สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๕๓ · ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๘

สังศิต พิริยะรังสรรค์ หารือเรื่องการคอร์รัปชันในประเทศไทยและประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีความโปร่งใส ความเป็นอิสระ และการสร้างวัฒนธรรมความซื่อสัตย์สุจริตในหมู่ประชาชน และเสนอแนะการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ. ป.ป.ช. เพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริต รวมถึงการปรับปรุงระบบการตรวจสอบ และการแยกอำนาจระหว่างฝ่ายคณะกรรมการกับฝ่ายบริหาร เพื่อให้องค์กรตรวจสอบสามารถทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ กรรมาธิการ

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ประเด็นเรื่องของการคอร์รัปชันไม่ได้เปึนแต่เพียงวาระของประเทศไทยในขณะนี้ แต่ว่า เปึนวาระของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกที่มีการร่วมมือกันที่จะหาทางควบคุมการคอร์รัปชัน แรงต่อต้านการคอร์รัปชันในสังคมไทยระบาดไปทั่วนะครับอันเนื่องมาจากปัญหาเศรษฐกิจ สังคม ของสังคมไทยมีความรุนแรงมากขึ้น ตั้งแต่เรื่องของปัญหาภัยแล้งก็ดีที่เกิดจาก กลุ่มธุรกิจ เจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมืองได้ตัดไม้ทําลายป์าตลอด ๕๐ ป้ที่ผ่านมา ปัญหาคุณภาพของนักเรียน นักศึกษาของไทยที่เกิดจากการทุจริตในกระทรวงศึกษาธิการ

รวมทั้งปัญหาความยากจนของคนไทยส่วนใหญ่ที่เกิดจากหน่วยงานของภาครัฐ หลายหน่วยงาน ด้วยเหตุนี้ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปัองกันและปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบจึงได้ทํารายงานนําเสนอเรื่อง การปัองกันและปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบ หลักคิดที่สําคัญของการร่างเอกสารฉบับนี้ก็คือประการแรกเราต้อง หลีกเลี่ยงที่จะไม่ใช้องค์กรใดองค์กรหนึ่งหรือเพียงองค์กรเดียวในการที่จะเข้าไปจัดการกับ ปัญหาการทุจริต หลักคิดประการที่ ๒ ก็คือการต่อต้าน หรือการควบคุมการทุจริต หรือการคอร์รัปชัน ต้องใช้ความคิดที่หลากหลายไม่ใช่ความคิดใดความคิดหนึ่งเช่นความคิด เฉพาะด้านกฎหมาย เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นว่าคณะกรรมการที่ทํางานด้านของการต่อต้าน การทุจริตจึงควรจะประกอบด้วยบุคลากรที่มาจากหลากหลายสาขาวิชาชีพ ทั้งนักกฎหมาย นักการเงิน นักบัญชี นักบริหารราชการแผ่นดิน เปึนต้น รวมทั้งองค์ประกอบของ คณะกรรมการสรรหาก็ไม่ควรจะมาจากผู้ประกอบวิชาชีพใดวิชาชีพหนึ่ง แต่ควรจะใช้ กรรมการสรรหาที่มาจากผู้ชํานาญการหลายสาขาวิชาชีพ ประการที่ ๓ การที่จะเอาชนะ ปัญหาคอร์รัปชันต้องใช้องค์กรที่ทําหน้าที่ในการตรวจสอบควบคุมการทุจริตหลายองค์กร ทํางานในลักษณะที่เปึนบูรณาการ ประการที่ ๔ ก็คือการที่ควรจะเก็บรับบทเรียนที่ดี ของต่างประเทศที่สามารถควบคุมการคอร์รัปชันอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เอามาปรับใช้กับสังคมไทย และประการที่ ๕ องค์กรที่จะทําหน้าที่ตรวจสอบแล้วก็ควบคุม การคอร์รัปชันจะต้องอยู่บนหลักการของการทํางาน ก็คือ ประการแรกต้องมีความโปร่งใส แล้วก็มีระบบที่ประชาชนสามารถจะเข้าถึงข่าวสารข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างทันกาล เพื่อให้รู้ว่า คดีนี้องค์กรที่รับคดีไปแล้วได้ดําเนินการอย่างไร ขั้นตอนไปถึงไหน และคาดว่าจะยุติลงได้ เมื่อไร ประการที่ ๓ ต้องสนใจที่จะเอาวัฒนธรรมของไทยมาเปึนส่วนหนึ่งในการรณรงค์ต่อสู้ กับการทุจริตด้วยการส่งเสริมเรื่องของคุณค่าความสุจริตให้เปึนคุณค่าที่สําคัญสําหรับคนไทย และควรจะเริ่มต้นตั้งแต่ในระดับครอบครัวซึ่งจะต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตต่อกัน จนกระทั่ง ไปถึงกลุ่มนักเรียน นักศึกษา แล้วก็ประชาชนทั่วไป ประการที่ ๔ องค์กรที่ทําหน้าที่ ตรวจสอบการทุจริต นอกจากโปร่งใสแล้วจะต้องมีความเปึนอิสระ และไม่ถูกแทรกแซง จากอํานาจทางการเมือง หรืออิทธิพลใด ๆ ไม่ว่าจะเปึน ป.ป.ช. ป.ป.ท. สตง. ตํารวจ อัยการ ศาล และ ปปง. ผมคิดว่าในเอกสารรายงานได้แสดงให้เห็นว่าจุดอ่อนบางประการ ของพระราชบัญญัติ ป.ป.ช. ที่เปึนอยู่ในขณะนี้ ซึ่งเปึนองค์กรที่ประชาชนให้ความหวัง

