วสันต ภัยหลีกลี้ อภิปรายร่างกฎหมายว่าด้วยองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน โดยชี้แจงที่มาตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๔๙ เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของสื่อ และเสนอให้ผลักดันกฎหมายลูกภายใน ๑ ปี พร้อมจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติเป็นองค์กรกลางในการกำกับดูแล แทนระบบการกำกับกันเองในปัจจุบัน วสันต ภัยหลีกลี้ เสนอให้มีคณะกรรมการรับเรื่องร้องเรียนหรือออมบุดสแมนในสื่อแต่ละแขนง เพื่อรับเรื่องจากประชาชนก่อนส่งต่อสู่สภาฯ และเน้นย้ำหลักการกำกับดูแลตนเองผ่านมาตรฐานจริยธรรมและกลไกภาคประชาชน โดยกำหนดมาตรฐานกลางขั้นต่ำที่หลีกเลี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน พร้อมชี้แจงที่มาของกฎหมายว่าต่อเนื่องจากการปฏิรูปสื่อทั้งสามวาระ ได้แก่ สิทธิเสรีภาพ ความรับผิดชอบ และการป้องกันการแทรกแซงสื่อ
กราบเรียนท่านประธานสภาและ เพื่อนสมาชิกครับ ในเรื่องของการปฏิรูปสื่อ เรื่องการจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติขึ้น เปึนประเด็นสําคัญที่ทางกรรมาธิการได้ ปรึกษาหารือกันนะครับ โดยเริ่มแรกเราได้ มีการประชุมกันในเรื่องของการกํากับดูแลกันเองของสื่อ มีการคุยกันในเรื่องการกํากับ โดยภาคประชาชน แล้วหลังจากนั้นเราก็คิดว่าเราควรจะรวม ๒ ส่วนนี้เข้าด้วยกันแล้วก็เปึน กฎหมายเดียวกันนะครับ ซึ่งกฎหมายนี้จะตอบโจทย์ทั้งในเรื่องของการกํากับสื่อ ตอบโจทย์ ทั้งในเรื่องการปัองกันการแทรกแซงสื่อ รวมทั้งเรื่องของการส่งเสริมเสรีภาพบนพื้นฐานของ ความรับผิดชอบ คือตอบโจทย์วาระปฏิรูปทั้ง ๓ วาระครับ
สําหรับเหตุผลที่มาที่ไปของกฎหมายนี้นะครับ ที่สําคัญประการหนึ่งก็คือว่าร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... ที่กําลังร่างกันอยู่นี้ มาตรา ๔๙ ได้ระบุเอาไว้ว่าให้มี กฎหมายว่าด้วยองค์การวิชาชีพสื่อมวลชนเพื่อปกปัองสิทธิเสรีภาพและความเปึนอิสระของ สื่อมวลชน ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานแห่งวิชาชีพ มีมาตรการให้ความเปึนธรรม แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการใช้เสรีภาพของสื่อมวลชน แล้วก็ส่งเสริมสวัสดิภาพและ สวัสดิการของสื่อ นอกจากเรื่องนี้เหตุผลที่สําคัญถัดมาเมื่อกี้ท่านประธานก็ได้พูดถึง ตัวกฎหมายนี้จะทําหน้าที่ใ นการส่งเสริมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของสื่อ อันนี้ก็เปึนไปตาม รัฐธรรมนูญ แล้วก็เปึนไปตามวาระปฏิรูปของเรานะครับ ความจริงแล้วรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ก็เคยมีบัญญัติเอาไว้แต่เนื่องจากไม่มีกฎหมายลูกและการแทรกแซงสื่อยังเปึนไปอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเปึนการแทรกแซงจากรัฐและทุน ดังนั้นเราคุยกันว่าควรจะผลักดันให้มีกฎหมายลูกออกมา เพื่อที่จะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของสื่อ มีรายละเอียดที่ชัดเจน ประการต่อมานอกจาก การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของสื่อ เราคิดว่ากฎหมายนี้ควรจะส่งเสริมในเรื่องของจริยธรรม