จุมพล รอดคําดี เสนอการปฏิรูประบบการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเน้นเรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อและความรับผิดชอบของสื่อ พร้อมกับเสนอแผนการปฏิรูปสื่อ โดยเน้นย้ำถึงการสร้างสื่อที่ปลอดภัย สร้างสรรค์ และเป็นโรงเรียนของสังคม รวมถึงการสร้างกลไกในการส่งเสริมสื่อที่มีประโยชน์ต่อสาธารณะ และการป้องกันการแทรกแซงและครอบงําสื่อ และการควบคุมกิจการกระจายเสียง โทรทัศน์ โทรคมนาคม และสารสนเทศ โดยองค์กรภาครัฐที่เป็นอิสระ
ในส่วนของการรายงาน ข้อเสนอการปฏิรูประบบการสื่อสารมวลช นและเทคโนโลยีสารสนเทศในครั้งนี้ เดิมทีในการรายงานครั้งแรกเราก็พูดถึงในเรื่องของความคิดรวบยอดที่เราพูดถึงในเรื่องของ สิทธิเสรีภาพ สื่อบนความรับผิดชอบว่าเปึนอย่างไร
แล้วก็การปัองกันการแทรกแซง การครอบงําสื่อเปึนอย่างไร แล้วก็รวมทั้งการกํากับดูแลสื่อ จะทําอย่างไร ซึ่งอันนั้นก็เปึนสิ่งที่เราได้รายงานไปแล้วในช่วงแรกช่วงต้น จากการที่เราได้มี การพิจาณาศึกษาวิเคราะห์กันแล้ว ผลก็คือว่าเราได้แผนปฏิรูปของการสื่ อสารมวลชน และเทคโนโลยีสารสนเทศขึ้นมาใน ๓ ด้านดังกล่าว แต่จะขอนําเสนอในลักษณะที่เปึน ประเด็นปฏิรูปที่ ๑ คือเรื่องสิทธิเสรีภาพสื่อบนความรับผิดชอบนั้นเราขอพูดเปึนประเด็นแรก และประเด็นที่ ๒ เปึนประเด็นในเรื่องการปัองกันการแทรกแซงและครอบงําสื่อ ประเด็นที่ ๓ ในการปฏิรูปก็เปึนเรื่องการกํากับดูแลสื่อที่มีประสิทธิภาพนี่จะทําได้ด้วยอย่างไร ในการรายงานครั้งที่ ๒ ครั้งนี้ ผมไม่ทราบมีเพาเวอร์พอยต์ด้วยหรือเปล่า ก็ประกอบไปด้วย วิสัยทัศน์ ซึ่งอันนี้วิสัยทัศน์เราก็ได้กล่าวไปแล้วตั้งแต่ตอนที่เรารายงานในรอบแรก ขอผ่านไปเลย อันนี้ก็เปึนส่วนที่เราพูดถึงในเรื่องของความคิดรวบยอดในครั้งแรกที่เราได้นําเสนอไป ซึ่งก็มีอยู่ด้วยกัน ๓ ด้านดังกล่าวไปแล้ว อันนี้ผ่านเลยครับ วิธีการพิจารณาศึกษาวิเคราะห์ เราก็มีการดําเนินการในลักษณะพิจารณาข้อเสนอร่างรัฐธรรมนูญ ด้านสื่อสารมวลชน และเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งอันนี้ก็ได้ดําเนินการไปแล้ว แล้วก็ตั้งคณะอนุกรรมาธิการ พิจารณาในแต่ละด้าน สรุปผลการศึกษาวิเคราะห์นี้เราก็ได้พบว่าสื่อมวลชนละเมิดจริยธรรม และขาดคุณภาพในด้านการประกอบวิชาชีพ แล้วก็มีผลประโยชน์ทางธุรกิจที่เข้ามามีส่วน ในการแทรกแซงและครอบงําสื่อ แล้วก็การที่ประชาชนยังไม่รู้เท่าทันสื่อ เพราะฉะนั้น การกํากับดูแลนี่เราก็อยำกให้ประชาชนได้เข้ามารู้เท่าทัน แล้วได้มีส่วนด้วย ซึ่งอันนี้ก็เปึน ส่วนหนึ่งที่เราได้ศึกษาแล้วก็ได้นํามาเพื่อที่จะปรับปรุงในเรื่องเหล่านี้จนกลายมาเปึน วาระการปฏิรูปทั้ง ๓ ด้าน