สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๕๓ · ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๘

วีรวิท คงศักดิ์ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปกฎหมายเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยเสนองานวิจัยและแนวคิดในการแก้ไขปัญหาการทุจริตของรัฐ โดยเฉพาะการขัดกันแห่งผลประโยชน์ และเรียกร้องการสนับสนุนให้มีการจัดตั้งสํานักงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต วีรวิท คงศักดิ์ หวังว่าหากสามารถผลักดันการขัดกันแห่งผลประโยชน์ออกมาเป็นกฎหมายและมีบทบังคับ จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ของรัฐดำเนินการอย่างมีจริยธรรมและเป็นธรรมมากขึ้น นอกจากนี้ยังจะทำให้คนไทยและรัฐบาลไทยได้รับความเชื่อถือศรัทธาและไว้วางใจมากขึ้น

พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์

กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ กระผม พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ อนุกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมาย เพื่อปัองกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ในคณะกรรมาธิการปฏิรูป การปัองกันและปราบปรามการทุจรติและประพฤติมิชอบ สภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอรายงาน สรุปผลการพิจารณาจัดทําร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่าง ประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. .... สําหรับที่มาของกฎหมายฉบับนี้ ผมอยากกราบเรียนว่าเปึนสิ่งที่ทั่วโลกเขาเริ่มมีความตื่นตัว แล้วก็มีความปรารถนา ที่จะขจัดคอร์รัปชัน สิ่งสําคัญก็คือว่าความร่วมมือกันระหว่างประเทศ ในขณะที่จะดําเนินการ ปราบปรามคอร์รัปชันในสิ่งที่เห็นว่าเปึนปัจจัยที่เสี่ยงต่อการทุจริตมากที่สุด จากการจัดอันดับดรรชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันจากองค์กรเพื่อความโปร่งใสหรือ ทรานสแพเรนซี อินเตอร์เนชันแนล (Transparency International) ปรากฏว่าประเทศไทยเรา ได้รับการประเมินในเกณฑ์ต่ํามาตลอด โดยเฉลี่ยจะประมาณ ๓๕-๓๘ ในอดีตนั้น เปึนการประเมินจากคะแนนเต็ม ๑๐ คะแนน แต่ในปัจจุบันนั้นเปึนการประเมินจากคะแนน ๑๐๐ คะแนน เราได้เพียง ๓๘ คะแนน และเปึนอันดับประมาณ ๘๐ เศษจาก ๑๗๘ ประเทศ ถ้าเรามองดูวัตถุประสงค์ของทีไอ (TI) หรือทรานสแพเรนซี อินเตอร์เนชั นแนล ในการประเมินนั้นเขาจะเน้นสิ่งสําคัญก็คือการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคล และประโยชน์ส่วนรวมของเจ้าหน้าที่ของรัฐเปึนสําคัญ ซึ่งประเทศไทยเราเองเราไม่ได้ให้

