สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๕๓ · ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๘

ทิวา การกระสัง หารือเรื่องการควบคุมสื่อและการปฏิรูปประเทศ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของสื่อในการตรวจสอบองค์กรหลัก และการตรวจสอบการใช้เงินของรัฐ นอกจากนี้ยังเสนอแนะว่ารายได้ของสภาวิชาชีพสื่อไม่จำเป็นต้องมาจากเงินอุดหนุนของรัฐ และไม่ควรใช้รายได้จากเงินอุดหนุนของรัฐ แต่ควรหาทางอื่น ๆ เช่น การบริจาคของตนเอง หรือการสร้างอาคารและโรงเรียนของสภา

นายทิวา การกระสัง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านประธาน กรรมาธิการ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ผม ทิวา การกระสัง สมาชิกเลขที่ ๐๙๒ ผมอยากจะให้ข้อเสนอแนะหรือแสดงความคิดเห็นสั้น ๆ เห็นด้วย ในการที่จะมีกฎหมายฉบับนี้ เนื่องจากสื่อนั้นมีความสําคัญมาก ถ้าจะเปรียบสื่อ ก็เปรียบเสมือนไฟ ทําไมถึงเปรียบสื่อทุกอย่างเปึ นเสมือนไฟ เนื่องจากว่ามีทั้งโทษและ ประโยชน์ ถ้าหากเราใช้ไฟนั้นไม่เปึน ท่านคงเคยหุงข้าว ถ้าท่านเคยหุงข้าวโดยการใช้ฟ๋น ท่านจะรู้ว่าถ้าหากไฟแดงเกินไปข้าวก็จะไหม้ เราต้องควบคุมให้ไฟนั้นอยู่อย่างพอดี ผมเคยอภิปรายหรือพูดในสภานี้ว่ามีอดีตนายกรัฐมนตรี ๒ ท่านเคยพูดว่าใครคุมสื่อ คนนั้นคุมโลก นั่นคือความจําเปึน สื่อในปัจจุบันนี้ไม่ใช่จะเปึนสื่อกระแสหลักอย่างเดียว สื่อที่สําคัญที่สุดคือสื่อทางอินเ ทอร์เน็ตหรือสื่อออนไลน์ทั่วไป สื่อเหล่านี้สามารถจะทําคน ให้เปึนคน และสามารถที่จะทําให้คนให้เปึนสุนัขภายในเวลาไม่กี่วินาที สื่อเหล่านี้เราจะ ควบคุมอย่างไรถ้าไม่มีกฎหมาย เพราะฉะนั้นพระราชบัญญัตินี้ท่านจะต้องเขียนอย่างชัดเจน ว่าสื่อคืออะไร มีกี่ประเภท มีกี่ชนิด สื่อในอนาคตที่จะเกิดขึ้นท่านต้องคิด เพราะนี่คือ การปฏิรูป ท่านเขียนเวลา ๑ ป้ ๒ ป้ ๓ ป้ ๕ ป้ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การปฏิรูปก็บอกว่ามีระยะเวลา ๕ ป้ ถ้าครบ ๕ ป้แล้วต้องทบทวน สิ่งเหล่านี้ท่านต้องคิด เลยไปที่ตรงนั้นด้วยนะครับ ผมฝากอย่างหนึ่งผมเคยอภิปรายหลายครั้งว่าสื่อสาธารณะนั้น ควรจะจัดเวลาบางส่วนให้กับสาธารณะเพื่อการเรียนรู้ เราจะต้องเปลี่ยนสังคมประเทศนี้ ให้เปึนสังคมแห่งการเรียนรู้ เปลี่ยนวิธีคิดของคนในประเทศ อยากจะกราบเรียนนําคําพูดของ

