สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๕๓ · ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๘

วีรวิท คงศักดิ์ หารือเรื่องกฎหมายประโยชน์ทับซ้อนและเรียกร้องให้สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติให้ข้อคิดเห็นและสนใจ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศและเรียกร้องให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่สอดคล้องกับกฎหมายสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต และยังหารือเรื่องการปรับแก้รัฐธรรมนูญและแก้ไขปัญหาข้อกฎหมายในตัวร่าง พ.ร.บ. โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปรับสาระให้ทันสมัยสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องการสนับสนุนในการดำเนินการนี้ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องจริยธรรมในการดำเนินงานของสภาและเรียกร้องให้คณะกรรมการจริยธรรมตรวจสอบและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ในสภา

พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์

กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ ในฐานะอนุกรรมาธิการ ที่รับผิดชอบในเรื่องกฎหมายประโยชน์ทั บซ้อน ขออนุญาตจะเรียนว่าต้องขอขอบคุณ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติหลายท่านที่ให้ความสนใจ แล้วก็ให้ข้อคิดเห็นหลายประการ แต่ผมอยากกราบเรียนอย่างนี้โดยเบื้องต้นว่ากฎหมายฉบับนี้มีปัญหาที่มา สืบเนื่องมาจาก อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตป้ ๒๐๐๓ หรือยูเอ็นซีเอซี เพราะฉะนั้น สิ่งต่าง ๆ ที่กําหนดไว้เปึนเรื่องของการกระทําของเจ้าหน้าที่ของรัฐ บทบัญญัติของนิยาม เจ้าหน้าที่ของรัฐจึงเปลี่ยนไป แต่การเปลี่ยนไปนั้นมันหมายถึงว่าจะเปึนเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกคน กรอบความคิดแล้วก็ปรัชญาในการทํากฎหมายฉบับนี้เปึนเรื่องของข้าราชการที่เปึน เจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งมาจากการเมือง แล้วก็เปึนข้าราชการประจําที่ใช้อํานาจรัฐเพื่อประโยชน์ สิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพราะฉะนั้นยูเอ็นซีเอซีนั้นสืบเนื่องมาจากกฎหมายในเรื่องเกี่ยวข้องกับ เรื่องของการก่อการร้าย เรื่องของการต่อต้านยาเสพติดเกี่ยวกับเรื่องเงิน เพราะฉะนั้นสาระ จึงเปึนเรื่องของการให้สินบน ประโยชน์ทับซ้อนที่จะทําให้เอื้อประโยชน์กับตัวเอง และพวกพ้อง และสุดท้ายก็คือเรื่องของการติดตามทรัพย์สินคืนให้กับเจ้าของทรัพย์

