เชื้อ ชี้ร่าง พ.ร.บ. ขัดกันประโยชน์ฯ มีช่องโหว่ ป.ป.ช.

สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๕๓ · ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๘

เชื้อ ฮั่นจินดา หารือประเด็นข้อบกพร่องในร่างพระราชบัญญัติความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม โดยชี้ว่าแม้มาตราที่กำหนดความผิดจะมีความชัดเจน แต่คุณสมบัติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบยังมีความหวั่งและไม่ครบถ้วนตามที่ต้องการ เชื้อ ฮั่นจินดา เสนอแนะว่าคณะกรรมการองค์กรอิสระควรมีมาตรฐานที่สูงกว่านักการเมืองอย่างน้อยสองเท่า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อสังคม พร้อมทั้งชี้แจงหน้าที่ในการวินิจฉัยและส่งเรื่องไปยังวุฒิสภา และเรียกร้องความชัดเจนในบทลงโทษของร่าง พ.ร.บ. รวมถึงเสนอให้แบ่งอำนาจในการสอบสวนระหว่าง ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. ตามระดับตำแหน่งข้าราชการ

นายเชื้อ ฮั่นจินดา

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม เชื้อ ฮั่นจินดา ครับ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๐๗๐ สําหรับวาระที่ทางด้านคณะกรรมาธิการได้นําเสนอ ในวันนี้ ส่วนใหญ่แล้วจะเห็นด้วยกับทางด้านกรรมาธิการที่นําเสนอนะครับ แต่ก็มีประเด็นปลีกย่อย ที่อยากจะให้ทางด้านกรรมาธิการได้เอาไปคิดแล้วก็ไปพิจารณาดูครับ เหตุที่นําเสนออย่างนี้ ก็เพราะว่าผมเข้าใจว่าตามร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่าง ประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. .... นี่นะครับ ถ้าเราดูตาม ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เราก็จะเห็นว่ามาตราที่ว่าด้วยความผิดของผู้ที่ทําหน้าที่นั้นจะมี การระบุความชัดเจนไว้ค่อนข้างจะเยอะว่าผู้ที่เกี่ยวข้อง ตัวการผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้ร่วมการกระทํา มีใครบ้าง อันนี้ก็มีความชัดเจน เห็นด้วยแล้วก็สนับสนุน แต่ปัญหาที่ผมกําลังจะนําเสนอก็คือ เรื่องของคนที่มาทําหน้าที่ในการตรวจสอบ ตรวจสอบตามร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ครับ ก็คือ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ถ้าเราดูเบื้องต้นก็จะเห็นว่าคนที่จะมาเปึนคณะกรรมการ ป.ป.ช. นั้น มีที่มาจากการสรรหาของคณะกรรมการในการมาไต่สวนข้อมูล ข้อเท็จจริง เมื่อไปดู คุณสมบัติผมค่อนข้างจะห่วงครับ โดยเฉพาะคุณสมบัติของ ป.ป.ช. ที่จะทําหน้าที่ตาม

ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ไม่แน่ใจว่าไปกําหนดคุณสมบัติไว้อย่างไรบ้าง แต่สิ่งที่ผมอยากจะ ฝากก็คือว่าคนที่ทํา หน้าที่ในการตรวจสอบ คนที่ทําหน้าที่ในการตรวจข้อเท็จจริง ชี้มูล หรือกระทําการอันใดก็แล้วแต่ตามร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ผมเข้าใจว่าคนเหล่านี้จะต้องมีที่มาที่ไป ที่ชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องของคุณสมบัติ ไม่ว่าจะเรื่องของการแสดงบัญชีทรัพย์สิน หลักฐานการเสียภาษี พฤติกรรม หรืออะไรก็แล้วแต่ที่สามารถทําให้ประชาชนเชื่อมั่น อย่างเปึนที่ประจักษ์ได้ว่าคนเหล่านี้เข้ามาทําหน้าที่แล้วเปึนที่เชื่อถือของสังคม โดยเฉพาะ มาตรฐานของคุณสมบัติ ผมคิดว่าคณะกรรมการในองค์กรอิสระที่ทําหน้าที่นั้นควรจะมี มาตรฐาน ๒ เท่าของคนที่ทําหน้าที่ปฏิบัติ ทั่วไปในการบริหารจัดการ ถ้าเรากําหนดให้ นักการเมืองต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน สมมุติว่า ๓ ป้ แสดงหลักฐานการเสียภาษีย้อนหลัง ๓ ป้ คนที่มาเปึนกรรมการในองค์กรอิสระต้อง ๒ เท่าของคนเหล่านี้ครับ เพราะคนที่ ทําหน้าที่นี้ต้องมีมาตรฐานสูงกว่าคนเหล่านั้น อันนี้คือสิ่งที่ฝาก อันที่ ๒ เมื่อเราไปดูหน้าที่ ของคณะกรรมการองค์กรอิสระ โดยเฉพาะ ป.ป.ช. มีหน้าที่ในการวินิจฉัยแล้วก็ส่งเรื่องให้กับ วุฒิสภา มีอยู่ ๑ ข้อ

