกด้านหนึ่งก็คือระบบ และกลไกด้านภารกิจเพื่อประชาชน คือเราส่งเสริมในครั้งนี้ เราต้องการให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการดูแลหรือว่าช่วยในเรื่องของการที่จะทําให้สื่อนี่ มีคุณภาพอย่างไร

เราก็ได้วางแนวทางของการปฏิรูปเอาไว้ว่าเราจะส่งเสริมสื่อให้เปึนสื่อปลอดภัยและ สร้างสรรค์และขอให้สื่อนั้นเปึนโรงเรียนของสังคม อันที่ ๒ ส่งเสริมและอุดหนุนการผลิต เนื้อหาสื่อที่มีประโยชน์ต่อสาธารณะ อันนี้ก็จะมีกลไกในด้านนี้ด้วยอาจจะเปึนการจัดสรรทุน อาจจะเปึนการทําให้สื่อได้มีช่องทางในการที่จะนําเสนอสิ่งที่เปึนประโยชน์ต่อสาธารณะมากขึ้น อันที่ ๓ จัดสรรช่วงเวลาสําหรับเนื้อหาสาระที่เปึนประโยชน์และส่งเสริมทัศนคติที่ดี อันนี้ ก็จะเปึนส่วนหนึ่งในแง่ของกลไกภาคประชาชนที่จะได้มีส่วนร่วมได้แสดงอยู่ในพื้นที่สื่อด้วย และอีกอันหนึ่งก็คือองค์กรภาครัฐที่เปึนอิสระ ซึ่งได้รับอํานาจตามกฎหมายนี้ก็จะได้มีการส่งเสริม ในเรื่องการเผยแพร่เนื้อหาข่าวสารที่เปึนประโยชน์ต่อสาธารณะต่อสังคม แล้วก็มี การส่งเสริมสื่อด้วยการให้รางวัลเพื่อจะสนับสนุนในสื่อที่ทําดี มีอีกอันหนึ่งคือกลไกด้าน จิตสํานึก เราก็จะมีกลไกที่พัฒนาศักยภาพและส่งเสริมจิตสํานึก เสรีภาพบนความรับผิดชอบ มีระบบการเรียนการสอน รู้เท่าทันสื่อกับประชาชน มีระบบการศึกษาที่ปลูกฝังคุณธรรมและ ประชาธิปไตย ต่อไปเปึนประเด็นปฏิรูปที่ ๒ การปัองกันการแทรกแซงและครอบงําสื่อ ซึ่งเรา ก็มีหลักการและเหตุผลว่าการ ครอบงําและการแทรกแซงการทํางานของสื่อนี้เราถือว่า ไม่ส่งเสริมหรือพูดง่าย ๆ ว่าไม่เปึนผลดีแก่สังคมและกระทบต่อสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ของประชาชนเปึนอย่างยิ่ง เราก็จะมีมาตรการและมีสิ่งที่เราจะต้องมีแผนในการปฏิรูปว่า หลักประกันการแทรกแซงและครอบงําจากอํานาจรัฐก่อน และจะจัดให้มีกฎหมายประกัน เสรีภาพสื่อบนความรับผิดชอบ คุ้มครองความเปึนอิสระขององค์กรสื่อภาครัฐด้วย และมี พิจารณาร่างกฎหมายหรือแก้กฎหมายที่จําเปึนนั่นก็หมายความว่ากฎหมายบางอย่างอาจจะ มีส่วนที่จะชี้ช่องให้เกิดการแทรกแซงของภาครัฐได้ง่าย อันนี้เราก็จะได้มีการทบท วน ได้มีการดูด้วย หลักประกันการแทรกแซงและครอบงําจากอํานาจทุน เราก็จะจัดให้มีกฎหมาย เกี่ยวกับการสร้างกลไกเพื่อปัองกันและจํากัดไม่ให้มีการผูกขาด ควบรวม และแทรกแซง และรบกวนสื่อ อันนี้ไม่ได้หมายความว่าการประกอบธุรกิจสื่อนี้จะไม่สามารถทําธุรกิจสื่อ หลาย ๆ สื่อได้ แต่เจตนาของการที่จะใช้ข่าวสารนั้นมีส่อแสดงในการครอบงําหรือแทรกแซง อย่างไร หรือไม่ อันนี้ก็จะเปึนส่วนมาตรการที่เราจะมีการวางกรอบตรงนี้ขึ้น อันต่อมา ก็จะจัดให้มีกลไกส่งเสริมการจัดตั้งสมาคมผู้ประกอบธุรกิจสื่อ และอันที่ ๓ จัดให้มีกลไก ที่เหมาะสมในการคุ้มครองความเปึนอิสระของบรรณาธิการผ่านคณะกรรมการจรรยาบรรณสื่อ อันนี้หมายความว่าให้แยกระหว่างเจ้าของกับกองบรรณาธิการให้ทํางานที่ส่งเสริมกัน

แต่ในขณะเดียวกันก็ปัองกันการแทรกแซงซึ่งกันและกันด้วยว่าไม่ให้ใช้อํานาจของความเปึน เจ้าของแล้วมาให้กองบรรณาธิการต้องรายงานข่าวสารที่ผิดเพี้ยนไปจากความเปึนจริง ต่อมา การดูแลสื่อด้านสวัสดิภาพและสวัสดิการ เราก็จะมีมาตรการในการจัดให้มีระบบการอุดหนุน สวัสดิภาพและสวัสดิการแก่บุคลากรที่ประกอบวิชาชีพสื่อ ตลอดจนจัดให้มีกองทุนพัฒนา กิจการสื่อสาธารณะและสื่อชุมชน อันนี้พูดง่าย ๆ ว่าตัวสื่อเองก็จะได้รับการให้ดูแลทั้งด้าน สวัสดิภาพและสวัสดิการเพื่อให้เกิดสื่อนี้ได้ทํางานอย่างเปึนอิสระและปลอดภัย แล้วก็ทํางาน ด้วยความแน่วแน่ในเรื่องของการที่จะนําเสนอข่าวสารอย่างถูกต้องครบถ้วนรอบด้าน มีอีกด้านหนึ่งซึ่งเราก็มีมาตรการอีกด้านหนึ่งคือด้านของภาคประชาชนจะช่วยกันเฝัาระวัง ดูแลสื่อนี้อย่างไร ก็คือจะมีการสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนโดยส่งเสริม ให้ประชาชนรวมตัวเปึนเครือข่ายเพื่อเฝัาระวังในเรื่องของการทํางานของสื่อด้วย ก็คือเปึน วิธีการอย่างหนึ่งในแง่ของการกํากับดูแลด้วยว่าจะช่วยอย่างไร แต่ในขณะเดียวกันก็ช่วยดูแลด้วย ในแง่ที่ว่าถ้าสื่อดีเราก็จะได้ส่งเสริม สื่อไม่ดีเราก็จะมีวิธีการในแง่ของการที่จะร้องเรียน หรือจะทําอย่างไรเพื่อให้สื่อนั้นได้ประพฤติปฏิบัติในทางที่ควรจะเปึนไปตามกรอบจริยธรรม ที่ดีนะครับ ประเด็นในการปฏิรูปที่ ๓ เปึนประเด็นเรื่องการกํากับดูแลสื่อให้มีประสิทธิภาพ จะทําได้อย่างไร โดยหลักการและเหตุผลเราก็ตั้งเอาไว้ว่าเราจําเปึนต้องปฏิรูปในระบบ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสื่อมวลชนที่มีอยู่ทั้งหมด

แล้วก็ฟุ๋นฟูศรัทธาจากสังคมและประชาชนที่มีต่อนักวิชาชีพสื่อมวลชน การกํากับดูแลกันเอง ด้านจริยธรรม มีความครอบคลุมสื่อมวลชนในทุก ๆ แขนง คือคงไม่ใช่เปึนเรื่องของสื่อ ที่อยู่ในกระแสอย่างเดียว เราก็มองไปที่ทั้งสื่อออนไลน์ (Online) สื่ออื่น ๆ ด้วย แผนปฏิรูป ในคราวนี้เราก็มองทางด้านกฎหมายหรือวิชาการ แล้วก็จะจัดให้มีการรวบรวมกฎหมาย กฎ ระเบียบเพื่อประโยชน์ในการกํากับดูแลสื่อ อันนี้ก็คือการทบทวนการดูแลว่ามีกฎหมาย ฉบับใดบ้างที่เข้ามาเกี่ยวข้อง แล้วก็ที่จะเปึนประโยชน์ในการกํากับดูแล แล้วอันที่ ๒ ก็จัดให้มี การรวบรวมข้อมูลทางวิชาการ และข้อมูลเกี่ยวกับการร้องเรียนอย่างเปึนระบบ ที่ผ่านมา ประชาชนเองก็ได้บ่นว่าเวลามีปัญหาขึ้นมาไปร้องเรียนสมาคมวิชาชีพอะไรต่าง ๆ ก็ไม่ได้รับ การตอบรับ หรือว่าไม่ได้รับการสนใ จเท่าที่ควร หรือแม้กระทั่งการแก้ปัญหาให้เขา ก็ยังไม่เปึนที่น่าพอใจนัก อันนี้ก็เปึนส่วนหนึ่งที่เราจะดูว่าในมาตรการเราจะดําเนินการได้ ด้วยวิธีอะไรได้บ้าง ส่วนอีกอันหนึ่งก็คือด้านกํากับกันเองโดยวิชาชีพ อันนี้เราก็อยากจะดูว่า การกํากับกันเองนี่จะทําด้วยวิธีไหน เราก็เสนอให้มีการจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ เพื่อเปึนองค์กรกลางในการเชื่อมต่อหรือการดูแลเปึนเสมือนพี่เลี้ยงให้กับสภาวิชาชีพ หรือองค์กรสื่อทั้งหลายที่รวมตัวกันเปึนสมาคม เปึนสภาวิชาชีพต่าง ๆ จริง ๆ แล้วเราก็ไปพบกับ สื่อมวลชนทั้งในต่างจังหวัดและในส่วนกลางก็ได้รับความเห็นหลาย ๆ อย่างที่เปึนประโยชน์ มากว่าการเปึนสภาวิชาชีพ แล้วก็มีการดูแลกันอย่างใกล้ชิด แล้วก็คอยกํากับดูแลกันเอง มันเปึนสิ่งที่เกิดประโยชน์อย่างยิ่ง แล้วก็ได้รับการยอมรับจากประชาชน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็คืออยู่ที่เรื่องของการมีกระบวนการในเรื่องการลงโทษ มีกระบวนการในเรื่องของการดูแล กํากับกันอย่างใกล้ชิดที่ว่ามีอย่างไรที่จะทําให้เกิดความเชื่อมั่นได้ นอกจากนั้นเราก็พยายาม ที่จะให้การทํางานในกรอบของวิชาชีพหรือกรอบทางด้านจริยธรรมตั้งแต่สื่อได้รับ พูดง่าย ๆ ว่าได้เข้าใจในเรื่องของการทํางานที่ว่าอยู่บนพื้นฐานของจริยธรรมวิชาชีพอย่างไร องค์กรสื่อเองก็ต้องช่วยดูแลคนในกํากับหรือว่าคนที่เปึนสื่อที่อยู่ในสังกัดด้วย ถ้ายังไม่ได้อีก ก็มาสู่ที่สภาวิชาชีพหรือองค์กรวิชาชีพที่จะเข้ามาช่วยดูแลอีกอันหนึ่งว่าการที่สื่อออกไป ประกอบอาชีพตัวเอง หรือออกไปสื่อข่าว ไปทํางาน หรือรายงานข่าวอะไรก็แล้วแต่ สามารถทําได้ภายใต้กรอบจริยธรรมอย่างที่ได้กําหนดไว้หรือไม่ แต่ถ้าไม่ได้หรือว่า สภาวิชาชีพเองก็ยังทํางานได้ไม่สมบูรณ์หรือว่าไม่เข้มแข็งพอก็มีองค์กรสภาวิชาชีพสื่อมวลชน แห่งชาติที่จะเปึนผู้ที่คอยเปึนพี่เลี้ยงแล้วคอยชี้แนะ แล้วคอยให้คําแนะนํา ตลอดจนประสาน

กับทางสื่อ แล้วก็รวมทั้งผู้ที่เปึนทุกข์ หรือว่าตกเปึนเหยื่อของสื่อได้มีทางออก แล้วก็จะช่วย เยียวยาได้อย่างไร อันนี้ก็เปึนสิ่งหนึ่งที่เราก็ได้พยายามดูในเชิ งของการกํากับดูแลโดยกันเอง หรือดูแลโดยสภาวิชาชีพที่เราจะเพิ่มกระบวนการ มาตรการให้มากขึ้น ทีนี้ก็อีกอันหนึ่ง ที่ผมได้กราบเรียนไปแล้วว่าเราจะมีการกํากับดูแลโดยภาคประชาชนอยู่ด้วย เราก็อยากจะให้ ส่งเสริมโดยมีมาตรการให้มีกลไกการกํากับดูแลโดยประชาชน โดยส่งเสริมให้ประชาชนเอง ได้รู้เท่าทันสื่อ แล้วก็เมื่อรู้เท่าทันแล้วก็จะได้เข้าใจว่าสื่อนั้นทํางานอย่างไร แล้วจะมีวิธีการ กํากับดูแลได้อย่างไร นอกจากนั้นมาตรการอีกอันหนึ่งเราก็จะจัดให้มีระบบสํารวจความเห็น ของประชาชนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อ ซึ่งอันนี้ก็จะต้องทํากันอย่าง ต่อเนื่อง นี่ภาคประชาชนจะเปึนคนซึ่งพยายามที่จะสะท้อน หรือคอยเปึนตัวฟ้ดแบก (Feedback) หรือเปึนตัวที่คอยกํากับอยู่ส่วนหนึ่ง ในแง่ของการที่ว่าสื่อใดบ้างที่ทํางานแตกแถว หรือนอกแถวออกไปอะไรประมาณนี้ ซึ่งจะทําอย่างไรที่จะทําให้เขาเกิดความสํานึกในเรื่อง ของการทําหน้า ที่ของเขาอย่างมีจริยธรรม อีกอันหนึ่งก็คือกลไกในการกํากับดูแล ประสานสัมพันธ์ระหว่างภาควิชาชีพ ภาครัฐ และภาคประชาชน อันนี้ก็เปึนอีกส่วนหนึ่งก็คือ เปึนตัวที่พยายามที่จะให้เห็นความเชื่อมโยงกันระหว่างประชาชนกับตัวสภาวิชาชีพสื่อ แล้วก็ตัวผู้ที่เปึนองค์กรสื่อว่าจะดูแลเชื่อมโยงกันอย่างไร

ถัดมาก็มีการกํากับดูแลในภาคของทางด้านหน่วยงานภาครัฐที่ได้รับอํานาจตามกฎหมาย อย่างเช่น ในเรื่องการกํากับดูแลกิจการกระจายเสียง โทรทัศน์ โทรคมนาคมและสารสนเทศ โดยองค์กรภาครัฐที่เปึนอิสระตามกฎหมายนะครับ เราก็อยากเห็นว่าได้มีสิ่งที่มันเปึนปัญหา สิ่งที่เราพูดกันคือ กสทช. ก็จะต้องดูว่าเราจะมีการเข้าไปปรับปรุง สามารถที่จะปรับปรุง ในเรื่องอะไรบ้าง สิ่งที่เราเห็นอยู่ก็คือความเปึนอิสระในการทํางานขององค์กรนี้นะครับว่าจะยัง ดําเนินการได้อย่างไร อีกอันหนึ่งก็คือเนื่องจากว่าสื่อทุกวันนี้เปึนสื่อที่หลอมรวมเข้ามา ด้วยกัน เพราะฉะนั้นการกํากับดูแลโดยองค์กรภาครัฐก็จะมีส่วนในการสนับสนุนในฐานะเปึน เรกูเลเตอร์ (Regulator) ว่าจะดูแลกันอย่างไร เราจะคํานึงถึงในมิติของเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่จะส่งเสริมทําให้การรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนดีขึ้นอย่างไร อันนี้ ก็จะเปึนส่วนหนึ่งในแง่ของการดูแลในเรื่องการกํากับกิจการต่าง ๆ โดยองค์กรภาครัฐที่เปึน อิสระ ที่ได้รับอํานาจตามกฎหมาย ในส่วนขององค์กรนี้ก็ยังจะต้องมีการพิจารณาในเรื่องของ โครงสร้าง พิจารณากันในเรื่องของธรรมาภิบาล ในแง่ของการบริหารจัดการ เรื่องของ งบประมาณ เรื่องของการประเมินผลอะไรต่าง ๆ ซึ่งอันนี้ก็จะเปึนส่วนหนึ่งที่จะอยู่ในเรื่อง ของการกํากับดูแลในสิ่งเหล่านี้ด้วย แล้วก็การบริหารจัดการทั้งหลายจะต้องตรวจสอบได้ ข้อสําคัญอีกอันหนึ่งที่พูดกันมากก็คือว่าตัวองค์ประกอบของผู้ที่เปึนกรรมการ กสทช. เอง จะต้องมีการปรับปรุงคุณสมบัติหรือว่าจะต้องมีการสรรหากันอย่างไรถึงจะให้ได้คนที่ถูกกับ คนที่จะต้องมานั่งทํางานตรงนี้แล้วก็มีความเชี่ยวชาญ มีความรอบรู้จริงอะไรประมาณนี้นะครับ ซึ่งอันนี้ก็จะอยู่ในเรื่องของการที่เราเห็นว่าจะต้องเข้าไปปรับปรุงทั้งในแง่กฎหมาย ทั้งด้านในส่วนของการปรับปรุงโครงสร้างหรือว่าการบริหารจัดการภายในด้วยนะครับ ทั้งหมดนี้เปึนในส่วนของการที่เรา ทั้งวาระ ๓ วาระในการปฏิรูปในครั้งนี้เราก็จะมี กระบวนการในการบริหารจัดการดังกล่าวนี้นะครับ ซึ่งถัดไปนี้เราอยากจะทราบว่าผลลัพธ์ ที่เราคิดว่าหลังจากที่เราได้มีแนวทางในการปฏิรูปอย่างนี้ เราจะให้เสร็จสิ้นได้อย่างไร เราจะมี กรอบเวลาอย่างไร อันนี้ผมก็อยากจะเชิญท่านศาสตราจารย์กิตติคุณสุกัญญา สุดบรรทัด ได้เปึนคนรายงานต่อไปครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอเชิญค่ะ

ศาสตราจารย์กิตติคุณสุกัญญา สุดบรรทัด กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ จากหลักคิดที่ท่านประธานจุมพลได้นําเสนอ มาแล้วนั้น ผลลัพธ์ที่คาดว่าจะได้จากการดําเนินงานตามแผนปฏิรูปนั้นก็คือ ๑ ทศวรรษ แห่งการปฏิรูปสื่อและเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งเชื่อว่าจะอํานวยประโยชน์แก่ประชาชน เปึนอย่างมากเนื่องจากว่าแนวคิดของเราคือการทําให้สื่อมวลชนนั้นเปึนสื่อของประชาชน อย่างแท้จริงนะคะ โดยที่ได้มีการแจกแจงทศวรรษแห่งการปฏิรูปนี้ออกไปเปึน ๔ เฟสด้วยกัน เฟสที่ ๑ ก็คือ ๑ ป้หลังจากการเริ่มต้น เฟสที่ ๒ คือ ๒-๔ ป้ เฟสที่ ๓ คือ ๕-๙ ป้ และเฟสที่ ๔ ก็คือในป้ที่ ๑๐ ซึ่งตรงนั้นคือตอนสุดท้ายของการปฏิรูปสื่อสารมวลชน ซึ่งเราเชื่อว่าน่าจะเกิดสัมฤทธิผลอย่างมากมายถึงขนาดที่เปลี่ยนระบบของการสื่อสารมวลชน ของประเทศนี้เลยทีเดียว แล้วเราก็หวังว่ามันจะเกิดขึ้นจริงนะคะ ถึงแม้แน่นอนว่าจะต้องพบกับ อุปสรรคบางประการก็คงจะต้องพยายามฝ์าฟันกันไปนะคะ ในเฟสที่ ๑ นั้นจะเกิดอะไรขึ้น มันก็จะเกิดกฎหมาย เปึนกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพและปัองกันการแทรกแซงสื่อ ในกฎหมายนี้จะทําให้เกิดองค์กรหนึ่งซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในประเทศนี้คือสภาปฏิรูป สื่อสารมวลชนแห่งชาติ

สภาวิชาชีพสื่อสารมวลชนแห่งชาติ ซึ่งสภานี้จะทําหน้าที่ในการที่จะอํานวยประโยชน์ แก่ประชาชน แล้วก็ช่วยกํากับดูแลสื่อ ดูการดําเนินงานของสื่อว่าให้เปึนไปตามทิศทางที่ควร จะเปึนดังที่ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปสื่อได้กําหนดกฎเกณฑ์เอาไว้ นั่นคือในป้ที่ ๑ ในป้ที่ ๒ เฟสที่ ๒ คือตั้งแต่ป้ที่ ๒ ถึงป้ที่ ๔ ของการปฏิรูปนั้นจะเกิดสภาวิชาชีพสื่อสารมวลชน แห่งชาติขึ้นมา ในป้แรกมันจะเกิดตัวกฎหมาย ในเฟสที่ ๒ ก็จะเกิดสภาวิชาชีพ สื่อสารมวลชนแห่งชาติขึ้นมา โดยอาศัยสภานี้มันก็จะมีตัวบทกฎหมายซึ่งจะทําให้เกิด โครงการพัฒนาศักยภาพและจริยธรรมสื่อและการรู้เท่าทันสื่อที่มีประสิทธิผล จะเกิดรายการ หรือเนื้อหาสื่อที่ทําหน้าที่เปึนโรงเรียนของสังคมจํานวนมาก องค์การของรัฐที่เปึนอิสระ จะผ่านการประเมินตามค่ามาตรฐานที่กําหนด และเราก็หวังว่าในเฟสที่ ๒ นี้จะมีประชาชน ได้เข้ามีส่วนร่วมในการผลิตสื่อ แล้วก็มีผลงานในการตรวจสอบสื่อด้วยเช่นเดียวกัน ทีนี้เมื่อกี้ ดิฉันได้พูดถึงสื่อในฐานะที่เปึนโรงเรียนของสังคมก็มีผู้ไถ่ถามกันมาเปึนอันมากว่าสื่อที่เปึน โรงเรียนของสังคมนั้นมันเปึนอย่างไร ก็อยากจะชี้แจงอย่างนี้ว่าสื่อที่เปึนโรงเรียนของสังคมนั้น ก็คือสื่อแห่งปัญญาและสันติภาพนั่นเอง แต่การที่สื่อจะเปึนสื่อแห่งปัญญาและสันติภาพ ได้นั้น สื่อโดยตัวของมันเองมันทําได้ยากเนื่องจากว่าตัวสื่อก็คือสื่อเปึนสื่อกลาง เปึนตัวกลาง การที่จะทําทุกสิ่งทุกอย่างให้เกิดเปึนโรงเรียนของสังคมขึ้นมานั้นมันก็ทําได้ยาก ดังนั้น จึงจะต้องมีการทํางานในลักษณะของไตรภาคี ลักษณะของไตรภาคีที่ว่าก็คือภาคีระหว่าง สื่อการศึกษาและวัฒนธรรม เนื่องจากว่าสังคมนั้นทวีความสลับซับซ้อนทุกอย่างมันซ้อนกัน แม้แต่สื่อเองก็ซ้อนกัน สื่อมวลชนซ้อนกับสื่อออนไลน์ ซ้อนกับสื่อจารีต แล้วก็ซ้อนกับสื่อ อีกหลายชนิดด้วยกัน สังคมเต็มไปด้วยการซ้อน เพราะฉะนั้นการที่จะให้องค์กรใดองค์กรหนึ่ง ทําหน้าที่ของมันแต่เพียงผู้เดียวนั้นมันยากที่จะประสบความสําเร็จได้ ดังนั้นการทํางาน ก็จะต้องมีลักษณะซ้อนด้วยเช่นเดียวกัน คือซ้อนระหว่างสื่อ การศึกษา วัฒนธรรม เพื่ออะไร เพื่อสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ ทั้งหมดนี้ทั้งไตรภาคีต้องแล่นไปพร้อมกันในสังคมที่ สลับซับซ้อนดังกล่าวแล้ว ทีนี้การเดินทางของไตรภาคีนั้นจะไปอย่างไร ในมิติของสื่อ สื่อต้อง พัฒนาเทคโนโลยีให้เข้าถึงประชำชนโดยทั่วถ้วน สื่อต้องทําหน้าที่อย่างครบถ้วนและมี จรรยาบรรณตามหลักการที่เราได้กําหนดเอาไว้แล้วในการปฏิรูป และในขณะเดียวกัน สื่อก็ต้องมีความสัมพันธ์กับประชาชน โดยสื่อนั้นมีเปัาหมายเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง สร้างสังคมอุดมปัญญาและวาดวางเปัาหมายเพื่อสันติสุขของชนในชาติ ทั้งนี้เปัาหมายของเรา