มากที่สุด ก็คือใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ไม่ได้มีการแยกอํานาจระหว่างฝ์ายของคณะกรรมการ ซึ่งเปึนผู้ที่กําหนดนโยบายและมีอํานาจในการวินิจฉัยแยกออกจากสํานักงาน ด้วยเหตุนี้ กรรมการ ป.ป.ช. จึงต้องลงไปทํางานดูแลเรื่องของการแต่งตั้ง โยกย้าย ดูแลเรื่องของ งบประมาณ แล้วก็ไปเปึนประธานอนุกรรมการทุกคณะ ซึ่งก็ทําให้ผลงานของ ป.ป.ช. ที่ออกมาไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างเพียงพอ เนื่องจากว่ายังมีจํานวนคดี คั่งค้างกว่าหมื่นคดีอยู่ใน ป.ป.ช.

เพราะฉะนั้นในข้อเสนอของเราก็เห็นว่าควรที่จะทําให้องค์กรที่ทําหน้าที่ตรวจสอบ ไม่ใช่ แต่เพียง ป.ป.ช. นะครับ องค์กรต่าง ๆ ควรจะยึดหลักธรรมาภิบาลก็คือแยกอํานาจระหว่าง ฝ์ายคณะกรรมการกับฝ์ายบริหารออกจากกัน ให้ฝ์ายบริหารทํา งานประจําวัน แล้วก็ให้ กรรมการเปึนผู้ที่มีอํานาจในการวินิจฉัย ป.ป.ช. ไม่ควรจะเปึนอํานาจกึ่งตุลาการ แต่ควร จะเปึนองค์กรที่ทําหน้าที่รวบรวม สืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อส่งให้อัยการและศาล ในการดําเนินคดีต่อไป นอกจากนี้จุดอ่อนของระบบการตรวจสอบของประเทศไทย ก็คือการที่มี การตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมานี้นะครับ ซึ่งคณะอนุกรรมการเหล่านี้ไม่มีการเป่ดเผยที่มาที่ไป ว่าเปึนใคร ไม่ต้องรายงานทรัพย์สินของตัวเอง เพราะฉะนั้นอาจจะเปึนไปได้ว่าการแต่งตั้ง อนุกรรมการบางท่านเข้ามานี้อาจจะมีความขัดแย้งในเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนเกิดขึ้นได้ รวมทั้งคดีความต่าง ๆ ที่หมดอายุนะครับ ก็เปึนเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจว่า จะทําอย่างไรให้องค์กรที่ทําหน้าที่ตรวจสอบสามารถทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่สําคัญที่เราเห็นก็คือเรื่องคุณภาพของเจ้าหน้าที่ในองค์กรตรวจสอบที่ควรจะต้อง ให้ความสําคัญมากเปึนพิเศษในการฝ๊กอบรมและพัฒนาบุคลากรเหล่านี้นะครับ ในเอกสาร ได้แสดงให้เห็นว่าในการต่อต้านคอร์รัปชันในภาครัฐนี้หน่วยงานต่าง ๆ สมควรได้รับ การปรับปรุงเหมือนกัน ตั้งแต่ กกต. ป.ป.ช. ป.ป.ท. สตง. ผู้ตรวจการแผ่นดิน แล้วก็ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาตินะครับ ในรายงานของเรานี้ให้การสนับสนุนให้ สตง. เปึนหน่วยงานที่จะทํางานกับศาลคดีวินัยการคลังและงบประมาณ เพื่อเปึนช่องทางในการเรียกรับ ในการที่จะฟัองร้องเรียกเงินของแผ่นดินคืน ในขณะเดียวกันในส่วนของคดีอาญา ก็ส่งไปที่ศาลคดีทุจริต ซึ่งเราเห็นว่าน่าจะเปึนประโยชน์นะครับ จะทําให้คดีความต่าง ๆ ของ ป.ป.ช. ที่ได้มีการพิจารณาเสร็จเรียบร้อยแล้วนี้สามารถที่จะขึ้นสู่ศาลคดีทุจริต ซึ่งจะเปึนศาล ที่ประกอบด้วยผู้พิพากษาที่ได้ผ่านการฝ๊กฝน อบรม ให้มีความรู้ในเรื่องของการทุจริต นอกจากนี้เราก็ให้ข้อสังเกตว่าหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ทั้งตํารวจ อัยการ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ศูนย์ดํารงธรรมของกระทรวงมหาดไทย สํานักงาน ก.พ.ร. และคณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรมก็ควรจะได้รับการส่งเสริมในเรื่องของการมี ธรรมาภิบาลภายในองค์กรให้มากขึ้น สุดท้ายองค์กรภาคประชาสังคม จะเปึนองค์กรที่มี ความสําคัญที่สุดในระยะยาวในการที่จะให้การสนับสนุนรัฐบาลและองค์กรภาครัฐในการที่จะ เอาชนะปัญหาคอร์รัปชันของประเทศไทยนอกเหนือจากการที่เราต้องทํางานร่วมกับ