ทีนี้ในวาระในแผนการปฏิรูปดังกล่าวที่ผมได้กล่าวไปแล้ว ผมขอสไลด์ (Slide) ไปที่ประเด็นปฏิรูปที่ ๑ เลย เรื่องสิทธิเสรีภาพสื่อบนความรับผิดชอบ โดยหลักการและเหตุผลนั้นเราก็ต้องการเน้นในเรื่องหลักประกันเสรีภาพและความเปึนอิสระ ของสื่อมวลชน แล้วก็อันที่ ๒ เราก็ต้องการดูที่กลไกที่สํา คัญและจําเปึน อย่างเช่นเรื่อง กฎหมายที่เปึนหลักประกันเสรีภาพ กลไกในการกํากับดูแลจะทําอย่างไร การปลูกฝัง จิตวิญญาณวารสารศาสตร์แก่ประชาชนจะทําอย่างไร กลไกการกํากับดูแลสื่อมวลชน โดยประชาชนจะทําได้อย่างไร ขออธิบายว่าระบบและกลไกด้านกฎหมายนี้เราก็เน้นในส่วน ให้มีกฎหมายประกันเสรีภาพสื่อบนความรับผิดชอบดังกล่าว แล้วก็ดูแลศึกษากฎหมายที่มีอยู่แล้ว ที่อาจจะมีผลกระทบต่อเสรีภาพของสื่อ กฎหมายที่มีหลักประกันเสรีภาพสื่อ
บนความรับผิดชอบนี่ ซึ่งเมื่อคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปัองกันและปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบก็มีเรื่องของ กฎหมายเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารสาธารณะซึ่งก็เปึน ครอส คัตติง (Cross cutting) ที่เราได้ไปร่วมกันในการพิจารณากฎหมายเหล่านี้ เสร็จแล้ว อีกอันหนึ่งก็เปึนกฎหมายเกี่ยวข้องกับเรื่องการจัดตั้งองค์การวิชาชีพสื่อมวลชน อันนี้เราก็จะ นําเสนอในวันนี้อยู่ด้วย ต่อไปก็เปึนเรื่องกลไกด้านมาตรฐานวิชาชีพ ว่ากลไกมาตรฐานวิชาชีพนี่ เราก็มีการกําหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อให้มีพันธสัญญากับองค์กรสื่อและองค์กรวิชาชีพสื่อ ด้วยจริยธรรมวิชาชีพ นั่นหมายความผู้ประกอบวิชาชีพทั้งหลายนี่จะต้องมีสังกัดที่แน่ชัด แล้วก็จะต้องปฏิบัติตามจริยธรรมขององค์กรสื่อที่ตัวเองสังกัดอยู่อย่างเคร่งครัด อันนี้ก็จะเปึน ส่วนหนึ่ง แล้วก็ตัวองค์กรก็จะต้องดูแล สิ่งเหล่านี้ด้วย อันต่อมาสถาบันการศึกษาทุกระดับ จะต้องปลูกฝังจิตวิญญาณวารสารศาสตร์ด้วยการให้ความสําคัญกับการเรียนการสอน จริยธรรมสื่อให้มากยิ่งขึ้น อันที่ ๓ จัดให้มีกลไกส่งเสริมงานวิจัยทางด้านเสรีภาพและจริยธรรมสื่อ แล้วก็มีทุนสนับสนุนในการศึกษาวิจัยเหล่านี้และมีการให้รางวัลกับผู้ที่ศึกษาในเรื่องเหล่านี้ด้วย ทีนี้มาดูอีกด้านหนึ่งก็คือระบบ และกลไกด้านภารกิจเพื่อประชาชน คือเราส่งเสริมในครั้งนี้ เราต้องการให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการดูแลหรือว่าช่วยในเรื่องของการที่จะทําให้สื่อนี่ มีคุณภาพอย่างไร