สื่อเปึนโรงเรียนของสังคม นั่นก็คือสื่อเปึนทั้งปัญญาให้แก่สังคมและสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้น ในสังคม ดังนั้นสื่อจึงไม่ควรที่จะเน้นแต่ในเรื่องของความขัดแย้ง แต่สื่อจะต้องคํานึงถึง การรอมชอมและการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในประเทศนี้ด้วย ในขณะเดียวกันในส่วน ของภาคประชาชนนั้นประชาชนจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในสื่อให้มากขึ้น และตระหนักถึง การพัฒนาตัวเองและตระหนักถึงการกํากับดูแลสื่อโดยภาคประชาชน นี่คือในส่วนของสื่อ ซึ่งมิติของสื่อนี้ก็จะเดินไปควบคู่กับมิติทำงการศึกษา เนื่องจากว่าสื่อต้องเปึนโรงเรียน ของสังคม ในการเปึนโรงเรียนนั้นต้องอาศัยบริบทในทางการศึกษา ทั้งการศึกษาในระบบ และการศึกษานอกระบบ วิธีการก็คือจะนําเทคโนโลยีสื่อสารนั้นมาใช้ในการศึกษาทั้งใน และนอกระบบ สื่อจะต้องทําหน้าที่เปึนโรงเรียนแห่งความรู้ทุกด้ำน การเปึนโรงเรียน แห่งความรู้ทุกด้านก็คือการสร้างคนให้เปึนคนและจะทําอย่างไร ได้แก่การให้ความรู้ชนิดที่สร้าง พลเมืองที่คิดเชิงวิเคราะห์เปึน มีความคิดสร้างสรรค์และมีจริยธรรม

จะต้องให้ความรู้ชนิดที่เท่าทันสถานการณ์ต่าง ๆ เนื่องจากว่าสถานการณ์ในโลกนี้ มันจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมาก ทั้งในระดับโลก ระดับชาติ และระดับท้องถิ่น มันจะมีความเปลี่ยนแปลง มีความหลอกลวง มีสิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างมากมายโดยอาศัย เทคโนโลยีสื่อ ดังนั้นจึงจะต้องให้ความรู้แก่ประชาชนในการที่จะเท่าทันสถานการณ์ต่าง ๆ และในขณะเดียวกันก็ต้องรู้เท่าทันสื่อด้วย จะต้องให้ความรู้ที่เติมมันสมอง ได้แก่ ความรู้ที่ เกี่ยวกับโลก คน สัตว์ สิ่งของ และสิ่งแวดล้อม จะต้องให้ความรู้ที่ให้ทักษะการอยู่ร่วมกัน ของเพื่อนมนุษย์ อันนี้สําคัญมากนะคะ เราจะต้องอยู่ร่วมกับเพื่อนมนุษย์ แต่ว่าเราจะอยู่ อย่างไร นั่นก็คือสื่อในฐานะที่เปึนโรงเรียนของสังคมจะต้องมีบทบาทในการให้การศึกษา ในเรื่องนี้ จะต้องหลีกเลี่ยงความเหลื่อมล้ํา การสร้างทักษะของการอยู่ร่วมกับความแตกต่าง โดยไม่แตกแยกจะทําอย่างไร แล้วก็การแก้ปัญหาด้วยสติและปัญญามากกว่าอารมณ์ นี่คือบทบาทในการศึกษา อีกมิติหนึ่งในไตรภาคี ก็คือมิติทางเนื้อหา ศิลปวัฒนธรรมและ ศาสนา นั่นก็คือการเปึนโรงเรียนที่ให้ความรู้ในส่วนที่สร้างศักดิ์ศรีแก่มนุษย์ สร้างความตระหนักรู้ในคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมของชาติ มนุษย์เราจะมีความรู้สึกตระหนัก ในศักดิ์ศรีของเรา เมื่อเรารู้ว่าเรามีวัฒนธรรมของชาติที่โดดเด่น เรามีอัตลักษณ์ของชาติ และชุมชน ดิฉันได้ลงไปกับคณะกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรม และการศาสนา พื้นที่ในท้องถิ่นแสดงให้เห็นถึงอัตลักษณ์ขอ งคนในชุมชน ซึ่งไม่ว่าจะเปึน ในเรื่องของการทอผ้า เรื่องของอาหารประจําถิ่น ดนตรี จิตรกรรม สถาปัตยกรรม ทั้งหมดนี้ คือความภาคภูมิใจของชุมชน และนี่คือสิ่งที่จะทําให้คนตระหนักในศักดิ์ศรีของตน ตระหนักในอัตลักษณ์ของตน นี่คือโรงเรียนที่สื่อจะต้องสร้างขึ้น ในขณะเดียวกัน สื่อยังจะต้องให้ความรู้ที่สร้างเสริมทุนวัฒนธรรม ชี้นําแนวทางสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ การอยู่ดีกินดี การชูสินค้าประจําถิ่น เนื่องจากว่าเรามีของดีอยู่ในประเทศนี้อย่างมากมาย แต่ต้องเชิดชูมันขึ้นมา อย่างเช่น ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ กาแฟดอยช้างและดอยตุง เปึนต้น นั่นก็คือสิ่งที่เพิ่มมูลค่าในทางเศรษฐกิจ และประการสุดท้ายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสื่อ ในฐานะที่เปึนโรงเรียนของสังคม ก็คือการให้ความรู้ที่บ่มเพาะจิตใจให้ละเอียดอ่อน และสวยงาม ในส่วนนี้ก็เปึนส่วนที่มีความสําคัญมากเช่นเดียวกัน ไม่ใช่ว่าเสนอแต่เรื่องของ ความขัดแย้ง ละครเสนอแต่เรื่องของความอิจฉาริษยา เรื่องของความเกลียดชัง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ได้มีประโยชน์แก่ชนในชาติเลย ดังนั้นจึงจะต้องให้ความรู้ที่บ่มเพาะจิตใจ

ของคนให้ละเอียดอ่อนและสวยงาม ผ่านศิลปวัฒนธรรมและศาสนาแห่ งสันติภาพ นี่คือส่วนของสื่อในฐานะที่เปึนโรงเรียนของสังคมนะคะ ในเฟสที่ ๒ ส่วนในเฟสที่ ๓ คือ ๙ ป้นับจากเริ่มแผนปฏิรูปจะจบในป้ที่ ๙ นี้จะเกิดอะไรขึ้น ก็คือจะมีการกํากับดูแล เสรีภาพและจริยธรรมสื่อที่มีประสิทธิภาพ จะเกิดทรัพยากรสื่อซึ่งเปึนของประชาชน อย่างแท้จริง โดยประชาชนเข้าถึงและรับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างทั่วถ้วน เกิดการกระจาย เนื้อหาของสื่อที่เปึนโรงเรียนของสังคม จะกระจายออกไปทั่วทุกทิศอย่างกว้างขวาง มีกองทุนที่จัดตั้งขึ้น สามารถพัฒนา ส่งเสริมวิชาชีพ สร้างความทั่วถึงในการให้บริการ โรงเรียนของสังคมจะกระจายออกไปทั่วประเทศ และจะอํานวยประโยชน์ให้แก่ประชาชน อย่างแท้จริง ในเฟสที่ ๔ คือป้ที่ ๑๐ นั้นก็จะมีการประเมินผลของการดําเนินงาน มีการปรับปรุงกลไกของการปฏิรูปให้มีประสิทธิภาพที่เห็นชัดเจนและยั่งยืนให้เปึนกลไกที่ดี มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นหลังจากที่เราได้รับรู้ผลของการประเมิน จริง ๆ แล้วการประเมินนั้น จะต้องมีการประเมินทุกป้อยู่แล้ว แต่การประเมินใหญ่ก็คือในทศวรรษสุดท้าย ในสุดท้ายของทศวรรษคือป้ที่ ๑๐ เพื่อที่จะนําไปสู่การปรับแผนปฏิรูปต่อไป ผลกระทบ ที่เกิดขึ้นมันก็จะมีทั้งบวกและลบ ในเชิงบวกก็คือประชาชนจะได้รับประโยชน์จา ก ทรัพยากรสื่อ เกิดความเท่าเทียมทางการรับรู้และการเข้าถึงข่าวสาร สื่อมวลชนวิชาชีพ จะได้รับสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดก็คือความเชื่อถือจากสังคม

สื่อจะไม่มีคุณค่าเลยถ้าเขาไม่ได้รับความเชื่อถือจากสังคม แต่ถ้าสื่อทําหน้าที่เพื่อสังคมและ ทําหน้าที่เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง พวกเขาจะได้รับความไว้วางใจซึ่งเปึนของขวัญที่มีค่า ที่สุดจากประชาชน ทั้งนี้สื่อก็จะต้องมีความรับผิดชอบที่เห็นประจักษ์ นั่นก็คือผลกระทบ เชิงบวก ส่วนผลกระทบในเชิงลบก็แน่นอน กลุ่มอํานาจและกลุ่มธุรกิจที่มุ่งประโยชน์ทาง การค้าอาจจะต้องเสียประโยชน์ที่เคยมีเคยได้ไปบ้าง แต่ถึงอย่างไรธุรกิจของสื่อก็ยังจะต้อง มีอยู่ ตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์นั้นคืออะไร แน่นอนในเฟสที่ ๑ ต้องมีกฎหมาย ซึ่งเดี๋ยวทางท่านวสันต์ ก็จะได้พูดต่อไป ส่วนในเฟสที่ ๒ จะเกิดสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ จับต้องได้ จะเกิดกลไกของการกํากับดูแลโดยประชาชนซึ่งมองเห็นได้อย่างชัดเจน จะเกิดประมวลจริยธรรม สื่อที่เปึนมาตรฐานซึ่งองค์กรที่จะรับผิดชอบในการร่างประมวลจริยธรรมสื่อก็คือ สภาวิชาชีพสื่อสารมวลชนแห่งชาตินั่นเอง จะมีกองทุนสวัสดิการและสวัสดิภาพของสื่อ เกิดระบบสารสนเทศเรื่องร้องเรียนสื่อ แล้วก็จะเกิดการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อเปึนประโยชน์ ในการวินิจฉัยเรื่องราวต่าง ๆ ต่อไป จะเกิดการพัฒนาศักยภาพสื่อ สื่อจะเริ่มทําหน้าที่เปึน โรงเรียนของสังคม ในเฟสที่ ๒ จะมองเห็นแล้วว่าสื่อเริ่มทําหน้าที่เปึนโรงเรียนของสังคม จะเกิดการปฏิรูปเชิงโครงสร้างขององค์กรภาครัฐที่เปึนอิสระ และเกิดการเรียนรู้เท่าทันสื่อ ทั้งในและนอกระบบการศึกษา นั่นคือเฟสที่ ๒ ซึ่งจะมีตัวชี้วัดเปึนผลสัมฤทธิ์ที่สามารถจะวัดได้ ในเฟสที่ ๓ ๕-๙ ป้ของการปฏิรูปจะมีรายการของสื่อที่ทําหน้าที่เปึนโรงเรียนของสังคม กระจายออกไปอย่างมากมาย เราจะสามารถแจงนับจํานวนรายการที่มีคุณค่า ในฐานะที่เปึน โรงเรียนของสังคมได้ จะเกิดบุคลากรสื่อที่มีประสิทธิภาพ พวกเขาเหล่านี้จะผลิต สื่อสร้างสรรค์และสื่อสันติภาพมาก ขึ้นอย่างมีนัยสําคัญ จะเกิดการกํากับดูแลสื่อที่มี ประสิทธิภาพ มีหลักสูตรจริยธรรมสื่อในทุกระดับการศึกษา แล้วจะเกิดงานวิจัยเพื่อที่จะ อํานวยประโยชน์ของการสร้างสื่อที่มีประสิทธิภาพเพื่อที่จะสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ เปึนจํานวนมาก ในระดับมหาวิทยาลัย ทั้งระดับปริญญาโท ละระดับปริญญาเอก ส่วนในเฟสที่ ๔ คือ ๑๐ ป้นับจากเริ่มแผนปฏิรูป จะมีการประเมินผลการดําเนินงาน ตามขั้นตอน ซึ่งจะนําไปสู่การปรับปรุงและพัฒนาให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมสื่อ และประชาชนต่อไป ทั้งหมดนี้คือทศวรรษของการปฏิรูปสื่อซึ่งทางคณะกรรมาธิการ สื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศหวังเปึนอย่างยิ่งว่าจะสามารถทําให้เกิด ระบบสื่อสารที่ดีงามและสร้างสังคมที่ดีงามควบคู่พร้อมกันไปด้วย ขอบคุณค่ะ

นายจุมพล รอดคําดี ประธานกรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ก่อนที่จะไปถึง ผมจะให้คุณวสันต์ได้นําเสนอในเรื่องร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... นะครับ ก่อนที่จะไปถึง ตรงนั้นผมก็คิดว่าเหตุผลในเรื่องของการนําเสนอร่างพระราชบัญญัตินี้เราก็ต้องการเพื่อให้ เกิดการคุ้มครองสิทธิเสรี ภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานแห่งวิชาชีพ ตลอดจน การกํากับดูแลกันเองทางจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนเปึนไปอย่างมีประสิทธิภาพ และมีมาตรฐาน และให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการกํากับดูแลสื่อด้วย เพราะฉะนั้น ผมก็อยากขออนุญาตเชิญคุณวสันต์ครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอเชิญค่ะ

นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาและ เพื่อนสมาชิกครับ ในเรื่องของการปฏิรูปสื่อ เรื่องการจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติขึ้น เปึนประเด็นสําคัญที่ทางกรรมาธิการได้ ปรึกษาหารือกันนะครับ โดยเริ่มแรกเราได้ มีการประชุมกันในเรื่องของการกํากับดูแลกันเองของสื่อ มีการคุยกันในเรื่องการกํากับ โดยภาคประชาชน แล้วหลังจากนั้นเราก็คิดว่าเราควรจะรวม ๒ ส่วนนี้เข้าด้วยกันแล้วก็เปึน กฎหมายเดียวกันนะครับ ซึ่งกฎหมายนี้จะตอบโจทย์ทั้งในเรื่องของการกํากับสื่อ ตอบโจทย์ ทั้งในเรื่องการปัองกันการแทรกแซงสื่อ รวมทั้งเรื่องของการส่งเสริมเสรีภาพบนพื้นฐานของ ความรับผิดชอบ คือตอบโจทย์วาระปฏิรูปทั้ง ๓ วาระครับ

สําหรับเหตุผลที่มาที่ไปของกฎหมายนี้นะครับ ที่สําคัญประการหนึ่งก็คือว่าร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... ที่กําลังร่างกันอยู่นี้ มาตรา ๔๙ ได้ระบุเอาไว้ว่าให้มี กฎหมายว่าด้วยองค์การวิชาชีพสื่อมวลชนเพื่อปกปัองสิทธิเสรีภาพและความเปึนอิสระของ สื่อมวลชน ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานแห่งวิชาชีพ มีมาตรการให้ความเปึนธรรม แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการใช้เสรีภาพของสื่อมวลชน แล้วก็ส่งเสริมสวัสดิภาพและ สวัสดิการของสื่อ นอกจากเรื่องนี้เหตุผลที่สําคัญถัดมาเมื่อกี้ท่านประธานก็ได้พูดถึง ตัวกฎหมายนี้จะทําหน้าที่ใ นการส่งเสริมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของสื่อ อันนี้ก็เปึนไปตาม รัฐธรรมนูญ แล้วก็เปึนไปตามวาระปฏิรูปของเรานะครับ ความจริงแล้วรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ก็เคยมีบัญญัติเอาไว้แต่เนื่องจากไม่มีกฎหมายลูกและการแทรกแซงสื่อยังเปึนไปอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเปึนการแทรกแซงจากรัฐและทุน ดังนั้นเราคุยกันว่าควรจะผลักดันให้มีกฎหมายลูกออกมา เพื่อที่จะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของสื่อ มีรายละเอียดที่ชัดเจน ประการต่อมานอกจาก การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของสื่อ เราคิดว่ากฎหมายนี้ควรจะส่งเสริมในเรื่องของจริยธรรม แล้วก็มาตรฐานทางวิชาชีพของสื่อ แล้วนอกจากนั้นก็คือจะดูแลในเรื่องของประชาชนที่ได้รับ ผลกระทบจากการปฏิบัติหน้าที่หรือการใช้เสรีภาพของสื่อ เราคิดว่าควรจะมีกฎหมายนี้ ภายในเวลา ๑ ป้ เริ่มนับตั้งแต่การปฏิรูป แล้วก็ควรจะต้องมีสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ภายในระยะเวลา ๔ ป้ ในกฎหมายที่ได้ร่างกันมาสาระสําคัญหลักอัน หนึ่งก็คือการจัดตั้ง สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติขึ้นมาเพื่อเปึนองค์กรหลักในการทําหน้าที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ และความเปึนอิสระของสื่อมวลชน ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานทางวิชาชีพ แล้วก็เรื่อง ของสวัสดิภาพ สวัสดิการของสื่อ สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาตินี้จะเปึนองค์กรใหม่อย่างที่ ท่านอาจารย์สุกัญญาได้พูดถึง แล้วก็จะถือว่าเปึนองค์กรกลางหรือว่าเปึนร่มใหญ่ของ การกํากับดูแลสื่อ ปัจจุบันการกํากับดูแลสื่อเรามีการกํากับกันเอง มีการรวมตัวกันของ ผู้ประกอบวิชาชีพ เช่น สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย หรือสมาคมโฆษณา เรามีการกํากับกันในระดับของสื่อแต่ละแขนง แต่ละสาขา วันนี้เราจะ ส่งเสริมให้มีการกํากับกันเองในสื่อแต่ละประเภท แล้วก็ในเชิงของพื้นที่ด้วยทั้งในจังหวัด ในภูมิภาค แล้วก็ตามแขนง ตามสาขาต่าง ๆ จากนั้นเราก็มีองค์กรกลางหรือว่ามีร่มใหญ่ที่จะ ทําหน้าที่ในการประสานงาน บูรณาการ แล้วก็ดูแลการกํากับกันเองของสื่อให้ครอบคลุม และให้ทั่วถึง ปัญหาการกํากับกันเองที่ผ่านมาก็คือว่าเปึนการกํากับโดยสมัครใจ ใครที่สมัครใจ

มาอยู่ในองค์กรกํากับกันเองก็จะถูกกํากับดูแล ใครที่ไม่พอใจก็เดินออกไป บางครั้งทางสภาวิชาชีพ พยายามที่จะสร้างมาตรฐานของวิชาชีพขึ้นมา พอกําหนดมาตรฐานบางอย่างไปสื่อบางสํานัก ไม่พอใจก็อาจจะเดินออกไปก็ทําให้กํากับกันไม่ได้ เราหวังว่าสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ จะอุดช่องว่างเรื่องการกํากับกันเองของสื่อทําให้การกํากับกันทั่วถึงขึ้นแล้วก็มีประสิทธิ ภาพ มากยิ่งขึ้นนะครับ สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาตินี้ก็จะมีสมาชิกเปึนสภาวิชาชีพแต่ละแขนง แต่ละสาขา ไม่ได้มีสมาชิกเปึนผู้ประกอบวิชาชีพโดยตรง คือเราจะส่งเสริมให้มีการกํากับกันเอง ดังนั้นทางสภาวิชาชีพจะไปกํากับผู้ประกอบการอีกชั้นหนึ่ง แล้วผู้ประกอบการไม่ว่าจะเปึน หนังสือพิมพ์แต่ละฉบับ หรือวิทยุ หรือโทรทัศน์แต่ละช่อง แต่ละสถานี ก็จะไปกํากับ ผู้ประกอบวิชาชีพ

หรือประเภทนักข่าว โปรดิวเซอร์ (Producer) หรือคนทํางานวิชาชีพอีกชั้นหนึ่งนะครับ สภาวิชาชีพแห่งชาติจะกํากับเฉพาะสภาวิชาชีพแต่ละแขนง แล้วก็แต่ละพื้นที่ โดยจะมีการออกใบรับรองสมาชิกสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ แต่เราสนับสนุน ให้ผู้ประกอบการแต่ละแห่งออกใบรับรองผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ขอให้ชัดเจนครับว่า ใครเปึนสื่อมวลชนตัวจริง หรือใครแอบอ้างความเปึนสื่อมวลชนหาผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเปึน การไปรีดไถ หรือว่าไปตบทรัพย์ หรือรับซอง คือเราอยากเห็นความชัดเจนในเรื่องนี้ ก็เลยเสนอว่าให้มีใบรับรองผู้ประกอบวิชาชีพ อันนี้ไม่ใช่เปึน ใบอนุญาตนะครับ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีใบอนุญาตแล้วถึงจะทําอาชีพนี้ได้ แต่เปึนใบรับรองเพื่อที่จะ แยกแยะให้ชัดขึ้นว่าคนที่มีจริยธรรม มีคุณธรรม สังกัดองค์กรชัดเจน มีใบรับรองจาก ต้นสังกัด เพื่อให้เห็นความแตกต่าง เราส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มกัน แล้วก็ส่งเสริม ให้มีมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนในการบังคับใช้ จะส่งเสริมให้สื่อ แต่ละแห่งมีคณะกรรมการรับเรื่องร้องเรียน หรืออาจจะเรียกว่าออมบุดสแมน (Ombudsman) เพื่อที่จะรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจาก สื่อมวลชน ถ้าหากว่าได้รับความเดื อดร้อนหรือได้รับผลกระทบก็สามารถร้องเรียนไปที่ คณะกรรมการรับเรื่องร้องเรียนของสื่อนั้น ๆ ได้ สื่อนั้น ๆ ควรจะพิจารณาและให้ความเปึนธรรม ก่อนเปึนเบื้องต้น แต่ถ้าหากว่าประชาชนยังไม่ได้รับความเปึนธรรมก็สามารถร้องเรียน ไปในขั้นตอนถัดมาก็คือขั้นตอนของสภาวิชาชีพ แต่ถ้ายังไม่ได้รับความเปึนธรรมอีก สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติก็หวังว่าจะเปึนองค์กรที่จะดูแลในขั้นตอนสุดท้าย กลไกในการดําเนินงานของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาตินี่เราก็ให้สมาชิกได้รับการคุ้มครอง ในเรื่องของสิทธิเสรีภาพและความเปึนอิสระ แล้วก็มีการประกอบวิชาชีพสื่ อมวลชน โดยตระหนักถึงมาตรฐานทางจริยธรรม และมาตรฐานทางวิชาชีพนะครับ หลักการของ กฎหมายเราให้คุณค่ากับการกํากับดูแลกันเองทางจริยธรรมสื่อมวลชนผ่านกลไกการทํางาน ของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ แล้วก็คณะกรรมการกํากับดูแลสื่อโดยภาคประชาชน และการรู้เท่าทันสื่อ มี ๒ องค์กรที่จะเกิดขึ้น องค์กรใหญ่คือสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ แต่สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติจะมีกลไกขึ้นมาอีกกลไกหนึ่ง ก็คือคณะกรรมการกํากับ ดูแลสื่อโดยภาคประชาชน และการรู้เท่าทันสื่อ องค์ประกอบขององค์กรทั้ง ๒ ส่วน หรือกลไกทั้ง ๒ ส่วนนี้มีความแตกต่างกัน ถ้าเปึนสภาวิ ชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ

องค์ประกอบก็จะเปึนผู้ประกอบวิชาชีพเปึนหลัก มีผู้ประกอบวิชาชีพจํานวน ๘ คน จาก ๑๕ คน มีผู้ทรงคุณวุฒิอีก ๖ คน แล้วก็มีตัวแทนผู้บริโภคอีก ๑ คน ตรงนี้จะทําหน้าที่ ในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนเปึน หลัก ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐาน ทางวิชาชีพ แล้วก็คุ้มครองสวัสดิภาพของสื่อ อันนี้เปึนหลักนะครับ ส่วนกลไกที่เปึน คณะกรรมการกํากับดูแลสื่อโดยภาคประชาชน และการรู้เท่าทันสื่อ องค์ประกอบจะเปึน ผู้ทรงคุณวุฒิแล้วก็เปึนฝัืงของผู้บริโภคเปึนหลัก ซึ่งคณะกรรมการที่มีอยู่ทั้ งหมด ๙ คน ก็เปึนตัวแทนของผู้ทรงคุณวุฒิแล้วก็ภาคประชาชนเปึนหลักที่จะทําหน้าที่ในการส่งเสริม การรู้เท่าทันสื่อ ทําหน้าที่ในการปกปัองดูแลประชาชน หรือผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจาก การทําหน้าที่ของสื่อ คณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ จํานวน ๑๕ คน มีอํานาจหน้า ที่ที่สําคัญก็คือกําหนดมาตรฐานกลางของจริยธรรมสื่อมวลชน ส่งเสริมจริยธรรมให้แก่สมาชิกในการประกอบวิชาชีพ ไม่ว่าจะเปึนการจัดฝ๊กอบรม หรือสัมมนา หรือศึกษาดูงาน หรือดําเนินการอื่นใด ให้สมาชิกได้มีการพัฒนาทางด้านวิชาชีพ แล้วก็ทางด้านจริยธรรม

ส่งเสริมการรวมกลุ่มและการกํากับดูแลกันเองขององค์กรสื่อมวลชน แล้วก็องค์กรวิชาชีพ สื่อมวลชน ทั้งในระดับชาติ ระดับภูมิภาค แล้วก็ในระดับจังหวัด นอกจากนั้นก็จะพิจารณา เรื่องร้องเรียนกรณีที่มีการละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้ประกอบวิชาชีพ พิจารณาตักเตือน ปรับ หรือแก้ไขข้อความต่าง ๆ ที่มีการนําเสนอแบบผิดพลาด แล้วก็ไปกระทบกับผู้บริโภค จะเห็น ได้ว่าบทบาทหน้าที่ขององค์กรนี้จะไม่ได้มีอํานาจมาก เราออกแบบกันว่าสภาวิชาชีพ สื่อมวลชนแห่งชาติควรจะมีบทบาทในด้านของการส่งเสริมหรือในแง่ของพระคุณเปึนหลัก มากกว่าที่จะมาใช้พระเดชอาจจะไม่ได้มีกระบอง หรือไม่ได้มีมาตรการที่จะลงโทษ อย่างรุนแรง ส่วนใหญ่จะเปึนการส่งเสริม ถ้าจะมีโทษก็เปึนโทษทางการปกครอง คือโทษปรับ นอกจากนั้นถ้าหากว่าจะมีการลงโทษมากกว่านั้นก็อาจจะเปึนสื่อกลาง คือเมื่อไกล่เกลี่ย หรือว่าหาข้อสรุปไม่ได้ก็อาจจะช่วยในเรื่องของการที่ประชาชนจะนําเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาล เพื่อขอให้ศาลเปึนที่พึ่งเปึนที่สุดท้าย นอกจากนั้นสภาวิชาชีพก็จะพยายามเชื่อมโยงกับ การทํางานขององค์กรกํากับตามกฎหมายอื่น อย่างเช่น กสทช. ซึ่งจะมีอํานาจมากกว่า ไม่ว่าจะ เปึนเรื่องของการพิจารณาในเรื่องของใบอนุญาต การต่อใบอนุญาต หรือว่าเรื่องของโทษปรับ ที่มีมากกว่า สภาวิชาชีพก็จะทํางานเชื่อมโยงกัน เราหวังว่า กสทช. เมื่อจะพิจารณาเรื่องใด ๆ ที่เปึนเรื่องเกี่ย วกับจริยธรรมจะต้องมาพึ่งพาหรือว่าส่งเสริมให้มีการกํากับกันเอง แล้วก็ อ้างอิงการพิจารณาของสภาวิชาชีพสื่อ สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติครับ คณะกรรมการ กํากับดูแลสื่อโดยภาคประชาชนและการรู้เท่าทันสื่อจํานวน ๙ คนนี้ ที่ไปที่มาตอนแรก ก็มาจากการที่เรามีอนุกรรมาธิการพิจารณาเรื่องของการกํากับดูแลสื่อโดยภาคประชาชน และส่งเสริมการรู้เท่าทัน ตอนแรกเราคิดว่าควรมีคณะกรรมการต่างหาก มีกฎหมายต่างหาก แต่เราคิดว่าเพื่อให้เปึนจริงแล้วก็ดําเนินการได้รวดเร็วกว่าเราคิดว่าควรจะอยู่ในกฎหมาย เดียวกัน แล้วก็ให้เปึนกลไกหนึ่งของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติตามที่ได้เรียนเมื่อสักครู่นะครับ จํานวน ๙ คนของกรรมการนี้ก็จะเปึนตัวแทนจากสภาทนายความ ตัวแทนจาก องค์กรด้านการเฝัาระวังสื่อ ตัวแทนจากสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค จากสถาบันสื่อเด็กและ เยาวชน แล้วก็ตัวแทนจากองค์กรทางด้านสิทธิมนุษยชนและองค์กรภาคประชาชนองค์กรละ ๑ คน ทั้งหมด ๖ คนด้วยกัน ส่วนอีก ๓ คนเปึนผู้เชี่ยวชาญที่คณะกรรมการสภาวิชาชีพ สื่อมวลชนแห่งชาติจะเปึนผู้แต่งตั้งเข้ามา ทั้ง ๙ คนนี้ก็จะช่วยแบ่งเบางานของคณะกรรมการ สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติในแง่ของการพิจารณารับเรื่องร้องเรียน แล้วก็เรื่องของ

การส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อ เรื่องมาตรฐานทางจริยธรรม เราส่งเสริมให้สภาวิชาชีพแต่ละแห่งมี มาตรฐานทางจริยธรรม แล้วก็ทางสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติก็ควรจะต้องมีมาตรฐานกลาง ทางด้านจริยธรรมนะครับ มาตรฐานกลางทางด้านจริยธรรมนี้เราได้กําหนดเอาไว้ใน ร่างกฎหมาย มาตรา ๒๗ ของร่างกฎหมายนี้กําหนดมาตรฐานกลางของจริยธรรมสื่อมวลชน เอาไว้ดังนี้นะครับว่าอย่างน้อยจะต้องมีเรื่องดังต่อไปนี้ (๑) การนําเสนอเนื้อหาและข้อมูลข่าวสาร จะต้องถูกต้อง ครบถ้วน รอบด้าน และให้ความเปึนธรรมแก่ทุกฝ์าย (๒) การนําเสนอเนื้อหา และข้อมูลข่าวสาร จะต้องตระหนักถึงผลกระทบต่อบุคคลอื่น และคํานึงถึงสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเปึนมนุษย์ ความเปึนส่วนตัว และการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลของผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเยาวชนและผู้ด้อยโอกาสในสังคม (๓) การนําเสนอเนื้อหาและข้อมูลข่าวสาร จะต้องเปึนไปอย่างอิสระ ไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของบุคคล หน่วยงานรัฐ เอกชน หรือองค์กร ใด ๆ ในทางที่มิชอบ

(๔) การนําเสนอเนื้อหาและข้อมูลข่าวสาร จะต้องเปึนไปโดยหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดผลประโยชน์ ทับซ้อน ไม่เรียก รับ หรือยอมรับผลประโยชน์ใด ๆ อย่างมิชอบ (๕) การนําเสนอเนื้อหาและ ข้อมูลข่าวสาร จะต้องมีผู้รับผิดชอบในผลกระทบที่เกิดขึ้น ในกรณีที่เสนอเนื้อหาและข้อมูล ข่าวสารที่ผิดพลาดหรือก่อให้เกิดผลกระทบ จะต้องแสดงความรับผิดชอบและประกาศการแก้ไข ข้อบกพร่องต่อสาธารณชนในทันที (๖) การนําเสนอเนื้อหาและข้อมูลข่าวสาร จะต้องเปึนไป ตามหลักจรรยาบรรณวิชาชีพ ไม่ขัดต่อหลักศีลธรรมของสังคม ไม่ก่อให้เกิดผลเสียมากกว่า ประโยชน์ที่ได้รับและคํานึงถึงผลประโยชน์สาธารณะเหนือกว่าสิ่งใดนะครับ จริยธรรมกลาง หรือมาตรฐานกลางของจริยธรรมตรงนี้เราเสนอไว้ว่าเปึนมาตรฐานขั้นต่ํา แต่ว่าถ้าสภาวิชาชีพ หรือองค์กรวิชาชีพใดมีมาตรฐานที่สูงกว่าในการพิจารณา ก็ให้ถือเอามาตรฐานที่สูงกว่า เปึนเกณฑ์ อย่างไรก็ตามมาตรฐานกลางนี้เปึนเพียงมาตรฐานขั้นต่ําหรือมาตรฐานเบื้องต้น ที่ควรจะต้องมีการพิจารณา มีการถือปฏิบัติกันนะครับ กฎหมายนี้โดยสรุปก็ขออนุญาตเรียนว่า เปึนกฎหมายที่ความจริงแล้วต่อเนื่องมาจากกฎหมายลูกที่มีความพยายาม ร่างกันเพื่อให้ สอดรับกับรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ และกฎหมายนี้ก็ร่างขึ้นเพื่อให้สอดคล้อง เพื่อให้สอดรับ กับร่างรัฐธรรมนูญที่เรากําลังดําเนินการกันอยู่ นะครับ แล้วก็ให้เปึนไปตามวาระ ปฏิรูป ของคณะกรรมาธิการปฏิรูป การสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศทั้ง ๓ วาระ คือ สิทธิเสรีภาพสื่อบนความรับผิดชอบ กํากับดูแลสื่อ แล้วก็ปัองกันการแทรกแซงสื่อนะครับ ก็นําเสนอเพื่อที่ประชุมได้โปรดพิจารณาครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ค่ะ เชิญท่านประธานค่ะ

นายจุมพล รอดคําดี ประธานกรรมาธิการ

ทั้งหมดนี้ก็เปึนการรายงาน ในรอบ ๒ นะครับ ทั้ง ๓ วาระ แล้วก็รวมทั้งร่างกฎหมายอี ก ๑ ฉบับ ก็ยินดี รับฟัง ความคิดเห็นจากท่านสมาชิกทุกท่านครับ เพื่อเราจะได้เอาไปปรับปรุงแล้วก็ดําเนินการต่อ ขอบคุณครับท่านประธาน

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ท่านสมาชิกก็ได้รับทราบรายงานวาระปฏิรูปทั้ง ๓ วาระ และหลักการ เหตุผล แล้วก็สาระหลักของร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... แล้วนะคะ ต่อไปดิฉันจะขอเชิญท่านอภิปรายค่ะ

ท่านละไม่เกิน ๕ นาทีอย่างเดิมนะคะ ดิฉันมีรายชื่ออยู่ในขณะนี้นะคะ มีท่านถวิลวดี บุรีกุล ท่านบุญเลิศ คชายุทธเดช ท่านวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา ขอเชิญท่านดอกเตอร์ถวิลวดี บุรีกุล ค่ะ

นางถวิลวดี บุรีกุล 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล ดิฉันต้อง ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศของ สภาปฏิรูปแห่งชาติที่ได้นําเสนอวาระที่สําคัญสําหรับวันนี้ เพื่อที่จะทําให้เกิดสื่อที่สร้างสรรค์ แล้วก็เปึนอิสระในอนาคตนะคะ คําว่าสื่อ ดิฉันคิดว่าที่สําคัญคือสื่อต้องเปึนอิสระ หมายถึงว่า สื่อนั้นทําให้เกิดช่องทางการเคลื่อนไหวของสังคม ให้สังคมมีพื้นที่ในการที่จะให้ประชาชน ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารและแสดงความคิดเห็นได้ และที่สําคัญจะต้องให้เกิดการคิดที่เปึนอิสระ และมีการปฏิบัติที่เปึนอิสระ เมื่อเปึนเช่นนี้การปฏิรูปสื่อจะต้องเปึนเรื่องของการที่ไม่มีสื่อใด หรือเจ้าของสื่อใดหรือบริษัทใดที่เกี่ยวข้องกับสื่อมีอํานาจมากจนผู้ที่ดําเนินการหรือบริหารสื่อ เชื่อว่าตนเองนั้นอยู่เหนือกฎหมายหรืออยู่เหนือหลักนิติธรรม เพราะฉะนั้นดิฉันจึงให้ ความสําคัญกับเรื่องนี้เปึนอย่างมาก ดิฉันได้พิจารณาในเรื่องของสาระสําคัญของการปฏิรูป ดิฉันคิดว่าครอบคลุมแล้วก็เปึนประโยชน์มาก แล้วที่จะดียิ่งขึ้นคืออยากจะให้มีการทบทวน โรดแมป (Roadmap) นะคะ เพราะว่าบางเรื่องในเฟสแรกไม่น่าจะเปึนการทํากฎหมาย เท่านั้น มันน่าจะเปึนเรื่องของการให้ความรู้ การศึกษา แล้วก็การปฏิรูปสถาบันการศึกษา ในเรื่องของสื่อด้วย เพื่อที่จะทําให้บุคลากรในด้านสื่อนั้นมีคุณธรรมจริยธรรม เพราะเรื่องของ กฎหมายมันต้องใช้เวลามาก เพราะฉะนั้นที่ท่านเขียนว่าอินพุ ต (Input) ในป้แรกมันน่าจะ เปึนเรื่องของการพัฒนาคนด้วยนะคะ นอกจากนี้ประเด็นที่สําคัญดิฉันจะใช้เวลาสั้น ๆ ก็คือ เรื่องของกฎหมายซึ่งมีการทําร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... ขึ้นมา

ซึ่งถือว่าเปึนนวัตกรรมใหม่แล้วก็น่าสนใจเปึนอย่างมาก โดยเฉพาะในหลายมาตราที่น่าจะ มีการพิจารณาให้ถ่องแท้นะคะ เช่นในมาตรา ๙ มาตรา ๙ เปึนเรื่องของรายได้ซึ่งจะเปึนที่มา ของสภาวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งรับที่จะให้ได้เงินและทรัพย์สินที่มาจากการให้บริจาค เพราะฉะนั้นตรงนี้ดิฉันมีความกังวลว่าการรับบริจาคจะเปึนเหตุให้ต้องอยู่ภายใต้อาณัติ ของผู้บริจาคก็เปึนไปได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องระมัดระวังเปึนอย่างมากนะคะ นอกจากนี้ ในมาตรา ๙ ยังได้พูดถึงในเรื่องของทุกป้ก็จะให้มีการจัดสรรรายได้ให้กับสภาวิชาชีพสื่อ รายได้ที่สําคัญที่จะต้องจัดสรรมาให้เขียนบังคับไว้เลยคือร้อยละ ๕ ของจํานวนเงินที่ กสทช. สรุปง่าย ๆ คือที่จะต้องนําส่งเปึนรายได้แผ่นดินมาให้ร้อยละ ๕ แต่ว่าต้องไม่น้อยกว่า ๕๐ ล้านบาท ดิฉันก็เลยไปเป่ดอินเทอร์เน็ ต (Internet) พบว่ารายได้ในเดือนมิถุนายน ๒๕๕๘ ของ กสทช. รายได้ในเรื่องของค่าธรรมเนียม ๑,๕๐๖ ล้านบาท แล้วก็รายได้อื่น ๆ อีก ๔๐๐ ล้านบาท รวมเปึน ๑,๙๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นถ้า ๕ เปอร์เซ็นต์ก็คงมีมูลค่า มากมาย นี่แค่เดือนเดียวนะคะ ก็เลยเปึนที่กังวลเพราะว่าจะทําให้สภาวิชาชีพสื่อ อยู่ภายใต้อาณัติของรัฐ เพราะว่ารับเงินจากรัฐเ ลยต้องถูกตรวจสอบการใช้จ่ายเงิน ก็เปึนที่กังวลอยู่พอสมควร แล้วรายได้ก็ค่อนข้างมากเมื่อเปรียบเทียบกับสภาวิชาชีพอื่น ดิฉันคิดว่าเขาคงไม่ได้มีงบประมาณขนาดนี้ และคงไม่ได้ขอเงินจากรัฐแบบนี้นะ คะ แล้วทําให้การทําหน้าที่เปึนวอตช์ดอกเปึนผู้ที่ให้ความรู้กับประชาชนให้ เกิดความตระหนัก แล้วก็ให้เกิดการสร้างสรรค์ในเรื่องของการพัฒนาประชาธิปไตยก็จะด้อยค่าไป ตรงนี้ก็เปึน เรื่องที่กังวลเปึนที่สุดนะคะ ด้วยเหตุนี้ก็เลยอยากจะให้เกิดการปฏิรูป แม้กระทั่งในเรื่องของ กรรมการสรรหานะคะ กรรมการสรรหานี่น่าสนใจมาก เพราะว่ากรรมการนี้มีอํานาจในการให้คุณ ให้โทษ เพราะสภาวิชาชีพนี้จะต้องตรวจสอบจริยธรรมด้วย แล้วก็ให้ใบอนุญาต เปึนต้น เมื่อเปึนเช่นนี้การสรรหาก็น่าสนใจ เพราะว่าท่านไปเป่ดโอกาสให้กับกรรมการสรรหา ที่มาจากนายกสมาคมโฆษณา ประธานสภาการหนังสือพิมพ์ แล้วก็นายกสภาทนายความ ผู้จัดการ สสส. อย่างนี้เปึนต้น ซึ่งดิฉันก็ไม่ทราบว่าเกี่ยวข้องอะไรและทําไมจะต้องเข้ามา เกี่ยวข้องกับวิชาชีพสื่อตรงนี้ แล้วคนอื่นอยู่ที่ไหนนะคะ และนอกจากนี้ก็จะมีกรรมการอีกชุดหนึ่ง ขึ้นมาซึ่งเปึนภาคประชาชน คณะกรรมการกํากับดูแลสื่อโดยภาคประชาชน ซึ่งในมาตรา ๔๓ ได้เขียนไว้ชัดว่าจะประกอบไปด้วยกรรมการที่มาจากภาคส่วนใดบ้าง ซึ่งดูไปดูมาดิฉันคิดว่า ก็ไม่ครอบคลุม แล้วก็นอกจากนี้บอกว่าให้มีการคํานึงถึงในเรื่องของภาคส่วนต่าง ๆ ดิฉันก็คิดว่า

คงจะไม่ครอบคลุมอีกเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็อยากจะลองให้ท่านกรรมาธิการ ช่วยพิจารณาอีกครั้งหนึ่งค่ะ ขอบคุณค่ะ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดําเนินการประชุมต่อไป)
นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณบุญเลิศ คชายุทธเดช ครับ

นายบุญเลิศ คชายุทธเดช

กราบเรียนท่านประธาน กระผม บุญเลิศ คชายุทธเดช หรือบุญเลิศ ช้างใหญ่ ผมเองเปึน สปช. ในสายสื่อสารมวลชน แล้วก็อยู่ใน คณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศด้วย กระผมก็ได้เสนอ ความเห็นเพื่อที่จะทําให้คณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศนั้น ได้ทําหน้าที่ตามภารกิจให้สมบูรณ์ที่สุด สําหรับการนําเสนอ ๓ วาระของการปฏิรูปสื่อ กระผมไม่มีข้อคิดเห็นประการใดที่จะนําเสนอ แต่จะขอนําเสนอความเห็นและข้อเสนอแนะ ในส่วนของร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐาน วิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... ซึ่งร่าง พ.ร.บ. หรือว่าร่างกฎหมายฉบับนี้มีความสําคัญอย่างยิ่ง ในการปฏิรูปสื่อ ซึ่งเปึนเจตนาของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ที่ให้กําเนิดสภาปฏิรูปแห่งชาติมาทําหน้าที่ในการปฏิรูป ๑๐ บวก ๑ ด้าน สําหรับสาระสําคัญในร่าง พ.ร.บ. ที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยี สารสนเทศนําเสนอมานั้น

