สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๕๓ · ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๘

สุกัญญา สุดบรรทัด เสนอแผนการปฏิรูปสื่อและเทคโนโลยีสารสนเทศ 10 ปี โดยมี 4 เฟส และมีแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน รวมถึงการกำหนดบทบาทของสภาปฏิรูปสื่อสารมวลชนแห่งชาติ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของสื่อในการสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ ส่งเสริมสันติภาพ และการกํากับดูแลสื่อเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมในการรับรู้และการเข้าถึงข่าวสาร

ศาสตราจารย์กิตติคุณสุกัญญา สุดบรรทัด กรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ จากหลักคิดที่ท่านประธานจุมพลได้นําเสนอ มาแล้วนั้น ผลลัพธ์ที่คาดว่าจะได้จากการดําเนินงานตามแผนปฏิรูปนั้นก็คือ ๑ ทศวรรษ แห่งการปฏิรูปสื่อและเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งเชื่อว่าจะอํานวยประโยชน์แก่ประชาชน เปึนอย่างมากเนื่องจากว่าแนวคิดของเราคือการทําให้สื่อมวลชนนั้นเปึนสื่อของประชาชน อย่างแท้จริงนะคะ โดยที่ได้มีการแจกแจงทศวรรษแห่งการปฏิรูปนี้ออกไปเปึน ๔ เฟสด้วยกัน เฟสที่ ๑ ก็คือ ๑ ป้หลังจากการเริ่มต้น เฟสที่ ๒ คือ ๒-๔ ป้ เฟสที่ ๓ คือ ๕-๙ ป้ และเฟสที่ ๔ ก็คือในป้ที่ ๑๐ ซึ่งตรงนั้นคือตอนสุดท้ายของการปฏิรูปสื่อสารมวลชน ซึ่งเราเชื่อว่าน่าจะเกิดสัมฤทธิผลอย่างมากมายถึงขนาดที่เปลี่ยนระบบของการสื่อสารมวลชน ของประเทศนี้เลยทีเดียว แล้วเราก็หวังว่ามันจะเกิดขึ้นจริงนะคะ ถึงแม้แน่นอนว่าจะต้องพบกับ อุปสรรคบางประการก็คงจะต้องพยายามฝ์าฟันกันไปนะคะ ในเฟสที่ ๑ นั้นจะเกิดอะไรขึ้น มันก็จะเกิดกฎหมาย เปึนกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพและปัองกันการแทรกแซงสื่อ ในกฎหมายนี้จะทําให้เกิดองค์กรหนึ่งซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในประเทศนี้คือสภาปฏิรูป สื่อสารมวลชนแห่งชาติ

สภาวิชาชีพสื่อสารมวลชนแห่งชาติ ซึ่งสภานี้จะทําหน้าที่ในการที่จะอํานวยประโยชน์ แก่ประชาชน แล้วก็ช่วยกํากับดูแลสื่อ ดูการดําเนินงานของสื่อว่าให้เปึนไปตามทิศทางที่ควร จะเปึนดังที่ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปสื่อได้กําหนดกฎเกณฑ์เอาไว้ นั่นคือในป้ที่ ๑ ในป้ที่ ๒ เฟสที่ ๒ คือตั้งแต่ป้ที่ ๒ ถึงป้ที่ ๔ ของการปฏิรูปนั้นจะเกิดสภาวิชาชีพสื่อสารมวลชน แห่งชาติขึ้นมา ในป้แรกมันจะเกิดตัวกฎหมาย ในเฟสที่ ๒ ก็จะเกิดสภาวิชาชีพ สื่อสารมวลชนแห่งชาติขึ้นมา โดยอาศัยสภานี้มันก็จะมีตัวบทกฎหมายซึ่งจะทําให้เกิด