ความสนใจตรงนี้ออกมาเปึนบทบัญญัติที่แน่นอน แต่เรื่องนี้ความจริงตั้งแต่เราลงนาม ในข้อตกลงเมื่อป้ ๒๕๔๖ เราก็มีการศึกษาแล้วเรามีการจัดทํากฎหมายต่าง ๆ มากมาย จนกระทั่งในป้ ๒๕๕๐ รัฐบาลของ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้เล็งเห็นความสําคัญของเรื่อง การขัดกันแห่งผลประโยชน์ที่ผมได้เรียนให้ทราบแล้ว จึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วย ความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยในครั้งนั้นได้ให้เหตุผลว่าเนื่องจากหลักการประการ สําคัญ ในการบริหารราชการแผ่นดินจะต้องเปึนไปด้วยความโปร่งใส เกิดประโยชน์สูงสุด ต่อประชาชน รวมทั้งต้องปราศจากความเคลือบแคลงสงสัยในความซื่อสัตย์สุจริต ในการบริหารราชการแผ่นดิน อันเนื่องมาจากการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคล ของเจ้าหน้าที่ของรัฐและประโยชน์ส่วนร วม แต่โดยที่บทบัญญัติของกฎหมายปัจจุบัน ไม่มีความชัดเจน และครอบคลุมการปัองกันและแก้ไขการกระทําลักษณะดังกล่าว ที่เปึนการขัดกันระหว่า งประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ ส่วนรวม สมควรกําหนด หลักเกณฑ์ให้ชัดเจน และมีมาตรการในการปัองกันการกระทํา ดังนั้นเพื่อให้เกิด มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตลอดจนมีการเสริมสร้างธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นในภาครัฐอย่างมั่นคง กฎหมายฉบับนี้ได้รับการพิจารณาแล้วผ่านมติเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ป้ ๒๕๔๙ ไปเมื่อประมาณเดือนตุลาคม ๒๕๕๐ แต่หลังจากนั้นมีสมาชิกกลุ่มหนึ่งได้ยื่นต่อ ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้พิจาร ณาสาระในบางประการ ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาว่า ยังไม่ได้พิจารณาเรื่องสาระแต่พิจารณาเรื่องกระบวนการ ก็เลยทําให้กฎหมาย ฉบับนี้ ไม่มีผลใช้บังคับ อย่างไรก็ดีเรื่องของกฎหมายประโยชน์ทับซ้อนนั้นเปึนสิ่งสําคัญที่เรา ให้สัญญา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ลงสัตยาบันในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วย การต่อต้านการทุจริต เมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๕๔ จึงเปึนหลักที่รัฐบาลทุกรัฐบาลจะต้อง ตรากฎหมาย

ผมขออนุญาตนํานโยบายของรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ได้มีการเสนอต่อรัฐสภา แห่งนี้เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ ซึ่งเปึนหลังจากที่ให้สัตยาบันแล้วนะครับ เธอได้กล่าวว่า ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเพื่อปัองกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบโดยขยาย การบังคับใช้บทบัญญัติในเรื่องการห้ามการกระทําที่เปึนการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ให้ครอบคลุมผู้ใช้อํานาจรัฐในตําแหน่งสําคัญและตําแหน่งระดับสูงอย่างทั่วถึง ความสําคัญ ของตรงนี้ครับก็คือการขัดกัน ระหว่างผลประโยชน์จะเกิดขึ้น และเกิดผลกระทบต่อ ประเทศชาติมากก็คือในเรื่องของผู้ใช้อํานาจรัฐในระดับสูงนะครับ ต่อมาในการแถลงนโยบาย ของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๗ ก็ได้กล่าวถึง กฎหมายฉบับนี้นะครับ โดยได้กล่าวไว้ว่าปรับปรุงและจัดให้มีกฎหมายเพื่อให้ครอบคลุม การปัองกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ และการมีผลประโยชน์ทับซ้อน ในภาครัฐทุกระดับ โดยถือว่าเรื่องนี้เปึนวาระเร่งด่วนแห่งชาติและต้องเปึนเรื่องที่แทรกอยู่กับ การปฏิรูปทุกด้าน นี่คือความเปึนมาของร่างกฎหมายฉบับนี้ที่ทําให้อนุกรรมาธิการ เพื่อปฏิรูปกฎหมายได้จับเรื่องนี้ขึ้นมา โดยเอาร่างที่ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่ให้ความเห็นชอบ ในการตราเปึนกฎหมายแล้วเปึนพื้นฐานที่มาศึกษา จากนี้เราก็ได้พิจารณาว่าสิ่งที่น่าจะ มีการปรับปรุงก็คือน่าจะนําสาระตรงนี้ ในร่างที่เกิดขึ้นนั้นคงจะต้องพิจารณาสิ่งที่ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการคอร์รัปชัน ค.ศ. ๒๐๐๓ ได้กําหนดไว้นะครับว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดนั้นคือข้อบัญญัติที่เราควรกําหนด และนอกจากนั้นก็ได้นําร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักไทย พุทธศักราช .... ที่มีการร่างโดยคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เปึนผู้ดําเนินการในสาระที่เกี่ยวข้องเข้ามาใส่ในร่างที่ท่านได้รับอยู่ในมือของท่าน สําหรับ หลักการของกฎหมายฉบับนี้ก็คือให้มีพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกัน ระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. .... ส่วนเหตุผลนั้นมี ๔ ประการครับ ประการแรกนั้น เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเปึนไปด้วยความโปร่งใสและปราศจากทุจริต ประการที่ ๒ ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้าน การทุจริต ค.ศ. ๒๐๐๓ จึงมีผลให้ประเทศไทยเปึนรัฐภาคีของอนุสัญญาตั้งแต่วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๔ จึงต้องอนุวัตการกฎหมายในบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ประการที่ ๓ กฎหมายปัจจุบันไม่มีความชัดเจนและครอบคลุมในการปัองกันและแก้ไขการกระทําที่เปึน ลักษณะของการขัดกันแห่งผลประโยชน์ระหว่างส่วนบุคคลกับส่วนรวม และประเด็นสุดท้ายก็คือ

เพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นในภาครัฐอย่างมั่นคงและยั่งยืน ในส่วนสาระนั้นมีทั้งหมด ๑๔ ประการนะครับ ประเด็นแรกนั้นก็คือห้ามผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ ของรัฐกระทําการใด ๆ อันเปึนการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม ประการที่ ๒ ปรับบทนิยามคําว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้สอดคล้องกับอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการต่อต้านคอร์รัปชันที่ผมได้กราบเรียนแล้วนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิยาม ของเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นจะสอดคล้องกับการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาที่เพิ่งผ่าน ความเห็นชอบจาก สนช. ไปแล้วนะครับ ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐจะหมายถึงผู้ใช้อํานาจรัฐ แต่เดิมนั้นมีความเห็นว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐคือผู้ที่ได้รับเงินเดือนจากรัฐ แต่ในนิยามใหม่นั้น จะเปึนผู้ใช้อํานาจรัฐ ไม่ว่าจะเปึนการถาวรหรือเปึนการชั่วคราว ไม่ว่าจะได้รับค่าตอบแทน หรือไม่ก็ตาม จะถือว่าเปึนเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งหมดนะครับ ประการที่ ๓ ปรับบทนิยามคําว่า ญาติ ให้สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่เดิมนั้นคําว่า ญาติ ค่อนข้างจะกว้างขวาง แต่เรามาให้สอดรับกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่คือมี ๓ ชั้นเท่านั้นเอง คือ บิดา ตัวเอง แล้วก็บุตร ประการที่ ๔ ห้ามผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐรับของขวัญและ ของที่ระลึก เงินหรือประโยชน์อื่นใดที่คํานวณเปึนเงินได้ สิ่งที่สําคัญเรื่องการรับเงินนั้น ชัดเจนครับ แต่เรื่องของประโยชน์อื่นใดที่คํานวณเปึนเงินได้นั้นกฎหมายฉบับนี้ได้เขียนไว้ ทั้งหมด ๑๑ ลักษณะ ซึ่งเปึนมาตรฐานสากลและลักษณะทั้ง ๑๑ ประการนั้นอยู่ใน พระราชบัญญัติพรรคการเมืองที่มีผลบังคับอยู่ในปัจจุบัน ประการที่ ๕ การขัดกัน แห่งผลประโยชน์เปึนความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่และกระบวนการยุติธรรม ซึ่งจะต้อง ดําเนินการตามประมวลกฎหมายอาญา ประการที่ ๖ การดําเนินการของคู่สมรสและบุตร และเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยอาศัยอํานาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐถือเปึนการกระทําของ เจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยนะครับ

ประการที่ ๗ กระทําการของญาติที่อาศัยตําแหน่งหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเจ้าหน้าที่ ของรัฐรู้เห็นเปึนใจและยินยอมด้วย ถือว่าเปึนการกระทําของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในข้อ ๖ กับ ข้อ ๗ นี้มีสาระที่แตกต่างกันก็คือถ้าเปึนคนในครอบครัว เจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องรับผิดชอบ โดยอัตโนมัติ แต่ถ้าเผื่อในกรณีเขาเปึนญาตินอกเหนือจากนั้นแล้วมาใช้อํานาจรัฐจะต้องมี การพิสูจน์ทราบว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐเปึนผู้ให้ความยินยอมในการใช้อํานาจตรงนั้น ประการที่ ๘ บุคคลใดที่ได้รับประโยชน์จากการกระทําของเจ้าหน้าที่ของรัฐ คู่สมรส บุตร และญาติ ถือว่าผู้นั้นเปึนคนที่มีส่วนร่วมสนับสนุนแล้วก็ผู้ใช้จ้างวานตามประมวลกฎหมายอาญา ในประเด็นที่ ๙ กําหนดให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทําการไต่สวนข้อเท็จจริงและวินิจฉัย ให้เสร็จภายใน ๑๘๐ วันนับตั้งแต่คณะกรรมการ ป.ป.ช. พบว่ามีมูลความผิด ประการที่ ๑๐ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่พ้นจากตําแหน่งหน้าที่ไม่เกิน ๒ ป้ จะดํารงตําแหน่งในภาคเอกชน ที่เกี่ยวข้องกับงานวิชาชีพโดยตรงหรือการปฏิบัติหน้าที่ที่ดูแลอยู่ในระหว่างรับราชการไม่ได้ ซึ่งอันนี้ถือว่าเปึนการขัดกันแห่งผลประโยชน์ในลักษณะหนึ่ง แล้วก็มีกฎหมายหลายฉบับ ที่ได้กําหนดไว้แล้วว่า ๒ ป้ อันนี้ก็มาบรรจุไว้ แต่สาระจะเปึนอย่างไรทาง สนช. ก็คงพิจารณา อีกครั้งหนึ่ง ข้อ ๑๑ การกําหนดหลักเกณฑ์ขอให้กรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนเพื่อระงับ การดําเนินการโครงการของรัฐ อันนี้หมายความว่าในกรณีที่ใช้อํานาจรัฐที่ทําให้เกิด โครงการใด ๆ ก็ตาม แล้วโครงการนั้นเปึนผลที่เกิดจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ผู้ร้อง สามารถที่จะให้ดําเนินการและกรรมการของ ป.ป.ช. ไต่สวนเพื่อดําเนินการให้สัญญานั้น เปึนโมฆะได้ซึ่งการเปึนโมฆะนั้นผลประโยชน์ที่ได้รับก็จะต้องคืนเปึนโมฆะหมด ในประเด็นที่ ๑๓ ให้กรรมการ ป.ป.ช. จัดทําข้อกําหนดคู่มือป ฏิบัติของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองหรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งมีอํานาจการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม และอันสุดท้ายก็คือให้มีการจัดตั้งสํานักงานใน คณะกรรมการปัองกันและปราบปรามการทุจริต เรื่องของการตั้งสํานักงานนั้นผมมีส่วนร่วม ในการที่พิจารณาตั้งแต่สมัยป้ ๒๕๔๙ ก็เรียนว่าคิดกันมาก แต่สิ่งสําคัญก็คือหน่วยงานอันนี้ เปึนหน่วยงานที่จะให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกคนว่าสิ่งใดที่จะเปึนการขัดกัน แห่งผลประโยชน์ สิ่งใดที่จะเปึนเรื่องของไม่ขัดกัน การเรียนรู้ตรงนี้คือสิ่งที่เราจะช่วยกันแก้ไข ปัญหาการทุจริต เพราะว่าที่ผ่านมานั้นเราอาจจะมีการกระทําใด ๆ ที่เรามีความรู้สึกว่า ไม่น่าจะผิดหรือทําจนคุ้นชิน แต่ลักษณะเหล่านั้นท่านลองอ่านดูใน ๑๑ ข้อ ในร่างกฎหมาย

ฉบับนี้ว่าบางครั้งเราไม่ทราบว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องของการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ผลที่ได้รับ จากร่างกฎหมายฉบับนี้ก็คือทําให้เจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นได้เรียนรู้และเข้าใจในเรื่องของ การใช้อํานาจที่ถูกต้องเพื่อความเปึนธรรม ซึ่งอันนี้เปึนหัวใจของเรื่องธรรมาภิบาล และสิ่งที่ผม อยากกราบเรียนอีกทีว่าถ้าเราสามารถจะผลักดันในเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ออกมา เปึนกฎหมายและมีบทบังคับให้เจ้าหน้าที่ของรัฐดําเนินการอย่างนี้ การประเมินค่าหรือ มุมมองจากสายตาต่างประเทศในการที่จะให้ความเชื่อถือศรัทธาและไว้วางใจคนไทยและ รัฐบาลไทยก็จะมีมากขึ้น ขอบพระคุณครับ