กระผมขอเสนอความเห็นและข้อเสนอแนะในประเด็นที่สําคัญ ๆ ตามเวลาที่กําหนด ในมาตรา ๖ พูดถึงวัตถุประสงค์ของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติกําหนดเอาไว้ใน (๔) บอกว่า ส่งเสริมสวัสดิภาพและสวัสดิการของสื่อมวลชน กระผมเห็นด้วยว่าเรื่องของสวัสดิภาพและ สวัสดิการของสื่อเปึนภาระหน้าที่ของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติที่จะเข้ามากํากับ ทางด้านจริยธรรมนั้นจะต้องไปดูแลในเรื่องนี้ด้วย ขอเรียนว่าเรื่องของสวัสดิภาพนั้นควรจะใช้ คําว่าคุ้มครองสวัสดิภาพไม่ใช่ส่งเสริม ส่วนสวัสดิ การนั้นเปึนเรื่องของการส่งเสริม ท่านประธานครับ เรื่องของสวัสดิการเคยบรรจุอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกที่คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้ตอบรับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการปฏิรูป การสื่อสารมวลชนและ เทคโนโลยีสารสนเทศ และต่อมาคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ทบทวนและได้ตัดทิ้ง คําว่าสวัสดิการของสื่อสารมวลชนออกไป แล้วใส่คําว่า สวัสดิภาพเข้าไปแทน ก็เลยเกิด ข้อถกเถียงกันว่าสวัสดิการที่ถูกตัดออกไปมันไม่มีความสําคัญในการที่จะต้องเข้ามาดูแลโดย สภาวิชาชีพสื่อสารมวลชนหรืออย่างไร และต่อมาในร่าง พ.ร.บ. กลับมาเขียนว่า ส่งเสริมสวัสดิภาพและสวัสดิ การของสื่อมวลชน นี่มันหมายความว่าอย่างไร ถ้าเปึนไปได้ ผมอยากจะให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้กลับไปทบทวนอีกครั้ง แล้วนําเอาคําว่า สวัสดิการกลับคืนมาเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาที่จะต้องมาตีความกันในอนาคตระหว่างคําว่า สวัสดิภาพกับคําว่าสวัสดิการมันหมายความว่าอย่างไ ร ประเด็นต่อมาเรื่องของ คณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ องค์ประกอบในร่างที่เสนอมานั้นก็มาจาก ฝ์ายต่าง ๆ แต่ผมขอเรียนว่าตัวแทนของสื่อมวลชนภูมิภาคหรือสื่อมวลชนท้องถิ่น ซึ่งมีวิทยุชุมชน มีเคเบิลทีวี (Cable TV) ในแต่ละจังหวัด มีหนังสือพิมพ์ นิตยสารประจําจังหวัด ทําหน้าที่ของการเปึนสื่อมวลชนในท้องถิ่นกันอยู่ เขาควรจะมีองค์กรวิชาชีพที่เรียกกันว่า สภาวิชาชีพในระดับจังหวัดหรือในระดับภูมิภาคที่เรียกกันว่าร่มเล็กที่จะกํากับดูแล ผู้ประกอบวิชาชีพในท้องถิ่นของเขา ไม่ใช่มาฝากชีวิตอนาคตทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่สภาวิชาชีพ สื่อมวลชนแห่งชาติที่อยู่ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งไม่สามารถจะมีอํานาจหน้าที่ที่จะไปทํางาน ครอบคลุมถึงพี่น้องสื่อมวลชนทั้งประเทศได้ ผมก็เรียนว่าในการปฏิรูปสื่อที่จะทําให้สื่อ มีจริยธรรม มีมาตรฐานในวิชาชีพ มีคุณภาพ มีความเปึนอิสระในการทําหน้าที่เพื่อเปึนสมบัติ ของประชาชนและประชาชนให้ความเชื่อถือนั้นกลไกสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติจะต้อง

มีการปรับปรุงแก้ไขอีกหลายอย่าง ซึ่งผมขอกราบเรียนไว้เพียงบางส่วนเท่านี้ครับ ขอบพระคุณอย่างยิ่งครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา ครับ

นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา

ขอบพระคุณท่านประธานสภาครับ ผม วรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผมขอแสดงความไม่เห็นด้วยกับแนวคิด และร่างพระราชบัญญัติที่กําลังทําอยู่นี้นะครับ รวมถึงรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๙ วรรคท้าย ที่จะให้มีองค์กรวิชาชีพสื่อ ผมจบทางด้านวารสารศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมคิดว่า วิธีที่คิดอยู่นี้ล้า หลังกว่าอาจารย์ของผม อาจารย์ของผมชื่อสุภา ศิริมานนท์ นะครับ อาจารย์ผมพูดถึงเรื่องเสรีภาพของประชาชนและเสรีภาพของสื่อ อาจารย์ผมล่วงลับไปแล้ว แต่ผมยังจําทุกคําได้ที่อาจารย์สอนผม และเปึนแกนหลักคิดของผมอยู่ในทุกวันนี้นะครับ สื่อมวลชนไม่ได้มีเสรีภาพอะไรเกินกว่าปร ะชาชน เพราะสื่อมวลชนกับประชาชนคือ คนคนเดียวกันสามารถจะข้ามไปข้ามมาได้ ประชาชนวันนี้อยากจะเปึนสื่อมวลชนไปได้เดี๋ยวนี้ ทําได้เดี๋ยวนี้

ในป้ ๒๕๓๒ ผมมีโอกาสไปประเทศสหรัฐอเมริกากับ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ทุกวันนี้ ผมต้องรําลึกถึงท่านอยู่ ได้คุยกันครับ ในนั้นมีผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการสื่อหลายคน มีปัาวิภา สุขกิจ มีคุณสุทธิชัย หยุ่น มีใครต่อใครอีกหลายคนที่ผมไม่ได้เอ่ยชื่อถึงนะครับ มีพี่ปราโมทย์ ฝ์ายอุประ เราคุยกันถึงเรื่องการยกเลิก ปร. ๔๒ เพื่อให้สื่อมีเสรีภาพจริง ๆ ท่านกลับมา ท่านยกเลิกให้ทันทีครับ ผมก็ต้องกราบไหว้ท่านถึงทุกวันนี้นะครับ เพราะท่านมีบุญคุณ เห็นและเข้าใจความเปึนเสรีภาพของสื่อ ป้ ๒๕๔๐ มีการยกร่างรัฐธรรมนูญ หวังดีอย่างนี้แหละครับ บอกว่าจะคุ้มครองสื่อ มันกํากับกันชัด ๆ ลิดรอนเสรีภาพกันชัด ๆ เราก็ไปรณรงค์การตั้ง สภาการหนังสือพิมพ์ มีชื่อผมอยู่ในเวบไซต์ของสภาการหนังสือพิมพ์ เปึน ๑ ในผู้ที่เคลื่อนไหว ทําไมสภาการหนังสือพิมพ์ต้องถูกกําหนดให้เปึนสภาเถื่อน เถื่อนที่ว่านั่นก็คือไม่มีกฎหมาย รองรับ เราไม่ได้คิดเองครับ ที่ประเทศอังกฤษเขาทําแล้วเราก็ไปลอกแบบเขามา ผมอยากจะ ถามว่ามีประเทศไหนไหมที่มีองค์กรจะมาดูแลสื่ออย่างนี้ ถ้าทําสื่อแล้วลําบาก ทําแล้วบอก ไม่พอกิน ทําแล้วบอกถูกคุกคาม ไปทําอาชีพอื่นครับ ผมทําคดีทุจริตมา ๔-๕ คดี ได้รางวัลมา หลายคดี คดีสุดท้ายรถดับเพลิง กทม. ผมไม่เคยถูกคุกคาม ไม่เคยถูกแจ้งความแม้คดีเดียว ในคดีหมิ่นประมาท ไม่ต้องมาดูแลผม เพราะว่าอะไร เพราะดูโครงสร้างกฎหมายที่ว่านี้ เดี๋ยวจะมีมาเฟ้ย (Mafia) ตัวใหม่มา ผมนี่จะต้องคอยระวัง เสรีภาพผมไม่มีแล้วครับ จะวิจารณ์อันนั้นก็ต้องดูเดี๋ยวกรรมการจะมาถอนใบอนุญาตผมไหม ชาวนาอยากจะมาเปึนสื่อ เปึนไม่ได้แล้วครับ อยากจะทําวิทยุชุมชนทําไม่ได้แล้วครับ อยากจะพูด อยากจะสื่อสาร ทําไม่ได้แล้วครับ นี่หรือครับหลักการ หลักการการสื่อสาร ประชาธิปไตยนี่ประชาชนต้องได้รู้ ข้อมูลมากที่สุด สื่อไม่ดีอย่าไปซื้อ อย่าไปดู แล้วท่านต้องเข้าใจด้วยว่าสื่อที่เปึนปัญหาทุกวันนี้ นั่นคือพาทิซาน มีเดีย (Partisan media) ไม่ใช่แมส มีเดีย (Mass media) ถ้าเปึน นักวิชาการต้องรู้ครับ ที่สื่อเฉพาะกลุ่มไปยุให้คนฆ่ากันทําไมไม่ไปคุมที่เนื้อหา ถ้าเนื้อหานั้น พูดแล้วสังคมแตกแยกคุณจับไปเลย แต่อย่ามาคุมที่องค์กร พอมีองค์กรเสร็จจะมีใคร มีกรรมการสรรหา ผมดูแต่ละคนก็มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องทั้งนั้น ในธุรกิจสื่อก็มีการแข่งขันกัน ถ้ามีการเตะตัดขากัน อย่างหนังสือพิมพ์ ฉบับหนึ่งเขียนวิจารณ์อยู่ดี ๆ บอกผิดจริยธรรม ถอนใบอนุญาต คนเปึนร้อยเปึนพันชีวิตตกงานเดี๋ยวนั้น มันจะเกิดอะไรขึ้นครับ ตอนนี้ สมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยกําลังประชุมประเด็นนี้อยู่ เขาไม่เอาด้วยหรอกครับ แล้วผมก็บอกน้อง ๆ แล้วผมจะเกษียณอยู่แล้ว น้อง ๆ จะต้องอยู่กับสภาวะอย่างนี้ ผมอยู่ใน

ภาวะที่มีเสรีภาพตามที่ครูบาอาจารย์เขาบอกผมมา แล้วผมก็ได้อยู่ แต่อยู่ ๆ วันนี้เดี๋ยวจะมี ตัวแทน ถามว่าตัวแทนนี้ดีมาจากไหน ตอนสภาการหนังสือพิมพ์ก็เบี้ยวกันมาทีหนึ่งแล้ว บอกจะเอาเจ้าของมาเปึนกรรมการ ทําไปทํามาลูกจ้างก็มาเปึนกันเองทั้งนั้น แล้วคุมกันได้ไหม ไม่ได้ครับ เพราะอะไร ก็เพราะคนทําอย่างนี้พยายามจะสร้างองค์กรแล้วเพื่อให้ตัวเองมีที่ไปอยู่ ทําไปทําไมมันทําลายวิชาชีพ ถ้าท่านตอบได้ว่ามีประเทศไหนมีองค์กรอย่างนี้อยู่ ผมก็จะเห็นด้วย ประเทศที่เจริญแล้วแล้วเปึนประชาธิปไตย ขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ อีก ๕ ท่านที่แสดงความจํานงไว้ คุณภัทรียา สุมะโน คุณเตือนใจ สินธุวณิก คุณนิมิต สิทธิไตรย์ คุณทิวา การกระสัง และคุณเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง เชิญคุณภัทรียาครับ

นางภัทรียา สุมะโน

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ดิฉัน ภัทรียา สุมะโน เปึนสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติด้านสื่อสารมวลชน ซึ่งเรื่องที่จะพูดต่อไปนี้ ก็เปึนเรื่องที่ไม่เห็นด้วย ซึ่งได้พูดแล้ว อภิปรายแล้วในคณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชน และเทคโนโลยีสารสนเทศมาแล้ว

แต่ว่าก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข ก็เลยขออภิปรายแสดงความไม่เห็นด้วย ในมาตรา ๕ ระบุว่า สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติซึ่งดิฉันไม่ขัดข้องที่เห็นว่าควรจะมี เพื่อที่จะแก้ปัญหา อะไรหลาย ๆ อย่างที่เราพูดกันมายาวนานก็ควรจะต้องมีองค์กรนี้ขึ้นมาทําหน้าที่กํากับเส้น แต่ไม่ได้ไปควบคุมอะไรตามที่เราคุยกัน แต่เรื่องที่จะพูดคือในแง่ที่มาของการเกิดสภาวิชาชีพ ในแง่ของรายได้ ในเมื่อมาตรา ๕ ระบุว่าสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ เปึนนิติบุคคล และไม่เปึนหน่วยงานของรัฐ โดยอยู่ภายใต้การกํากับการดูแลของประธานกรรมการ แต่มาตรา ๘ บอกว่าสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติอาจมีรายได้และทรัพย์สิน จาก (๑) เงินที่ รัฐบาลจ่ายให้เปึนทุนประเดิม ในเมื่อต้องการความเปึนอิสระ ไม่ต้องการอยู่ภายใต้รัฐ แต่ว่าขอเงินของรัฐดิฉันได้พูดไปแล้วว่าไม่เห็นด้วย เมื่อขอเงินของรัฐมาเปึนทุนประเดิม เราต้องอยู่ภายใต้การกํากับของรัฐในแง่ของการตรวจสอบ เปึนหน่วยรับตรวจสอบของ สตง. และอื่น ๆ รายได้ต่อไปคือค่าจดทะเบียนและค่าธรรมเนียม อันนี้ก็ไ ม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไร แต่ว่า (๓) เงินตามมาตรา ๙ ซึ่งเมื่อกี้นี้มีท่านสมาชิกอภิปรายไปแล้วเปึนรายได้ถึง ๒ ส่วนใหญ่ ๆ ในมาตรา ๙ ส่วนแรกในย่อหน้าแรก ก็คือให้กระทรวงการคลังจัดสรรเงินที่องค์การ กระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ในส่วนที่จะต้องนําส่งเปึนรายได้ แผ่นดินเอามาให้แก่สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติในอัตราร้อยละ ๕ แต่ต้องไม่น้อยกว่า ๕๐ ล้านบาท ก็เปึนเงินเยอะนะคะ ตรงนี้ส่วนหนึ่งแล้ว พอย่อหน้าที่ ๒ เพื่อให้สภาวิชาชีพ สื่อมวลชนแห่งชาติมีรายได้เพียงพอ ต่อการดําเนินการตามอํานาจหน้าที่ ให้ กสทช. จัดสรรเงินกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคมให้แก่สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ตามที่เห็นสมควร อันนี้เปึน ๒ ส่วน ใหญ่ ๆ แล้ว แต่ยังมีข้อที่บอกว่ารายได้และผลประโยชน์ใน (๔) จากการดําเนินงาน ตามอํานาจ ซึ่งดิฉันได้เคยขอรายละเอียดในที่ประชุมคณะกรรมาธิการว่ารายได้นี้ จะมาจากไหน ทําไมสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติจึงต้องมีรายได้ ในเมื่อทําหน้าที่ด้าน ให้ความรู้ ให้การศึกษา กํากับจริยธรรมต่าง ๆ และข้อสุดท้ายที่ดิฉันเปึนห่วงเช่นเดียวกับ สมาชิกท่านหนึ่งได้พูดไปแล้วตรงกัน ก็คือเงินและทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้ ใครล่ะจะมา บริจาค อาจจะเปึนหน่วยงานอะไร องค์กรอะไร บริษัท ธุรกิจอะไรหรือเปล่า ที่มีวัตถุประสงค์ตรงกันข้ามกับสภาหรือว่าขัดจริยธรรมมาให้ ข้อนี้ก็ไม่เห็นด้วยที่ไม่ควรจะมี ดิฉันคิดว่าตามมาตรา ๙ มันน่าจะมากเพียงพอแล้ว อีกส่วนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยคือมาตรา ๑๙

สมาชิกองค์กรนี้ได้แก่องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนทุกแขนง ทั้งส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค แต่ว่าองค์ประกอบของกรรมการนี้ข้อที่บอกว่ามีผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนในส่วนภูมิภาค จํานวน ๑ คน ซึ่งดิฉันก็พูดไปแล้วว่า ๑ คนน้อยไป แต่ก็ยังมา ๑ คนเหมือนเดิม ดิฉันก็ขอพูด ย้ําความเห็นว่าอย่างน้อยต้องมี ๔-๕ คนตามส่วนภูมิภาคเพื่อให้ครอบคลุมทั่วประเทศ คือเรามี ๕ ทิศ ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก และภาคอีสาน อย่างน้อย ๆ ก็มีสัก ๕ คนเปึนตัวแทนส่วนภูมิภาค เพื่อให้เกิดมีตัวแทนกรรมการที่ครอบคลุมทั้งประเทศ และสุดท้ายก็คือองค์ประกอบของกรรมการสรรหา ดิฉันว่า ๗ คนน้อยไป วันนั้นก็พูดแล้ว บอกว่า ๗ คนน้อยไป และดิฉันก็สงสัยว่าทําไมจึงต้องมีผู้จัดการสํานักงานกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ หรือว่า สสส. เข้ามาด้วยเหตุผลอะไร ดิฉันคิดว่าถ้าเปึนองค์กรเกี่ยวกับ ด้านคุ้มครองผู้บริโภคยังจะเข้าเรื่องเข้าราวกว่าในส่วนนี้ ขอบคุณมากค่ะ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณเตือนใจ สินธุวณิก ครับ

นางเตือนใจ สินธุวณิก 🔗

กราบเรียนท่านประธานและท่านประธาน กรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ ดิฉัน นางเตือน สินธุวณิก สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๐๘๔ สาขาสื่อสารมวลชน แต่ขออนุญาตอภิปราย ในฐานะที่เปึนสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ดิฉันอยากจะขออนุญาตท่านประธานว่า ต้องขอชมเชยคณะกรรมาธิการคณะนี้ที่ได้คิดปฏิรูปสื่อมวลชนรอบด้าน แล้วก็มีอะไรดี ๆ ซึ่งเราไม่เคยมีเกิดขึ้นในวงการสื่อบ้านเรามาก่อน อย่างเช่นความคิดเกี่ยวกับเรื่องของสื่อ เปึนโรงเรียนของสังคม มีเรื่องของการให้พี่น้องประชาชนได้เรียนรู้คือรู้เท่าทันสื่อ คุ้มครองผู้บริโภคที่เกี่ยวกับเรื่องของสื่อ แล้วก็ยังมีเรื่องสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ซึ่งล้วนเปึนเรื่องดีทั้งสิ้น และที่เกิดเปึนครั้งแรกของประ วัติศาสตร์การปฏิรูปสื่อมวลชน ในบ้านเราก็คือเรื่องของการที่จะมีสวัสดิการและสวัสดิภาพให้กับบรรดาพี่น้องสื่อมวลชน แต่ในขณะเดียวกันดิฉันอยากขออนุญาตใช้สิทธิที่เปึนสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาตินี้ เรียนที่ประชุมนี้และคณะกรรมาธิการได้รับทราบว่าสิ่งที่ดิฉันเห็นว่าควรจะเพิ่มเติมเข้าไปและ สภาปฏิรูปแห่งชาตินี้โดยกรรมาธิการปฏิรูป การสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศนั้น ต้องกล้าหาญพอที่จะฟันธงในสิ่งดังต่อไปนี้ค่ะ เราทราบดีว่าบ้านเมืองเราในปัจจุบันนี้ก่อนหน้านี้นั้ น เกิดปัญหาต่าง ๆ มากมายมีการเลือกข้าง มีสื่อที่เลือกสีเลือกข้างแล้วสื่อนี่เปึนสื่อที่เปึน สิ่งที่มีอิทธิพล มีอิมแพกต์ (Impact) อย่างยิ่งต่อพี่น้องประชาชน ต่อทัศนคติแล้วก็ต้องยอมรับว่า บรรดาพี่น้องสื่อมวลชนซึ่งมีทั้งสื่อแท้และสื่อที่มาอาศัยวงการสื่อหากินนั้นมีอยู่มากค่ะ ดังนั้นเราต้องกล้าหาญพอที่จะไม่ได้เป่ดให้มีการคุ้มหรือว่าตรวจสอบกันเองเหมือนเช่น ที่ล้มเหลวมาเท่าที่ผ่านมา เราต้องกล้าพอที่จะบอกว่าเราต้องออกมาตรการเด็ดขาดในการที่จะ กําจัดสื่อที่เปึนกาฝาก อย่างเช่น สื่อที่รีดไถ สื่อเรียกรับเงิน สื่อเลือกข้าง สื่อที่เปึนสื่อเทียม แล้วแฝงตัวเข้ามาบอกว่าตัวเองเปึนสื่อ แล้วก็มาหากินในวงการสื่อ ดิฉันคิดว่าพี่น้องสื่อมวลชน ที่รับฟังการอภิปรายอยู่ในขณะนี้คงจะเห็นจากการเสนอของท่านกรรมาธิการปฏิรูป การสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศแล้วว่าเราได้ปฏิรูปหลายอย่างให้กับ บรรดาพี่น้องสื่อมวลชน แต่ทุกท่านพี่น้องสื่อลูกหลานทั้งหลายคงจะทราบกันดีและยอมรับกันว่า เวลานี้เราน่าจะถือเปึนเวลาสําคัญที่จะตัดเนื้อร้ายหรือนิ้วร้ายออกไป ต้องถึงเวลาที่เราจะต้อง คัดปลาเน่าออกจากข้องสื่อมวลชนของเรา ดิฉันกําลังเสนอว่าเพื่อภาพลักษณ์และภาพพจน์ที่ดี ของบรรดาสื่อมวลชนอย่างแท้จริง คณะกรรมาธิการปฏิรูป การสื่อสารมวลชนและ

เทคโนโลยีสารสนเทศต้องมีมาตรการเด็ดขาดที่จะมีการออกใบประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน อันนี้ดิฉันไม่ได้พูดขึ้นลอย ๆ แต่ดิฉันเคยเปึนวิทยากรให้กับ กสทช. ได้พบบรรดาสื่อน้อง ๆ มากมายหลายประเภททุกประเภทเลย เขาเห็นด้วยกับแง่คิดนี้ เพราะอะไรคะ เพราะในเมื่อ เราให้สิ่งที่ดีในสิ่งที่จะเปึนเขาเรียกว่าเปึนรางวัลหรืออินเซนทีฟ (Incentive) ให้กับสื่อมวลชน มีการให้การอบรม มีการให้ความรู้สัมมนาต่าง ๆ เพิ่มเติม รวมทั้งมีสวัสดิการสวัสดิภาพให้แก่ บรรดาสื่อมวลชนที่เปึนสื่อแท้อย่างแท้จริง ดังนั้นน้อง ๆ สื่อมวลชนทุกคนต้องร่วมมือร่วมใจ กันมุ่งประเทศชาติเปึน หลัก แล้วต้องยอมที่ว่าเราควร จะมีใบประกอบวิชาชีพสื่อ และภายใต้ร่มของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ หรือบรรดาชมรมสมาคมสื่อมวลชน ที่ท่านมีอยู่ในปัจจุบันนี้ ต้องมีหลักเกณฑ์ที่แน่นอนว่าชมรม และสมาคมนั้นตั้งขึ้นมา ต้องมีหลักเกณฑ์แนวทางการปฏิบัติงานอย่างไร ไม่ใช่คนสองคนก็สามารถตั้งชมรมได้แล้ว อย่างนี้เปึนต้น แล้วก็ใบประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนนั้นเปึนสิ่งจําเปึนอย่างยิ่ง ถ้าใครคนใดคนหนึ่ง ในสื่อมวลชนของเราที่มาอาศัยวงการของเรานั้นหากินทําให้เสื่อมเสียชื่อเสียงบรรดา สื่อมวลชนเราต้องมีโทษจากเบาไปถึงหนักอาจจะมีการตักเตือน ภาคทัณฑ์ แล้วถ้าในที่สุด สื่อคนนั้นหรือว่าสื่อประเภทนั้น ๆ ยังประพฤติตนในทางที่เปึนภัยต่อความมั่นคงของ ประเทศชาติและเปึนภัยต่อทัศนคติโดยรวมของพี่น้องประชาชน เราต้องยึดใบอนุญาตค่ะ

