เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง หารือเรื่องสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการควบคุมตนเองในหมู่สมาชิกสื่อมวลชน และเสนอให้มีสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย เพื่อให้สื่อมวลชนมีจริยธรรม และมีการตรวจสอบกันเอง นอกจากนี้ยังเสนอให้รัฐให้เงินอุดหนุนตามกฎหมายและไม่ให้รัฐใช้ดุลยพินิจในการเพิ่มหรือลดเงินอุดหนุน
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง ท่านประธานครับ ประเด็นแรกพวกเราคงเห็นตรงกันว่าสื่อมวลชนจะต้องเปึนอิสระ เราเห็น ตรงกันประการที่ ๒ ว่าสื่อมวลชนคนที่ทําสื่อเปึนวิชาชีพแขนงหนึ่ง เฉกเช่นเดียวกันกับแพทย์ สถาปนิก วิศวกร ทนายความ แต่ละอาชีพจําเปึนที่จ ะต้องมีสภาวิชาชีพของตนเอง เพื่อควบคุมกํากับดูแลกันเอง คงไม่มีใครไปเห็นว่าควรจะให้รัฐมากํากับดูแล เพราะฉะนั้น ประเด็นนี้ต้องขีดเส้นใต้กันไว้ก่อนว่าคนที่อยู่ในวิชาชีพต้องกํากับดูแลกันเอง ถ้าเปึนเช่นนั้น ก็กลับมาดูในปัจจุบันนี้ เรามีสมาคมหนังสือพิมพ์ สมาคมสื่อวิทยุโทรทัศน์ สมาคมโน่นนี่ ๓-๔ สมาคม ๕ สมาคม ปรากฏว่ากํากับดูแลกันเองไม่ได้เลย พอเขาตกลงว่าการกระทําของ สื่อมวลชนบางคน องค์กรบางแห่งไม่ถูกต้องตามจริยธรรม ท่านก็ลาออกเสีย ประกาศตัวว่า ไม่ได้อยู่ในสมาคมนี้อีกต่อไป เพราะฉะนั้นสมาคมก็ทําอะไรไม่ได้ ได้แต่แบ๊ะ แบ๊ะ แบ๊ะ นี่คือปัญหาปัจจุบันนี้
เพราะฉะนั้นที่กรรมาธิการเขาคิดเขาพยายามจะแก้ไขปัญหาตรงนี้ภายใต้หลักว่าสื่ อมวลชน จะต้องเปึนอิสระ และเปึนวิชาชีพที่กํากับ ดูแลกันเอง เพราะฉะนั้นจึงมีสภาวิชาชีพ สื่อมวลชนที่ไม่ใช่แยกเปึนวิทยุ แยกเปึนหนังสือพิมพ์ เพราะว่าถ้าเปึนวิชาชีพที่มันแคบ เฉพาะสื่อประเภทเดียวก็จะเกรงใจกัน แต่ถ้าหากว่ามีหลายสื่อ หลายประเภท ก็จะทําให้ ความเกรงใจนั้นน้อยลง เพราะว่าไม่ได้อยู่ใกล้ชิด เปึนสื่อคนละประเภทกัน แต่ดูแลเรื่อง จริยธรรม ท่านประธานก็รู้ว่าแพทย์ก็มีหมอเถื่อน สถาปนิกก็มีสถาปนิกเถื่อน วิศวกรเถื่อน ช่างเถื่อน สื่อก็มีสื่อเถื่อนอย่างที่เราพูดกัน เพราะฉะนั้นถ้าเปึนสภาวิชาชีพสื่อมวลชน บังเอิญเขาไปเรียกว่าแห่งชาติ คําว่าแห่งชาติมันหมายถึงหน่วยงานของรัฐ ควรจะเปลี่ยน เสียว่าเปึนแห่งประเทศไทยเสียก็หมดเรื่อง อาจารย์ดุสิตท่านเดินมาคุยกับผมเมื่อกี้นี้ ผมเห็นด้วยกับท่าน ถ้าเปึนสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ประเด็นนี้หมดไป ประเด็นที่ ๑ ประเด็นถัดไปก็คือว่ามีสมาชิกบางคนที่เปึนสื่อเกรงว่าต่อไปนี้ชาวนาก็เปึนสื่อ ไม่ได้ ใครก็เปึนสื่อไม่ได้ ตอนแรกที่จะเปึนสื่อไม่มีการสอบ แต่ขอให้เปึนสมาชิกสภาวิชาชีพ สื่อมวลชนแห่งประเทศไทยเสีย คนที่จะทําสื่อควรจะต้อง หรือจะต้องเลย เปึนสมาชิกของ สภาวิชาชีพแห่งนี้ แล้วตอนที่แรกเข้าไม่ต้องสอบ เปึนได้สื่อเปึนไปเสรี แต่อย่าทําผิดนะ ถ้าทําผิดจริยธรรมไปรับเงินเขา ไปรีดไถเงินเขา