ถวิลวดี บุรีกุล หารือเรื่องการปฏิรูปสื่อสารมวลชน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของสื่อที่เป็นอิสระ และเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันการศึกษาเพื่อส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมในด้านสื่อ และขอขอบคุณและขอการช่วยพิจารณาอีกครั้งเกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปสภาวิชาชีพสื่อมวลชน โดยเฉพาะการสรรหกรรมการ และการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของรัฐ
กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล ดิฉันต้อง ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศของ สภาปฏิรูปแห่งชาติที่ได้นําเสนอวาระที่สําคัญสําหรับวันนี้ เพื่อที่จะทําให้เกิดสื่อที่สร้างสรรค์ แล้วก็เปึนอิสระในอนาคตนะคะ คําว่าสื่อ ดิฉันคิดว่าที่สําคัญคือสื่อต้องเปึนอิสระ หมายถึงว่า สื่อนั้นทําให้เกิดช่องทางการเคลื่อนไหวของสังคม ให้สังคมมีพื้นที่ในการที่จะให้ประชาชน ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารและแสดงความคิดเห็นได้ และที่สําคัญจะต้องให้เกิดการคิดที่เปึนอิสระ และมีการปฏิบัติที่เปึนอิสระ เมื่อเปึนเช่นนี้การปฏิรูปสื่อจะต้องเปึนเรื่องของการที่ไม่มีสื่อใด หรือเจ้าของสื่อใดหรือบริษัทใดที่เกี่ยวข้องกับสื่อมีอํานาจมากจนผู้ที่ดําเนินการหรือบริหารสื่อ เชื่อว่าตนเองนั้นอยู่เหนือกฎหมายหรืออยู่เหนือหลักนิติธรรม เพราะฉะนั้นดิฉันจึงให้ ความสําคัญกับเรื่องนี้เปึนอย่างมาก ดิฉันได้พิจารณาในเรื่องของสาระสําคัญของการปฏิรูป ดิฉันคิดว่าครอบคลุมแล้วก็เปึนประโยชน์มาก แล้วที่จะดียิ่งขึ้นคืออยากจะให้มีการทบทวน โรดแมป (Roadmap) นะคะ เพราะว่าบางเรื่องในเฟสแรกไม่น่าจะเปึนการทํากฎหมาย เท่านั้น มันน่าจะเปึนเรื่องของการให้ความรู้ การศึกษา แล้วก็การปฏิรูปสถาบันการศึกษา ในเรื่องของสื่อด้วย เพื่อที่จะทําให้บุคลากรในด้านสื่อนั้นมีคุณธรรมจริยธรรม เพราะเรื่องของ กฎหมายมันต้องใช้เวลามาก เพราะฉะนั้นที่ท่านเขียนว่าอินพุ ต (Input) ในป้แรกมันน่าจะ เปึนเรื่องของการพัฒนาคนด้วยนะคะ นอกจากนี้ประเด็นที่สําคัญดิฉันจะใช้เวลาสั้น ๆ ก็คือ เรื่องของกฎหมายซึ่งมีการทําร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... ขึ้นมา