ดิฉันกําลังเสนอให้มีใบประกอบวิชาชีพสื่อ ทั้งนี้เพื่อที่ว่า เราจะได้สื่อมวลชนที่มีศักดิ์ศรี มีเกียรติและทํางานอย่างเปึนประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนในภาพรวม ขอบพระคุณค่ะ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณนิมิต สิทธิไตรย์ ครับ

นายนิมิต สิทธิไตรย์

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นิมิต สิทธิไตรย์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจังหวัดอุบลราชธานี จากการฟังการรายงานรอบ ๒ ของกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศแล้ว ผมว่ามิติที่ทํา การรายงานนั้นชัดเจนครับ สื่อมวลชนจะไม่มีความหมายเลยถ้าหากไม่ได้รับการยอมรับจาก สังคม แล้วก็สื่อเองจะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ดีเท่าที่ควรถ้าคุณภาพชีวิตไม่ดีหรือไม่ดี เท่าที่ควร ประเด็นสําคัญนะครับ จากการที่ได้รับรายงานว่าการปฏิรูปสื่อนั้นได้มองเห็นถึง เรื่องความอิสระแต่ต้องรับผิดชอบ มองในเรื่องของการที่จะไม่ถูกแทรกแซง มองในเรื่อง ของการที่จะต้องกํากับดูแลกันเองตามแนวทางของความมีอิสระ ในส่วนของสื่อนั้น ต้องยอมรับนะครับว่าสื่อนั้นมีความแตกต่างระหว่างสื่อส่วนกลางกับสื่อท้องถิ่น ประเด็นที่ผม จะขออนุญาตที่จะเพิ่มเติมแล้วก็ขอมีความเห็นก็คือเรื่องของสื่อท้องถิ่น จากการที่ กรรมาธิการรวมทั้งกระผมเองในฐานะที่เปึนกรรมาธิการสื่อด้วย ความจริงแล้วในส่วนพื้นฐาน ผมเองมาจากสายเศรษฐกิจ แต่ก็แลเห็นความสําคัญของการที่จะมีสื่อมวลชนที่มี ความรับผิดชอบ แล้วก็มีจริยธรรมมีคุณธรรม ผมคลุกคลีกับสื่อในระดับท้องถิ่นค่อนข้างที่จะ เรียกว่าสนิท ได้อยู่ในแวดวงของสื่อก็มาก เพียงแต่ว่าไม่ได้มีอาชีพในการเปึนสื่อสารมวลชน สื่อมวลชนเองในส่วนของต่างจังหวัดเองนั้นเรียกร้องที่จะสามารถกํากับกันเองได้เปึน สาระสําคัญ เนื่องจากว่าการที่มีสื่อบางส่วนซึ่งถือว่าเปึนสื่อจํานวนน้อยทําให้เกิด ความเสียหาย ทําให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีจนทําให้ดูเหมือนว่าสื่อเองไม่ ได้รับการยอมรับ เท่าที่ควร เปึนที่กล่าวขวัญนะครับว่าในการกรอกประวัติในช่องอาชีพนั้นไม่กล้า ที่จะกรอกเลยว่าอาชีพที่ทําอยู่นั้นคืออาชีพสื่อมวลชน อันนี้เปึนคํากล่าวของสื่อมวลชน ท้องถิ่นเองนะครับว่าการที่สื่อไม่ได้รับการยอมรับนั้นมีจริงครับ มีสื่อบางส่วนที่ทําหน้า ที่ โดยมิชอบ แสวงหาผลประโยชน์ แต่ความจริงแล้วคนกระทําการเหล่านั้นผมถือว่าไม่ใช่ สื่อมวลชน แต่เปึนเพียงคนแอบอ้างมาใช้วิชาชีพสื่อมวลชนเพื่อทํามาหากิน

ในการประชุมสัมมนาในช่วงหนึ่งของจังหวัดอุบลราชธานี หรือแม้แต่จังหวัดเชียงใหม่ หรือจังหวัดสงขลา ๓ สิ่งนะครับเปึนสิ่งที่มีการพูดถึงเสมอ ก็คือ เรื่องของการกํากับดูแล จะกํากับดูแลอย่างไรให้กํากับดูแลกันเองได้ตามความหมายที่แท้จริง จะอยู่อย่างไรให้มี คุณภาพก็ได้พูดถึงว่าควรจะมีสภาวิชาชีพสื่อมวลชน อันนี้คงหมายถึงสภาวิชาชีพภายใต้ การดูแลกันเอง มีการเทียบเคียงกับองค์กรอื่นอันได้แก่องค์กรหอการค้า ซึ่งจริง ๆ แล้วหอการค้า เปึนนิติบุคคลแตกต่างกันแต่ละจังหวัด หอการค้าแห่งประเทศไทยเปรียบเสมือนหอการค้า จังหวัดกรุงเทพมหานคร แต่ก็มีการรวมตัวกันในนามของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปึนองค์รวม สื่อมวลชนท้องถิ่นนั้นชัดเจนนะครับว่าในการรวบรวมดูแลการเปึนสมาคม ชมรมนั้นไม่ต้องสลาย แต่ให้ทุกคนนั้นมารวมตัวกันเปึนองค์กรใดองค์กรหนึ่งซึ่งเปึนองค์กรกลาง ที่จะสามารถใช้คําว่ากํากับดูแลกันเอง ขจัดคนที่ไม่พึงประสงค์ที่อาศัยตัวเองแฝงเข้ามาทํา วิชาชีพสื่อให้จงได้ อันนี้คื อสาระสําคัญนะครับคือว่าทําอย่างไรให้คนส่วนน้อยนั้น ถูกขจัดออกไป

ก็แลเห็นกันว่าควรจะมีสภาวิชาชีพ เขาคิดไปขนาดสภาวิชาชีพระดับอําเภอ ระดับจังหวัด ระดับภาค และระดับส่วนที่เรียกว่าระดับชาติ ในมาตรา ๖ ที่เขียนไว้ว่าส่งเสริมให้รวมกลุ่ม และกํากับดูแลกันเองขององค์กรสื่อมวลชนและองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนในระดับชาติ จังหวัด และภูมิภาค ผมคิดว่าตรงนี้ในส่วนของการบัญญัติไว้ในกฎหมายควรจะให้ชัดเจนไปเลย ควรจะให้มันชัดเจนไปเลย เนื่องจากว่ากํากับดูแลสื่อนั้นเปึนเรื่องสําคัญ และควรจะให้ชัดเจน ลงไปเลยว่าในเรื่องคุณภาพชีวิตนั้นจะทําอย่างไร แล้วก็ถือว่าองค์กรวิชาชีพสื่อนั้น เปึนความจําเปึนในโอกาสที่จะพัฒนาสื่อให้มีคุณภาพต่อไปอนาคต ขอบคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณทิวา การกะสัง ครับ

นายทิวา การกระสัง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านประธาน กรรมาธิการ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ผม ทิวา การกระสัง สมาชิกเลขที่ ๐๙๒ ผมอยากจะให้ข้อเสนอแนะหรือแสดงความคิดเห็นสั้น ๆ เห็นด้วย ในการที่จะมีกฎหมายฉบับนี้ เนื่องจากสื่อนั้นมีความสําคัญมาก ถ้าจะเปรียบสื่อ ก็เปรียบเสมือนไฟ ทําไมถึงเปรียบสื่อทุกอย่างเปึ นเสมือนไฟ เนื่องจากว่ามีทั้งโทษและ ประโยชน์ ถ้าหากเราใช้ไฟนั้นไม่เปึน ท่านคงเคยหุงข้าว ถ้าท่านเคยหุงข้าวโดยการใช้ฟ๋น ท่านจะรู้ว่าถ้าหากไฟแดงเกินไปข้าวก็จะไหม้ เราต้องควบคุมให้ไฟนั้นอยู่อย่างพอดี ผมเคยอภิปรายหรือพูดในสภานี้ว่ามีอดีตนายกรัฐมนตรี ๒ ท่านเคยพูดว่าใครคุมสื่อ คนนั้นคุมโลก นั่นคือความจําเปึน สื่อในปัจจุบันนี้ไม่ใช่จะเปึนสื่อกระแสหลักอย่างเดียว สื่อที่สําคัญที่สุดคือสื่อทางอินเ ทอร์เน็ตหรือสื่อออนไลน์ทั่วไป สื่อเหล่านี้สามารถจะทําคน ให้เปึนคน และสามารถที่จะทําให้คนให้เปึนสุนัขภายในเวลาไม่กี่วินาที สื่อเหล่านี้เราจะ ควบคุมอย่างไรถ้าไม่มีกฎหมาย เพราะฉะนั้นพระราชบัญญัตินี้ท่านจะต้องเขียนอย่างชัดเจน ว่าสื่อคืออะไร มีกี่ประเภท มีกี่ชนิด สื่อในอนาคตที่จะเกิดขึ้นท่านต้องคิด เพราะนี่คือ การปฏิรูป ท่านเขียนเวลา ๑ ป้ ๒ ป้ ๓ ป้ ๕ ป้ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การปฏิรูปก็บอกว่ามีระยะเวลา ๕ ป้ ถ้าครบ ๕ ป้แล้วต้องทบทวน สิ่งเหล่านี้ท่านต้องคิด เลยไปที่ตรงนั้นด้วยนะครับ ผมฝากอย่างหนึ่งผมเคยอภิปรายหลายครั้งว่าสื่อสาธารณะนั้น ควรจะจัดเวลาบางส่วนให้กับสาธารณะเพื่อการเรียนรู้ เราจะต้องเปลี่ยนสังคมประเทศนี้ ให้เปึนสังคมแห่งการเรียนรู้ เปลี่ยนวิธีคิดของคนในประเทศ อยากจะกราบเรียนนําคําพูดของ

ท่านอาจารย์สุวิทย์ ขออนุญาตท่านอยู่ตรงนี้ ที่ท่านไปพูดที่โรงเรียนไทยรัฐวิทยา ถ้าท่านได้อ่านนะครับ ถ้าหากประเทศเราไม่เริ่มต้นปฏิรูปห รือไม่เริ่มต้นเปลี่ยนวิธีคิด ประเทศเราจะตามไม่ทัน เราอยู่ในกับดักของประเทศรายได้ปานกลาง ประเทศมาเลเซีย เขาอยู่พร้อมกับเราแต่เขาเดินไปข้างหน้า เนื่องจากว่าเขาไปปฏิรูปทุก ๆ อย่าง สื่อก็เช่นเดียวกันนะครับ สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่าน ในมาตรา ๙ ท่านถวิลวดี ท่านก็อภิปรายไปแล้วว่าสื่อมีหน้าที่ในการตรวจสอบองค์กรหลัก ใหญ่ก็คือตรวจสอบรัฐ ท่านจะเอาเงินของ กสทช. ท่านจะต้องตรวจสอบเหมือนเงินของรัฐนี่ละครับ เอาเงินของเขามา แล้วท่านจะตรวจสอบเขาอย่างไร สื่อมีหน้าที่ในการตรวจสอบถือว่าสื่อเปึนกลาง สื่อที่ไม่เปึนกลางไม่ต้องไปพูดถึง ถ้าสื่อที่ไม่เปึนกลางจะต้องถูกลงโทษตามพระราชบัญญัตินี้ อยากจะฝากกราบเรียนท่านกรรมาธิการนะครับ ๑. ท่านจะต้องจัดเวลาของสื่อนั้น เพื่อการเรียนรู้ของประชาชนให้มากที่สุด ๒. เรื่องการใช้เงินนี่นะครับ ผมเปึนกรรมการ สภาทนายความ การที่จะรับเงินอุดหนุนจากรัฐเราจะต้องมีโครงการ มีวิธีการ มีกระบวนการ ในการดําเนินการว่าเงินเหล่านั้นเอาไปใช้อะไร ถ้าใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะ ถ้าใช้เพื่อ การเรียนรู้ของประชาชนในงานด้านกฎหมายหรือบริการประชาชน

เราสามารถจะรับเงินอุดหนุนนั้นมาได้ เราไม่ใช่เอาเงินของรัฐมาเพื่อใช้ประโยชน์ของสภา เราเองนะครับ เราจะไม่รับเงินบริจาคของใคร ผมคิดว่ารายได้ของสภาวิชาชีพสื่อนั้นก็คือได้จาก การจดทะเบียน มีการขึ้นทะเบียน มีการฝ๊กอบรม รายได้เหล่านี้สามารถที่จะเลี้ยงตนเองได้ ไม่จําเปึนจะต้องใช้ร้อยละ ๕ หรือไม่น้อยกว่าเดื อนละ ๕๐ ผมว่าเงินมันเยอะนะครับ ท่านเอาเงินเข้ามาทีละ ๕๐ ล้านบาท ท่านจะไปตรวจสอบเขาได้อย่างไร อันนี้ขอความกรุณา ให้ข้อเสนอแนะไว้นะครับ เอารายได้จากประเภทอื่นก็ได้ ผมว่าคนที่ทําสื่อมากกว่า สภาทนายความด้วยซ้ําไป สภาทนายความยังอยู่ด้วยกันได้นะครับ เราก็รับบริจาคของเราเอง เราจะสร้างอาคารของเรา เราสร้างโรงเรียนของเรา อย่างผมก็บริจาคไปคนละ ๑๐,๐๐๐ บาท ๒๐,๐๐๐ บาท ปรากฏว่าเงินพอนะครับ ใช้เวลา ๔-๕ ป้ เราจะไม่รับเงินขององค์กรใด ๆ ของรัฐ เราก็จะเอาเงินไปใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชน เช่น ไปให้ประชาชนไปว่าความฟรี ให้ไปให้ความรู้ประชาชนเราจะใช้ในทางนั้นนะครับ แต่ถ้าใช้มาอุดหนุนสภาเรานี่เราจะไม่เอา ฝากกราบเรียนให้ข้อเสนอแนะแค่นี้นะครับ ขอขอบพระคุณครับ ให้กําลังใจท่านนะครับ กฎหมายเปึนเรื่องที่ดี ไฟนั้นถ้าท่านไม่ควบคุมมันก็จะไหม้นะครับ เอามันพอดี ๆ ขอขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง ครับ

นายเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผม นายเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง หมายเลข ๐๑๕ ก่อนอื่นผมต้องกราบเรียนด้วยความเคารพ ว่าบางครั้งการอภิปรายของผมมันอาจจะฟังเหมือนรุนแรงแต่จริง ๆ มาจากข้อมูลที่เท็จจริง แล้วก็จริงใจไม่มีเจตนาที่จะไปพาดพิงหรือไปกล่าวให้ร้ายใคร ท่านประธานครับ นี่คือสิ่ง คือจากใจผมโดยทั้งสิ้น แล้วส่วนใหญ่แล้วผมจะประมวลภาพรวมของเล่มทั้งหมดที่อ่านว่า ประเด็นใดที่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย นะครับ ประเด็นที่ไม่เห็นด้วยผมก็จะสื่อออกมาเปึน ภาพรวมครับท่านประธานครับ เหมือนอย่างที่อภิปรายไปเมื่อเช้า ส่วนตรงนี้เช่นกัน ท่านประธานครับ การปฏิรูปสื่อเปึนเรื่องที่สําคัญจริง ๆ แล้วผมเปึนนักการเมืองท้องถิ่นไม่อยาก แตะสื่อหรอกครับ แต่บางครั้งมันทนไม่ได้ ครับท่านประธาน มันทนไม่ได้อะไรครับ ท่านประธาน ผมทนไม่ได้ตรงที่ว่าสื่อต่างจังหวัดเยอะมาก ไม่รู้สื่อจริง สื่อปลอม สื่ออะไรต่าง ๆ องค์กรตรวจสอบผมไม่เห็นใครลงไปดูสักครั้งหนึ่ง นี่เรื่องจริงครับท่านประธาน สิ่งที่เกิดขึ้นใน

ต่างจังหวัดผมอยากให้กรรมาธิการลงไปดูจริง ๆ ว่าสื่อที่แขวนปัายไปเที่ยวรีดไถเงินเขา ทั้งประเทศมันเปึนสื่อจริงไหม มีใบประกอบวิชาชีพจริงไหม แต่ผมสงสารน้อง ๆ ที่เปึน สื่อจริง ๆ ครับ พวกนี้โอกาสที่จะไปต่างจังหวัดอะไรต่าง ๆ ไม่มีเลย ผมอยากให้ตรวจสอบตรงนี้ สิ่งที่ท่านเขียนเอาไว้จะสร้างโรงเรียนคุณธรรมจริยธรรมวิชาชีพสื่ออะไรต่าง ๆ ผมเห็นด้วย ทั้งสิ้น มีอยู่มาตราหนึ่งที่ผมอ่านไปเจอคือมาตรา ๙ ท่านประธานครับ เขียนเสียจนแบบว่า ผมอ่านดูแล้วไปแบ่งเงินสัดส่วนจากรัฐบาล ๕ เปอร์เซ็นต์ และต้องไม่น้อยกว่า ๕๐ ล้านบาทต่อป้ ท่านประธานครับ ผมรับไม่ได้ครับมาตรานี้ นําเรียนด้วยความเคารพว่าสื่อ ณ ปัจจุบัน ยังไม่เปึนองค์กรที่มีความรักความสามัคคี พอให้เงินไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น เกิดการทุจริต คอร์รัปชันขึ้น เกิดอะไรขึ้นครับ สื่อส่วนใหญ่นั้นท่านประธานก็รู้ว่ามาจากเอกชน โดยทั้งสิ้น หาเงินทางอื่นดีไหมครับ กล้าเขียนในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ท้องถิ่นของผมต่างหากท่านประธานเคยมีกําหนดไว้ว่าในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เขาให้เขียนไว้ว่า ต้องได้รับส่วนแบ่งจากรัฐบาลไม่น้อยกว่า ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ภายในป้ ๒๕๔๙ ก็มี ส.ส. ออกมาค้าน เขียนเปอร์เซ็นต์ในรัฐธรรมนูญไม่ได้ก็ต้องไปเขียนในกฎหมายลูก แต่พอป้ ๒๕๕๐ เกิดรัฐประหาร เรื่อง ๓๕ เปอร์เซ็นต์ก็จบไป ตรงนี้ต่างหากครับท่านประธาน ผมอยากให้ กรรมาธิการกลับไปวิเคราะห์ตรงนี้ใหม่นะครับว่ามาตรา ๙ ที่ท่านเขียนนี่มันเขียนเหมือน เอาแต่ได้หรือไม่ มันเขียนเอาประโยชน์ส่วนตนหรือไม่ ฝากตรงนี้นิดเดียวครับ ถ้าท่านคิดว่า เอาประโยชน์ส่วนตนและไปฟังคนบางคนที่ต้องการหารายได้จากรัฐท่านตัดออกเสียครับ สื่อของท่านทั้งหมด สมาคมผู้สื่อข่าว สมาคมหนังสือพิมพ์ปัจจุบันดีอยู่แล้ว

ทุกอย่างดีอยู่แล้วครับ นายกสมาคมสื่อก็เปึนคนเปึนกลาง ท่านมาคิดเรื่องว่าจะ หาเงินสวัสดิการตรงไหนมาให้สื่อสารมวลชน มาสงสารน้อง ๆ สื่อตัวเล็ก ๆ ว่าเกิดอุบัติเหตุ เกิดอะไรต่าง ๆ ไม่ใช่ให้เขาใช้แต่ประกันสังคม เขามาจากสมาคม มาจากอะไรต่าง ๆ สื่อว่า เขาเหล่านั้นมีรายได้เพียงพอที่จะช่วยเหลือสวัสดิการน้อง ๆ เหล่านี้หรือไม่ เมียตาย ลูกตาย พ่อแม่ตาย สื่อมวลชนล่ะครับต้องมารวบรวมเงิ นเล็ก ๆ น้อย ๆ ช่วยกัน ท่านครับ ท่านกลับไปคิดใหม่ไม่เสียหายครับ ผมมองว่าสื่อ ณ ปัจจุบันของเมืองไทยยังมีความแตกแยกอยู่ ทุกคนรู้ แม้แต่กรรมาธิการก็รู้ ทําอย่างไรสื่อจะเปึนสื่อที่เพื่อจรรโลงประเทศชาติ ถึงเวลา ที่ต้องปฏิรูปแล้วครับ ปฏิรูปสื่อใหม่ทั้งหมด สื่อมานั่งคุยกันทุกสาขาอาชีพ สละเพื่อชาติสิว่า ทําอย่างไรจะให้สื่อเมืองไทยเดินไปได้ เอาข้อมูลที่จริง ข้อมูลที่ดี อย่าเต้าข้อมูลขึ้นมาเพื่อจะ ขายข่าวอย่างเดียว ท่านประธานครับ อ่านหนังสือพิมพ์บางทีวิตกจริตครับ ผมไปอ่าน หนังสือพิมพ์บอกว่าวันนี้รถหกล้อชนกับสิบล้อตาย ๒๐ โอ้โฮสลดใจ ไปอ่านดูไส้ใน รถขนหมู ครับท่านประธาน ท่านประธานครับ รถขนหมู เขียนมาเพื่อให้อยากอ่าน ผมเข้าใจวิชาชีพครับ แต่ในบางครั้งเอาความเปึนจริงเสนอให้กับพี่น้องประชาชน แล้วถามว่าประชาชนปัจจุบัน ในท้องถิ่นทั่วประเทศ ๗๗ จังหวัด ได้รับข้อมูลข่าวสารจากสื่อโดยทางตรงหรือทางอ้อม มีคุณภาพขนาดไหน เขาเสพติดสื่อ เดี๋ยวนี้พรรคการเมืองใหญ่ ๆ อยากจะยึดช่องสื่อต่าง ๆ ขึ้นมา เพื่อหาเสียงทางการเมือง บอกเปึนฟรีทีวี (Free TV) บ้าง อะไรบ้าง ตรงนี้ต้องมีการตรวจสอบ คอยกํากับดูแลครับ บางครั้งใช้คําศัพท์หยาบ ๆ โพสต์ (Post) ลงไปในทีวีเหล่านั้น ฟังดูแล้ว มันเสียใจครับ ด่าฝ์ายตรงข้ามแบบใช้คําหยาบ ๆ ลงไป ถามว่าตรงนี้มีการตรวจสอบหรือไม่ ท่านครับ ผมฝากไปยังกรรมาธิการร่างที่จะปฏิรูปสื่อว่า ลองกลับไปพินิจพิจารณาว่า มาตรา ๙ ที่ผมพูดถึงแล้วก็สื่อต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ที่ผมพูดสื่อต่างจังหวัดก็ดี ที่แขวนปัายเต็มคอก็ดี มีวิธีการตรวจสอบอย่างไรไหม ทําอย่างไร เราต้องขจัดน้ําเสียทิ้ง ออกจากสื่อครับ ขอให้สื่อเปึนสื่อที่ดี สื่อที่สื่อตรง สื่อที่ประชาชนพึ่งได้ สื่อที่ช่วยเหลือจรรโลง สังคมไทยเพื่อประเทศชาติและประชาชนต่อไป ขอกราบขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ ถัดไปเปึนอาจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง คุณสารี อ๋องสมหวัง รองศาสตราจารย์สืบพงศ์ ธรรมชาติ พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ เชิญอาจารย์เจิมศักดิ์ครับ

