วสันต ภัยหลีกลี้ เสนอแนวทางสร้างสมดุลระหว่างการกำกับดูแลสื่อและสิทธิเสรีภาพ โดยชี้แจงรายละเอียดการจัดสรรงบประมาณ 5% จากภาษีบาปส่วนเกิน 2,000 ล้านบาทสำหรับสภาวิชาชีพสื่อ และเสนอให้ กสทช. สนับสนุนการพัฒนาจริยธรรมสื่อ พร้อมเปิดโอกาสรับบริจาคจากภาคประชาชน วสันต ภัยหลีกลี้ ชี้แจงความจำเป็นในการกำหนดสังกัดสื่อมวลชนและเสนอให้สภาวิชาชีพออกใบรับรอง เพื่อสร้างมาตรฐานการกำกับดูแลโดยเน้นประโยชน์สาธารณะมากกว่าผลประโยชน์ของสื่อ และย้ำว่าการปฏิรูปสื่อต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีวิชาชีพควบคู่กับสิทธิเสรีภาพประชาชน
กราบเรียนท่านประธานและ เพื่อนสมาชิกครับ ก็ขอขอบคุณเช่นกันนะครับสําหรับข้อคิดเห็นแล้วก็ข้อเสนอแนะทั้งหลาย อย่างที่ท่านอาจารย์สุกัญญาได้กล่าวไว้ เรื่องนี้เปึนเรื่องที่ค่อนข้างยาก แล้วก็ละเอียดอ่อน ผมคิดว่าสังคมบางส่วนก็อยากเห็นการกํากับสื่อที่เข้มงวด แล้วก็ใช้อํานาจหรือว่าใช้กฎหมาย เข้าไปควบคุมอย่างเคร่งครัด ในขณะที่บางส่วนก็อาจจะยังกังวลในเรื่องที่อาจจะกระทบกับ สิทธิเสรีภาพหรือความเปึนอิสระของสื่อ ที่เราคุยกันก็คือพยายามที่จะบาลานซ์ (Balance) พยายามที่จะหาความสมดุล แล้วก็ทําให้เ กิดประโยชน์สูงสุด ผมขอตอบ ๒-๓ ประเด็น ที่คิดว่าอาจจะมีความเข้าใจผิด เรื่องแรกคือเรื่องเกี่ยวกับรายได้ของสภาวิชาชีพสื่อมวลชน แห่งชาติ หรืออาจจะเปลี่ยนไปเปึนสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งประเทศไทยนี่ มาตรา ๙ จริง ๆ อาจารย์เจิมศักดิ์ก็ได้กรุณาชี้แจงไปนิดหน่อยแล้ว มาตรา ๙ ที่เราพูดถึงเรื่องที่บอกว่า ให้จัดสรรงบ ๕ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ไม่ใช่ ๕ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ของ กสทช. แต่เปึน ๕ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ส่วนที่เกิน ๒,๐๐๐ ล้านบาทที่ไทยพีบีเอสได้จากภาษีบาป คือภาษีสรรพสามิต เหล้าและบุหรี่ ไทยพีบีเอสนี่จะได้รับโดยอัตโนมัติ แต่ไม่เกิน ๒,๐๐๐ ล้านบาท ในส่วนที่เกิน ๒,๐๐๐ ล้านบาทต้องส่งคืนคลัง ตรงนี้ที่เราเขียนเอาไว้ว่า ส่วนที่ส่งคืนคลังที่เปึนภาษีบาปขอ ๕ เปอร์เซ็นต์มาเปึนรายได้สําหรับสภาวิชาชีพ ตรงนี้ก็จะตกอยู่น่าจะประมาณ ๕๐ ล้านบาทจากตัวเลขปัจจุบัน ส่วนที่เขียนไว้ในส่วนของ กสทช. เนื่องจากเราเห็นว่า กสทช. มีรายได้จากการกํากับดูแลวิทยุโทรทัศน์และ โทรคมนาคมก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับสื่อ ดังนั้นเงินส่วนนี้ถ้าจะมาสนับสนุนการกํากับดูแลสื่อ หรือพัฒนาสื่อให้มีจริยธรรม ให้รับผิดชอบต่อสังคม แล้วก็มีมาตรฐานที่ดีขึ้นนี่ ก็มีความสมเหตุสมผล จริง ๆ ถ้าหากว่าเราสามารถที่จะรับบริจาคจากคนทําสื่อด้วยกันเองได้นี่