ซึ่งถือว่าเปึนนวัตกรรมใหม่แล้วก็น่าสนใจเปึนอย่างมาก โดยเฉพาะในหลายมาตราที่น่าจะ มีการพิจารณาให้ถ่องแท้นะคะ เช่นในมาตรา ๙ มาตรา ๙ เปึนเรื่องของรายได้ซึ่งจะเปึนที่มา ของสภาวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งรับที่จะให้ได้เงินและทรัพย์สินที่มาจากการให้บริจาค เพราะฉะนั้นตรงนี้ดิฉันมีความกังวลว่าการรับบริจาคจะเปึนเหตุให้ต้องอยู่ภายใต้อาณัติ ของผู้บริจาคก็เปึนไปได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องระมัดระวังเปึนอย่างมากนะคะ นอกจากนี้ ในมาตรา ๙ ยังได้พูดถึงในเรื่องของทุกป้ก็จะให้มีการจัดสรรรายได้ให้กับสภาวิชาชีพสื่อ รายได้ที่สําคัญที่จะต้องจัดสรรมาให้เขียนบังคับไว้เลยคือร้อยละ ๕ ของจํานวนเงินที่ กสทช. สรุปง่าย ๆ คือที่จะต้องนําส่งเปึนรายได้แผ่นดินมาให้ร้อยละ ๕ แต่ว่าต้องไม่น้อยกว่า ๕๐ ล้านบาท ดิฉันก็เลยไปเป่ดอินเทอร์เน็ ต (Internet) พบว่ารายได้ในเดือนมิถุนายน ๒๕๕๘ ของ กสทช. รายได้ในเรื่องของค่าธรรมเนียม ๑,๕๐๖ ล้านบาท แล้วก็รายได้อื่น ๆ อีก ๔๐๐ ล้านบาท รวมเปึน ๑,๙๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นถ้า ๕ เปอร์เซ็นต์ก็คงมีมูลค่า มากมาย นี่แค่เดือนเดียวนะคะ ก็เลยเปึนที่กังวลเพราะว่าจะทําให้สภาวิชาชีพสื่อ อยู่ภายใต้อาณัติของรัฐ เพราะว่ารับเงินจากรัฐเ ลยต้องถูกตรวจสอบการใช้จ่ายเงิน ก็เปึนที่กังวลอยู่พอสมควร แล้วรายได้ก็ค่อนข้างมากเมื่อเปรียบเทียบกับสภาวิชาชีพอื่น ดิฉันคิดว่าเขาคงไม่ได้มีงบประมาณขนาดนี้ และคงไม่ได้ขอเงินจากรัฐแบบนี้นะ คะ แล้วทําให้การทําหน้าที่เปึนวอตช์ดอกเปึนผู้ที่ให้ความรู้กับประชาชนให้ เกิดความตระหนัก แล้วก็ให้เกิดการสร้างสรรค์ในเรื่องของการพัฒนาประชาธิปไตยก็จะด้อยค่าไป ตรงนี้ก็เปึน เรื่องที่กังวลเปึนที่สุดนะคะ ด้วยเหตุนี้ก็เลยอยากจะให้เกิดการปฏิรูป แม้กระทั่งในเรื่องของ กรรมการสรรหานะคะ กรรมการสรรหานี่น่าสนใจมาก เพราะว่ากรรมการนี้มีอํานาจในการให้คุณ ให้โทษ เพราะสภาวิชาชีพนี้จะต้องตรวจสอบจริยธรรมด้วย แล้วก็ให้ใบอนุญาต เปึนต้น เมื่อเปึนเช่นนี้การสรรหาก็น่าสนใจ เพราะว่าท่านไปเป่ดโอกาสให้กับกรรมการสรรหา ที่มาจากนายกสมาคมโฆษณา ประธานสภาการหนังสือพิมพ์ แล้วก็นายกสภาทนายความ ผู้จัดการ สสส. อย่างนี้เปึนต้น ซึ่งดิฉันก็ไม่ทราบว่าเกี่ยวข้องอะไรและทําไมจะต้องเข้ามา เกี่ยวข้องกับวิชาชีพสื่อตรงนี้ แล้วคนอื่นอยู่ที่ไหนนะคะ และนอกจากนี้ก็จะมีกรรมการอีกชุดหนึ่ง ขึ้นมาซึ่งเปึนภาคประชาชน คณะกรรมการกํากับดูแลสื่อโดยภาคประชาชน ซึ่งในมาตรา ๔๓ ได้เขียนไว้ชัดว่าจะประกอบไปด้วยกรรมการที่มาจากภาคส่วนใดบ้าง ซึ่งดูไปดูมาดิฉันคิดว่า ก็ไม่ครอบคลุม แล้วก็นอกจากนี้บอกว่าให้มีการคํานึงถึงในเรื่องของภาคส่วนต่าง ๆ ดิฉันก็คิดว่า
คงจะไม่ครอบคลุมอีกเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็อยากจะลองให้ท่านกรรมาธิการ ช่วยพิจารณาอีกครั้งหนึ่งค่ะ ขอบคุณค่ะ