นายเจิมศักดิ์ ป่ืนทอง 🔗

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง ท่านประธานครับ ประเด็นแรกพวกเราคงเห็นตรงกันว่าสื่อมวลชนจะต้องเปึนอิสระ เราเห็น ตรงกันประการที่ ๒ ว่าสื่อมวลชนคนที่ทําสื่อเปึนวิชาชีพแขนงหนึ่ง เฉกเช่นเดียวกันกับแพทย์ สถาปนิก วิศวกร ทนายความ แต่ละอาชีพจําเปึนที่จ ะต้องมีสภาวิชาชีพของตนเอง เพื่อควบคุมกํากับดูแลกันเอง คงไม่มีใครไปเห็นว่าควรจะให้รัฐมากํากับดูแล เพราะฉะนั้น ประเด็นนี้ต้องขีดเส้นใต้กันไว้ก่อนว่าคนที่อยู่ในวิชาชีพต้องกํากับดูแลกันเอง ถ้าเปึนเช่นนั้น ก็กลับมาดูในปัจจุบันนี้ เรามีสมาคมหนังสือพิมพ์ สมาคมสื่อวิทยุโทรทัศน์ สมาคมโน่นนี่ ๓-๔ สมาคม ๕ สมาคม ปรากฏว่ากํากับดูแลกันเองไม่ได้เลย พอเขาตกลงว่าการกระทําของ สื่อมวลชนบางคน องค์กรบางแห่งไม่ถูกต้องตามจริยธรรม ท่านก็ลาออกเสีย ประกาศตัวว่า ไม่ได้อยู่ในสมาคมนี้อีกต่อไป เพราะฉะนั้นสมาคมก็ทําอะไรไม่ได้ ได้แต่แบ๊ะ แบ๊ะ แบ๊ะ นี่คือปัญหาปัจจุบันนี้

เพราะฉะนั้นที่กรรมาธิการเขาคิดเขาพยายามจะแก้ไขปัญหาตรงนี้ภายใต้หลักว่าสื่ อมวลชน จะต้องเปึนอิสระ และเปึนวิชาชีพที่กํากับ ดูแลกันเอง เพราะฉะนั้นจึงมีสภาวิชาชีพ สื่อมวลชนที่ไม่ใช่แยกเปึนวิทยุ แยกเปึนหนังสือพิมพ์ เพราะว่าถ้าเปึนวิชาชีพที่มันแคบ เฉพาะสื่อประเภทเดียวก็จะเกรงใจกัน แต่ถ้าหากว่ามีหลายสื่อ หลายประเภท ก็จะทําให้ ความเกรงใจนั้นน้อยลง เพราะว่าไม่ได้อยู่ใกล้ชิด เปึนสื่อคนละประเภทกัน แต่ดูแลเรื่อง จริยธรรม ท่านประธานก็รู้ว่าแพทย์ก็มีหมอเถื่อน สถาปนิกก็มีสถาปนิกเถื่อน วิศวกรเถื่อน ช่างเถื่อน สื่อก็มีสื่อเถื่อนอย่างที่เราพูดกัน เพราะฉะนั้นถ้าเปึนสภาวิชาชีพสื่อมวลชน บังเอิญเขาไปเรียกว่าแห่งชาติ คําว่าแห่งชาติมันหมายถึงหน่วยงานของรัฐ ควรจะเปลี่ยน เสียว่าเปึนแห่งประเทศไทยเสียก็หมดเรื่อง อาจารย์ดุสิตท่านเดินมาคุยกับผมเมื่อกี้นี้ ผมเห็นด้วยกับท่าน ถ้าเปึนสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ประเด็นนี้หมดไป ประเด็นที่ ๑ ประเด็นถัดไปก็คือว่ามีสมาชิกบางคนที่เปึนสื่อเกรงว่าต่อไปนี้ชาวนาก็เปึนสื่อ ไม่ได้ ใครก็เปึนสื่อไม่ได้ ตอนแรกที่จะเปึนสื่อไม่มีการสอบ แต่ขอให้เปึนสมาชิกสภาวิชาชีพ สื่อมวลชนแห่งประเทศไทยเสีย คนที่จะทําสื่อควรจะต้อง หรือจะต้องเลย เปึนสมาชิกของ สภาวิชาชีพแห่งนี้ แล้วตอนที่แรกเข้าไม่ต้องสอบ เปึนได้สื่อเปึนไปเสรี แต่อย่าทําผิดนะ ถ้าทําผิดจริยธรรมไปรับเงินเขา ไปรีดไถเงินเขา หรือมีความไม่เหมาะสมด้วยประการ ทั้งหลาย สภาวิชาชีพแห่งนี้ก็มีการตรวจสอบลงโทษตามลําดับไป ความผิดรุนแรงก็ลงโทษ กันไป ถ้าถึงขั้นจะต้องให้ออกจากสมาชิกตรง นั้น กฎหมายฉบับนี้ยังมีข้ออ่อนตรงนี้ คือถ้าให้ออกจากสมาชิกก็ไม่สามารถ ควรจะไม่สามารถทําหน้าที่สื่อมวลชนได้อีกต่อไป เพราะสภาวิชาชีพที่ตรวจสอบกันเองได้วินิจฉัยแล้วว่าไม่เหมาะสมที่จะมาเปึนสมาชิก ของสภาวิชาชีพนี้ ถามว่าเรื่องนี้เขาทํากันไหม ทําครับ แพทยสภาก็ทํา ทนายความก็ทํา เพราะฉะนั้นไม่ต้องมีใบประกอบวิชาชีพ ถ้ามีใบประกอบวิชาชีพจะดูเปึนว่ามีการกีดกัน คนเข้ามาเปึนสื่อ ให้เข้าได้แต่อย่าทําผิดนะ ถ้าทําผิดไม่ให้เปึนสมาชิกของสภาวิชาชีพแห่งนี้ ก็ไม่สามารถจะปฏิบัติต่อไปได้ เพราะฉะนั้นถ้ากฎหมายฉบับนี้เติมตรงนั้นลงไปอีกสักนิดหนึ่ง ผมว่ามันก็จะสมบูรณ์มากขึ้น ท่านประธานครับ ประเด็นเรื่องเงินอุดหนุนผมคิดว่าสมาชิก คิดมากไป แล้วก็ตีความกฎหมายผิดด้วยมาตรา ๙ มาตรา ๙ ที่เขาเขียนเขาหมายถึง ไทยพีบีเอสเขาไม่ได้หมายถึง กสทช. อาจารย์ถวิลวดีก็ไปเอา กสทช. มาดู โอ้โฮ เงินมหาศาล ๕ เปอร์เซ็นต์อะไรต่อมิอะไร อ่านให้ดีเขาหมายถึงไทย พีบีเอส ไทยพีบีเอสก็ไปได้เงิน

ที่กํากับมาจากภาษีบาป ขอแบ่งจากตรงนั้น แต่ท่านประธานครับ ผมคิดว่าเรื่องเงินนี่สําคัญ ถามว่าควรได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐไหม ถ้าถามผมนะครับ รัฐให้เงินอุดหนุนสภาวิชาชีพ ไม่เปึนไร ไม่ได้ให้เงินอุดหนุนจากสื่อ แต่การให้เงินอุดหนุนนั้นไม่ควรมีดุลยพินิจว่าป้นี้สื่อ ฉันพอใจฉันให้มาก ไม่พอใจฉันให้น้อย อย่างนั้นไม่ได้ เพราะฉะนั้นควรจะต้องมีอะไรชัดเจน ผมคิดว่ากฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคเขาพยายามคิดประเด็นนี้ไว้น่าฟังมาก ลองถามคุณสารี สิครับ ช่วยกันคิดอยู่นานในที่สุดเราได้มาว่าถ้ารัฐจะต้องสนับสนุนเงินกับองค์กรแห่งนี้ ไม่ได้ให้กับสื่อหนึ่งสื่อใดนะครับ ให้กับองค์กรที่จะควบคุมสื่อ

โดยต่อหัวของประชากร ถ้าประชากรในเมืองไทยมี ๖๐ ล้านคน จะให้หัวหัวละ ๑ บาทว่าไป หัวละ ๕๐ สตางค์ว่าไป หมายความว่าถ้าประชากรมีจํานวนเท่าไร มีกฎหมายกําหนดไว้ว่า ให้ต่อหัวก็คือมีจํานวนชัดเจน ผู้ที่มาเปึนนักการเมืองจะไม่มีดุล ยพินิจในการที่จะเพิ่ม หรือจะลดอย่างนี้เปึนต้น อาจจะมีวิธีการอย่างอื่น ผมคิดว่ากรรมาธิการเขามีเจตนาดีนะครับ สภาทนายความก็ได้ ๕๐ ล้านบาท สภาทนายความก็ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นก็ทําได้ ไม่ใช่ทําไม่ได้ แต่ต้องกีดกันไม่ให้รัฐใช้ดุล ยพินิจในการเพิ่มหรือลด ตามอําเภอใจ ตามความพอใจหรือไม่ ถ้าเปึนอย่างนี้มันก็น่าจะหมดปัญหา เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าโดยรวมแล้วพวกเราคงต้องเห็นด้วย แต่ขอให้กรรมาธิการไปแก้ในรายละเอียด เล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างที่ผมกราบเรียน ขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณสารี อ๋องสมหวัง ครับ

นางสาวสารี อ๋องสมหวัง 🔗

ขอบคุณค่ะท่านประธาน ดิฉัน สารี อ๋องสมหวัง จริง ๆ ดิฉันสนับสนุนคณะกรรมาธิการที่จะทํากฎหมายนะคะ เพราะว่าอย่างที่เพื่อนสมาชิก หลายคนได้ให้เหตุผล ดิฉันเองได้รับเชิญไปออกรายการทีวี จริง ๆ ไปออกวันรุ่งขึ้น ตอนเก้าโมงเช้านะคะ กลางคืน ๔ ทุ่มก็โทรมา เผอิญยังไม่นอนก็เลยรับโทรศัพท์แล้วก็บอกว่า พรุ่งนี้ไม่ได้ไปออกแล้วนะเพราะว่าเจ้าของเขาไม่เห็นด้วยที่จะทําประเด็นนี้ ดิฉันคิดว่านี่เปึน ปรากฏการณ์ปกติมาก โดยเฉพาะกับเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคที่เราต้องการความเข้มแข็ง ของสื่อมวลชนช่วยสนับสนุน และต้องการความเข้มแข็งของสภาวิชาชีพสื่อมวลชน ช่วยสนับสนุนนะคะ เพราะฉะนั้นกฎหมายที่พูดถึงการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนเปึนกฎหมายที่มีความสําคัญนะคะ แล้วดิฉันก็สนับสนุนว่า กฎหมายฉบับนี้เบื้องต้นต้องกํากับดูแลกันเองภายในสภาวิชาชีพ แต่ถ้าดูแลกันเองภายใน วิชาชีพไม่ได้ต้องมีกลไกที่ชัดเจนในการส่งต่อให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องนั้น ๆ นะคะ อย่างเช่นไม่ว่าจะเปึน กสทช. ที่จะมาช่วยกํากับดูแลอีกทางหนึ่งซึ่งต้องเขียนกลไกที่ชัดเจน ในการส่งต่อในส่วนนั้นนะคะ จริง ๆ อันนี้ก็จะขอสัมภาษณ์เรื่องว่าเห็นอย่างไรกับการที่สื่อ ให้พื้นที่เรื่องบ่อนมากกว่าเรื่องอื่น ๆ ดิฉันคิดว่าเราเห็นปรากฏการณ์แบบนี้มากมายนะคะ หรือว่าแม้กระทั่งมากกว่าเรื่องถ่านหินที่จังหวัดกระบี่ ดิฉันคิดว่านี่เปึนปัญหาของสังคมไ ทย

โดยตลอดนะคะว่าการเป่ดพื้นที่ของสื่อให้กับปัญหาสาธารณะทางสังคมปัจจุบันนี้ยังไม่มากพอ เพราะฉะนั้นเราต้องการสภาวิชาชีพที่จะช่วยให้คําแนะนํา ให้ข้อเสนอแนะต่อการทําหน้าที่ ของสื่อมวลชนซึ่งไม่มีใครไปจัดการได้เลยนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าเราอยากเห็น สื่อมวลชนทําหน้าที่กํากับกันเอง ตรวจสอบแล้วก้าวไปถึงการชี้นําสังคมให้ร่วมมือกัน ในการสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย ดิฉันเองเปึนกรรมการกิตติมศักดิ์ของ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ อยากจะพูดกับเพื่อนที่ได้พูดเรื่องงบประมาณนิดหนึ่งนะคะ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติน่าเห็นใจมาก เรียกว่าอยู่ได้ด้วยการลงขันของเจ้าของ หนังสือพิมพ์เพราะฉะนั้นเวลาสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติตัดสินใจเรื่องอะไรไป เจ้าของหนังสือพิมพ์ที่เขาไม่พอใจเขาก็จะถอนการเปึนสมาชิก ดิฉันมีโอกาสเจอตอนที่เปึน กรรมการกิตติมศักดิ์ของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติที่มีหนังสือพิมพ์ถอนการเปึนสมาชิก เมื่อถูกสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติเล่นงาน เพราะฉะนั้นเราจะหวังว่าให้สภาวิชาชีพ สื่อมวลชนแห่งชาติได้เงินจากเจ้าของสื่อ

ดิฉันคิดว่าอันนี้ไม่ใช่ทางออกเลย แล้วเราก็เข้าใจผิดกันมากว่าเงินของรัฐนี่สภาสื่อมวลชนแห่งชาติ ไม่มีโอกาสใช้ เงินของรัฐก็ของประชาชน เพราะฉะนั้นดิฉันสนับสนุนที่สภาสื่อมวลชนแห่งชาติ จะใช้เงินของรัฐซึ่งเปึนเงินของพวกเราทุกคน แล้วก็ทําให้เปึนอิสระเหมือนอย่างที่พยายามคิดว่า เปึนอิสระจากคนให้ ทําให้คนให้ไม่สามารถมากํากับสภาวิชาชีพนี้ได้ ดิฉันอยากเห็นภาพ แบบนั้นนะคะ เพราะฉะนั้นเราอย่ากังวลกันมากเกินและรูปธรรมที่ดิฉันชี้ให้เห็นเรื่อง สภาการหนังสือพิมพ์ก็ชัดเจนนะคะ เพราะฉะนั้นถ้าเราทําให้สภาสื่อมวลชนแห่งชาติ ต้องรับเงินจากเจ้าของสื่อนี่จะไปไหนไม่รอดนะคะ แล้วก็จะไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่า สิ่งที่คณะสื่อสารมวลชนได้นําเสนอนี่จะทําให้เกิดปรากฏการณ์อย่างน้อยดิฉันเชื่อว่า การกํากับดูแลกันเองของสื่อมวลชนน่าจะดีขึ้น การตรวจสอบเพื่อชี้นําสังคมในทิศทางที่เรา อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงในประเทศนี้น่าจะเปึนไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่นี่ก็ขึ้นอยู่กับ การกํากับดูแลของพวกเราทุกคนนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันเชื่อว่าการเป่ดอีกอันหนึ่งที่น่าจะ เปึนเรื่องที่สําคัญก็คือว่าจะทําอย่างไรให้ สภาแห่งนี้เป่ดช่องทางให้กับผู้ประกอบวิชาชีพ ที่ไม่สามารถมีพื้นที่ในการนําเสนอ อย่างเช่นเขียนบทความแล้วไม่ได้ลงในสื่อของตัวเอง หรือทํารายการแล้วไม่ได้นําเสนอนะคะ จะมีพื้นที่เรียกว่าเปึนพื้นที่กลางให้สื่อมวลชนเหล่านี้ นําเสนออย่างไร ก็อยากให้เขียนข้อเสนอเหล่านี้คล้าย ๆ กับผังของช่องทางในการเผยแพร่ของสื่อ ที่ถูกเซนเซอร์อย่างไร ซึ่งดิฉันคิดว่าอันนี้จะตอบสนองกับหลายท่านที่เสนอว่าสื่อมวลชน ต้องมีเสรีภาพในการนําเสนอ เพราะฉะนั้นดิฉันสนับสนุนที่จะให้เขียนกฎหมายฉบับนี้ และดิฉันเชื่อว่าจะเปึนประโยชน์กับทุกคน แล้วก็ที่สําคัญจะทําให้เราได้มีสื่อมวลชนที่ช่วยกัน ขับเคลื่อนสังคมนี้จริง ๆ ไม่ใช่ให้ทุนที่เปึนเจ้าของสื่อมวลชน เรียกว่ารับผลประโยชน์ แล้วนอกเหนือจากรับผลประโยชน์ก็อย่างที่ทางสื่อมวลชนพยายามที่จะทําให้การรับโฆษณา ต่าง ๆ เปึนไปด้วยเปึนเหตุเปึนผลมากขึ้น ดิฉันก็สนับสนุนนะคะ ขอบพระคุณมากค่ะ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณครับ เชิญรองศาสตราจารย์สืบพงศ์ ธรรมชาติ ครับ

รองศาสตราจารย์สืบพงศ์ ธรรมชาติ

ท่านประธานที่เคารพ ผม สืบพงศ์ ธรรมชาติ หมายเลข ๒๑๖ จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่จริงผมเปึนครู แต่ว่าเปึนครูที่ต้องอยู่ กับสื่อวิทยุและโทรทัศน์มาร่วม ๑๗ ป้ ที่หลงเข้ามาในแวดวงนี้ก็เพราะว่าผมชอบภาษาไทย

และในที่สุดก็มาจัดรายการวิทยุและโทรทัศน์อยู่จนกระทั่งทุกวันนี้ ได้ใบอนุญาตผู้ประกาศของ กรมประชาสัมพันธ์ ก็เลยเชื่อว่าจะจัดได้ก็จัดมาจนทุกวันแหละครับ หลงเข้าไปอยู่ใน คณะกรรมาธิการชุดนี้เห็นแต่ละท่านนั้นท่านก็คร่ําหวอดด้านสื่อกันทั้งสิ้น มีความสามารถสูง โดยเฉพาะท่านประธาน รองศาสตราจารย์จุมพล รอดคําดี ท่านมีลูกศิษย์ลูกหาทั่วประเทศ หรือว่าท่านอื่นอีกหลายท่านนะครับ เมื่อไปอยู่ในกรรมาธิการผมเห็นถึงความขยันของ กรรมาธิการชุดนี้ประชุมกันทุกสัปดาห์ครับ แต่ผมเข้าบ้างไม่เข้าบ้างพยายามติดตามข่าว เมื่อเข้าประชุมผมเห็นบรรยากาศว่าเขาตั้งอกตั้งใจกันมากครับท่านประธาน เวลาถกเถียงกัน ในประเด็นทางวิชาการไม่ถอยกันครับท่านประธาน บางทีผมก็ตกใจว่าเถียงแล้วโกรธกัน หรือเปล่า แต่เอาเข้าจริงออกจากห้องไม่ได้โกรธหรอกครับท่านประธาน เหมือนเดิม และครั้งประชุมต่อมาก็อีกแหละครับเถียงกันจนกระทั่งผมเห็นว่า อ๋อ นี่คือวิชาการทางสื่อเขา ในที่สุดผมเองก็เริ่มเข้าใจว่าอะไรคืออะไร และผลสุดท้ายผมเองก็หลงไปในวงนี้แล้วก็เห็นด้วย ว่าสิ่งที่ท่านทํากันมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชบัญญัตินี้โดยชื่อแล้วดูว่าจะมีคุณค่าต่อสังคม อย่างยิ่ง การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน

เพียงเห็นคําชื่อร่างพระราชบัญญัติผมว่านี่คือคุณค่าที่จะเกิดอย่างยิ่งกับประเทศชาติแล้ว โดยเฉพาะกับวงการสื่อ เพราะการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมนั้น คือสิ่งที่ดีงาม ที่เรากําลังปรารถนากันอยู่ เหมือนกับที่หลายท่านพูดล ะครับว่ามีบางคนแอบอ้างเปึนสื่อ แล้วมีลักษณะไปในทางที่รีดไถ ซึ่งก็มีอยู่จริงครับตั้งแต่สมัยโน้นมาแล้ว ซึ่งเมื่อสักครู่ ท่านวรวิทย์ท่านก็พูดถึงอยู่ ขออภัยที่เอ่ยชื่อครับ ท่านนายกเกรียงไกรท่านก็ พูดถึงอยู่ เรื่องนี้จึงเปึนเรื่องที่น่าสนใจว่าส่งเสริมจริยธรรมสื่ออย่างไร และที่สําคัญคือ มาตรฐาน วิชาชีพสื่อมวลชน อันนี้ละครับเปึนเรื่องสําคัญ เพราะบางทีสื่อมวลชนเท่าที่ผมพบปะนะครับ ยังไม่ได้มาตรฐานจริง ๆ ท่านประธาน ยังพูดผิด ๆ ถูก ๆ ยังใช้คําถามสัมภาษณ์ที่ทํา ให้ คนให้สัมภาษณ์รู้สึกมึนงงและไม่เข้าใจ นี่คือเรื่องหนึ่งซึ่งมีอยู่จริงครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าพระราชบัญญัตินี้ถ้าหากว่าออกมาน่าจะมีคุณค่าอย่างยิ่ง แต่อย่างไรก็ตาม มันมีสิ่งที่ผมอยากจะฝากกรรมาธิการเอาไว้เพื่อที่จะได้พิจารณาดูว่าจะปรับแก้ได้หรือเปล่านะครับ เรื่องที่ ๑ ประธานที่ได้มานั้นผมดูแล้วกรรมกา รที่สรรหามาจากวงการสื่อทั้งหมดละครับ ลองดูว่าถ้าเอากรรมการสรรหาจากสถานศึกษาเพิ่มเข้าไปบ้าง ซึ่งผมเคยเสนอไว้จะได้ไหม แต่อย่างไรก็ตามก็มีบางท่านที่อยู่วงการศึกษาอยู่แล้ว แต่ผมว่าลองดูสิครับ ในวงการศึกษานั้น เขามีคนที่ทํางานสื่อพอสมควร แล้วก็เพิ่มเข้าไปอีกหน่อย มาตรา ๙ ซึ่งหลายท่านอภิปรายว่า เงินมาค่อนข้างจะมากอยู่ โดยเฉพาะ ๕๐ ล้านบาทซึ่งหลายท่านติดใจ บังคับว่าต้องไม่น้อยกว่า ๕๐ ล้านบาท ก็ลองปรับลดลงมาครับ ผมว่าสัก ๔๐ ล้านบาทเปึนอย่างไรก็พอจะอยู่ได้ เพราะว่าสภาสื่อนั้นก็คงจะมีค่าใช้จ่ายไม่มากนักนะครับ ก็ลองปรับตรงนี้เสีย อีกข้อหนึ่ง ที่ผมอยากให้ปรับก็คือหมวดสมาชิก (๔) ที่ว่าซักถามเปึนตัวหนังสือ ซึ่งผมบอกว่าถ้าซักถาม ก็ควรจะเปึนเสียง เปึนถ้อยคํานะครับ ถ้าซักถามเปึนตัวหนังสือนี่ก็ไม่น่าจะเปึนซักถาม น่าจะแก้เปึนว่ายื่นข้อซักถามเกี่ยวกับการดําเนินงานอะไรพวกนี้เปึนต้น อันนี้ผมก็ฝากเผื่อว่า ปรับแก้ได้ โดยภาพรวมทั้งหมดเท่าที่ผมได้อ่านเอกสารแล้วก็พระราชบัญญัติที่เสนอ ผมเห็นว่าทางกรรมาธิการก็น่าจะรับไปปรับแก้ตามที่หลายท่านได้เสนอไว้ เพราะเห็นว่า พระราชบัญญัติฉบับนี้จะเกิดประโยชน์และคุณค่ากับพี่น้องประชาชน เพราะยังไม่เคยมีมาก่อน ในลักษณะที่เปึนพระราชบัญญัติสื่อ ลักษณะที่มีสภาสื่อ ขอบคุณมากครับท่านประธาน