แล้วก็มาตรฐานทางวิชาชีพของสื่อ แล้วนอกจากนั้นก็คือจะดูแลในเรื่องของประชาชนที่ได้รับ ผลกระทบจากการปฏิบัติหน้าที่หรือการใช้เสรีภาพของสื่อ เราคิดว่าควรจะมีกฎหมายนี้ ภายในเวลา ๑ ป้ เริ่มนับตั้งแต่การปฏิรูป แล้วก็ควรจะต้องมีสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ภายในระยะเวลา ๔ ป้ ในกฎหมายที่ได้ร่างกันมาสาระสําคัญหลักอัน หนึ่งก็คือการจัดตั้ง สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติขึ้นมาเพื่อเปึนองค์กรหลักในการทําหน้าที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ และความเปึนอิสระของสื่อมวลชน ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานทางวิชาชีพ แล้วก็เรื่อง ของสวัสดิภาพ สวัสดิการของสื่อ สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาตินี้จะเปึนองค์กรใหม่อย่างที่ ท่านอาจารย์สุกัญญาได้พูดถึง แล้วก็จะถือว่าเปึนองค์กรกลางหรือว่าเปึนร่มใหญ่ของ การกํากับดูแลสื่อ ปัจจุบันการกํากับดูแลสื่อเรามีการกํากับกันเอง มีการรวมตัวกันของ ผู้ประกอบวิชาชีพ เช่น สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย หรือสมาคมโฆษณา เรามีการกํากับกันในระดับของสื่อแต่ละแขนง แต่ละสาขา วันนี้เราจะ ส่งเสริมให้มีการกํากับกันเองในสื่อแต่ละประเภท แล้วก็ในเชิงของพื้นที่ด้วยทั้งในจังหวัด ในภูมิภาค แล้วก็ตามแขนง ตามสาขาต่าง ๆ จากนั้นเราก็มีองค์กรกลางหรือว่ามีร่มใหญ่ที่จะ ทําหน้าที่ในการประสานงาน บูรณาการ แล้วก็ดูแลการกํากับกันเองของสื่อให้ครอบคลุม และให้ทั่วถึง ปัญหาการกํากับกันเองที่ผ่านมาก็คือว่าเปึนการกํากับโดยสมัครใจ ใครที่สมัครใจ
มาอยู่ในองค์กรกํากับกันเองก็จะถูกกํากับดูแล ใครที่ไม่พอใจก็เดินออกไป บางครั้งทางสภาวิชาชีพ พยายามที่จะสร้างมาตรฐานของวิชาชีพขึ้นมา พอกําหนดมาตรฐานบางอย่างไปสื่อบางสํานัก ไม่พอใจก็อาจจะเดินออกไปก็ทําให้กํากับกันไม่ได้ เราหวังว่าสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ จะอุดช่องว่างเรื่องการกํากับกันเองของสื่อทําให้การกํากับกันทั่วถึงขึ้นแล้วก็มีประสิทธิ ภาพ มากยิ่งขึ้นนะครับ สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาตินี้ก็จะมีสมาชิกเปึนสภาวิชาชีพแต่ละแขนง แต่ละสาขา ไม่ได้มีสมาชิกเปึนผู้ประกอบวิชาชีพโดยตรง คือเราจะส่งเสริมให้มีการกํากับกันเอง ดังนั้นทางสภาวิชาชีพจะไปกํากับผู้ประกอบการอีกชั้นหนึ่ง แล้วผู้ประกอบการไม่ว่าจะเปึน หนังสือพิมพ์แต่ละฉบับ หรือวิทยุ หรือโทรทัศน์แต่ละช่อง แต่ละสถานี ก็จะไปกํากับ ผู้ประกอบวิชาชีพ
หรือประเภทนักข่าว โปรดิวเซอร์ (Producer) หรือคนทํางานวิชาชีพอีกชั้นหนึ่งนะครับ สภาวิชาชีพแห่งชาติจะกํากับเฉพาะสภาวิชาชีพแต่ละแขนง แล้วก็แต่ละพื้นที่ โดยจะมีการออกใบรับรองสมาชิกสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ แต่เราสนับสนุน ให้ผู้ประกอบการแต่ละแห่งออกใบรับรองผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ขอให้ชัดเจนครับว่า ใครเปึนสื่อมวลชนตัวจริง หรือใครแอบอ้างความเปึนสื่อมวลชนหาผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเปึน การไปรีดไถ หรือว่าไปตบทรัพย์ หรือรับซอง คือเราอยากเห็นความชัดเจนในเรื่องนี้ ก็เลยเสนอว่าให้มีใบรับรองผู้ประกอบวิชาชีพ อันนี้ไม่ใช่เปึน ใบอนุญาตนะครับ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีใบอนุญาตแล้วถึงจะทําอาชีพนี้ได้ แต่เปึนใบรับรองเพื่อที่จะ แยกแยะให้ชัดขึ้นว่าคนที่มีจริยธรรม มีคุณธรรม สังกัดองค์กรชัดเจน มีใบรับรองจาก ต้นสังกัด เพื่อให้เห็นความแตกต่าง เราส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มกัน แล้วก็ส่งเสริม ให้มีมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนในการบังคับใช้ จะส่งเสริมให้สื่อ แต่ละแห่งมีคณะกรรมการรับเรื่องร้องเรียน หรืออาจจะเรียกว่าออมบุดสแมน (Ombudsman) เพื่อที่จะรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจาก สื่อมวลชน ถ้าหากว่าได้รับความเดื อดร้อนหรือได้รับผลกระทบก็สามารถร้องเรียนไปที่ คณะกรรมการรับเรื่องร้องเรียนของสื่อนั้น ๆ ได้ สื่อนั้น ๆ ควรจะพิจารณาและให้ความเปึนธรรม ก่อนเปึนเบื้องต้น แต่ถ้าหากว่าประชาชนยังไม่ได้รับความเปึนธรรมก็สามารถร้องเรียน ไปในขั้นตอนถัดมาก็คือขั้นตอนของสภาวิชาชีพ แต่ถ้ายังไม่ได้รับความเปึนธรรมอีก สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติก็หวังว่าจะเปึนองค์กรที่จะดูแลในขั้นตอนสุดท้าย กลไกในการดําเนินงานของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาตินี่เราก็ให้สมาชิกได้รับการคุ้มครอง ในเรื่องของสิทธิเสรีภาพและความเปึนอิสระ แล้วก็มีการประกอบวิชาชีพสื่ อมวลชน โดยตระหนักถึงมาตรฐานทางจริยธรรม และมาตรฐานทางวิชาชีพนะครับ หลักการของ กฎหมายเราให้คุณค่ากับการกํากับดูแลกันเองทางจริยธรรมสื่อมวลชนผ่านกลไกการทํางาน ของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ แล้วก็คณะกรรมการกํากับดูแลสื่อโดยภาคประชาชน และการรู้เท่าทันสื่อ มี ๒ องค์กรที่จะเกิดขึ้น องค์กรใหญ่คือสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ แต่สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติจะมีกลไกขึ้นมาอีกกลไกหนึ่ง ก็คือคณะกรรมการกํากับ ดูแลสื่อโดยภาคประชาชน และการรู้เท่าทันสื่อ องค์ประกอบขององค์กรทั้ง ๒ ส่วน หรือกลไกทั้ง ๒ ส่วนนี้มีความแตกต่างกัน ถ้าเปึนสภาวิ ชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ
องค์ประกอบก็จะเปึนผู้ประกอบวิชาชีพเปึนหลัก มีผู้ประกอบวิชาชีพจํานวน ๘ คน จาก ๑๕ คน มีผู้ทรงคุณวุฒิอีก ๖ คน แล้วก็มีตัวแทนผู้บริโภคอีก ๑ คน ตรงนี้จะทําหน้าที่ ในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนเปึน หลัก ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐาน ทางวิชาชีพ แล้วก็คุ้มครองสวัสดิภาพของสื่อ อันนี้เปึนหลักนะครับ ส่วนกลไกที่เปึน คณะกรรมการกํากับดูแลสื่อโดยภาคประชาชน และการรู้เท่าทันสื่อ องค์ประกอบจะเปึน ผู้ทรงคุณวุฒิแล้วก็เปึนฝัืงของผู้บริโภคเปึนหลัก ซึ่งคณะกรรมการที่มีอยู่ทั้ งหมด ๙ คน ก็เปึนตัวแทนของผู้ทรงคุณวุฒิแล้วก็ภาคประชาชนเปึนหลักที่จะทําหน้าที่ในการส่งเสริม การรู้เท่าทันสื่อ ทําหน้าที่ในการปกปัองดูแลประชาชน หรือผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจาก การทําหน้าที่ของสื่อ คณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ จํานวน ๑๕ คน มีอํานาจหน้า ที่ที่สําคัญก็คือกําหนดมาตรฐานกลางของจริยธรรมสื่อมวลชน ส่งเสริมจริยธรรมให้แก่สมาชิกในการประกอบวิชาชีพ ไม่ว่าจะเปึนการจัดฝ๊กอบรม หรือสัมมนา หรือศึกษาดูงาน หรือดําเนินการอื่นใด ให้สมาชิกได้มีการพัฒนาทางด้านวิชาชีพ แล้วก็ทางด้านจริยธรรม