โครงการพัฒนาศักยภาพและจริยธรรมสื่อและการรู้เท่าทันสื่อที่มีประสิทธิผล จะเกิดรายการ หรือเนื้อหาสื่อที่ทําหน้าที่เปึนโรงเรียนของสังคมจํานวนมาก องค์การของรัฐที่เปึนอิสระ จะผ่านการประเมินตามค่ามาตรฐานที่กําหนด และเราก็หวังว่าในเฟสที่ ๒ นี้จะมีประชาชน ได้เข้ามีส่วนร่วมในการผลิตสื่อ แล้วก็มีผลงานในการตรวจสอบสื่อด้วยเช่นเดียวกัน ทีนี้เมื่อกี้ ดิฉันได้พูดถึงสื่อในฐานะที่เปึนโรงเรียนของสังคมก็มีผู้ไถ่ถามกันมาเปึนอันมากว่าสื่อที่เปึน โรงเรียนของสังคมนั้นมันเปึนอย่างไร ก็อยากจะชี้แจงอย่างนี้ว่าสื่อที่เปึนโรงเรียนของสังคมนั้น ก็คือสื่อแห่งปัญญาและสันติภาพนั่นเอง แต่การที่สื่อจะเปึนสื่อแห่งปัญญาและสันติภาพ ได้นั้น สื่อโดยตัวของมันเองมันทําได้ยากเนื่องจากว่าตัวสื่อก็คือสื่อเปึนสื่อกลาง เปึนตัวกลาง การที่จะทําทุกสิ่งทุกอย่างให้เกิดเปึนโรงเรียนของสังคมขึ้นมานั้นมันก็ทําได้ยาก ดังนั้น จึงจะต้องมีการทํางานในลักษณะของไตรภาคี ลักษณะของไตรภาคีที่ว่าก็คือภาคีระหว่าง สื่อการศึกษาและวัฒนธรรม เนื่องจากว่าสังคมนั้นทวีความสลับซับซ้อนทุกอย่างมันซ้อนกัน แม้แต่สื่อเองก็ซ้อนกัน สื่อมวลชนซ้อนกับสื่อออนไลน์ ซ้อนกับสื่อจารีต แล้วก็ซ้อนกับสื่อ อีกหลายชนิดด้วยกัน สังคมเต็มไปด้วยการซ้อน เพราะฉะนั้นการที่จะให้องค์กรใดองค์กรหนึ่ง ทําหน้าที่ของมันแต่เพียงผู้เดียวนั้นมันยากที่จะประสบความสําเร็จได้ ดังนั้นการทํางาน ก็จะต้องมีลักษณะซ้อนด้วยเช่นเดียวกัน คือซ้อนระหว่างสื่อ การศึกษา วัฒนธรรม เพื่ออะไร เพื่อสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ ทั้งหมดนี้ทั้งไตรภาคีต้องแล่นไปพร้อมกันในสังคมที่ สลับซับซ้อนดังกล่าวแล้ว ทีนี้การเดินทางของไตรภาคีนั้นจะไปอย่างไร ในมิติของสื่อ สื่อต้อง พัฒนาเทคโนโลยีให้เข้าถึงประชำชนโดยทั่วถ้วน สื่อต้องทําหน้าที่อย่างครบถ้วนและมี จรรยาบรรณตามหลักการที่เราได้กําหนดเอาไว้แล้วในการปฏิรูป และในขณะเดียวกัน สื่อก็ต้องมีความสัมพันธ์กับประชาชน โดยสื่อนั้นมีเปัาหมายเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง สร้างสังคมอุดมปัญญาและวาดวางเปัาหมายเพื่อสันติสุขของชนในชาติ ทั้งนี้เปัาหมายของเรา

สื่อเปึนโรงเรียนของสังคม นั่นก็คือสื่อเปึนทั้งปัญญาให้แก่สังคมและสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้น ในสังคม ดังนั้นสื่อจึงไม่ควรที่จะเน้นแต่ในเรื่องของความขัดแย้ง แต่สื่อจะต้องคํานึงถึง การรอมชอมและการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในประเทศนี้ด้วย ในขณะเดียวกันในส่วน ของภาคประชาชนนั้นประชาชนจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในสื่อให้มากขึ้น และตระหนักถึง