แล้วก็เปึนกฎหมายนานาชาติก็คือว่าเราจะต้องอนุวัตการกฎหมายเพื่อให้สอดรับกัน ระหว่างประเทศด้วย ซึ่งในเรื่องนี้ก็เปึนปัญหาที่จะต้องออกมาว่าบางเรื่องท่านอาจจะมี ความรู้สึกว่าทําไมจะต้องมาบังคับหัวใจกันนักเรื่องของกำรทํา เพราะว่าในเมื่อเราไปให้ สัตยาบันในอนุสัญญาแล้วเราก็ต้องปฏิบัติตาม ในป้นี้สหประชาชาติได้ส่งคนมาตรวจสอบว่า ประเทศไทยได้มีการอนุวัตการกฎหมายไปครบถ้วนหรือไม่ อย่างไร เพราะฉะนั้นก็เปึน ส่วนหนึ่งเหมือนกันว่าเราก็จะถูกตรวจเหมือนกับไอเคโอ (ICAO) หรือเอฟเอเอ (FAA) หรืออะไรต่าง ๆ หรืออียูยู (EUU) นี่นะครับ เรื่องของยูเอ็นซีเอซีเราก็ถูกตรวจสอบเหมือนกัน ถ้าเราไม่ทําตามกฎหมายที่เปึนมาตรฐานโลกแล้ว เราก็คงจะลําบากในการที่จะอยู่ภายใต้ โลกที่มีการเปลี่ยนแปลง ในเรื่องสาระกฎหมายที่ท่านถามมาในหลายประเด็นนะครับ ผมขออนุญาตชี้แจงในประเด็นแรกเลยที่ท่านพูดในเรื่องของคําว่าญาติ ผมได้เรียนในเบื้องต้น แล้วว่ากฎหมายฉบับนี้เปึนกฎหมายที่เคยผ่านความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ป้ ๒๕๔๙ นั่นหมายความว่าก็เปึนรหัส ๗ ที่ท่านว่านี่นะครับ แต่เราก็ได้มาตรวจสอบแล้วก็มี การปรับให้สอดรับกับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตแล้วก็สอดรับ กับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กําลังร่างขึ้นมานะครับ ในเรื่องของญาตินั้นเราลดลงมาให้เหลือ ๓ ชั้น จาก ๗ ชั้น ลงมาเหลือ ๓ ชั้น แต่ประเด็นที่ยังค้างไว้แล้วท่านถามก็คือเรื่องของคู่สมรส ในทางพฤตินัย เรื่องนี้ผมอยากกราบเรียนพวกเราว่ามันเปึนมาตรฐานโลกใหม่คือเราไม่ได้ใช้ กฎหมายอาญาว่าจะต้องเปึนนิตินัยเท่านั้น ท่านลองไปดูกฎหมายสินบนของประเทศอังกฤษ ก็เขียนระบุไว้เลยว่า แต่เขาใช้ระยะเวลาในการที่อยู่กินกันทางพฤตินัยนั้นไม่น้ อยกว่า ๒ ป้ ถือว่าเปึนคู่สมรสในทางพฤตินัย เพราะฉะนั้นก็เรียนชี้แจงว่าประโยคนี้คงไม่ใช่เปึนสิ่งที่ กรรมาธิการยกร่างในสมัยนั้นยกขึ้นมาเอง แต่เปึนเรื่องที่เปึนกติกาสากลที่เขากําหนด แล้วขณะนี้เราต้องยอมรับว่านักการเมืองและเจ้าหน้าที่ผู้ใหญ่ที่จะต้องอยู่ภายใต้กฎ หมาย มักจะใช้จุดอ่อนของนิตินัยทางคู่สมรสนั้นนี่เอาไปหย่า ก็คงทราบนะครับ อย่างสมัยที่แล้ว สมาชิกวุฒิสภาเองก็มีการแยกทางกันแล้วก็สมัครเปึน ส.ว. ทั้ง ๒ คนแล้วก็ได้ แต่ในทางพฤติ นัยท่านก็ยังอยู่อย่างนี้ครับ เพราะฉะนั้นกฎหมายมันก็เลยต้องออกมารองรับ การเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่เกิดขึ้น ประเด็นที่ ๒ ที่ท่านพูดถึงแล้วก็มีความกังวลเกี่ยวกับเรื่อง ความผิดในลักษณะของเด็กเล็กหรือไปถึงไหนนี่นะครับ ขออนุญาตขอความกรุณาท่านดู