องค์การระหว่างประเทศนี่นะครับ สนช. นี้ได้มีการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ. ของ ป.ป.ช. ไปแล้ว ได้นําเอาข้อความของอนุสัญญาของ องค์การสหประชาชาติส่วนหนึ่งบรรจุไว้ใน พ.ร.บ. ป.ป.ช. ฉบับที่เพิ่งออกมา แต่ว่าก็ยังไม่พอเพียงครับ ในอนุกรรมาธิการที่จะปรับปรุง พ.ร.บ. ป.ป.ช. นี้ของ สปช. ได้ดึงเอาอนุสัญญาทั้งหมดขององค์การระหว่างประเทศนี้มาบรรจุไว้ใน พ.ร.บ. ฉบับใหม่ของ ป.ป.ช. ซึ่งจะเปึนผลดีกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่จะมีการตั้งศูนย์ที่จะต่อสู้ กับการทุจริตเกิดขึ้นในทุกหน่วยงานของภาครัฐนี้นะครับ

แล้วก็สุดท้ายเรำคิดว่านอกเหนือจากการปัองกันแล ะการปราบปรามก็เปึนเรื่องที่มี ความสําคัญ แต่เนื่องจากข้อจํากัดเวลาของคณะกรรมาธิการแล้วก็ของ สปช. เราก็คิดว่า กฎหมายบางอันที่ควรจะให้ผู้ที่เข้ามารับงานต่อไปได้ผลักดัน ไม่ว่าจะเปึนพระราชบัญญัติ การจ่ายเงินรางวัลให้แก่ผู้แจ้งเบาะแส การกระทําความผิดตามกฎหมาย หรือว่า พ.ร.บ. ที่เกี่ยวกับการให้รางวัลและการให้สินบนตามอนุสัญญาขององค์การสหประชาชาติก็สมควร ที่จะได้รับการผลักดันต่อไป รวมทั้งพระราชบัญญัติปัองกันและปราบปรามการทุจริต ในการเลือกตั้ง ซึ่งในปัจจุบันการซื้อสิทธิขายเสียงไม่ใช่ไปซื้อสิทธิขายเสียงกันตอนที่จะมี การเลือกตั้ง แต่ว่าเปึนการซื้อกันตลอด ๔ ป้ก่อนเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นการปรับตัวของ กฎหมายต่าง ๆ ก็จะต้องมีความทันกาล ขอบพระคุณครับ