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

เชิญ พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ ครับ

พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ 🔗

เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผม พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ ลําดับที่ ๒๔๘ ผมมีข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้นะครับ ในยุคนี้เปึนยุค ของการต่อสู้ที่ใช้มีเดีย เพาเวอร์ (Media power) ก็คือที่ใครครองสื่อได้คนนั้นจะเปึน คนครองโลก แล้วก็เดี๋ยวนี้สื่อก็มีหลายรูปแบบ ตั้งแต่แคบจนไปถึงกว้าง สิ่งที่ท่านได้เสนอ ในเรื่องปฏิรูปเรื่องนี้ผมเห็นด้วยนะครับ โดยใช้ชื่อว่าการสื่อสารเพื่อประชาชน ผมอยากให้ ท่านลองพิจารณาดู อ่านเอกสารของท่านว่าท่าน มีทําเรื่องประชาชนในส่วนไหนบ้าง ท่านลองพิจารณาดูนะครับ ถ้าเผื่อมีน้อยเกินไปท่านลองดูสิว่าอย่างไรจะให้ถึงประชาชนได้บ้าง แล้วก็ท่านต้องการที่จะดูแลกันเอง อันนี้ก็เปึนสิ่งสําคัญที่ท่านจะทําเรื่องปฏิรูป แต่สิ่งที่อยากจะฝากเอาไว้ก็คือว่าผมได้อ่านแล้ว หลายเรื่องท่านก็จะดูแลกันเอง ท่านจะพัฒนาจริยธรรม จะต้องการมีอิสระอะไรของท่านแล้วแต่นี่นะครับ โดยท่านกําหนด ที่ประเด็นปฏิรูปเอาไว้ใน ๓ เรื่อง คือปฏิรูปสิทธิเสรีภาพสื่อบนความรับผิดชอบ ปฏิรูปเรื่อง การปัองกันการแทรกแซง การครอบงํา แล้วก็ประเด็นเรื่องเพื่อกํากับดูแลสื่อที่มีประสิทธิภาพ แต่ผมดูแล้วเช่นเรื่องการครอบงํา อยากให้ท่านลองไปดู สิว่าสื่อใหญ่ ๆ ไม่ว่าเปึนทีวี หรือว่าเปึนหนังสือพิมพ์ ท่านจะเห็นร่างมหึมาอยู่ข้างหลังสื่อทั้งสิ้นที่เปึนเจ้าของสื่อ สิ่งที่ผม อยากจะฝากไว้ตรงนี้ก็คือคงไม่ใช่ดูว่าเขาเปึนเจ้าของสื่ออย่างเดียว

แต่ท่านลองไปดูสิว่าเขาเปึนเจ้าของธุรกิจอื่น ๆ อีกหรือไม่ ถ้าเผื่อท่านได้เห็นความชัดเจนตรงนี้ ท่านจะเห็นว่าในแง่ของการที่จะมีจริยธรรม จะต้องสูงมาก ถ้าเผื่อมีธุรกิจอื่นก็จะใช้สื่อ ในการโฆษณาธุรกิจตัวเอง อันนี้เปึนความที่ท่านจะต้องตรวจสอบตรงนี้ ผมห่วงว่า ท่านตรวจสอบตั้งสภาสื่อมาแล้วท่านจะควบคุมได้แต่พนักงานแล้วก็นักข่าว แต่ท่าน ไม่สามารถคุมเจ้าของสื่อได้ ตรงนี้ท่านจะทําอย่างไร ตรงนี้ฝากท่านไปคิดดูด้วย อันนี้สําคัญยิ่งเลย เพราะฉะนั้นสื่อใหญ่ ๆ ลองไปดูนะครับมีธุรกิจใหญ่ ๆ อยู่ข้างหลังทั้งสิ้นเลย ประการต่อไป ก็คือว่าในต่างประเทศเขานี่สื่อเขาจะมุ่งเน้นถึงการให้ความจริงกับประชาชน อันนี้สําคัญมากนะครับ ที่จะไม่ใส่สี ใส่แสง ใส่อะไรลงไปในสื่อที่เปึนข้อมูลให้กับประชาชน ประการที่ ๒ เขาจะ ศึกษาวิจัยสร้างชุดความรู้ สร้างข่าวที่เปึนความรู้จากการศึกษาของเขาเอง และประการที่ ๓ นี่คือเขาขับเคลื่อนสังคมด้วย สื่อของเราได้ทําอย่างนี้ ๓ ประการเพียงพอหรือยัง เรื่องไหน ยังไม่ได้ทําจะต้องพิจารณาดู ในเรื่องการวิจัยนี่ผมดูแล้วท่านก็จะวิจัยเรื่องจริยธรรม วิจัย เรื่องสื่อที่เปึนอิสระไม่ถูกแทรกแซง ท่านวิจัยแต่เรื่องตัวท่านเองทั้งนั้นเลย ผมอยากให้ท่าน วิจัยในเรื่องสารัตถะของข่าวสารที่ท่านต้องมาจากการวิจัยแล้วก็สร้างเปึนชุดความรู้ของท่านเอง ที่จะค้นหาความจริงว่ามันเปึนอย่างไร แล้วก็เอาความจริงมาเสนอกับประชาชน อย่างนี้ น่าจะมีอยู่ในการปฏิรูปครั้งนี้ด้วยไม่อย่างนั้นก็จะเสียของหมด แล้วก็ในส่วนที่ท่านได้กําหนด เอาไว้ว่าที่จะสร้างให้เกิดจริยธรรมในตัวชี้วัดความสําเร็จในระยะที่ ๓ นี่ท่านจะไปเอา หลักสูตรจริยธรรมสื่อในทุกระดับการศึกษา ผมไม่อยากให้ฝากเรื่องการศึกษาไปอยู่ กระทรวงศึกษาธิการอีกแล้ว ไม่ว่าจะเรื่องทุจริตคอร์รัปชันก็ฝากกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องอะไรคิดไม่ได้ถ่ายไม่ออกก็ไปกระทรวงศึกษาธิการหมด ผมอยากจะฝากว่าท่านอบรม ของท่านเองให้สื่อ พนักงาน ผู้สื่อข่าวอะไรนี่มีจริยธรรม รวมไปถึงเจ้าของด้วยขอให้มี จริยธรรมตรงนี้ ผมว่าท่านอบรมกันเองได้อยู่แล้วนะครับ ไม่ต้องเอาไปอยู่กับข้างนอก แต่สิ่งที่สําคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือว่าในตัวชี้วัดระยะที่ ๒ ในการเผยแพร่รายงานการวินิจฉัย เรื่องร้องเรียน การแก้ไขเยียวยา อันนี้เห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ แต่ว่าอยากจะฝากดูตรงนี้ สังคมไทยเปึนสังคมที่ไม่ค่อยติดตามเรื่องต่าง ๆ และเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่สร้างความเสียหาย แก่สังคม ยกตัวอย่างเช่นเรื่องรถแก๊ส มีใครเคยติดตามไหมว่ารถแก๊สได้ถูกพัฒนาไปแล้ว อย่างไร อย่างกรณีที่มีรถแก๊สที่ผ่านมาอีกได้ ติดตามดูไหมเขามีมาตรการอะไร

ควบคุมดูแล แล้วติดตามได้ไหมว่ายังเกิดเหตุการณ์อย่างนี้อีกหรือเปล่า รวมไปถึงตึกถล่ม อะไรต่าง ๆ อีกเยอะแยะมากมาย สุดท้ายนะครับ เรื่องเงิน ๕๐ ล้านบาท อันนี้ผมได้ยินมา ๒ ท่านแล้วนะครับ ก็อยากจะฝากอย่างนี้ว่าเงิน ๕๐ ล้านบาทที่ไปขอเขามานี่ของ สภาทนายความเขาได้เอาเงินตรงนี้ไปใช้กับประชาชน ช่วยเหลือประชาชน ผมอยากให้ท่าน เอาเงินจํานวนนี้ไม่ใช่มาใช้ในกรรมการบริหาร แต่ให้ไปสู่ประชาชนจะได้ใช้สื่ออย่างไรบ้างที่จะ เกิดประโยชน์กับประชาชนต่อไป เพราะว่าชื่อเรื่องของท่านก็บอกแล้วว่าเพื่อประชาชน ก็ฝากคิดตรงนี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ ท่านสมาชิกที่แสดงความจํานงไว้ได้ให้ความเห็นครบถ้วนแล้วนะครับ จะขอเชิญท่านประธาน กรรมาธิการได้ตอบชี้แจงข้อซักถามของสมาชิก เรียนเชิญครับ

นายจุมพล รอดคําดี ประธานกรรมาธิการ

ผมขออนุญาต ให้ทางท่านกรรมาธิการที่อยู่บนเวทีนี้ได้ช่วยตอบคําถามแล้วก็ชี้แนะในเรื่องบางอย่าง ขอเชิญ ท่านอาจารย์สุกัญญาก่อนนะครับ

ศาสตราจารย์กิตติคุณสุกัญญา สุดบรรทัด กรรมาธิการ 🔗

ขอบคุณ ท่านประธานค่ะ ดิฉันจะขอตอบคําถามบางข้อนะคะ ประมาณ ๓-๔ ข้อ เรื่องแรก อยากจะเรียนให้ท่านทราบว่าการทํางานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและ เทคโนโลยีสารสนเทศนี้

เรายอมรับในหมู่พวกเรากันเองว่าเปึนงานที่ลําบาก เพราะว่าในด้านหนึ่งเราก็ถูกปลูกฝังมา เช่นเดียวกันว่าสื่อต้องมีเสรีภาพ ดังนั้นจุดยืนของเราก็คือว่าเราพูดกันตลอดเวลาว่าสื่อต้องมี เสรีภาพ เพราะเราต่อสู้เพื่อที่สื่อจะได้มีเสรีภาพ แต่ว่าในอีกด้านหนึ่งมันมีเรื่องของการกํากับดูแล มันเปึนสิ่งที่เกือบจะตรงข้ามกันแล้วเราจะทําอย่างไรที่จะให้ออกมาอย่างดีที่สุดเท่าที่ เราสามารถจะทําได้ แน่นอนต้องมีข้อบกพร่อง ผิดพลาด แต่ว่าเราจะทําอย่างไรให้ดีที่สุด ก็ออกมาเปึนมาตรการตามที่ท่านได้รับฟังตลอดช่วงบ่ายวันนี้แล้ว ทีนี้ในเรื่องของเสรีภาพนั้น มันได้เกิดองค์กรกํากับดูแลขึ้นมาองค์กรหนึ่งคือสภาวิชาชีพสื่อสารมวลชน เดิมแห่งชาติ แต่ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านบอกว่าให้เปึนสภาวิชาชีพสื่อมวลชน แห่งประเทศไทย ทางคณะกรรมาธิการก็จะรับไปปรึกษาหารือกันต่อไป ก็เปึนคําที่ดี เมื่อเกิด สภานี้ขึ้นมาแล้วก็ได้มีท่านวรวิทย์เปึนผู้ถามว่ามันมีต้นแบบจากต่างประเทศหรือไม่ ก็อยากจะขอกราบเรียนให้ทราบว่าในประเทศอังกฤษได้มีสภาวิชาชีพชื่อว่าอินดิเพนเดนต์ เพรส สแตนดาร์ดส ออร์แกไนเซชัน (Independent Press Standards Organization) หรืออิปโซ (IPSO) อิปโซนี้มีบทบาทในการรับพิจารณาเรื่องร้องเรียน รวมถึงเฝัาระวัง โดยสามารถร้องขอให้องค์กรสื่อรายงานการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรฐานจริยธรรมประจําป้ ให้แก่อิปโซ มีอํานาจลงโทษตั้งแต่สั่งให้มีการแก้ไขกรณีทําผิ ดมาตรฐานจริยธรรม แล้วก็ ประกาศการแก้ไขและเยียวยาต่อสาธารณชน และอาจปรับสมาชิกที่กระทําผิดมาตรฐาน จริยธรรมได้ในกรณีร้ายแรง นี่คืออิปโซ แต่ว่าอิปโซก็มีปัญหาในการปฏิบัติงานอยู่ เช่นเดียวกันก็มีคนไม่พอใจอะไรต่าง ๆ นะคะ ในการตั้งสภาวิชาชีพของเราขึ้นมาเราก็ทราบดีว่า ก็คงจะมีทั้งคนชอบและคนไม่ชอบ แต่ทีนี้เราจะทําอย่างไรก็อยากจะกราบเรียนให้ทราบว่า ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มันเปึนแค่ตุ๊กตา แล้วก็เราจะต้องนําประมวลความคิดเห็น ของท่านจากที่ประชุมนี้ไปปรึกษาหารือเพื่อทําการแก้ไขต่อไปเพื่อจะออกมาให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะ ทําได้ แต่อยากกราบเรียนว่าตลอดเวลาเราคํานึงถึงเรื่องของสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน ตลอดเวลา แต่ในขณะเดียวกันเราก็คํานึงถึงจริยธรรมและความรับผิดชอบของสื่อมวลชน ด้วยเช่นเดียวกัน มันเปึนเรื่องที่ยากลําบากแต่ว่าก็จะพยายามทํานะคะ อันนั้นคือข้อที่ ๑ ในข้อที่ ๒ ก็จะตอบคํา ถามของท่านบุญเลิศนะคะ ท่านบุญเลิศท่านต่อสู้เพื่อเรื่อง สวัสดิการของสื่อมวลชน เราเองก็ได้พูดจาปรึกษาหารือกันในเรื่องนี้แล้วก็ยอมรับ

ว่าน่าสงสารมากนะสื่อมวลชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในต่างจังหวัด เขามีปัญหาในเรื่อง ค่าครองชีพอะไรต่าง ๆ ไม่ค่อยจะมีคนเหลียวแล ดูแล อันนั้นเราก็คํานึงถึงแล้วก็ให้ ความเห็นอกเห็นใจเปึนอย่างมาก ทีนี้เราก็มาพิจาณาว่าคําว่าสวัสดิการมันหมายถึงอะไร โดยทั่วไปสวัสดิการทางสังคมมันหมายถึงอะไร หมายถึงเงินเพิ่ม หมายถึงค่าเล่าเรียนลูก หมายถึง ค่ารักษาพยาบาล หมายถึงเงินต่าง ๆ ซึ่งเราก็มองเห็นว่าเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ผู้เปึนเจ้าของสื่อ จะต้องดูแลสมาชิกในความรับผิดชอบของตัวเองอยู่แล้วนะคะ แต่ทีนี้สวัสดิการในส่วนที่ทาง สภาวิชาชีพสื่อมวลชนที่ควรจะดูแลสื่อมวลชนควรจะเปึนอย่างไร เราก็มีข้อตกลงกัน มีข้อสรุปกันว่าคําว่าสวัสดิการนั้นน่าจะเปึนสวัสดิการในเชิงสัมพันธ์กับหน้าที่ ไม่ใช่สวัสดิการ อย่างอื่นแต่เปึนสวัสดิการที่สัมพันธ์กับหน้าที่ ยกตัวอย่างเช่น การช่วยเหลือคดีความ ไปต่อสู้ เพื่อที่จะนําเสนอข้อเท็จจริงต่อประชาชนแล้วก็ถูกฟัอง แล้วก็เจ้าของไม่ดูแล เราก็อาจจะไปดู ในส่วนนั้น มีเรื่องของการที่ถูกละเมิดลิขสิทธิ์ เรื่องของความปลอดภัยต่อหน้าที่หรืออาจจะต้อง ถูกออกจากงานเพราะการปฏิบัติหน้าที่ของตน

สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็คือเรื่องของสวัสดิการที่ทางสภาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทยควรที่จะ ได้ดูแลกันพอสมควร ส่งเสริมพอสมควรตามคําของท่านบุญเลิศ ในประเด็นที่ ๓ ท่านอาจารย์ถวิลวดีท่านพูดถึงเรื่องของในเฟสที่ ๑ ในโรดแมปว่านอกจากในเรื่องของ กฎหมาย แน่นอนกฎหมายมันไม่สามารถที่จะไปแก้ไขปัญหาทั้งปวงได้ ท่านบอกว่าควรที่จะ พัฒนาคน เริ่มต้นตั้งแต่ป้แรกเลยซึ่งอันนี้ก็ขอรับไปพิจารณาต่อไป ก็คงไม่มีปัญหา แต่ประการใดค่ะ อันนี้ก็จะเปึนทั้งหมดที่ขอชี้แจง แล้วก็ขอขอบพระคุณในทุกข้อท้วงติง ที่กล่าวมา ขอบคุณค่ะ

นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานและ เพื่อนสมาชิกครับ ก็ขอขอบคุณเช่นกันนะครับสําหรับข้อคิดเห็นแล้วก็ข้อเสนอแนะทั้งหลาย อย่างที่ท่านอาจารย์สุกัญญาได้กล่าวไว้ เรื่องนี้เปึนเรื่องที่ค่อนข้างยาก แล้วก็ละเอียดอ่อน ผมคิดว่าสังคมบางส่วนก็อยากเห็นการกํากับสื่อที่เข้มงวด แล้วก็ใช้อํานาจหรือว่าใช้กฎหมาย เข้าไปควบคุมอย่างเคร่งครัด ในขณะที่บางส่วนก็อาจจะยังกังวลในเรื่องที่อาจจะกระทบกับ สิทธิเสรีภาพหรือความเปึนอิสระของสื่อ ที่เราคุยกันก็คือพยายามที่จะบาลานซ์ (Balance) พยายามที่จะหาความสมดุล แล้วก็ทําให้เ กิดประโยชน์สูงสุด ผมขอตอบ ๒-๓ ประเด็น ที่คิดว่าอาจจะมีความเข้าใจผิด เรื่องแรกคือเรื่องเกี่ยวกับรายได้ของสภาวิชาชีพสื่อมวลชน แห่งชาติ หรืออาจจะเปลี่ยนไปเปึนสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งประเทศไทยนี่ มาตรา ๙ จริง ๆ อาจารย์เจิมศักดิ์ก็ได้กรุณาชี้แจงไปนิดหน่อยแล้ว มาตรา ๙ ที่เราพูดถึงเรื่องที่บอกว่า ให้จัดสรรงบ ๕ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ไม่ใช่ ๕ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ของ กสทช. แต่เปึน ๕ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ส่วนที่เกิน ๒,๐๐๐ ล้านบาทที่ไทยพีบีเอสได้จากภาษีบาป คือภาษีสรรพสามิต เหล้าและบุหรี่ ไทยพีบีเอสนี่จะได้รับโดยอัตโนมัติ แต่ไม่เกิน ๒,๐๐๐ ล้านบาท ในส่วนที่เกิน ๒,๐๐๐ ล้านบาทต้องส่งคืนคลัง ตรงนี้ที่เราเขียนเอาไว้ว่า ส่วนที่ส่งคืนคลังที่เปึนภาษีบาปขอ ๕ เปอร์เซ็นต์มาเปึนรายได้สําหรับสภาวิชาชีพ ตรงนี้ก็จะตกอยู่น่าจะประมาณ ๕๐ ล้านบาทจากตัวเลขปัจจุบัน ส่วนที่เขียนไว้ในส่วนของ กสทช. เนื่องจากเราเห็นว่า กสทช. มีรายได้จากการกํากับดูแลวิทยุโทรทัศน์และ โทรคมนาคมก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับสื่อ ดังนั้นเงินส่วนนี้ถ้าจะมาสนับสนุนการกํากับดูแลสื่อ หรือพัฒนาสื่อให้มีจริยธรรม ให้รับผิดชอบต่อสังคม แล้วก็มีมาตรฐานที่ดีขึ้นนี่ ก็มีความสมเหตุสมผล จริง ๆ ถ้าหากว่าเราสามารถที่จะรับบริจาคจากคนทําสื่อด้วยกันเองได้นี่

อันนั้นเปึนสิ่งที่ดีที่สุด แต่ก็อย่างที่บางท่านตั้งข้อสังเกตนะครับ ถ้าเราจะหวังเฉพาะจาก เจ้าของสื่อบางทีก็อาจจะเกิดภาวะเกรงใจกัน หรือถ้าสมมุติว่าจะให้คนทําสื่อเองมาบริจาค เราก็ไม่แน่ใจว่าเมื่อไรจะมีเงินที่จะมาขับเคลื่อนงานนี้ ดังนั้นเรื่องนี้ก็เปึนเรื่องที่ก็คุยกัน แล้วก็ถกกันพอสมควร อย่างไรก็ตามก็จะรับความคิดเห็นไปปรึกษาหารือกันเพิ่มเติม เรื่องที่ ๒ เรื่องใบอนุญาตที่เกรงว่าจะเกิดองค์กรที่มีอํานาจแล้วก็ไปเพิกถอ นใบอนุญาต ทําให้คนตกงานเดือดร้อนกันทั่ว อันนี้ก็ขอเรียนว่าไม่เปึนความจริง แล้วก็ไม่มีเรื่องนี้ เนื่องจากสภาวิชาชีพอย่างที่ได้เรียนไว้จะเปึนองค์กรที่ทําหน้าที่ส่งเสริมเปึนหลัก ส่งเสริมจริยธรรม ส่งเสริมมาตรฐานทางวิชาชีพ ส่งเสริมการกํากับกันเอง ถ้าจะมีอํานาจ อยู่บ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็จะเปึนอํานาจปรับทางการปกครอง ถ้ามากกว่านั้นก็คงจะต้องไป อ้างอิงอํานาจของ กสทช. หรืออํานาจของศาล ไม่ได้ไปมีอํานาจที่จะไปเพิกถอนใบอนุญาต ของใคร แม้กระทั่งเรื่องการเปึนสมาชิกเราก็คุยกันว่าผู้ประกอบวิชาชีพ