หรือมีความไม่เหมาะสมด้วยประการ ทั้งหลาย สภาวิชาชีพแห่งนี้ก็มีการตรวจสอบลงโทษตามลําดับไป ความผิดรุนแรงก็ลงโทษ กันไป ถ้าถึงขั้นจะต้องให้ออกจากสมาชิกตรง นั้น กฎหมายฉบับนี้ยังมีข้ออ่อนตรงนี้ คือถ้าให้ออกจากสมาชิกก็ไม่สามารถ ควรจะไม่สามารถทําหน้าที่สื่อมวลชนได้อีกต่อไป เพราะสภาวิชาชีพที่ตรวจสอบกันเองได้วินิจฉัยแล้วว่าไม่เหมาะสมที่จะมาเปึนสมาชิก ของสภาวิชาชีพนี้ ถามว่าเรื่องนี้เขาทํากันไหม ทําครับ แพทยสภาก็ทํา ทนายความก็ทํา เพราะฉะนั้นไม่ต้องมีใบประกอบวิชาชีพ ถ้ามีใบประกอบวิชาชีพจะดูเปึนว่ามีการกีดกัน คนเข้ามาเปึนสื่อ ให้เข้าได้แต่อย่าทําผิดนะ ถ้าทําผิดไม่ให้เปึนสมาชิกของสภาวิชาชีพแห่งนี้ ก็ไม่สามารถจะปฏิบัติต่อไปได้ เพราะฉะนั้นถ้ากฎหมายฉบับนี้เติมตรงนั้นลงไปอีกสักนิดหนึ่ง ผมว่ามันก็จะสมบูรณ์มากขึ้น ท่านประธานครับ ประเด็นเรื่องเงินอุดหนุนผมคิดว่าสมาชิก คิดมากไป แล้วก็ตีความกฎหมายผิดด้วยมาตรา ๙ มาตรา ๙ ที่เขาเขียนเขาหมายถึง ไทยพีบีเอสเขาไม่ได้หมายถึง กสทช. อาจารย์ถวิลวดีก็ไปเอา กสทช. มาดู โอ้โฮ เงินมหาศาล ๕ เปอร์เซ็นต์อะไรต่อมิอะไร อ่านให้ดีเขาหมายถึงไทย พีบีเอส ไทยพีบีเอสก็ไปได้เงิน
ที่กํากับมาจากภาษีบาป ขอแบ่งจากตรงนั้น แต่ท่านประธานครับ ผมคิดว่าเรื่องเงินนี่สําคัญ ถามว่าควรได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐไหม ถ้าถามผมนะครับ รัฐให้เงินอุดหนุนสภาวิชาชีพ ไม่เปึนไร ไม่ได้ให้เงินอุดหนุนจากสื่อ แต่การให้เงินอุดหนุนนั้นไม่ควรมีดุลยพินิจว่าป้นี้สื่อ ฉันพอใจฉันให้มาก ไม่พอใจฉันให้น้อย อย่างนั้นไม่ได้ เพราะฉะนั้นควรจะต้องมีอะไรชัดเจน ผมคิดว่ากฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคเขาพยายามคิดประเด็นนี้ไว้น่าฟังมาก ลองถามคุณสารี สิครับ ช่วยกันคิดอยู่นานในที่สุดเราได้มาว่าถ้ารัฐจะต้องสนับสนุนเงินกับองค์กรแห่งนี้ ไม่ได้ให้กับสื่อหนึ่งสื่อใดนะครับ ให้กับองค์กรที่จะควบคุมสื่อ
โดยต่อหัวของประชากร ถ้าประชากรในเมืองไทยมี ๖๐ ล้านคน จะให้หัวหัวละ ๑ บาทว่าไป หัวละ ๕๐ สตางค์ว่าไป หมายความว่าถ้าประชากรมีจํานวนเท่าไร มีกฎหมายกําหนดไว้ว่า ให้ต่อหัวก็คือมีจํานวนชัดเจน ผู้ที่มาเปึนนักการเมืองจะไม่มีดุล ยพินิจในการที่จะเพิ่ม หรือจะลดอย่างนี้เปึนต้น อาจจะมีวิธีการอย่างอื่น ผมคิดว่ากรรมาธิการเขามีเจตนาดีนะครับ สภาทนายความก็ได้ ๕๐ ล้านบาท สภาทนายความก็ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นก็ทําได้ ไม่ใช่ทําไม่ได้ แต่ต้องกีดกันไม่ให้รัฐใช้ดุล ยพินิจในการเพิ่มหรือลด ตามอําเภอใจ ตามความพอใจหรือไม่ ถ้าเปึนอย่างนี้มันก็น่าจะหมดปัญหา เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าโดยรวมแล้วพวกเราคงต้องเห็นด้วย แต่ขอให้กรรมาธิการไปแก้ในรายละเอียด เล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างที่ผมกราบเรียน ขอบพระคุณครับ