ในมาตรา ๕ ในมาตรา ๕ วรรคสอง (๑) ถึง (๔) เปึนสิ่งที่คณะกรรมาธิการได้ไปเอามาจากที่ ร่างรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นที่ท่านมีข้อสังเกตว่าร่างรัฐธรรมนูญจะต้องมีการปรับแก้นั้น ก็คือใน (๑) (๒) (๓) (๔) นี่นะครับ ตั้งแต่การกําหนดนโยบายแล้วเสนอกฎหมายนี่ เปึนเรื่องที่อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับเดิม ทีนี้ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงร่างรัฐธรรมนูญเปึนอย่างอื่น ก็มีการแปรญัตติได้ในช่วงของ สนช. อันนี้ก็เปึนสิ่งที่เราได้มองแล้วว่าควรจะปรับสาระ ให้ทันสมัยสอดรับกับรัฐธรรมนูญ ในเรื่องของการดําเนินการนั้นขอความกรุณาดู ในวรรคต่อไปนะครับ ในช่วงแรกว่าความผิดที่เปึนประโยชน์ทับซ้อนนั้นไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ นะครับ เอาเฉพาะ ๔ เรื่องใหญ่ ๆ ก็คือ (๑) อนุมัติ อนุญาต รับจดทะเบียน และให้สิทธิประโยชน์ อันอาจคํานวณเปึนเงินได้ (๒) ให้สัมปทาน ทําสัญญา ทํานิติกรรม อันเปึนการให้ประโยชน์ แก่บุคคลใด บุคคลหนึ่งนะครับ (๓) บรรจุ แต่งตั้ง เลื่อนขั้น เงินเดือน โอน ย้าย หรือให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในบังคับบัญชาห รือกํากับดูแลเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตาม (๘) พ้นจากตําแหน่ง หรือพ้นจาก การปฏิบัติ หน้าที่ และ (๔) ไม่แจ้งความหรือร้องทุกข์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ใน ๔ อนุมาตรานี้ในวรรคต่อมาได้เขียนไว้ว่า การกระทําใดตามวรรคสอง (๑) (๒) (๓) (๔) ที่จะถือว่าเปึนการขัดกัน ระหว่างประโยชน์ ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม เฉพาะในกรณีที่ ป.ป.ช. กําหนดและหลักเกณฑ์และ เงื่อนไข ประกาศไว้ในแนวทางไม่ได้หมายความว่าจะบังคับหมดทุกตําแหน่ง จะบังคับ เฉพาะที่ ป.ป.ช. ออกมาประกาศกําหนดเท่านั้นนะครั บ

ส่วนข้อหาในอีก ๓ ข้อนั้นเปึนเรื่องที่ชัดเจนก็คือไม่ฟัอง ไม่ดําเนินคดี ไม่ถอนฟัอง ไม่ว่าจะเปึนคดีแพ่งหรือคดีอาญา ไม่บังคับทางปกครองและบังคับคดี การกระทําอื่น หรือไม่กระทําตามที่ ป.ป.ช. กําหนด ซึ่งจะเห็นว่าทั้งหมดในมาตรา ๕ ที่เปึนบทหลัก และเปึนความผิดนั้นเปึนเรื่องของข้าราชการระดับสูงทั้งนั้น ไม่ได้หมายถึงข้าราชการ ระดับล่าง อันนี้ก็ขอให้ทําความเ ข้าใจว่าปลาซิวปลาสร้อยจะไม่เกี่ยว ขออนุญาตพูดกัน ตรง ๆ ว่านี่คือจับเสือ ประเด็นที่ท่านถามอีกประเด็นในเรื่องข้อกฎหมายในตัวร่างนี่นะครับ คือในมาตรา ๑๔ การยกเลิกโครงการนั้นมันเปึนโครงการในบางอย่างที่เปึนประโยชน์ สาธารณะ ไม่ได้หมายความว่าเปึนโครงการตามงบประมาณประจําป้ แต่เปึนการริเริ่ม นโยบายในลักษณะที่อาจจะเปึนประชานิยม หรือเปึนนโยบายที่ออกมาเพื่อเอื้อประโยชน์ อย่างใดอย่างหนึ่ง ผมขออนุญาตยกตัวอย่างเช่นอยู่ดี ๆ ท้องถิ่นมีกระบวนการในการที่จะ กําหนดให้มีปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม อย่างเช่นอนุญาตให้มีการถมที่แล้วก็เปึนการที่วางระบบ ระบายน้ําอย่างนี้เปึนต้น ในกรณีนี้ประชำชน ๕,๐๐๐ คนสามารถจะยื่น ป.