อันนั้นเปึนสิ่งที่ดีที่สุด แต่ก็อย่างที่บางท่านตั้งข้อสังเกตนะครับ ถ้าเราจะหวังเฉพาะจาก เจ้าของสื่อบางทีก็อาจจะเกิดภาวะเกรงใจกัน หรือถ้าสมมุติว่าจะให้คนทําสื่อเองมาบริจาค เราก็ไม่แน่ใจว่าเมื่อไรจะมีเงินที่จะมาขับเคลื่อนงานนี้ ดังนั้นเรื่องนี้ก็เปึนเรื่องที่ก็คุยกัน แล้วก็ถกกันพอสมควร อย่างไรก็ตามก็จะรับความคิดเห็นไปปรึกษาหารือกันเพิ่มเติม เรื่องที่ ๒ เรื่องใบอนุญาตที่เกรงว่าจะเกิดองค์กรที่มีอํานาจแล้วก็ไปเพิกถอ นใบอนุญาต ทําให้คนตกงานเดือดร้อนกันทั่ว อันนี้ก็ขอเรียนว่าไม่เปึนความจริง แล้วก็ไม่มีเรื่องนี้ เนื่องจากสภาวิชาชีพอย่างที่ได้เรียนไว้จะเปึนองค์กรที่ทําหน้าที่ส่งเสริมเปึนหลัก ส่งเสริมจริยธรรม ส่งเสริมมาตรฐานทางวิชาชีพ ส่งเสริมการกํากับกันเอง ถ้าจะมีอํานาจ อยู่บ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็จะเปึนอํานาจปรับทางการปกครอง ถ้ามากกว่านั้นก็คงจะต้องไป อ้างอิงอํานาจของ กสทช. หรืออํานาจของศาล ไม่ได้ไปมีอํานาจที่จะไปเพิกถอนใบอนุญาต ของใคร แม้กระทั่งเรื่องการเปึนสมาชิกเราก็คุยกันว่าผู้ประกอบวิชาชีพ
ไม่ต้องมาเปึนสมาชิกโดยตรงของสภาวิชาชีพแห่งชาติ คนที่ทําหน้าที่สื่อนี้ควรจะต้องมีสังกัด อย่างที่หลายท่านพูดไม่อย่างนั้นไม่ชัดเจน คนที่มาไถเงิน คนที่มาขอเงิน คนที่มารบกวนอยู่ ทุกเมื่อเชื่อวันตกลงเปึนสื่อหรือไม่ บางคนไม่แน่ใจแต่ว่าก็ซื้อความรําคาญหรือก็ให้ไปเพราะ ไม่อยากมีเรื่อง ตรงนี้เราอยากเห็นความชัดเจนว่าคนที่ทําสื่อนี้มีสังกัด แล้วต้นสังกัดควรจะ ออกใบสมาชิกหรือว่าใบรับรองการเปึนคนทําสื่อให้เขาให้ชัดเจนว่าคนนี้เปึ นผู้สื่อข่าวพิเศษ คนนี้เปึนสมาชิกของสื่อนี้ ๆ นั้น ๆ อยู่นะครับ ขอให้มีความชัดเจนตรงนี้แล้วก็ให้กํากับกัน ตรงนั้น แต่ว่าสื่อแต่ละประเภทที่มาเปึนสมาชิกของสภาวิชาชีพแห่งชาติในแต่ละแขนงนี้ก็จะ ถูกกํากับโดยสภาวิชาชีพแต่ละแขนงก็จะมีการรับรองออกใบรับรองไม่ใช่ใบอนุญาต ส่วนสภา วิชาชีพใหญ่ที่เปึนร่มกลางก็จะกํากับผ่านทางสภาวิชาชีพ เราจะกํากับผ่านทางสภาวิชาชีพ ที่ดูแลด้านหนังสือพิมพ์ ที่ดูแลทางด้านวิทยุ ด้านโทรทัศน์ ด้านโฆษณา ด้านสื่อออนไลน์ แล้วก็ ด้านสื่อต่าง ๆ แต่จุดประสงค์หลักก็คือเรื่องของการส่งเสริม ผมขอย้ําว่าการเขียนกฎหมายนี้ เปึนเพียงตุ๊กตา แล้วจริง ๆ เรายังจะต้องมีเวลาถกเถียงกันในขั้นของการที่จะไปออกเปึน กฎหมาย ไม่ได้เขียนเพื่อที่จะเอาแต่ได้ ต้องเรียนว่าไม่ได้เขียนเพื่อที่จะเอาแต่ได้ แล้วก็ไม่ได้ คิดถึงประโยชน์ของสื่อเปึนหลักฝ์ายเดียว สิ่งที่เราคิดก็คือประโยชน์ของสาธารณะ ประโยชน์ ของสังคม เราคิดว่าสิ่งที่เราจะทํานี้เพื่อประโยชน์ของวิชาชีพสื่อมวลชน เพื่อศักดิ์ศรีของคน ในวิชาชีพ เพราะถ้าเรายังปล่อยกันไปโดยที่การกํากับกันเองไม่มีประสิทธิภาพหรือปล่อยให้ สภาพที่สื่อไปละเมิดคนหรือไปทําผิดซ้ําแล้วซ้ําอีกเราคิดว่าวันหนึ่งก็จะเจอไม้แข็ง หรือจะเจอ ลักษณะการกํากับที่เข้มงวดแล้วก็จะไปกระทบกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน ดังนั้นจริง ๆ เราก็คิดว่าควรจะปฏิรูปในวันนี้และควรจะมีส่วนในการปฏิรูปกันเอง โดยนึกถึงศักดิ์ศรีแล้วก็ มาตรฐานทางวิชาชีพและผลประโยชน์ของสาธารณะเปึนสําคัญครับ ขอบคุณครับ