ชาติชาย ณ เชียงใหม่ หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารสาธารณะ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมและความรับผิดชอบร่วมกันระหว่างรัฐและประชาชน และเรียกร้องให้ร่างกฎหมายชัดเจนในเรื่องการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ พร้อมทั้งแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงความคิดในเรื่องของข้อมูลข่าวสาร โดยลดบทบาทของรัฐลงและให้พื้นที่ของประชาชนมากขึ้น และขอให้รัฐบาลพิจารณาปรับปรุงกฎหมายนี้เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าไปร่วมคิดและช่วยแก้ไขปัญหาได้จริง
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติครับ ผมขอให้ความเห็นในร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารสา ธารณะ พ.ศ. .... ที่ได้เสนอมา ผมมี ๒ ประเด็นครับ ที่จริงเรื่องนี้ประเด็นสําคัญที่มีการยกร่างอันนี้ขึ้นมา ประเด็นแรกก็คือ การเปลี่ยนความคิดในเรื่องของข้อมูลข่าวสารจากเดิมที่เรามีฐานความเชื่อโดยเฉพาะข้อมูล ข่าวสารของทางราชการเปึนเรื่องของการที่ราชการเปึนเจ้าของเปึนผู้ตัดสินใจที่จะเผยแพร่ หรือที่จะนําไปใช้ประโยชน์อย่างไรก็ตามตามที่ทางราชการเห็นสมควร เราเปลี่ยนชื่อมาเปึน ข้อมูลข่าวสารสาธารณะนั่นหมายถึงว่าเรากําลังลดบทบาทรัฐลง ลดขอบเขตการใช้อํานาจรัฐลง และเป่ดพื้นที่ของประชาชนมากขึ้น
การมีส่วนร่วมมากขึ้น ให้รู้เห็นมากขึ้น ซึ่งอันนี้เปึนหัวใจสําคัญอันหนึ่งที่จะต้องชัดเจน ในรายละเอียดในมาตราต่าง ๆ ในร่างกฎหมายฉบับนี้ เพราะว่าชื่อนั้นนําไปสู่มิติใหม่ของ การมีส่วนร่วมของการใช้อํานาจรัฐ ของการที่ว่าจะต้องรับผิดชอบร่วมกันระหว่างรัฐ กับประชาชน อันนี้เปึนหัวใจ ซึ่งเดี๋ยวผมก็จะขอนําเสนอในประเด็นนี้ ประเด็นที่ ๒ ในกฎหมายนี้เข้าใจว่าพยายามที่จะแก้ไขจุดอ่อนหรือประสิทธิภาพของการเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร ซึ่งในกฎหมายป้ ๒๕๔๐ นั้นได้ใช้คําว่าของทางราชการ ขอเริ่มจากประเด็นแรก ในเรื่องของการเปลี่ยนชื่อจากของราชการมาเปึนของสาธารณะ การเปลี่ยนชื่ออย่างนี้ อย่างที่ผมเรียนว่ามันเปึนการลดบทบาทรัฐลงเพิ่มพื้นที่ประชาชนขึ้น ในตรงนี้ผมพยายามดู ในมาตราต่าง ๆ ยังเห็นได้ว่ายังไม่มีมาตราไหนเลยที่เป่ดช่องหรือเป่ดโอกาสให้ประชาชน ในนามของกลุ่ม หรือองค์กร หรืออะไรก็แล้วแต่เข้าไปอยู่ในกระบวนการของคณะกรรมการ ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ ซึ่งในร่างนี้ได้ย้ายหรือว่าได้เลิกจากที่สังกัดในฝ์ายบริหารซึ่งเปึน สํานักงานเดิมให้มาอยู่กับฝ์ายองค์กรตามรัฐธรรมนูญก็คือสํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เปึนฝ์ายมารับอุทธรณ์แทนเสีย ซึ่งประเด็นนี้ก็จะย้ายก็จะเห็น ได้อาจจะไปคิดว่าเพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพในการที่จะอุทธรณ์ เพราะมันเปึนหน้าที่ของหน่วยราชการที่จะต้องตอบคําถาม ของประชาชนอยู่แล้ว ในเชิงประสิทธิภาพเขาจึงอุทธรณ์มาเยอะ ประเด็นก็คือว่าถ้าย้ายมา