ป.ช. เพื่อจะแก้ไขได้และหยุดโครงการนี้ ไม่ได้หมายถึงว่าเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างปกตินะครับ เปึนนโยบายที่ริเริ่มโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอํานาจแล้วก็สิ่งอันนั้นเกิดผล ซึ่งผมคิดว่า พวกท่านคงนึกออกในภาพที่ผ่านมาว่ามี อะไรบ้างที่เข้าข่ายในมาตรา ๑๔ ในเรื่องนี้ ก็เช่นเดียวกันว่าลักษณะ หรือประเภท หรือโครงการ หรือคู่สัญญาของรัฐ และหลักเกณฑ์ ที่จะเข้าชื่อของผู้มีสิทธิเลือกตั้งนั้นเปึนไปตามที่คณะก รรมการ ป.ป.ช. กําหนดโดยประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเหมือนกัน ไม่ได้หมายความว่าบังคับทุกกรณีนะครับ อันนี้ก็คือ ให้กรรมการ ป.ป.ช. ท่านมีดุลยพินิจ ในอีกประเด็นหนึ่งที่ท่านบอกว่าเรื่องของมาตรา ๑๕ เรื่องการกํากับดูแลแล้วก็การให้ความรู้ ผมอยากกราบเรียนว่าเรื่องของประโยชน์ทับซ้อนนั้น เปึนเรื่องที่จะต้องให้ความรู้กัน เพราะว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐบางทีเราก็ทําโดยไม่ทราบนะครับ มีท่านสมาชิกท่านหนึ่งเปึนกังวลเกี่ยวกับเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ในสภา ซึ่งมาตรฐาน สากลโลกในขณะนี้การทําหน้าที่ในสภาก็จะต้องระมัดระวังเรื่องของประโยชน์ทับซ้อน ในประมวลจริยธรรมของสภาเกือบทุกประเทศได้กําหนดในเรื่องนี้ไว้เปึนเรื่องหลัก ในประมวลจริยธรรม เพราะฉะนั้นสิ่งอะไรก็แล้วแต่ที่ไม่ว่าท่านจะอภิปราย ไม่ว่าจะเสนอ ความเห็น กระทู้ ญัตติ หรือร่าง พ.ร.บ. อะไรก็แล้วแต่ ท่านจะต้องแจ้งด้วยว่าสิ่งที่ท่านจะทํา กิจกรรมในสภานั้น ท่านมีประโยชน์จากการนี้หรือไม่ โดยแจ้งให้กับคณะกรรมการจริยธรรม

ของสภา อันนี้อยู่ในประมวลจริยธรรมของวุฒิสภาอังกฤษ อันนี้ท่านก็ไปดูได้ว่าต่อไปนั้น หลาย ๆ อย่างที่การทํากิจกรรมที่พวกเรา ผมทราบดีว่าระบบของไทย เราจะเอาตัวแทน กลุ่มผลประโยชน์มาแล้วก็มาดีเฟนด์ (Defend) ในเรื่องนั้นก็อาจจะทําได้ แต่เรื่องนี้เปึนเรื่อง ละเอียดอ่อนที่จะต้องมีการอธิบายกัน ท่านจะต้องแจ้งว่าสิ่งที่ท่านทํานั้นท่านจะมีประโยชน์ ในเรื่องใดบ้าง ในเรื่องนี้คงไม่ได้เปึนเรื่องที่จะไปจับผิดหรอกครับ แต่เปึนการแสดงจิตสํานึก ว่าท่านตระหนักในเรื่องของประโยชน์ ทับซ้อนหรือมองเรื่อง ประโยชน์ของประชาชน เปึนที่ตั้ง ในประมวลจริยธรรมของประเทศอังกฤษได้บอกไว้อีกอย่างหนึ่งว่ากรรมการจริยธรรม มีหน้าที่วินิจฉัยว่าในการที่ท่านแสดงกิจกรรมในสภานั้นเปึนเรื่องประโยชน์ที่ท่านได้รับ หรือเปึนเรื่องของเปึนประโยชน์กับประชาชน ถ้าเปึนประโยชน์กับประชาชนเปึนสิ่งที่ กระทําได้ แต่ถ้าเปึนประโยชน์เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือกลุ่มของท่าน เปึนเรื่องที่ขัดต่อ จริยธรรม ซึ่งจะมีการทําอะไรต่อไปก็เปึนเรื่องของกฎหมายที่ว่ากันไป