ไม่ต้องมาเปึนสมาชิกโดยตรงของสภาวิชาชีพแห่งชาติ คนที่ทําหน้าที่สื่อนี้ควรจะต้องมีสังกัด อย่างที่หลายท่านพูดไม่อย่างนั้นไม่ชัดเจน คนที่มาไถเงิน คนที่มาขอเงิน คนที่มารบกวนอยู่ ทุกเมื่อเชื่อวันตกลงเปึนสื่อหรือไม่ บางคนไม่แน่ใจแต่ว่าก็ซื้อความรําคาญหรือก็ให้ไปเพราะ ไม่อยากมีเรื่อง ตรงนี้เราอยากเห็นความชัดเจนว่าคนที่ทําสื่อนี้มีสังกัด แล้วต้นสังกัดควรจะ ออกใบสมาชิกหรือว่าใบรับรองการเปึนคนทําสื่อให้เขาให้ชัดเจนว่าคนนี้เปึ นผู้สื่อข่าวพิเศษ คนนี้เปึนสมาชิกของสื่อนี้ ๆ นั้น ๆ อยู่นะครับ ขอให้มีความชัดเจนตรงนี้แล้วก็ให้กํากับกัน ตรงนั้น แต่ว่าสื่อแต่ละประเภทที่มาเปึนสมาชิกของสภาวิชาชีพแห่งชาติในแต่ละแขนงนี้ก็จะ ถูกกํากับโดยสภาวิชาชีพแต่ละแขนงก็จะมีการรับรองออกใบรับรองไม่ใช่ใบอนุญาต ส่วนสภา วิชาชีพใหญ่ที่เปึนร่มกลางก็จะกํากับผ่านทางสภาวิชาชีพ เราจะกํากับผ่านทางสภาวิชาชีพ ที่ดูแลด้านหนังสือพิมพ์ ที่ดูแลทางด้านวิทยุ ด้านโทรทัศน์ ด้านโฆษณา ด้านสื่อออนไลน์ แล้วก็ ด้านสื่อต่าง ๆ แต่จุดประสงค์หลักก็คือเรื่องของการส่งเสริม ผมขอย้ําว่าการเขียนกฎหมายนี้ เปึนเพียงตุ๊กตา แล้วจริง ๆ เรายังจะต้องมีเวลาถกเถียงกันในขั้นของการที่จะไปออกเปึน กฎหมาย ไม่ได้เขียนเพื่อที่จะเอาแต่ได้ ต้องเรียนว่าไม่ได้เขียนเพื่อที่จะเอาแต่ได้ แล้วก็ไม่ได้ คิดถึงประโยชน์ของสื่อเปึนหลักฝ์ายเดียว สิ่งที่เราคิดก็คือประโยชน์ของสาธารณะ ประโยชน์ ของสังคม เราคิดว่าสิ่งที่เราจะทํานี้เพื่อประโยชน์ของวิชาชีพสื่อมวลชน เพื่อศักดิ์ศรีของคน ในวิชาชีพ เพราะถ้าเรายังปล่อยกันไปโดยที่การกํากับกันเองไม่มีประสิทธิภาพหรือปล่อยให้ สภาพที่สื่อไปละเมิดคนหรือไปทําผิดซ้ําแล้วซ้ําอีกเราคิดว่าวันหนึ่งก็จะเจอไม้แข็ง หรือจะเจอ ลักษณะการกํากับที่เข้มงวดแล้วก็จะไปกระทบกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน ดังนั้นจริง ๆ เราก็คิดว่าควรจะปฏิรูปในวันนี้และควรจะมีส่วนในการปฏิรูปกันเอง โดยนึกถึงศักดิ์ศรีแล้วก็ มาตรฐานทางวิชาชีพและผลประโยชน์ของสาธารณะเปึนสําคัญครับ ขอบคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระ นันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

เชิญท่านประดิษฐ์ครับ

นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ผม ประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ รบกวนเวลาท่านสมาชิก สปช. เล็กน้อยนะครับ เพราะผมเปึนคนหนึ่ง ที่ต้องเดินออกจากที่นี่แล้วก็ไปทํางานต่อกับเพื่อนร่วมวิชาชีพ เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องและ หลักการที่ถูกต้อง แนวคิดทั้งหมดเรามาจากเราจะปกปัองเสรีภาพสื่อ ความเปึนอิสระของสื่อ ประเด็นที่ ๒ คือส่งเสริมมาตรฐานจริยธรรม ส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพ เพิ่มกลไก

การดูแลประชาชนที่สื่อไปละเมิดสิทธิส่วนบุคคลประชาชนอย่างไร อันนี้คือแนวคิดนะครับ ยุทธศาสตร์ ๓ ยุทธศาสตร์ของกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ คือเสรีภาพบนความรับผิดชอบ คือให้คุณค่ากับเสรีภาพแต่ต้องมีความรับผิดชอบ จะมีกลไกอะไร ที่จะสร้างความรับผิดชอบให้กับผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนที่มีประสิทธิภาพ ๒. ปัองกัน การแทรกแซงสื่อจากทุนและรัฐ ๓. มีองค์กรกํากับกันเองที่มีประสิทธิภาพ ๓ ยุทธศาสตร์นั้น เปึนหัวใจสําคัญที่เกิดจากวิกฤติสื่อในช่วงที่ผ่านมา แล้วก็เปึนข้อสรุปที่เกิดจากสภาวะ ที่เปึนจริงปัจจุบัน ทั้งหมดนี้คือหัวใจสําคัญของการปฏิรูปสื่อครั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ. ที่เรากําลัง ถกเถียงกันอยู่คือร่าง พ.ร.บ. การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐาน วิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... ครอบคลุมเจตนารมณ์ทั้งหมดเลยนะครับ

คือทั้งปกปัองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม ส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพ มาตรฐานวิชาชีพ วันนี้คนที่ประกอบวิชาชีพสื่อก็ถูกตั้งคําถามเรื่องคุณภาพ เรื่องความรู้มากมาย เราควรมี องค์กรที่เข้ำมาดูแลให้ความรู้ฝ๊กอบรมให้กับนักข่าวของเรา อันนี้ก็คือเจตนารมณ์ เพราะฉะนั้นในตัวกฎหมายฉบับนี้จึงมีหลาย ๆ ส่วนที่เปึนการส่งเสริมจริยธรรม ส่งเสริม มาตรฐานวิชาชีพ คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ในกฎหมายฉบับนี้มีมาตรฐานกลางจริยธรรม มีคณะกรรมการกํากับด้านจริยธรรม มีการส่งเสริมด้านจริยธรรม มีเรื่องการดูแลประชาชน ที่ถูกสื่อละเมิด เพราะฉะนั้นนี่คือสาระสําคัญ แต่เนื่องจากเวลาของพวกเราที่ทําอยู่ยังมีเวลา จํากัด แล้วก็ยังมีถกเถียง ที่สมาชิกได้อภิปราย กรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและ เทคโนโลยีสารสนเทศได้นําเรื่องนี้เข้าที่ประชุม เราก็มีข้อสังเกตแนบท้ายเปึนภาคผนวกอยู่ ในรายงานของเราทั้งหมด ความคิดของกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยี สารสนเทศหลังจากคุยกันครั้งสุดท้ายเราต้องการเห็นองค์กรสื่อ คือ หนังสือพิมพ์ ก วิทยุโทรทัศน์ ข ฃ มีการกํากับด้านจริยธรรมของตัวเอง อย่างน้อยควรมีจริยธรรม ผมคิดว่าสื่อทุกฉบับวันนี้มีหลักจริยธรรมของตัวเอง องค์กรสื่อมีจริยธรรมของตัวเอง มีกลไก รับเรื่องร้องเรียนภายในของตัวเองเมื่อไปละเมิดสื่อ มีกลไกไต่สวนสอบสวนที่เปึนรูปธรรม มีตัวแทนจากบุคคลภายนอกเข้ามาอยู่ มีบทลงโทษ มีการกํากับนักข่าวของตัวเองที่เปึน รูปธรรม นี่คือระดับองค์กรสื่อ ระดับองค์กรวิชาชีพสื่อ รายงานวิจัยบอกว่าทั้งประเทศไทย มี ๒๓๐ กว่าองค์กร คําถาม คือ การดูแลเสรีภาพสื่อ ดูแลจริยธรรมสื่อ ดูแลมาตรฐานวิชาชีพสื่อ เปึนอย่างไร องค์กรเหล่านี้สามารถพัฒนาตัว เองมาเปึนองค์กรกํากับด้านจริยธรรม โดยมีคุณสมบัติขั้นต่ํา เช่น มีจริยธรรมขององค์กรที่ได้รับการรับรองจากสมาชิก มีกระบวนการรับเรื่องร้องเรียน มีคณะกรรมการวินิจฉัย มีบทลงโทษ มีข้อกําหนดว่าด้วย การประชุมการเลือกตั้งกรรมการบริหาร มีองค์ประกอบเหล่านี้ นี่คือการกํากับกันในระดับที่ ๒ ระดับที่ ๓ คือสภาวิชาชีพที่เราเรียกว่าสภาวิชาชีพเปึนร่มใหญ่ หรือสภาวิชาชีพ สื่อมวลชนแห่งชาติ หรืออาจจะเปลี่ยนชื่ออะไรก็ได้ สภานี้ก็เข้ามาเสริมทั้งองค์กร ๑ องค์กร ๒ ที่ล้มเหลวหรืออ่อนแอ องค์กรนี้จะเปึนองค์กรที่รับเรื่องอุทธรณ์ รับเรื่องร้องเรียน และมีหน้าที่เข้าไปส่งเสริมให้เกิดการร่วมกลุ่มของสมาชิกทั้งหมด นี่คือแนวคิด ของกรรมาธิการ ข้อสังเกตข้อที่ ๑ เราร่างกฎหมายฉบับนี้ต้องสะท้อนตรงนี้ ข้อที่ ๒ ข้อสังเกตของเราคือว่าควรมีคณะกรรมการกํากับจริยธรรมโดยตรง เพราะเปึนองค์กรด้านกํากับ

จริยธรรมก็ควรเพิ่มเข้าไปในกฎหมาย ข้อที่ ๓ มีความกังวลเรื่องการให้อํานาจของการกํากับ โดยประชาชนมากเกินไป อาจจะเปึนจุดหนึ่งที่ทําให้ไม่มีใครมาสมัครสมาชิกกับองค์กร ร่มใหญ่ เราจะออกแบบอย่างไรให้องค์กรวิชาชีพทั้งหมดมาเปึนสมาชิกสภาวิชาชีพสื่อมวลชน แห่งชาติ อันนี้เปึนโจทย์ใหญ่ที่กรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยี สารสนเทศก็ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ แล้วก็เราจะไปปรับปรุงกฎหมายต่อไป เพิ่มมาตรการ ตรวจสอบให้กลไกกลางที่สมาชิกหลายคนพูดเมื่อกี้ว่าทําอย่างไรให้มีการกํากับที่มี ประสิทธิภาพมากขึ้น แล้วก็อีกข้อหนึ่งที่พวกเราพูดกันมากคือต้องส่งเสริมให้เกิดรวมกลุ่ม ของสื่อในระดับจังหวัด ในระดับภูมิภาค ไม่ควรมีองค์กรเดียวที่กระจุกอยู่ส่วนกลางเท่านั้น อันนี้ก็มีการพูดถึงเพราะฉะนั้นสมาชิกที่มีความกังวลในเรื่องเหล่านี้ กรรมาธิการปฏิรูป การสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศได้บันทึกเปึนข้อสังเกตเพื่อส่งมอบให้คนที่จะมา ขับเคลื่อนหรือทําต่อในเรื่องนี้ได้นําข้อสังเกตเหล่านี้ไปทําให้เกิดผลด้วยเช่นกัน ผมเอง ก็เปึนคนหนึ่งที่จะต้องทําร่วมกับเพื่อนร่วมวิชาชีพ สุดท้ายผมเข้าใจสื่อต่างจังหวัด พวกเราเพิ่งไปเจอสื่อที่ภาคอีสานมา ทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน หรือภาคใต้ก็แล้วแต่ที่กรรมาธิการ ปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศไป สิ่งหนึ่งที่เขาต้องการมากที่สุด ก็คือ การได้รับความยอมรับจากประชาคมนั้น ๆ จากส่วนจากภูมิภาคนั้น ๆ จากจังหวัดนั้น ๆ เพราะวันนี้มีคนเข้ามาใช้วิชาชีพสื่อจํานวนมาก แต่ไม่มั่นใจว่าเปึนวิชาชีพสื่อจริงหรือเปล่า คําถามคือเราจะทําอย่างไรให้เพื่อนของเราที่อยู่ในภูมิภาคอยู่ในต่างจังหวัดเปึนสื่อมวลชน ที่เปึนวิชาชีพและได้รับการยอมรับได้รับความน่าเชื่อถือเช่นเดียวกับพวกเราที่อยู่ในส่วนกลาง

อันนี้คือโจทย์ใหญ่นะครับ เราจะมีมาตรการปัองกันวิชาชีพสื่อที่ทําหน้าที่โดยสุจริต ปกปัองผลประโยชน์สาธารณะได้อย่างไร ผมว่านี่คือโจทย์ใหญ่ของกรรมาธิการปฏิรูป การสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศที่ต้องคิดหากลไกในการดูแลสื่อมวลชน ทั้งหมดนะครับ ไม่ใช่อยู่ที่ใดที่หนึ่ง พวกเราเปึนผู้ประกอบวิชาชีพสื่อจําเปึนต้องได้รับ การปกปัองถ้าเราทําหน้าที่โดยสุจริต แล้วก็ปกปัองผลประโยชน์สาธารณะ ผมมั่นใจว่า กรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศจะนําข้อสังเกต รวมทั้ง ข้อสังเกตของสมาชิกแล้วก็ข้อสังเกตของกรรมาธิการไปปรับปรุงร่างกฎหมายฉบับนี้ ให้มีช่องโหว่น้อยที่สุด แล้วก็มีผลในการบังคับใช้กับสมาชิกของเรา เปึนลักษณะ ของการส่งเสริมให้เกิดการกํากับกันเองเปึนหลัก แล้วก็มีการกํากับร่ วมของ องค์กรระดับประเทศ ขอบคุณครับ

นายจุมพล รอดคําดี ประธานกรรมาธิการ

ผมก็ต้องขอขอบคุณ ท่านประธานและท่านสมาชิกทุก ๆ ท่านที่ได้ให้ข้อแนะนํา ข้อเสนอแนะ แล้วก็ให้ข้อคิดหลาย ๆ อย่าง เราก็จะนําเอาสิ่งที่เปึนประโยชน์จากท่าน ทั้งหลาย นําไปปรับแก้หรือว่าปรับปรุงทําให้มีความชัดเจนขึ้น แล้วก็ให้เกิดประโยชน์ต่อการปฏิรูป ในครั้งนี้ให้สมบูรณ์ที่สุด ขอบพระคุณนะครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เปึนอันว่าที่ประชุมเราได้พิจารณารายงานการพิจารณา ๓ วาระปฏิรูป วาระปฏิรูปที่ ๓๒ การกํากับดูแลสื่อ (รอบ ๒) วาระปฏิรูปที่ ๓๓ สิทธิเสรีภาพสื่อบนความรับผิดชอบ (รอบ ๒) และวาระปฏิรูปที่ ๓๔ การปัองกันการแทรกแซงสื่อ (รอบ ๒) รวมทั้งได้พิจารณา ร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐาน วิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... ด้วยแล้วนะครับ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุมผมคงต้อง ขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ

(นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)

ไม่ทราบว่า ตอนนี้ยังมีประชุมกรรมาธิการอยู่ที่ตึกโน้นหรือเปล่าครับ ขอเรียกอีกทีนะครับ

(นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)

น่าจะครบถ้วน เชิญ พลเอก เลิศรัตน์ ครับ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช

ท่านประธานครับ พลเอก เลิศรัตน์ สมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ เผอิญผมนาน ๆ มากดทีหนึ่ง พอกดแล้วไปกดเห็นชอบจะเปึนอะไร ไหมครับ ตอนนี้กดเห็นชอบไปแล้วมันเปึนการแสดงตนด้วยหรือเปล่าครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ยังไม่ได้ให้กดเลย ยังไม่ได้เริ่มต้นอะไรเลยเวลานี้

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช

ไม่ครับ ๓ กะพริบแล้วก็แสดงตน

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ผมยังไม่ได้ให้ เสียบบัตรเลยเวลานี้ ผมว่าท่านต้องฝ๊กอีกเยอะเลย ทิ้งพวกเราไปนานเกิน ถ้าพร้อมนะครับ ผมขออนุญาตให้ท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน กรุณาเสียบบัตรและกดปุ์มแสดงตนครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ์มแสดงตน)

เรียบร้อยนะครับ มีท่านใดแสดงตนไม่ได้ไหมครับ ได้ไหมครับ

นางกอบแก้ว จันทร์ดี

ไม่ได้ค่ะ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

เจ้าหน้าที่ ดูหน่อยครับ

นายเทียนชัย ป่ืนวิเศษ

ท่านประธานครับ หมายเลข ๐๙๔ เทียนชัยครับ กดไปแล้วมันขึ้นแต่ตรงที่เห็นด้วยครับ

นางกอบแก้ว จันทร์ดี

เรียนท่านประธานค่ะ กอบแก้ว ๐๐๘ มันขึ้น เห็นด้วยเลยค่ะ กดแสดงตนแต่ขึ้นไฟเห็นด้วยไปเลยค่ะ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ผมว่าบัตรเรา ข้ามขั้นไปเยอะเลย

นายณรงค์ วรงศ์เกรียงไกร

ท่านประธานครับ ผม ๐๗๕ ต้องแสดงตน ด้วยครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

เพราะฉะนั้น ขอทราบผลก่อนนะครับตอนนี้เราจะได้บวกอีก ๓ ๒๑๓ บวก ๓ เปึน ๒๑๖ เปึนอันว่า ผู้เข้าประชุมครบองค์ประชุมนะครับ

ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงานการพิจารณา ของกรรมาธิการทั้ง ๓ วาระปฏิรูปหรือไม่ ๓ วาระเลยนะครับ หากเห็นชอบจะได้ส่งรายงาน พร้อมความเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อดําเนินการต่อไป

(นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ท่านที่เห็นด้วย โปรดกดปุ์ม เห็นด้วย ท่านที่ไม่เห็นด้วยโปรดกดปุ์ม ไม่เห็นด้วย ท่านที่เห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ์ม งดออกเสียง เชิญครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ์มลงคะแนน)

เชิญครับ มีท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงไหมครับ หรือใช้สิทธิออกเสียงไม่ได้

(ไม่มีสมาชิกยกมือ)

ป่ดนะครับ ขอทราบผลด้วยครับ ผู้เข้าประชุม ๒๑๔ ท่าน เห็นด้วย ๑๘๗ ไม่เห็นด้วย ๑๐ งดออกเสียง ๑๗ ไม่ลงคะแนน ๐ นะครับ

เปึนอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการของรายงานการพิจารณา วาระปฏิรูปที่ ๓๒ การกํากับดูแลสื่อ (รอบ ๒) วาระปฏิรูปที่ ๓๓ สิทธิเสรีภาพสื่อ บนความรับผิดชอบ (รอบ ๒) และวาระปฏิรูปที่ ๓๔ การปัองกันการแทรกแซงสื่อ (รอบ ๒) ซึ่งกรรมาธิการจะได้นํารายงานไปปรับปรุงก่อนจะได้ส่งรายงานพร้อมความเห็นและ ข้อเสนอแนะของสมาชิกไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อดําเนินการต่อไป ทีนี้เนื่องจากว่า คณะกรรมาธิการได้เสนอร่างพระราชบัญญัติมาพร้อมกับรายงานฉบับนี้

ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับร่างพร ะราชบัญญัติ การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... ตามที่คณะกรรมาธิการเสนอมาหรือไม่ ถ้าหากที่ประชุมเห็นชอบก็จะส่งร่างพระราชบัญญัติ พร้อมความเห็นแล้วข้อเสนอแนะของสมาชิกไปให้คณะกรรมาธิการเพื่อประกอบ การพิจารณา และให้คณะกรรมาธิการพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน ๗ วันนับแต่วันถัดจาก วันที่สภามีมติ ถ้าหากที่ประชุมไม่เห็นชอบก็ถือว่าร่างพระราชบัญญัตินี้เปึนอันตกไป

(นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

องค์ประชุม คงเท่าเดิม ยังไม่มีท่านใดเข้ามาแล้วก็ออกไปจากห้องนี้ เพราะฉะนั้นขอเชิญท่านสมาชิก ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนนะครับ ท่านที่เห็นชอบโปรดกดปุ์ม เห็นด้วย ท่านที่ไม่เห็นชอบ โปรดกดปุ์ม ไม่เห็นด้วย ท่านที่เห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ์ม งดออกเสียง

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ์มลงคะแนน)

มีท่านใดยังไม่ได้ ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนบ้างไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกยกมือ)

ถ้าไม่มี ผมขอ ป่ดการลงคะแนน ขอผลด้วยครับ ผู้เข้าประชุม ๒๑๔ เห็นด้วย ๑๖๗ ไม่เห็นด้วย ๒๐ งดออกเสียง ๒๗ ไม่ลงคะแนน ๐

เปึนอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบด้วยในหลักการและเหตุผลและสาระหลัก ของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งจะได้ส่งร่างพระราชบัญญัติพร้อมความเห็นและ ข้อเสนอแนะของสมาชิกไปให้คณะกรรมาธิการประกอบการพิจารณา แล้วก็ให้กรรมาธิการ พิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน ๗ วันนับแต่วันถัดจากวันที่สภามีมติคือวันนี้ โดยสมาชิก ที่ประสงค์จะยื่นคําขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไ ด้โปรดยื่นต่อ ประธานกรรมาธิการภายใน ๓ วันนับแต่วันถัดจากวันที่สภามีมติคือนับจากวันนี้ เปึนอันว่า การพิจารณาวาระนี้เสร็จเรียบร้อยแล้วขอบคุณท่านประธานและท่านคณะกรรมาธิการ

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ไม่มี

วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้ว ขอขอบคุณสมาชิกทุกท่าน ที่มาประชุมนะครับ ผมป่ดประชุมครับ

เลิกประชุมเวลา ๑๖.๔๑ นาฬิกา