ส่งเสริมการรวมกลุ่มและการกํากับดูแลกันเองขององค์กรสื่อมวลชน แล้วก็องค์กรวิชาชีพ สื่อมวลชน ทั้งในระดับชาติ ระดับภูมิภาค แล้วก็ในระดับจังหวัด นอกจากนั้นก็จะพิจารณา เรื่องร้องเรียนกรณีที่มีการละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้ประกอบวิชาชีพ พิจารณาตักเตือน ปรับ หรือแก้ไขข้อความต่าง ๆ ที่มีการนําเสนอแบบผิดพลาด แล้วก็ไปกระทบกับผู้บริโภค จะเห็น ได้ว่าบทบาทหน้าที่ขององค์กรนี้จะไม่ได้มีอํานาจมาก เราออกแบบกันว่าสภาวิชาชีพ สื่อมวลชนแห่งชาติควรจะมีบทบาทในด้านของการส่งเสริมหรือในแง่ของพระคุณเปึนหลัก มากกว่าที่จะมาใช้พระเดชอาจจะไม่ได้มีกระบอง หรือไม่ได้มีมาตรการที่จะลงโทษ อย่างรุนแรง ส่วนใหญ่จะเปึนการส่งเสริม ถ้าจะมีโทษก็เปึนโทษทางการปกครอง คือโทษปรับ นอกจากนั้นถ้าหากว่าจะมีการลงโทษมากกว่านั้นก็อาจจะเปึนสื่อกลาง คือเมื่อไกล่เกลี่ย หรือว่าหาข้อสรุปไม่ได้ก็อาจจะช่วยในเรื่องของการที่ประชาชนจะนําเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาล เพื่อขอให้ศาลเปึนที่พึ่งเปึนที่สุดท้าย นอกจากนั้นสภาวิชาชีพก็จะพยายามเชื่อมโยงกับ การทํางานขององค์กรกํากับตามกฎหมายอื่น อย่างเช่น กสทช. ซึ่งจะมีอํานาจมากกว่า ไม่ว่าจะ เปึนเรื่องของการพิจารณาในเรื่องของใบอนุญาต การต่อใบอนุญาต หรือว่าเรื่องของโทษปรับ ที่มีมากกว่า สภาวิชาชีพก็จะทํางานเชื่อมโยงกัน เราหวังว่า กสทช. เมื่อจะพิจารณาเรื่องใด ๆ ที่เปึนเรื่องเกี่ย วกับจริยธรรมจะต้องมาพึ่งพาหรือว่าส่งเสริมให้มีการกํากับกันเอง แล้วก็ อ้างอิงการพิจารณาของสภาวิชาชีพสื่อ สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติครับ คณะกรรมการ กํากับดูแลสื่อโดยภาคประชาชนและการรู้เท่าทันสื่อจํานวน ๙ คนนี้ ที่ไปที่มาตอนแรก ก็มาจากการที่เรามีอนุกรรมาธิการพิจารณาเรื่องของการกํากับดูแลสื่อโดยภาคประชาชน และส่งเสริมการรู้เท่าทัน ตอนแรกเราคิดว่าควรมีคณะกรรมการต่างหาก มีกฎหมายต่างหาก แต่เราคิดว่าเพื่อให้เปึนจริงแล้วก็ดําเนินการได้รวดเร็วกว่าเราคิดว่าควรจะอยู่ในกฎหมาย เดียวกัน แล้วก็ให้เปึนกลไกหนึ่งของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติตามที่ได้เรียนเมื่อสักครู่นะครับ จํานวน ๙ คนของกรรมการนี้ก็จะเปึนตัวแทนจากสภาทนายความ ตัวแทนจาก องค์กรด้านการเฝัาระวังสื่อ ตัวแทนจากสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค จากสถาบันสื่อเด็กและ เยาวชน แล้วก็ตัวแทนจากองค์กรทางด้านสิทธิมนุษยชนและองค์กรภาคประชาชนองค์กรละ ๑ คน ทั้งหมด ๖ คนด้วยกัน ส่วนอีก ๓ คนเปึนผู้เชี่ยวชาญที่คณะกรรมการสภาวิชาชีพ สื่อมวลชนแห่งชาติจะเปึนผู้แต่งตั้งเข้ามา ทั้ง ๙ คนนี้ก็จะช่วยแบ่งเบางานของคณะกรรมการ สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติในแง่ของการพิจารณารับเรื่องร้องเรียน แล้วก็เรื่องของ