ผมจะนําเรียนต่อไปว่าการที่ให้วุฒิสภามาลงมติถอดถอนหรือทําอะไรก็แล้วแต่ ผมลากยาว ไปถึงที่มาของวุฒิสภา คณะกรรมาธิการต้องไปดูและประสานกับคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญด้วยนะครับว่าถ้าเราให้วุฒิสภาซึ่งมีหน้าที่ในการควบคุมองค์กรอิสระ มีฐานที่มาเดียวกับนักการเมืองโดยเฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมให้ข้อคิดว่ามันจะมีปัญหา ในวันข้างหน้า เพราะฉะนั้นองค์กรที่ดูแลควบคุมองค์กรอิสระนี่นะครับ ฐานที่มาของวุฒิสภา ต้องต่างจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครับ ถ้าฐานที่มาเปึนที่เดียวกันเมื่อไร เชื่อผมเถอะครับว่า การลากโยงของการไปขอความช่วยเหลือการสื่อสารถึงกันและกันในการที่จะไม่ถอดถอน ในวันข้างหน้ามันก็อาจจะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นวุฒิสภาต้องเปึนองค์กรที่เหนือกว่าหรือองค์กร ที่มาต่างจากสภาผู้แทนราษฎร ผมสนับสนุนที่จะให้กรรมาธิการไปเสนอต่อคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญว่าวุฒิสภาไม่ควรจะมาจากการเลือกตั้ง แม้จะมาจากฐานจังหวัดก็แล้วแต่ อันที่ ๓ ความชัดเจนของบทลงโทษ ความชัดเจนของบทลงโทษในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ พยายามไปเขียนบอกว่าเปึนความผิดตามประมวลกฎห มายอาญา เราใส่ความชัดเจน ในบทลงโทษในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้ไหมครับว่าถ้าเปึนนักการเมือง เปึนข้าราชการ ต้องมีบทลงโทษอย่างไร จําคุกอย่างไร ต้องถอดถอนอย่างไร ถ้าเกิดใส่ความชัดเจนลงไป ผมว่าไม่ต้องไปอ่านกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับ แต่อยู่ในฉบับเดียวกัน อีกประเด็นหนึ่งครับ ประเด็นสุดท้าย ถ้าเราดูโทษตามร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกัน ระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. .... จะเห็นว่าหน้าที่ทั้งหมด ตามร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เราจะเขียนโยงให้เฉพาะคณะกรรมการองค์กรอิสระที่ชื่อว่า ป.ป.ช. เท่านั้น ท่านอย่าลืมว่าตามนัยความหมายที่ท่านเขียนเอาไว้นี่ข้าราชการมีตั้งแต่ซี ๑ ยันซี ๑๑ เพราะฉะนั้นอะไรที่เปึนการแบ่งแยกตามกฎหมายอื่นที่บอกว่าข้าราชการ ระดับ ๘ ระดับ ๙ ลงมาให้ ป.ป.ท. ไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการตรวจสอบข้อเท็จจริง ก็ไปเขียนแยกให้มันชัดเจน อย่าไปเขียนโยงใยให้ ป.ป.ช. ทั้งหมด เพราะว่าวันนี้เราเองก็ทราบกันอยู่ดีว่า ป.ป.ช. เองนั้น ก็งานล้นมือ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดไปใส่แยกได้ว่าใครที่ทําความผิดตามร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ถ้าความเปึนนักการเมือง เปึนข้าราชการระดับนี้ขึ้นไปให้เปึนอํานาจในการสอบสวน ไต่สวน ของ ป.ป.ช. ถ้าเปึนระดับนี้ลงมา ให้เปึนอํานาจของ ป.ป.ท. อันนี้ด้วยความเคารพครับ ฝากให้คณะกรรมาธิการเอาไปเปึนข้อคิด กราบขอบพระคุณครับ