การพัฒนาตัวเองและตระหนักถึงการกํากับดูแลสื่อโดยภาคประชาชน นี่คือในส่วนของสื่อ ซึ่งมิติของสื่อนี้ก็จะเดินไปควบคู่กับมิติทำงการศึกษา เนื่องจากว่าสื่อต้องเปึนโรงเรียน ของสังคม ในการเปึนโรงเรียนนั้นต้องอาศัยบริบทในทางการศึกษา ทั้งการศึกษาในระบบ และการศึกษานอกระบบ วิธีการก็คือจะนําเทคโนโลยีสื่อสารนั้นมาใช้ในการศึกษาทั้งใน และนอกระบบ สื่อจะต้องทําหน้าที่เปึนโรงเรียนแห่งความรู้ทุกด้ำน การเปึนโรงเรียน แห่งความรู้ทุกด้านก็คือการสร้างคนให้เปึนคนและจะทําอย่างไร ได้แก่การให้ความรู้ชนิดที่สร้าง พลเมืองที่คิดเชิงวิเคราะห์เปึน มีความคิดสร้างสรรค์และมีจริยธรรม

จะต้องให้ความรู้ชนิดที่เท่าทันสถานการณ์ต่าง ๆ เนื่องจากว่าสถานการณ์ในโลกนี้ มันจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมาก ทั้งในระดับโลก ระดับชาติ และระดับท้องถิ่น มันจะมีความเปลี่ยนแปลง มีความหลอกลวง มีสิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างมากมายโดยอาศัย เทคโนโลยีสื่อ ดังนั้นจึงจะต้องให้ความรู้แก่ประชาชนในการที่จะเท่าทันสถานการณ์ต่าง ๆ และในขณะเดียวกันก็ต้องรู้เท่าทันสื่อด้วย จะต้องให้ความรู้ที่เติมมันสมอง ได้แก่ ความรู้ที่ เกี่ยวกับโลก คน สัตว์ สิ่งของ และสิ่งแวดล้อม จะต้องให้ความรู้ที่ให้ทักษะการอยู่ร่วมกัน ของเพื่อนมนุษย์ อันนี้สําคัญมากนะคะ เราจะต้องอยู่ร่วมกับเพื่อนมนุษย์ แต่ว่าเราจะอยู่ อย่างไร นั่นก็คือสื่อในฐานะที่เปึนโรงเรียนของสังคมจะต้องมีบทบาทในการให้การศึกษา ในเรื่องนี้ จะต้องหลีกเลี่ยงความเหลื่อมล้ํา การสร้างทักษะของการอยู่ร่วมกับความแตกต่าง โดยไม่แตกแยกจะทําอย่างไร แล้วก็การแก้ปัญหาด้วยสติและปัญญามากกว่าอารมณ์ นี่คือบทบาทในการศึกษา อีกมิติหนึ่งในไตรภาคี ก็คือมิติทางเนื้อหา ศิลปวัฒนธรรมและ ศาสนา นั่นก็คือการเปึนโรงเรียนที่ให้ความรู้ในส่วนที่สร้างศักดิ์ศรีแก่มนุษย์ สร้างความตระหนักรู้ในคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมของชาติ มนุษย์เราจะมีความรู้สึกตระหนัก ในศักดิ์ศรีของเรา เมื่อเรารู้ว่าเรามีวัฒนธรรมของชาติที่โดดเด่น เรามีอัตลักษณ์ของชาติ และชุมชน ดิฉันได้ลงไปกับคณะกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรม และการศาสนา พื้นที่ในท้องถิ่นแสดงให้เห็นถึงอัตลักษณ์ขอ งคนในชุมชน ซึ่งไม่ว่าจะเปึน ในเรื่องของการทอผ้า เรื่องของอาหารประจําถิ่น ดนตรี จิตรกรรม สถาปัตยกรรม ทั้งหมดนี้ คือความภาคภูมิใจของชุมชน และนี่คือสิ่งที่จะทําให้คนตระหนักในศักดิ์ศรีของตน ตระหนักในอัตลักษณ์ของตน นี่คือโรงเรียนที่สื่อจะต้องสร้างขึ้น ในขณะเดียวกัน สื่อยังจะต้องให้ความรู้ที่สร้างเสริมทุนวัฒนธรรม