ท่านเปึนกังวล เรื่องของระยะเว้นวรรคกี่ป้ ซึ่งอันนี้ก็มีการพูดจากันในกรรมาธิการค่อนข้างเยอะ ผมอยากกราบเรียนว่าในขณะนี้ประเทศไทยเรากําหนดไว้หลายแห่งและจํานวนไม่เท่ากัน บางแห่งก็ ๒ ป้บ้าง บางแห่งก็ ๓ ป้บ้าง แต่เงื่อนไขของการที่จะไม่ทํางานนั้นไม่ได้หมายถึง ระดับเล็ก ๆ แต่เปึนระดับคนที่มีอํานาจอนุมัติ อย่างเช่นอนุมัติสัมปทานอะไรต่าง ๆ นี่นะครับ พอพ้นจากปลัดกระทรวงปุ็บ ท่านไปเปึน ที่ปรึกษาบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ สัมปทานอันนี้ ถือว่าเปึนการผิดในลักษณะอันนี้นะครับ

เพราะฉะนั้นเรื่องจํานวนป้ที่จะมีการเว้นวรรคนั้นคงจะต้องมีการพิจารณากันในรายละเอียด เมื่อเข้าไปถึงในฝ์ายนิติบัญญัตินะครับ เรื่องการเป่ดเผยทรัพย์สินผมเรียนว่าเปึนเรื่องใหญ่ ที่ท่านบอกว่ากรรมการ ป.ป.ช. หรือใครก็คงจะต้องขึ้นอยู่กับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ว่าท่านจะกําหนดให้ใครเปึนผู้จะต้องเป่ดเผยทรัพย์สินบ้าง ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ กําหนด ไว้แค่ ๓ กลุ่ม ก็คือ คณะรัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. เท่านั้น เมื่อตอนที่ทํากฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. เมื่อป้ ๒๕๕๓ ที่มาออกในป้ ๒๕๕๔ เราได้เคยมีการพูดจากันว่า กรรมการ ป.ป.ช. เป่ดเผยได้ไหม ท่านก็บอกว่าไม่ได้เพราะกฎหมายไม่ให้เป่ด เราก็บอกว่า ก็เปึนเรื่องนี้ละครับ เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ใครเป่ดบ้างนั้นก็ขึ้นอยู่กับผู้ร่างรัฐธรรมนูญ จะกําหนดว่าจะให้ใครเป่ด แต่ในเรื่องนี้ทุกประเทศเขาเริ่มมีว่าการยื่นต่อหน่วยงานต้นสังกัด ของประเทศอังกฤษเขาไม่มีการยื่นบัญชีทรัพย์สินกับ ป.ป.ช. หรือหน่วยงานใด แต่เปึนการยื่นต่อ คณะกรรมการที่รัฐสภากําหนดแล้วไม่ต้องเป่ดเผย แต่กรณีที่มีปัญหาขึ้นมาก็มีการตรวจสอบ และดําเนินการ ซึ่งอันนี้ก็เปึนเรื่องที่จะฝากเรียนไว้ในเรื่องของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่า ท่านจะพิจารณาตรงนี้ได้อย่างไร ในสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนอีกประเด็นหนึ่งซึ่งคงจะเปึน ประเด็นสุดท้าย เรื่องของประโยชน์ทับซ้อนนั้นมันเปึนเรื่องค่อนข้างละเอียดอ่อนแล้วคนไทยเรา ไม่ค่อยได้คุ้นชิน อย่างที่ผมยกตัวอย่างว่าเราทํากันมาในลักษณะของสภานั้นเปึนการที่ทําแล้ว เกิดประโยชน์กับใครก็ได้ แต่ต่อไปนี้มันต้องมีการคิดขึ้นมาแล้วก็มีการกระทําที่เป่ดเผย ขึ้น ในกรณีของการใช้อํานาจหน้าที่ในการรับของขวัญเหมือนกัน หลายท่านแต่เดิมกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา ๑๐๐ ถึงมาตรา ๑๐๓ ได้มีคู่มือแนวทางปฏิบัติเปึนซีดี (CD) แผ่นหนึ่ง แต่เชื่อไหมครับ เจ้าหน้าที่ของรัฐไทยก็ยังปฏิบัติตามแล้วไม่มีใครเอาผิดด้วย สิ่งที่เราผิดกันมาก เช่นการรับเชิญไปดูงานต่างประเทศ ไม่ได้นะครับ ถือว่าเปึนการขัดกันแห่งผลประโยชน์ มันมีวิธีการในการที่จะต้องดําเนินการ กฎหมาย ป.