ท่านอาจารย์สุวิทย์ ขออนุญาตท่านอยู่ตรงนี้ ที่ท่านไปพูดที่โรงเรียนไทยรัฐวิทยา ถ้าท่านได้อ่านนะครับ ถ้าหากประเทศเราไม่เริ่มต้นปฏิรูปห รือไม่เริ่มต้นเปลี่ยนวิธีคิด ประเทศเราจะตามไม่ทัน เราอยู่ในกับดักของประเทศรายได้ปานกลาง ประเทศมาเลเซีย เขาอยู่พร้อมกับเราแต่เขาเดินไปข้างหน้า เนื่องจากว่าเขาไปปฏิรูปทุก ๆ อย่าง สื่อก็เช่นเดียวกันนะครับ สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่าน ในมาตรา ๙ ท่านถวิลวดี ท่านก็อภิปรายไปแล้วว่าสื่อมีหน้าที่ในการตรวจสอบองค์กรหลัก ใหญ่ก็คือตรวจสอบรัฐ ท่านจะเอาเงินของ กสทช. ท่านจะต้องตรวจสอบเหมือนเงินของรัฐนี่ละครับ เอาเงินของเขามา แล้วท่านจะตรวจสอบเขาอย่างไร สื่อมีหน้าที่ในการตรวจสอบถือว่าสื่อเปึนกลาง สื่อที่ไม่เปึนกลางไม่ต้องไปพูดถึง ถ้าสื่อที่ไม่เปึนกลางจะต้องถูกลงโทษตามพระราชบัญญัตินี้ อยากจะฝากกราบเรียนท่านกรรมาธิการนะครับ ๑. ท่านจะต้องจัดเวลาของสื่อนั้น เพื่อการเรียนรู้ของประชาชนให้มากที่สุด ๒. เรื่องการใช้เงินนี่นะครับ ผมเปึนกรรมการ สภาทนายความ การที่จะรับเงินอุดหนุนจากรัฐเราจะต้องมีโครงการ มีวิธีการ มีกระบวนการ ในการดําเนินการว่าเงินเหล่านั้นเอาไปใช้อะไร ถ้าใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะ ถ้าใช้เพื่อ การเรียนรู้ของประชาชนในงานด้านกฎหมายหรือบริการประชาชน

เราสามารถจะรับเงินอุดหนุนนั้นมาได้ เราไม่ใช่เอาเงินของรัฐมาเพื่อใช้ประโยชน์ของสภา เราเองนะครับ เราจะไม่รับเงินบริจาคของใคร ผมคิดว่ารายได้ของสภาวิชาชีพสื่อนั้นก็คือได้จาก การจดทะเบียน มีการขึ้นทะเบียน มีการฝ๊กอบรม รายได้เหล่านี้สามารถที่จะเลี้ยงตนเองได้ ไม่จําเปึนจะต้องใช้ร้อยละ ๕ หรือไม่น้อยกว่าเดื อนละ ๕๐ ผมว่าเงินมันเยอะนะครับ ท่านเอาเงินเข้ามาทีละ ๕๐ ล้านบาท ท่านจะไปตรวจสอบเขาได้อย่างไร อันนี้ขอความกรุณา ให้ข้อเสนอแนะไว้นะครับ เอารายได้จากประเภทอื่นก็ได้ ผมว่าคนที่ทําสื่อมากกว่า สภาทนายความด้วยซ้ําไป สภาทนายความยังอยู่ด้วยกันได้นะครับ เราก็รับบริจาคของเราเอง เราจะสร้างอาคารของเรา เราสร้างโรงเรียนของเรา อย่างผมก็บริจาคไปคนละ ๑๐,๐๐๐ บาท ๒๐,๐๐๐ บาท ปรากฏว่าเงินพอนะครับ ใช้เวลา ๔-๕ ป้ เราจะไม่รับเงินขององค์กรใด ๆ ของรัฐ เราก็จะเอาเงินไปใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชน เช่น ไปให้ประชาชนไปว่าความฟรี ให้ไปให้ความรู้ประชาชนเราจะใช้ในทางนั้นนะครับ แต่ถ้าใช้มาอุดหนุนสภาเรานี่เราจะไม่เอา ฝากกราบเรียนให้ข้อเสนอแนะแค่นี้นะครับ ขอขอบพระคุณครับ ให้กําลังใจท่านนะครับ กฎหมายเปึนเรื่องที่ดี ไฟนั้นถ้าท่านไม่ควบคุมมันก็จะไหม้นะครับ เอามันพอดี ๆ ขอขอบพระคุณครับ