การส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อ เรื่องมาตรฐานทางจริยธรรม เราส่งเสริมให้สภาวิชาชีพแต่ละแห่งมี มาตรฐานทางจริยธรรม แล้วก็ทางสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติก็ควรจะต้องมีมาตรฐานกลาง ทางด้านจริยธรรมนะครับ มาตรฐานกลางทางด้านจริยธรรมนี้เราได้กําหนดเอาไว้ใน ร่างกฎหมาย มาตรา ๒๗ ของร่างกฎหมายนี้กําหนดมาตรฐานกลางของจริยธรรมสื่อมวลชน เอาไว้ดังนี้นะครับว่าอย่างน้อยจะต้องมีเรื่องดังต่อไปนี้ (๑) การนําเสนอเนื้อหาและข้อมูลข่าวสาร จะต้องถูกต้อง ครบถ้วน รอบด้าน และให้ความเปึนธรรมแก่ทุกฝ์าย (๒) การนําเสนอเนื้อหา และข้อมูลข่าวสาร จะต้องตระหนักถึงผลกระทบต่อบุคคลอื่น และคํานึงถึงสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเปึนมนุษย์ ความเปึนส่วนตัว และการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลของผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเยาวชนและผู้ด้อยโอกาสในสังคม (๓) การนําเสนอเนื้อหาและข้อมูลข่าวสาร จะต้องเปึนไปอย่างอิสระ ไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของบุคคล หน่วยงานรัฐ เอกชน หรือองค์กร ใด ๆ ในทางที่มิชอบ
(๔) การนําเสนอเนื้อหาและข้อมูลข่าวสาร จะต้องเปึนไปโดยหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดผลประโยชน์ ทับซ้อน ไม่เรียก รับ หรือยอมรับผลประโยชน์ใด ๆ อย่างมิชอบ (๕) การนําเสนอเนื้อหาและ ข้อมูลข่าวสาร จะต้องมีผู้รับผิดชอบในผลกระทบที่เกิดขึ้น ในกรณีที่เสนอเนื้อหาและข้อมูล ข่าวสารที่ผิดพลาดหรือก่อให้เกิดผลกระทบ จะต้องแสดงความรับผิดชอบและประกาศการแก้ไข ข้อบกพร่องต่อสาธารณชนในทันที (๖) การนําเสนอเนื้อหาและข้อมูลข่าวสาร จะต้องเปึนไป ตามหลักจรรยาบรรณวิชาชีพ ไม่ขัดต่อหลักศีลธรรมของสังคม ไม่ก่อให้เกิดผลเสียมากกว่า ประโยชน์ที่ได้รับและคํานึงถึงผลประโยชน์สาธารณะเหนือกว่าสิ่งใดนะครับ จริยธรรมกลาง หรือมาตรฐานกลางของจริยธรรมตรงนี้เราเสนอไว้ว่าเปึนมาตรฐานขั้นต่ํา แต่ว่าถ้าสภาวิชาชีพ หรือองค์กรวิชาชีพใดมีมาตรฐานที่สูงกว่าในการพิจารณา ก็ให้ถือเอามาตรฐานที่สูงกว่า เปึนเกณฑ์ อย่างไรก็ตามมาตรฐานกลางนี้เปึนเพียงมาตรฐานขั้นต่ําหรือมาตรฐานเบื้องต้น ที่ควรจะต้องมีการพิจารณา มีการถือปฏิบัติกันนะครับ กฎหมายนี้โดยสรุปก็ขออนุญาตเรียนว่า เปึนกฎหมายที่ความจริงแล้วต่อเนื่องมาจากกฎหมายลูกที่มีความพยายาม ร่างกันเพื่อให้ สอดรับกับรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ และกฎหมายนี้ก็ร่างขึ้นเพื่อให้สอดคล้อง เพื่อให้สอดรับ กับร่างรัฐธรรมนูญที่เรากําลังดําเนินการกันอยู่ นะครับ แล้วก็ให้เปึนไปตามวาระ ปฏิรูป ของคณะกรรมาธิการปฏิรูป การสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศทั้ง ๓ วาระ คือ สิทธิเสรีภาพสื่อบนความรับผิดชอบ กํากับดูแลสื่อ แล้วก็ปัองกันการแทรกแซงสื่อนะครับ ก็นําเสนอเพื่อที่ประชุมได้โปรดพิจารณาครับ ขอบพระคุณครับ