อยู่ที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน นั่นแสดงว่าเชื่อว่าถ้ามาอยู่ที่ผู้ตรวจการแผ่นดิ นแล้วจะทํา การอุทธรณ์แก้ไขข้อข้องใจให้แก่ประชาชนก่อนที่ประชาชนจะไปศาลปกครองอีกทีได้เร็วขึ้น หรือเปล่า อันนี้ไม่ได้ปรากฏอะไรชัดเจนในร่างกฎหมายอันนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการทํางานทั้งหมดตั้งแต่มาตรา ๒๓ ที่กําหนดว่าคณะกรรมการอาจจะมี สํานักข่าวกรองแห่งชาติ สภาความมั่นคงแห่งชาติ หน่วยงานต่าง ๆ ยังให้อํานาจกับ คณะกรรมการซึ่งคณะกรรมการอันนี้ก็คือตั้งขึ้นโดยประธานของผู้ตรวจการแผ่นดิน เปึนผู้กําหนดหลักเกณฑ์วิธีการว่าหน่วยงานของรัฐจะกําหนดว่าข้อมูลสาธารณะใดจะเป่ดเผย ได้หรือไม่ก็ได้แต่ประชาชนก็ไม่ได้มาเกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นหลักเกณฑ์ วิธีการ หน่วยงานต่าง ๆ ก็เหมือนเดิมที่กําหนดได้ว่าอันนี้เปึนความลับของราชการอะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นผมเกรงว่า ถ้าไม่มีกลไกอะไรที่เปึนส่วนของประชาชนที่จะไปเห็นด้วยหรือว่าไปค้านหรือว่าไปแสดง ความอะไรก็แล้วแต่ให้ชี้แจงมันก็จะเหมือนเดิม มันก็จะเหมือนเดิมคือเปลี่ยนแต่ชื่อว่า จากราชการเปึนสาธารณะ แต่เอาเข้าจริง ๆ ช่องทางของประชาชนที่จะเข้าไปรับรู้ตั้งแต่
เรื่องที่ดิน เรื่องทรัพยากรหรืออะไรต่าง ๆ มันก็จะไม่เห็นชัดเจน ทีนี้มาในประเด็นที่ ๒ ในเรื่องของประสิทธิภาพ ที่ผ่านมา เท่า ที่ผมรับทราบแล้วก็เคยร่วมกับทาง คณะอนุกรรมาธิการทางด้านของการเรียนรู้การเมืองของสภาเรานี่ก็พบว่าการทํางานที่ผ่านมา หน่วยราชการที่มันมีจุดปัญหาเยอะ เพราะราชการไม่เข้าใจกฎสาระสําคัญของการที่ต้อง เป่ดเผยข้อมูล แล้วก็ไม่แน่ใจไม่มีใครไปฟ่ต (Fit) ซ้อมเขาว่าเรื่องนี้เป่ดได้เป่ดไม่ได้ พอไม่แน่ใจเขาก็บอกว่าเปึนความลับหรือเขาก็ไม่กล้าเป่ดเผย แล้วหลายต่อหลายเรื่องนั้น เปึนคําถามในเชิงนโยบายซึ่งเกี่ยวพันหลายหน่วย แล้วมันต้องตอบพร้อมกันเปึนก้อน แต่ความจริงมันไม่พร้อมกัน เพราะระบบข้อมูลของทางราชการไม่ได้เชื่อมโยง กัน มีคอมพิวเตอร์ก็จริงแต่มันไม่ได้ลิง ก์ (Link) กัน แล้วก็ไม่มีการสานเครือข่ายทางนโยบาย ที่ตอบคําถามประชาชนได้ตรงได้ดีพอ เพราะฉะนั้นก็ตอบได้ถ้าถามว่าทําไมในเรื่องอุทธรณ์ เรื่องส่วนตัว แต่ถ้าถามอะไรที่เปึนเรื่องของนโยบายสาธารณะ จริง ๆ แล้วตอบประชาชน ได้ยากมาก แล้วส่วนนี้ที่ผมคิดว่าในร่างกฎหมายนี้ก็ยังเห็นไม่ชัดว่าท่านจะแก้ประสิทธิภาพนี้ ได้อย่างไร ก็ไม่ได้พูดถึงเพียงแต่ย้ายที่อยู่ ย้ายคณะกรรมการอุทธรณ์จากฝ์ายบริหารมาอยู่ องค์กรอิสระแล้วก็เปลี่ยนชื่อให้เปึนสาธารณะ แต่ก็ไม่มีกลไกที่ประชาชนจะเข้าไปร่วม ไปคิดอะไรให้มันเปึนสาธารณะได้จริง ๆ ก็ยังคงอํานาจของการเปึนภาครัฐไว้อยู่ อันนี้ก็เสนอ ความเห็นด้วยความเคารพว่าขอลองพิจารณาปรับปรุง เพราะดีแล้วที่เปลี่ยนเปึนสาธารณะ ส่วนว่าจะไปอยู่ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินหรือไม่นั้นก็ขอให้ดูอีกที ขอบคุณมากครับ