เราก็ได้วางแนวทางของการปฏิรูปเอาไว้ว่าเราจะส่งเสริมสื่อให้เปึนสื่อปลอดภัยและ สร้างสรรค์และขอให้สื่อนั้นเปึนโรงเรียนของสังคม อันที่ ๒ ส่งเสริมและอุดหนุนการผลิต เนื้อหาสื่อที่มีประโยชน์ต่อสาธารณะ อันนี้ก็จะมีกลไกในด้านนี้ด้วยอาจจะเปึนการจัดสรรทุน อาจจะเปึนการทําให้สื่อได้มีช่องทางในการที่จะนําเสนอสิ่งที่เปึนประโยชน์ต่อสาธารณะมากขึ้น อันที่ ๓ จัดสรรช่วงเวลาสําหรับเนื้อหาสาระที่เปึนประโยชน์และส่งเสริมทัศนคติที่ดี อันนี้ ก็จะเปึนส่วนหนึ่งในแง่ของกลไกภาคประชาชนที่จะได้มีส่วนร่วมได้แสดงอยู่ในพื้นที่สื่อด้วย และอีกอันหนึ่งก็คือองค์กรภาครัฐที่เปึนอิสระ ซึ่งได้รับอํานาจตามกฎหมายนี้ก็จะได้มีการส่งเสริม ในเรื่องการเผยแพร่เนื้อหาข่าวสารที่เปึนประโยชน์ต่อสาธารณะต่อสังคม แล้วก็มี การส่งเสริมสื่อด้วยการให้รางวัลเพื่อจะสนับสนุนในสื่อที่ทําดี มีอีกอันหนึ่งคือกลไกด้าน จิตสํานึก เราก็จะมีกลไกที่พัฒนาศักยภาพและส่งเสริมจิตสํานึก เสรีภาพบนความรับผิดชอบ มีระบบการเรียนการสอน รู้เท่าทันสื่อกับประชาชน มีระบบการศึกษาที่ปลูกฝังคุณธรรมและ ประชาธิปไตย ต่อไปเปึนประเด็นปฏิรูปที่ ๒ การปัองกันการแทรกแซงและครอบงําสื่อ ซึ่งเรา ก็มีหลักการและเหตุผลว่าการ ครอบงําและการแทรกแซงการทํางานของสื่อนี้เราถือว่า ไม่ส่งเสริมหรือพูดง่าย ๆ ว่าไม่เปึนผลดีแก่สังคมและกระทบต่อสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ของประชาชนเปึนอย่างยิ่ง เราก็จะมีมาตรการและมีสิ่งที่เราจะต้องมีแผนในการปฏิรูปว่า หลักประกันการแทรกแซงและครอบงําจากอํานาจรัฐก่อน และจะจัดให้มีกฎหมายประกัน เสรีภาพสื่อบนความรับผิดชอบ คุ้มครองความเปึนอิสระขององค์กรสื่อภาครัฐด้วย และมี พิจารณาร่างกฎหมายหรือแก้กฎหมายที่จําเปึนนั่นก็หมายความว่ากฎหมายบางอย่างอาจจะ มีส่วนที่จะชี้ช่องให้เกิดการแทรกแซงของภาครัฐได้ง่าย อันนี้เราก็จะได้มีการทบท วน ได้มีการดูด้วย หลักประกันการแทรกแซงและครอบงําจากอํานาจทุน เราก็จะจัดให้มีกฎหมาย เกี่ยวกับการสร้างกลไกเพื่อปัองกันและจํากัดไม่ให้มีการผูกขาด ควบรวม และแทรกแซง และรบกวนสื่อ อันนี้ไม่ได้หมายความว่าการประกอบธุรกิจสื่อนี้จะไม่สามารถทําธุรกิจสื่อ หลาย ๆ สื่อได้ แต่เจตนาของการที่จะใช้ข่าวสารนั้นมีส่อแสดงในการครอบงําหรือแทรกแซง อย่างไร หรือไม่ อันนี้ก็จะเปึนส่วนมาตรการที่เราจะมีการวางกรอบตรงนี้ขึ้น อันต่อมา ก็จะจัดให้มีกลไกส่งเสริมการจัดตั้งสมาคมผู้ประกอบธุรกิจสื่อ และอันที่ ๓ จัดให้มีกลไก ที่เหมาะสมในการคุ้มครองความเปึนอิสระของบรรณาธิการผ่านคณะกรรมการจรรยาบรรณสื่อ อันนี้หมายความว่าให้แยกระหว่างเจ้าของกับกองบรรณาธิการให้ทํางานที่ส่งเสริมกัน