ป.ช. ในปัจจุบันก็มีอยู่ก็ขอความกรุณา ไปดูด้วยว่าอันนี้แนวทางเปึนอย่างไร มีประเด็นหนึ่งท่านสมาชิกพูดถึงเรื่องของดุลยพินิจ ผมอยากกราบเรียนว่าหลักสําคัญของธรรมาภิบาลหรือกูด กัฟเวิร์นแนนซ์ (Good governance) นั้นคือการจํากัดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันนี้เปึนหลักนะครับ หลักวิชาการเลย ทีนี้เมื่อเปึนอย่างนี้ก็ถามว่าแล้วจะทําอย่างไร เขาก็เลยมีแนวทางอยู่ว่า จะต้องออกกฎหมายมหาชนที่บอกชัดเจนว่าอะไรทําได้ อะไรทําไม่ได้ หรือที่ภาษาอังกฤษ เขาใช้คําว่า ดู (Do) และดอนต์ (Don’t) ถ้าบัญญัติเปึนกฎหมายไม่ได้ก็ให้บัญญัติเปึน

ประมวลจริยธรรมเพื่อให้เปึนการสอน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐรู้ว่าการใช้ดุลยพินิจนั้น ท่านจะต้องใช้อะไร นอกจากนั้นก็มีระบบคู่มือการตัดสินใจ ซึ่งอันนี้ก็เปึนรายละเอีย ด ซึ่งผมคิดว่าเราคงจะต้องพัฒนาในเรื่องของการมีธรรมาภิบาล ก็เลยอยากจะฝากท่านสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติเปึนโอกาสที่ผมจะเรียนว่าเรื่องของธรรมาภิบาลนั้นไม่ใช่เรื่องของ กระบวนการ แต่เปึนเรื่องของจิตสํานึกของเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าจะไม่ใช้อํานาจตามอําเภอใจ เพราะว่าอํานาจตา มอําเภอใจนั้น คือการเผด็จการนั่นเองครับ ก็คงจะเรียนในสาร ะ ที่ท่านได้สอบถามมาเกือบทั้งหมดเท่าที่ผมจดมา มีอีกประเด็นหนึ่งที่ท่านบอกว่าที่มาแล้ว กรรมการตรวจสอบ ป.ป.ช. นั้นจะต้องดําเนินการอย่างไร ผมเรียนว่า ป.ป.ช. ขณะนี้ ถ้าเผื่อทําผิดกฎหมายท่านจะต้องถูกลงโทษ ๒ เท่า ประชาชนธรรมดาถูกขัง ๕ ป้ ป.ป.ช. จะต้องโดน ๑๐ ป้ แต่ขณะนี้กระบวนการในการกล่าวหา ป.ป.ช. สามารถจะทําได้กรณีเดียว ในรัฐธรรมนูญเดิมแล้วก็อยู่ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญด้วยก็คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จํานวน ๑ ใน ๔ มีสิทธิกล่าวหาเพื่อให้ ป.ป.ช. นั้นออกจากตําแหน่ง แต่เท่าที่ผ่านมาก็ไม่ค่อยมี มีครั้งเดียวที่มีการเสนอไปที่วุฒิสภาส่วนหนึ่ง เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อจะทําได้นั้นก็อาจจะมี กระบวนการที่ทําให้มีการตรวจสอบ ป.ป.ช. ได้มากขึ้น ซึ่งในเรื่องนี้อาจารย์สังศิตก็ดู ในเรื่องของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็คงจะต้องมีการตรวจสอบ มากขึ้น ผมก็ขอขอบคุณท่านประธานแล้วก็ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่ให้โอกาสผม ชี้แจงในเรื่องนี้ ขอบพระคุณครับ