ชี้นําแนวทางสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ การอยู่ดีกินดี การชูสินค้าประจําถิ่น เนื่องจากว่าเรามีของดีอยู่ในประเทศนี้อย่างมากมาย แต่ต้องเชิดชูมันขึ้นมา อย่างเช่น ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ กาแฟดอยช้างและดอยตุง เปึนต้น นั่นก็คือสิ่งที่เพิ่มมูลค่าในทางเศรษฐกิจ และประการสุดท้ายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสื่อ ในฐานะที่เปึนโรงเรียนของสังคม ก็คือการให้ความรู้ที่บ่มเพาะจิตใจให้ละเอียดอ่อน และสวยงาม ในส่วนนี้ก็เปึนส่วนที่มีความสําคัญมากเช่นเดียวกัน ไม่ใช่ว่าเสนอแต่เรื่องของ ความขัดแย้ง ละครเสนอแต่เรื่องของความอิจฉาริษยา เรื่องของความเกลียดชัง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ได้มีประโยชน์แก่ชนในชาติเลย ดังนั้นจึงจะต้องให้ความรู้ที่บ่มเพาะจิตใจ

ของคนให้ละเอียดอ่อนและสวยงาม ผ่านศิลปวัฒนธรรมและศาสนาแห่ งสันติภาพ นี่คือส่วนของสื่อในฐานะที่เปึนโรงเรียนของสังคมนะคะ ในเฟสที่ ๒ ส่วนในเฟสที่ ๓ คือ ๙ ป้นับจากเริ่มแผนปฏิรูปจะจบในป้ที่ ๙ นี้จะเกิดอะไรขึ้น ก็คือจะมีการกํากับดูแล เสรีภาพและจริยธรรมสื่อที่มีประสิทธิภาพ จะเกิดทรัพยากรสื่อซึ่งเปึนของประชาชน อย่างแท้จริง โดยประชาชนเข้าถึงและรับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างทั่วถ้วน เกิดการกระจาย เนื้อหาของสื่อที่เปึนโรงเรียนของสังคม จะกระจายออกไปทั่วทุกทิศอย่างกว้างขวาง มีกองทุนที่จัดตั้งขึ้น สามารถพัฒนา ส่งเสริมวิชาชีพ สร้างความทั่วถึงในการให้บริการ โรงเรียนของสังคมจะกระจายออกไปทั่วประเทศ และจะอํานวยประโยชน์ให้แก่ประชาชน อย่างแท้จริง ในเฟสที่ ๔ คือป้ที่ ๑๐ นั้นก็จะมีการประเมินผลของการดําเนินงาน มีการปรับปรุงกลไกของการปฏิรูปให้มีประสิทธิภาพที่เห็นชัดเจนและยั่งยืนให้เปึนกลไกที่ดี มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นหลังจากที่เราได้รับรู้ผลของการประเมิน จริง ๆ แล้วการประเมินนั้น จะต้องมีการประเมินทุกป้อยู่แล้ว แต่การประเมินใหญ่ก็คือในทศวรรษสุดท้าย ในสุดท้ายของทศวรรษคือป้ที่ ๑๐ เพื่อที่จะนําไปสู่การปรับแผนปฏิรูปต่อไป ผลกระทบ ที่เกิดขึ้นมันก็จะมีทั้งบวกและลบ ในเชิงบวกก็คือประชาชนจะได้รับประโยชน์จา ก ทรัพยากรสื่อ เกิดความเท่าเทียมทางการรับรู้และการเข้าถึงข่าวสาร สื่อมวลชนวิชาชีพ จะได้รับสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดก็คือความเชื่อถือจากสังคม