แต่ในขณะเดียวกันก็ปัองกันการแทรกแซงซึ่งกันและกันด้วยว่าไม่ให้ใช้อํานาจของความเปึน เจ้าของแล้วมาให้กองบรรณาธิการต้องรายงานข่าวสารที่ผิดเพี้ยนไปจากความเปึนจริง ต่อมา การดูแลสื่อด้านสวัสดิภาพและสวัสดิการ เราก็จะมีมาตรการในการจัดให้มีระบบการอุดหนุน สวัสดิภาพและสวัสดิการแก่บุคลากรที่ประกอบวิชาชีพสื่อ ตลอดจนจัดให้มีกองทุนพัฒนา กิจการสื่อสาธารณะและสื่อชุมชน อันนี้พูดง่าย ๆ ว่าตัวสื่อเองก็จะได้รับการให้ดูแลทั้งด้าน สวัสดิภาพและสวัสดิการเพื่อให้เกิดสื่อนี้ได้ทํางานอย่างเปึนอิสระและปลอดภัย แล้วก็ทํางาน ด้วยความแน่วแน่ในเรื่องของการที่จะนําเสนอข่าวสารอย่างถูกต้องครบถ้วนรอบด้าน มีอีกด้านหนึ่งซึ่งเราก็มีมาตรการอีกด้านหนึ่งคือด้านของภาคประชาชนจะช่วยกันเฝัาระวัง ดูแลสื่อนี้อย่างไร ก็คือจะมีการสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนโดยส่งเสริม ให้ประชาชนรวมตัวเปึนเครือข่ายเพื่อเฝัาระวังในเรื่องของการทํางานของสื่อด้วย ก็คือเปึน วิธีการอย่างหนึ่งในแง่ของการกํากับดูแลด้วยว่าจะช่วยอย่างไร แต่ในขณะเดียวกันก็ช่วยดูแลด้วย ในแง่ที่ว่าถ้าสื่อดีเราก็จะได้ส่งเสริม สื่อไม่ดีเราก็จะมีวิธีการในแง่ของการที่จะร้องเรียน หรือจะทําอย่างไรเพื่อให้สื่อนั้นได้ประพฤติปฏิบัติในทางที่ควรจะเปึนไปตามกรอบจริยธรรม ที่ดีนะครับ ประเด็นในการปฏิรูปที่ ๓ เปึนประเด็นเรื่องการกํากับดูแลสื่อให้มีประสิทธิภาพ จะทําได้อย่างไร โดยหลักการและเหตุผลเราก็ตั้งเอาไว้ว่าเราจําเปึนต้องปฏิรูปในระบบ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสื่อมวลชนที่มีอยู่ทั้งหมด
แล้วก็ฟุ๋นฟูศรัทธาจากสังคมและประชาชนที่มีต่อนักวิชาชีพสื่อมวลชน การกํากับดูแลกันเอง ด้านจริยธรรม มีความครอบคลุมสื่อมวลชนในทุก ๆ แขนง คือคงไม่ใช่เปึนเรื่องของสื่อ ที่อยู่ในกระแสอย่างเดียว เราก็มองไปที่ทั้งสื่อออนไลน์ (Online) สื่ออื่น ๆ ด้วย แผนปฏิรูป ในคราวนี้เราก็มองทางด้านกฎหมายหรือวิชาการ แล้วก็จะจัดให้มีการรวบรวมกฎหมาย กฎ ระเบียบเพื่อประโยชน์ในการกํากับดูแลสื่อ อันนี้ก็คือการทบทวนการดูแลว่ามีกฎหมาย ฉบับใดบ้างที่เข้ามาเกี่ยวข้อง แล้วก็ที่จะเปึนประโยชน์ในการกํากับดูแล แล้วอันที่ ๒ ก็จัดให้มี การรวบรวมข้อมูลทางวิชาการ และข้อมูลเกี่ยวกับการร้องเรียนอย่างเปึนระบบ ที่ผ่านมา ประชาชนเองก็ได้บ่นว่าเวลามีปัญหาขึ้นมาไปร้องเรียนสมาคมวิชาชีพอะไรต่าง ๆ ก็ไม่ได้รับ การตอบรับ หรือว่าไม่ได้รับการสนใ จเท่าที่ควร หรือแม้กระทั่งการแก้ปัญหาให้เขา ก็ยังไม่เปึนที่น่าพอใจนัก อันนี้ก็เปึนส่วนหนึ่งที่เราจะดูว่าในมาตรการเราจะดําเนินการได้ ด้วยวิธีอะไรได้บ้าง ส่วนอีกอันหนึ่งก็คือด้านกํากับกันเองโดยวิชาชีพ อันนี้เราก็อยากจะดูว่า การกํากับกันเองนี่จะทําด้วยวิธีไหน เราก็เสนอให้มีการจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ เพื่อเปึนองค์กรกลางในการเชื่อมต่อหรือการดูแลเปึนเสมือนพี่เลี้ยงให้กับสภาวิชาชีพ หรือองค์กรสื่อทั้งหลายที่รวมตัวกันเปึนสมาคม เปึนสภาวิชาชีพต่าง ๆ จริง ๆ แล้วเราก็ไปพบกับ สื่อมวลชนทั้งในต่างจังหวัดและในส่วนกลางก็ได้รับความเห็นหลาย ๆ อย่างที่เปึนประโยชน์ มากว่าการเปึนสภาวิชาชีพ แล้วก็มีการดูแลกันอย่างใกล้ชิด แล้วก็คอยกํากับดูแลกันเอง มันเปึนสิ่งที่เกิดประโยชน์อย่างยิ่ง แล้วก็ได้รับการยอมรับจากประชาชน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็คืออยู่ที่เรื่องของการมีกระบวนการในเรื่องการลงโทษ มีกระบวนการในเรื่องของการดูแล กํากับกันอย่างใกล้ชิดที่ว่ามีอย่างไรที่จะทําให้เกิดความเชื่อมั่นได้ นอกจากนั้นเราก็พยายาม ที่จะให้การทํางานในกรอบของวิชาชีพหรือกรอบทางด้านจริยธรรมตั้งแต่สื่อได้รับ พูดง่าย ๆ ว่าได้เข้าใจในเรื่องของการทํางานที่ว่าอยู่บนพื้นฐานของจริยธรรมวิชาชีพอย่างไร องค์กรสื่อเองก็ต้องช่วยดูแลคนในกํากับหรือว่าคนที่เปึนสื่อที่อยู่ในสังกัดด้วย ถ้ายังไม่ได้อีก ก็มาสู่ที่สภาวิชาชีพหรือองค์กรวิชาชีพที่จะเข้ามาช่วยดูแลอีกอันหนึ่งว่าการที่สื่อออกไป ประกอบอาชีพตัวเอง หรือออกไปสื่อข่าว ไปทํางาน หรือรายงานข่าวอะไรก็แล้วแต่ สามารถทําได้ภายใต้กรอบจริยธรรมอย่างที่ได้กําหนดไว้หรือไม่ แต่ถ้าไม่ได้หรือว่า สภาวิชาชีพเองก็ยังทํางานได้ไม่สมบูรณ์หรือว่าไม่เข้มแข็งพอก็มีองค์กรสภาวิชาชีพสื่อมวลชน แห่งชาติที่จะเปึนผู้ที่คอยเปึนพี่เลี้ยงแล้วคอยชี้แนะ แล้วคอยให้คําแนะนํา ตลอดจนประสาน
กับทางสื่อ แล้วก็รวมทั้งผู้ที่เปึนทุกข์ หรือว่าตกเปึนเหยื่อของสื่อได้มีทางออก แล้วก็จะช่วย เยียวยาได้อย่างไร อันนี้ก็เปึนสิ่งหนึ่งที่เราก็ได้พยายามดูในเชิ งของการกํากับดูแลโดยกันเอง หรือดูแลโดยสภาวิชาชีพที่เราจะเพิ่มกระบวนการ มาตรการให้มากขึ้น ทีนี้ก็อีกอันหนึ่ง ที่ผมได้กราบเรียนไปแล้วว่าเราจะมีการกํากับดูแลโดยภาคประชาชนอยู่ด้วย เราก็อยากจะให้ ส่งเสริมโดยมีมาตรการให้มีกลไกการกํากับดูแลโดยประชาชน โดยส่งเสริมให้ประชาชนเอง ได้รู้เท่าทันสื่อ แล้วก็เมื่อรู้เท่าทันแล้วก็จะได้เข้าใจว่าสื่อนั้นทํางานอย่างไร แล้วจะมีวิธีการ กํากับดูแลได้อย่างไร นอกจากนั้นมาตรการอีกอันหนึ่งเราก็จะจัดให้มีระบบสํารวจความเห็น ของประชาชนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อ ซึ่งอันนี้ก็จะต้องทํากันอย่าง ต่อเนื่อง นี่ภาคประชาชนจะเปึนคนซึ่งพยายามที่จะสะท้อน หรือคอยเปึนตัวฟ้ดแบก (Feedback) หรือเปึนตัวที่คอยกํากับอยู่ส่วนหนึ่ง ในแง่ของการที่ว่าสื่อใดบ้างที่ทํางานแตกแถว หรือนอกแถวออกไปอะไรประมาณนี้ ซึ่งจะทําอย่างไรที่จะทําให้เขาเกิดความสํานึกในเรื่อง ของการทําหน้า ที่ของเขาอย่างมีจริยธรรม อีกอันหนึ่งก็คือกลไกในการกํากับดูแล ประสานสัมพันธ์ระหว่างภาควิชาชีพ ภาครัฐ และภาคประชาชน อันนี้ก็เปึนอีกส่วนหนึ่งก็คือ เปึนตัวที่พยายามที่จะให้เห็นความเชื่อมโยงกันระหว่างประชาชนกับตัวสภาวิชาชีพสื่อ แล้วก็ตัวผู้ที่เปึนองค์กรสื่อว่าจะดูแลเชื่อมโยงกันอย่างไร
ถัดมาก็มีการกํากับดูแลในภาคของทางด้านหน่วยงานภาครัฐที่ได้รับอํานาจตามกฎหมาย อย่างเช่น ในเรื่องการกํากับดูแลกิจการกระจายเสียง โทรทัศน์ โทรคมนาคมและสารสนเทศ โดยองค์กรภาครัฐที่เปึนอิสระตามกฎหมายนะครับ เราก็อยากเห็นว่าได้มีสิ่งที่มันเปึนปัญหา สิ่งที่เราพูดกันคือ กสทช. ก็จะต้องดูว่าเราจะมีการเข้าไปปรับปรุง สามารถที่จะปรับปรุง ในเรื่องอะไรบ้าง สิ่งที่เราเห็นอยู่ก็คือความเปึนอิสระในการทํางานขององค์กรนี้นะครับว่าจะยัง ดําเนินการได้อย่างไร อีกอันหนึ่งก็คือเนื่องจากว่าสื่อทุกวันนี้เปึนสื่อที่หลอมรวมเข้ามา ด้วยกัน เพราะฉะนั้นการกํากับดูแลโดยองค์กรภาครัฐก็จะมีส่วนในการสนับสนุนในฐานะเปึน เรกูเลเตอร์ (Regulator) ว่าจะดูแลกันอย่างไร เราจะคํานึงถึงในมิติของเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่จะส่งเสริมทําให้การรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนดีขึ้นอย่างไร อันนี้ ก็จะเปึนส่วนหนึ่งในแง่ของการดูแลในเรื่องการกํากับกิจการต่าง ๆ โดยองค์กรภาครัฐที่เปึน อิสระ ที่ได้รับอํานาจตามกฎหมาย ในส่วนขององค์กรนี้ก็ยังจะต้องมีการพิจารณาในเรื่องของ โครงสร้าง พิจารณากันในเรื่องของธรรมาภิบาล ในแง่ของการบริหารจัดการ เรื่องของ งบประมาณ เรื่องของการประเมินผลอะไรต่าง ๆ ซึ่งอันนี้ก็จะเปึนส่วนหนึ่งที่จะอยู่ในเรื่อง ของการกํากับดูแลในสิ่งเหล่านี้ด้วย แล้วก็การบริหารจัดการทั้งหลายจะต้องตรวจสอบได้ ข้อสําคัญอีกอันหนึ่งที่พูดกันมากก็คือว่าตัวองค์ประกอบของผู้ที่เปึนกรรมการ กสทช. เอง จะต้องมีการปรับปรุงคุณสมบัติหรือว่าจะต้องมีการสรรหากันอย่างไรถึงจะให้ได้คนที่ถูกกับ คนที่จะต้องมานั่งทํางานตรงนี้แล้วก็มีความเชี่ยวชาญ มีความรอบรู้จริงอะไรประมาณนี้นะครับ ซึ่งอันนี้ก็จะอยู่ในเรื่องของการที่เราเห็นว่าจะต้องเข้าไปปรับปรุงทั้งในแง่กฎหมาย ทั้งด้านในส่วนของการปรับปรุงโครงสร้างหรือว่าการบริหารจัดการภายในด้วยนะครับ ทั้งหมดนี้เปึนในส่วนของการที่เรา ทั้งวาระ ๓ วาระในการปฏิรูปในครั้งนี้เราก็จะมี กระบวนการในการบริหารจัดการดังกล่าวนี้นะครับ ซึ่งถัดไปนี้เราอยากจะทราบว่าผลลัพธ์ ที่เราคิดว่าหลังจากที่เราได้มีแนวทางในการปฏิรูปอย่างนี้ เราจะให้เสร็จสิ้นได้อย่างไร เราจะมี กรอบเวลาอย่างไร อันนี้ผมก็อยากจะเชิญท่านศาสตราจารย์กิตติคุณสุกัญญา สุดบรรทัด ได้เปึนคนรายงานต่อไปครับ