สื่อจะไม่มีคุณค่าเลยถ้าเขาไม่ได้รับความเชื่อถือจากสังคม แต่ถ้าสื่อทําหน้าที่เพื่อสังคมและ ทําหน้าที่เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง พวกเขาจะได้รับความไว้วางใจซึ่งเปึนของขวัญที่มีค่า ที่สุดจากประชาชน ทั้งนี้สื่อก็จะต้องมีความรับผิดชอบที่เห็นประจักษ์ นั่นก็คือผลกระทบ เชิงบวก ส่วนผลกระทบในเชิงลบก็แน่นอน กลุ่มอํานาจและกลุ่มธุรกิจที่มุ่งประโยชน์ทาง การค้าอาจจะต้องเสียประโยชน์ที่เคยมีเคยได้ไปบ้าง แต่ถึงอย่างไรธุรกิจของสื่อก็ยังจะต้อง มีอยู่ ตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์นั้นคืออะไร แน่นอนในเฟสที่ ๑ ต้องมีกฎหมาย ซึ่งเดี๋ยวทางท่านวสันต์ ก็จะได้พูดต่อไป ส่วนในเฟสที่ ๒ จะเกิดสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ จับต้องได้ จะเกิดกลไกของการกํากับดูแลโดยประชาชนซึ่งมองเห็นได้อย่างชัดเจน จะเกิดประมวลจริยธรรม สื่อที่เปึนมาตรฐานซึ่งองค์กรที่จะรับผิดชอบในการร่างประมวลจริยธรรมสื่อก็คือ สภาวิชาชีพสื่อสารมวลชนแห่งชาตินั่นเอง จะมีกองทุนสวัสดิการและสวัสดิภาพของสื่อ เกิดระบบสารสนเทศเรื่องร้องเรียนสื่อ แล้วก็จะเกิดการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อเปึนประโยชน์ ในการวินิจฉัยเรื่องราวต่าง ๆ ต่อไป จะเกิดการพัฒนาศักยภาพสื่อ สื่อจะเริ่มทําหน้าที่เปึน โรงเรียนของสังคม ในเฟสที่ ๒ จะมองเห็นแล้วว่าสื่อเริ่มทําหน้าที่เปึนโรงเรียนของสังคม จะเกิดการปฏิรูปเชิงโครงสร้างขององค์กรภาครัฐที่เปึนอิสระ และเกิดการเรียนรู้เท่าทันสื่อ ทั้งในและนอกระบบการศึกษา นั่นคือเฟสที่ ๒ ซึ่งจะมีตัวชี้วัดเปึนผลสัมฤทธิ์ที่สามารถจะวัดได้ ในเฟสที่ ๓ ๕-๙ ป้ของการปฏิรูปจะมีรายการของสื่อที่ทําหน้าที่เปึนโรงเรียนของสังคม กระจายออกไปอย่างมากมาย เราจะสามารถแจงนับจํานวนรายการที่มีคุณค่า ในฐานะที่เปึน โรงเรียนของสังคมได้ จะเกิดบุคลากรสื่อที่มีประสิทธิภาพ พวกเขาเหล่านี้จะผลิต สื่อสร้างสรรค์และสื่อสันติภาพมาก ขึ้นอย่างมีนัยสําคัญ จะเกิดการกํากับดูแลสื่อที่มี ประสิทธิภาพ มีหลักสูตรจริยธรรมสื่อในทุกระดับการศึกษา แล้วจะเกิดงานวิจัยเพื่อที่จะ อํานวยประโยชน์ของการสร้างสื่อที่มีประสิทธิภาพเพื่อที่จะสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ เปึนจํานวนมาก ในระดับมหาวิทยาลัย ทั้งระดับปริญญาโท ละระดับปริญญาเอก ส่วนในเฟสที่ ๔ คือ ๑๐ ป้นับจากเริ่มแผนปฏิรูป จะมีการประเมินผลการดําเนินงาน ตามขั้นตอน ซึ่งจะนําไปสู่การปรับปรุงและพัฒนาให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมสื่อ และประชาชนต่อไป ทั้งหมดนี้คือทศวรรษของการปฏิรูปสื่อซึ่งทางคณะกรรมาธิการ สื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศหวังเปึนอย่างยิ่งว่าจะสามารถทําให้เกิด ระบบสื่อสารที่ดีงามและสร้างสังคมที่ดีงามควบคู่พร้อมกันไปด้วย ขอบคุณค่ะ